• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ฉางอันสิบสองชั่วยาม

    ทดลองอ่านนิยาย ฉางอันสิบสองชั่วยาม เล่ม 2 ตอนที่ 2

    บทที่สิบ

    ต้นยามซวี

     

    รัชศกเทียนเป่าปีที่สาม เดือนอ้าย วันที่สิบสี่ ต้นยามซวี

    เมืองฉางอัน อำเภอฉางอัน อี้หนิงฟาง

     

    “ติดต่อไม่ได้? เป็นไปได้อย่างไร”

    ถานฉีจ้องมองพลทหารที่มาแจ้งข่าวอย่างไม่เชื่อหูตนเอง คุณชายวางแผนออกแบบระบบหอสังเกตการณ์เอง หอนี้มิใช่เพียงใช้ส่งข่าวสารทางเดียว ขอเพียงเป็นหอที่อยู่ในระยะสายตา พลเฝ้าระวังล้วนสามารถสื่อสารระหว่างกันและกันได้ เช่นนี้แล้วแม้มีหอสังเกตการณ์สักแห่งตอบสนองชักช้าไม่ทันท่วงที ก็ยังมีช่องทางสื่อสารอื่นๆ ที่ส่งข่าวได้

    นอกเสียจากหอสังเกตการณ์หลายร้อยหอทั่วทั้งฉางอันถล่มหมดสิ้น มิฉะนั้นคงไม่มีเหตุการณ์ติดต่อไม่ได้เกิดขึ้น

    ทหารกล่าวว่า “ที่ขาดการติดต่อคือหอสังเกตการณ์ใหญ่”

    ถานฉียิ่งประหลาดใจ หอสังเกตการณ์ใหญ่? นั่นเป็นหอติดต่อหลักของจิ้งอันซือ ตั้งอยู่ในสวนด้านหลังตำหนักใหญ่ มันมีสองหน้าที่ หนึ่งต้องพร้อมรับข่าวสารจากทั่วทั้งเมืองตลอดเวลา สองต้องพร้อมส่งคำสั่งออกไปจุดใดจุดหนึ่งทั่วทั้งเมืองตลอดเวลาเช่นกัน หากที่นี่ขาดการติดต่อ จิ้งอันซือก็จะกลายเป็นคนตาบอดอัมพาตครึ่งตัว

    สถานที่สำคัญเช่นนี้คุณชายไหนเลยจะยอมปล่อยให้ใช้การไม่ได้เล่า ถานฉียืดคอมองไปทางกวงเต๋อฟางอีกครั้ง น่าเสียดาย ท้องฟ้าราตรีมืดมิด แสงโคมเจิดจ้าสายตา ไม่อาจเห็นได้ไกลถึงเพียงนั้น

    “สมควรกลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว คุณชายเกลียดเรื่องข่าวสารล่าช้าที่สุด” นางบอกกับตัวเองเช่นนี้

    เวลาเดียวกันนั้นจางเสี่ยวจิ้งอยู่ในตรอก กำลังตรวจดูผลลัพธ์ เมื่อครู่มันฟาดหมอตัวปลอมจนสลบ ได้ยาพิษจากตัวหนึ่งเม็ด จางเสี่ยวจิ้งหยิบยาพิษขึ้นมาดม คิดว่าน่าจะทำจากเหยี่ยเก๋อผสมกับอูโถว แต่กลับไม่มีกลิ่นประหลาด

    ยาพิษนี้มิใช่คนธรรมดาสามารถปรุงเองได้ เห็นได้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีขุมกำลังน่าสะพรึงกลัวมาก

    ถานฉีเดินรีบร้อนเข้ามาในเวลานี้ บอกเล่าเรื่องหอสังเกตการณ์ใหญ่ขาดการติดต่อให้แก่จางเสี่ยวจิ้ง จางเสี่ยวจิ้งก็ขมวดคิ้ว นี่ผิดปกติมากจริงๆ ถานฉีกล่าวว่า “ในเมื่อติดต่อไม่ได้ มิสู้พวกเราส่งมือสังหารกลับกวงเต๋อฟางเองเถิด”

    “ไม่ได้” จางเสี่ยวจิ้งปฏิเสธเด็ดขาด “ตอนนี้ยามซวีแล้ว ถนนแออัดเบียดเสียด ส่งพวกมันกลับไปไม่รู้ว่าต้องเสียเวลากี่ชั่วยาม เราไม่มีเวลาเหลือพอ”

    “แล้วจะทำเช่นไร”

    “นำไปวัดปอซือ สอบสวนที่นั่นทันที” จางเสี่ยวจิ้งตัดสินใจ ถานฉียังคิดเกลี้ยกล่อม ทว่าตาเดียวของมันกวาดมอง น้ำเสียงไร้อารมณ์ “แม่นางกระทำการใดไม่จำเป็นต้องปรึกษาข้า แต่ที่นี่ข้าควบคุม”

    ถานฉีเหยียดมุมปาก ได้แต่หุบปากเงียบ ทว่านางยังคงไม่วางใจจึงส่งคนผู้หนึ่งกลับไปรายงานที่กวงเต๋อฟาง

    ทหารหลี่ว์เปินนำหมอฝึกหัดและศพสารถีตัวปลอมขึ้นรถ กลับเข้าไปในวัดปอซืออีกครั้งท่ามกลางสายตาจ้องมองอย่างประหลาดใจของผู้คนตามถนน ขบวนใหญ่เช่นนี้กระทั่งเจ้าอารามยังตกใจ สังฆานุกรผู้หนึ่งถูกส่งมาสอบถาม

    “บัดนี้มีโจรชั่ววางแผนร้าย ราชสำนักต้องการพึ่งอานุภาพพระผู้เป็นเจ้าสะกดหมู่มาร ดังนั้นจึงมาขอความช่วยเหลือจากข้า ขอถามความสอบคำในวัด” สังฆานุกรอีซืออธิบายกับสหายธรรมเช่นนี้ พวกมันแม้ไม่เข้าใจว่า ‘ถามความ’ หรือ ‘สอบคำ’ คืออันใด ทว่าเห็นราชสำนักยอมรับพระผู้เป็นเจ้าเช่นนี้ ก็ต่างรู้สึกเป็นเกียรติ

    สถานที่ขังหมอฝึกหัดตัวปลอมบังเอิญเป็นห้องสารภาพบาปที่ก่อนหน้านั้นใช้ขังจางเสี่ยวจิ้งกับถานฉีพอดี อีซือชี้แจงว่านี่เป็นสถานที่ที่เงียบที่สุดในวัด ใช้สอบนักโทษไม่มีที่อื่นเหมาะสมกว่าแล้ว ตอนนี้มันเอาอกเอาใจอย่างยิ่ง เกรงว่าจางเสี่ยวจิ้งจะเดือดดาลพาลใส่วัดจิ่งซื่อ

    หมอฝึกหัดถูกมัดห้าแฉก ยัดเข้าไปในห้องแคบเล็ก จากนั้นใช้น้ำถังหนึ่งราดจนฟื้น

    “จากนี้ทางที่ดีเจ้าควรหลบไปก่อน” จางเสี่ยวจิ้งเตือนอีซือ ในดวงตาข้างเดียวฉายประกายโหดเหี้ยม

    อีซือลังเลครู่หนึ่ง แต่ไม่เดินหนี “มันจะฆ่าคนในวัดของข้า ทางวัดสมควรร่วมฟังสอบสวนด้วย เพื่อความยุติธรรม”

    “ตามใจ”

    จางเสี่ยวจิ้งเปิดช่องหน้าต่างเล็กมองเข้าไป คนผู้นั้นก้มหน้าไม่ขยับเขยื้อน หยดน้ำไหลลงจากเส้นผม ทว่าไหล่สั่นไหวเล็กน้อย แสดงว่ามันฟื้นแล้ว

    คนผู้นี้เป็นคนภาคกลาง ใบหน้าตอบเคราสั้น ร่างค่อนข้างผอมแต่สมส่วน ใต้หูพอจะเห็นเส้นเอ็นสีเขียวสองเส้นยาวไปถึงใต้คอ เพียงมองก็รู้ว่าเป็นมือสังหารที่ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน จางเสี่ยวจิ้งไม่พูดไม่จา เพียงจ้องเย็นชา

    “ฆ่าข้าเสีย” มือสังหารเปรยอย่างอ่อนล้า

    “ข้าจะบอกเจ้าว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรบ้าง” เสียงจางเสี่ยวจิ้งดังเข้าไปในห้องสารภาพบาป “ปีรัชศกเสินหลง มีผู้ตรวจการผู้หนึ่งนามโจวลี่เจินรับบัญชาจากอู่ซานซือให้สังหารหวนเหยียนฟาน โจวลี่เจินเตรียมป่าไผ่ผืนหนึ่ง ตัดต้นไผ่เหลือแต่ตอแหลม จากนั้นลากร่างหวนเหยียนฟานกลับไปกลับมาบนพื้น ผิวหนังถูกปลายแหลมของไผ่ถากจนเนื้อถลอกลอกหลุดออกเป็นแผ่นๆ เห็นเส้นเอ็นกับกระดูก ลากอยู่หนึ่งวันเต็มๆ คนจึงขาดใจตาย ยามตายกระดูกกับเนื้อแทบจะหลุดออกจากกันทั้งร่าง ผืนป่าไผ่มีแต่สีแดง นี่เรียกว่าแสงสายัณห์ฉาบป่าไผ่”

    จางเสี่ยวจิ้งเล่าอย่างสนุกสนาน บรรยายรายละเอียดคล้ายเห็นกับตาตนเอง อีซือกลับฟังแล้วตัวสั่นเทิ้ม มันมิอาจไม่คิดตามไปถึงภาพเลือดเนื้ออวัยวะของ ‘แสงสายัณห์ฉาบป่าไผ่’ รู้สึกในกระเพาะอาหารปั่นป่วน ไม่รู้ว่านักโทษในห้องสารภาพบาปได้ฟังเรื่องนี้จะรู้สึกอย่างไร

    จางเสี่ยวจิ้งเล่าต่ออีกว่า “แต่ว่าตอนนี้ข้าไม่มีเวลาทั้งวัน ดังนั้นจะเปลี่ยนเป็นอีกวิธีหนึ่ง นี่เป็นวิธีที่ในอดีตโจวซิ่งใช้กับห่าวเซี่ยงเสียน เรียกว่าศิลาเหินชักนำเซียน” ยามเล่าเรื่องราวโหดเหี้ยมถึงกับใช้โวหารโบราณ ทำเอาอีซือหัวร่อมิได้ร้องไห้มิออก

    “ข้าจะยัดตะขอเหล็กเข้าในรูทวารของเจ้า เกี่ยวไว้ที่ปลายลำไส้ ปลายอีกฝั่งผูกกับท่อนไม้ขวาง ปลายท่อนไม้มัดก้อนหินห้อยไว้ เอาไม้ขวางท่อนนี้แขวนบนโครงไม้ เจ้าอยู่ฟากหินอยู่ฟากเหมือนตาชั่ง ตาชั่งนี่เจ้าเคยใช้กระมัง จากนั้นข้าที่อยู่ด้านนี้ จะดึงก้อนหินลง ท่อนไม้กระดกขึ้นตะขอก็จะค่อยๆ เกี่ยวลำไส้ของเจ้าออกมา แต่ละชุ่นที่ดึงออกมาเจ้าล้วนรู้สึกอย่างชัดเจน ถ้าดึงเร็วสักหน่อย ลำไส้ของเจ้าก็จะถูกดึงออกมาทั้งหมดทันที แขวนอยู่กลางอากาศ

    แน่นอน ถ้าเปลี่ยนตะขอเหล็กเป็นไม้ไผ่แหลม ใช้แรงสะท้อนของท่อนไม้ไผ่ยกร่างเจ้าขึ้นไปแล้วค่อยเจาะลงมาก็ไม่เลว”

    จางเสี่ยวจิ้งหัวเราะหึๆ อย่างสาสมใจ หากนักโทษเงยหน้าเห็นตาข้างเดียวที่ช่องหน้าต่างก็จะรู้ว่ามันเอาจริง

    ถานฉียืนฟังอยู่ด้านข้าง ทั้งที่รู้ว่าจางเสี่ยวจิ้งกำลังขู่นักโทษ ทว่าก็ยังรู้สึกตัวสั่นหวั่นหวาดทั้งที่ไม่หนาว บรรยากาศที่จางเสี่ยวจิ้งแผ่ออกมาทำให้นางคล้ายหายใจไม่ออก มิอาจไม่ขยับเท้ายืนไกลออกไปอีกหลายก้าว

    ที่ผ่านมานางเห็นจางเสี่ยวจิ้งเป็นเติงถูจื่อมักมากกามคุณ ผู้บัญชาการทหารประจำนครหลวงของจิ้งอันซือที่กระทำภารกิจเต็มกำลัง และเป็นสหายศึกที่พึ่งพาได้ ในที่สุดเวลานี้นางก็นึกออกแล้วว่าโฉมหน้าที่แท้จริงของคนผู้นี้คือห้าพญายมแห่งอำเภอวั่นเหนียน

    ห้าพญายมคืออันใด…คือดุร้าย โฉดชั่ว อำมหิต หัวรั้น ไร้น้ำใจ

    เก้าปีที่เป็นหัวหน้าปู้เหลียงเหรินฉางอัน มิทราบว่าลูกไม้นี้มันใช้มาแล้วกี่ครั้ง ทรมานคนมาแล้วกี่คน

    นางพยายามสลัดความคิดนี้ออกจากหัวสุดชีวิต สบตากับอีซือแวบหนึ่ง ต่างคนต่างเห็นแววสำนึกเสียใจในดวงตาฝ่ายตรงข้าม หากรู้แต่แรกก็ไม่ควรเข้ามาฟังแม้แต่น้อย รอฟังผลอยู่ที่ทางเดินด้านนอกก็ดีแล้วแท้ๆ อีซือกุมศีรษะอย่างลำบากใจ หากจางเสี่ยวจิ้งลงมือลงทัณฑ์จริงดังพูด มันสมควรห้ามหรือไม่ห้าม เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์…

    “ฆ่าข้าเสีย” มือสังหารพูดซ้ำประโยคเดิมด้วยเสียงทุ้มต่ำ

    จางเสี่ยวจิ้งแสยะยิ้ม น้ำเสียงเย็นยะเยือก “เจ้าไม่จำเป็นต้องสงสัยประสิทธิภาพของมัน ข้าสามารถบอกเจ้าได้ วิธีทรมานต่างๆ ของโจวลี่เจินก็ดี โจวซิ่งก็ดี รวมถึงผู้ลงทัณฑ์ของพวกข้าก็ดี ล้วนมาจากต้นตำนานเดียวกัน ไหลจวิ้นเฉิน แปดทัณฑ์สกุลไหลมีชื่อยิ่งนัก”

    ‘ไหลจวิ้นเฉิน’ สามคำนี้เมื่อหลุดออกมา ในห้องพลันหนาวเหน็บทันใด นั่นเป็นฝันร้ายตลอดกาลของราษฎรฉางอัน มาตรว่าคนผู้นี้ตายไปนานหลายปีแล้วก็ยังสามารถอ้างชื่อขู่เด็กเล็กให้หยุดร้องไห้กลางดึก ชื่อนี้บางครั้งเมื่อเทียบกับสารพัดทัณฑ์ทรมานที่มันคิดค้นยังทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่า

    “เพ้ย!” คนร้ายคิดถุยน้ำลาย แต่กลับถุยอะไรไม่ออก เพราะริมฝีปากของมันกำลังสั่นระริก

    ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนอยู่ในสายตาของจางเสี่ยวจิ้ง

    หากเป็นนักรบสุนัขป่าทูเจวี๋ย จางเสี่ยวจิ้งไม่มั่นใจว่าจะงัดความจริงออกจากปากพวกมันได้ แต่คนเหล่านี้ต่างออกไป พกยาพิษติดตัวแสดงว่าแม้ไม่กลัวตาย แต่ก็กลัวการถูกทรมาน บัดนี้มันกำลังตัวสั่น นี่เป็นสัญญาณอันดี

