• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ซยงหนู

    ทดลองอ่าน ซยงหนู ทัณฑ์สวรรค์ อาถรรพ์ต้องสาป เล่ม 1 บทที่ 3-4

    ด้านล่างมีภาพวัตถุจริงแนบไว้ หัวธนู ตัวธนู…ไม่ผิด เป็นลูกธนูที่ใช้สังหารซุ่นจื่อ ผมทายถูกจริงๆ ด้วย มันไม่ใช่ของเล่นที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้ ทันใดนั้นอีเมลชั่วร้ายฉบับนั้นก็โผล่ขึ้นในหัวผม ผมไม่วายรู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่านเหงื่อเย็นที่เปียกโชกอยู่บนแผ่นหลัง

    ผมกดโทรศัพท์โทรออกไปรวดเร็ว เสียงของฮวาผิงที่ปลายสายยังคงใสกระจ่าง “นั่งไม่ติดละสิคราวนี้ รีบขอร้องฉันเร็วเข้า ถ้าไม่ขอร้องกันละก็ นายถามอะไรมาฉันก็ไม่สนใจทั้งนั้น”

    ผมรีบร้อนพูด ไม่มีอารมณ์ล้อเล่นกับคนเสียสติอย่างเธอ “จริงจังหน่อย นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะ ว่าแต่เธอไปเอารูปนี้มาจากไหน แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน”

    ฮวาผิงส่งเสียงประชดเย็นชาออกมาคำหนึ่งก่อนจะพูดต่อเหมือนเป็นเรื่องปกติ “พ่อของฉันพอกลับถึงบ้านก็หน้ามุ่ยปวดหัวอยู่กับคดีที่ต้องทำ แม่เห็นแบบนั้นก็เลยลากเขาออกไปเดินเล่นข้างนอก ตอนไปช่วยเขาเก็บเอกสารบังเอิญฉันไปเห็นภาพถ่ายของนายเข้า แหม เป็นพยานปากเอกเสียด้วย ตอนแรกฉันก็นึกว่าคดีเกี่ยวกับนายจะเป็นพวกเรื่องทุเรศๆ อย่างแอบถ้ำมองชาวบ้าน ไปเที่ยวซ่องเที่ยวคุณโสอะไรเทือกนั้นเสียอีก แต่พอลองพลิกอ่านดู ไหงกลายเป็นคดีฆาตกรรมปริศนาไปเสียได้”

    ถึงตอนนี้ผมจึงเพิ่งเข้าใจ ที่แท้นายตำรวจสูงวัยคนนั้นก็คือพ่อของฮวาผิงนี่เอง

    ผมบังเอิญได้รู้จักกับฮวาผิงในงานแจกลายเซ็นของนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนคนหนึ่ง เพราะคุยกันถูกคอ ต่อมาจึงมักออกไปเที่ยวด้วยกันบ่อยครั้ง ส่วนคำถามประเภทครอบครัวของใครเป็นยังไง ทำงานที่ไหน พวกเราต่างไม่เคยถามถึง ผมรู้ก็แต่เพียงเธอชอบเรื่องสืบสวนสอบสวน เมื่อไหร่ที่มีหนังสืบสวนสอบสวนใหม่ๆ ลงโรง เธอก็มักจะชวนผมไปดูด้วยเสมอ

    จากภาพอื่นๆ ที่ฮวาผิงส่งมาให้ ในกระเป๋าผ้าใบของซุ่นจื่อยังมีบัตรลดใบหนึ่งกับบัตรประชาชนแบบเก่าอีกใบซึ่งก็คงถูกตำรวจหยิบออกไปก่อนที่ผมจะทันได้ค้นดู นอกจากของพวกนี้แล้วในสมุดบัญชีของซุ่นจื่อยังมีรายการโอนเงินห้าหมื่นเหรียญ แบ่งเป็นโอนเข้าบัญชีเมื่อวานตอนสี่โมงกว่าๆ สองหมื่นเหรียญ วันนี้เที่ยงอีกสามหมื่นเหรียญ หลังจากนั้นตอนบ่ายโมงกว่าก็ถูกเบิกออกไปสองหมื่นห้าพันเหรียญ แม้สองปีมานี้ราคาอาวุธโบราณจะสูงขึ้นอย่างไม่มีตก แต่ที่แขวนดาบอันเล็กๆ อันหนึ่งไม่ว่ายังไงก็ไม่น่าจะมีราคาสูงขนาดนั้นได้

