• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    คนในห้ามออก คนนอกสาบสูญ (Turn the Doorknob)

    ทดลองอ่าน คนในห้ามออก คนนอกสาบสูญ (Turn the Doorknob)

    บทที่ 1

    ยุนย็องฮย็อน : ห้องสองศูนย์สาม

     

    ยุนย็องฮย็อนห้องสองศูนย์สามถูกขัง

    ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำผิดอะไร หากจะมีเรื่องที่ผิดก็คงเป็นการที่เขาดันกดปิดนาฬิกาปลุกเพื่อไม่ไปเข้าฟังการบรรยายตอนสิบโมงเช้า

    เพราะเมื่อคืนเขาดื่มเหล้าฉลองให้เพื่อนร่วมรุ่นที่กลับมาเข้าเรียนอีกครั้ง กระทั่งกลับถึงห้องเมื่อไหร่ก็ยังจำไม่ได้แต่น่าจะเกินเที่ยงคืน ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว

    ยุนย็องฮย็อนรู้สึกเมาค้างจึงพยายามหาสารพัดเหตุผลเพื่อที่ตนจะได้นอนต่อใต้ผ้าห่มโดยที่ไม่ต้องเข้าเรียน ถึงจะกลัวว่าอาจโดนหักคะแนนจนต้องไปคร่ำครวญกับเพื่อนๆ ภายหลัง แต่เขาก็ยังพยายามหาข้ออ้างที่คิดว่าดีพอมาบอกกับตัวเองว่าเดี๋ยวค่อยไปออดอ้อนกราบกรานอาจารย์ทีหลังก็แล้วกัน ในที่สุดเขาก็ผล็อยหลับ ยุนย็องฮย็อนรู้สึกเหมือนตนได้นอนต่ออีกประมาณสองสามชั่วโมงแล้วค่อยตื่นขึ้นอีกครั้ง

    แต่พอลืมตาขึ้นเขากลับพบว่าบนหน้าปัดของนาฬิกาปลุกบอกเวลาสิบโมงสามสิบนาที จึงคิดว่าตัวเองนอนต่อแค่นิดเดียวแต่กลับรู้สึกสดชื่นกว่าปกติเหมือน ‘ได้เวลาเพิ่มมาฟรีๆ’ เมื่อมองผ่านหน้าต่างห้องเช่าโคชีว็อน* ที่มีขนาดไม่ใหญ่ก็เห็นแสงแดดยามเช้าที่กำลังส่องกระทบวิลล่าและร้านรวงต่างๆ ข้างถนน

    เขาสระผมในห้องน้ำอันคับแคบที่น้ำเดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน แต่แค่มันไหลให้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเขาก็ซาบซึ้งอย่างสูงสุดแล้ว ยุนย็องฮย็อนใช้ผ้าขนหนูเช็ดศีรษะเล็กน้อย แล้วเดินมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์เหมือนอย่างเคย บริเวณนี้มีพื้นไม่พอให้ตั้งเก้าอี้แบบมีพนักพิงหลัง เขาจึงใช้เตียงต่างที่นั่งจนชินแล้ว

    เมื่อเหลือบมองเวลาในคอมพิวเตอร์ เห็นมันบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงสิบสองนาที ยุนย็องฮย็อนก็พลันรู้สึกเหมือนถูกคนแทงข้างหลังเข้าอย่างจัง หากตอนแรกที่ตื่นมาแล้วพบว่าเป็นเวลานี้อยู่แล้วเขาคงไม่รู้สึกผิดมากมายนัก อาจแค่รู้สึกว่าตัวเองนอนตื่นสายเฉยๆ ช่างน่าขันเหลือเกิน

    ยุนย็องฮย็อนมองนาฬิกาปลุกอีกครั้ง มันยังคงบอกเวลาสิบโมงสามสิบนาทีเหมือนเดิม เขาชักไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นปัญหามากกว่ากัน ระหว่างโทรศัพท์มือถือรุ่นโบราณที่ตั้งเวลาปลุกทีไรแบตฯ เป็นต้องหมดไวทุกที กับนาฬิกาปลุกที่ทำหน้าที่ของตนเองไม่ได้ แต่ถ้าให้ซื้อนาฬิกาใหม่เขาว่าเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือซะยังจะคุ้มค่ากว่า ยุนย็องฮย็อนเช็กเวลาบนมือถือเพื่อจะปรับเวลานาฬิกาปลุกอีกครั้ง

    ทว่านาฬิกาบนมือถือกลับแสดงตัวเลข ‘12:00’ ดูเหมือนมันจะตายสนิทเช่นเดียวกัน เมื่อจ้องดูอีกครั้งเขาถึงพบว่าบนหน้าจอมีไอคอนเล็กๆ ที่บอกว่าสถานที่แห่งนี้อับสัญญาณปรากฏ แต่ที่นี่แม้จะไม่ใช่สถานที่ที่ดีเด่นักหนา มันก็ไม่ใช่ที่ที่สัญญาณโทรศัพท์จะมาไม่ถึงเสียหน่อย

    ดูท่าวันนี้เขาจะดวงซวยชะมัด ยุนย็องฮย็อนคิดว่าดีแล้วที่ตนตัดสินใจไม่ไปมหาวิทยาลัยพลางดับเบิ้ลคลิกไอคอนอินเตอร์เน็ตตามความเคยชิน แต่เขากลับต่ออินเตอร์เน็ตไม่ได้

    ถ้าทั้งโทรศัพท์ทั้งคอมพิวเตอร์ใช้การไม่ได้ นั่นไม่ใช่หมายความว่าเครื่องส่งสัญญาณมีปัญหาหรอกหรือ ยุนย็องฮย็อนกดอินเตอร์โฟนเพื่อติดต่อผู้ดูแลแต่มันกลับเงียบสนิท ในที่สุดความหงุดหงิดก็เริ่มถาโถมมาในจิตใจดั่งคลื่นซัด เขาผุดลุกขึ้นจับลูกบิดประตู ยุนย็องฮย็อนรู้สึกถึงการหมุนของลูกบิด แต่ประตูกลับไม่ยอมเปิด

    “ปัดโธ่โว้ย ซวยซ้ำซวยซากอะไรขนาดนี้!”

    ยุนย็องฮย็อนเตะประตูอย่างโมโห แต่ประตูยังคงนิ่ง มีเพียงข้อเท้าของเขาเท่านั้นที่เจ็บแปลบ เขาไม่สนแล้วว่าประตูจะพังหรือไม่ ยุนย็องฮย็อนพยายามใช้ไหล่กระแทก ถ้าเป็นยามปกติประตูห้องนี่ก็คล้ายจะเปิดเองได้ง่ายๆ ทุกครั้งที่ประตูตรงทางเดินห้องอื่นถูกเปิด แต่ตอนนี้มันกลับนิ่งสนิทคล้ายทำขึ้นด้วยเหล็กกล้า

    ในที่สุดเขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เขาเตะประตูเต็มแรงหมายให้มันทะลุเป็นรูพลางตะโกนแหกปาก อย่าว่าแต่ประตูจะเปิดเลย กระทั่งเสียงด่าของคนข้างห้องก็ไม่มีมาแม้แต่แอะเดียว ยุนย็องฮย็อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพยายามโทรติดต่อหนึ่งหนึ่งเก้า แต่กลับทำไม่ได้ หน้าจอยังคงแสดงสัญลักษณ์ว่าไม่มีสัญญาณอยู่เหมือนเดิม

    โทรศัพท์ใช้ไม่ได้ ประตูเปิดไม่ได้ อินเตอร์เน็ตก็ต่อไม่ติด ตลอดสามเดือนที่ยุนย็องฮย็อนอาศัยอยู่ในห้องเช่าโคชีว็อนแคบๆ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะรู้สึก ‘โดดเดี่ยว’ ได้มากขนาดนี้

    ช่องเปิดเพียงอย่างเดียวคือหน้าต่างขนาดเล็กที่อยู่บนผนังค่อนมาทางด้านล่างเท่านั้น แม้ปกติแล้วบนถนนที่มีบ้านเดี่ยวอยู่จะค่อนข้างสงบ แต่ก็มักมีหญิงวัยกลางคนเดินถือถุงซูเปอร์มาร์เก็ต หรือไม่ก็เด็กตัวเล็กๆ ที่ไถจักรยานสามล้อเล่นไปมา ทว่าตอนนี้เขากลับไม่ได้ยินเสียงใดๆ ที่บ่งบอกถึงความมีชีวิตชีวาเลยแม้แต่น้อย มันเงียบจนเขารู้สึกคิดถึงเสียงเห่าของสุนัขที่มักเป็นอุปสรรคต่อการนอนฝันกลางวันขึ้นมา

    ยุนย็องฮย็อนกดปิดโทรศัพท์มือถือแล้วเปิดใหม่ ดึงสายแลนออกจากคอมพิวเตอร์แล้วเสียบอีกครั้งพยายามต่ออินเตอร์เน็ต ลองกระทืบเท้าก็แล้ว แหกปากก็แล้ว สงสัยไม่มีใครได้ยินเสียงเหล่านี้จึงไม่มีใครโจนทะยานมาหาเขาเลย

    เวลาในหน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงวันที่เก้า เดือนห้า ปี 2012 ยุนย็องฮย็อนรู้สึกว่าตนถูกขังอยู่ในห้องชั้นสอง

    นาฬิกาปลุกตาย นาฬิกาในมือถือก็ไม่ทำงาน ในตอนนี้เขารู้เวลาจากนาฬิกาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เพียงอย่างเดียว มันพยายามทำหน้าที่ของมันอย่างถึงที่สุด แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรเขาก็ติดต่อกับบุคคลภายนอกไม่ได้เลยสักคนเดียว

    คงต้องรอจนถึงช่วงห้าหกโมงเย็น เหล่านักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียนพิเศษหรือพนักงานบริษัทถึงจะทยอยกันกลับบ้าน ทว่าหูที่แนบติดประตูกลับไม่ได้ยินหรือรับรู้ได้ถึงเสียงใดๆ จากการคงอยู่ของมนุษย์บนทางเดินด้านนอกเลยทั้งสิ้น ถนนนอกหน้าต่างก็ว่างเปล่า ไม่มีเงาสะท้อนของผู้คนที่อยู่หลังหน้าต่างของตึกฝั่งตรงข้ามแม้แต่น้อย

    เขาไม่รู้สึกว่าเวลาชะงักหรือหยุดนิ่ง ลมยังพัดให้เห็นเต็นท์ผ้าใบของร้านค้ากระพือเบาๆ แสงแดดที่ส่องกระทบถุงขนมต่างๆ ที่ถูกนำมาวางขายลดราคาซึ่งถูกวางอยู่ด้านหน้า หรือเงาด้านล่างของกล่องต่างๆ เหล่านั้น พวกมันไม่ได้ดูแข็งทื่ออย่างไม่เป็นธรรมชาติ

    ทว่านั่นกลับดูน่าสะพรึง บนถนนที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูปกติกลับไร้ร่องรอยของผู้คนแม้แต่คนเดียว

    กว่ายุนย็องฮย็อนจะเลิกต่อต้านและพยายามพิจารณาสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ในแบบนอกเหนือสามัญสำนึกทั่วไปก็ล่วงสู่เวลาสองทุ่มแล้ว เขาทั้งลองเปิดน้ำในห้องน้ำ ร้องเพลงเสียงดังโหวกเหวก พยายามพังหน้าต่างให้แตก และอื่นๆ อีกมากมาย แต่กลับไม่มีใครโต้ตอบเขาทั้งนั้น

    ถึงอย่างไรเขาก็ยังพยายามคิดว่าตนไม่ได้ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เหนือธรรมชาติใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าพอถึงยามค่ำคืน แม้เวลาล่วงเลยสองทุ่มไปแล้ว ทิวทัศน์นอกหน้าต่างกลับยังคงมีแสงแดดของยามเช้าปรากฏอยู่เช่นเดิม แม้ไม่อยากจะยอมรับแต่จิตใจกลับไม่อาจปฏิเสธ

    สถานการณ์แบบนี้คืออะไรกันแน่ มันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือเปล่า หรือเขากำลังฝัน ถ้าเป็นแบบนั้นก็ค่อยสมเหตุสมผลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ในตอนนี้ แต่เขาตบหน้าตนเองก็แล้ว ทำไมถึงไม่ตื่นจากฝันเสียที เขากุมหน้าที่เริ่มบวมแล้วทรุดนั่งลงบนเตียงอย่างเหม่อลอย น้ำตาเริ่มไหลพราก

    หรือเขาตายไปแล้ว บางทีอาจเกิดไฟไหม้รมจนเขาขาดอากาศตายกลายเป็นผีที่ถูกขังในห้องไปชั่วนิรันดร์ ยุนย็องฮย็อนทั้งหวาดกลัวทั้งรู้สึกว่าเหลวไหล

    เขาทำอะไรผิด ทำไมตายแล้วยังต้องถูกขังในนรกอันแสนอึดอัดขนาดนี้ ยุนย็องฮย็อนพลันตระหนักได้ว่าท้องของเขาไม่รู้สึกหิว คอก็ไม่รู้สึกกระหายใดๆ ทั้งสิ้น

    หรือเขาจะเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ชายหนุ่มนั่งกอดเข่า หยาดน้ำตาเปียกต้นแขนหนา ดูน่าเวทนาหาใดเปรียบ ยิ่งยุนย็องฮย็อนคิดเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกรันทด เขาตะเบ็งเสียงร้องดังโหยหวนกว่าเดิม สะอึกสะอื้นเหมือนตอนที่เป็นเด็กประถมแล้วคิดถึงแม่ขณะนั่งหน้ากองไฟตอนเข้าค่าย

    พอได้ปลดปล่อยจึงรู้สึกโล่งขึ้นบ้าง ยุนย็องฮย็อนใช้หลังมือเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนไปบนเตียง ก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ถึงต่ออินเตอร์เน็ตไม่ได้แต่เขายังเล่นเกมได้ แถมยังมีไฟล์หนังกับละครที่ตนเองแอบโหลดฟรีแบบผิดกฎหมายเก็บไว้อีกต่างหาก ก่อนอื่นเขาควรสงบจิตสงบใจ อย่าไปคิดอะไรให้ฟุ้งซ่าน ลองใช้เวลาไปเรื่อยๆ

    ถ้าเขาไม่โผล่ไปที่มหาวิทยาลัยสักสองสามวัน บางทีอาจมีใครสักคนเห็นถึงความผิดปกตินี้ น่าจะมีสักคนสิที่เอะใจ…

    ยุนย็องฮย็อนเล่นเกมโน้นเกมนี้ไปเรื่อย ทว่าด้านนอกก็ยังคงสว่างไสวเช่นเดิม เมื่อดูเวลาก็พบว่าล่วงเข้าสู่รุ่งเช้าวันใหม่แล้ว วันที่สิบ เดือนห้า ยุนย็องฮย็อนตัดสินใจเอนหลังนอนทั้งๆ ที่ไม่ง่วง เขาใช้เวลาผ่านไปโดยที่ไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของมนุษย์ใดๆ ทั้งสิ้นตลอดวัน

    ยุนย็องฮย็อนพลันลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทุบประตู

     

    * โคชีว็อน 고시원 คือห้องเช่าขนาดเล็กมักตั้งอยู่ใกล้ย่านมหาวิทยาลัย


    บทที่ 2

    ฮันซึลกี : ห้องสองศูนย์เก้า

     

    พ่อแม่ของฮันซึลกีช่างโหดร้ายที่ตั้งชื่อนี้ให้เขาโดยไม่คิดเลยว่าเมื่อลูกชายของตนอายุเข้าสามสิบเอ็ดปีจะคิดเห็นอย่างไร ปัจจุบันนี้มีผู้ชายมากมายที่ถูกตั้งชื่อว่าโพรัมหรือแม้กระทั่งซูจ็องซึ่งถือเป็นชื่อที่ค่อนข้างอ่อนหวาน ทว่าเขาผู้จบการศึกษาแผนกอารักขาและรักษาความปลอดภัย ทั้งยังได้เข้าทำงานในหน่วยงานของบริษัทรักษาความปลอดภัย ชื่อนี้ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัด

    ว่าไปแล้วการที่เขาออกกำลังกาย หรือแม้แต่เข้าศึกษาแผนกอารักขาและรักษาความปลอดภัยนั้น ล้วนแล้วแต่เพราะชื่อของเขาทั้งสิ้น เขาเกลียดการโดนล้อเพราะชื่อที่ดูเหมือนผู้หญิงจึงหันมาออกกำลังกายจนเคยชินและกลายเป็นนิสัย ในที่สุดก็กลายมาเป็นความปรารถนาแห่งอาชีพ

    เพราะชื่อทำให้เขาพยายามสร้างรูปลักษณ์ที่แตกต่างและหาอาชีพที่ไม่เข้ากับชื่อของตน เมื่อมาถึงตอนนี้แล้วคงยากที่จะสาวปมหาต้นตอว่าปัญหาเกิดตั้งแต่จุดใดกันแน่

    อาชีพการงานของเขาเกี่ยวข้องอะไรกับสถานการณ์ในตอนนี้น่ะหรือ ที่อธิบายไปมากมายก็เพื่ออยากบอกว่าต่อให้เขาจะพยายามกระแทกประตูห้องโคชีว็อนอันโกโรโกโสนี้แรงแค่ไหน มันก็ไม่กระเทือน ไม่มีท่าทีว่าจะเปิดออกเลยแม้แต่น้อย

    งานส่วนใหญ่ของบริษัทรักษาความปลอดภัยมักเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรง ถ้าฮันซึลกีทำไม่ไหว คนธรรมดาก็แทบเรียกว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขามีความรู้พื้นฐานและรู้ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการพังประตู แต่ประตูไม้ของโคชีว็อนกลับต้านทานแรงเขาได้อย่างเหลือเชื่อ ฮันซึลกีใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ย้อยลงมาถึงคาง ใบหน้ายับย่น

    “ปัดโธ่เว้ย! นี่มันอะไรกัน”

    วันก่อนเขาเข้าเวรดึก ฮันซึลกีจึงตื่นนอนในเวลาบ่ายคล้อยที่เกือบเย็นย่ำ แต่ตอนนั้นวิวทิวทัศน์ด้านนอกยังมีแสงแดดเจิดจ้าของช่วงบ่าย เขาแค่รู้สึกตงิดนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดว่าเป็นเพียงเงาเคลื่อนผิดทิศ เพราะไม่มีตารางงานจึงนอนกลิ้งเกลือกอยู่ในห้องเล่นๆ กว่าจะรู้สึกถึงวิกฤตก็ผ่านไปพักใหญ่

    ฮันซึลกีทดลองติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอกแล้วทุกหนทาง ช่วงแรกๆ ที่พยายามหาทางติดต่อและค้นหาทางออกจากห้องเพราะเขาต้องเข้างานในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ความรู้สึกผิดที่ต้องหาเพื่อนร่วมงานมาทำงานแทนก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ทางโน้นยังมีคนทดแทนในกรณีฉุกเฉิน แต่เขานี่สิ ลำพังตนเองยังเอาตัวไม่รอด จึงไม่มีกะจิตกะใจไปใส่ใจคนอื่นอีก ถ้าจะไล่ออกก็เชิญไล่ไปสิ

    ปกติแค่ใช้เครื่องดูดฝุ่นมือถือขนาดเล็ก คนข้างห้องก็บ่นแล้วบ่นอีก แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงแหกปากของฮันซึลกีเลยแม้แต่น้อย เขาได้แต่อึ้งและงุนงงกับสถานการณ์ที่คล้ายโลกนี้มีเพียงตนอยู่คนเดียวเท่านั้น

    “มีใครอยู่ข้างนอกไหม!”

