• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    ทดลองอ่านนิยายเพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 16 บทที่ 3

    บทที่ 3

    มือสังหาร มือกระบี่

     

    เมืองกั้นโจว ห้องแห่งหนึ่งในจวนผู้ตรวจการ

    นี่คือค่ำคืนที่มืดมิดเป็นพิเศษ ไม่มีแสงจันทร์สักนิดลอดเข้ามาจากบานหน้าต่าง มิอาจคาดเดาความลึกของห้องได้อย่างสิ้นเชิง ภายในเงียบงันเสมือนไร้ผู้คน

    เฉลียงทางเดินในที่ไกลมีคนถือโคมลาดตระเวนผ่าน แสงเทียนริบหรี่ลอดเข้ามา วาดเงาร่างที่นั่งสมาธิอยู่ในห้องออกมา

    คนสวมอาภรณ์สีเข้มผู้นั้นนิ่งเงียบจนเหมือนก้อนหิน หายใจยาวและเบาไร้สุ้มเสียง แสงไฟส่องเห็นได้ถึงปากที่ปิดสนิทของมันรางๆ ชวนให้คาดเดาได้ถึงสีหน้าเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นในความมืดมิดของมัน

    ดุจดั่งเสือตัวหนึ่งที่นอนหมอบอยู่ในความมืด

    แสงของโคมไฟโฉบผ่านช้าๆ สืบต่อ เงาของบานหน้าต่างทอดบนร่างคนผู้นั้น

    มือของมันยื่นออกจากตรงหน้าท้องเบาๆ จับปลายวัตถุยาวชิ้นหนึ่งที่วางขวางอยู่บนตัก

    ด้ามกระบี่

    โคมไฟถูกคนที่อยู่ด้านนอกเฉลียงทางเดินถือไปไกลแล้ว แสงรำไรในห้องค่อยๆ หายลับไป

    เงาคนผู้นั้น รวมถึงลมหายใจอันตราย ซุ่มอยู่ในความมืดอีกครา

     

    ขณะหวังโส่วเหรินออกจากจวนของพ่อค้าก็เป็นเวลามืดค่ำแล้ว บนฟ้ามีเพียงจันทร์แรมดวงหนึ่ง บนถนนมืดอย่างมาก หวงเสวียนผู้เป็นศิษย์เดินถือโคมไฟดวงหนึ่งอยู่หน้าสุด เมิ่งชีเหอและทหารชาวบ้านสองนายคุ้มกันอยู่ข้างกายหวังโส่วเหริน ในศิษย์ที่มีอยู่แต่เดิมจำนวนมากของมัน มีเพียงสองคนที่ติดตามอยู่ข้างกายตลอดหลายปีนี้ หวงเสวียนผู้เยาว์วัยคือหนึ่งในนั้น ศิษย์ที่เคยทำศึกที่หลูหลิงคนอื่นๆ ล้วนร่ำเรียนจนสำเร็จแล้ว และต่างกลับภูมิลำเนาขยันขันแข็งเพื่อเกียรติคุณ บิดามารดาหวงเสวียนเสียชีวิตนานแล้ว จึงหาได้ถูกเร่งรัดให้สมรสไม่ แต่อย่างไรก็อายุยี่สิบต้นๆ แล้ว หลายปีนี้ติดตามหวังโส่วเหรินกระทำการและเรียนรู้ค่อนข้างสัมฤทธิผล หวังโส่วเหรินวางแผนว่าจะผลักดันให้มันตั้งตัวหลังปีใหม่

    อีกทั้งหลายปีนี้ข้ายังไม่รู้ว่าจะพบเจอเรื่องราวอะไรบ้างที่เจียงซี…เด็กคนนี้อย่าอยู่ที่นี่จะดีกว่า…

    หวังโส่วเหรินรู้สึกเพียงกายใจล้วนอ่อนล้า ได้กลิ่นสุราหอบหนึ่งตรงจมูกตนเอง หลังมันกลับถึงกั้นโจวก็ร่วมงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของพ่อค้ารุ่มรวยท้องถิ่นติดต่อกันเป็นคืนที่สองแล้ว แรกเริ่มขณะหวังโส่วเหรินดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการเจียงซีใต้ เพื่อที่จะหางบประมาณกองทัพในการฝึกทหารปราบโจรโดยไม่อยากให้ชาวบ้านธรรมดารับภาระขึ้นไปอีก จึงวางแผนต่อพ่อค้ารุ่มรวยเหล่านี้ นอกจากกดดันแล้วยังอธิบายเหตุผลต่อพวกมันว่าถ้าหากกำจัดโจรแล้ว จะไม่มีพิษภัยต่อธุรกิจและผลประโยชน์นานัปการในภายหน้าของพวกมัน บัดนี้ชนะศึกแล้ว เหล่าพ่อค้ารุ่มรวยล้วนตื่นเต้นไม่คลาย แย่งกันจัดงานเลี้ยงเพื่อจะปลอบขวัญใต้เท้าหวังและเหล่าขุนศึก หวังโส่วเหรินติดค้างน้ำใจของพวกมันจึงมิได้บ่ายเบี่ยง

    แน่นอนว่าหวังโส่วเหรินมิได้กลัวว่าพวกมันจะขุ่นเคืองจริงๆ เพียงแต่คาดการณ์ว่าวันใดที่เป็นผู้ตรวจการเจียงซีใต้ ขณะยังต้องใช้ทหารในภายหน้า การรักษาความสัมพันธ์กับพ่อค้ารุ่มรวยเหล่านี้เอาไว้สำคัญอย่างยิ่ง