    จางเสี่ยวจิ้งปิดหน้าต่างเล็กเสียงดังฉับ ปล่อยให้ความหวาดกลัวบ่มตัวช้าๆ สักพักหนึ่งในที่กักขังมืดแคบ คนร้ายจะจินตนาการภาพเรื่องราวที่ได้ฟังเมื่อสักครู่ฉากแล้วฉากเล่า คิดหยุดแต่มิอาจหยุด สรรพเสียงภายนอก เสียงฝีเท้าก้องสะท้อน เสียงเคลื่อนย้ายโต๊ะ ล้วนจะถูกเข้าใจว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการลงทัณฑ์ บางคนถึงกับหวาดกลัวจนตายไปด้วยเหตุนี้

    จางเสี่ยวจิ้งเจตนาไม่ถามคำถามใดๆ ปล่อยให้นักโทษคิดสับสนวุ่นวายไปเอง ให้มันเข้าใจผิดว่าฝ่ายผู้สอบปากคำไม่ได้อยากสอบถามมันจริงๆ กระทำเช่นนี้จึงจะทำให้มันยิ่งหวาดหวั่นพรั่นพรึง ยิ่งร้อนรนคิดพิสูจน์ว่าตนเองก็มีค่า

    ศิลปะการทรมานนี้เป็นเช่นเดียวกับเข้าห้องหอ ความตื่นเต้นสุดยอดอยู่ที่ฉากเริ่มต้น

    จัดแจงเสร็จสิ้นแล้วจางเสี่ยวจิ้งก็หันกาย ถอยห่างจากห้องสารภาพบาป ถานฉีกับอีซือยืนไกลออกไปที่ปากประตู เห็นประกายตาของมันก็นึกหวาดกลัวอยู่บ้าง จางเสี่ยวจิ้งปัดเบ้าตา มิได้อธิบายอะไร โลกของคนทั้งสองนี้ช่างงดงามเกินไป ไม่มีวันเข้าใจโลกชั้นล่างสุดว่ามีสภาพเยี่ยงไร

    อีซือลังเลอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายยังคงขยับเข้าใกล้ “แม่ทัพจางค้นคว้าตำรับตำรามาไม่น้อย ข้าว่ามือสังหารผู้นั้นคงถูกขู่ขวัญแทบตายแล้ว”

    “ข้ามิได้เอามาจากตำรา” จางเสี่ยวจิ้งหัวร่อ อีซือรู้สึกถึงความหนาวเหน็บแล่นจากใจกลางฝ่าเท้าขึ้นมาถึงกระหม่อม ผิวที่ขาวซีดยิ่งเผือดจนไร้สีเลือด

    “พวกท่านเฝ้าที่นี่ไว้ หากนักโทษเปิดปากให้รีบแจ้งข้า ข้าจะออกไปดูที่ด้านนอก”

    “ดูที่?” อีซือไม่เข้าใจ

    “ศิลาเหินชักนำเซียน ต้องใช้ที่ราบจึงจะปักเสาได้มั่นคง”

    “เอ่อ นี่…นี่ไม่สอดคล้องกับหลักเมตตาธรรมกระมัง…” ครั้งนี้อีซือหวาดกลัวอย่างแท้จริง คนผู้นี้คิดจะใช้สถานที่ของวัดจิ่งซื่อเป็นสถานที่ทรมานคนจริงๆ! แล้วภายหน้าเหล่านักบวชจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร

    จางเสี่ยวจิ้งไม่แยแส เดินออกจากห้องสารภาพบาป เริ่มสำรวจดูลักษณะพื้นที่ บางครั้งยกสองนิ้วขึ้นคำนวณระยะ บางครั้งก็ใช้เท้าเหยียบดินดูระดับความอ่อนแข็ง ราวกับช่างก่อสร้างผู้มุ่งมั่นต่อหน้าที่

    เวลาผ่านไปไม่นานอีซือก็ยกชายชุดยาววิ่งลุกลี้ลุกลนออกมาจากภายในอาราม “แม่ทัพจาง! ไม่ต้องสร้างแล้ว! ยอมแล้ว ยอมแล้ว!” ด้วยอารามร้อนใจ วจนะสูงส่งในคัมภีร์ก็ไม่เอ่ยอ้างหยิบยืมใช้งานอีกต่อไป พูดภาษาธรรมดาโดยตรง

    “อ้อ? มันยอมพูดแล้วหรือ”

    “ใช่ ยอมพูดแล้ว!”

    สาเหตุที่นักโทษคนนี้ยอมสารภาพต้องยกความดีความชอบให้อีซือ หลังจางเสี่ยวจิ้งออกไป อีซือครุ่นคิดไปมา คิดซ้ายก็รู้สึกไม่ถูกต้อง คิดขวาก็รู้สึกหวาดหวั่น ดังนั้นจึงเข้าไปในห้องที่อยู่ติดกับห้องสารภาพบาปเหมือนยามรับฟังสาวกสารภาพบาป เกลี้ยกล่อมมือสังหารไม่หยุดปาก

    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวาจาของอีซือมีพลังโน้มน้าว หรือว่าเรื่องที่จางเสี่ยวจิ้งพรรณนาน่าสยดสยองเกินไป คนร้ายในที่สุดก็ยอมจำนน อีซือจึงรีบวิ่งมาเรียกจางเสี่ยวจิ้ง

    หนึ่งอ่อนหนึ่งแข็ง หนึ่งโบยหนึ่งห้าม สามารถง้างปากคนได้เร็วยิ่งขึ้นจริงๆ

    เมื่อใกล้จะถึงห้องสารภาพบาป อีซือดึงมือจางเสี่ยวจิ้ง “มันรับปากจะบอกทุกอย่างที่รู้ แต่พวกท่านต้องอภัยโทษให้มัน คนผู้นี้รับปากถวายตัวรับใช้พระผู้เป็นเจ้าแล้ว จากนี้ไปจะสงบใจบำเพ็ญธรรม ไม่ออกพ้นประตูวัดแม้ก้าวเดียว”

    “เชิญไปเจรจากับผู้บัญชาการจิ้งอันซือเอง ข้ารับผิดชอบเพียงสอบปากคำ” จางเสี่ยวจิ้งสลัดมือของนักบวชออกไป สังฆานุกรผู้นี้วุ่นวายกับผู้อื่นมากเกินไปแล้ว ล่วงล้ำเข้ามาถึงเรื่องของราชสำนัก

    นักโทษยังคงถูกมัดไว้ในห้องสารภาพบาป แต่แง้มประตูไม้ให้มันได้เห็นแสงสว่าง ถานฉีนั่งตรงข้ามเป็นคนซักหลัก จางเสี่ยวจิ้งนั่งอยู่ด้านข้างจับจ้องสีหน้าท่าทางของมัน หนึ่งเป็นการกดดันไร้สภาพ สองเป็นการจับตาท่วงท่าเล็กๆ น้อยๆ ของมือสังหาร หากมีคำเท็จเพียงครึ่งก็จะพบเห็นทันที

    มือสังหารเปิดปากช้าๆ บอกว่าตนเองเป็นโส่วจัวหลาง ชื่อนี้ทำให้จางเสี่ยวจิ้งขมวดคิ้วหยาบใหญ่อย่างประหลาดใจ

    คำว่า ‘โส่วจัว’ เดิมหมายถึงกองทหารประจำเมืองเล็กชายแดนของต้าถัง เมืองเล็กเหล่านี้มิได้ตั้งอยู่ชัยภูมิสำคัญ มีขนาดเล็กมาก ราชสำนักมักไม่ไถ่ถาม ปกติพวกมันปกครองตนเอง ยามศึกสงครามก็ต้องดูแลตนเอง นานวันเข้าเมืองชายแดนโส่วจัวแต่ละเมืองก็กลายเป็นดินแดนนอกกฎหมายที่กฎหมายต้าถังและพระราชอำนาจของจักรพรรดิไปไม่ถึง ผู้คนทุกประเภทชุมนุมอยู่ที่นั่น

    นับตั้งแต่เริ่มรัชศกไคหยวน ทัพทหารต้าถังอ่อนแอลงตามลำดับ ในกองทัพเกือบไร้ทหารเกณฑ์ ยามนั้นปรากฏกองกำลังกลุ่มหนึ่งเรียกว่าโส่วจัวหลาง ทำหน้าที่จัดหาทหารรับจ้างให้แก่ทางการ ผู้ตรวจการ รวมถึงเศรษฐีคหบดีเมืองต่างๆ คนในกองกำลังนี้ซับซ้อนอย่างยิ่ง มีทั้งนักโทษฉกรรจ์หนีตาย อดีตทหาร ลูกหลานชาวนาที่เร่ร่อนตามชายแดน นอกจากนี้ยังมีชาวหูชาวแดนประจิมที่ความเป็นมาไม่ชัดแจ้งอีกมากมาย ผู้คนเหล่านี้มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือล้วนมาจากเมืองโส่วจัวต่างๆ

    ทหารโส่วจัวหลางห้าวหาญกร้าวแกร่ง ฝีมือเด็ดขาด ผ่านไปสิบกว่าปีจึงกลายเป็นกองกำลังมีอำนาจสำคัญตามตะเข็บชายแดนต้าถัง

    การที่สองมือสังหารมาจากโส่วจัวหลางทำให้เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

    จางเสี่ยวจิ้งเคยติดต่อกับโส่วจัวหลางสองสามครั้ง พวกมันโดยเนื้อแท้เป็นคนค้าขาย กระทำการเงียบเชียบระมัดระวัง ลูกค้าหลักของพวกมันก็คือต้าถัง ไฉนร่วมมือกับชาวทูเจวี๋ยทำลายฉางอันเล่า ไม่คิดมีชีวิตสืบต่อไปแล้วหรือ

    พญายมจางครุ่นคิด พบว่ามีความเป็นไปได้ โส่วจัวหลางเพียงรับคำสั่งลอบสังหาร ไม่รู้เบื้องหลังของเหยื่อ ดังนั้นมันจึงลอบบอกถานฉีให้ถามตามแนวทางนี้

    จริงดังคาด ถานฉีซักต่อไป มือสังหารยอมรับว่ามิได้รู้จักผู่เจอ มันเพียงรับคำสั่งให้ซุ่มอยู่ในวัดปอซือ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของนักบวชเฒ่า ทันทีที่ได้รับสัญญาณก็ลงมือสังหารแล้วหลบหนี

    จางเสี่ยวจิ้งซักไซ้ว่าใครคือผู้ส่งสัญญาณ มือสังหารตอบว่ามิใช่คน ที่ใช้คือรังอีกาบนยอดต้นไหวต้นหนึ่งในวัดปอซือ เมื่อใดที่รังนกหายไป หมายความว่าลงมือได้

    เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งสองฝ่ายย่อมไม่จำเป็นต้องพบหน้า อีกทั้งลดโอกาสความลับรั่วไหล เป็นวิธีที่พบเห็นบ่อย เพียงแต่นกรังนั้นช่างน่าสงสาร

    “เช่นนั้นผู้ใดเป็นคนสั่งออกคำสั่งกับเจ้า” จางเสี่ยวจิ้งถามอีก มือสังหารแม้มิทราบความเป็นมาของผู้ว่าจ้าง ทว่าต้องรู้ว่าหัวหน้าของมันคือผู้ใด

    มือสังหารไม่ส่งเสียงแล้ว นี่เป็นข้อห้ามร้ายแรงของพวกมัน โส่วจัวหลางเหล่านี้ล้วนมีครอบครัวลูกเมียใช้ชีวิตในเมืองโส่วจัว ตนหากเสียชีวิต กองกำลังจะดูแลลูกเมียบุตรหลาน ทว่าหากทรยศหักหลัง คนในครอบครัวย่อมไม่แคล้วไม่ตายดี

    จางเสี่ยวจิ้งเอ่ยเสียงเย็นชา “ในเมื่อเจ้ายอมเปิดปากแล้วก็เท่ากับทรยศโส่วจัวหลางเช่นกัน มิสู้บอกมาให้หมดเถอะ บางทีราชสำนักอาจลดหย่อนบ้าง” มือสังหารรับรู้การบีบคั้นของจางเสี่ยวจิ้ง สีหน้าสิ้นหวัง หันไปมองถานฉีกับอีซือด้วยสายตาวิงวอน

    อีซืออดไม่ได้ออกปากว่า “มันมีใจสยบต่อพระเจ้า ไม่ควรบีบคั้นเกิน…” ทันใดนั้นจางเสี่ยวจิ้งชี้นิ้วไปทางประตู ตะคอกใส่นักบวช

    “ไสหัวไป!”

    อสนีบาตที่กัมปนาทฉับพลันนี้ทำให้ทุกคนในห้องสะดุ้งโหยง อีซืออ้าปากค้างแทบไม่อยากเชื่อ นับตั้งแต่มันมาถึงฉางอัน ไม่เคยมีผู้ใดหยาบช้าป่าเถื่อนต่อมันเยี่ยงนี้

    จางเสี่ยวจิ้งด่ากราด “เจ้าเข้าใจว่าตัวเองเป็นเจ้ากรมอาญา เป็นขุนนางศาลต้าหลี่หรือ จึงมาสอดปากกรีดมือวาดเท้าตามอำเภอใจอยู่ ณ ที่นี้!”

    “ข้าเพียง…ข้าน้อยเพียงแต่…”

    “พวกเจ้าวัดปอซือแห่งนี้ซุกซ่อนคนร้าย มุ่งร้ายฉางอัน เจ้าขัดขวางการปฏิบัติงานของจิ้งอันซือ ปล่อยให้มือสังหารลอยนวล ข้อหาสองประการนี้ก็เพียงพอที่จะขุดรากถอนโคนอารามเจ้าได้แล้ว! เจ้ายังนึกว่าตนเองมีความดีความชอบหรือ”

    “แต่…”

    “ไสหัวไป!”

    อีซือถูกด่าจนหน้าสลดซีดราวขี้เถ้า ผ่านไปชั่วขณะจึงปลุกปลอบความกล้า ทำเครื่องหมายกางเขนพลางประกาศว่า “ข้าน้อยเป็นข้ารับใช้ของพระผู้เป็นเจ้า ยึดความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า” แล้วคารวะก่อนหันกายจากไป ฝีเท้าซวนเซคล้ายได้รับความกระทบกระเทือนใจใหญ่หลวง

    ถานฉีมองเงาหลังของนักบวชจากไปแล้วถอนใจแผ่วเบา นางเห็นใจนักบวชผู้ไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกและหลงตนเองรูปนี้ ทว่าสถานการณ์เลวร้ายคับขัน มิอาจใช้จิตเมตตาของโพธิสัตว์ ได้แต่ต้องถลึงตาดุจวัชระสำแดงเดช

    เห็นจางเสี่ยวจิ้งบันดาลโทสะต่ออีซือเช่นนี้ มือสังหารเองก็ตระหนกมิใช่น้อย จางเสี่ยวจิ้งตบโต๊ะ “ข้าจะบอกให้รู้ คนที่พวกเจ้าฆ่าเป็นโย่วซาแห่งทูเจวี๋ย มันช่วยคนร้ายกลุ่มหนึ่งเตรียมการทำลายล้างฉางอันทั้งเมืองค่ำคืนนี้ คำสั่งที่พวกเจ้าได้รับคือช่วยเหลือคนร้ายฆ่าคนปิดปาก”

    มือสังหารตาหรี่เล็กทันที มันมิทราบว่าโย่วซาคือผู้ใด ซ้ำยังไม่ใคร่เข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนของเรื่องนี้ ทว่ามันเข้าใจคำว่าทำลายล้างฉางอันทั้งเมืองว่ามีผลลัพธ์เช่นไร

    “โส่วจัวหลางช่วยงานคนร้ายต่อต้านราชสำนัก ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่กองกำลังของพวกเจ้าเลย แม้แต่เมืองโส่วจัวชายแดนก็ต้องถูกกวาดล้างหมดสิ้น”

    มือสังหารนิ่งเงียบมิกล่าววาจา หางคิ้วของมันกระตุกน้อยๆ ‘กวาดล้าง’ เพียงสองคำ ผลของมันคือสตรีและเด็กนับสิบหมื่นของโส่วจัวต้องเร่ร่อนไร้ที่พึ่งพิง ตกเป็นทาสชั้นต่ำ ราชสำนักต้าถังสามารถกระทำเรื่องเช่นนี้ได้แน่นอน

    “บอกชื่อนายเหนือหัวของเจ้ามา นี่เป็นการช่วยเหลือโส่วจัวหลางของพวกเจ้าเอง” จางเสี่ยวจิ้งโจมตีครั้งสุดท้าย

    มือสังหารในที่สุดก็พังทลายแล้ว มันกุมหน้า พูดอึกอักถึงที่อยู่แห่งหนึ่ง “ผิง…ผิงคังฟาง ที่พักกับที่ติดต่อของพวกข้าล้วนอยู่ในร้านหนังสือหลิวจี้”

    ผิงคังฟาง?