    ฮันซึลกีเงียบรอการโต้ตอบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแหกปากร้องตะโกนเป็นระยะๆ จนหมดแรง เขาหงายตึงนอนไปบนเตียง เหม่อมองเพดาน เอี้ยวคอมองด้านนอก ทั้งๆ ที่น่าจะเข้าสู่ยามค่ำคืนแล้วแต่ภาพด้านนอกที่เห็นกลับสว่างเจิดจ้าเหมือนกับตอนเพิ่งตื่นนอน

    สิ่งอำนวยความสะดวกที่อยู่ในห้องโคชีว็อนมีเพียงโน้ตบุ๊กที่วางอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะ ราวแขวนผ้า และตู้เย็นขนาดเล็ก เพราะห้องไม่กว้างพอจะนำสิ่งใดมาวางได้อีกแล้ว บนราวแขวนผ้ามีเพียงเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนไม่กี่ตัว เพราะเขามีชุดยูนิฟอร์มที่ใช้สวมขณะทำงานอยู่แล้ว แถมเมื่อถึงวันหยุดก็ต้องกลับบ้าน ห้องนี้จึงมีไว้เพื่อใช้นอนเท่านั้น

    เลิกงานเข้าห้อง นอน กิน กลิ้ง แป๊บๆ ก็ถึงเวลาเข้างาน เขาใช้ชีวิตทั้งหมดไปกับงานและงานเท่านั้น จะว่าเพราะเงินก็ไม่ผิด แต่ที่จริงเพราะเขาถนัดเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว จะไปไหนก็คงไม่แตกต่าง จึงเอาแต่ทำงานเก็บเงินและเก็บเงิน เก็บไปเรื่อยๆ วันหนึ่งคงเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้ เมื่อตำแหน่งสูงขึ้นงานที่รับผิดชอบก็มากขึ้น ผลตอบแทนก็มากตามไปด้วย ไหนๆ เขาก็ไม่มีงานอดิเรกที่ชื่นชอบเป็นพิเศษจึงเอาแต่ทำงาน นอน ทำงานและก็นอน ชีวิตวนเวียนไปมา

    เมื่อถูกขังอยู่ในที่แคบแบบนี้ ทำให้เขาตระหนักได้ว่านอกจากเรื่องงานแล้วตนก็ไม่มีความสามารถอื่นเลย เขาพลันนึกสงสัยดูจากเสื้อผ้าที่มีอยู่ไม่กี่ชุดนี้ ที่จริงน่าจะเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเลยไม่ใช่หรอกหรือ

    ฮันซึลกีเล่นเกมที่มีในโน้ตบุ๊กฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ จนแถบแสดงเวลาที่เคยบ่งบอกว่าเป็นช่วงกลางคืนเดินเข้าสู่เช้าวันใหม่ ในที่สุดฮันซึลกีก็รู้สึกเอียนกับเกมจึงเงยหน้าขึ้นและหยิบโทรศัพท์มือถือมารูดหน้าจอพลางครุ่นคิด

    ตอนแรกที่เผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้เขาคิดจะโทรหาใครสักคน แต่เพราะโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณจึงได้แต่ตัดใจ พอลองเลื่อนดูหมายเลขโทรศัพท์ก็เห็นว่ามีเพียงเบอร์ของที่บ้าน เพื่อนร่วมงานไม่กี่คน และเพื่อนสมัยเรียนมหา’ลัยที่ไม่รู้ว่าติดต่อไปตอนนี้จะรับหรือไม่อีกสองสามคน บางทีหมายเลขของลูกค้าที่ถูกบันทึกในเครื่องพีดีเอ* ที่ใช้สำหรับทำงานยังมีมากกว่าเสียอีก

    ชีวิตของเขาช่างดูว่างเปล่าเสียจริง ฮันซึลกีเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มือถือดูอย่างอ่อนล้า

    ตอนนั้นเองสายตาเขาพลันสะดุดเข้ากับชื่อประหลาดที่ถูกบันทึกเอาไว้ ‘พิซซ่าฮัท’ โดยทั่วไปคงคิดว่าเป็นเบอร์ร้านพิซซ่าที่บันทึกเอาไว้เพื่อใช้สั่งดีลิเวอรี่ แต่หมายเลขนี้กลับขึ้นต้นด้วยศูนย์หนึ่งศูนย์ซึ่งเป็นเบอร์โทรศัพท์มือถือของบุคคลทั่วไป

    เขาไม่ได้รู้จักพนักงานส่งอาหารเป็นการส่วนตัว แม้อยากจะคิดว่าอาจมีใครสักคนมาแกล้งเปลี่ยนชื่อในโทรศัพท์มือถือ แต่เขาก็รู้ดีว่าตนไม่ได้มีเพื่อนที่สนิทมากพอที่จะแกล้งเล่นแบบนี้

    นี่เบอร์ของใครกัน

    ไหนๆ ก็มีเวลาเหลือเฟือและไม่มีอะไรให้ทำ เขาจึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักฮันซึลกีก็นึกถึงใครบางคนที่น่าจะเป็นเจ้าของหมายเลขนี้ออก

    ช่วงที่ฮันซึลกีย้ายเข้ามาอยู่ในโคชีว็อนได้ไม่นาน หลังจากที่กลับมาจากเข้าเวรดึก แถมยังต้องแบกตู้เย็นขึ้นบันไดทั้งๆ ที่อยู่ในสภาพอ่อนล้า จู่ๆ เขาก็ชนเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังแบกกล่องขยะมากมายท่วมหัวซึ่งเดินสวนลงมา ผู้ชายคนนั้นแค่ทำกล่องหล่นสองสามกล่อง แต่ฮันซึลกีกลับเหยียบกล่องพิซซ่าที่อีกฝ่ายทำหล่นจนลื่นไถลล้มลงไปพร้อมกับตู้เย็น สติของเขาตื่นตัวเต็มที่เพราะเสียงตู้เย็นกระแทกพื้นดังโครมจนเขาใจเสียนึกว่าตู้เย็นคงเสียแน่แล้ว

    ‘บ้าเอ๊ย! มองไม่เห็นคนรึไง’

    อีกฝ่ายคงตกใจที่เห็นเขาล้มกระแทกพื้นเสียงดังจึงรีบวางกล่องขยะที่เหลือในมือแล้วเข้ามาช่วยพยุงฮันซึลกีให้ลุกขึ้น

    ‘ขอโทษครับ คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม’

    แม้อีกฝ่ายพยายามขอโทษขอโพย แต่เพราะฮันซึลกีถือของหนักและอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้จึงไม่ยอมคลายโมโหลงง่ายๆ เขาหน้านิ่วคิ้วขมวดแสดงอาการฉุนเฉียวไม่เลิก

    ‘ดูไม่เป็นไรรึไง ถ้าเดี้ยงขึ้นมาจะทำไง ปัดโธ่เว้ย ถ้าตู้เย็นฉันเสีย นายจะซื้อใช้ให้ไหม’

    ทว่าพวกเขาทั้งคู่ต่างเดินสวนกัน จึงไม่อาจโทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมลง ซ้ำยังแสดงอาการเกรี้ยวกราดเกินขอบเขตของมารยาท ชายหนุ่มจึงคิดว่าตนคงต้องแข็งขืนขึ้นบ้างแล้ว

    ‘อ้อ ครับ เรื่องที่ควรขอโทษผมก็ขอโทษไปแล้ว ว่าแต่ว่าพวกเราทั้งสองฝ่ายต่างก็มองไม่ค่อยเห็นข้างหน้าเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ คุณบาดเจ็บ ผมก็ขอโทษไปแล้ว คุณยังจะถามหาอะไรจากผมอีก ถ้าคุณบาดเจ็บมาก ผมก็คงช่วยค่ารักษาตามที่เห็นสมควร’

    ฮันซึลกียังหนุ่มจึงเลือดร้อน ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเถียงฉอดๆ ก็ยิ่งรู้สึกเหม็นขี้หน้า

    ‘เฮ้ย เพิ่งเคยเห็นคนอะไรหน้าด้านแบบนี้’

    ‘ก็ดูแข็งแรงดีนี่ครับ ขอผมไปทิ้งขยะก่อนเดี๋ยวค่อยมาคุยต่อได้ไหม’

    ตอนนี้คนที่อาศัยในโคชีว็อนก็ค่อยๆ เยี่ยมหน้ามาดูเหตุการณ์แถวๆ บันได บ้างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ฮันซึลกีที่โกรธจนหน้าเขียวคิดจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ชายหนุ่มคู่กรณีกลับหยิบกล่องพิซซ่าเดินลงไปแล้ว

    ฮันซึลกีที่หงุดหงิดได้แต่ขยับวางตู้เย็นไว้ด้านข้างและนั่งลงรออยู่ที่เดิม เพราะลื่นล้มกระแทกบันไดจนรู้สึกว่าภายในปากน่าจะแตกเป็นแผล เขาลองใช้ลิ้นดุนดูจนสะดุ้งด้วยความเจ็บ แต่เหนือความเจ็บนั้นคือ ‘ความอับอาย’ คนที่ออกมามุงดูเริ่มทยอยกลับเข้าห้องของตน เพราะต่างไม่สนใจอะไรหากไม่เกิดเสียงดังขึ้น ประเดี๋ยวประด๋าวก็ลืมแล้ว

    ชายหนุ่มคนนั้นทิ้งขยะเสร็จแล้วก็ขึ้นบันไดกลับมา เขาชะงักเมื่อเห็นฮันซึลกี แล้วจึงมองอีกฝ่ายสลับกับตู้เย็นที่อยู่ด้านข้างไปมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

    ‘จะให้ผมแบกเอาไปส่งหรือไงครับ’

    ฮันซึลกียกมือเท้าคางจ้องอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะพยักหน้า

    ‘เออ’

    ชายหนุ่มทำปากยื่นก่อนจะก้มยกตู้เย็นขึ้น แค่ยกยังดูซวนเซขนาดนี้ ดูท่าคงเป็นนักศึกษาอ่อนแอปวกเปียกทั่วไป

    ทั้งคู่เดินไปยังห้องหมายเลขสองศูนย์เก้าที่ฮันซึลกีอยู่ ฮันซึลกียื่นโทรศัพท์มือถือให้ชายหนุ่มที่เพิ่งวางตู้เย็นลงบนพื้นอย่างทุลักทุเล อีกฝ่ายเอ่ยถามเขาด้วยสีหน้างุนงง

    ‘อะไรเหรอครับ’

    ‘จะอะไรล่ะ เอาเบอร์โทรมาซะ’

    ไม่ใช่เพราะพิศวาสอีกฝ่ายอะไรทั้งนั้น ชายหนุ่มจ้องฮันซึลกีนิ่ง คล้ายอึ้งในการกระทำของเขา แต่เพราะความทะนงตัวจึงไม่คิดถอยให้อีกฝ่ายเช่นกัน

    ‘ถ้าให้เบอร์มั่ว เตรียมตัวตายได้เลย เห็นๆ กันอยู่ว่านายอยู่ใกล้แค่นี้’

    ถ้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวก็จงย้ายไปซะ

    อีกฝ่ายเห็นเขายังคงยื่นโทรศัพท์มือถือให้ จึงหยิบไปใส่หมายเลขแล้วยื่นคืนให้ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

    ‘ห้องสองศูนย์สามครับ’

    ‘เออ กลับไปซะ’

    ผู้ชายคนนั้นออกจากห้องของเขาแล้วเดินไปเปิดประตูห้องสองศูนย์สามจริงอย่างที่พูดก่อนจะกระแทกปิดอย่างแรง ฮันซึลกีปิดประตูห้องของตนแล้วขยับมือไปมาเช็กสภาพร่างกาย นอกจากแผลในปากแล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรผิดปกติ เขาลองเสียบปลั๊กตู้เย็น โชคดีเหลือเกินที่มันไม่เสีย

    หลังจากเช็กดูว่าไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ ฮันซึลกีจึงเริ่มรู้สึกผิดกับชายหนุ่มห้องสองศูนย์สาม แต่ก็ยังเก็บหมายเลขโทรศัพท์ของอีกฝ่ายเอาไว้เผื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นในอนาคตในฐานะที่เขาเป็นผู้เสียหาย

    ทว่าเขากลับไม่มีเรื่องราวให้ติดต่อเจ้าของเบอร์นี้ และเขาไม่ควรก่อปัญหาขึ้นอีก หรือหากเกิดปัญหาจริงๆ เช่นพวกปัญหาทางกระดูก หลังจากหัวเย็นลงแล้วเขาก็ไม่กล้าติดต่ออีกฝ่ายอยู่ดี

    ชายหนุ่มคนนั้นอาศัยอยู่ห้องสองศูนย์สามที่ใกล้แค่เอื้อม แต่ตอนนี้ฮันซึลกีกลับไปห้องนั้นไม่ได้ เขาเผลอกดโทรออกหาชายหนุ่มคนนั้น แน่นอนว่าย่อมติดต่อไม่ได้เช่นเดิม ในสมองเขาเต็มไปด้วยความสับสน ก่อนผุดลุกขึ้นมาตะโกนแหกปากพร้อมกับเตะประตูอย่างแรง

    “โคชีว็อนห่วยแตก!”

    เสียงดังโครมครามสะเทือนเลื่อนลั่นพร้อมกับบานประตูที่เปิดออกอย่างกะทันหัน


    * PDA ย่อมาจาก Personal Digital Assistant หมายถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ช่วยอำนวยความสะดวกในการจดบันทึก เก็บข้อมูล หรือเตือนเวลานัดหมาย

     

    บทที่ 3

    มุนมินจ็อง : ห้องสามศูนย์สาม

     

    นักศึกษาหญิงที่ไม่รู้จักชื่อซึ่งอาศัยอยู่ในห้องสามศูนย์สองได้ย้ายออกไปเมื่อไม่นานมานี้ เธอคนนั้นเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับห้องสองศูนย์สองด้วยปัญหาเสียงดังระหว่างชั้น มุนมินจ็องที่อาศัยอยู่ห้องด้านข้างก็คิดว่าเธอทำเสียงดังจริงๆ แต่ผู้ดูแลโคชีว็อนรวมถึงเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ต่างก็มีความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกันว่าผู้ชายที่อาศัยอยู่ในห้องสองศูนย์สองนั้นออกจะเป็นคนเรื่องมากไปหน่อย ใช่ว่านักศึกษาหญิงที่อาศัยอยู่ที่ห้องสามศูนย์สองนั้นไม่มีความผิด แต่น่าจะเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบขี้หน้าผู้ชายที่อยู่ห้องสองศูนย์สองนั้นมากกว่า

    อย่างไรก็ตาม นักศึกษาหญิงที่อยู่ห้องสามศูนย์สองคงทนความงี่เง่าของอีกฝ่ายไม่ได้จึงขอย้ายออกจากห้องไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ดังนั้นห้องข้างๆ มุนมินจ็องจึงกลายเป็นเพียงห้องว่าง ทำให้เธอไม่คิดจะเคาะผนังห้องทางฝั่งนั้น เธอพยายามเคาะผนังห้องอีกฝั่งเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ

    เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าโชคดีไปที่ห้องสองศูนย์สามนั้นไม่ใช่คนความรู้สึกไวอย่างห้องสองศูนย์สอง แต่ขณะที่เธอกระทืบเท้าในห้องเสียงดังโครมครามเพื่อบอกให้คนชั้นล่างรู้ว่าเธออยู่ในห้องและไร้ซึ่งเสียงตอบรับ มุนมินจ็องอดคิดไม่ได้ว่าในโลกนี้ยังมีคนความรู้สึกทื่อด้านขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ น้ำตาไหลเป็นสายเมื่อเธอเริ่มรู้ตัวว่าปัญหาที่แย่กว่าการที่คนชั้นล่างไม่ได้ยินเสียงกระแทกเท้าระหว่างชั้น คือการยอมรับในที่ทำงานของเธอต่างหาก

    เธอที่เพิ่งได้งานทำจะต้องมาเผชิญวิกฤตถูกไล่ออกแบบนี้หรือ

    เนื่องจากเธออยู่ที่บ้านไม่ได้อีกต่อไป จึงอุตส่าห์หางานทำจนได้และเข้ามาอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ ของโคชีว็อนแห่งนี้ หากต้องถูกไล่ออกเพราะออกจากโคชีว็อนไม่ได้ เธอต้องอกแตกตายแน่ มุนมินจ็องนั่งกอดเข่าสะอื้นไห้ตัวโยน

    การมีชีวิตในกรอบที่ดีทำไมถึงได้ยากขนาดนี้

    มุนมินจ็องเป็นหญิงสาวที่สวย แต่กลับก่อกำแพงเป็นชั้นๆ ขวางกั้นการเรียนมาตั้งแต่เด็ก เธอเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่มัธยมต้น เคยเข้าพรรคเข้าพวกกับเพื่อนกลั่นแกล้งคนอื่นด้วยกันก็หลายครั้งหลายครา ชอบวาดอายไลเนอร์หนาๆ บนดวงตา เปลี่ยนแววตาที่คล้ายกับลูกหมาให้ดูร้าย เป็นเด็กนักเรียนเกเรทั่วไป

    แต่โชคดีที่เธอกลับตัวทัน นั่นเพราะตระหนักได้ว่าการมีชีวิตที่เอาแต่เล่นไปเรื่อยๆ ย่อมมีขอบเขต

    เธอจึงหันมาตั้งใจเรียนพอเป็นพิธี แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยเฉพาะด้าน เธอไม่ได้สอบเข้า ‘คณะเด่นๆ ที่ศึกษาเฉพาะทาง’ แต่สอบเข้าคณะที่รับจำนวนคนให้เต็มเฉยๆ เพราะการเรียนช่างไม่สนุกเอามากๆ เธอจึงเร่งเรียนให้จบภายในสองปีโดยไม่หยุดพักการเรียนเลยแม้แต่น้อย มุนมินจ็องไม่ได้คาดหวังอะไรเกี่ยวกับงานหลังเรียนจบ และพ่อแม่ก็ไม่เคยคาดหวังในตัวเธออยู่แล้ว เธอจึงไม่มีความฝันใดๆ มีชีวิตอยู่ไปวันๆ คาดหวังเกี่ยวกับชีวิตเพียงว่าชาตินี้คงอยู่อย่างไม่อดตาย

    มุนมินจ็องที่มีชีวิตแบบนั้นก็เคยมี ‘เพื่อน’ ติดต่อมาเกี่ยวกับงานช่วงปิดเทอมฤดูหนาวสมัยอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง

    ‘ห้ามพูดอะไรเฉิ่มๆ อีกเชียว ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ว่าไปอย่าง สมัยนี้ก็แค่จับมือนิดๆ หน่อยๆ ถ้าเธอรู้สึกไม่ดี อยากจะออกก็ออกได้ ไม่มีใครว่าอะไรหรอก จริงไหม!’

    เพื่อนสนิทที่เคยใช้ชีวิตเสเพลในช่วงวัยรุ่นด้วยกันพยายามชักชวนมุนมินจ็องไปทำงานเป็นสาวร้านคาราโอเกะ แต่เพราะมุนมินจ็องรู้ว่ามันเป็นงานแบบไหนจึงแสดงอาการต่อต้านเต็มที่ ทว่าเพื่อนของเธอก็ยังพยายามโน้มน้าวทุกวิถีทาง

    ‘มินจ็อง ฉันรู้นะว่าเธอจินตนาการไปไหนต่อไหนแล้ว เธอคงคิดสินะว่าจะมีผู้ชายท่าทางเถื่อนๆ มารับตัว พอเสร็จงานก็เอามาส่ง ถ้าไม่ออกมาทำงานก็จะมีคนไปหาถึงบ้าน พอเข้างานก็มีแต่พวกตาแก่หัวงูมาลูบๆ คลำๆ ได้เงินมาก็ถูกยึดเข้าร้านอะไรอย่างงี้ล่ะสิ ใช่ไหม’

    สาวร้านคาราโอเกะในจินตนาการของมุนมินจ็องเป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอจึงพยักหน้ารับเงียบๆ เพื่อนเธอหัวเราะคิกคัก ยกมือตบโต๊ะในร้านกาแฟ

    ‘ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน! แต่ว่ามันไม่ใช่หรอก ไม่ใช่แบบนั้นจริงๆ นะ เธอลองมาทำสักวันนึง ถ้าไม่ชอบใจจะไม่มาอีกก็ได้! ฉันรับรองว่าจะไม่รั้งเธอเอาไว้เลยเอ้า!’