    เมื่อคิดถึงตรงนี้หวังโส่วเหรินก็ขมวดคิ้วแน่น ลูบไล้หนวดเคราเบาๆ พลางขบคิด ความไม่ชอบมาพากลของตำหนักหนิงอ๋องแห่งหนานชางทั่วทั้งราชสำนักล้วนรู้ เพียงแต่หนิงอ๋องติดสินบนด้วยสุราและเงินทองมากมาย ซื้อตัวเฉียนหนิงขุนนางคนโปรดที่อยู่ข้างบัลลังก์ ซ้ำยังซื้อใจขุนนางสำคัญไม่น้อยในราชสำนัก ทำให้จนบัดนี้จักรพรรดิก็ยังไม่ทรงทราบ หวังโส่วเหรินได้ยินว่าแม้กระทั่งหยางถิงเหอราชเลขาธิการก็อยู่ในผู้รับสินบนหนิงอ๋อง แม้ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ถึงแม้เป็นจริง หวังโส่วเหรินก็ไม่รู้สึกประหลาดใจสักนิด

    ความละโมบทำให้ผู้ที่เฉลียวฉลาดแต่เดิมเปลี่ยนเป็นโง่เขลาได้เช่นกัน หวังโส่วเหรินที่ศึกษาใจคนมาชั่วชีวิตจะไม่เข้าใจหลักการข้อนี้ได้อย่างไร

    แผนการของหนิงอ๋องใหญ่เพียงใดกันแน่ หวังโส่วเหรินเคยพูดคุยส่วนตัวกับซุนซุ่ยผู้ตรวจการเจียงซีและผู้ปกครองมณฑลแห่งนี้…คนทั้งสองล้วนเป็นผู้ที่หวังฉยงเสนาบดีกรมทหารจัดหามาเจียงซี ย่อมเชื่อถือซึ่งกันและกัน คนทั้งสองแม้ไม่กล่าวชัด แต่รู้ว่าวิกฤตในภายหน้ามิใช่เรื่องเล่นๆ…แต่ฝ่ายตรงข้ามคือเชื้อพระวงศ์แซ่จู ศักดิ์เป็นพระปิตุลาในจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน วันใดที่มันไม่มีความเคลื่อนไหว คนทั้งสองก็ทำอันใดมิได้…

    นี่คือสาเหตุหลักที่หวังโส่วเหรินเร่งปราบโจรเมื่อดำรงตำแหน่ง ถึงการกำจัดโพยภัยให้ปวงประชาจะเป็นเหตุผลสำคัญก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันมันเองก็ตระหนักถึงสถานการณ์ความวุ่นวายที่อาจปรากฏขึ้นในวันหน้าเช่นกัน ต้องกำจัดหายนะเบื้องหลังก่อน อีกทั้งถือโอกาสฝึกทหารชาวบ้านในมณฑลให้มากขึ้นเพื่อเตรียมใช้ในยามคับขัน

    นอกจากนั้นขณะยกพลไปที่จางโจวมณฑลฝูเจี้ยนในตอนแรก หวังโส่วเหรินยังได้รับป้ายผู้บัญชาการกิจการทหารจากหวังฉยง ในฐานะของผู้ที่จะรวบรวมกองกำลังแต่ละมณฑล มีป้ายนี้อยู่ในมือหากภายหน้าหากเจียงซีเกิดการเปลี่ยนแปลงก็จะมีสิ่งของสำคัญเพิ่มขึ้นชิ้นหนึ่ง…

    “ใต้เท้าหวัง เป็นอะไรหรือไม่” เมิ่งชีเหอที่เดินอยู่ข้างกายมันถาม ฝีเท้าของหวังโส่วเหรินเฉื่อยชาหนักแน่นยิ่งขึ้นเพราะทุกข์ใจเรื่องบ้านเมือง เมิ่งชีเหอเห็นแล้วคิดว่าใต้เท้าหวังไม่สบาย เป็นเหตุให้ถามเช่นนี้

    “ไม่มีอะไร…” หวังโส่วเหรินปลุกเร้าจิตใจเล็กน้อยแล้วส่ายศีรษะ มันอาศัยแสงโคมไฟมองดูลักษณะของเมิ่งชีเหอชายฉกรรจ์ที่เคยหลงผิด วันนี้กิริยาท่าทางเหมือนเป็นคนละคนกับในวันวาน ผมยุ่งเสมือนรังนกนั้นหวีสางเรียบร้อย กลิ่นอายป่าเถื่อนบนใบหน้าก็ถูกความรู้สึกหนักแน่นแทนที่ เพราะแบกภาระหน้าที่คุ้มกันใต้เท้าหวัง คืนนี้มันจึงมิได้แตะสุราแม้แต่หยดเดียวในงานเลี้ยง

    ระหว่างเข้าร่วมงานเลี้ยงเมิ่งชีเหอไม่สะดวกพกดาบยักษ์สำนักปากว้าของมัน พกเพียงดาบคาดเอวธรรมดาเล่มหนึ่ง ขณะเดินมือซ้ายจับบนด้ามดาบเบาๆ อยู่ตลอด อย่างไรใต้เท้าหวังก็ปราบโจรผู้ร้ายหลายกลุ่มติดต่อกัน ศัตรูในยุทธภพมากมาย มิอาจไม่ระวังบนถนนมืดแห่งนี้

    ในการต่อสู้ปราบโจรหนึ่งปีนี้ คุณูปการของนักรบภูเขาที่เมิ่งชีเหอบัญชาการโดดเด่นเป็นที่สุด อ้อมภูมิทัศน์เลวร้ายโอบล้อมหลังศัตรูโดยไม่หวั่นเกรงอันตราย สร้างวีรกรรมแห่งชัยชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังโส่วเหรินคิดไว้แล้วว่าจะอาศัยความชอบนี้เสนอแนะเมิ่งชีเหอเป็นขุนนางบู๊ “ข้ากำลังคิดถึงเรื่องของลี่โถว…” หวังโส่วเหรินกล่าวอีก