    จางเสี่ยวจิ้งชะงักไปครู่ คิดทบทวนอีกครั้ง รู้สึกว่ามิอาจสมเหตุสมผลมากไปกว่านี้อีกแล้ว

    ที่ผิงคังฟางไม่เพียงมีหอคณิกา แต่ยังมีที่ทำการประจำนครหลวงของแม่ทัพเจี๋ยตู้สื่อ เรียกว่าสำนักตรวจการหลิวโฮ่วรวมอีกสิบสำนัก ได้แก่ ฟั่นหยาง เหอตง ผิงหลู ซั่วฟาง เหอซี อันซี เป่ยถิง หล่งโย่ว เจี้ยนหนาน และหลิ่งหนานห้าฝู่

    สำนักตรวจการหลิวโฮ่วดูแลงานต่างๆ ในนครหลวงของเจี๋ยตู้สื่อทั้งสิบ ตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างขนส่งเสบียง แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ถวายหนังสือราชการ ไปจนถึงงานเบ็ดเตล็ดเล็กน้อย อาทิ ญาติพี่น้องออกท่องเที่ยว ซื้อหาของขวัญ ล้วนเป็นงานของสำนักตรวจการหลิวโฮ่วดูแล มันยังมีงานอันมิสะดวกบอกกล่าวอีกอย่าง คือเป็นศูนย์ข่าวสารของตัวแทนท้องถิ่นต่างๆ ที่ประจำอยู่ในนครหลวง รวบรวมข่าวรายงานราชสำนัก พร้อมกันนั้นก็เป็นหูตาในนครหลวงของแม่ทัพเจี๋ยตู้สื่อ

    เรื่องนักรบสุนัขป่าทูเจวี๋ยจู่โจมนครหลวงแรกสุดก็เป็นสำนักตรวจการหลิวโฮ่วซั่วฟางสืบทราบ จากนั้นรายงานต่อราชสำนัก จิ้งอันซือเข้ารับช่วงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง

    เจี๋ยตู้สื่อคือลูกค้ารายใหญ่ของโส่วจัวหลาง ปกติเป็นสำนักตรวจการหลิวโฮ่วออกหน้าจ้างวาน โส่วจัวหลางตั้งจุดติดต่อไว้ในผิงคังฟาง ยามติดต่อย่อมสะดวกมาก

    ดูท่าวันนี้ชะตากำหนดแล้วว่าต้องเข้าไปผิงคังฟางรอบสอง

    จางเสี่ยวจิ้งคิดพลางขยับนิ้วไปพลาง แผลนิ้วก้อยมือซ้ายยังปวดแปลบปลาบ ขณะที่มันกำลังจะออกเดินทางทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงด้านนอก ทหารหลี่ว์เปินนายหนึ่งวิ่งลนลานเข้ามา ถานฉีจำได้ว่ามันเป็นคนที่นางส่งไปฐานบัญชาการจิ้งอันซือในกวงเต๋อฟาง จึงรีบรั้งตัวมันมาสอบถามว่าเกิดเหตุอะไร

    “จิ้งอันซือถูกจู่โจม!” ทหารรายงานทั้งน้ำตาพร้อมหอบหายใจถี่เร็ว “ตำหนักใหญ่ทั้งหมดถูกเผาสิ้น!”

     

    ฐานบัญชาการใหญ่จิ้งอันซือที่กวงเต๋อฟางกำลังสว่างไสวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ลูกไฟระยิบระยับนับไม่ถ้วนเต้นระริกทั้งจากผนังและกระเบื้องหลังคา ส่งเสียงเผียะผะ กลืนกินสิ่งปลูกสร้างอย่างคลุ้มคลั่ง ทุกหนึ่งชั่วเวลาดีดนิ้วยิ่งโหมรุนแรงบ้าคลั่งขึ้น เพียงไม่นานลูกไฟเหล่านี้ก็รวมตัวเข้าด้วยกัน ทำให้ตำหนักใหญ่จิ้งอันซือกลายเป็นคบเพลิงยักษ์ที่มิด้อยไปกว่าโคมหลากสีใดๆ ของตลาดตะวันตก พร้อมกันนั้นตำหนักปีกด้านซ้ายขวาเพลิงไฟก็กำลังลุกไหม้

    ก่อนหน้าที่อัคคีจะโหมแรง ควันดำหนาทึบลอยขึ้นมาก่อน สะเก็ดไฟล้อมรอบคล้ายมังกรดำที่ถูกสาดหมึกทะยานสู่ฟ้าราตรี ควันดำหนาสุดขีดส่งกลิ่นเสียดแทงนาสิกชนิดหนึ่ง ฟากฟ้ายามราตรีที่เดิมสว่างเรืองรองด้วยแสงโคมของแต่ละฟางถูกควันหนาทึบผืนนี้ปกคลุมจนมืดอีกครั้ง

    หอสังเกตการณ์ที่อยู่ไกลออกไปล้วนยกโคมม่วง ส่งสัญญาณอันสูญเปล่าต่อฐานบัญชาการใหญ่ รอคอยสัญญาณตอบกลับที่ถูกลิขิตให้ไม่มีมาอีกแล้ว

    เจ้าหน้าที่จำนวนมากของจิ้งอันซือวิ่งกรูออกมาจากประตูหลักและประตูข้าง พวกมันแต่ละคนสภาพทุลักทุเล มีคนหกล้ม มีคนตื่นตกใจร้องขอความช่วยเหลือ บางคนถึงกับถูกไฟลามทั่วแผ่นหลัง วิ่งพลางหวีดร้อง น่าอนาถยิ่งนัก

    เคราะห์ดีที่ฉางอันระวังฟืนไฟในเทศกาลซั่งหยวนเป็นพิเศษ ทุกปีเมื่องานโคมไฟมาถึงจะจัดกำลังพลเฝ้าระวังจำนวนมาก เตรียมพร้อมรับคำสั่ง เมื่อเห็นกวงเต๋อฟางไฟไหม้ พลดับเพลิงประจำแต่ละฟางก็มุ่งหน้ารีบรุดมาทันที ทว่าผู้คนที่มาชมงานโคมไฟหนาแน่นมากเกินไปจริงๆ พลดับเพลิงตามถนนจึงต้องใช้เวลามากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

    พลดับเพลิงที่มาถึงก่อนกำลังคนไม่พอ ทำได้เพียงช่วยผู้รอดชีวิตเสียก่อน จากนั้นคอยระวังมิให้ไฟลุกลามไปตึกข้างเคียง ส่วนตำหนักใหญ่ล้วนไร้ความสามารถกระทำอันใดได้

    ขุนนางเจ้าหน้าที่ไม่น้อยพากันหาที่ปลอดภัย หลบนั่งอยู่กับพื้นร้องไห้ระงม มองอัคคีลุกโหมตำหนักใหญ่และตำหนักปีกซ้ายขวาที่เก็บรักษาเอกสารข้อมูลต่างๆ จำนวนมหาศาล ทั้งหมดถูกเผาวอดในพริบตา เมื่อปราศจากของเหล่านี้ก็ยากที่ใช้ศาสตร์การระดมสรรพกำลัง จิ้งอันซือสูญเสียพลังการมองทะลุทะลวงอันสำคัญยิ่งไปแล้ว

    ภายในใจของผู้รอดชีวิตเหล่านี้ล้วนแฝงความหวาดกลัวยากจะบรรยาย ก่อนพวกมันหนีออกจากตำหนักใหญ่ เห็นโต๊ะทรายฉางอันขนาดมหึมาตัวนั้นถูกเปลวเพลิงร้อนแรงปกคลุมผิวหน้า ถนนจูเชวี่ยแยกเป็นร่องใหญ่ ที่ราบเล่อโหยวถูกลิ้นเพลิงลามเลียจนกลายสภาพ ในแม่น้ำชวีเจียงเดือดปุดๆ จนขึ้นควัน ฟางทั้งหนึ่งร้อยแปดฟางถล่มลงล้มราบทีละแถบๆ ดุจทัศนียภาพแห่งนรกโลกันตร์ก็ไม่ปาน ทุกคนที่เห็นฉากนี้ล้วนถูกลางอัปมงคลกดอัดจนหายใจไม่ออก

    เพลิงไหม้ใหญ่ครั้งนี้ทำให้ที่ว่าการต่างๆ รอบด้านแตกตื่นตกใจ จากพลเฝ้าระวังตามมุมฟางถึงปู้เหลียงเหรินประจำศาลว่าการจิงจ้าว จากกองกำลังหลี่ว์เปินถึงกองทหารม้าราชองครักษ์ขวา ล้วนพากันส่งกำลังคนมา พยายามจะเข้าไปใกล้มากขึ้น เพื่อตรวจสอบว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใด ยังมีผู้เที่ยวชมงานโคมไฟจำนวนมากและคนไร้เรื่องราวกระทำพากันเข้าใจผิด คิดว่านี่เป็นการแสดงใหม่ ดังนั้นจึงมามุงดูด้วยความสนใจใคร่รู้

    ตำแหน่งที่ตั้งของจิ้งอันซืออ่อนไหวมาก มันถูกเพลิงไหม้ในเวลานี้ย่อมทำให้ฝ่ายต่างๆ กังวลสนใจ

    ตามหลักแล้วแรกสุดยามนี้สมควรหาวิธีนำม้วนหนังสือในตำหนักออกมา จากนั้นหาวิธีฟื้นฟูการแจ้งข่าวของหอสังเกตการณ์ใหญ่ ส่งทหารหน่วยต่างๆ ออกเฝ้าระวัง ทว่าขุนนางใหญ่ผู้นำจิ้งอันซือทั้งสองคือเฮ่อจือจางกับหลี่ปี้ คนหนึ่งป่วยหนัก คนหนึ่งถูกลักพาตัว ผู้บัญชาการทหารประจำนครหลวงกับนายกองเอกของกองพลหลี่ว์เปินก็อยู่ไกลถึงอี้หนิงฟาง หัวหน้าสวีปินก็มิรู้ว่าอยู่ที่ใด สถานการณ์ตอนนี้ราวกับหมู่มังกรไร้เศียร ทุกอย่างสับสนวุ่นวาย

    จิ้งอันซือก็คล้ายยักษ์ใหญ่ต้องธนูพิษ ล้มระทวยอยู่กับพื้น สูญเสียความรู้สึกหมดสิ้น

    ทหารม้ากองหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใต้เกราะบ่าของพวกมันประดับหนังเสือดาว เพียงมองก็รู้ว่าเป็นยอดทหารม้าหน่วยเสือดาวสังกัดกองทหารม้าราชองครักษ์ขวา บรรดาทหารม้าเสือดาวสะบัดฟาดแส้ม้า ขับไล่ชาวบ้านที่รุมล้อมดูอย่างป่าเถื่อน เปิดพื้นที่ว่างปลอดภัยข้างกองเพลิงอย่างรวดเร็ว กานโส่วเฉิงในชุดทหารห้อมล้อมด้วยองครักษ์สิบกว่าคนขี่ม้าเข้ามาเร็วรี่

    พื้นที่นอกเขตพระราชฐานชั้นนอกของวังหลวงเดิมมิได้อยู่ในขอบข่ายอำนาจของกองทหารม้าราชองครักษ์ขวา ทว่าบังเอิญกานโส่วเฉิงลาดตระเวนมาในบริเวณใกล้เคียง จึงเร่งรุดมา

    กานโส่วเฉิงเงยหน้าสำรวจเปลวเพลิงที่ตำหนักใหญ่โดยไร้วาจา สีหน้าเคร่งเครียดมิได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกใด องครักษ์คนหนึ่งข้างกายพลันหัวเราะเยาะ “จิ้งอันซือเผาพวกเรา ไม่กี่ชั่วยามก็กรรมสนอง สาสมใจยิ่งนัก…” ยังพูดไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงดังขวับ แส้ม้าหวดใส่ต้นขาของมันอย่างดุร้าย เจ็บเสียจนกระโดดโหยง

    กานโส่วเฉิงตะคอกเสียงแหบ “หุบปากสุนัขของเจ้า!” ในใจมันเวลานี้ไร้ความสะใจสมแค้นใดๆ แม้แต่น้อย มีเพียงความวิตกหวั่นหวาด

    เมื่อครู่บริวารของมันหาตัวเจ้าหน้าที่ผู้รอดตายมาได้ จากปากคำของผู้รอดตาย กล่าวว่ามีคนอำพรางรูปโฉมเรียกตนเองว่า ‘ปลวก’ บุกโจมตีจิ้งอันซือกะทันหัน ทั้งเข่นฆ่าและทำลาย ก่อนที่คนภายนอกจะทันตระหนักก็จับตัวผู้บัญชาการหลี่หนีไป ก่อนไปพวกมันยังฉีดพ่นน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลและวางเพลิงเผาทั้งตำหนักใหญ่ตำหนักปีกด้านข้างวอดวายหมดสิ้น

    คนทั้งปวงได้ฟังแล้วต่างต้องตกตะลึงไปกับปฏิบัติการอำมหิตของผู้บุกรุก ทว่ากานโส่วเฉิงผู้ผ่านประสบการณ์ในกองทัพหลายสิบปีกลับรู้สึกหนาวเหน็บถึงกระดูก ผู้บงการต้องมีความกล้าและความเชื่อมั่นระดับใดจึงสามารถวางแผนบุกโจมตีศูนย์กลางโดยตรงเช่นนี้

    การจู่โจมครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารอันแม่นยำ การวางแผนและการลงมือ ล้วนเฉียบขาดแสดงให้เห็นถึงความสามารถขั้นสูงประดุจขุนพลไร้ชื่อผู้หนึ่งขี่ม้าฝ่าค่าย เด็ดหัวของแม่ทัพอีกฝ่ายท่ามกลางกองทหารเรือนหมื่น กานโส่วเฉิงไม่เห็นว่าทหารราชองครักษ์พิทักษ์นครหลวงกองพลใดจะมีความสามารถระดับนี้ แม้ทหารชายแดนก็ไม่แน่ว่าจะเทียบเทียมได้

    เทียบกับเรื่องนี้แล้ว เรื่องเสียหน้าเพราะถูกหลี่ปี้และเฮ่อตงบีบคั้นท้าพนันไม่นับเป็นอันใด

    “ปลวก…ปลวก…” กานโส่วเฉิงพึมพำชื่อนี้เสียงทุ้มต่ำ นึกไม่ออกว่ามีกองกำลังใดที่ชื่อเสียงเรียงนามดังกล่าว

    หน่วยรบห้าวหาญเช่นนี้ หากที่จู่โจมมิใช่จิ้งอันซือ แต่เป็นวังหลวงหรือสามพระราชวังใหญ่เล่า…

    กานโส่วเฉิงเมื่อคิดถึงตรงนี้ แส้ม้าที่กำไว้ในมือมิอาจไม่สั่นเบาๆ ในใจหนาวเหน็บ ทหารม้านายหนึ่งพุ่งเข้ามารายงานข่าว “พวกเราพบนายกองชุยแล้ว”

    กานโส่วเฉิงสั่งทันที “ให้มันเข้ามารายงานเดี๋ยวนี้” ชุยชี่ที่ผ่านมาเฝ้าจับตาดูตำหนักใหญ่ของจิ้งอันซือ มันสมควรเห็นเหตุการณ์โดยละเอียด

    ทว่าทหารม้านายนั้นกลับหน้าสลด “เรื่องนี้…คงต้องขอเชิญท่านแม่ทัพไปเองเถิด”