    เพื่อนพูดถึงขนาดนี้มุนมินจ็องจึงเริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง ไหนๆ ตอนนี้เธอก็ไม่ได้รับเงินจากทางบ้านแล้ว เงินที่ได้รับจากพี่ชายที่เป็นพนักงานบริษัทก็ต้องคอยดูสีหน้าว่าขอได้หรือไม่ แถมตอนนี้เธอก็กำลังหางานพิเศษจากที่โน่นที่นี่ทำระหว่างปิดเทอมฤดูหนาว มุนมินจ็องครุ่นคิด และด้วยความอยากออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอกอันแสนโหดร้ายนี้จึงตัดสินใจตามเพื่อนคนนั้นไป

    งานที่ว่าก็ไม่ได้ลำบากอย่างที่เธอเคยคิด ร้องเพลงหนึ่งชั่วโมง เป็นเพื่อนคุยให้อีกฝ่าย ถ้าอยากจับมือก็ปล่อยให้จับ หรือหากอีกฝ่ายเมาหรือพูดจาไม่ดี เธอก็ออกมาได้จริงๆ ถ้ารวมเวลาไปกลับแล้วก็แค่ทำงานเพียงห้าชั่วโมง เงินที่ได้มาเมื่อหักค่าหัวคิวให้ ‘หัวหน้างาน’ เธอก็ยังเหลือตั้งหนึ่งแสนวอน

    วันนั้นเธอเลิกงานสาวร้านคาราโอเกะ เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยเกินเที่ยงคืนจนไม่มีรถโดยสารแล้ว ขณะที่มุนมินจ็องกำลังคิดจะไปนอนที่ร้านซาวน่า เพื่อนที่ชวนเธอทำงานก็ต้องการเลิกงานและขอตามเธอไปด้วย พวกเธอทั้งคู่พากันเข้าร้านกาแฟที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงและนั่งดื่มกาแฟคุยกัน

    ‘ฉันบอกแล้วไง งานนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดใช่ไหมล่ะ’

    งานนี้จะน่ากลัวหรือไม่นั้นก็คงต้องทำไปเรื่อยๆ จนไม่พบเห็นเรื่องร้ายจริงๆ จึงกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าไม่น่ากลัว ทว่าอย่างน้อยๆ ตอนนี้มุนมินจ็องก็คิดว่างานนี้เข้าท่ากว่าที่เคยคิด จึงพยักหน้ารับด้วยดวงตาเป็นประกาย

    ‘งั้นมั้ง’

    มุนมินจ็องไม่ได้เลิกการเป็นสาวคาราโอเกะที่ผิดกฎหมายด้วยเหตุผลเพราะศีลธรรมอันดีงามอะไรนั่น และเธอก็ไม่ได้เป็นคนที่มีจริยธรรมกับศีลธรรมอันดีงามในจิตใจตั้งแต่ต้น ยิ่งไม่ใช่เพราะว่าเธอถูกแขกที่เมามายด่าสาดเสียเทเสียอย่างรุนแรง แต่ที่เธอเลิกก็เพราะเธอตระหนักว่างานที่ดูง่ายและสบายนี้กำลังกัดกร่อนชีวิตของเธออยู่ต่างหาก

    เงินนั้นหามาง่าย แม้ไม่ใช่แบรนด์เนมหรูหราแต่แค่สิบวันมุนมินจ็องก็เก็บเงินซื้อกระเป๋าแบรนด์กลางๆ ได้แล้ว หญิงสาวบางคนที่ใจใหญ่หน่อยถึงขั้นหยิบยืมเงินจาก ‘หัวหน้างาน’ เพื่อซื้อของแบรนด์เนม แล้วจึงทำงานใช้เงินคืนในแต่ละค่ำคืน เมื่อเห็นผู้หญิงเหล่านั้นมุนมินจ็องจึงคิดว่าเธอไม่ควรใช้ชีวิตบนเส้นทางนี้ ไม่งั้นสักวันเธอคงกลายเป็นแบบนั้นเหมือนกัน

    ในขณะที่มุนมินจ็องกำลังใช้ชีวิตอู้ฟู่โดยไร้ซึ่งความรู้สึกผิดหรือรู้สึกถึงวิกฤตใดๆ คนคนหนึ่งกลับปลุกเธอที่กำลังตกอยู่ในบ่วงให้ฟื้นขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริง

    หากไม่ใช่เพราะ ‘เธอคนนั้น’ ป่านนี้มุนมินจ็องก็คงหลงระเริงอยู่ในโลกนั้น

    เธอปรารถนาที่จะมีชีวิตอย่างที่ถูกที่ควร ไม่ใช่อยู่เพื่อใคร แต่เพราะเพื่อตัวของเธอเอง และเพื่อความปรารถนานั้น วันนี้เธอก็ควรไปทำงานเป็นคอลล์เซ็นเตอร์ที่ต้องทำงานอยู่กะดึก งานรับโทรศัพท์ที่ถูกลูกค้าก่นด่าและต้องทำงานจนมืดค่ำดึกดื่นนั้นแม้ได้เงินเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงานในอดีต ทว่างานนี้กลับเป็นงานที่มุนมินจ็องต้องการอย่างมาก

    ดังนั้นเธอจะมานั่งจ๋องอยู่ภายในห้องแบบนี้ไม่ได้ มุนมินจ็องคว่ำหน้าร้องไห้โฮอยู่บนเตียง อยากนั่งรับโทรศัพท์ที่เคยเกลียดแสนเกลียดนักหนา

    ยิ่งกว่าการขาดเงิน เธอกลัวว่าตัวเองจะหันไปเลือก ‘งานง่ายๆ’ ในอดีตอีก

    ร้องห่มร้องไห้อยู่นานจนหมดเรี่ยวแรง ได้แต่นอนอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก มุนมินจ็องคิดในใจ ไหนๆ ก็เป็นอย่างนี้แล้ว ปล่อยเอาไว้สักสองวัน สามวัน สี่วัน ถูกขังจนใกล้ตาย คงมีคนมาช่วยเองแหละ ถ้าเธอไม่ไปทำงานสักวัน หัวหน้าทีมคงค่อนแคะกระแหนะกระแหนว่าทำไมไม่มาทำงานอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น แต่ถ้าเธอขาดงานติดต่อกันหลายวันเข้า พวกเขาคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เมื่อเป็นแบบนั้นเขาคงไม่โกรธเธอเท่าไหร่หรอก

    ในเวลาที่ควรทำงานยุ่งจนหัวปั่นแต่เธอกลับอยู่นิ่งๆ ในห้องแบบนี้ช่างไม่ชินเสียเลย จนตัวเองอยากจะหัวเราะเสียงดังๆ เหลือเกิน นี่เธอกลายเป็นคนขยันทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

    มุนมินจ็องถอนหายใจยาวคิดหาหนทางพลางเปิดโน้ตบุ๊กแล้วใช้ทัชแพดวาดรูปตัวเอกของการ์ตูนเล่นจากภาพการ์ตูนในความทรงจำสมัยเด็ก เมื่อคิดว่าจุดเด่นสำคัญๆ ไม่น่าจะใช่อย่างนี้ เธอก็จะเอียงคอครุ่นคิด ลบแล้ววาดใหม่ วาดไปวาดมาจนรู้สึกว่านิ้วซ้ายเริ่มปวดจึงเลิกวาดแล้วเงยหน้าขึ้น

    ราตรีที่เคยมีสีสันพลันกลายเป็นห้วงเวลาที่น่าเบื่ออันแสนยาวนาน

     

    หญิงสาวฝันขณะผล็อยหลับ คงเพราะความคิดถึงทำให้ ‘เธอคนนั้น’ ปรากฏขึ้น มุนมินจ็องไม่รู้ว่าเธอคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เธอคนนั้นที่นานๆ จะคิดถึงขึ้นมาสักครั้ง เธอคนนั้นผู้ช่วยฉุดดึงให้มุนมินจ็องกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง

    ในความฝันนั้นประตูถูกเปิดออก มุนมินจ็องตกใจจนเด้งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอคนนั้นแง้มประตูโผล่หน้าเข้ามาแล้วทำมือเรียกเธอให้ออกไป มุนมินจ็องยืนขึ้น แต่วินาทีที่จับลูกบิดประตู เธอพลันรู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางโลกที่กำลังแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับความฝัน

    นานๆ ครั้งมุนมินจ็องจะนึกถึงผู้หญิงคนนั้นที่เป็นเหมือนพี่สาว และรู้สึกขอบคุณอยู่ในใจ นี่เธอคิดถึงพี่สาวคนนั้นจนเก็บเอาไปฝันเชียวหรือ ‘เธอคนนั้น’ ช่วยฉุดเธอออกมาจากการใช้ชีวิตแบบเก่า บางทีอาจจะช่วยดึงเธอออกจากที่นี่ได้ด้วยก็เป็นได้

    มุนมินจ็องลุกจากเตียงเดินไปยังประตู คล้ายกับว่าหากเปิดประตูนี้แล้วจะเจอกับ ‘เธอคนนั้น’ ยืนอยู่ด้านนอก มุนมินจ็องค่อยๆ หมุนลูกบิดประตูด้วยมืออันสั่นเทา

    ประตูถูกเปิดออก ประตูที่ไม่สะดุ้งสะเทือนมาตลอดกลับถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย แม้ใจเธอหวังให้เป็นเช่นนี้ แต่จู่ๆ เมื่อมันเปิดออกอย่างง่ายๆ ก็ทำให้เธองงงันไปครู่หนึ่ง หรือนี่เป็นกับดัก? มุนมินจ็องแอบมองสำรวจนอกประตู แต่กลับไม่พบเจอสิ่งผิดปกติใดๆ เธอสวมรองเท้าแตะแล้วลองออกไปด้านนอก

    ระเบียงทางเดินเงียบเชียบ เงียบอย่างที่เธอไม่เคยพบเจอ มุนมินจ็องเหลือบมองนอกหน้าต่าง วิวทิวทัศน์ยังคงเป็นเช่นเดิม แต่เธอกลับไม่อาจวางใจ

    เธอเดินไปเคาะประตูห้องสามศูนย์สี่ที่อยู่ข้างๆ อย่างระแวดระวัง แต่ไม่ว่าจะเคาะดังแค่ไหนก็ไม่มีใครเปิดประตูออกมาแม้แต่คนเดียว

    “…อ่ะแฮ่มๆ อา…อา…เอ่อ! มีใครอยู่ไหมคะ!”

    มุนมินจ็องกระแอมอยู่สองสามทีก่อนจะลองตะโกนดู ทุกอย่างยังคงเงียบไร้เสียงตอบกลับมาเช่นเคย เธอรู้สึกเหมือนถูกกักขังอยู่เหมือนเดิม

    อย่างไรก็ตามประตูห้องของเธอเปิดได้แล้ว ความอึดอัดถูกลดลงไปบ้าง มุนมินจ็องสูดลมหายใจลึกๆ พับแขนเสื้อขึ้นเตรียมวิ่งลงบันได ขอเพียงออกไปจากตึกนี้ได้คงแก้ปัญหาได้บ้าง อย่างน้อยก็ยังดีกว่าถูกขังในห้องแคบๆ แล้วกัน

    หญิงสาวก้าวเท้าอย่างอาจหาญ เธอตัวสั่นหวาดกลัวเพราะถูกขังอยู่คนเดียวเกือบเต็มวัน ขอแค่ได้พบใครสักคนมุนมินจ็องก็คิดว่าตนอาจจะดีใจร้องไห้โฮ ถึงขั้นดึงเขาคนนั้นเข้ามากอดก็เป็นได้

    ทว่าวินาทีที่สบตากับชายที่กำลังค้นกล่องจดหมายของเธออยู่ที่ชั้นหนึ่งของโคชีว็อน อย่าว่าแต่ดึงเขาคนนั้นมากอดเลย มุนมินจ็องกลับรู้สึกหวาดหวั่นจนตัวแข็งทื่อเลยทีเดียว


    บทที่ 4

    แรกพบในรูปแบบไหน

     

    วินาทีที่บังเอิญพบทั้งที่เขาไม่เคยคาดหวังมาก่อนทำให้ฮันซึลกีเอ่ยปากถามอีกฝ่ายอย่างอุกอาจด้วยความยินดีมากกว่าจะคิดเล็กคิดน้อยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

    “เฮ้ สาวน้อย คุณเป็นคนใช่ไหม”

    เมื่อฮันซึลกีเอ่ยคำถามที่คนทั่วไปไม่นิยมใช้กันพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ มุนมินจ็องก็พลันถอยหลังขึ้นบันไดไปหนึ่งขั้นพร้อมยกมือห้ามอีกฝ่าย ฮันซึลกีจ้องหญิงสาวอย่างงงงวย ตรงกันข้ามกับมุนมินจ็องที่จ้องเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง

    “คะ…ค้นกล่องจดหมายของคนอื่นทำไมคะ”

    ช่วยไม่ได้ที่มุนมินจ็องจะรู้สึกหวาดกลัวผู้ชายที่กำลังค้นกล่องจดหมายของเธออยู่มากกว่ารู้สึกยินดีที่เพิ่งหลุดพ้นจากสถานการณ์ถูกขังเดี่ยวตลอดทั้งวัน หรือแม้กระทั่งความรู้สึกโดดเดี่ยวที่คุกคามจิตใจก่อนหน้านี้ ถ้าเป็นผู้ชายอาจไม่ค่อยพบเหตุที่ทำให้ไม่พอใจมากเท่าไร ทว่าสำหรับผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในโคชีว็อนเพียงลำพังนั้นมันมากพอที่จะทำให้เธอรู้สึกถูกคุกคามจนถึงขั้นรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตได้

    “เอ่อ ว่าไงนะ”

    ฮันซึลกีอึ้งกับคำถามที่คิดไม่ถึงของอีกฝ่ายจนไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร เมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้ำอึ้ง มุนมินจ็องพลันถอยหลังเขยิบขึ้นบันไดไปอีกสองขั้น

    “ฉันถามว่าทำไมคุณต้องค้นกล่องจดหมายของคนอื่นด้วยน่ะค่ะ!”

    ฮันซึลกีก้มมองใบแจ้งหนี้สองสามแผ่นที่ถืออยู่ในมือของตนก่อนจะเงยหน้ามองหญิงสาวอีกครั้ง ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด ฮันซึลกีจึงคิดว่าควรหาคำอธิบายที่ดูเข้าท่าเพื่อแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้านี้ก่อน

    “เปล่า เอ่อ…ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรไม่ดีหรอกนะ แค่ค้นโน่นค้นนี่เพื่อหาเบาะแสบางอย่างอยู่น่ะ”

    ด้วยความที่เขาทำงานบริการด้านการรักษาความปลอดภัยและอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงจึงพูดขึ้นแบบนั้น หากหญิงสาวเคยประสบกับเหตุการณ์แบบเดียวกับที่ฮันซึลกีเจออยู่ตอนนี้เธอก็ควรเข้าใจถึง ‘จิตใจของคนที่หมายไขว่คว้าหาเบาะแส’ ที่ว่านั่น และการที่มุนมินจ็องลงมาที่ชั้นหนึ่งนั่นก็เพื่อหาเบาะแสเช่นกัน ดังนั้นแม้เธอจะรู้สึกสับสนหากแต่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจในความรู้สึกของเขา

    “งั้นคุณก็…”

    ไม่จำเป็นต้องให้อีกฝ่ายถามจนจบว่าถูกขังอยู่ในห้องแล้วจู่ๆ ก็ถูกปล่อยออกมาให้อยู่ในโลกแห่งความเงียบงันงั้นหรือ ฮันซึลกีก็พยักหน้ารับ

    “อืม…นึกว่าถูกฉุดมาในโลกแบบนี้คนเดียวเสียอีก ไม่รู้ว่านี่ถือเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะเนี่ย”

    มุนมินจ็องหันมองรอบๆ ก่อนที่จะหยุดสายตาลงที่ฮันซึลกี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ยกเว้นตึกที่เคยพลุกพล่านด้วยผู้คนกลับมีเพียงผู้ชายคนนี้เท่านั้นที่ยังดำรงอยู่ หากผู้ชายที่กำลังค้นกล่องจดหมายอยู่นี้คิดไม่ซื่อ เขาก็จะกลายเป็นคนร้ายได้ในทันที

    มุนมินจ็องรู้สึกกระสับกระส่ายพลางแอบมองสำรวจฮันซึลกี ใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นไม่หล่อเหลา ไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่สะดุดตา คงเพราะเป็นใบหน้าที่ดูธรรมดาอย่างถึงที่สุดแบบนี้ ทำให้แม้อยู่ในตึกเดียวกันมุนมินจ็องก็จดจำหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้ ขณะนั้นเองฮันซึลกียังคงพล่ามหาคำอธิบายต่างๆ นานามาพูดกับหญิงสาว

    “ผมไม่มีบัตรเครดิต และก็ไม่มีอะไรทั้งนั้น ลองค้นกล่องจดหมายของตัวเองแต่ก็ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเหมือนกัน ผมก็เลยลองเปิดกล่องจดหมายของคนอื่นดูเผื่อว่าจะมีอะไร แต่กลับเปิดของคนอื่นไม่ออกยกเว้นกล่องจดหมายนี้น่ะครับ ไหนๆ คนที่ผมพอจะรู้จักหน้าก็มีแค่เขาเท่านั้น”

    หญิงสาวรู้สึกเอะใจเมื่อได้ยินคำนั้นของอีกฝ่าย

    “กล่องจดหมายนี้เป็นของคนที่รู้จักเหรอคะ”

    “ครับ ผมกับคนที่อยู่ห้องสองศูนย์สามเคยมีปัญหากันนิดหน่อย”

    เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ มุนมินจ็องถึงได้รู้ว่ากล่องจดหมายนี้ไม่ใช่ของเธอ แต่เป็นของห้องสองศูนย์สามที่อยู่ชั้นล่างตรงกับห้องของเธอต่างหาก โชคดีเหลือเกินที่เธอยังไม่ตะคอกเสียงใส่เขาว่ามาค้นกล่องจดหมายของเธอทำไม มุนมินจ็องคิดพลางก้มมองกล่องจดหมายนั้น

    “ประตูทางเข้าออกของตึกก็เปิดไม่ออกใช่ไหมคะ”

    “อย่าว่าแต่เปิดเลยคุณ ประตูนั่นไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย”

    มุนมินจ็องหันไปมองประตูทางเข้าออกของโคชีว็อนที่ทำด้วยกระจกทั้งบานซึ่งอยู่ด้านข้างกล่องจดหมาย เพื่อความปลอดภัยของผู้พักอาศัยจึงมีการติดตั้งล็อกรหัสใช้กดยามเข้าตึก หากมีพัสดุ เจ้าหน้าที่ส่งของต้องกดติดต่อผู้ดูแลจึงจะเข้ามาในตึกนี้ได้ ทว่ายามต้องการออกไปก็เพียงผลักประตูบานนี้เท่านั้น อีกด้านของประตูกระจกยังคงสว่างไสวเหมือนเดิม

    “จะว่าไปในกล่องจดหมายก็มีแต่ใบแจ้งหนี้ยอดโทรศัพท์ทั้งนั้น”

    ฮันซึลกีที่ค้นกล่องจดหมายของห้องสองศูนย์สามบ่นออกมาเบาๆ สมัยนี้แล้วนอกจากใบแจ้งหนี้จะมีอะไรส่งมาในกล่องจดหมายนี้อีกเล่า มุนมินจ็องเดินไปเปิดกล่องจดหมายตัวเองเงียบๆ ด้านในมีเพียงใบแจ้งหนี้ยอดบัตรเครดิตสอดไว้เท่านั้น ฮันซึลกีมองการกระทำนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

    “เฮ้ย มันเปิดได้”

    มุนมินจ็องก็แค่เปิดกล่องจดหมายของตัวเองเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรน่าตกใจ ก่อนจะนึกถึงคำบอกเล่าของฮันซึลกีที่ว่าเขาทดลองเปิดกล่องจดหมายของคนอื่นๆ หมดแล้ว หญิงสาวถือใบแจ้งหนี้แล้วก้มมองด้านในอีกครั้งก่อนจะทดลองเปิดกล่องจดหมายของคนอื่น มันเปิดไม่ได้อย่างที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ มุนมินจ็องนิ่งคิดครู่หนึ่ง