    เมิ่งชีเหอฟังแล้วแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “แต่ก่อนข้าเองก็เป็นโจรภูเขา คนแซ่ฉือผู้นี้มองแวบเดียวข้าก็รู้ว่ามันไม่ชอบมาพากล”

    หวังโส่วเหรินฟังแล้วก็เผยรอยยิ้มชื่นชมต่อเมิ่งชีเหอออกมา เพียงเพราะสิ่งที่มันคิดในใจก็เป็นเช่นเดียวกัน ก่อนหน้าเพื่อที่จะหลบเลี่ยงหายนะเบื้องหลังขณะบุกโจมตีเหิงสุ่ยและถ่งกัง หวังโส่วเหรินได้ประกาศนิรโทษโจรกลุ่มที่สามนามลี่โถวบริเวณชายแดนมณฑลก่วงตงที่นำโดยฉือจ้งหรง แต่หวังโส่วเหรินมองออกว่าฉือจ้งหรงคือพวกเจ้าเล่ห์เพทุบาย สวามิภักดิ์ทางการเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีเป็นฝ่ายแรก วันหน้าหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต้องก่อกบฏอีกเป็นแน่ ความจริงระหว่างทางที่หวังโส่วเหรินรับชัยชนะจากถ่งกังกลับสู่กั้นหนาน ในใจวางแผนไว้แล้วว่าจะกำจัดฉือจ้งหรงยึดคืนลี่โถวเช่นไร

    นอกจากนี้แล้วหวังโส่วเหรินเองก็มีแผนการเต็มทรวง รวมถึงถวายฎีกาต่อราชสำนักให้ตั้งอำเภอในสถานที่ที่ได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายก่อนหน้า สิ่งที่มันคิดคือศูนย์กลางชายแดนมณฑลเหล่านี้ วันใดไม่สร้างผลงาน พิชิตใจคนในพื้นที่ ภายหน้าคงมีโจรผู้ร้ายเกิดขึ้นอีก ปรามปราบอย่างไรก็ไม่สิ้นสุด ทำลายโจรในใจจึงจะเป็นรากฐาน

    ฝีเท้าที่เดินบนถนนของหวังโส่วเหรินคืนสู่ความว่องไว พอคิดว่ายังมีเรื่องราวมากมายนี้รอให้ตนเองกระทำอยู่ มันหาได้รู้สึกหนักใจหรือกังวลไม่ แต่กลับจุดประกายไฟลุกโชนขึ้นในใจ ชายชาตรีควรฝ่าฟันความยากลำบาก มันรอหลายปีจึงมีโอกาสแสดงปณิธานและความรู้ความสามารถ ไม่มีเหตุผลต้องถดถอยหรือหลีกหนี

    คนทั้งห้าเดินต่อไป จวนว่าการผู้ตรวจการที่ปากทางแขวนโคมไฟอยู่เบื้องหน้าแล้ว

    หวงเสวียนหันหน้ายิ้มพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนเด็กเล็กน้อย “ในที่สุดก็กลับมาแล้ว เมื่อครู่เหนื่อยแทบตายจริงๆ ข้ายอมฟังอาจารย์สอนหนังสือจะดีกว่า”

    ข้างจวนผู้ตรวจการมีสวนแปลงหนึ่งที่หวังโส่วเหรินใช้สอนหนังสือหรือฝึกฝนเกาทัณฑ์กับลูกศิษย์ทุกคนหลังดำรงตำแหน่งทุกคืน ไม่เคยเกียจคร้าน

    “นั่นหมายความว่าข้าสอนหนังสือไม่ดีหรือ” หวังโส่วเหรินเดินพลางย้อนถาม แต่ความจริงกลับมาถึงแล้วมันเองก็โล่งอก

    พวกมันเข้าประตูจวนว่าการ

     

    ต้องฆ่าคนผู้นี้

    โหวอิงจื้อในความมืดมนอนธการ ในใจผุดความคิดนี้ขึ้นซ้ำซาก

    ‘งาน’ ทุกครั้งที่ผ่านมา โหวอิงจื้อล้วนไม่เคยมีอารมณ์รุนแรงเช่นนี้ ทุกครั้งเพียงกระทำการอย่างเฉยชา และไม่มีความรู้สึกต่อบุคคลที่เป็นเป้าหมายสังหารแม้แต่น้อย มันคิดในใจว่าในขณะที่ตนเองยินยอมรับ ‘งาน’ คนเหล่านี้ก็ได้ตายไปแล้ว มันเพียงเปลี่ยนมันให้เป็นเรื่องจริงเท่านั้น

    แต่ครั้งนี้กลับต่างกันยิ่งนัก

    เป็นเพราะเป้าหมายสำคัญเกินไปจึงเคร่งเครียด? โหวอิงจื้อหาได้รู้สึกเคร่งเครียดไม่ แม้ไม่เคยผาดโผนยุทธภพ โหวอิงจื้อก็ยังคงเข้าใจยิ่งนักว่ารับค่าตอบแทนที่มากกว่าปกติห้าเท่าเพื่อลอบสังหารบุคคลเช่นนี้ หากล้มเหลวอาจมีผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งยวด แต่มันไม่เคยคิดว่าจะล้มเหลวมาก่อน

    ไช่ชิ่งตรวจสอบก่อนแล้วว่าคนผู้นี้แม้มีกำลังทหารในกำมือจำนวนมาก แต่นอกจากคนหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์สาขาย่อยสำนักปากว้าแล้ว ที่เหลือไม่พอจะเป็นภัยได้ และพวกมันก็เลือกจังหวะที่ดีที่สุด กองทัพทางการเพิ่งได้รับชัยชนะกลับมา คนมากยิ่งสับสนวุ่นวาย ทำให้แฝงเข้าถนนในเมืองได้ง่ายดาย เหล่าทหารยกทัพกลับมา ส่วนใหญ่กายใจล้วนอ่อนล้า การระแวดระวังต่ำลง อีกทั้งร้อนใจอยากกลับบ้านกันพร้อมหน้าแล้ว