    กานโส่วเฉิงขมวดคิ้ว กระตุกสายบังเหียน ติดตามทหารนายนั้นไป

    ที่ปากประตูร้านยาสมุนไพรเซิงสูในละแวกใกล้จิ้งอันซือ คนเจ็บสิบกว่าคนกำลังนอนอยู่บนผ้ากันน้ำที่ปูอย่างลวกๆ เสียงครวญครางดังระงมมิขาดสาย เถ้าแก่กับลูกจ้างกำลังวุ่นมือเป็นระวิง บดน้ำมันงาที่โม่หิน นี่เป็นวิธีรักษาบาดแผลไฟลวกที่เร็วที่สุด ยามเฉพาะหน้านี้ยังมีชาวบ้านใจอารีอีกหลายคนช่วยงานอื่นๆ อย่างช่วยตักน้ำ ทหารจำนวนหนึ่งของกองทหารม้าราชองครักษ์ขวายืนที่ประตูร้านเป็นแถวซ้ายขวา ไม่ให้ผู้คนเข้าใกล้

    กานโส่วเฉิงเลิกม่านเดินเข้าไป ภายในมีทั้งสิ้นสี่คน นอกจากชุยชี่แล้วด้านข้างยังมีหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี หน้าตามอมแมมสกปรก ในกลุ่มผู้คนกานโส่วเฉิงจำได้เพียงเหยาหรู่เหนิง

    เห็นกานโส่วเฉิงเข้ามา เหยาหรู่เหนิงได้แต่กลอกตาวูบหนึ่ง สีหน้าคล้ำหมองราวกับธุลี มันคิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์ ณ ตำหนักใหญ่เทียบกับเหตุการณ์ที่คุกยังร้ายแรงน่าอนาถกว่าสิบเท่า เมื่อเห็นพระเพลิงโหมไหม้ คนก็แทบคลุ้มคลั่ง ศรัทธา ความเชื่อมั่น รวมถึงบุคคลที่มันเทิดทูนบูชาภักดีล้วนสลายกลายเป็นละอองเถ้าปลิวว่อนเฉกเช่นนี้

    สายตาของกานโส่วเฉิงกวาดผ่านร่างเหยาหรู่เหนิง มองไปที่ชุยชี่ซึ่งอยู่ด้านข้าง

    สภาพของมันย่ำแย่กว่าเหยาหรู่เหนิง คนนอนเหยียดยาวอยู่บนชิ้นส่วนบานประตู ท้องน้อยชุ่มไปด้วยเลือด ด้านบนพอกไว้ด้วยยาห้ามเลือดเหนียวเหนอะ กานโส่วเฉิงเพียงปรายตาดูก็รู้ ยาห้ามเลือดไม่ช่วยอะไรแล้วเพราะถูกเลือดดันออกมา

    ได้ยินเสียงฝีเท้า ชุยชี่พลันลืมตามองไปทางแม่ทัพใหญ่อย่างอ่อนล้า ปากอ้าพะงาบ

    กานโส่วเฉิงมิได้รู้สึกดีอันใดต่อคนทรยศผู้นี้ ทว่าบัดนี้เห็นสภาพน่าเวทนาของมันกลับไม่ทราบจะเอ่ยกระไรดี พลันก้มลงไปถามตรงๆ

    “นายกองชุย เจ้าคิดว่าผู้ลอบจู่โจมเป็นผู้ใด”

    เนิ่นนานจึงมีเสียงอ่อนล้าดังตอบ “ทหาร…ทุกคนเป็นทหาร…”

    กานโส่วเฉิงในใจหนักอึ้ง นึกสงสัยมาตลอดว่าวิธีลอบจู่โจมโหดเหี้ยมแม่นยำเยี่ยงนี้มิอาจเป็นองค์กรนอกแวดวงทหารอาชีพ ครานี้เกรงว่าในหมู่ทหารต้าถังคงบังเกิดความวุ่นวายแน่แท้

    “ดูออกหรือไม่ว่าเป็นคนของทัพใด” กานโส่วเฉิงซัก

    ชุยชี่หลับตาส่ายหน้าเบาๆ กานโส่วเฉิงเห็นท่าทางเช่นนี้ของมัน ได้แต่ต้องยอมเลิกซักไซ้ ปลอบใจสองสามคำอย่างใจลอย ชุยชี่เวลานี้พลันเอ่ยว่า

    “แม่ทัพกาน…ข้าไม่สมควรมาฉางอัน”

    “หือ?” กานโส่วเฉิงชะงัก

    “ข้ามานครหลวง…คิดว่าจะได้สร้างเนื้อสร้างตัว แต่ข้าไม่สมควรมาเลย ฉางอันเปลี่ยนข้าให้เป็นคนอ่อนแอที่ตัวข้าเองดูแคลนที่สุด…พี่ลิ่วหลาง ข้าอยากกลับหล่งซาน อยากกลับหล่งซาน…”

    ชุยชี่มองคานเพดาน พึมพำไปมา น้ำตาสองสายไหลอาบแก้ม คนรอบด้านล้วนเงียบงัน ทันใดนั้นมันตะโกนสุดแรง คำรามว่า “หล่งซานชุยชี่! หล่งซานชุยชี่!”

    จากนั้นเสียงก็ขาดหายไป ลมหายใจก็ราบเรียบ

    เหวินหรั่นนั่งยองลงเงียบๆ ใช้ผ้าซับเหงื่อเช็ดหน้าของชุยชี่ นางไม่รู้ว่าคนผู้นี้กระทำเรื่องใดมาก่อนหน้านี้บ้าง แต่เงาร่างที่ต่อสู้กับศัตรูอย่างกล้าหาญในคุก นางเห็นชัดถนัดตา เหยาหรู่เหนิงเบือนหน้า แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าโศกลึกล้ำ ห้วงความคิดของมันผุดคำที่จางเสี่ยวจิ้งว่าไว้ประโยคนั้น

    ‘อยู่ในฉางอัน หากเจ้าไม่กลายเป็นสัตว์ประหลาดเช่นเดียวกัน ก็จะถูกมันกลืนกิน’

    กานโส่วเฉิงลุกขึ้นยืน ขวางมือซ้ายพาดหน้าอก ทุบแผ่นอกของตนสามครั้ง นี่เป็นการไว้อาลัยให้สหายศึกตามธรรมเนียมกองทัพ พวกทหารองครักษ์ที่อยู่ด้านข้างก็กระทำการไว้อาลัยตามอย่างพร้อมเพรียง

    เสียงหนึ่งในห้องดังขึ้น “ท่านหาได้สดับเสียงหูจยาไม่ ผู้เป่าไซร้เคราม่วงครึ้มเนตรเขียวเศร้า หนึ่งลำนำยังมิจบโอ้อกเรา พลยามเฝ้าแถบโหลวหลันอาดูรสิ้น กลางสังคีตปี่หูจยาน้อมส่งท่าน เมฆหล่งซานนั้นแลไกลจากเขาฉิน เมืองชายขอบฝันถึงบ้านเป็นอาจิณ ยามได้ยินปี่หูจยาใครโปรดปราน”

    กลอนบทนี้สรรเสริญทหารพิทักษ์ชายแดน ระหว่างวรรคยังโอบล้อมด้วยอารมณ์โศกเศร้าคะนึงหาบ้านเกิด ทุกคนหันหน้าไปมอง เห็นที่ยืนพิงมุมผนังห้องเป็นชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมจมูกโด่งคนหนึ่ง สองมือกอดอก บทกวีเมื่อครู่ออกมาจากปากของคนผู้นี้

    “แต่งเองหรือ” กานโส่วเฉิงถาม

    เฉินเซินประสานมือตอบ “เพียงระบายความรู้สึก คำแยกคำสั้นไม่กี่คำเท่านั้น ยังไม่เป็นบทสมบูรณ์ ผู้น้อยเฉินเซินแห่งเซียนโจว”

    “กลอนไม่เลว เพียงแต่ไม่ถูกกาล ยามบ้านเมืองรุ่งเรืองไฉนจึงใช้คำโศกเศร้าคับแค้นใจเยี่ยงนี้” กานโส่วเฉิงวิจารณ์ไปตามใจคิด หันกายเดินจากไป

    เฉินเซินตะโกนตามหลังมัน “ท่านแม่ทัพ ท่านคิดว่าบ้านเมืองอันรุ่งเรืองต้องการเพียงคำป้อยอสรรเสริญเท่านั้นหรือ สีสันพรรณรายทำให้คนตามืดบอด คนตามืดบอดย่อมมองไม่เห็นอันตรายเร้นซ่อน”

    กานโส่วเฉิงชะงักเท้าทันที

    มันมิได้ถูกวาจาของเฉินเซินกระทบใจ คำวิพากษ์ติติงเยี่ยงกวีหามีอันใดแปลกใหม่ไม่ หากแต่ประโยคสุดท้ายทำให้แม่ทัพกานพลอยคิดถึงการคาดการณ์อันน่าหวาดผวา

    คนกลุ่มนั้นที่บุกจู่โจมจิ้งอันซือ น้ำมันเพลิงที่มีติดตัวเห็นได้ชัดว่าต้องการใช้เพื่อทำลายล้าง เมื่อบรรลุเป้าหมายก็รีบหลบหนีทันที กระทำเช่นนี้ไม่คล้ายกับการล้างแค้น แต่คล้ายระวังป้องกันมากกว่า จิ้งอันซือคือดวงตาแห่งฉางอัน ควักดวงตาทิ้งเสียก็จะกลายเป็นคนตาบอด ศัตรูย่อมสามารถกระทำสิ่งที่ปรารถนาได้ตามใจ

    นั่นหมายความว่าการจู่โจมจิ้งอันซือเป็นหนึ่งในห่วงโซ่สำคัญของแผนการ ผู้ลอบจู่โจมย่อมมีเป้าหมายที่ใหญ่ยิ่งกว่า

    กานโส่วเฉิงที่ตระหนักถึงข้อนี้ ภายใต้ชุดเกราะพลันหลั่งเหงื่อกาฬเย็นเฉียบชั้นหนึ่ง เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าจิ้งอันซือ ในเมืองฉางอันนับว่ามีไม่มาก

    เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็ไร้แก่ใจจะรั้งอยู่ที่นี่สืบต่อ แม่ทัพใหญ่รีบก้าวเดินออกไป ภายนอกยังคงวุ่นวายโกลาหล เพลิงยังลุกโหมต่อเนื่องมิมีทีท่าจะดับ คนของที่ว่าการต่างๆ เจ็ดแปดแห่งสุมรวมอยู่ในที่เดียวกัน ร้องเอะอะเอ็ดตะโร ต่างคนต่างทำ เมื่อปราศจากผู้บัญชาการ ประสิทธิภาพของการช่วยเหลือกับการดับไฟจึงย่ำแย่มาก

    หากไม่มีผู้บัญชาการคนใหม่ จิ้งอันซือเกรงว่าจะจบสิ้นแล้ว กานโส่วเฉิงคิด

    มันไม่ชอบจิ้งอันซือ แต่จำเป็นต้องยอมรับว่าจิ้งอันซือมีประโยชน์ในการสืบหาข้อมูลศัตรูซึ่งกรมกองหน่วยงานอื่นใดล้วนมิอาจแทนที่ได้ หากหน่วยงานนี้ต้องอวสานย่อมส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อความปลอดภัยของฉางอันทั้งเมือง

    ขื่อไม้ท่อนใหญ่ไหม้ไฟ หล่นลงมากระแทกถูกรถเทียมโคคันหนึ่งที่ขนคนบาดเจ็บ ทำให้โกลาหลวุ่นวายพักใหญ่ สารถีผู้นั้นกระทำสิ่งผิดพลาดด้วยการจอดรถใกล้กับที่เกิดเหตุเพลิงไหม้มากเกินไป

    ทหารช่างหลายนายกำลังผูกเปลตระเตรียมแบกหามคน ทว่าตำแหน่งของพวกมันบังเอิญกีดขวางทางเดินหน้าฟาง ถุงหนังบรรจุน้ำด้านหลังส่งมาไม่ถึงด้านหน้า ส่งผลให้ทหารดับไฟที่ด้านหน้ามิอาจไม่ถอย มิทันระวังเหยียบย่ำเปลเสียหายไปหลายอัน แล้วทั้งสองฝ่ายก็ทุ่มเถียงกัน

    เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนในที่เกิดเหตุ ทำให้การช่วยเหลือล่าช้ามาก

    เห็นเรื่องผิดพลาดชั้นต่ำเกิดขึ้นเรื่องแล้วเรื่องเล่า กานโส่วเฉิงรู้สึกมิอาจฝืนทนต่อไปได้ ก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว ชูมือขวา ขณะนี้มันคือขุนนางผู้มีตำแหน่งสูงสุดในที่แห่งนี้ ขอเพียงยื่นมือออกควบคุม สถานการณ์ย่อมดีขึ้นทันที ทว่ากานโส่วเฉิงลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นลดมือลง

    แม่ทัพกองทหารม้าราชองครักษ์ขวาเข้ารับหน้าที่ควบคุมป้องกันเมือง? มิได้ นี่เป็นข้อห้ามร้ายแรงยิ่ง กระทำเช่นนี้มิได้เด็ดขาด ขุนเขาหนุนหลังจิ้งอันซือคือรัชทายาท คนที่จะมาเก็บกวาดซากต้องเป็นทางฟากวังตะวันออก

    อา…ช้าก่อน นี่มิใช่ไม่อาจ

    ในสมองกานโส่วเฉิงพลันบังเกิดความคิดประเสริฐอย่างหนึ่ง เรียกทหารม้ามานายหนึ่งเขียนจดหมายด้วยลายมือในที่นั้น ให้มันรีบส่งไปสำนักราชเลขาธิการทันที เนื้อหาในจดหมายสั้นมาก…จิ้งอันซือถูกโจมตี ผู้นำวิกฤต เกรงกระทบการรักษาความสงบ หวังว่าจะคัดคนดีบัญชาการ

    มันรู้ว่าหลี่หลินฝู่กระหายกุมอำนาจจิ้งอันซือมาช้านาน เพียงจนปัญญาไร้โอกาสลงมือ จดหมายฉบับนี้สามารถมอบโอกาสอันชอบธรรมแก่อัครเสนาบดีหลี่ เป็นน้ำใจชิ้นใหญ่ยิ่งนัก

    ยิ่งกว่านั้นกระทำเยี่ยงนี้วงขุนนางย่อมว่าร้ายใดๆ มิได้ แม่ทัพกองทหารม้าราชองครักษ์ขวาเช่นมันคำนึงถึงความปลอดภัย แนะนำราชเลขาธิการให้เลือกขุนนางคนใหม่มาบังคับบัญชาจิ้งอันซือ สมเหตุสมผล มีจิตคำนึงถึงส่วนรวม ผู้ใดก็ไม่อาจตำหนิว่าแทรกแซงเกินอำนาจ

    ทั้งมอบน้ำใจ ทั้งเปี่ยมคุณธรรม ซ้ำยังผลักดันให้ฟื้นฟูจิ้งอันซือ กล่าวได้ว่าหนึ่งศิลาสามวิหค

    ความปั่นป่วนยุ่งเหยิงเบื้องหน้าก็คงได้แต่ต้องปล่อยให้โกลาหลต่อไปอีกสักพัก กานโส่วเฉิงกวาดตามองไปทางตำหนักใหญ่ของจิ้งอันซือที่กลายเป็นกองเพลิงแวบหนึ่งด้วยความเสียดาย หันหัวม้าจากไปอย่างเร่งร้อน มันต้องรีบกลับไปตรวจตราการเฝ้าระวังและป้องกันของกองทหารม้าราชองครักษ์ขวาอีกครั้ง

    ควันดำและเปลวเพลิงยังคงเต้นเร่ากลางฟ้าราตรี หากตรอกซอกอื่นๆ ในฉางอันกลับยังคงร้องรำทำเพลงกันอย่างครื้นเครง คนเที่ยวชมโคมเบียดเสียด ไม่รับไม่รู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในที่นี้แม้แต่น้อย ยิ่งไม่รู้ว่าเรื่องราวทั้งปวงนี้จะนำไปสู่สิ่งใด

     

    เมื่อได้ยินข่าวจิ้งอันซือถูกจู่โจม ถานฉีตกตะลึงตัวแข็งค้าง

    นางคิดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นข่าวลวง จะเป็นไปได้อย่างไร เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า นั่นคือจิ้งอันซือเชียวนะ! นางไม่คำนึงถึงธรรมเนียมสตรี คว้าเสื้อเกราะของทหารนายนั้น ซักถามมันด้วยเสียงราวกับจะคำรามว่า “ที่แท้เกิดเรื่องอันใด”

    ทหารนายนั้นไม่มีโอกาสเข้าใกล้ตำหนักใหญ่แม้แต่น้อยจึงไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด มันฟังมาเพียงว่าคลับคล้ายมีกลุ่มคนบุกจู่โจมจิ้งอันซือ จุดไฟวางเพลิง ฟังเท่านี้ก็รีบร้อนกลับมาส่งข่าว

    “แล้วคุณชายเล่า ผู้บัญชาการหลี่อยู่ที่ใด”

    “ไม่…ไม่แน่ชัด” อีกฝ่ายตอบอึกอัก

    ถานฉีสูดหายใจลึกๆ นางผลักทหารผู้นั้นให้หลีกทาง โผนไปหาม้า กระทั่งศิลาขึ้นม้าก็ยังไม่คิดเหยียบ พลิกตัวขึ้นหลังอาชาอย่างรีบร้อน กระตุกสายบังเหียน เตรียมควบม้าจากไป บุรุษผู้หนึ่งพลันขวางม้าเอาไว้ทันที มือใหญ่คว้าจับบังเหียนแน่น

    “จะไปที่ใด!” จางเสี่ยวจิ้งปั้นหน้าเครียดตะคอกถาม

    “กลับกวงเต๋อฟาง! จิ้งอันซือมีภัย ไม่ได้ยินหรือ!” ถานฉีเสียงหวีดแหลมเจือสะอื้นไห้

    สีหน้าจางเสี่ยวจิ้งหมองคล้ำ “กลับไปตอนนี้ก็หามีความหมายใดไม่”

    ถานฉีตวาด “ข้าไม่ใช่บริวารท่าน! หลบไป!”