    “…หรือว่าเพราะมันเป็นกล่องจดหมายของฉัน ฉันก็เลยเปิดมันออก”

    แน่นอนว่ากล่องจดหมายของที่นี่ไม่ได้ใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือ

    “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็ไม่ควรเปิดกล่องจดหมายของห้องสองศูนย์สามได้สิ”

    ชายคนนี้พูดถูก มุนมินจ็องลูบคางตัวเองเบาๆ พลางเอ่ยขึ้นว่า

    “หรือเพราะว่าเป็นคนรู้จักก็เลยเปิดออกคะ”

    ช่างเป็นการสันนิษฐานที่เหนือธรรมชาติมาก แต่เพราะทั้งคู่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เขาจึงไม่คิดที่จะปฏิเสธข้อสมมติฐานนั้น เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามพวกเขายังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้

    “จะว่าเป็นคนรู้จักก็ไม่เชิง เพราะผมก็เพิ่งรู้จักชื่อเขาตอนที่เปิดกล่องจดหมายนี่แหละ ที่ว่ารู้จักก็แค่หน้าตากับเบอร์มือถือเท่านั้นน่ะ”

    ฮันซึลกีพูดพลางโบกซองใบแจ้งหนี้ที่ถืออยู่ในมือไปมาเบาๆ มุนมินจ็องจึงสังเกตเห็นชื่อที่พิมพ์อยู่บนจดหมายเหล่านั้น ยุนย็องฮย็อน เขาคือคนที่อาศัยอยู่ห้องข้างล่างห้องเธองั้นหรือ อาจเคยเดินสวนกัน เห็นหน้ากัน แต่เธอกลับเดาไม่ออกเลยว่าใครในจำนวนคนเหล่านั้นคือยุนย็องฮย็อนกันแน่

    “เอ่อ เราลองเล่าถึงสถานการณ์ของตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นให้กันและกันฟังดีไหมคะ”

    แม้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ใช่ว่าสิ่งที่พบเจอจะต้องเหมือนกันเสียหน่อย ฮันซึลกีจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นของหญิงสาว

    “เอาอย่างนั้นก็ได้ เล่าที่นี่หรือขึ้นไปข้างบนดี”

    บนชั้นสี่เป็นห้องรับรองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวหรือแม้แต่อาหารสำเร็จรูปพื้นฐานก็มีไว้บริการ มุนมินจ็องคิดว่าได้ดื่มน้ำระหว่างคุยกันคงจะดีกว่าจึงพยักหน้าแล้วชี้ไปที่ใบแจ้งหนี้ที่อีกฝ่ายถืออยู่ในมือพร้อมกับพูดขึ้นว่า

    “ถ้ากล่องจดหมายนี้เปิดได้ ห้องของเขาคนนี้ก็น่าจะเปิดได้ด้วย เราลองไปดูกันไหมคะ”

    แม้เธอจะพูดเช่นนั้นแต่ฮันซึลกีกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

    “ก่อนจะลงมา ผมทุบประตูห้องชั้นสองจนหมดทุกบานแล้วน่ะครับ ส่วนชั้นสามยังไม่ได้ลอง”

    ถ้าเป็นยามปกติ การที่ผู้ชายขึ้นไปชั้นที่มีแต่ผู้หญิงอยู่คงโดนสายตาประณามไม่มากก็น้อย เขาเลยไม่มีความคิดที่จะขึ้นไปชั้นนั้นแม้เผชิญสถานการณ์แบบนี้ ส่วนมุนมินจ็องถึงจะเห็นด้วยแต่เธอกลับต้องการไปยืนยันให้เห็นด้วยตาของตัวเอง

    “ไหนๆ ก็จะขึ้นไปอยู่แล้ว ลองเคาะดูสักครั้งก็ได้นี่คะ เช็กให้หมดทั้งชั้นสองชั้นสาม”

    ฮันซึลกีไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ แม้เคยทำมาแล้วแต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสอะไร จึงยักไหล่คล้ายยอมรับ

    “เอางั้นเหรอ ก็ไม่แน่ อาจเพราะเจอผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ทุบห้องเลยไม่ยอมเปิดก็ได้”

    คนทั้งคู่พากันเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ฮันซึลกีเริ่มเคาะตั้งแต่ห้องสองศูนย์หนึ่งที่อยู่ข้างบันได ส่วนมุนมินจ็องเริ่มเคาะตั้งแต่ห้องสองศูนย์แปด ยกเว้นห้องสองศูนย์เก้าที่เป็นห้องของฮันซึลกี แต่ประตูห้องของโคชีว็อนที่เคาะตั้งแต่ถูกขังจนกระทั่งขณะนี้กลับให้ความรู้สึกแข็งแรงและทนทานจนน่าทึ่ง แตกต่างจากยามปกติยิ่งนัก ไม่ว่าจะใช้ไหล่กระโดดกระแทกเท่าไหร่ ประตูก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

    “…เอ๋?”

    ฮันซึลกีชะงักเท้าอยู่ที่หน้าห้องสองศูนย์สาม มุนมินจ็องเร่งฝีเท้าเดินมาหยุดที่ด้านข้างอีกฝ่ายแล้วจ้องประตูห้องสองศูนย์สาม

    “ทำไมเหรอคะ”

    “ลองเคาะดูสิครับ”

    มุนมินจ็องยกมือเคาะประตูตามที่อีกฝ่ายแนะนำ เสียงเคาะในครั้งนี้ก้องกังวานเหมือนเสียงประตูไม้โปร่งปกติ แตกต่างจากเสียงทึบของห้องอื่นๆ ที่ผ่านมา พวกเขาทั้งคู่มองหน้ากัน ฮันซึลกีกำหมัดแล้วลงมือเคาะประตูพร้อมกับตะโกนเสียงดัง

    “เฮ้ รีบเปิดก่อนที่ฉันจะพังประตู! ยุนย็องฮย็อน!”

    นอกจากเสียงทุบแล้วหญิงสาวยังคล้ายรู้สึกว่ามีใครบางคนอยู่ด้านหลังประตูนั่น

    ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าหากใครบางคนที่ว่านั่นออกมาแล้วจะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ แต่พวกเขากลับรู้สึกตื่นเต้นคล้ายกับว่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางใดทางหนึ่ง มุนมินจ็องรอคอยให้บานประตูเปิดออกอย่างคาดหวัง

    ประตูถูกเปิดดังผลัวะ นักศึกษารูปร่างกำลังดีที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงคล้ายเพิ่งลุกจากเตียงคนหนึ่งกำลังยืนจ้องมุนมินจ็องกับฮันซึลกีสลับกับประตูที่ถูกเปิดออกด้วยสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงงุนงงว่า

    “คุณตู้เย็น?”

    “ห้องสองศูนย์เก้าต่างหาก ช่างเถอะ ตามมาก็แล้วกัน”

    หากเป็นยามปกติ ยุนย็องฮย็อนคงไม่เดินตามใครไปอย่างง่ายดาย แต่เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ปกติ และเขาต้องการหลุดพ้นจากห้องนี้อย่างมาก นอนต่อไปก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยุนย็องฮย็อนจึงรีบสวมรองเท้าแตะแล้วเดินตามคนทั้งคู่ไปทันที

     

    ยุนย็องฮย็อนหยอดเหรียญกดซื้อน้ำอัดลมจากเครื่องขายอัตโนมัติ เขาไม่ได้คอแห้งอะไรนักหนา แต่เพราะถูกขังให้อุดอู้อยู่ทั้งวัน หากได้ยินเสียงเปิดฝาน้ำอัดลมดังเป๊าะก็คงรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง ยุนย็องฮย็อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินไปยังที่นั่งในห้องรับรองที่คนทั้งคู่กำลังรอเขาอยู่ ก่อนจะลากเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้ๆ

    ที่เบื้องหน้าของคนทั้งสองต่างมีน้ำอัดลมวางไว้คนละกระป๋องแล้ว ฮันซึลกียกน้ำโค้กขึ้นดื่มอึกหนึ่งแล้วนิ่วหน้า หากเป็นยามปกติเขาคงไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน แต่เพราะเจ้าสิ่งนี้คือของที่อยู่นอกห้องพัก เขาจึงถูกบรรยากาศดึงไปให้หยอดเหรียญซื้อติดมือมาเช่นกัน

    พวกเขาต่างนั่งบื้อไม่รู้ว่าควรพูดอะไรออกมาครู่ใหญ่ ในที่สุดฮันซึลกีที่ดูอาวุโสที่สุดในบรรดาคนทั้งสามและไม่อาจเอาชนะความรู้สึกที่อึดอัดนี้ได้จึงเอ่ยปากขึ้นมาก่อน

    “จากนี้ไปจะทำยังไงกันต่อดี”

    พวกเขาทั้งเคาะทั้งทุบประตูห้องทั้งหมดของทั้งชั้นสองและชั้นสามตามที่มุนมินจ็องกับฮันซึลกีเคยปรึกษากันเอาไว้ รวมทั้งได้ย้อนกลับไปชั้นหนึ่ง ค้นกล่องเก็บจดหมายร่วมกันอีกครั้งด้วยหวังว่าอาจเจออะไรเพิ่มเติม

    ทว่านอกจากประตูห้องกับกล่องจดหมายของพวกเขาทั้งสามแล้ว ก็มีแต่กล่องจดหมายของห้องสามศูนย์สองซึ่งเป็นห้องว่างข้างห้องมุนมินจ็องเท่านั้นที่เปิดได้ หากมีห้องหลงเหลือที่พวกเขายังไม่ได้ค้นก็คงมีแต่ห้องรับรองแห่งนี้เท่านั้น ด้วยเพราะเป็นพื้นที่โล่งกว้างๆ แค่หันมองรอบๆ ก็มองได้ทั่วแล้ว

    “ดูเหมือนว่าพวกเราคงไม่มีอะไรให้ค้นอีกแล้วมั้งคะ คราวนี้ลองมาเล่าเรื่องของตัวเองดีไหม คุณยุนย็องฮย็อนตกลงไหมคะ”

    มุนมินจ็องกล่าวพลางมองหน้าของยุนย็องฮย็อน เขาถูกลากออกมาแบบงงๆ และไม่รู้ด้วยว่าประตูเปิดได้อย่างไรทั้งๆ ที่เขาทั้งทุบทั้งกระแทกก็ยังไม่สะเทือน ยุนย็องฮย็อนที่กำลังไตร่ตรองสถานการณ์ถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินมุนมินจ็องเรียกชื่อตนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติขนาดนั้น

    “เอ่อ…ผมสงสัยมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วน่ะครับ ไม่ทราบว่าพวกคุณรู้จักชื่อของผมได้ยังไง”

    “เอ๋? เอ่อ ขอโทษนะคะ พวกเราเปิดกล่องจดหมายของคุณก็เลยรู้ชื่อของคุณน่ะค่ะ”

    หลังจากที่ตอบไปเช่นนั้นมุนมินจ็องก็คล้ายรับรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจึงพยายามดึงเข้าบทสนทนาอีกครั้ง

    “ฉันชื่อมุนมินจ็อง ห้องสามศูนย์สามนะคะ นึกดูแล้ว เหมือนว่าพวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย”

    มุนมินจ็องพูดพลางหันไปมองฮันซึลกี ที่จริงนี่เป็นเรื่องที่สมควรทำตั้งแต่แรกพบหน้า แต่เพราะฮันซึลกีเกลียดการแนะนำชื่อของตัวเองที่สุด ดังนั้นพอถึงวินาทีที่เขาไม่ต้องการอย่างมาก ใบหน้าของฮันซึลกีจึงบึ้งตึง

    “ฮันซึลกี ห้องสองศูนย์เก้า”

    แม้ฮันซึลกีจะไม่กล่าวอะไรมาก แต่ใบหน้าของเขาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าหากพูดอะไรผิดหูขึ้นมา คงมีการนองเลือดเกิดขึ้นแน่นอน มุนมินจ็องจึงไม่กล้าพูด ส่วนยุนย็องฮย็อนกลับจ้องอีกฝ่ายเงียบๆ ก่อนจะยักไหล่นิดๆ

    “พวกคุณคงทราบดีกันอยู่แล้ว ผมชื่อยุนย็องฮย็อนอยู่ห้องสองศูนย์สาม เอ่อ…ว่าแต่จะให้เล่าเรื่องอะไรเหรอครับ”

    แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องที่ว่านั่นคือเรื่องอะไรหากแต่เขาก็อยากเอ่ยถามให้แน่ใจอีกครั้ง มุนมินจ็องอธิบายซ้ำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

    “เมื่อครู่ตอนที่คุณยุนย็องฮย็อนไม่อยู่ พวกเราปรึกษากันว่าจะลองเล่าเรื่องของตัวเองที่เจอมาให้ฟังน่ะค่ะ ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่มันอาจมีประโยชน์ก็ได้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ลองเล่ามาเถอะค่ะ เกิดเรื่องอะไรก่อนที่จะกลายมาเป็นแบบนี้”

    ไหนๆ ก็ไม่รู้ว่าควรทำอะไร ยังไงก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ ยุนย็องฮย็อนมองฮันซึลกีกับมุนมินจ็องสลับกันไปมา พวกเขาล้วนสวมเพียงเสื้อผ้าอยู่กับบ้านสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ชุดวอร์มง่ายๆ ไม่เหมาะกับการออกนอกบ้านเป็นอย่างยิ่ง แต่ใครจะรู้ว่านี่คือสถานการณ์ที่จริงจังที่สุดในชีวิตหลังจากการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

    หากเขารู้ล่วงหน้าว่าจะได้มาเจอสาว อย่างน้อยก็คงไม่สวมเสื้อยืดคอย้วยแบบนี้ ยุนย็องฮย็อนคิดพลางเผลอยกมือลูบชายเสื้อของตนก่อนจะพูดขึ้นมาว่า

    “ไม่ทราบว่าใครหลุดออกมาจากห้องได้ก่อนเหรอครับ”

    “น่าจะเป็นฉัน งั้นฉันเริ่มเล่าก่อนก็แล้วกัน…ครับ”

    ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ก็คงช่วยไม่ได้ที่บรรยากาศจะจริงจังตามไปด้วย แต่เพราะตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ฮันซึลกีก็พูดจาโผงผางด้วยประโยคไม่สุภาพตั้งแต่ต้น ดังนั้นพอมาเอ่ยวาจาเสนาะหูด้วยภาษาสุภาพ บรรยากาศจึงเก้กังขัดๆ เขินๆ แปลกๆ ฮันซึลกีพยายามไม่สนใจความเคอะเขินนั่นแล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องตั้งแต่ที่ตนเริ่มรู้ตัวว่าถูกขังให้ทั้งคู่ฟัง

     

    เล่าเรื่องนั้นก็แล้ว เรื่องโน้นก็แล้ว แต่พวกเขาทั้งสามก็ยังจับจุดที่ให้ความรู้สึกว่าผิดแผกหรือพิเศษแตกต่างไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย สรุปได้เพียงว่าก็แค่นอนตื่นสาย พอรู้ตัวอีกทีก็โดนขังเสียแล้ว

    แถมการที่ออกจากห้องได้นั้นเป็นเพราะหาทางจนเปิดประตูได้หรือว่าเพราะเวลาผ่านไปเรื่อยๆ แล้วมันเปิดเองกันแน่ พวกเขาก็ยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องด้วยระยะเวลาที่พวกเขาทั้งสามออกจากห้องได้ก็ใกล้เคียงกัน หากรั้นที่จะหาจุดที่เหมือนกันของพวกเขาให้ได้ก็คงมีเพียงสิ่งหนึ่ง ซึ่งยุนย็องฮย็อนเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อนว่า

    “พวกคุณทั้งคู่ต่างก็ทำงานจนดึกดื่นเลยตื่นเสียบ่าย ส่วนผมก็โดดเรียนตอนเช้า นอนหลับอุตุ”

    “คิดว่าพวกเราไม่อยากเข้างานตอนเช้ารึไง ชิ!”

    ฮันซึลกีบ่นพลางขว้างกระป๋องโค้กเปล่าใส่ถังขยะ

    “ใครบ้างไม่อยากทำงานตอนเช้ากัน”

    “นั่นสิคะ ใครๆ ก็อยากทำงานในเวลาที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาตื่นกันทั้งนั้นแหละ”

    ยุนย็องฮย็อนพลันรู้สึกอายด้วยถูกคำบ่นอย่างไม่พอใจของคนทั้งคู่แทงใจดำ เพราะเขาโดดเรียนด้วยสาเหตุ ‘ก็แค่ไม่อยากไป’ จึงพยายามเปลี่ยนบทสนทนาไปในทิศทางอื่น

    “เอ่อ ตอนที่ผมอยู่ในห้องก็พยายามคิดไปคิดมาแล้วนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจก่อนว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่เหนือธรรมชาติที่ควรเป็นใช่ไหมครับ”

    ประตูไม้ที่ไม่ยอมเปิด พระอาทิตย์ที่ไม่เคลื่อนที่ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาจากสิ่งอื่นใด แค่สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้พวกเขาทั้งหมดล้วนตระหนักได้ มุนมินจ็องที่นั่งเท้าคางพลันพยักหน้ารับ

    “ใช่ค่ะ ฉันนึกว่ากำลังฝันไปซะอีก”

    “ผมขอเล่าเรื่องที่คิดมาตั้งแต่อยู่ในห้อง จนมาเจอพวกคุณทั้งคู่สักหน่อยได้ไหมครับ”

    ฮันซึลกีเลิกคิ้วพร้อมกับส่งเสียงหลุดออกจากปากว่าโอ้โหขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้นของอีกฝ่าย

    “เป็นนักศึกษาที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยข้างหน้านี้ใช่ไหม ดูท่าจะเรียนโคตรเก่งน่าดูเลยสินะ ลองพูดมาให้ฟังก็ได้…คะ…ครับ”

    มุนมินจ็องหลุดขำเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพยายามสุภาพด้วยการเพิ่มครับในท้ายประโยคที่ฟังดูขัดแย้งพิกล แม้แต่ยุนย็องฮย็อนเองก็รู้สึกว่าท่าทางของฮันซึลกีน่าขำ แค่เพราะมีคนอื่นอยู่ด้านข้างจึงพยายามพูดจาภาษาดอกไม้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอารมณ์เสียแต่อย่างใด

    “เอาเป็นเราวางสมมติฐานว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ปกติตามธรรมชาติ มันอาจจะฟังดูไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่นักนะครับ ข้อหนึ่ง พวกเราทั้งหมดพบกันในฝัน ข้อสอง การโคจรของโลกหยุดชะงัก นอกจากพวกเราแล้วทุกคนล้วนเสียชีวิตหมด ประมาณโพสต์อะโพคาลิปส์* ข้อสาม เป็นพวกเราต่างหากที่ตายแล้ว”

    แม้ก่อนเอ่ยเรื่องพวกนี้ยุนย็องฮย็อนจะเอ่ยเตือนแล้ว และพยายามพูดให้จบเร็วๆ แต่พอเขากล่าวจบ ความเงียบอันหนักอึ้งพลันร่วงหล่นกดทับทุกคนภายในห้องรับรองทันที เนื่องด้วยพวกเขาไม่อาจปฏิเสธสมมติฐานเหล่านั้นได้อย่างเต็มปากเต็มคำ และพวกเขาล้วนเคยมีความคิดทำนองนั้นผุดขึ้นในสมองคนละครั้งสองครั้งมาแล้ว พอได้ยินประโยคเหล่านี้ผ่านปากของคนอื่นจึงไม่อาจปักใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ ฮันซึลกีได้แต่เกาหลังคอของตนเองอย่างอัดอั้น

    “เอ่อ พวกเราลองทดสอบสมมติฐานกันทีละข้อดีไหม”

    “อืม…อย่าเลย ผมว่าลองหาความเป็นไปได้อย่างอื่นอีกดีกว่า ว่าไหมครับ”

    ไหนๆ พวกเขาก็อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างอยู่แล้ว แม้ตอนนี้พวกเขาจะไม่หิว แต่ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าความหิวจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต บางทีอาจเพราะอารมณ์ไม่ปกติ ทำให้ร่างกายไม่ส่งสัญญาณประท้วงก็เป็นได้