    ศิษย์สาขาย่อยสำนักปากว้า? โหวอิงจื้อแค่นหัวเราะอย่างเย็นชาในใจ

    รูปภาพหน้าตาของเป้าหมาย โหวอิงจื้อจดจำขึ้นใจแล้ว ยามนี้มันยังดักซุ่มอยู่ในจวนของฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย มันไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลใดทำให้ล้มเหลวได้

    มันรวบรวมสมาธิอยู่ในความมืดมิด สำรวจตนเอง เลือดลมกับการหายใจราบรื่นไร้อุปสรรค กล้ามเนื้อทุกชุ่นล้วนประสานงานระดับสูง มันกำลังอยู่ในสภาวะไร้ช่องโหว่ให้โจมตี

    คนผู้นี้ตายแน่

    ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอีกครั้ง

    โหวอิงจื้อไม่รู้จัก ‘หยางหมิงเซียนเซิง’ แต่อย่างใด มันรู้เพียงฝ่ายตรงข้ามคือขุนนางใหญ่ขั้นหก ได้ยินว่ายังเป็นผู้ปรีชาสามารถอีกด้วย มันรู้แค่นี้ก็พอแล้ว ตัดปีกข้างหนึ่งของราชสำนัก ระบายแค้นที่สำนักอู่ตังล่มสลายคือสิ่งที่โหวอิงจื้อกระหายใคร่อยากจะคว้ามา แทงบุคคลระดับสูงเช่นนี้กระบี่ของมันเองก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่คือสาเหตุที่มันยินยอมรับการค้าขายนี้จากไช่ชิ่ง

    แต่เหตุใดคืนนี้หัวใจของข้าจึงเป็นเช่นนี้…

    เพราะไช่ชิ่งมิได้ตามมาเมืองกั้นโจวด้วย เพียงส่งอามู่มาต้อนรับหรือ โหวอิงจื้อกลัดกลุ้มเล็กน้อยในใจ แต่เรื่องเล็กเช่นนี้ยังคงไม่เพียงพอที่จะทำให้มันไม่สบายใจ

    นิ้วมือของมันที่กุมแน่นเล็กน้อยบนด้ามของ ‘เครื่องมือ’ ค่อยผ่อนคลายลง เหมือนจะยืนยันขนาดและน้ำหนักของมันอีกครั้ง ทำให้มันกลายเป็นส่วนที่ยืดขยายของร่างกายตนเองได้เต็มที่

    …และปลายสุดของจุดที่ยืดยาวนั้นก็คือความตาย

    โหวอิงจื้อปรารถนาให้ช่วงเวลาที่ปลดปล่อยความตายนั้นมาถึงเร็วขึ้นอีกหน่อย

    มันค่อยๆ รู้ว่าเหตุใดตนเองร้อนรนเช่นนี้ นั่นเพราะลางสังหรณ์สุดบรรยายชนิดหนึ่ง คืนนี้พิเศษยิ่งนัก มันมิอาจจำแนกได้ว่าสิ่งที่ลางสังหรณ์นั้นกำลังบอกคืออันตรายหรือความตื่นเต้น

    โหวอิงจื้อคือผู้หนึ่งที่เชื่อในสัญชาตญาณอย่างยิ่ง มันกราบเข้าสำนักชิงเฉิงคือการบงการของสัญชาตญาณในวัยเยาว์ รู้สึกว่าตนเองต้องอาศัยกระบี่เพื่อโดดเด่นกว่าผู้อื่น แปรพักตร์เข้าอู่ตังหลังสำนักชิงเฉิงล่มสลายก็อาศัยสัญชาตญาณเช่นกัน นับจากนั้นขณะมันเข้าใจเคล็ดกระบี่พยัคฆ์มังกรคู่ผู้เมีย ก็ติดตามเยี่ยเฉินยวนบุกฝ่าในมหาสงครามอารามอวี้เจิน สุดท้ายตัดสินใจช่วยเหยาเหลียนโจวหลบหนี…ล้วนเป็นเช่นเดียวกันทั้งหมด ผลลัพธ์ก็พิสูจน์แล้วว่ามันถูกต้องทุกครั้งไป

    และบัดนี้เมื่อถูกลางสังหรณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจปั่นป่วน หัวใจของโหวอิงจื้อก็หวั่นไหวเล็กน้อย

    หรือว่าเดินมาถึงที่นี่แล้วต้องถอยหรือ

    กระนั้นในใจมีอีกสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นอีก

    ไม่เป็นไร เจ้ามิใช่ผู้ที่จะตายง่ายดายเพียงนั้น ทำต่อไป ดูว่าเมื่อลางสังหรณ์นี้เฉลยออกมาแล้วคืออะไรกันแน่

    ต้องฆ่าคนผู้นี้

    โหวอิงจื้อสงบจิตใจใหม่อีกครั้ง มันระงับไอสังหาร รอคอยอยู่ในความมืดมิดเงียบๆ

     

    เมื่อเข้าสู่จวนด้านหลังจวนว่าการ องครักษ์สองคนก็อำลาไปก่อน เมิ่งชีเหอกับหวงเสวียนกลับไปที่ห้องนอนเป็นเพื่อนหวังโส่วเหรินสืบต่อ