    อีกอย่างในเมื่อจ่ายเงินแล้ว ฝ่ายซื้อก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องลงมือฆ่าคนสักหน่อย นอกจากนี้ถ้าเป็นเรื่องเงินแล้วละก็ ราคาของลูกธนูหมิงตีดอกนั้นไม่มีทางต่ำกว่าที่แขวนดาบอันนั้นไปได้ ที่มากไปกว่านั้นก็คือทำไมถึงต้องให้ซุ่นจื่อตายต่อหน้าผมด้วย ราวกับ…ตั้งใจจะฆ่าเขาให้ผมดูยังไงยังงั้น พอคิดถึงตรงนี้ผมก็เริ่มผวา

    ผมรีบเปิดคอมพิวเตอร์ เข้ากล่องเมล เปิดอีเมลที่ไม่มีที่อยู่ผู้ส่งฉบับนั้น หลังจากลองกดปุ่มตอบกลับดู ก็พบว่ามันสามารถตอบกลับได้จริงๆ ผมเขียนถามกลับไป

     

    ‘ตกลงนายเป็นใครกันแน่ แล้วคิดจะเอายังไง’

     

    แน่นอนผมไม่มีทางเชื่อเรื่องที่พบเจอได้ก็แต่ในหนังนี้ง่ายๆ ทหารซยงหนูฆ่าคน? กลางวันแสกๆ นี่นะ แถมยังใช้ธนูโบราณยิงใส่จุดตายของเป้าหมายได้แม่นยำไม่มีพลาดเป้าอีกด้วย บัดซบเอ๊ย! นี่มันไม่เหลวไหลเกินไปหน่อยหรือไง

    ผมตรวจประตูหน้าต่าง ดึงผ้าม่านปิด พอปิดคอมฯ เสร็จผมก็เอนตัวลงบนเตียง แต่ไม่ว่าจะพยายามเปลี่ยนเรื่องเหลวไหลนี้ให้ฟังดูสมเหตุสมผลสักแค่ไหน ผมก็รู้ดีว่าใจของตัวเองในเวลานี้มีความรู้สึกหวาดหวั่นปกคลุมอยู่จางๆ

    แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมกลับหลับเป็นตาย อาจเพราะเมื่อตอนกลางวันผมเครียดมากเกินไป สมองเลยอ่อนล้าต้องการการพักผ่อน

    ผมตื่นขึ้นมาอีกทีราวๆ ตีสองเพราะอั้นฉี่ไม่ไหว หลังฉี่เสร็จก็ทิ้งตัวกลับลงบนเตียง หยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาตามความเคยชิน บนหน้าจอมีข้อความ ‘ไม่ได้รับสาย’ กะพริบเตือน พอลองกดปุ่มเปิดดูก็พบว่าเจ๊ผิงโทรมาตอน 0:02 นาฬิกา ดูรายละเอียดการโทรก็พบว่าเจ๊ผิงโทรมาแค่สองวินาทีก่อนจะตัดสายทิ้ง เดิมคิดว่าเจ๊ผิงอาจไม่ระวังกดสายผิดอะไรเทือกนั้น เพราะกลางค่ำกลางคืนมีเรื่องด่วนจริงก็คงไม่แค่รอสองวิฯ ก็วางสายแบบนี้แน่ ผมขยับตัวเตรียมนอนต่อ แต่ไม่ว่าจะพลิกซ้ายพลิกขวายังไงผมก็อดนึกห่วงเจ๊ผิงไม่ได้ สุดท้ายเลยตัดสินใจลุกขึ้นไปยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง มองไปยังหน้าต่างห้องเจ๊ผิง พอพบว่าไฟห้องเจ๊ผิงสว่างอยู่ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหา ถึงจะโทรติดแต่กลับไม่มีคนรับสาย และไม่ว่าจะโทรเข้าไปใหม่สักกี่ครั้งก็ยังไม่มีคนรับ

    ผมรีบแต่งตัว เดินลงจากตึก ตั้งใจจะแวะไปหาเจ๊ผิงที่ห้อง ในเวลาแบบนี้นอกจากพวกนักเขียนกับพวกโสเภณีแล้ว คนปกติทั่วไปล้วนกำลังนอนหลับฝันหวานด้วยกันทั้งนั้น ผมวิ่งเหยาะๆ ไปที่ใต้ตึกของเจ๊ผิง ขณะจะกดออดห้อง 403 จู่ๆ ผมก็นึกผวารีบดึงมือกลับ ประตูตึกปิดไม่สนิท หลังจากมองดูโดยละเอียดก็พบว่าที่แท้บนวงกบประตูมีกระดาษพับซ้อนกันเป็นลิ่มสอดไว้ ประตูถึงได้ปิดเข้าหากันไม่ได้ ผมหันหลัง กวาดตามองไปตามหลืบตามซอกมุมต่างๆ ในเขตที่พักอาศัย แต่ก็ไม่พบเงาใครแม้แต่คนเดียว และถึงจะแนบหูเข้ากับประตูตึกก็ไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวอะไรทั้งสิ้น ผมโทรเข้าเบอร์บ้านของเจ๊ผิง และก็เหมือนก่อนหน้านี้ ถึงจะโทรติดแต่ก็ไม่มีคนรับสาย