    ถึงพวกเขาจะออกจากห้องเดินไปเดินมาภายในตึกนี้ได้ ทว่าตึกโคชีว็อนนี้กลับคับแคบเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสมมติฐานข้อหนึ่งหรือข้อสอง ขอเพียงหลุดพ้นจากที่แห่งนี้ได้ก็ไว้ค่อยคลำทางแก้ปัญหา

    ส่วนสมมติฐานข้อสาม ฮันซึลกีไม่ต้องการคิดถึงมัน ซึ่งอีกสองคนที่เหลือก็คิดเช่นเดียวกันกับเขา

    ไม่มีอะไรที่น่าอึดอัดและคับข้องไปมากกว่าไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตนเองอีกแล้ว หลังจากทั้งสามคนค้นพื้นที่ที่น่าจะมีเบาะแสเพิ่มเติมทั้งหมด สิ่งที่พวกเขาเจอก็มีเพียงเวลาไม่จำกัดที่มอบให้เพื่อเจรจาและไตร่ตรองเท่านั้น

    “ถ้ามีแค่การนอนตื่นสายเท่านั้นที่เป็นจุดร่วมของพวกเราในตอนนี้ แล้วคนอื่นๆ ในโคชีว็อนนี้ล่ะ พวกเขาพากันออกไปตั้งแต่เช้าหมดเลยเหรอ”

    “อืม ส่วนใหญ่ก็ไม่น่าจะออกไปกันหมดนะ แถมเป็นเช้าวันพุธอีกต่างหาก น่าจะมีนักศึกษาที่มีคาบว่างบ้างสิ”

    “อ้อ คุณยุนย็องฮย็อน ไม่มีคนอื่นที่น่าจะอยู่ในนี้อีกเหรอ”

    แม้เคยคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีคนอื่นอยู่ที่นี่อีก แต่ยุนย็องฮย็อนเองก็ถูกขังจึงไม่ทราบเช่นกัน

    “แล้วทำไมถึงถามผมล่ะครับ”

    “อ้าว ก็แถวนี้น่ะมันมีมหาวิทยาลัยแค่ที่เดียว แล้วคนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ก็เป็นนักศึกษาไม่ใช่เหรอ เลยคิดว่านายอาจจะรู้จักบ้าง”

    การคาดเดาของฮันซึลกีใช่ว่าไร้ที่มาที่ไป แต่ใช่ว่ายุนย็องฮย็อนจะรู้ ยุนย็องฮย็อนบีบกระป๋องเครื่องดื่มในมือจนบู้บี้พร้อมพูดขึ้นว่า

    “ที่นี่ไม่มีนักศึกษาที่เรียนเอกเดียวกับผม แต่เหมือนจะมีคนที่เรียนตึกเดียวกันอยู่ ก็แค่ผิวเผินประมาณว่าเคยเห็นหน้ากันตอนเดินสวนกันไปมาก็แค่นั้น ใครมีเรียนคาบไหน ไม่มีเรียนคาบไหน ผมไม่รู้หรอกครับ”

    “ถ้าเรียนคณะเดียวกัน วิชาเรียนก็น่าจะคล้ายๆ กันไม่ใช่เหรอ คือมหาวิทยาลัยของฉันเป็นประมาณนั้นน่ะค่ะ”

    “ถึงเรียนเอกเดียวกันแต่คาบเรียนก็อาจแตกต่างกันได้ ดังนั้น…”

    “อ๋อ มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ เป็นแบบนี้นี่เอง”

    มุนมินจ็องซึ่งจบจากมหาวิทยาลัยขนาดเล็กที่มีแค่สามตึกพลันรู้สึกทึ่งในสิ่งที่ได้ยิน ยุนย็องฮย็อนนึกเล่นๆ แวบหนึ่งว่าหากเล่าเรื่องรถเมล์ในมหาวิทยาลัยให้ฟังเธอจะแสดงอาการอย่างไร แต่จู่ๆ จะให้เขาพยายามคาดเดาเกี่ยวกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยช่างเป็นเรื่องที่เกินตัวยิ่งนัก

    “แล้วถ้าเป็นคนที่ไม่ใช่นักศึกษาล่ะคะ มีใครบ้างที่น่าจะอยู่ในเวลากลางวันแบบนี้ อย่างนี้น่าจะง่ายกว่าไหมคะ”

    พวกเขาพากันครุ่นคิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของมุนมินจ็อง ใครบ้างที่เคยพบตอนกลางวันของวันปกติ แต่พวกเขากลับไม่มีใครที่สนิทสนมพอที่จะรู้ว่าใครทำงานอะไรอยู่ห้องไหน แถมคนที่เจอกันในตอนกลางวันนั้นเป็นนักเรียนหรือเป็นคนทำงานก็ไม่อาจรู้

    ขณะนั้นเองมุนมินจ็องพลันนึกถึงคนคนหนึ่ง

    “…ห้องนั้นไง ห้องสองศูนย์สอง เขาเป็นนักศึกษารึเปล่าคะ”

    คนคนนั้นอยู่ห้องข้างๆ ยุนย็องฮย็อน ยุนย็องฮย็อนขมวดคิ้วนิ่วหน้าพยายามนึกถึง เขาจดจำใบหน้าของอีกฝ่ายได้เพราะเคยเจอกันบ่อยครั้ง

    “ไม่มั้งครับ เขาอายุเยอะแล้วคงไม่ใช่นักศึกษาหรอก ผมไม่เคยเห็นเขาไปมหาวิทยาลัย วันๆ เห็นเขาเอาแต่สูบบุหรี่อยู่หน้าตึกนี่แหละครับ”

    “ใช่ไหมล่ะคะ ฉันก็รู้สึกว่าเขาคงไม่ใช่นักศึกษาที่มาเรียนตอนอายุเยอะแน่ๆ อาจจะหาว่าฉันนินทา แต่เขาดูไม่เหมือนคนที่ตั้งใจขยันทำมาหากินอะไรนัก บางครั้งฉันก็เคยเห็นเขาอยู่ในห้องรับรองนี้ หน้าเหมือนเพิ่งตื่นหลังนอนกลางวัน บางทีเขาอาจถูกขังอยู่เหมือนพวกเราก็ได้นะคะ”

    ในขณะที่มุนมินจ็องกับยุนย็องฮย็อนกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ฮันซึลกีพลันยื่นหน้าเข้ามาใกล้

    “มีแต่ฉันที่ไม่รู้จักหมอนั่นเหรอ”

    “อ๊ะ คุณซึลกีไม่รู้จักเหรอ ห้องสองศูนย์สอง ห้องข้างๆ ผมไงครับ คนที่ห้องสามศูนย์สองทะเลาะด้วยแล้วย้ายออก ผมเลยจำทั้งหน้าทั้งเสียงเขาได้แม่นเชียว”

    “ฉันก็เคยเจอเขาค่ะ ไม่ถึงขั้นมาหาเรื่องทะเลาะที่ห้องชั้นบนหรอกนะคะ ประมาณว่ามาหาฉันบ้างบางครั้งเพื่อบอกให้ทำอะไรเงียบๆ หน่อยในตอนกลางคืนน่ะค่ะ”

    เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของยุนย็องฮย็อน ฮันซึลกีก็พอจะเดาออกแล้วจึงนิ่วหน้าจุปากเบาๆ

    “เหมือนจะเคยเห็นตอนที่เขาโหวกเหวกโวยวาย เอาเป็นว่าถ้าจะให้ดึงคนที่ขี้หงุดหงิดแบบนั้นออกมา ถือซะว่าเขาไม่อยู่ในห้องยังดีกว่าอีกนะ ช่างเถอะๆ เรามาหาวิธีอื่นกันดีกว่าไหม แงะคนแบบนั้นออกมาเดี๋ยวเขาก็เอาแต่บ่นโน่นบ่นนี่”

    “แต่อย่างน้อยก็ควรไปเช็กดูหน่อยนะคะว่าเขาอยู่ในห้องหรือเปล่า ใครจะรู้ล่ะคะ บางทีถ้าเราช่วยคนที่ถูกขังอยู่ในห้องออกมาได้ทั้งหมด พวกเราเองก็อาจออกไปข้างนอกได้นะคะ”

    ไม่มีใครรู้ว่านั่นเป็นการสันนิษฐานที่ถูกต้องหรือไม่ แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก ขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ต้องทดลองทำทุกอย่างที่ทำได้ อย่างน้อยมันอาจจะดีกว่าการตกอยู่ในความหม่นหมองสิ้นหวังกับการคาดเดาที่ทำให้หดหู่ ฮันซึลกีครุ่นคิดเล็กน้อยพลางใช้มือข้างหนึ่งดึงริมฝีปากล่างเบาๆ ด้วยสีหน้าหงุดหงิด

    “หวังว่าเขาจะเป็นคนที่พอจะคุยกันรู้เรื่องนะ”

    การหารือคร่าวๆ จบลง คนทั้งสามลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินลงไปชั้นล่าง ห้องสองศูนย์สองที่เป็นจุดหมายปลายทางนั้นจำได้ว่าก่อนขึ้นมาชั้นบนพวกเขาได้ทดลองทั้งเคาะและทุบแล้ว แต่ประตูบานนั้นกลับดูไม่มีทางเปิดออกได้เลย ขณะที่มุนมินจ็องกำลังจะเดินเลยเพื่อไปชั้นหนึ่ง ฮันซึลกีพลันเรียกเธอเอาไว้

    “จะไปไหนเหรอครับ”

    มุนมินจ็องงุนงงคล้ายไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงรั้งเธอเอาไว้

    “อ้าว ไม่ได้จะไปดูกล่องจดหมายหรอกเหรอคะ”

    เมื่อครู่ก่อนที่พวกเขาจะไปห้องของยุนย็องฮย็อนก็หลังจากที่เปิดกล่องจดหมายของอีกฝ่ายแล้ว เมื่อไปถึงห้องจึงได้ยินเสียงของเขาที่อยู่หลังประตูและค่อยเปิดมันออกได้ มุนมินจ็องจึงคิดว่าควรเช็กดูกล่องจดหมายซะก่อน และเธอในตอนนี้กำลังงงว่าเหตุใดพวกเขาจึงต้องรั้งเธอเอาไว้ แต่ไม่นานเธอก็ตระหนักได้ว่าตัวเองไม่มีหลักฐานใดบอกว่ากล่องจดหมายเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าหากมันเปิด ประตูห้องนั้นๆ ก็จะเปิดออกได้

    “เอ่อ ฉันรู้สึกเหมือนว่าหากกล่องจดหมายเปิดได้ ประตูห้องนั้นก็ต้องเปิดได้น่ะค่ะ”

    เมื่อได้ยินฮันซึลกีที่เคยเปิดกล่องจดหมายของยุนย็องฮย็อนกับมุนมินจ็องก็คล้ายเห็นด้วยกับคำพูดนั้นของเธอ ฮันซึลกีทำไม้ทำมือให้มุนมินจ็องลงไปข้างล่างก่อนแล้วจึงหันมาพูดกับยุนย็องฮย็อน

    “ไปกันเถอะ คำพูดของเธอคล้ายจะมีเหตุมีผลอยู่บ้างนะ”

    ยุนย็องฮย็อนจะว่าอะไรได้ เขาเพียงยักไหล่เล็กน้อยแล้วเดินตามคนทั้งคู่ไป ขณะเดินลงมาชั้นล่างพวกเขาก็สบเข้ากับสายตาตื่นตะลึงของมุนมินจ็องที่ถือใบแจ้งหนี้ของห้องสองศูนย์สองซึ่งหยิบออกมาจากกล่องจดหมายเอาไว้

    “มันเปิดได้ค่ะ!”

    ชายหนุ่มทั้งคู่สบตากันก่อนจะรีบเดินลงบันไดไปชั้นล่าง พวกเขาถือจดหมายใบแจ้งหนี้คนละใบแล้วก้มลงดูชื่อที่เขียนอยู่บนนั้น ชื่อของคนคนนั้นคือชเวอินโฮ

    “เมื่อกี้เปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ออกแท้ๆ แต่ตอนที่ฉันเดินมาถึงก็เห็นมันแง้มออกมาแล้วนะคะ เมื่อกี้มันยังไม่เป็นแบบนี้เลย”

    ทั้งสองคนเห็นด้วยกับคำนั้นของเธอ คล้ายกับว่าเรื่องราวมันมีกฎเกณฑ์ของมันอยู่ พวกเขาเก็บใบแจ้งหนี้คืนกล่องจดหมายแล้วเดินขึ้นไปที่หน้าห้องสองศูนย์สอง ครั้งนี้ยุนย็องฮย็อนเป็นผู้เคาะประตู เสียงเคาะฟังดูกลวงๆ ผิดกับคราวก่อน

    “มีคนอยู่ไหมครับ”

    พวกเขาไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆ จากด้านใน ยุนย็องฮย็อนเคาะต่ออีกสองสามครั้ง เมื่อเห็นไม่ได้ผลจึงใช้ร่างกระแทกบานประตู ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีเสียงใดๆ จากด้านในเหมือนเดิม

    “…เอ่อ ไม่รู้สึกถึงกลิ่นตุๆ เหรอคะ”

    มุนมินจ็องนิ่วหน้าพลางพูดเช่นนั้น ชายทั้งคู่พลันทำจมูกฟุดฟิด กลิ่นไม่พึงประสงค์คล้ายลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง

    “เหมือนกลิ่นแก๊สแฮะ”

    ที่นี่มีกฎห้ามทำอาหารในห้อง และอุปกรณ์ทำอาหารที่อยู่บนห้องรับรองชั้นสี่ก็เป็นเตาไฟฟ้า ย่อมไม่มีกลิ่นแก๊สโชยแบบนี้ บางทีห้องสองศูนย์สองคงจะแอบเอาเตาแก๊สปิกนิกเข้าห้อง

    “หลบซิ”

    ฮันซึลกีโบกมือให้ยุนย็องฮย็อนหลบไปด้านข้าง ส่วนเขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งและกระโดดเตะลูกบิดจนพังเพื่อเข้าไปในห้อง เมื่อประตูถูกทำให้เปิดออก ภาพด้านในก็เผยเข้าสู่สายตาทันที ฮันซึลกีเห็นคนสองคนกำลังนอนอยู่บนเตียง ผู้ชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วคนนั้นน่าจะเป็นชเวอินโฮ ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยนั้นดูแล้วน่าจะเป็นเพียงเด็กนักเรียนประถมต้นเท่านั้น

    เพราะห้องมีขนาดเล็ก บานประตูก็เล็กตามไปด้วย ภาพเบื้องหน้าจึงมีเพียงฮันซึลกีเท่านั้นที่มองเห็นได้อย่างถนัดตา ส่วนมุนมินจ็องกับยุนย็องฮย็อนไม่ทันได้เห็นภาพนั้นแม้แต่น้อย และก่อนที่ฮันซึลกีจะตระหนักถึงสถานการณ์เบื้องหน้าได้ จู่ๆ ลิ้นชักเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างของพวกเขาก็พลันระเบิด

    ยุนย็องฮย็อนตะลึงจนตัวแข็งเมื่อเห็นฮันซึลกีถูกแรงระเบิดอัดจนกระเด็นออกมาจากประตู กระเด็นไปจนถึงระเบียงทางเดิน เสียงกรีดร้องของมุนมินจ็องที่ดังขึ้นพลันปลุกเขาให้ได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง

    ขณะที่หญิงสาวกำลังจะวิ่งไปหาฮันซึลกี เสียงกึกก้องกับการระเบิดในครั้งที่สองก็ปะทุขึ้นภายในห้องนั้นอีกครั้ง ขู่ขวัญมุนมินจ็องจนไม่กล้าขยับเขยื้อนแล้ว

    “คุณมินจ็อง! หัวท่อดับเพลิง!”

    เมื่อได้ยินคำนั้นหญิงสาวจึงคล้ายได้สติ รีบวิ่งลงไปชั้นหนึ่งอย่างอัตโนมัติราวกับถูกสั่งโปรแกรม ยุนย็องฮย็อนหมายวิ่งตามมุนมินจ็องไป แต่เพราะเปลวเพลิงจากห้องสองศูนย์สองขวางกั้นทางเดินอันคับแคบนี้เอาไว้ทำให้เขาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการไม่ได้จนต้องถอยร่นกลับมาฝั่งห้องของตัวเอง

    ดูเหมือนเขาจะไม่มีหนทางช่วยฮันซึลกีที่ถูกเปลวเพลิงถาโถมใส่เสียแล้ว ไม่แน่อีกฝ่ายอาจเสียชีวิตตั้งแต่โดนระเบิดครั้งแรกแล้วก็เป็นได้ ยุนย็องฮย็อนถอยไปด้านหลังด้วยขาที่สั่นระริก ก่อนจะตัดสินใจกลับห้องของตัวเองที่มีห้องน้ำซึ่งน่าจะดีกว่าอยู่บนทางเดินที่ถูกกั้นด้วยเปลวเพลิงอย่างนี้

    การที่ยุนย็องฮย็อนตัดสินใจกลับห้องซึ่งอยู่ติดกับห้องที่เกิดระเบิดถือเป็นการกระทำที่อาจหาญยิ่ง เขาเช็กฝักบัวว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่แล้วเปิดก๊อกน้ำสาดใส่ผ้าคลุมเตียงก่อนจะหันไปทำให้ผนังห้องที่อยู่ติดกับห้องสองศูนย์สองเปียก จากสายตาที่เห็นในขณะนี้ดูคล้ายไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เขาได้แต่กัดริมฝีปากด้วยความหวาดหวั่นเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอีกเมื่อไหร่

    ยุนย็องฮย็อนคิดในใจ หวังว่ามุนมินจ็องจะรู้วิธีใช้หัวท่อดับเพลิง เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หยิบผ้าคลุมเตียงเปียกๆ นั่นพันร่างพร้อมกับพยายามทำใจฝ่าทะลุเปลวเพลิงตรงทางเดิน

    จู่ๆ สายตาของยุนย็องฮย็อนก็สะดุดเข้ากับนาฬิกาปลุกที่วางอยู่ข้างเตียงนอน นาฬิกาตายที่บอกเวลาสิบโมงสามสิบนาที ยุนย็องฮย็อนหยิบนาฬิกานั้นติดมือมาทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม

     

    ยุนย็องฮย็อนลืมตาขึ้นบนเตียงอีกครั้ง

     

    * Post apocalypse คือวรรณกรรมแนวเนื้อหาเกี่ยวกับโลกหลังเกิดภัยพิบัติหรือสงครามโดยเน้นให้เห็นถึงความยากลำบากหรือจิตวิทยาของผู้รอดชีวิต

     

    บทที่ 5

    ความแค้นนอกห้อง

     

    เสียงทะเลาะกันที่ระเบียงทางเดินอีกแล้ว มุนมินจ็องที่กำลังนอนอยู่พลันหงุดหงิดก่อนจะลุกขึ้นเช็กเวลาบนมือถือ…เพิ่งเที่ยงเท่านั้น

    หญิงสาวดึงผ้าห่มคลุมโปง แต่นั่นไม่อาจกั้นเสียงรบกวนได้ แม้มีประตูขวางกั้นเอาไว้อีกชั้นหนึ่งเธอก็ยังได้ยินเสียงทะเลาะดังลอดมา เสียงนั่นต้องเป็นของผู้ชายที่อยู่ห้องสองศูนย์สองกับนักศึกษาห้องสามศูนย์สองแน่ๆ

    นักศึกษาห้องสามศูนย์สองนั้นมีเสียงแหลมสูง เวลาเดินก็ไม่ระมัดระวังฝีเท้า ขนาดมุนมินจ็องเองที่อยู่ข้างๆ ยังไม่ค่อยชอบ แต่เธอกลับรำคาญผู้ชายที่อยู่ห้องสองศูนย์สองมากกว่านักศึกษาห้องสามศูนย์สองเสียอีก เอะอะหน่อยผู้ชายคนนั้นก็แจ้นขึ้นมาชั้นสามแล้วส่งเสียงทะเลาะกันดังโหวกเหวก บางครั้งเธอก็เคยคิดว่านิดๆ หน่อยๆ ทำไมเขาคนนั้นไม่อดทนเอาเสียเลย เอะอะๆ ก็วิ่งขึ้นมาแบบนี้น่าเหนื่อยยิ่งกว่าซะอีก

    แล้วเธอก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าเขาคนนั้นทำงานอะไร ไม่ใช่สงสัยใคร่รู้จริงจังหรอก ก็แค่เคยคิดแวบๆ ว่าการที่เขาคนนั้นทะเลาะแบบเอาเป็นเอาตายกับนักศึกษาอายุน้อยคราวลูกหลานในเวลากลางวันแสกๆ ของโคชีว็อนได้แบบนี้ก็คงไม่ใช่คนที่การงานดีเด่อะไร พอนักศึกษาห้องสามศูนย์สองย้ายออก มุนมินจ็องก็ค่อยๆ ลืมเลือนชายคนนี้ไป

    มุนมินจ็องไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนว่าจะมีวันที่ตนพยายามครุ่นคิดเกี่ยวกับเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

     

    เมื่อลืมตาขึ้นมุนมินจ็องก็เสียเวลาไปกับการกอดประโลมร่างอันสั่นเทาของตนให้สงบ ตอนนั้นเธอวิ่งลงไปชั้นหนึ่งและกระชากประตูที่ซ่อนหัวท่อดับเพลิงซึ่งอยู่ข้างบันได ทว่าจู่ๆ เธอก็สะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียงนี้อีกครั้ง อะไรบางอย่างเป็นตัวแปรที่ทำให้สถานการณ์ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เธอจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อพิจารณาว่าอะไรคือตัวแปรในการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั่นกันแน่

    มีความจริงหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนนั่นคือเธอจำเป็นต้องลงไปที่ชั้นสองอีกครั้ง มุนมินจ็องยื่นมืออันสั่นระริกแตะลูกบิดประตูด้วยใบหน้าไร้สีเลือด โชคดีที่ครั้งนี้ประตูถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย

    บนระเบียงชั้นสองเงียบสงบคล้ายไม่เคยเกิดเหตุระเบิดขึ้นมาก่อน มุนมินจ็องแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากด้วยจิตใจสั่นระรัวพร้อมกับมองไปรอบๆ

    อยู่ห้องไหนนะ คุณฮันซึลกีเคยแนะนำตัวเองว่าอยู่ห้องไหนกันแน่

    ในขณะที่เธอกำลังมองไปรอบๆ พลันสะดุ้งเฮือกเมื่อประตูห้องสองศูนย์สามจู่ๆ ก็ถูกเปิดออกดังผลัวะ

    “กรี๊ด!”