    คนทั้งสองเดินถึงเฉลียงทางเดินข้างสวนดอกไม้เล็กๆ แห่งหนึ่ง ท้องฟ้าแม้ดำขลับ แต่อากาศปลอดโปร่งอย่างยิ่ง หวังโส่วเหรินหายใจเข้าออกยาวๆ หนึ่งเฮือก รู้สึกเพียงกลิ่นสุราสลายไปไม่น้อย

    “อากาศดีเพียงนี้ น่าเสียดายยิ่ง” มันกล่าวต่อหวงเสวียน “เรียกรวมศิษย์ร่วมสำนัก คืนพรุ่งนี้ให้มาที่ลานฝึกเกาทัณฑ์ มิได้สอนวิชาอย่างเต็มที่นานแล้ว”

    หวงเสวียนฟังแล้วเผยสีหน้าเฝ้ารอออกมา มันพยักหน้ารับคำ เมิ่งชีเหอตามติดใต้เท้าหวังกระทำการ รู้ดีว่าใต้เท้ายุ่งกับการจัดการภารกิจของผู้ตรวจการ แต่ตกเย็นกลับยังคงมีกะจิตกะใจสั่งสอนศิษย์ด้วยความกระตือรือร้น ในใจเลื่อมใสต่อใต้เท้าหวังยิ่งกว่าเดิม

    ยามนี้โคมไฟอีกดวงหนึ่งปรากฏขึ้นจากด้านหลัง เมิ่งชีเหอหันหน้ามองดูอย่างระแวดระวัง จำแนกได้ว่าเป็นหลิวเซิ่งลูกศิษย์อีกคนหนึ่งของใต้เท้าหวัง พวกมันรู้จักกันในขณะทำศึกที่หลูหลิง ย่อมจำได้ในแวบเดียว

    “อาจารย์! ท่านกลับมาแล้วดังคาด” หลิวเซิ่งจ้ำอ้าวเข้าไปคารวะ ใบหน้าเต็มไปด้วยแววยินดี

    หวงเสวียนเห็นแล้วรู้สึกแปลกประหลาด “เจ้าร้อนรนอันใด อาจารย์เหนื่อยแล้ว”

    ความจริงหลิวเซิ่งโตกว่าหวงเสวียนสองปี มันเหลือกตาใส่สหายร่วมสำนักผู้นี้แล้วกล่าวกับหวังโส่วเหรินสืบต่อ “เดิมทีข้าเองก็คิดว่าควรรอพรุ่งนี้ค่อยรายงาน แต่ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ! วันนี้หลังอาจารย์เพิ่งออกจากงานเลี้ยง มีสหายเก่าเข้าประตูมาหา ศิษย์ตัดสินใจรั้งพวกมันไว้โดยพลการ ท่านเดาว่าพวกมัน…”

    ขณะที่คนทั้งสามล้วนถูกคำพูดของหลิวเซิ่งดึงดูด กระเบื้องชายคาบนศีรษะของพวกมันพลันส่งเสียงแตกดังขึ้น

    เมิ่งชีเหอที่เคยฝึกหนักที่สำนักปากว้าแห่งฝู่โจว ประสบการณ์ต่อสู้จริงโชกโชนอย่างยิ่งตอบสนองได้ทันที มันที่รูปร่างเตี้ยเล็กหมุนตัวอย่างคล่องแคล่วว่องไวผิดมนุษย์ สำแดงแก่นแท้ของเพลงเท้าสำนักปากว้าหมุนแวบไปอยู่หน้าลำตัวหวังโส่วเหริน มือขวาวางบนด้ามดาบตรงข้างเอว เผชิญสู่เบื้องบน…

    ทว่าเสียงของแผ่นกระเบื้องแตกละเอียดนั้นเป็นเพียงสัญญาณเตือนลวง

    เงาดำเงาหนึ่งพุ่งพรวดลงมาจากขอบชายคาของเฉลียงทางเดิน และใช้เสาต้นหนึ่งเป็นที่อำพราง ขณะเท้าถีบพื้นอย่างไร้เสียงพุ่งออกมาจากหลังเสา เงาคนนั้นก็ยกแขนขึ้น ผ้าดำที่ปิดอยู่บนอาวุธในมือแต่เดิมลอยปลิวออกไป คมกระบี่สีเงินที่สะท้อนแสงโคมไฟเสือกไปยังทรวงอกเมิ่งชีเหอดั่งอสรพิษ

    เท้าขวาเมิ่งชีเหอก้าวถอยไปด้านหลังเป็นวงโค้ง หงายร่างท่อนบนไปด้านหลัง ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดยืดระยะของตนเองกับปลายกระบี่นั้นให้ห่างที่สุด ในขณะเดียวกันก็ใช้แรงของการหมุนเท้า ชักดาบคาดเอวออกจากฝัก ยกใบดาบขึ้นแนบลิ้นปี่ตนเอง ต้านรับคมกระบี่อำมหิต

    บังเกิดเสียงปะทะกังวานของโลหะ

     

    เสียงแหลมนั้นดังก้องในจวนผู้ตรวจการ

    คนทั้งหมดล้วนได้ยิน ทว่าชั่วขณะนั้นไม่มีผู้ใดยืนยันความหมายของเสียงแหลมนี้ได้ทันที นอกจากคนทั้งสอง

    ห้องพักติดกันสองห้องอีกด้านหนึ่งของจวน ในห้องต่างบังเกิดสุ้มเสียงคนระแวดระวังและเคลื่อนที่อย่างเร่งร้อน เงาร่างสองเงาต่างพุ่งออกจากประตู

     

    หลังจากโหวอิงจื้อหนีออกจากเขาอู่ตัง กลายเป็นมือสังหารฉายาคมอสูร ทุกครั้งที่ถือกระบี่ทำการค้าขาย ไม่เคยมีศัตรูสักคนรับกระบี่แรกของมันได้