    นางสะบัดสายบังเหียนอีก บังคับม้าคิดเบียดชนจางเสี่ยวจิ้งออกไป จางเสี่ยวจิ้งยืดอกตรงตั้งร่างมั่นคง ขวางทางเอาไว้ “พวกเรายังมีเรื่องสำคัญกว่าต้องกระทำ”

    ถานฉีโมโหอย่างยิ่ง เจ้าคนผู้นี้ไร้น้ำใจถึงขั้นนี้ นับเป็นคนไม่มีหัวใจจริงๆ “ท่านเป็นแค่นักโทษประหาร จิ้งอันซือไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับท่านด้วย! แต่ข้ามิอาจเพิกเฉยเรื่องคุณชาย!” นางตวาดเร่งม้า เตรียมโจนทะยาน

    จางเสี่ยวจิ้งไม่ยอมให้นางไป ตาเดียวสาดประกายดุร้าย สองมือฟาดกกหูม้าสองข้างหนักหน่วง ด้วยความเจ็บปวดกะทันหันทำให้มันดีดขาหลังเพราะตกใจ ถานฉีมิทันระวัง คุมม้าไม่ได้ ถูกสลัดพลัดตกลงมา

    ถานฉีตกม้า วิงเวียนตาลาย หมอบอยู่ที่พื้นแทบลุกไม่ขึ้น จางเสี่ยวจิ้งสืบเท้าเข้าใกล้ทว่ามิได้ยื่นมือมาฉุด เพียงก้มมองเย็นชา “จิ้งอันซือมีผู้บัญชาการหลี่ หากแม้แต่มันยังรับมือไม่ได้ เจ้ารีบกลับไปยังจะทำอันใดได้”

    ถานฉีลุกขึ้นนั่งเบือนหน้าไป เพชฌฆาตโหดเหี้ยมทรมานนักโทษผู้นี้ไหนเลยจะเข้าใจความรู้สึกมนุษย์ปุถุชน จางเสี่ยวจิ้งมองความในใจของนางออกจึงย้ำอย่างไร้ไมตรีว่า “ถูกต้อง เจ้าห่วงใยมาก เจ้าโกรธแค้นมาก เจ้ามีอารมณ์ความรู้สึก แต่ความรู้สึกบัดซบเหล่านี้ไร้ประโยชน์ต่อสถานการณ์! ดูปากข้า ไร้ประโยชน์มารดามันเถอะ!”

    คำหยาบคายที่ออกจากปากอย่างเหนือความคาดหมายนี้ทำให้ถานฉีหน้าแดงก่ำ ขณะที่นางจะเถียงกลับ ตาข้างเดียวของจางเสี่ยวจิ้งก็ถลึงใส่ ใช้เสียงที่ดังกว่าข่มนาง “เจ้าคิดว่านี่เป็นการละเล่นเด็ดใบไม้เสี่ยงทายไปไม่ไปของคุณหนูบ้านเศรษฐีหรือ เพียงคิดจะไปก็ไป ผิดแล้ว! นี่เป็นสงคราม! สงครามไม่มีที่ให้ใช้ความรู้สึกใด! ทุกคนต้องเชื่อฟังคำสั่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!”

    ถานฉีไม่เคยเห็นคนผู้นี้ดุร้ายถึงปานนี้ นางถูกเสียงตะคอกครั้งนี้ทำเอาตกใจจนเงยหน้าไม่ขึ้น

    “ข้าเองก็มีสหายสนิทอยู่ในฐานบัญชาการ คิดว่าข้าไม่ห่วงใยมันหรือ คิดว่าข้าไม่อยากรีบกลับไปทันทีหรอกหรือ หน้าที่ของพวกเรามิใช่ปกป้องจิ้งอันซือ! แต่เป็นการเสาะหาร่องรอยของเชว่เล่อฮั่วตัว ปกป้องเมืองฉางอันแห่งนี้! หากเรื่องนี้ไม่คลี่คลาย หน้าที่ก็ยังต้องดำเนินต่อไป!”

    “กลับ…กลับไปดูสักหน่อย แล้วค่อยไปหาตัวโส่วจัวหลางคนอื่นๆ…” ถานฉียังพยายามอธิบาย

    “ไม่มีเวลาแล้ว สถานที่สองแห่ง เลือกได้เพียงหนึ่ง เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาของมัน” จางเสี่ยวจิ้งถลึงตาใส่นาง หันหลังเดินออกไปหลายก้าว ทิ้งคำพูดหนึ่งไว้อย่างเย็นชา

    “คุณชายของเจ้าตกลงใจให้เจ้ามากับข้า เพราะมันเชื่อใจว่าเจ้าสามารถกระทำเรื่องมีประโยชน์ได้มากกว่าเพียงเป็นคนรับใช้”

    ขาดคำ มันทิ้งถานฉีที่กำลังเปล่งเสียงร่ำไห้ไว้ด้านหลัง เดินไปถึงประตูวัดปอซือ โส่วจัวหลางผู้นั้นถูกทหารสองนายจับตัว ยืนอยู่ข้างประตู คนร้ายท่าทางกระสับกระส่าย ไม่ทราบต่อจากนี้คือดีหรือร้าย

    ละแวกนี้ไม่มีนาฬิกาน้ำจึงไม่รู้เวลา แต่ยามโหย่วเกรงว่าใกล้ล่วงเลยเกินครึ่งแล้ว งานโคมด้านนอกครึกครื้นถึงจุดสูงสุด เสียงสนุกสนานดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า แสงสว่างมีแต่เพิ่มไม่มีลด จางเสี่ยวจิ้งข่มความกระวนกระวายใจ สั่งสั้นๆ ว่า “นำตัวคนผู้นี้ไปด้วย ออกเดินทาง”

    ดังนั้นทหารจึงจับตัวมือสังหารยัดใส่รถม้า ทหารเหล่านั้นก็นั่งรวมไปด้วย มันอยู่ด้านนอกดึงม่านลง เท่านี้ก็มองไม่เห็นภายในแล้ว

    จากนั้นจางเสี่ยวจิ้งก็จูงอาชาประจำตัว ขึ้นม้าเตรียมไปจากอาราม ทันใดนั้นมือข้างหนึ่งยื่นจากด้านข้างคว้าบังเหียนไว้ ม้าตื่นจนร้องฮี้เสียงดัง ขาหน้าชูสูง จางเสี่ยวจิ้งรีบหนีบขาหดท้องแนบร่างติดกับหลังม้าจึงไม่ถูกสะบัดตก

    มันผินหน้ามอง ถานฉียืนอยู่เบื้องหน้าม้า หางตาของนางยังหลงเหลือคราบน้ำตาที่ไม่ได้เช็ดให้สะอาด ใบหน้างามกระจ่างหมองคล้ำลงหลายส่วน แต่ก็เด็ดเดี่ยวกว่าเดิมหลายส่วน นางคลายบังเหียนแล้วเชิดคาง “ครั้งนี้พวกเราเสมอกันแล้ว ไปกันเถิด”

    มิรอจางเสี่ยวจิ้งตอบคำ นางพลิ้วกายขึ้นหลังม้า ใช้เชือกเส้นเล็กรวบผมยาวของตนไว้เป็นช่อที่ท้ายทอยผูกตลบขึ้นกลางหัว เช่นนี้ยามเคลื่อนไหวเส้นผมย่อมไม่ยุ่งรุงรังเกะกะ ช่วงคอของถานฉียาวระหงเป็นพิเศษ รวบผมเป็นช่อสูง ดูกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว

    จางเสี่ยวจิ้งมิได้วิจารณ์อันใด เพียงโบกมือออกคำสั่งให้เดินทาง

    ขบวนเคลื่อนออกจากวัดปอซืออย่างรวดเร็ว เบียดฝูงชนที่กำลังชมโคมไฟออกเป็นทางสายหนึ่ง มุ่งหน้าไปผิงคังฟางด้วยความเร็วสูงสุด ไปได้สักพักก็ถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง ขบวนนี้พลันแยกออกเป็นสองสายมุ่งหน้าต่างทิศ

    ล่อตัวหนึ่งไล่ตามมาถึงอย่างรวดเร็ว ลังเลอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายเลือกไล่ตามไปด้านขวา

    มันไล่ตามมาถึงประตูใหญ่ของอี้หนิงฟางในอึดใจเดียว ขบวนที่ด้านหน้าพลันหายไปจากสายตา คนชะเง้อชะแง้แลหา ทันใดนั้นถูกทหารม้าหลายนายกระหนาบล้อม จางเสี่ยวจิ้งเดินออกจากในเงามืดเขม้นมอง สีหน้ายังประหลาดใจมากกว่าผู้ติดกับเสียอีก “สังฆานุกรอีซือ?”

    “แม่ทัพจาง จากมาสบายดีหรือ” อีซือยืดอก ทำสัญลักษณ์มหากางเขนจากบนหลังสัตว์พาหนะ มันเมื่อครู่ถูกจางเสี่ยวจิ้งด่าสาดเสียเทเสีย ยามนี้กลับไม่มีท่าทีเก้อเขินแม้แต่น้อย ซ้ำยังทำราวกับสหายเก่าพบหน้ากันใหม่

    ทันทีที่ออกจากวัดปอซือ จางเสี่ยวจิ้งพบว่าถูกติดตาม พวกมันจึงวางกับดัก เดิมเข้าใจว่าอาจจับโส่วจัวหลางอื่นได้อีก แต่คิดไม่ถึงว่าเป็นสังฆานุกรผู้หลงตัวเองและอ่อนต่อโลกจากวัดปอซือ

    “ตามพวกเรามาด้วยเหตุใด”

    อีซือพยายามรักษาสมดุลบนหลังล่อแล้วเอ่ยว่า “ที่ท่านสั่งสอนจริงจังเมื่อครู่ดั่งกรอกปัญญาเข้ากระหม่อม ข้าน้อยสำรวจตนเอง วัดเราบกพร่องจริงแท้ ตรวจสอบมิถี่ถ้วน ดังนั้นเลยตัดสินใจมาแบ่งเบาภาระของท่าน หากสามารถช่วยเหลือได้บ้างก็นับว่าวัดจิ่งซื่อมิเสียทีเป็นที่รู้จักของราชสำนัก”

    ประโยคนี้ของมันจางเสี่ยวจิ้งฟังเข้าใจแล้ว วัดปอซือเป็นที่หลบซ่อนของโย่วซาแห่งทูเจวี๋ยและมือสังหารสองคน เรื่องนี้หากเผยแพร่เล่าลือออกไป เกรงว่าคนทั้งวัดย่อมเคราะห์ร้าย เพื่อให้นิกายจิ่งเจี้ยวคงอยู่ในฉางอันต่อไปได้ อีซือจึงได้แต่ต้องทำหน้าหนามาขอร่วมมือช่วยเหลือ ดีร้ายยังอาจสร้างความดีความชอบ ลบล้างความผิดได้บ้าง

    จางเสี่ยวจิ้งบนหลังม้าหรี่ตาเดียว ไม่พูดไม่จา อีซือรออย่างหวาดหวั่น ลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลง กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ไม่รู้ว่าวาจาเหล่านี้สามารถชนะใจเทพมหาประลัยหรือไม่

    เห็นมันไร้ท่าทีตอบสนองอยู่ครึ่งค่อนวัน สองมือของอีซือพนมวิงวอนว่า “พวกเรานักบวชวัดจิ่งซื่อเผยแผ่ศาสนาในดินแดนภาคกลางไม่ง่ายเลย วิงวอนท่านเมตตาบรรเทาโทษ ข้าน้อยยินยอมจูงบังเหียนประคองโกลนให้ท่านใช้สอย นอกจากนี้ยามท่านสืบคดีย่อมต้องการคนมือเท้าคล่องแคล่ว สายตาเฉียบคม สมองเปี่ยมปัญญาเป็นผู้ช่วยมิใช่หรือ”

    “…” คราวนี้กระทั่งจางเสี่ยวจิ้งก็ไร้วาจาตอบกลับ

    ถานฉีอดกลั้นนานมากกว่าจะข่มใจมิให้ยื่นเท้าถีบคนหลงตัวเองผู้นี้ลงจากหลังล่อ อีซือเองก็รู้สึกว่าวจนะของมันมิใคร่เหมาะ จึงรีบแก้ไขคำพูด

    “ยามเผชิญกับชาวหู ด้วยสถานะของข้าน้อยที่เป็นองค์ชายแห่งปอซือ ย่อมช่วยเหลือการงานอันใดได้บ้าง”

    ชาวหูเลื่อมใสสามนิกายใหญ่ จิ่งเจี้ยวนับเป็นนิกายใหญ่นิกายหนึ่ง อีซือพูดเช่นนี้มินับว่ายกตน ส่วน ‘องค์ชายปอซือ’ อันใดเหล่านั้นถือเสียว่ามันกล่าวโอ้กล่าวอวด ในที่สุดจางเสี่ยวจิ้งใจอ่อนแล้ว “ตามใจ ทว่าพวกเราไม่รับรองความปลอดภัย”

    อีซือดีใจมาก รีบฟาดตีล่อขี่ตามขบวนอย่างใกล้ชิด มันรีบร้อนเกินไป ออกมาไม่ทันเตรียมม้า ได้เพียงจูงล่อตัวนี้ โชคดีที่เวลานี้ถนนใหญ่ผู้คนล้นหลาม ความเร็วของล่อกับม้าจึงไม่ต่างกันเท่าใด อีซือมิกล้าเข้าใกล้จางเสี่ยวจิ้งมากเกิน เพียงขี่ประชิดติดตามถานฉี ในใจถานฉีกังวลถึงคุณชาย คร้านจะสนใจมัน อีซือได้แต่รั้งท้ายตามอยู่หลังสุด

    พวกมันเดินๆ หยุดๆ เบียดฝ่าคลื่นมนุษย์ที่หลั่งไหลมาชมโคมไฟ กว่าจะถึงกวงลู่ฟางก็แสนยากเย็น ด้านหน้าเป็นถนนจูเชวี่ย ข้ามไปก็เข้าเขตปกครองของอำเภอวั่นเหนียน ทว่ามาถึงที่นี่รถม้ากลับมิอาจไปต่อได้

    บนถนนจูเชวี่ยอันกว้างใหญ่บัดนี้ผู้คนแออัดขนัดแน่น ไหล่เสียดไหล่ ส้นเท้าชิดส้นเท้า นับมิหวาดมิไหว ดำเป็นผืนแผ่น เบียดเสียดกระทั่งลมมิอาจแทรก