    “อ๊าก!”

    ยุนย็องฮย็อนกับมุนมินจ็องพากันกระโดดไปด้านหลังด้วยความตกใจด้วยกันทั้งคู่ ทันทีที่สบตากันพวกเขาก็ได้แต่กัดริมฝีปากพลางกำหมัดแน่นแสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนกของทั้งสอง

    “เอ่อ ยะ…อยู่ห้องไหนนะคะ”

    ยุนย็องฮย็อนเข้าใจผิดจึงเอ่ยตอบเธอว่า

    “ห้องสองศูนย์สองครับ”

    “เปล่า เอ่อ ห้องของคุณฮันซึลกีน่ะค่ะ”

    ห้องที่เขากำลังจะแวะไปพอดี ยุนย็องฮย็อนเหลือบมองประตูห้องสองศูนย์เก้าแล้วจึงตอบว่า

    “ตรงโน้นน่ะครับ…”

    ปลายเสียงที่สั่นเครือคล้ายบรรจุอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้เต็มเปี่ยม มุนมินจ็องเองก็เข้าใจถึงความรู้สึกนั้นดี หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวไปหยุดยืนที่หน้าประตูแล้วเคาะเสียงดัง

    “…คุณฮันซึลกี?”

    เสียงเคาะประตูดังกลวง แต่กลับไม่มีเสียงใดดังตอบออกมาจากด้านใน มุนมินจ็องกัดปากแน่นด้วยสีหน้าคล้ายคนใกล้ร้องไห้เต็มที

    “ยะ…อยู่ห้องไหมคะ”

    มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมาเช่นเคย ขณะยุนย็องฮย็อนบอกให้มุนมินจ็องหลีกไปด้านข้างเพื่อพังประตูนั้นเอง จู่ๆ เสียงหมุนลูกบิดประตูก็พลันดังขึ้น

    ทั้งคู่ยืนตัวแข็งค้างอยู่หน้าประตูที่ถูกเปิดแง้ม ก่อนจะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวและเสียงตอบของใครบางคนดังขึ้นจากด้านใน

    “อยู่ครับ”

    สองขาแทบหมดแรง ยุนย็องฮย็อนเปิดประตูให้อ้าออก แม้ภายในห้องจะแคบมากจนเขาไม่อาจเข้าไปได้ แต่ทว่ายุนย็องฮย็อนกลับเห็นร่างไร้เรี่ยวแรงของอีกฝ่ายได้อย่างถนัด จากสภาพอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของฮันซึลกีที่อยู่ตรงหน้าบอกแก่เขาว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในสภาพที่ปกติเสียเท่าไหร่

    “…เป็นอะไรไหมคะ”

    เมื่อได้ยินเสียงถามจากมุนมินจ็อง ฮันซึลกีก็ยกสองมือปิดหน้าถอนหายใจเสียงดังแทนคำตอบให้แก่เธอ

    “บ้าจริง…ไอ้สภาพลูกหมาตกน้ำนี่…”

    ฮันซึลกีไม่อาจเอื้อนเอ่ยประโยคอื่นต่อจากนี้ได้ เขานิ่วหน้ากัดฟันดังกรอด

    ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นบนเตียงก็พยายามคลานไปยังห้องน้ำ เปิดฝักบัวรดศีรษะของตน เขารู้สึกช็อกจนพะอืดพะอมอาเจียนเลอะเทอะ แต่สายน้ำเย็นๆ ก็ค่อยๆ ปลุกสติและเรี่ยวแรงให้ฟื้นขึ้นได้บ้าง

    “ห้องสองศูนย์สองล่ะ”

    ยุนย็องฮย็อนส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำถามของฮันซึลกีที่อุตส่าห์พยุงร่างลุกขึ้น

    “ยังไม่ได้ไปดูเลยครับ คุณพักต่ออีกนิดเถอะ เดี๋ยวผมไปสำรวจเอง”

    “อืม ไม่ต้องหรอก ไม่ต้อง อย่าไป…โธ่เว้ย!”

    มุนมินจ็องตกใจจนเผลอถอยหลังเมื่อฮันซึลกีที่หมดสภาพไร้เรี่ยวแรงเมื่อครู่จู่ๆ ก็ตะโกนพร้อมกับผลักยุนย็องฮย็อนออกแล้ววิ่งไปยืนอยู่หน้าห้องสองศูนย์สองราวกับไม่เคยเจ็บป่วย ยุนย็องฮย็อนตกตะลึงครู่หนึ่งก่อนจะเรียกฮันซึลกีเพื่อรั้งอีกฝ่าย

    “เดี๋ยวก่อนครับ มันอันตราย!”

    “ฉันรู้!”

    ฮันซึลกีตัดบททันที เขาได้แต่ยืนกำหมัด กัดฟันจ้องประตูหน้าห้องนั้นเขม็ง

    “ปัดโธ่เว้ย ไอ้บ้า…อยากจะตายก็ตายไปคนเดียวสิวะ!”

    ฮันซึลกีตะโกนด่าพลางเตะที่ด้านล่างของประตู ทันใดนั้นเองคล้ายได้ยินเสียงประตูไม้ใกล้จะเปิดออก ราวกับว่าคนที่อยู่ด้านนอกกับด้านในนั้นสื่อสารกันได้ แต่หากเปิดประตูก็จะเกิดการระเบิด หรือพวกเขาจะไม่มีหนทางใดนอกจากพยายามเกลี้ยกล่อมคนด้านในเท่านั้น ทว่าฮันซึลกีกลับไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะมาเกลี้ยกล่อมใคร

    “คิดให้ดีนะไอ้บ้า! ถ้าฉันงัดห้องเข้าไปได้ล่ะก็ แกเตรียมตัวถูกอัดเละไว้เลย!”

    เมื่อโวยวายเสร็จก็หมุนตัวกระทืบเท้าดังโครมครามลงไปยังชั้นหนึ่งที่มีกล่องจดหมายต่างๆ ก่อนจะทรุดร่างนั่งแหมะอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้าย ยุนย็องฮย็อนกับมุนมินจ็องเดินตามลงมาหยุดอยู่ที่เบื้องหลังของเขาที่สูดลมหายใจเข้าออกแรงจนไหล่กระเพื่อม ยุนย็องฮย็อนค่อยๆ วางฝ่ามือของตนลงบนแผ่นหลังของฮันซึลกีอย่างแผ่วเบา

    “ผมว่าคุณพักหน่อยก็ดีนะครับ”

    ฮันซึลกีที่นั่งหลับตาใช้มือข้างหนึ่งค้ำหน้าผากพยักหน้ารับ

    “เรื่องที่เกิดขึ้นต้องมาจากไอ้หมาบ้านั่นแน่ ใครมันจะบ้าสร้างกับระเบิดในห้องของตัวเองกันบ้าง เพราะมันแน่นอนถึงได้เกิดเรื่องราวบ้าๆ แบบนี้”

    ยุนย็องฮย็อนคล้ายเห็นด้วยกับคำพูดปนเสียงกระฟัดกระเฟียดของอีกฝ่าย เพราะสถานการณ์ที่แปลกประหลาดซึ่งน่าจะช่วยให้พวกเขาพ้นจากโลกอันพิสดารแห่งนี้ได้เห็นจะมีเพียงในห้องสองศูนย์สองเท่านั้น

    แม้ไม่มีใครเรียกร้อง แต่มุนมินจ็องก็เดินขึ้นไปยังชั้นสี่เพื่อเอาน้ำด้วยคิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะต้องการ

    “ขอฉันคิดก่อนนะว่าจะทำลายแผนการของมันยังไงดี ไอ้ที่ว่าจะไปงัดห้องนั่นไม่ใช่แค่พูดไปงั้นๆ หรอกนะ”

    เขาไม่ได้เอ่ยเพราะความเกรี้ยวกราดเพียงอย่างเดียว และยุนย็องฮย็อนก็รู้ดีว่าไม่มีหนทางอื่นจึงยอมรับความคิดนั้นอย่างจำใจ

    “พวกผมไม่เห็นภายในห้องน่ะครับ คุณพอจะนึกอะไรออกบ้างไหม…พอจะเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ”

    เมื่อได้ยินคำถามของอีกฝ่าย ฮันซึลกีก็พยายามนึกถึงภาพภายในห้อง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกวิงเวียนจนร่างกายโงนเงนไปมา

    “โทษทีนะ ขอฉันพักสักเดี๋ยว”

    “เชิญครับ”

    มุนมินจ็องที่ขึ้นไปเอาน้ำจากชั้นบนกลับลงมาด้วยสภาพหอบหายใจนิดๆ ยื่นแก้วน้ำให้แก่ฮันซึลกี ฮันซึลกีรู้สึกขอบคุณและเอ็นดูหญิงสาวผู้มีใบหน้าสวยงามที่อุตส่าห์รีบไปรีบกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อฮันซึลกีเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเขาจึงหันไปยิ้มให้เธอแล้วค่อยๆ หวนคืนสู่ความสงบ

    “ไม่เห็นจะต้องรีบวิ่งไปวิ่งมาขนาดนั้นก็ได้นี่”

    “เอ๋? เอ่อ…ก็ไม่ได้…”

    จริงๆ แล้วเป็นเพราะเธอกลัวต่างหาก ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะต้องมาเผชิญฉากแบบนั้นต่อหน้าต่อตาขนาดนี้ มุนมินจ็องพยายามกลั้นเสียงสะอื้นและน้ำตาที่ใกล้ร่วงหล่น อาการตื่นตระหนกค่อยๆ สงบลงเมื่อเห็นฮันซึลกีดื่มน้ำแก้วนั้น

    ฮันซึลกีกระดกน้ำเย็นลงคอเกลี้ยงภายในรวดเดียว ก่อนจะถอนหายใจยาวยืด หลับตานิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ส่ายหน้าพลางพึมพำออกมาว่า

    “จะให้นึกออกทั้งหมดทันทีทันใดคงลำบากแต่ว่า…เอาเท่าที่พอจะนึกได้คร่าวๆ ก่อนก็แล้วกัน”

    “อะไรเหรอคะ มีอะไรอยู่ในห้องสองศูนย์สองงั้นเหรอคะ”

    ฮันซึลกีพยักหน้ารับคำถามนั้นของเธอ

    ภาพที่เห็นนั้นดูประหลาดจนเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าตาลายไปเองหรือเปล่า แต่เขามั่นใจว่าสิ่งที่เห็นมันมีอยู่จริง

    “ผมเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง สวมชุดเดรส…”

    ยุนย็องฮย็อนพลันขนลุกซู่ ไหล่กระตุกเมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกินความคาดหมาย ห้องแคบๆ ที่เล็กจนแทบใช้เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ไม่ได้กลับมีเด็กผู้หญิงอยู่ หรือนั่นอาจไม่ใช่คน

    “เธอนอนอยู่ข้างๆ ผู้ชายคนนึง ดูแข็งทื่อแปลกๆ”

    พอฟังมาถึงตรงนี้เขาก็เริ่มคิดเฉไฉไปในทิศทางอื่น หรือว่าเด็กคนนั้นจะเป็นมนุษย์แต่ไร้ซึ่งลมหายใจกันแน่

     

    ไม่ว่าคนที่อาศัยอยู่ในห้องนั้นจะสติเลอะเลือนหรือบ้าแค่ไหน แต่เรื่องการสร้างกับระเบิดให้ทำงานเมื่อประตูถูกเปิดแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ พวกเขาทั้งสามคนตัดสินใจพยายามหาวิธีเปิดประตูเพื่อดูสภาพด้านในห้องให้ได้

    “มีวิธีไหนที่เราจะไม่เปิดประตูแล้วเข้าไปดูสภาพภายในได้ไหมคะ”

    มุนมินจ็องเอ่ยถามอย่างหวาดหวั่น แต่ไม่มีหนทางอื่นที่ดีไปกว่านี้แล้ว

    ยุนย็องฮย็อนลูบคางพร้อมกับพึมพำเบาๆ

    “เมื่อประตูถูกเปิดออก ระเบิดก็จะถูกกระตุ้นให้ทำงาน แปลว่าอาจมีเชือกหรืออะไรสักอย่างโยงระเบิดเอาไว้กับลูกบิดประตู อาจเพราะเป็นระเบิดที่ทำขึ้นเอง รัศมีการระเบิดเลยไม่กว้างมาก เหมือนเจ้าตัวแค่ต้องการสร้างไฟขึ้นมาเท่านั้น ไม่รู้ว่าผนังห้องเป็นยังไง แต่พอเปลวเพลิงกระทบก็เกิดเป็นกำแพงไฟชั่วพริบตา แล้วกระตุ้นแก๊สให้เกิดระเบิดรอบสอง”

    ตั้งแต่ย้ายมานั่งล้อมโต๊ะกัน ฮันซึลกีก็ก้มหน้ายกมือกุมขมับอยู่ตลอดเวลา ตอนแรกมุนมินจ็องบอกให้เขาไปพักในห้อง แต่ฮันซึลกีปฏิเสธบอกว่าเขาไม่ได้ไม่สบาย แต่กำลังพยายามนึกถึงสภาพภายในห้องสองศูนย์สองต่างหาก

    “ลองว่ามีกองเพลิงขวางกั้นอยู่หน้าห้องสองศูนย์สอง อย่างน้อยๆ ตั้งแต่ห้องสองศูนย์สามจนถึงห้องสองศูนย์เจ็ดคนที่อยู่ในนั้นก็คงหนีออกไปไม่ได้ ไอ้บ้าเอ๊ย มันไม่คิดที่จะตายไปคนเดียวแน่”

    ถ้าเรียงหมายเลขห้องเริ่มต้นจากฝั่งบันไดก็จะเริ่มจากห้องหมายเลขหนึ่งไปจนถึงหมายเลขสี่ แล้วสุดฝั่งตรงข้ามก็จะเริ่มจากห้องหมายเลขห้าจนถึงหมายเลขเก้ากลับไปยังบันได ซึ่งห้องสองศูนย์เจ็ดนั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกันพอดีกับห้องสองศูนย์สอง ถ้าคนที่อาศัยอยู่ในห้องเหล่านั้นหลบออกมาได้ก็คงดีไป แต่ถ้าพวกเขาถูกเปลวไฟขวางเอาไว้ และมันลุกลามไปถึงบันได นั่นหมายความว่าทุกคนจะหนีออกมาไม่ได้

    “เพราะอะไรทำไมเขาถึงต้องทำขนาดนั้นด้วยล่ะคะ หรือเขามีอะไรเคียดแค้นชิงชังคนในโคชีว็อนแห่งนี้ แล้วเด็กที่อยู่ข้างในนั้นคือใครกัน”

    มุนมินจ็องถามขึ้นมาอย่างอึดอัด ยุนย็องฮย็อนที่คว่ำหน้าไถลไปกับโต๊ะพลันพูดเสียงอู้อี้ตอบขึ้นมาว่า

    “ผมว่าเขาคงไม่มีคนที่ชอบในนี้หรอก ส่วนคนที่เกลียดนี่ไม่แน่ แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใครผมก็ไม่รู้เหมือนกัน อืม…หรือเธออาจถูกลักพาตัวมา แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับเธอก็เลยฆ่าซะ ส่วนตัวเองก็หาทางฆ่าตัวตายตามไปด้วยมั้ง”

    แม้เป็นเพียงประโยคที่พ่นออกจากปากไปงั้นๆ แต่คนฟังกลับรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้อย่างน่าประหลาด เพราะคนที่คิดเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงยุนย็องฮย็อนเท่านั้น ฮันซึลกีพยายามคุ้ยความทรงจำด้วยใบหน้าขมึงทึง

    “มีผู้ชายหนึ่งกับเด็กผู้หญิงอีกหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ฉันตกใจมากเลยเอาแต่จ้องเด็กผู้หญิงคนนั้น อืม ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ แต่คล้ายว่าทั้งคู่นอนนิ่งอยู่บนเตียง…นิ่งจนเหมือนคนตายไปแล้ว”

    แม้คิดเช่นนั้นแต่เขากลับเปิดประตูเข้าไปยืนยันความคิดไม่ได้ ยุนย็องฮย็อนที่แนบแก้มนาบไปกับพื้นโต๊ะยกนิ้วขึ้นเคาะเป็นจังหวะเบาๆ พลางถอนหายใจยาวยืด

    “เด็กคนนั้นถูกพามาเมื่อไหร่กัน”

    “…บางทีอาจถูก ‘เอามา’ ก็เป็นได้นะคะ”

    มุนมินจ็องเสนอความคิดของตนเอง ว่าเป็นไปได้ที่บางทีเด็กคนนั้นอาจถูกลักพามาและถูกทำให้เสียชีวิต หรือเสียชีวิตมาก่อนนั้นแล้วค่อยนำเข้ามา ส่วนวิธีการ…แค่มีกระเป๋าลากใบใหญ่สักหน่อยก็พอแล้ว…หญิงสาวหวาดผวาจนไหล่สั่นระริกกับข้อสันนิษฐานของตนเอง วินาทีต่อมาเธอพลันนึกถึงความเชื่อมโยงอย่างอื่น

    “ถ้าเราเช็กกล้องวงจรปิด บางทีอาจรู้ว่าเธอถูกพาตัวมาเมื่อไหร่ก็ได้นะคะ เด็กขนาดนั้นคงไม่มีทางอยู่เงียบๆ ไม่ส่งเสียงเอะอะได้หรอกค่ะ ถ้าพามาในสภาพเป็นศพแล้วก็ยิ่งไม่น่าผ่านไปนานเท่าไหร่นักนะคะ”

    ฮันซึลกีไม่ให้น้ำหนักกับข้อคิดเห็นนี้ของเธอนัก

    “มันก็เป็นไปได้ แต่ว่าไอ้บ้านั่นไม่น่าโง่ถึงขั้นจะให้ถ่ายเห็นใบหน้าของตัวเองหรอกมั้ง”

    “ไม่ลองดูหน่อยเหรอคะ ถ้ามีภาพที่ถ่ายเห็นคนลากกระเป๋าใบใหญ่ก็จะทำให้เรารู้ช่วงเวลานะคะ”

    “แต่ว่าที่นี่จะมีใครถือกระเป๋าลากไปมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสักหน่อย เราไปดูห้องที่เกิดระเบิดดีกว่าไหม จะได้สำรวจเด็กคนนั้นด้วยตาตัวเอง”

    ในที่สุดสถานการณ์ก็ค่อยๆ แตกต่างจากตอนแรกที่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นที่ไหนอย่างไร ตอนนี้พวกเขาเริ่มมีการเรียงลำดับว่าสิ่งไหนควรทำก่อนหรือหลังได้บ้างแล้ว

    มุนมินจ็องทำปากยื่นอย่างไม่ค่อยพอใจนักก่อนจะแนบแก้มนอนราบไปกับโต๊ะเลียนแบบยุนย็องฮย็อน ทว่าอีกฝ่ายกลับผุดลุกขึ้นคล้ายสลับท่าทางกับหญิงสาว

    “ผมว่าเราลองหาวิธีเตรียมรับมือกับระเบิดกันดีไหมครับ”

    “ทำไปทำไม”

    ฮันซึลกีพูดลอดไรฟันคล้ายกำลังข่มความเกรี้ยวกราดภายใน ทว่ายุนย็องฮย็อนกลับไม่ยอมถอย

    “ที่จริงขอบเขตของระเบิดไม่ได้กว้างนัก ผมว่าถ้าเราดึงสายดับเพลิงมาระงับเหตุเพลิงปะทุตั้งแต่แรก บางทีพวกเราอาจยับยั้งเหตุเพลิงโหมไหม้และเข้าไปด้านในได้นะครับ”

    “ไอ้คนที่ถูกแรงระเบิดที่ไม่ได้มีขอบเขตกว้างนั่นจนตายไปครั้งหนึ่งน่ะนั่งหัวโด่อยู่นี่นะโว้ย ตัวการทำระเบิดน่ะใคร ไอ้คนที่บอกว่าน่าจะทำได้น่าจะลองดูหน่อยน่ะ ถ้าเกิดถูกระเบิดเผาจนเกรียมแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีใครถูกขังอยู่ในห้องก็อาจตายไปทั้งๆ อย่างนั้นก็ได้นะโว้ย!”