    นี่เป็นครั้งแรก

    ดาบของเมิ่งชีเหอแม้อยู่ประชิดตัว ก็ใช้เพียงใบดาบต้านกระบวนท่าดาวไล่เดือนของโหวอิงจื้อเอาไว้ได้ แต่โหวอิงจื้อถือโอกาสตวัดกระบี่หลังถูกสกัดแทง กรีดอกขวาเมิ่งชีเหอออกเป็นบาดแผลลึกครึ่งเฟิน

    ทว่าเมิ่งชีเหอไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย เพราะช่วงเวลานี้มันหาได้ต่อสู้เพื่อตนเองไม่

    …แต่เพื่อคุ้มกันผู้ที่สำคัญยิ่งกว่าตนเอง

    มันใช้หน้าแขนซ้ายต้านสันดาบอยู่ ก่อนย่อตัวงอเข่าออกแรง คมดาบตวัดเฉือนจากล่างขึ้นบน เสือกตรงไปยังมือที่กุมกระบี่ที่ยื่นออกมาของโหวอิงจื้อ กระบวนท่านี้คือ ‘ดาบสระบึงสะท้อนคลื่น’ ท่าที่แปดในดาบแปดลักษณ์ราตรีโรมรันสำนักปากว้า

    คู่ต่อสู้ธรรมดาเช่นนี้กลับมิอาจสังหารได้ในการจู่โจมกะทันหันกระบวนแรก แม้โหวอิงจื้อรู้สึกผิดคาด แต่ย่อมมิได้ส่งผลต่อการตอบสนองของมัน พอรับรู้ถึงการตีกลับขึ้นมาจากด้านล่างของคมดาบเมิ่งชีเหอ มันก็รั้งกระบี่ชักมือหลบออกแล้ว

    หลายปีมานี้เมิ่งชีเหอช่วยหวังโส่วเหรินฝึกทหารและปราบโจร พยายามฝึกฝนสิ่งที่ร่ำเรียนมาในอดีต โดยเฉพาะเพลงเท้า ทำให้ก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยเมื่อเทียบกับขณะยังคงเป็นโจรภูเขาในวันนั้น ยามนี้มันทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมด สองขาเปลี่ยนท่าพุ่งไปข้างหน้าทันที คมดาบแทงออกเสือกไปยังลิ้นปี่โหวอิงจื้อ

    เมิ่งชีเหอถูกกระบี่ แต่บุกโจมตีติดต่อกันหลายกระบวนกลับรวดเร็วเช่นนี้ เหนือความคาดหมายของโหวอิงจื้อนัก เพียงแต่ดาบที่แทงมานี้เน้นเพียงชิงออกกระบวนโดยเร็ว หาได้ใส่พลังไม่ โหวอิงจื้อเคลื่อนขวางหลบหลีกอย่างง่ายดายอีกครั้ง

    ขณะเมิ่งชีเหอแทงดาบ ปลายเท้าขวาที่พุ่งไปข้างหน้าข้างนั้นก็หักเข้าข้างใน ความจริงมันซ่อนเร้นลูกไม้เอาไว้ โดยบิดงอเท้าและสั่งสมพลังไว้ในข้อต่อสะโพก เข่าและข้อเท้า ขณะนี้ค่อยปล่อยพลังออกพร้อมกัน ร่างพลันหมุนปราดไปทางซ้าย คมดาบที่แทงออกไม่จำเป็นต้องรั้งกลับก็เปลี่ยนเป็นฟาดฟันแนวขวาง เป็นดาบหมุนวนลมวายุสะบั้นหญ้าในดาบแปดลักษณ์ราตรีโรมรัน คมดาบลากตัดไปยังข้างเอวโหวอิงจื้อ

    เมิ่งชีเหอบุกโจมตีราวกับไม่จำเป็นต้องหายใจ เพราะมันชี้ขาดได้ตั้งแต่กระบี่แรกที่โหวอิงจื้อแทงว่า ฝีมือของตนกับมือสังหารห่างชั้นกันช่วงหนึ่ง สิ่งที่มันคิดในใจหาใช่ชัยชนะไม่ แต่เป็นความปลอดภัยของหวังโส่วเหริน ในเมื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้ามมิได้ เรื่องเดียวที่มันกระทำได้คือยืดการโรมรันนี้ให้นานที่สุด ให้เวลาคนในจวนเร่งมามากยิ่งขึ้น…ถึงแม้คนเหล่านั้นยิ่งมิใช่คู่ต่อสู้ของมือสังหารผู้นี้ แต่ให้พวกมันสกัดกั้นก็เป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวในการมีชีวิตรอดของใต้เท้าหวังแล้ว

    แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

    ถูกเมิ่งชีเหอบุกโจมตีสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โหวอิงจื้อเดือดดาลแล้ว

    ดวงตาทั้งสองที่เผยออกมาระหว่างผ้าโพกศีรษะสีดำและผ้าปิดหน้าของมันแผ่จิตสังหารแรงกล้า ผ้าดำอีกผืนหนึ่งที่ม้วนอยู่ในมือซ้ายก็ไถลร่วงลงเผยกระบี่สั้นรูปลักษณ์เรียบง่ายออกมา

    กระบี่ยาวมือซ้ายโหวอิงจื้อเฉียงไปสกัดรับดาบคาดเอวเอาไว้ กระบี่สั้นมือขวาโจมตีออกเป็นเส้นตรงจู่โจมคอหอยเมิ่งชีเหอ

    เมิ่งชีเหออาศัยแรงดีดของอาวุธรั้งดาบกลับมา มือซ้ายวางบนข้อมือขวา พยายามใช้แรงของมือทั้งสองกอปรกับพลังของดาบยาวโจมตีกระบี่สั้นของโหวอิงจื้อออกไป