    พวกมันล้วนกำลังรอชมการประชันโคม

    การประชันโคมมิใช่โคมไฟ แต่เป็นคณะนักแสดงซึ่งร้องเพลงและร่ายรำอยู่บนรถที่จัดทำใหญ่พิเศษ รถประชันโคมเหล่านี้ที่ว่าการของท้องที่ต่างๆ คัดเลือกส่งตัวมายังนครหลวงเพื่อสร้างสีสันแก่เทศกาลโคมซั่งหยวน เมื่อขึ้นโคมแล้วพวกมันจะแบ่งเป็นสามสาย ทยอยเข้าเมืองจากทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ เคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าตามถนน แสดงการแสดงต่างๆ นานา สุดท้ายยามสี่ซึ่งก็คือปลายยามโฉ่วจะรวมตัวที่หน้าพระราชวังซิงชิ่ง นักแสดงผู้ได้รับรางวัลมากที่สุด มีผู้คนชมดูมากที่สุดจะได้รับยกย่องเป็น ‘ผู้ชนะป้ายไผ่แดงยอดโคม’

    ณ ที่นั้นจักรพรรดิจะพระราชทานวโรกาสให้ผู้ชนะป้ายไผ่แดงยอดโคมขึ้นหอฉินเจิ้งอู้เปิ่น จุดหอโคมขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองฉางอันร่วมกัน หนุนส่งให้บรรยากาศวันเทศกาลคึกคักไปถึงจุดสูงสุด นี่ก็คือที่มาของการประชันโคม

    เหล่าราษฎรฉางอันนอกจากชมโคมไฟแล้วยังสนุกสนานกับการไล่ตามขบวนรถประชันโคมเหล่านี้ รถแล่นไปถึงที่ใด พวกมันก็ตามถึงนั่น นักแสดงที่โดดเด่นมีชื่อเสียงเป็นพิเศษหลายคน แต่ละปีล้วนมีผู้ที่ติดตามคลั่งไคล้นานปีคอยตามขบวนแห่ตลอดทาง

    กลางถนนถนนจูเชวี่ย ขณะนี้ขบวนรถประชันโคมสองขบวนที่ได้รับความนิยมมากล้นกำลังประชันการแสดง ฟากหนึ่งนางรำอาภรณ์สีแดงผู้หนึ่งยกผีผาบรรเลงกลับหลัง อีกฟากหนึ่งบุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่งเปลือยร่างท่อนบนตีกลองเจี๋ยสี่หน้า ข้างกายทั้งสองต่างมีวงดนตรีบรรเลงรับ ผู้ชื่นชอบห้อมล้อมรอบด้านชูกระบองแพรขึ้นสูง โห่ร้องประสานเสียงเหงื่ออาบร่าง

    จางเสี่ยวจิ้งเห็นสภาพเช่นนี้เกรงว่าภายในครึ่งชั่วยามฝูงชนที่นี่ย่อมไม่อาจสลายตัว รถม้าคันใหญ่ผ่านไม่ได้เด็ดขาด มันปรึกษากับคนอื่นครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจให้ทหารจำนวนหนึ่งคุมรถม้าอ้อมไปด้านใต้ ตัวมันเองจะเดินเท้าสักช่วง ขี่ม้าตัวเดียวข้ามถนนจูเชวี่ย ไวกว่าการมีม้าหลายตัวพร้อมรถหนึ่งคัน

    เดิมทีจางเสี่ยวจิ้งให้ถานฉีไปกับรถม้า แต่นางถลึงตาใส่ “ปกติท่านชอบอ้างว่าคนทุกคนล้วนต้องรับผิดชอบการเลือกของตนเองมิใช่หรือ เมื่อครู่ต้องการให้ข้าติดตามไปแท้ๆ บัดนี้ก็จะสลัดทิ้งอีก” นางบ่ายหัวม้าอย่างเด็ดเดี่ยว

    จางเสี่ยวจิ้งได้แต่แค่นยิ้มรับคำ ดังนั้นมันกับถานฉีสองคนสองม้าจึงออกเดินทางไปก่อน คนอื่นอ้อมไปอีกทางหนึ่ง

    ส่วนสังฆานุกรอีซือที่ตามก้นผู้นั้น จางเสี่ยวจิ้งมิได้สั่งการอันใด ความหมายคือมิต้องใส่ใจ มันอยากตามก็ตาม หลงทางก็สมน้ำหน้า

    แผนกำหนดแล้ว สารถีหันหัวรถม้ากลับมุ่งลงใต้ จางเสี่ยวจิ้งกับถานฉีลงจากหลังม้า พันสายบังเหียนรัดเข้ากับข้อมือหลายรอบ ม้าสองตัวนี้ไม่มีสายรัดหน้าผากกระดองเต่า ไม่สามารถวิ่งตะบึงบนถนนจูเชวี่ย อีกทั้งถนนใหญ่ผู้คนมากมายเกินไป ขี่ม้ายังเร็วมิสู้จูงม้าเดิน

    ด้วยเหตุนี้เองคนทั้งสองจูงม้าเดินเคียงคู่พยายามเบียดฝ่าฝูงชน รอบด้านพร่าพรายด้วยเงาเทียนโคมสี เสียงพิณเสียงกลองดังประชัน บางคราวยังมีริ้วกระดาษมงคลกับเหรียญเงินจำลองโปรยลงมาจากกลางฟ้า ล่องลอยเชื่องช้า เรียกเสียงโห่ร้องยินดี บนถนนใหญ่สายนี้อบอวลด้วยกลิ่นแป้งฝุ่นชาดหอม กลิ่นเหม็นเหงื่อไคล กลิ่นหอมอวลขี้ผึ้งของเทียนหลายพันเล่ม กลิ่นเข้มข้นรมจนคนชมโคมเคลิบเคลิ้ม

    สองคนสองม้าเดินหน้าไปไม่พูดอันใด ท่วงท่าขัดแย้งยิ่งนักกับผู้คนสนุกสนานครึกครื้น จางเสี่ยวจิ้งเคลื่อนไปในฝูงชน เก็บงำรังสีสังหารกับความเหี้ยมเกรียมเงียบเชียบจนคล้ายไร้ตัวตน มีหลายครั้งคนชมโคมที่กำลังสนุกชนร่างมันจึงค่อยรู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่

    ถานฉีเอียงหน้ามองไป คิดเอ่ยบางสิ่งกับจางเสี่ยวจิ้ง ทว่ากลับไม่รู้สมควรกล่าวอันใด

    เติงถูจื่อ นักโทษประหาร เทพมหาประลัย พญายม วิญญูชนที่ไม่ยินยอมให้สตรีตายแทน ผู้ลงทัณฑ์ทรมาน เจ้าหน้าที่ จอมยุทธพเนจร…เวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วยาม ถานฉีได้พบเห็นใบหน้าหลากหลายของจางเสี่ยวจิ้ง แต่นางยังคงไม่อาจเข้าใจคนผู้นี้อยู่ดี บัดนี้ในท่ามกลางฝูงชนสับสนปานสายน้ำไหลริน ชะล้างสิ่งพอกปิดต่างๆ บนร่างจางเสี่ยวจิ้ง เผยให้เห็นตัวตนแท้จริง

    ในความคิดของถานฉีบีบอัดลงเหลือสองคำ…อ้างว้าง

    เงาร่างของจางเสี่ยวจิ้งอ้างว้างยิ่งนัก รอบกายยิ่งครึกครื้น คนยิ่งอ้างว้างมาก มันเดินอยู่กลางสถานที่รุ่งเรืองที่สุดครึกครื้นที่สุดของมวลมนุษย์ แต่ดุจแยกอยู่ในฉากอื่น แม้ห่างเพียงตรงหน้า แต่กลับมิอาจรวมผสานเข้าด้วยกันชั่วนิรันดร์

    จากความรู้สึกบางด้าน ว่าไปแล้วมันห่างไกลโลกีย์มากกว่าคุณชายของนางเสียด้วยซ้ำ

    นางขบคิดเช่นนี้จนเดินก้มหน้าโดยมิรู้ตัว ไพล่มือจูงสายบังเหียน ครวญเพลงทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์แผ่วเบา เสียงเพลงวนเวียนไม่ห่างจากรอบตัวคนทั้งสอง เสียงแม้เบา ทว่าไม่ถูกเสียงอึกทึกรอบตัวกลบทับแต่อย่างใด

    นี่เป็นเพลงสร้างความครึกครื้นในยามดื่มสุรามงคลหลังจากพิธีบูชาเทพของชาวบ้านแถบฉีซาน เพลงพื้นบ้านแม้ต่ำต้อยแต่เปี่ยมความจริงใจ คุณชายเคยบอกว่าทำนองเพลงนี้ตกทอดมาจากโบราณ เบื้องบนสามารถสะท้อนจันทร์ เบื้องล่างเชื่อมถึงปณิธานดั้งเดิม สูงส่งทว่าคล้ายสามัญ เพียงแต่คนสมัยนี้หารู้ไม่

    ยามนี้จันทราทอกระจ่างกลางนภา กลมนวลสดใส แผ่รัศมีใสพิสุทธิ์ ถานฉีเชื่อว่าดวงจันทร์รับรู้แล้ว เพียงแต่มิทราบว่าสามารถเชื่อมถึงปณิธานแรกของผู้ใดบ้าง

    ครวญเพลงไปพลางเดินไปพลาง ถานฉีพลันพบว่าจางเสี่ยวจิ้งจูงสายบังเหียน นิ้วมือหยาบใหญ่เคาะห่วงทองแดงบนบังเหียนแผ่วเบา สอดรับกับจังหวะเพลงทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ท่วงท่าของมันเร้นซ่อนอย่างยิ่ง คล้ายมิยินยอมให้บุคคลอื่นสังเกตเห็น

    ถานฉีหัวเราะแผ่วเบาแต่มิได้เอ่ยอันใด ยังคงครวญเพลงต่อไป ทั้งสองคนประสานจังหวะกันอย่างสนิทสนม หนึ่งร้องหนึ่งเคาะ สัญจรผ่านฝูงชนอึกทึกไปเช่นนี้ การก้าวเดินของจางเสี่ยวจิ้งคล้ายผ่อนคลายลงบ้าง

    ทั้งสองคนใช้เวลาราวครึ่งเค่อจึงเบียดออกพ้นกลุ่มชาวบ้านร้านถิ่น เมื่อถานฉีเห็นกำแพงเซิงต้าวฟางก็คล้ายปลดภาระหนักออก หากอดทอดถอนใจไม่ได้ “หากหอสังเกตการณ์ยังอยู่ย่อมดียิ่ง อย่างน้อยก็ยังพอจะแจ้งพวกเราล่วงหน้าได้ว่าที่ใดไม่แออัด”

    นับแต่จิ้งอันซือถูกโจมตี ระบบหอสังเกตการณ์ทั้งระบบก็หยุดลง ความจริงหอสังเกตการณ์ส่วนใหญ่ยังทำงานอยู่ เพียงแต่ไร้หอใหญ่เป็นศูนย์กลางประสาน พวกมันจึงเป็นเพียงหอที่กระจัดกระจาย มิรวมเป็นหนึ่งร่างอันสมบูรณ์

    ไร้ข่าวสารล่าสุดของเมืองฉางอัน นี่ทำให้คนของจิ้งอันซือไม่สะดวกอย่างยิ่ง

    คิดถึงตรงนี้ถานฉีหันมองไปทางกวงเต๋อฟาง ประกายตาเปี่ยมความกังวลอีกครั้ง นางเลือกไปผิงคังฟาง นางเชื่อว่าแม้คุณชายอยู่ที่แห่งอื่นก็ย่อมเลือกเช่นนี้เช่นกัน ทว่าอารมณ์กังวลชนิดนี้ไม่มีวิธีควบคุม

    ทันใดนั้นจางเสี่ยวจิ้งก็ดึงม้าหยุด หันมาฉีกยิ้มให้ถานฉีพลางกล่าวว่า “เจ้าเตือนข้าได้ทันกาล ข้าจะแสดงกลให้เจ้าดู” ถานฉีชะงัก ไม่รู้ว่าเหตุใดมันพูดเช่นนี้

    จางเสี่ยวจิ้งหยิบโคมม่วงที่พับเก็บอย่างดีใบหนึ่งจากในถุงบรรทุกของที่แขวนข้างตัวม้า ดึงโคมยืดยาวออกอีกครั้ง จุดสว่างก่อนจะดึงท่อนไม้ไผ่ที่พับสามท่อนให้ยาวออก ชูโคมไฟขึ้นสูง ถานฉีประหลาดใจ เครื่องมือชุดนี้เจ้าหน้าที่ภายนอกของจิ้งอันซือใช้แจ้งข่าวต่อหอสังเกตการณ์ยามค่ำคืน บัดนี้หอสังเกตการณ์ใหญ่ล่มแล้ว ใช้สิ่งนี้ส่งข่าวยังจะมีความหมายใดเล่า

    จางเสี่ยวจิ้งชูโคมม่วงขึ้นลงเป็นจังหวะ บางครั้งปิดมืด บางครั้งปล่อยสูง ถานฉีมิคุ้นเคยกับรหัสโคม ไม่รู้ว่ามันคิดส่งข่าวอันใด จางเสี่ยวจิ้งกลับใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปาก ส่งเสียงปรามแผ่วเบาให้นางรอดู

    เวลาผ่านไปไม่นาน โคมม่วงจากหอสังเกตการณ์ของเซิงต้าวฟางก็สว่างขึ้นหลายครั้งคล้ายได้รับสัญญาณจากจางเสี่ยวจิ้งแล้ว ต่อจากนั้นโคมม่วงบนหอสังเกตการณ์ของไคฮว่าฟางทางด้านใต้ก็สว่างขึ้นหลายครั้งเหมือนกับเซิงต้าวฟาง

    จางเสี่ยวจิ้งแกว่งโคมไฟต่อเนื่อง กวงลู่ฟาง จื๋อเยี่ยฟางที่ไกลออกไปก็พากันตอบรับ เวลาผ่านไปไม่นานหอสังเกตการณ์ของแต่ละฟางทั้งไกลใกล้รอบบริเวณ เช่น อันเหรินฟาง เฟิงเล่อฟาง อู้เปิ่นฟาง ฉงอี้ฟาง…ก็ทยอยตื่นขึ้น แสงโคมสีม่วงสว่างดับกะพริบเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกันอย่างรวดเร็ว ล้วนสอดรับความเคลื่อนไหวของจางเสี่ยวจิ้ง ภาพเช่นนี้คล้ายนักพรตวิเศษกำลังทำพิธีสืบชะตาอัญเชิญดาวต่ออายุ

    จางเสี่ยวจิ้งเสียบท่อนไม้ไผ่ที่แขวนโคมม่วงเข้ากับสายรัดที่หลังม้า เอ่ยกับถานฉีว่า “บัดนี้ระบบหอสังเกตการณ์กลับมาใช้งานได้แล้ว หากศูนย์กลางของมันมิใช่หอใหญ่กวงเต๋อฟาง แต่เป็นข้า” กล่าวถึงตรงนี้มันยกนิ้วหัวแม่มือซ้ายชี้ทรวงอกตนเอง

    “ข้า บัดนี้คือศูนย์กลางของจิ้งอันซือ”

    ถานฉีเบิกตาโต นี่มหัศจรรย์ยิ่งกว่าเล่นกลมากนัก ไฉนมันรับช่วงควบคุมหอสังเกตการณ์ กลายเป็นผู้บัญชาการระดับสูงสุดได้ง่ายดายปานนี้

    จางเสี่ยวจิ้งขึ้นม้าอีกครั้ง ม้าสะบัดตัวคราหนึ่ง โคมม่วงที่เสียบสูงไว้เหนือบั้นท้ายม้าพลอยสั่นตามไปด้วย

    “อย่าลืมเสีย ต้นยามเซินผู้บัญชาการหลี่มอบอำนาจควบคุมหอสังเกตการณ์ให้แก่ข้า คำสั่งนี้ยังมิได้ระงับ”

     

    เหยาหรู่เหนิงส่งน้ำหนึ่งจอก เหวินหรั่นรับมาดื่มอึกหนึ่ง รู้สึกในน้ำมีแต่กลิ่นควันไฟ เหยาหรู่เหนิงขอโทษขอโพย “ขออภัยด้วย บ่อน้ำหลายๆ แห่งล้วนผู้คนมากมาย ได้แต่ต้องรอสักครู่”