    ฮันซึลกีไม่อาจรักษาความสุขุมได้อีกต่อไป ยุนย็องฮย็อนผงะตกใจแม้ในใจจะรู้ว่าโมโหไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าควรปลอบประโลมอีกฝ่ายอย่างไรให้สงบลง มุนมินจ็องพลันเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า

    “แต่พวกเราก็ไม่มีทางอื่นอีกแล้วนะคะ ถ้าคุณฮันซึลกีทำไม่ได้ เดี๋ยวพวกเราทำเองค่ะ”

    ที่ฮันซึลกีเกรี้ยวกราดขนาดนี้ก็เพราะเขา ‘กำลังหวาดกลัว’ แต่จะให้เขาเอ่ยพูดไปตรงๆ ก็ไม่กล้า ฮันซึลกีที่ปวดหัวพลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพิงร่างแนบไปกับเก้าอี้

    “ใช่ ไม่มี ไม่มีอีกแล้ว แต่ฉันทำไม่ได้ แต่จะให้อยู่เฉยๆ ปล่อยให้พวกคุณแตะต้องเจ้าสิ่งนั้นก็ทำไม่ได้…เราเริ่มจากการไปเช็กกล้องวงจรปิดอย่างที่คุณมินจ็องเสนอน่าจะดีกว่า ขอเวลาทำใจเพิ่มอีกสักนิดนะ”

    ดูเหมือนว่าการขอความช่วยเหลือให้เปิดประตูในตอนนี้จะเกินกำลังมากไป ยุนย็องฮย็อนจึงได้แต่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาพักเพิ่มอีกนิด

    “โอเคครับ งั้นเราหาวิธีเปิดเข้าห้องผู้ดูแลก็แล้วกันนะครับ”

    “…ถ้าเป็นห้องของผู้ดูแลก็น่าจะมีอุปกรณ์ช่างนะคะ บางทีมันอาจมีประโยชน์กับพวกเรา”

    ห้องผู้ดูแลยังเปิดไม่ได้เช่นเดิม พวกเขาหวนนึกถึงวิธีที่ใช้เปิดห้องของคนอื่นได้นั่นก็คือการนึกถึงคนที่พอจะรู้จักแล้วค้นหาชื่อของคนคนนั้นจากกล่องจดหมาย แต่ผู้ดูแลโคชีว็อนในเวลากลางวันของวันพุธนั้น พวกเขารู้จักแต่หน้าเพราะผู้ดูแลจะสลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเวรที่ได้รับ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยแน่ใจนัก แม้ดูตามป้ายชื่อเวรของผู้ดูแลก็ไม่ตรงกัน คนทั้งสามยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด พยายามคลำหาความทรงจำของใครของมันบนทางเดินชั้นหนึ่ง สภาพของพวกเขาในขณะนี้ช่างดูน่าขันและน่าเศร้าสลดยิ่งนัก มุนมินจ็องพลันปล่อยเสียงคิกออกมา

    “ปกติถ้าเจอกันก็แค่ทักทายไปตามมารยาท ใครจะรู้ว่ามีทั้งหมดกี่คนกัน…”

    ทุกคนล้วนอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ยุนย็องฮย็อนแนบหน้ากับประตูกระจกของห้องผู้ดูแลเพื่อส่องดูภายใน ด้านในไม่มีคนอยู่ มีเพียงกล่องพัสดุสองสามใบ จอภาพของกล้องวงจรปิดคุณภาพแย่ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้อำนวยความสะดวก และเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

    ขณะเดียวกันเขาพลันนึกอะไรประหลาดๆ ขึ้นมา ในหนึ่งปีมีสามร้อยหกสิบห้าวัน สถานที่แห่งนี้จำเป็นต้องมีผู้ดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ต้องใช้ผู้ดูแลประมาณสี่ห้าคนหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปมา ถ้าอย่างนั้นในตอนกลางวันของวันพุธแบบนี้ย่อมต้องมีผู้ดูแลเพื่อเฝ้าโคชีว็อนแห่งนี้ไม่ใช่หรือ ยุนย็องฮย็อนเปิดปากพูดอย่างระมัดระวังว่า

    “ลุงผู้ดูแลไม่ใช่ว่าถูกขังอยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ”

    ฮันซึลกีกับมุนมินจ็องหันไปมองหน้ายุนย็องฮย็อนแทบจะพร้อมๆ กัน เพื่อไม่ให้พวกเขาเอ่ยคำถามใด ยุนย็องฮย็อนจึงพูดต่อไปอีกว่า

    “เอ่อ…ถ้าลุงไม่บังเอิญออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกขณะเกิดเหตุประหลาดนี้น่ะนะครับ ปกติแล้วลุงมักจะเฝ้าอยู่ในห้องตลอด ถึงตอนนี้ดูเหมือนไม่มีคน แต่ถ้าเราเปิดประตูสำเร็จก็อาจเจอลุงผู้ดูแลอยู่ด้านในก็ได้ เพราะตอนคุณฮันซึลกีบอกว่าทุบประตูห้องผม ผมก็ไม่ได้ยินเหมือนกันน่ะครับ”

    หากใครต้องมาเผชิญกับคำว่าวัตถุระเบิดที่ฟังดูไกลตัวและอยู่ภายใต้ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวอย่างนี้ก็ย่อมต้องการใครสักคนมาช่วยเหลือแน่นอน ยิ่งเมื่อคนที่ว่านั้นเป็นผู้ดูแลตึกแห่งนี้ ฮันซึลกียื่นมือไปจับลูกบิดประตูห้องของผู้ดูแล

    “แต่ว่าเรื่องที่ประตูเปิด…”

    ประตูถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย พวกเขาทั้งสามคนแน่ใจว่าประตูบานนี้ไม่เคยมีวี่แววว่าจะเปิดออกได้แม้แต่น้อย และก่อนหน้านี้พวกเขาก็พยายามกันอย่างหนักเพื่อให้ประตูนี้เปิดออก คนทั้งสามไม่อาจเก็บอาการตื่นตระหนกของกันและกันได้เมื่อเห็นประตูเปิดได้อย่างง่ายดาย

    “…พับผ่าเหอะ อยากรู้เงื่อนไขที่ทำให้มันเปิดได้จังแฮะ”

    ฮันซึลกีเปิดประตู กล่าวอย่างอัดอั้นขณะเดินเข้าไปด้านใน แต่ภายในห้องกลับไม่มีคนอยู่ซึ่งผิดกับที่ยุนย็องฮย็อนสันนิษฐาน

    มุนมินจ็องที่เดินตามหลังฮันซึลกีเข้ามาหยุดที่หน้าจอเก่าๆ ที่เรียงรายต่อๆ กัน หน้าจอแต่ละเครื่องล้วนถูกติดสติ๊กเกอร์บ่งบอกถึงสถานที่ที่ติดตั้งกล้อง ไม่ว่าจะเป็นทางเข้าของแต่ละชั้นและบริเวณผนังตึกด้านนอกที่ส่องไปยังลานจอดรถด้วย ขณะจ้องหน้าจอเหล่านั้นเธอก็พลันสะดุดตาเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ดูน่าหวาดหวั่น

    “…ดูนี่สิคะ”

    สิ่งที่มุนมินจ็องพูดและชี้ให้ดูก็คือภาพตรงหน้าทางเข้าออกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็คือด้านหน้าของห้องผู้ดูแลนี้ที่ทุกคนกำลังยืนอยู่ในปัจจุบัน ภาพบนหน้าจอหยุดชะงักฉายให้เห็นภาพของชายสวมหมวกปกปิดใบหน้าผู้หนึ่งกำลังลากกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่เดินเข้าตึก

    พวกเขาทั้งสามพากันเงยหน้ามองหน้าห้องของผู้ดูแลโดยอัตโนมัติ แต่กลับไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น

    “วันที่ในหน้าจอ…วันที่แปด เดือนห้า เวลาห้าทุ่มนี่คะ”

    ภาพตรงฝั่งลานจอดรถที่ดูมืดสนิทนั้นยืนยันให้พวกเขาได้ว่าเวลาในจอคือตอนกลางคืน ทว่าภาพที่พวกเขามองเห็นผ่านประตูกระจกกลับเป็นความสว่างไสวของเวลากลางวัน ยุนย็องฮย็อนตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ

    “มันอาจแค่บังเอิญ แต่ทำไมต้อง ‘บังเอิญ’ ชะงักที่หน้าจอตรงนี้ด้วยล่ะคะ เรามองเห็นภาพของคนในชั้นสี่ แผ่นหลังของใครบางคนที่กำลังเดินผ่านชั้นสอง แต่พอเป็นชั้นหนึ่ง ภาพหน้าจอกลับชะงักอยู่ที่คนคนนี้กำลังเดินผ่านส่วนกลาง”

    แล้วดันเป็นภาพหน้าจอที่สนับสนุนเรื่องที่พวกเขาเพิ่งคุยกันว่าอาจมีศพถูกยัดไว้ในกระเป๋าใบใหญ่แบบนี้อีกต่างหาก ทั้งสามพลันหวาดกลัวกับความตั้งใจของอะไรบางอย่างที่ต้องการให้พวกเขารับรู้

    “เพราะหมวกทำให้มองไม่เห็นหน้า แต่ว่านั่นใช่คนในห้องสองศูนย์สองจริงๆ หรือเปล่า”

    ฮันซึลกีหันไปถามมุนมินจ็องกับยุนย็องฮย็อนที่เคยเห็นหน้าเขาคนนั้น ทว่าทั้งคู่กลับส่ายหน้า ไม่ใช่ว่าอยากปฏิเสธแต่เพราะ…

    “ฉันมองไม่เห็นหน้าค่ะ แต่ถ้าดูจากรูปร่างก็คล้ายคลึงกันอยู่พอสมควร…”

    “เอาคร่าวๆ นะ…อืม เอาเป็นว่าพวกเรายังไม่รู้ และไม่รู้ด้วยว่าเพราะอะไรจึงเกิดเรื่องทำนองนี้ แต่อะไรบางอย่างคงอยากให้พวกเราจัดการกับเจ้าหมอนี่มั้ง”

    ทุกคนเห็นด้วยกับเขา ทั้งสามคนพยายามจ้องไปที่หน้าจอในช่องอื่นๆ แต่กลับไม่รู้เลยว่าคนคนนั้นเป็นใคร ใช่คนห้องสองศูนย์สองหรือเปล่า

     

    พวกเขาเช็กภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว ค้นห้องผู้ดูแลก็แล้ว แต่กลับไม่ได้เบาะแสอะไรเป็นพิเศษ ทว่าอย่างน้อยก็หยิบเอาอุปกรณ์ช่างติดไม้ติดมือออกมาด้วย แม้อยากเลื่อนเวลาไปอีกเรื่อยๆ แต่ความจริงที่ว่าอย่างไรเสียก็ต้องจัดการกับวัตถุระเบิดนั้นก็ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาจำเป็นต้องจัดการมันให้เสร็จสิ้น ติดอยู่ที่ว่าจะจัดการอย่างไรก็เท่านั้น

    พวกเขาขึ้นไปยังชั้นสี่เพื่อสุมหัวหาวิธีกันอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศอันตึงเครียดพลันเปลี่ยนไปเมื่อยุนย็องฮย็อนที่แม้ไม่หิวแต่กลับรู้สึกเบื่อได้หยิบซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมา กลายเป็นว่าพวกเขาทั้งสามใช้ตะเกียบไม้ม้วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ฉีกต้มสองซองในหม้อเดียวกันตักใส่แก้วกระดาษแบ่งกันกิน

    ฮันซึลกีที่เคยบ่นว่ามาใช้เวลาทำอย่างนี้ไม่ไร้สาระไปหน่อยหรือ ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้ให้กลิ่นอันยั่วยวนของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปโดยปริยาย โดยปกติแล้วหากไม่มีอะไรกิน คนที่อาศัยอยู่ในนี้ก็มักขึ้นมาที่นี่เพื่อต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้รองท้องอยู่เสมอ

    “กินแค่นี้จะพอเหรอกับรูปร่างแบบนี้น่ะ”

    เมื่อยุนย็องฮย็อนได้ยินคำกล่าวกระเซ้าเย้าแหย่ของฮันซึลกีก็หัวเราะออกมาเบาๆ

    “ก็ไม่ได้กินเพื่อให้ท้องอิ่มอยู่แล้วนี่ครับ”

    “ไม่ปฏิเสธแฮะ”

    “ก็มันเรื่องจริงนี่ครับ”

    มุนมินจ็องหัวเราะคิกออกมา ในที่สุดเธอก็รู้สึกหายใจหายคอได้บ้างเล็กน้อยจึงร่วมสนทนาหยอกล้ออีกฝ่ายด้วย

    “แล้วปกติกินกี่ซองล่ะคะ”

    “อืม ถ้าเป็นปกติก็กินไม่เกินสองซอง นี่จะมาเป็นเซลส์ขายของกันรึไงครับ”

    ถ้อยคำหยอกล้อค่อยๆ ละลายบรรยากาศอันตึงเครียดลงบ้าง แต่ช่วงเวลาอันปลอดโปร่งย่อมมีวันสิ้นสุด เมื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกลี้ยงหม้อ บรรยากาศก็กลับมาหนักอึ้งเช่นเดิม

    ในระหว่างนั้นยุนย็องฮย็อนก็พยายามหาข้อสันนิษฐานเพื่อใช้หักล้างความคิดในเชิงลบของตน

    ตอนแรกที่ระเบิดปะทุ มีความคิดหนึ่งผุดวนเวียนอยู่ในสมองมาตลอดและความคิดนั้นเป็นไปในเชิงลบอย่างถึงที่สุด แต่พูดออกไปก็คงไม่มีประโยชน์ในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ เขาจึงยังคงปิดปากเงียบแม้วินาทีนี้จะยังคิดถึงมันก็ตาม

    การที่เขาพยายามหาเหตุและผลมาหักล้างใช่ว่าเพราะคิดยอมแพ้ แต่เพื่อค้นหาความน่าจะเป็นเพื่อใช้เป็นแรงโน้มน้าวต่างหาก

    “คิดอะไรออกบ้างรึเปล่า”

    แม้ได้ยินฮันซึลกีเอ่ยถาม แต่ยุนย็องฮย็อนก็ไม่คิดเผยความคิดที่แท้จริงของตนออกไป

    “กำลังคิดหาวิธีทำให้ระเบิดแสดงอานุภาพของมันให้น้อยลง กับวิธีเข้าห้องนั้นน่ะครับ”

    “…”

    ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลี่ยง ในที่สุดฮันซึลกีก็ค่อยๆ ยอมรับทางเลือกนั้นไปโดยปริยาย ฮันซึลกีขยี้ศีรษะด้วยความหงุดหงิด

    “ต่อให้ฉันงี่เง่าไปก็คงไม่มีประโยชน์ เอาเป็นว่าจะลองดูก็แล้วกัน แต่บอกก่อนเลยนะว่าฉันคงไม่กล้าแตะลูกบิดนั้นอีก”

    ในจังหวะสำคัญเขากลับยกมือยอมแพ้ และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่จึงจะเอาชนะความหวาดกลัวในใจได้ ไม่ใช่ภายในวันสองวันนี้แน่ ยุนย็องฮย็อนพยักหน้ารับ

    “คุณไม่ใช่คนไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ต้องเป็นกังวลเกินไปหรอกครับ”

    “เอ่อ…ไม่รู้ว่าจะพอช่วยอะไรบ้างหรือเปล่านะคะ”

    มุนมินจ็องที่จมกับความคิดของตนพลันเอ่ยปากแทรกขึ้น หญิงสาวรู้สึกเขินเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงสายตาคาดหวังอันร้อนแรงเกินจำเป็นของพวกเขาทั้งสอง

    “สมมติว่าเด็กผู้หญิงภายในห้องที่ว่านั่นเสียชีวิตไปแล้ว เอ่อ…ส่วนเจ้าของห้องสองศูนย์สอง…คุณซึลกีบอกว่าเห็นผู้ชายอยู่ในห้องด้วยใช่ไหมคะ ถ้าเขายังไม่เสียชีวิตในตอนนั้น แต่จะตายหลังระเบิดระเบิดขึ้น บางที…บางทีคนที่อยู่ในห้องอาจจะคาดการณ์เอาไว้แล้วก็ได้ว่าจะต้องมีใครสักคนเปิดประตูบานนี้ เลยรอใครสักคนที่ว่านั่นมาเปิด เพราะถ้าเขาเสียชีวิตอยู่ในห้องอยู่แล้วคงไม่กลัวว่าใครจะมาเปิดห้องหรอก แล้วอีกอย่าง…ใครสักคนที่ว่าจะเป็นใครได้บ้าง ถ้าเป็นกรณีทั่วไปเวลาค่าห้องค้างชำระนานๆ ก็คงเป็นลุงผู้ดูแลมาเปิด แต่ถ้าเขาฆ่าเด็กจริงก็คงจะเป็นตำรวจหรือใครก็ตามที่กำลังตามหาเด็กคนนั้นเป็นคนเปิดห้องใช่ไหมล่ะคะ ฉันว่าความเป็นไปได้ข้อหลังนี้มีมากกว่าวันที่ผู้ดูแลจะมาทวงค่าเช่าเสียอีกนะคะ”

    วันชำระค่าเช่าคือวันที่ยี่สิบห้า แม้ความเป็นไปได้จะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ แต่การที่ตำรวจจะมาสืบคดีก็มีความเป็นไปได้มากเช่นกัน

    ฮันซึลกีลูบคางไปมาพลางพยักหน้า

    “แสดงว่ากับระเบิดที่ว่านั่นพุ่งเป้าไปที่ตำรวจหรือไม่ก็ใครสักคนที่ว่าสินะครับ”