    แต่ภายใต้การปะทะกัน เมิ่งชีเหอรู้สึกว่าพลังกระบี่สั้นคมกว้างเล่มนั้นของโหวอิงจื้อเหนือกว่าที่มันคาดการณ์ ดาบคาดเอวสั่นสะเทือนจนแทบหลุดมือ

    กระบี่คู่สั้นยาวเช่นนี้คล้ายคุ้นเคยเล็กน้อย แต่เมิ่งชีเหอกลับจำมิได้ว่าเคยพบเจอที่ใด ในสายตาเมิ่งชีเหอ โหวอิงจื้อที่สวมชุดดำกับผ้าปิดหน้าเหมือนแผ่ไอชั่วร้ายที่มิคล้ายมนุษย์ออกมา

    จากนั้นประกายสีเงินพลันสว่างไสว เป็นกระบี่คู่กระสวยกลมสำนักชิงเฉิง

    เมิ่งชีเหอฝืนแกว่งดาบปิดป้องซ้ายขวา แต่มิอาจเทียบเท่าอำนาจกับความเร็วนั้น บนร่างเพิ่มบาดแผลรอยแล้วรอยเล่า

    หยดเลือดสาดบนหน้าหวังโส่วเหรินที่อยู่ด้านหลังมัน

    หลังถูกกระบี่คำรบสิบสอง เมิ่งชีเหอเสมือนเป็นมนุษย์โลหิตแล้ว แต่มันยังคงถือดาบยืนอยู่ได้…ในการปะทะเช่นนี้มันกลับหลบมิให้กระบี่ถูกจุดสำคัญได้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์โดยแท้จริง

    โหวอิงจื้อรั้งกระบี่ปรับเปลี่ยนลมหายใจ มันมองดูคู่ต่อสู้ที่รูปร่างเตี้ยเล็กกว่าตนเองผู้นี้ตรงหน้า และท่าทางที่จวนจะทรุดล้มได้ทุกเมื่อนั้น ต้นขาข้างหนึ่งของเมิ่งชีเหอถูกกระบี่ลึกอย่างยิ่ง มิอาจออกแรงได้อีกแล้ว ยามนี้อาศัยเพียงยืนด้วยขาข้างเดียว แขนขวายกไม่ขึ้น แต่ยังคงใช้นิ้วมือสี่นิ้วมือซ้ายที่มิได้บาดเจ็บกุมด้ามดาบเอาไว้

    ร่างของมันสั่นไหวอย่างมิอาจควบคุม มิใช่เกรงกลัว แต่รู้สึกหนาวเหน็บเพราะเสียเลือด

    แต่มันยังคงยืนหยัดอยู่ระหว่างมือสังหารกับหวังโส่วเหริน

    หวนนึกถึงวันเวลาที่เคยหนีเข้าป่าไปเป็นโจรขึ้นมาครั้งหนึ่ง เมิ่งชีเหอก็รู้สึกละอายใจ ตนเองในตอนนั้นเป็นเพียงคนตายคนหนึ่ง ผู้ที่ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง มันสมัครใจชดใช้ให้ที่นี่

    “รอเดี๋ยว”

    ด้านหลังถ่ายทอดสุ้มเสียงของหวังโส่วเหริน การปะทะต่อเนื่องด้วยหนึ่งดาบสองกระบี่ของคนทั้งสองเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องราวในไม่กี่อึดใจ หวงเสวียนและหลิวเซิ่งที่ถือโคมไฟอยู่ยังคงตะลึงงันอยู่กับที่ กระทั่งตอนนี้หวังโส่วเหรินจึงมีโอกาสทำการตอบสนอง

    เมื่อได้ยินคำว่า ‘รอเดี๋ยว’ ของหวังโส่วเหริน โหวอิงจื้อก็แย้มยิ้ม เป้าหมายภายใต้คมกระบี่ของมันทุกคนล้วนเป็นเช่นเดียวกัน มีโอกาสมักจะวอนขอชีวิตของตนเอง พ่อค้ารุ่มรวย พี่ใหญ่ของพรรค เจ้าของบ่อนพนัน ไปจนถึงขุนนางใหญ่ราชสำนักเช่นนี้ ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

    และกระบี่ของข้าก็จะไม่ยกเว้นมัน

    แต่คำพูดที่หวังโส่วเหรินกล่าวสืบต่อกลับทำให้โหวอิงจื้อตกตะลึง

    “ชีเหอ พอแล้ว เจ้าถอยไปพักผ่อนด้านข้างเถอะ”

    เมิ่งชีเหอยิงฟันที่เปื้อนโลหิต “ชีวิตนี้ของข้าเป็นของใต้เท้าหวัง”

    หวังโส่วเหรินมิได้กล่าวอะไรอีก มันเข้าไปจับคอเสื้อด้านหลังของเมิ่งชีเหอดึงล้มไปด้านข้าง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เมิ่งชีเหอมิอาจต้านทานได้แม้กระทั่งหวังโส่วเหริน ขาเดียวที่ยืนอยู่พอเสียสมดุลทั้งร่างก็ล้มอยู่ตรงมุมเฉลียงทางเดิน ดาบคาดเอวหลุดมือตกพื้น

    “อาจารย์!” หวงเสวียนร้อนรนหมายเข้าไปสมทบ

    หวังโส่วเหรินเปล่งเสียงตวาดอันทุ้มลึกออกมา สยบหวงเสวียนและหลิวเซิ่งอยู่ที่เดิม แม้แต่โหวอิงจื้อเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย…ร่างซูบผอมเพียงนั้นของหวังโส่วเหรินยากที่จะจินตนาการว่าเปล่งเสียงตวาดประหนึ่งฟ้าผ่านี้ออกมาได้