    เหวินหรั่นฝืนยิ้มบอกว่า “มีชีวิตรอดก็ดีแล้ว ไฉนจะยังเลือกมากอีกเล่า”

    หลังกานโส่วเฉิงจากไป พวกมันไร้ที่ไป ได้แต่อยู่ในร้านยาต่อ ด้านนอกยังคงสับสนวุ่นวาย แม้แต่ศพชุยชี่ก็ยังไม่ได้เก็บ ยังคงนอนอยู่บนชิ้นส่วนบานประตูที่ด้านข้าง

    “ข้ากลับบ้านได้หรือยังเจ้าคะ” เหวินหรั่นถามอย่างน่าเวทนา วันนี้ตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นมานางก็ไม่เคยได้พบพานเรื่องดีๆ แม้แต่น้อย ถูกคนจับตัวไปมาไม่หยุดหย่อน จิตใจอ่อนล้าถึงที่สุด

    เหยาหรู่เหนิงทำมือเป็นสัญญาณขออภัย “ขออภัย ไม่ได้ ผู้บัญชาการหลี่ให้ขังเอาไว้ก่อน ยังไม่มีคำสั่งปล่อย” มันเองก็กลัวเหวินหรั่นเข้าใจผิดจึงรีบอธิบายว่า “บัดนี้ด้านนอกเหตุการณ์ยังไม่สงบ ยังคงอยู่ที่นี่ปลอดภัยที่สุด”

    “เพราะที่นี่ถูกเผาแล้วน่ะหรือ” เหวินหรั่นย้อน

    “เอ่อ…” เหยาหรู่เหนิงถูกย้อนโดยไม่ทันตั้งตัว เหวินหรั่นหัวเราะออกมา ทันใดนั้นสังเกตเห็นแผลที่หัวไหล่เหยาหรู่เหนิงเพียงใช้เศษผ้าพันลวกๆ บิดเบี้ยวจึงเรียกมันนั่งลง นางก้มฉีกชายกระโปรงตนออกมาแถบหนึ่ง แล้วพันให้มันอย่างประณีต

    นิ้วมือราวต้นหอมขาวของเหวินหรั่นพันผ้าอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมละมุนปะทะเข้าจมูกเหยาหรู่เหนิงเป็นระยะ มันรีบก้มหน้า คิดในใจว่าที่แท้แม่ทัพจางแกะรอยตามกลิ่นหอมนี้จึงสามารถหาตัวแม่นางผู้นี้พบ กลิ่นหอมนี้แรกได้กลิ่นเจือจางบางเบา ทว่าหอมอวลยาวนานไม่เสื่อมคลาย ภายภาคหน้าหากทางการใช้ไล่ล่าโจรย่อมสะดวกมาก

    เฮ้อ ไม่ทราบทางแม่ทัพจางกับแม่นางถานฉีรู้ข่าวจิ้งอันซือถูกจู่โจมจะมีท่าทีเช่นไร การสืบเสาะเรื่องเชว่เล่อฮั่วตัวเป็นอย่างไรแล้วบ้าง

    มันคิดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นก็นึกออกว่านี่เป็นโอกาสอันประเสริฐ จึงโพล่งถามว่า “แม่นางกับจาง…เอ่อ แม่ทัพจางเสี่ยวจิ้งเกี่ยวข้องอันใดกัน”

    เหวินหรั่นตั้งใจพันแผลพลางตอบเสียงค่อยว่า “เป็นผู้มีพระคุณของข้า”

    “เคยช่วยชีวิตหรือ”

    สีหน้าเหวินหรั่นปรากฏแววระทมขมขื่น “ไม่เพียงช่วยข้า…เพื่อช่วยบ้านสกุลเหวินของเรา ถึงกับต้องแลกด้วยชีวิต”

    เหยาหรู่เหนิงตกใจ นี่หรือสาเหตุที่มันถูกตัดสินประหาร? ถานฉีมิใช่เคยเล่าว่าเพราะมันสังหารนายกองประจำอำเภอหรอกหรือ

    บัดนี้ไร้เรื่องราวกระทำ เหวินหรั่นจึงบอกเล่า

    ที่แท้จางเสี่ยวจิ้งกับบิดาของเหวินหรั่นคือเหวินอู๋จี้เคยเป็นสหายศึกสมัยเป็นทหารแดนประจิม ทหารสามนายที่รอดชีวิตจากศึกป้องกันป้อมสัญญาณควัน หนึ่งในนั้นคือเหวินอู๋จี้ มันช่วยชีวิตจางเสี่ยวจิ้งจนเสียขาไปหนึ่งข้างเนื่องจากเหตุดังกล่าว

    หลังรอดชีวิตจากการปิดล้อมหอควัน เหวินอู๋จี้ไม่อาจเป็นทหารต่อจึงเลือกออกจากกรมกอง มันนำเงินชดเชยที่ได้จากกองกำลังรักษาเขตแดนพาบุตรสาวมาเปิดร้านขายเครื่องหอมในเมืองฉางอัน ดำรงชีวิตผ่านวันเวลาได้ไม่เลว ภายหลังจางเสี่ยวจิ้งได้เป็นหัวหน้าปู้เหลียงเหรินที่อำเภอวั่นเหนียน สองสหายศึกเคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน เกิดเป็นมิตรภาพแน่นแฟ้น ยิ่งสนิทสนมแนบแน่น

    เดือนสิบของปีก่อน บังเอิญจางเสี่ยวจิ้งไปราชการต่างถิ่น ร้านเครื่องหอมเหวินจี้พลันได้รับประกาศแจ้งจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ความว่าราชสำนักต้องการสร้างเรือนพักรับรองทูตจากเสี่ยวป๋อลวี่ เลือกสถานที่สร้างคือตุนอี้ฟาง ทางกรมโยธาเสนอเงินโยกย้ายด้วยราคาต่ำยิ่งนัก เหวินอู๋จี้ย่อมไม่ยอม ยืนกรานไม่ย้าย คิดไม่ถึงว่าคืนนั้นกลับมีอันธพาลโพกผ้าปิดบังหน้าตา ถือกระบองใหญ่บุกเข้าร้าน อาละวาดทำลายข้าวของ เหวินอู๋จี้ออกมาเจรจา กลับถูกตีตายทั้งเป็น เหวินหรั่นเองก็เกือบถูกข่มเหง เคราะห์ดีที่นางฉลาดเฉลียวเข้มแข็ง ฉวยโอกาสหนีออกมาได้

    เหวินหรั่นเดิมคิดจะแจ้งทางการ ประจวบเหมาะพบนายกองประจำอำเภอนำกำลังออกตรวจยามวิกาลด้วยตัวเอง ยืนกรานท่าเดียวว่านางละเมิดกฎห้ามสัญจรยามวิกาลแล้วจับกุม นางร่ำไห้สาหัสแต่ไม่มีผู้ใดแยแสสนใจ ถูกขังอยู่ในคุกนับแต่นั้น ผ่านไปไม่นานมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาฉบับหนึ่งสอดเข้ามาให้นางรับสารภาพว่า บิดาสมคบโจรร้าย เพราะแบ่งเงินของกลางไม่ลงตัวจึงถูกตีตาย ร้านเครื่องหอมใช้เงินของกลางซื้อมา หากนางมิยินยอมประทับนิ้วจะถูกขายเป็นทาส

    เหวินหรั่นย่อมไม่ยอม สุดท้ายผู้คุมจำนวนหนึ่งก็เข้ามาจับตัวนาง บังคับประทับนิ้วมือลงบนหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา นางสิ้นหวังถึงขีดสุด เคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง

    ผ่านไปไม่กี่วัน นางพลันถูกปล่อยตัวออกจากคุก พอออกมาได้ก็สอบถามข่าวคราวจึงรู้ว่าภายนอกเกิดเหตุการณ์สะท้านฟ้าสะเทือนดิน จางเสี่ยวจิ้งกลับมาถึงนครหลวง เมื่อรู้ข่าวเรื่องโศกนาฏกรรมร้านเครื่องหอมเหวินจี้ แรกสุดบุกถล่มพรรคเพลิงอัคคีแทบถอนรากถอนโคน จากนั้นไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้น มันฆ่านายกองประจำอำเภอวั่นเหนียน ทำเอาทั้งอำเภอวั่นเหนียนสะท้านสะเทือน ลงเอยถึงขั้นบุกจับตัวหย่งอ๋อง ก่อความวุ่นวายใหญ่หลวง

    สุดท้ายแล้วจางเสี่ยวจิ้งเข้าไปเกี่ยวข้องกับหย่งอ๋องได้อย่างไร ถูกตัดสินประหารได้เช่นไร เบื้องหลังต่างๆ เหวินหรั่นไม่รู้กระจ่างชัด นางเพียงทราบว่านับแต่นี้ไปร้านเครื่องหอมเหวินจี้จะปลอดภัยไร้เรื่องราว ทั้งยังจะไม่มีผู้ใดมาก่อกวนอีก นางเป็นสตรีอ่อนแอ ไม่มีกำลังความสามารถพอจะได้พบกับผู้มีพระคุณ ได้แต่ตั้งศาลคนเป็นในบ้าน แล้วจุดธูปกราบไหว้ทุกวัน

    เล่าไปเล่ามา เหวินหรั่นก็พิงไหล่เหยาหรู่เหนิงถึงกับหลับไป

    เหยาหรู่เหนิงไม่ขยับตัว ในใจกลับตื่นตระหนกมาก มันมิเพียงตื่นตระหนกกับการกระทำของจางเสี่ยวจิ้ง แต่ตื่นตระหนกกับความละโมบโฉดชั่วของคนเหล่านั้นด้วย

    ควรรู้ว่านายกองประจำอำเภอปกติไม่ออกตรวจตรายามวิกาลด้วยตนเองง่ายๆ การที่คืนนั้นคนผู้นี้ปรากฏตัว เห็นได้ชัดว่านัดแนะกับกรมโยธาและพรรคเพลิงอัคคีไว้ก่อน ใช้ไม้แข็งเป็นเรื่องของมิจฉาชีพ ใช้พู่กันลงทัณฑ์เป็นหน้าที่ของทางการ ทั้งสองฝั่งบีบคั้นเหวินอู๋จี้ถึงตาย ยึดที่ดินไป มันเชื่อว่าจางเสี่ยวจิ้งย่อมมองความนัยนี้ออก ดังนั้นจึงบันดาลโทสะสังหารคน

    เหยาหรู่เหนิงได้ยินเรื่องขุนนางกระทำชั่วช้ามามากมาย ทว่าที่โหดเหี้ยมเลวทรามถึงเพียงนี้ยังคงเป็นครั้งแรก ชาวบ้านธรรมดาครอบครัวหนึ่งต้องบ้านแตกสาแหรกขาดในเวลาอันสั้น จางเสี่ยวจิ้งสละชีวิตปกป้อง หากเปลี่ยนเป็นบ้านอื่นเกรงว่าจุดจบยิ่งน่าอนาถ ที่จางเสี่ยวจิ้งเคยบอกว่าฉางอันเป็นสัตว์ประหลาดกลืนกินคน คำพูดนี้ไม่เกินเลยแม้แต่น้อยอย่างแท้จริง

    สุดท้ายมันเข้าใจแล้ว เหตุใดจางเสี่ยวจิ้งพอเอ่ยถึงราชสำนัก ความแค้นเคืองจึงหนักหน่วงปานนั้น

    “อัสสุชลข้าหลั่งรินกำสรดเศร้า ถอนใจยาวเห็นประชาชีพทุกข์เข็ญ” เสียงรำพึงรำพันลอยมาจากข้างกาย เหยาหรู่เหนิงหันไปมอง พบเฉินเซินกำลังพิงเสาระเบียงทางเดิน ฟังจนเหม่อลอย

    กลอนสองวรรคที่มันท่อง เหยาหรู่เหนิงรู้ว่ามีความหมายเห็นใจและเจ็บปวดใจ เฉินเซินชมเชยว่า “เรื่องที่แม่นางเล่า เสริมเพิ่มสักเล็กน้อยก็จะเป็นบทลำนำชาวบ้านชั้นเยี่ยม แต่งจากเรื่องจริง เสียดสีทางการ” มันก้มหน้าคิด นึกอยากได้พู่กันมาจดบันทึก แต่พบว่าถุงบรรจุบทกวีถูกเผาไปแต่แรกแล้ว ได้แต่ค้นในตู้ไม้ของร้านยาดูว่ามีกระดาษกับพู่กันหรือไม่

    เหยาหรู่เหนิงงุนงง “นี่ก็แต่งเป็นกลอนได้หรือ”

    เฉินเซินโบกไม้โบกมืออย่างเคียดแค้นใจ “ไฉนมิอาจเล่า ทุกวันนี้กวีส่วนใหญ่เน้นอักษรงดงาม ไพเราะทว่าเลื่อนลอย พะวงแต่เรื่องเพ้อฝัน ไม่ยินยอมแตะต้องความจริงเบื้องหน้า บัดนี้สมควรมีคนเรียกร้องสิ่งใหม่ๆ เพื่อชีวิตจริง มิใช่เพื่อโคลงกลอน” จากนั้นก้มหน้าค้นหาอีก

    เหยาหรู่เหนิงจนปัญญา ได้แต่เร่งรัดมัน “ท่านเพียงถูกคุมตัวชั่วคราวที่จิ้งอันซือ ตอนนี้หากคิดไปจากที่นี่ สามารถไปได้ทุกเวลา”

    ตอนแรกเฉินเซินถูกคุมตัวเนื่องจากขัดขวางจางเสี่ยวจิ้งสืบคดี อีกทั้งต้องสงสัยว่ามีความสัมพันธ์กับนักรบสุนัขป่าทูเจวี๋ย ฐานะมันบัดนี้กระจ่างชัดสามารถปล่อยตัวได้ ยิ่งกว่านั้นแม้คิดกักขังก็ไร้ที่คุมขังอยู่ดี

    เฉินเซินเงยหน้าจากตู้ น้ำเสียงขุ่นเคือง “ไป? ตอนนี้ข้ายังไปไม่ได้ ม้ากับบทกวีของข้าล้วนไม่มีแล้ว พวกท่านต้องชดใช้แก่ข้า”

    “ม้ายังพอเทียบราคาได้…โคลงกลอนจะชดใช้เช่นไร”

    “อืม ง่ายดายมาก ให้ข้าติดตามไปกับพวกท่านก็พอ” สีหน้าเฉินเซินพึงพอใจที่แผนยอดเยี่ยมบรรลุผล “ที่ผ่านมาข้าจับตาดูเรื่องของแม่นางเหวิน เรื่องของชุยชี่ เรื่องของท่าน เรื่องของจางเสี่ยวจิ้งผู้นั้นตลอด ยังมีเรื่องพวกท่านจิ้งอันซือไล่ล่าชาวทูเจวี๋ย…ท่านเข้าใจเรื่องบทกลอนบ้างหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าสำหรับกวีแล้วนี่เป็นวัตถุดิบชั้นดีปานใด”

    เหยาหรู่เหนิงตาค้าง ในสายตาของคนผู้นี้เรื่องราวต่างๆ เป็นเพียงวัตถุดิบในการประพันธ์เท่านั้นหรอกหรือ มันส่ายหน้าไปมาปฏิเสธว่า “ขออภัย ข้าไม่เข้าใจกวีนิพนธ์ เพียงเข้าใจเรื่องเสียงสัมผัสเล็กน้อย”

    ทันทีที่เฉินเซินได้ยินว่ามันเข้าใจเรื่องเสียง ท่าทีเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นในบัดดล รีบพูดว่าพอแล้วๆ เท่านี้ก็สามารถสนทนากันง่ายๆ ได้แล้ว เหยาหรู่เหนิงแค่นยิ้ม ที่ว่ามันเข้าใจเรื่องเสียงเนื่องจากการส่งข่าวสารของหอสังเกตการณ์ใช้พจนานุกรมรหัสถังอวิ้นเป็นพื้นฐาน มิได้เกี่ยวข้องใดกับเสียงสัมผัสหรือการแต่งบทกวีสักนิด

    คิดไม่ถึงว่าเฉินเซินเกิดนึกสนใจใคร่รู้ขึ้นมา ตอแยให้มันอธิบายว่าเหตุใดจึงใช้ถังอวิ้นในการส่งข่าว เหยาหรู่เหนิงยกมือกุมขมับ เสียใจที่ตนเองปากมาก มันให้เฉินเซินเปิดหน้าต่าง มองจากระยะไกลสามารถเห็นโคมที่แขวนอยู่หน้าประตูใหญ่วัดฉือเปย เหยาหรู่เหนิงชี้โคมดวงนั้น อธิบายง่ายๆ ถึงหลักการหอสังเกตการณ์ กลางวันใช้เสียงกลอง กลางคืนใช้โคมไฟ สื่อสารด้วยรหัส

    เฉินเซินชมเชยว่า “ใช้โคมและกลองถ่ายทอดเสียง ใช้หมวดเสียงสระถ่ายทอดอักษร ลึกล้ำยิ่งนัก! ผู้ใดเป็นผู้คิดขึ้นมา ช่างเป็นยอดคนเสียจริง! ดูท่าจากนี้ไปข้าไม่จำเป็นต้องไปเสนอกลอนให้วุ่นวายยุ่งยาก เพียงอาศัยกลองและหอสูง กลอนของข้าก็สามารถเผยแพร่ออกไปทุกทิศ ให้คนรู้จักทั่วทั้งเมือง!”