    เพราะไม่กล้าเข้าไปในตึกเพียงลำพัง ผมเลยหันไปเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทน แต่ในห้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนั้นกลับมีแต่ความว่างเปล่า แต่แล้วจู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงเร่งเร้าให้รีบวางไพ่ดังลอดออกมา ผมเคาะหน้าต่างกระจก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินมาพร้อมกับไพ่โป๊กเกอร์ในมือ เขาเปิดหน้าต่างเล็กออก

    “สวัสดีครับ…” ทันใดนั้นเขาก็เหมือนจะนึกถึงปัญหาเรื่องเล่นไพ่ขึ้นมาได้ เขารีบพูดเชิงขอโทษ “ดึกดื่นมืดค่ำไม่มีอะไรทำ พวกเราก็เลยเล่นโต้วตี้จู่*กัน” พอเห็นผมไม่พูดไม่จาเขาก็ใช้ไพ่โป๊กเกอร์ชี้ไปที่จอมอนิเตอร์บนโต๊ะ “ที่นี่มีกล้องวงจรปิดช่วยดูแทนพวกเราอยู่ หึๆ” แต่เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวเขาก็เปลี่ยนมาถามผมแทน “ว่าแต่ค่ำมืดดึกดื่นมาถึงนี่ พี่ชายมีเรื่องอะไรหรือเปล่า เข้ามาก่อนๆ”

    ผมอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ ให้พวกเขาฟังครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามคนรวมถึงเจ้าหน้าที่คนแรกตามผมไปที่ห้องของเจ๊ผิง พวกเขาเบามือเบาเท้าค่อยๆ ย่องขึ้นไปที่ชั้นสี่ ก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง 403 ภายใต้แสงไฟขมุกขมัวบนทางเดิน สิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อสายตาทำเอาผมใจหายวาบ ต้องเกิดเรื่องขึ้นแล้วแน่ๆ ประตูห้องของเจ๊ผิงไม่ต่างอะไรกับประตูตึก มันไม่ได้ปิดสนิท วงกบประตูมีลิ่มกระดาษสอดไว้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่คุยอยู่กับผมเมื่อครู่รีบดึงตัวผมไปอยู่ทางด้านหลัง เขาเดินขึ้นหน้าดึงประตูเปิดอย่างระมัดระวัง ทันทีที่ประตูเปิดออกพวกเขาทั้งหมดก็ต่างพากันยืนตะลึงอยู่ที่หน้าประตู

    เจ๊ผิงสวมชุดนอนลายดอกสีม่วง ส่วนหัวหันไปทางประตู นอนหงายอยู่กับพื้น รองเท้าแตะข้างหนึ่งแขวนอยู่บนเท้า ส่วนอีกข้างตะแคงอยู่ข้างๆ หน้าอกของเจ๊ผิงมีทวนสมัยโบราณยาวประมาณหนึ่งช่วงตัวคนปักอยู่ เลือดสีแดงสดกระจายอยู่บน

    * โต้วตี้จู่ คือ เกมไพ่ชนิดหนึ่ง จะแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่าย คือเจ้าของที่ดินหนึ่งคน และชาวนาอีกสองคน ชาวนาสองคนต้องร่วมมือกันเอาชนะเจ้าของที่ดินให้ได้ เจ้าของที่ดินจะมีสิทธิ์ได้ออกไพ่ก่อน และได้ไพ่มากกว่าชาวนาสามใบ ไม่ว่าผู้เล่นจะเป็นชาวนาหรือเจ้าของที่ดิน ฝ่ายที่ไพ่ในมือหมดก่อนจะเป็นผู้ชนะ

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ซยงหนู

    นิยายยอดนิยม

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่านนิยายสยบฟ้าพิชิตปฐพี 24_1

    บทที่ 1 ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์น้องเล็ก คำพูดง่ายๆ สองประโยคทำให้หนิงเชวียแน่ใจถึงความจริงที่สำคัญสองข้อ... ข้อแรก หลวงจีนช...

    บทความ

    เจาะลึก! คุณสมบัติ ‘ผู้นำ’ ผ่าน 5 ตัวละครนิยาย ENTER

    เจาะลึก!คุณสมบัติ ‘ผู้นำ’ ผ่าน 5 ตัวละครนิยาย ENTER ‘ผู้นำ’ ตำแหน่งสำคัญที่ต้องได้มาจากการคัดเลือกของคนหมู่มาก นอกจากนี้...

    Facebook