    “ชีวิตของพวกเจ้าล้วนมิใช่ของข้า!” หวังโส่วเหรินคืนสู่ความเยือกเย็นและกล่าวช้าๆ “เป็นของพวกเจ้าเอง”

    มันกล่าวจบดวงตาก็มองตรงไปยังโหวอิงจื้อ มิได้กล่าวอีกสักประโยคเดียว

    โหวอิงจื้อมองดูหวังโส่วเหริน มันไม่เคยพบเจอคนเช่นนี้มาก่อน…แต่ก็มิใช่ สหายร่วมสำนักอู่ตังเหมือนมันยิ่งนัก แต่ก็ไม่เหมือนเล็กน้อย

    โหวอิงจื้ออดมิได้ที่จะจ้องมองดวงตาของหวังโส่วเหริน ภายใต้การสะท้อนของแสงโคมไฟที่สั่นไหว ดวงตาคู่นั้นกระจ่างใสและแน่วแน่ ไม่มีแววหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อย ถึงขั้นไม่มีความปรารถนาใดๆ สักนิด

    ในนั้นมีความยิ่งใหญ่ประเภทหนึ่ง เป็นสิ่งที่โหวอิงจื้อกระหายใคร่อยากมาโดยตลอด

    สุ้มเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งในใจโหวอิงจื้อ ร้องเรียกจิตสังหารของมัน

    จบสิ้นเรื่องนี้เสียเถอะ

    สายตามันมิได้ห่างจากดวงตาของหวังโส่วเหริน มือขวายกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง

    มันกลับรู้สึกว่าขณะยกกระบี่แขนเหมือนมีแรงต้านเล็กน้อย

    แน่นอนว่ามิได้มีพลังที่เป็นรูปธรรมหรือสิ่งของใดขัดขวางมันอยู่ มันรู้ว่านั่นคืออะไร

    เป็นบุคลิกของคนผู้นี้ทำให้มันลังเลในใจ

    หรือว่านี่คือเรื่องที่ข้าสังหรณ์ทั้งคืนหรือ

    ความชอบธรรมที่ความเคร่งขรึมมิอาจแผ้วพานของหวังโส่วเหรินทำให้โหวอิงจื้อรู้สึกว่าทุกรูขุมขนในร่างกายล้วนปิดลง ความกดดันไร้รูปคือสิ่งที่มันไม่เคยพบมาก่อน มิใช่อำนาจหนักแน่นดั่งขุนเขาเช่นเหอจื้อเซิ่ง หรือความน่าสะพรึงเสมือนร่างจำแลงความตายเช่นเยี่ยเฉินยวน หรือความสันโดษหมางเมินโลกหล้าเช่นเหยาเหลียนโจว…

    คนผู้นี้เหมือนเช่นท้องฟ้าทั้งผืน

    จะสังหาร ‘ท้องฟ้า’ ได้อย่างไร

    ในชีวิตของโหวอิงจื้อ ทุกครั้งที่หัวใจลังเลคือเวลาที่มันรู้สึกว่ามีวิกฤต

    สุ้มเสียงนั้นเร่งเร้ามันอีกครั้ง

    ลงมือ มันเป็นเพียงคนผู้หนึ่ง

    บนโลกไม่มีคุณค่าใดสูงกว่าตนเอง

    ต้องอยู่ต่อไป

    กระบี่ยาวที่ภายนอกหยาบกร้านเรียบง่ายยกขึ้นช้าๆ

    หวังโส่วเหรินสีหน้าสงบเสงี่ยม

    ในใจแม้มีปณิธานที่ยังไม่บรรลุ ยังมีความเป็นห่วงต่อปวงประชา ทว่าหวังโส่วเหรินเข้าใจว่าทุกสิ่งในชีวิตมนุษย์มิใช่ควบคุมได้ทั้งหมด

    ไม่ละอายฟ้าดินก็พอแล้ว

    สายตาของโหวอิงจื้อกลับสู่ภาวะของคมอสูร ภายใต้ผ้าปิดหน้า ฟันของมันเสียดสีจนเกิดเสียงดัง

    ทว่าในชั่วขณะก่อนจะออกกระบี่นั้นเอง โหวอิงจื้อรับรู้ได้ถึงอันตรายอันใหญ่ยิ่งที่ถาโถมมาจากทางขวา

    มันหันหน้ามองดู

    เงาร่างที่พลันปรากฏอยู่ปลายสุดของเฉลียงทางเดินอันมืดมิดนั้นเดิมทียังมีระยะห่างจั้งกว่า แต่กลับทะยานเข้ามาหาโหวอิงจื้อด้วยความเร็วสูง บรรลุถึงเบื้องหน้าในพริบตา

    ประกายกระบี่สีเหลืองทองขจรขจายในความมืดมนอนธการ

    ดวงตาที่เผยออกมาของโหวอิงจื้อเบิกโตอย่างมิอาจเชื่อ

    ท่ากระบี่พร้อมกระบี่เช่นนี้ ลักษณะกระบี่เปี่ยมด้วยความแข็งกร้าวเช่นนี้ โหวอิงจื้อเคยเห็นด้วยตาตนเองมาก่อน

    สี่ปีก่อน เขาชิงเฉิง ลานยุทธ์เรือนเสวียนเหมิน

     

     

    ติดตามต่อได้ในหนังสือ เพลงกลอนคลั่งยุทธ์เล่ม 16 ฉบับเต็ม

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    นิยายยอดนิยม

    Uncategorized

    โม่ซันซัน กับนิยามความรักที่ต้องมีมากกว่าความชอบ

    ‘ความรัก’ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถใช้เหตุผลในการทำความเข้าใจได้และแต่ละคนก็มีการนิยามความรักที่แตกต่างกันไป แล้วแต่เรื่องราว...

    Facebook