    มุมปากเหยาหรู่เหนิงกระตุก ฝืนสะกดความคิดอธิบายพลางคิดในใจว่าเอาเถอะ เอาที่ท่านพอใจก็ดี

    เฉินเซินหันไปทางนอกหน้าต่าง ยกมือวาดไปมาให้แก่โคมไฟ ปากร่ายบทกลอน ที่แท้มันกำลังทดลองแปลงกลอนของตนเองเป็นรหัสโคม

    ในเวลานี้ประตูถูกผลักเปิดดังโครม ที่เดินเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยสวมชุดหนังมันวาวเป็นประกาย เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยมองไปรอบด้าน แล้วตะโกนถาม “ที่นี่มีคนของจิ้งอันซือหรือไม่”

    เหยาหรู่เหนิงเห็นคนแปลกหน้าจึงยกมือแสดงตนอย่างลังเล เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยกล่าวว่า “ผู้บัญชาการจิ้งอันซือมีคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ที่ยังเคลื่อนไหวได้ไปรวมตัวที่วัดฉือเปย รอรับบัญชา” เหยาหรู่เหนิงตะลึง หลี่ปี้มิใช่ถูกจับตัวไปแล้วหรือ หรือว่าช่วยออกมาได้แล้ว เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยมองแวบหนึ่ง “ผู้บัญชาการจิ้งอันซือคนใหม่” จากนั้นออกจากร้านไปแจ้งที่อื่น

    มีคนรับช่วงต่อเร็วเช่นนี้เลยหรือนี่ เหยาหรู่เหนิงรู้สึกอึดอัดใจพอควร แต่ผู้บัญชาการหลี่ถูกคนลักพาตัว หายไปอย่างไร้ร่องรอย จำเป็นต้องมีคนผู้หนึ่งกอบกู้สถานการณ์โดยเร็ว หากคนผู้นี้เป็นจางเสี่ยวจิ้งจะดีเพียงใดหนอ น่าเสียดาย นี่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

    มันวางเหวินหรั่นที่หลับสนิทเบาๆ ลงบนเสื่อ ทำสัญญาณบอกเฉินเซิน

    เฉินเซินโบกมือเป็นทำนองเชิญมันไปเถิด แม่นางผู้นี้ตนจะดูแลให้เอง ก่อนจะตั้งอกตั้งใจค้นหากระดาษพู่กันต่อไป

     

    ประตูใหญ่วัดฉือเปยห่างจากจิ้งอันซือไม่ไกล หน้าประตูเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ คนที่มาชมโคมไฟถูกกันออกไปหมดสิ้น พวกหลวงจีนปิดประตูวัด บัดนี้ในลานมีผู้คนยืนอยู่จำนวนหนึ่ง ล้วนเป็นคนของจิ้งอันซือที่รอดชีวิตและยังเคลื่อนไหวได้ สีหน้าแต่ละคนโศกสลดหม่นหมอง

    เหยาหรู่เหนิงนับจำนวนคน เหลือเพียงหนึ่งในสามของก่อนเกิดเหตุ กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าเพื่อนร่วมงานกว่าร้อยคนเสียชีวิตในการบุกจู่โจมนี้ ใจมันหนักอึ้ง คนคุ้นหน้าต่างก็มาพบกันในลาน มิได้ประสานมือทักทาย ต่างคนต่างน้ำตานอง นอกจากแสดงความยินดีที่รอดชีวิตมาได้ก็พูดอื่นใดไม่ออกอีก

    รอไม่นานนักเมื่อเสียงฆ้องดังขึ้นรอบด้าน ปรากฏทหารออกมายี่สิบกว่านาย แต่ละนายถือคบไฟส่องลานกว้างสว่างไสว ขุนนางผู้หนึ่งเดินเนิบนาบไปถึงประตูใหญ่วัดฉือเปย ก้าวขึ้นยืนบนบันได มองลงมายังลานกว้าง มันอายุราวสี่สิบปี รูปร่างสูง โหนกแก้มสองข้างสูงมาก บีบดันจนสันจมูกโด่งนูนคล้ายจะกระโดดออกมาจากใบหน้าได้ทุกเวลา ใต้คางมันมีเครามันวาวกลุ่มหนึ่ง ภายใต้แสงคบไฟเพียงแลดูก็รู้ว่ายามปกติเจ้าของเคราใช้เวลาดูแลมันมิใช่น้อย

    เหยาหรู่เหนิงสังเกตเห็นคนผู้นี้สวมชุดยาวสีเขียวอ่อนเช่นขุนนาง เข็มขัดเงินประดับหมุดทองแดงวาววับเก้าชิ้น ชุดของขุนนางระดับเจ็ด เทียบกับหลี่ปี้แล้วต่ำกว่าขั้นหนึ่ง

    เสียงฆ้องดังอีกคำรบ เป็นสัญญาณให้ทุกคนตั้งใจฟัง ขุนนางผู้นั้นถือลัญจกรทองแดง ประกาศต่อผู้คนด้านล่างด้วยเสียงกังวาน “ขอทุกท่านรับทราบ ข้ามีนามว่าจี๋เวิน ตำแหน่งทูตตรวจการฝ่ายซ้าย ผู้ตรวจการกลาง บัดนี้รับบัญชาราชเลขาธิการกอบกู้จิ้งอันซือขึ้นอีกครา ให้ทุกท่านประจำตำแหน่งเดิม มิอาจล่าช้า”

    ฐานะเช่นนี้ทำให้ผู้คนในลานกว้างวิพากษ์อื้ออึง พวกมันล้วนทราบว่าขุนเขาหนุนหลังจิ้งอันซือคือวังตะวันออก บัดนี้สำนักราชเลขาธิการส่งผู้ตรวจการผู้หนึ่งมารับช่วงต่อ เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรล้วนฟังแล้วประหลาดหูนัก

    เห็นชัดเจนว่าจี๋เวินตระเตรียมไว้ล่วงหน้า มันพยักหน้าส่งสัญญาณ ขุนนางอีกผู้หนึ่งเดินเข้ามา ในมือประคองม้วนหนังสือหนามาก ขุนนางผู้นั้นคลี่ม้วนออกอ่านเสียงกังวานไปทั้งลานกว้าง

    “ ‘กฎหมายต้าถังหกหมวด’ ม้วนที่สิบสาม ว่าด้วย ‘ผู้ตรวจการกลางแห่งสำนักตรวจการ’ ความว่าสองนครหลวงให้แบ่งทูตฝ่ายซ้ายและทูตฝ่ายขวา ต่างตรวจสอบเรื่องผิดกฎระเบียบในเขตตน อาทิ ขุนนางถูกลดขั้นสั่งย้ายและผู้โดนโทษเนรเทศแต่กลับรั้งอยู่หลบเร้นไม่ยอมไป รวมทั้งพวกหลอกลวงฉ้อโกง เพ่นพ่านยามวิกาล เล่นพนันขันต่อ ปล้นขโมยฉกชิง เข่นฆ่าก่อคดีอุกฉกรรจ์ หรือในท้องที่มีการปกครอง ทำการค้า ลักลอบยักยอกฉ้อฉลไม่เป็นดังตรากฎหมาย การกระทำผิดเหล่านี้ผู้ตรวจการกลางจักต้องตรวจสอบ และรายงานต่อสำนักตรวจการ

    เพิ่มเติม! จาก ‘ระเบียบร้อยขุนนาง’ ทูตตรวจการฝ่ายซ้ายควบคุมในนครหลวง ทูตตรวจการฝ่ายขวาควบคุมนอกนครหลวง ทั้งยงโจวและลั่วโจว ดำเนินการเดือนละรอบ ที่ตรวจสอบ ได้แก่ กรมอาญา ศาลต้าหลี่ ฟางตะวันออกและตะวันตก กองกำลังจินอู๋ คุกอำเภอ”

    เมื่อทยอยอ่านคำสั่งราชสำนักแต่ละข้อที่ซับซ้อนจนอ่านไม่คล่องปากต่อหน้าคนทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ของจิ้งอันซือจึงค่อยๆ เข้าใจ

    ผู้ตรวจการกลางประกอบด้วยสองตำแหน่ง ทูตตรวจการฝ่ายซ้ายและทูตตรวจการฝ่ายขวามีอำนาจตรวจสอบกำราบโจรทั้งสองนครหลวง ส่วนจิ้งอันซือรับผิดชอบวางแผนป้องกันทั่วทั้งนครหลวงตะวันตก หน้าที่ของหน่วยงานทั้งสองซ้อนทับกัน อาจกล่าวได้ว่าร่วมงานมิร่วมหน่วย

    ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎระเบียบหรือด้านการปฏิบัติงาน ให้ทูตตรวจการฝ่ายซ้ายเข้าควบคุมจิ้งอันซือหามีอันใดมิเหมาะสม

    ผู้ตรวจการจี๋ท่านนี้ หนึ่งมิได้อาศัยอำนาจขุนนางบังคับ สองมิได้ยืมบารมีราชเลขาธิการบีบคั้น หากแต่อ่านประกาศคำสั่งราชสำนักต่อหน้าคนทั้งปวง เห็นได้ว่าเป็นคนเคารพกฎระเบียบเคร่งครัด ตอนนี้มังกรไร้หัว ทุกคนจิตใจหวาดหวั่น กำลังต้องการคนผู้หนึ่งมากอบกู้สถานการณ์น่าอนาถนี้ ผู้ตรวจการท่านนี้ยังรับมอบอำนาจจากราชเลขาธิการ ไฉนต้องต่อต้านมันเล่า

    ความเป็นปฏิปักษ์ของทุกคนลดน้อยลง เสียงวิพากษ์ค่อยๆ เงียบลง จี๋เวินลูบเครากล่าวต่ออีกว่า “จิ้งอันซือถูกโจรร้ายลอบจู่โจม ข้าแสนปวดใจ ทว่ายามนี้หัวหน้าโจรยังไม่ถูกจับ ศัตรูกล้าแข็งยังอยู่ ยังหวังให้ทุกท่านระงับความเจ็บแค้น คำนึงถึงเบื้องสูง สังหารหัวหน้าโจรเสียก่อน แล้วจึงค่อยเซ่นไหว้วิญญาณวีรบุรุษ”

    วาจาเหล่านี้เอ่ยอย่างงดงามยิ่ง ทั้งเน้นสถานการณ์คับขัน ทั้งมีนัยว่าราชสำนักย่อมบำเหน็จรางวัลใหญ่ให้ ขุนนางเจ้าหน้าที่ใหญ่น้อยที่รอดชีวิตมาได้ของจิ้งอันซือต่างพากันประสานมือค้อมเอวกระทำคารวะ นี่คือธรรมเนียมขุนนางน้อยพบคารวะขุนนางใหญ่กว่า ยอมรับมันเป็นผู้บัญชาการจิ้งอันซือคนใหม่

    จี๋เวินเห็นคนส่วนใหญ่ยอมรับแล้วให้รู้สึกยินดี เอียงหน้าไปกระซิบกับขุนนางที่อ่านคำสั่งเมื่อครู่ “กงฝู่เอ๋ย แผนนี้ของท่านคล้ายหยาบแต่ยอดเยี่ยมนัก ได้ผลดียิ่ง”

    ขุนนางผู้นั้นตอบยิ้มๆ “ผู้น้อยย่อมไม่กล้าโป้ปดต่อตวนกง ฉวยโอกาสตีเหล็กเมื่อร้อน กระทำตามแผนเมื่อครู่เถิด”

    ในราชสำนักเรียกผู้ตรวจการว่า ‘ตวนกง’ ทูตตรวจการจะเรียก ‘ฟู่ตวน’ ขุนนางผู้นั้นเจตนาเรียกมันสูงขึ้นหนึ่งขั้น จี๋เวินได้ยินแล้วลิงโลดใจ รีบชูลัญจกรทองแดง “ทุกท่านฟังคำสั่ง!”

    นี่เป็นคำสั่งแรกนับแต่มันรับตำแหน่งผู้บัญชาการจิ้งอันซือ ทุกคนเงียบฟัง

    จี๋เวินประกาศก้อง “จิ้งอันซือถูกโจรร้ายลอบจู่โจม ย่อมมีไส้ศึกสมคบคิด ปราบโจรนอกภายในต้องสงบเสียก่อน จากนี้ไปงานแรกสุดคือต้องควักเนื้อร้ายนี้ออก ส่วนฐานะของมัน ข้าตรวจสอบกระจ่างแล้ว…” กวาดตามองไปทั่ว พบว่าทุกคนล้วนจ้องเขม็งมาที่ตน มันพึงพอใจกับผลเยี่ยงนี้มาก เอ่ยชื่อออกมาหนึ่งชื่อ “ผู้บัญชาการทหารประจำนครหลวง จางเสี่ยวจิ้ง! มันก็คือสายลับที่ร่วมมือกับพวกปลวก!”

    ผลสรุปดังกล่าวทำให้ผู้คนด้านล่างอุทานอื้ออึง

    รอยยิ้มบนใบหน้าจี๋เวินเย็นยะเยือก “ทุกท่านบางทีอาจไม่ทราบ จางเสี่ยวจิ้งก่อนหน้านี้ถูกตัดสินประหาร เนื่องจากสังหารผู้บังคับบัญชาของตน ดั่งคำกล่าวสันดานโจรยากกลับกลาย มีครั้งแรกยากเลี่ยงครั้งสอง ก่อนหน้านี้บุตรีของหวังจงซื่อถูกลักพาตัว มันก็มีส่วนร่วม บัดนี้จิ้งอันซือถูกจู่โจม ย่อมเป็นมันชักนำสุนัขป่าเข้าห้อง ถ่ายทอดคำสั่งข้าไปยังหน่วยกำลังพลประจำฟางทุกฟาง ให้ทหารทั้งเมืองออกจับตัวคนผู้นี้ ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย!”

    หยวนไจ่ยืนอยู่ด้านข้าง ม้วนประกาศคำสั่งเก็บเรียบร้อยอีกครั้งอย่างเนิบนาบ ริมฝีปากเผยอยิ้มจางๆ

    ได้ยินว่าคนร้ายที่บุกโจมตีจิ้งอันซือเรียกตนเองว่า ‘ปลวก’ ไยมิใช่ตรงกับฐานะอันต่ำต้อยของจางเสี่ยวจิ้งหรอกหรือ

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ฉางอันสิบสองชั่วยาม

    นิยายยอดนิยม

    ฉางอันสิบสองชั่วยาม

    ทดลองอ่านนิยาย ฉางอันสิบสองชั่วยาม เล่ม 3 ตอนที่ 2

    บทที่สิบแปด ต้นยามหยิน   รัชศกเทียนเป่าปีที่สาม เดือนอ้าย วันที่สิบห้า ต้นยามหยิน เมืองฉางอัน อำเภอวั่นเหนียน สี่แย...

    เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    ทดลองอ่านนิยาย เพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 17 บทที่ 2

    บทที่ 2 เข้าร่วมพันธมิตร   ครั้นผลักหน้าต่างกระดาษของห้องในโรงเตี๊ยมออก แสงแดดอันอบอุ่นกับกลิ่นอายของท้องถนนด้านล่า...

    Facebook