    “ค่ะ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นหลักอะไรหรอกนะคะ…เพราะคนแรกที่เปิดประตูก็คือคนที่โชคร้าย”

    มุนมินจ็องที่กล่าวจนจบแอบเหลือบมองฮันซึลกีแวบหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ

    “แถมยังมีการระเบิดในรอบที่สองด้วยแก๊ส…บางทีอาจเป็นกระป๋องแก๊ส และเพื่อเสริมอานุภาพให้รุนแรงขึ้น…เป็นไปได้ที่ภายในห้องจะมีกับดักอื่นอีกนะคะ”

    ยุนย็องฮย็อนอึดอัดและไม่เข้าใจความคิดอันร้ายกาจของอีกฝ่ายเลยสักนิดว่าแค่เพื่อจู่โจมใครคนนั้นที่เปิดประตูห้อง…ต้องโหดร้ายถึงขั้นไม่สนใจว่าคนคนนั้นจะเป็นเป้าหมายของตนหรือไม่ ไม่สนว่าจะเป็นต้นเหตุให้โคชีว็อนแห่งนี้ตกอยู่ในเหตุการณ์สะเทือนขวัญและพินาศย่อยยับเพียงไรเลยงั้นเหรอ

    “ตัวเองก็จะตายอยู่แล้ว ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากด้วย”

    “ระเบิดนั่นไม่ใช่ทำขึ้นเพื่อแค่ฆ่าตัวตาย การที่คนคนนั้นนำตัวเด็กผู้หญิงมา…บางทีอาจมีอะไรที่มากกว่าการลักพาตัวหรือการเรียกค่าไถ่ธรรมดาๆ ก็ได้ ใช่ ต้องเป็นแบบนั้นแน่ เซ้นส์ของฉันมันบอกน่ะค่ะ”

    ประโยคสุดท้ายเสียงของเธอกลับแผ่วลง มุนมินจ็องเหลือบมองคนทั้งคู่ ตั้งแต่ที่เธอตั้งใจว่าจะมีชีวิตในเส้นทางที่ถูกที่ควรแล้ว มุนมินจ็องก็เริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับชื่อเสียงของมหา’ลัยที่เรียนจบมาและระดับผลการศึกษา ดังนั้นเวลาเสนอความคิดเห็นใดจึงมักวิตกกังวลด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะหัวเราะเยาะความคิดของตน

    ทว่าชายหนุ่มทั้งสองกลับพิจารณาความคิดนั้นอย่างจริงจังผิดจากที่หญิงสาวคาด

    “หรือเขาจะมีความแค้นอะไรเป็นพิเศษเลยคิดจะพาคนอื่นตายเป็นเพื่อนสักโหล”

    “เพื่อนตายที่ว่านั่นอาจเป็นพวกเราเองก็ได้นะครับ ช่วยคิดอะไรให้จริงจังกว่านี้หน่อยได้ไหม”

    ฮันซึลกีที่กล่าวเช่นนั้นจึงปิดปากเงียบครู่หนึ่ง และจู่ๆ ก็พลันเงยหน้าขึ้นคล้ายเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก

    “พวกเราลืมอะไรที่สำคัญมากๆ ไปหรือเปล่า”

    “อะไรเหรอคะ”

    “…ทำไมผมยังมีชีวิตอยู่ล่ะ”

    ความจริงที่แม้ทุกคนสงสัยแต่กลับไม่มีใครเอ่ยปากขึ้นก่อน

    เหตุการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทุกคนค่อยๆ ยอมรับโดยไม่รู้ตัว ทว่าเมื่อคำถามนี้ถูกเสนอ ทุกคนจึงค่อยพยายามวิเคราะห์ถึงสิ่งนั้น

    มุนมินจ็องนิ่วหน้าพลางเลื่อนสายตามองไปที่ด้านล่าง

    “หลังจากที่ห้องระเบิด…ฉันก็วิ่งไปที่ช่องเก็บหัวท่อดับเพลิง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วจู่ๆ ฉันก็ตื่นขึ้นบนเตียง”

    “ผมเองก็เหมือนกัน แล้วคุณย็องฮย็อนล่ะ”

    ยุนย็องฮย็อนพยักหน้า

    “ผมเองก็ตื่นขึ้นบนเตียงเหมือนตอนที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกขังอยู่ในห้องน่ะครับ”

    มุนมินจ็องกัดริมฝีปากล่างก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

    “สถานการณ์เดิมหวนเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งงั้นเหรอคะ”

    แม้ทุกคนจะพอรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำนั้นจากปากเธอ ทิศทางก็เปลี่ยนไปเป็นครุ่นคิดถึงต้นเหตุของการเกิดซ้ำ

    “การเกิดซ้ำ…มันต้องมีกฎเกณฑ์อะไรสักอย่างที่ทำให้เหตุการณ์หวนกลับมาแบบนี้ หรือว่าเพราะมีใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มของพวกเราตาย?”

    หัวใจของทุกคนพลันวูบโหวงเมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานนั้นของหญิงสาว แต่ไม่นานนักยุนย็องฮย็อนก็เสนอความเป็นไปได้อื่นอีก

    “ไม่แน่อาจเพราะเกิดระเบิดขึ้นก็ได้นะครับ”

    บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ข้อสันนิษฐานแรกอาจไม่กล้าทดลอง ทว่าข้อสันนิษฐานต่อมาพวกเขากลับพิสูจน์ได้ ไหนๆ ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็ลองทำจนหมดแล้ว ทางเลือกที่ไม่ต้องการทำจึงบังเกิดความหมายเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนั้น

    บางทีนี่อาจเป็นภารกิจที่พวกเขาต้องข้ามผ่านก็เป็นได้ ฮันซึลกีคล้ายลดความรู้สึกขัดแย้งภายในใจของตนลงได้บ้างเมื่อเกิดเป้าหมายให้พิสูจน์

    “เราลองมายับยั้งแรงระเบิดกันดูสักตั้งนะครับ”

    การเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ปล่อยให้มันเป็นไป ตอนเกิดเหตุระเบิดมีอุปกรณ์ใดบ้างที่ทำงานและโครงสร้างห้องเป็นแบบไหน พวกเขาพอจะสรุปได้คร่าวๆ บ้างแล้วแต่กลับติดปัญหาที่การยับยั้งแรงระเบิดเท่านั้น

    “เช็กอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมอีกสักครั้งก่อนไหมคะ”

    มุนมินจ็องหันรีหันขวางครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปหยิบแผ่นโฆษณาอาหารดีลิเวอรี่ที่แปะอยู่ตรงตู้เย็นออกมา แล้วพลิกด้านหลังวางแผ่ลงบนโต๊ะ

     

    คนทั้งสามเดินลงมาที่ชั้นสองเพื่อเตรียมอุปกรณ์สารพัดเพื่อใช้ยับยั้งเพลิงไหม้ ทีแรกพวกเขาคิดดึงสายดับเพลิงที่อยู่ชั้นหนึ่ง แต่สายนั้นสั้นจนดึงขึ้นมาไม่ได้ จึงขึ้นไปเอาสายดับเพลิงที่ชานพักบันไดของชั้นสาม ระหว่างที่ฮันซึลกีสอนวิธีเปิดวาล์วและการจับสายดับเพลิงให้มุนมินจ็อง ยุนย็องฮย็อนก็ขึ้นไปเอาผ้าห่มจากห้องสามศูนย์สองที่ว่างอยู่กับห้องของพวกเขาทั้งสามคน

    เมื่อเดินลงมาชั้นสอง การทดลองใช้ท่อน้ำดับเพลิงก็เสร็จสิ้นพอดี ฮันซึลกีกับมุนมินจ็องยืนจับสายดับเพลิงมั่นอยู่บนพื้นระเบียงทางเดินที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำพร้อมกับบ่นอย่างหัวเสีย

    “น้ำสนิมทั้งนั้น”

    “แหม จะสนใจคุณภาพน้ำอะไรนักคะ ว่าแต่คุณย็องฮย็อนเตรียมเสร็จแล้วเหรอคะ”

    ยุนย็องฮย็อนวางผ้าห่มลงบนพื้นก่อนจะยื่นมือไปรับสายดับเพลิงมาเพื่อฉีดให้มันเปียก

    “ก็ระดับหนึ่งน่ะครับ”

    “ใช้หัวท่อดับเพลิงเป็นใช่ไหมคะ”

    “แน่นอนสิครับ”

    “เอ๋? คุณเกณฑ์ทหารแล้วเหรอ”

    ยุนย็องฮย็อนยักไหล่ ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมอีกฝ่ายจึงดูมีปฏิกิริยาคล้ายเหนือความคาดหมาย หรือเพราะเห็นว่าเขายังอายุน้อย ไม่น่าจะเกณฑ์ทหารแล้วอย่างนั้นหรือ

    “ถึงผมจะใช้เป็นเพราะเรียนมาจากค่ายทหาร แต่ผมว่าของแบบนี้ทั้งเด็กทั้งผู้หญิงก็ควรรู้วิธีใช้นะครับ”

    นี่ไม่ใช่การพูดไปงั้นๆ แต่เพราะต้องรู้ไว้เพื่อเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ มุนมินจ็องเพียงยิ้ม

    “ฉันรู้วิธีการใช้หัวท่อดับเพลิงค่ะ แต่ว่าเพิ่งเคยเปิดหัวก๊อกน้ำดับเพลิงเป็นครั้งแรก”

    สมัยที่เธอเคยทำงานเป็นสาวคาราโอเกะ เคยเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในร้าน โชคดีที่ตอนนั้นไม่มีความเสียหายมากนัก แต่มุนมินจ็องได้บาดแผลมาจนทำให้ทางบ้านรู้ว่าเธอไปทำอะไร หลังจากนั้นเธอก็ศึกษาวิธีใช้มาบ้างเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

    “เอาล่ะ เตรียมระงับเหตุเพลิงไหม้เสร็จแล้ว…”

    ขั้นต่อไปก็คือการเตรียมตัวรับแรงระเบิด หากคิดง่ายๆ นั่นก็คือการถีบประตูแล้วเหวี่ยงร่างหลบไปด้านข้าง แต่จะให้ประตูนั้นเปิดออกย่อมต้องใช้เทคนิคและแรงเพิ่มไปด้วย ซึ่งอาจมีแรงเฉื่อยเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นคงไม่ง่ายนักที่จะถอยไปด้านหลังตามที่คิด

    แถมหากพังประตูแล้วร่างกายเกิดเสียสมดุลก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก แม้ก่อนหน้านี้เหตุการณ์จะหวนย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น แต่ทว่าครั้งนี้ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าเหตุการณ์ยังจะย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก ยุนย็องฮย็อนจ้องบานประตูห้องสองศูนย์สองอย่างเคร่งเครียด

    “ถ้าทำให้มันระเบิดทั้งๆ ที่ประตูยังปิดอยู่คงดีไม่น้อย”

    ถ้าทำเช่นนั้นได้บานประตูอาจช่วยกั้นอานุภาพของระเบิดไว้ระดับหนึ่ง แถมยังลดความเสี่ยงจากการถีบประตูนั่นได้อีกด้วย

    ฮันซึลกีจ้องบานประตูนั้นพลางอธิบายขึ้นช้าๆ

    “ถ้าเปิดประตูแล้วจะเห็นตู้เล็กๆ ที่ดูคล้ายลิ้นชักหรือตู้เสื้อผ้าอะไรสักอย่าง มันเกิดระเบิดจากตรงนั้น วัตถุระเบิดคงอยู่ด้านใน เป็นไปได้ที่จะมีสายเชือกหรือด้ายที่เป็นตัวกระตุกระเบิดเชื่อมอยู่กับลูกบิดประตู ถ้าเราเอาอะไรสักอย่างสอดลอดช่องบานประตู อาจแตะโดนสายเส้นนั้นก็ได้นะ”

    หากกระตุกสายที่ว่านั่น ระเบิดก็จะถูกสั่งให้ทำงาน หรือบางทีถ้าสายขาด ระเบิดอาจหยุดการทำงานไปเอง

    ยุนย็องฮย็อนเข้ามาสำรวจช่องประตู บานประตูไม่ได้แข็งแรงนัก ใช้กระดาษสักแผ่นก็คงสอดเข้าช่องไปได้ แต่ถ้าใช้ของสักอย่างที่แข็งกว่ากระดาษก็คงสอดเข้าไปไม่ได้

    ยุนย็องฮย็อนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือเป็นสัญญาณให้คนทั้งสองรอเขาก่อน แล้วเดินเข้าไปหยิบสมุดโน้ตในห้องของตนที่อยู่ด้านข้างมา ยุนย็องฮย็อนฉีกหน้าปกกระดาษแข็งออกแล้วพับเข้าหากันเพื่อให้พอกระตุกสายอะไรสักอย่างที่มีขนาดใกล้เคียงกับสายเบ็ดได้

    “โอ๊ะโอ สมกับเป็นนักศึกษามหา’ลัยดัง”

    ยุนย็องฮย็อนลูบไล้หน้าปกที่เขาพับเข้าหากันแก้เขินเมื่อถูกฮันซึลกีปรบมือหยอกล้อ ทว่าจู่ๆ ฮันซึลกีก็พลันยกมือขึ้น

    “รอแป๊บนะ”

    ฮันซึลกีวิ่งไปที่ห้องของตน ครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับอะไรบางอย่างสีดำๆ ในมือและยื่นมันให้ยุนย็องฮย็อน ยุนย็องฮย็อนคลี่ออกดูก่อนจะเบิกตากว้าง

    “SECAM? เอาไอ้นี่มาจากไหนเหรอครับ”

    เป็นเสื้อกันกระสุนที่มีสัญลักษณ์ของบริษัทรักษาความปลอดภัย ฮันซึลกียักไหล่พลางตอบว่า

    “ก็ฉันทำงานที่นี่ ขอโทษด้วยที่เอาแต่สั่งโน่นนี่นั่นแต่กลับถอยออกมาอยู่ด้านหลังแบบนี้ อย่างน้อยมีเจ้านี่อยู่ด้วยก็ดีกว่าไม่มีอะไรน่ะนะ”

    หากเสื้อกันกระสุนนี้เสียหายหรือสูญหายไปฮันซึลกีก็ต้องชดใช้คืน ไม่สิ มันไม่ควรถูกเขาเอามาเก็บไว้เป็นของส่วนตัวตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดโน่นคิดนี่ให้วุ่นวาย

    ยุนย็องฮย็อนสวมเสื้อกันกระสุน แม้ขนาดจะใหญ่ไปแต่เขาไม่คิดปรับให้พอดีตัว เพราะแค่สวมเผื่อเอาไว้เท่านั้น

    “เริ่มกันเถอะครับ”

    ฮันซึลกีกระชับสายดับเพลิงพร้อมกับผงกศีรษะเมื่อได้ยินเสียงอันจืดเจื่อนของยุนย็องฮย็อน มุนมินจ็องวิ่งขึ้นไปยังจุดที่ซ่อนหัวท่อดับเพลิง ยุนย็องฮย็อนสูดลมหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ สอดกระดาษผ่านช่องว่างของประตูอย่างระมัดระวัง

    เขาพลันรู้สึกถึงอะไรบางอย่างแถวๆ ลูกบิดประตูซึ่งเป็นไปตามที่ฮันซึลกีสันนิษฐานไว้ แม้ไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกระตุ้นระเบิดจริงหรือไม่ แต่นิ้วของเขาก็เกร็งขึ้นกะทันหัน เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้า

    “คุณมินจ็อง ผมนับหนึ่งถึงสามแล้วช่วยเปิดวาล์วด้วยนะครับ หนึ่ง สอง สาม!”

    ยุนย็องฮย็อนตะโกนเสียงดังพร้อมกับกระตุกมือลงอย่างแรง เขารู้สึกว่าสิ่งที่ตนกำลังกระตุกมีลักษณะคล้ายเส้นด้าย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเกิดขึ้นจริงกันแน่ ประสาททั่วร่างพลันตื่นตัว เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่มีขนาดเล็กๆ แข็งๆ หล่นตุ้บตกกระแทกพื้น

    ยุนย็องฮย็อนเหวี่ยงร่างของตนไปทางห้องสองศูนย์หนึ่ง เสียงระเบิดดังขึ้นแทบจะพร้อมๆ กับที่ประตูกระเด็นออกมาบนทางเดิน เปลวเพลิงปะทุลามเลียเหมือนที่เคยเป็น

    ฮันซึลกีที่เห็นว่าแรงดันน้ำน้อยไปจึงตะโกนบอกมุนมินจ็องเสียงดังลั่นว่า

    “เปิดวาล์วเพิ่มอีก!”

    มุนมินจ็องที่อยู่ชั้นบนหมุนหัวท่อดับเพลิงจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดๆ ยุนย็องฮย็อนที่ล้มกองกับพื้นพลันยืดตัวขึ้นหยิบถังดับเพลิงฉีดเสริมเข้าไปอีกแรง

    เสียงระเบิดดังตูมตามขึ้นภายในห้องอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อเปลวเพลิงที่โหมแรงค่อยๆ อ่อนกำลัง ฮันซึลกีจึงค่อยๆ กล้าดึงสายดับเพลิงก้าวเข้าไปในห้อง ทว่าสายดับเพลิงกลับยาวไม่พอจึงต้องพยายามพลิกแพลงใช้มุมในการฉีดเข้าช่วย จึงมีแต่ถังดับเพลิงเท่านั้นที่ถือเข้าไประงับด้านในห้องได้

    เวลาผ่านไปนานพอดูเพลิงจึงค่อยๆ มอดดับ เมื่อคนทั้งสามที่เคร่งเครียดเริ่มแน่ใจว่าคงไม่มีระเบิดเกิดขึ้นอีกจึงค่อยๆ ผ่อนอาการเกร็งทั่วร่างลงได้บ้าง

    มุนมินจ็องหมุนปิดวาล์วหัวท่อดับเพลิงแล้ววิ่งลงมา ฮันซึลกีทิ้งสายดับเพลิงแล้วหันไปยกผ้าห่มชุ่มน้ำเดินมาที่หน้าห้องสองศูนย์สอง เผื่อมีสิ่งใดที่ยังระเบิดหรือติดไฟได้หลงเหลือเขาจะได้ใช้สิ่งนี้กำบังกาย แม้ภายในห้องจะมอดไหม้จนไม่รู้จะไหม้ได้อย่างไรแล้วก็ตาม แต่ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมเป็นสิ่งที่ดี เขาค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปมองภายในห้องที่ดำเป็นตอตะโก

    “ดูเหมือนว่าคงไม่มีอะไรให้ระเบิดได้อีกแล้วมั้ง…เดี๋ยวก่อน”

    ฮันซึลกีโยนผ้าห่มที่ถือติดมือคลุมร่างของศพทั้งสองที่นอนอยู่บนเตียง จากสภาพผิวที่ไหม้จนเกรียมแบบนี้คล้ายกลับว่าพวกเขาถูกคลุมด้วยวัตถุที่ไวไฟได้เป็นพิเศษ

    เพราะห้องแคบเกินกว่าที่จะเข้ามาพร้อมกันได้ทั้งสามคน มุนมินจ็องจึงยืนรออยู่ด้านนอก ทว่ายุนย็องฮย็อนแตะตู้แรงไปหน่อย มันจึงยุบตัวพังครืนลงพื้นภายในพริบตาจนยากที่จะสืบค้นด้านในได้อีก

    ฮันซึลกีพยายามหาวัตถุต้นกำเนิดระเบิดที่น่าจะเคยอยู่ในลิ้นชักหรือตู้เสื้อผ้า แต่กลับเจอเพียงกระป๋องเหล็กกลวงๆ ขนาดใหญ่แทน ดูจากภายนอกเป็นของที่ทำขึ้นมาอย่างหยาบๆ เท่านั้น ให้วิเคราะห์อย่างละเอียดก็คงไม่ได้อะไร สิ่งที่ฮันซึลกีเล่าเรียนมาก็เป็นเพียงทฤษฎีที่เรียนรู้ขณะฝึกงานก่อนเข้างานจริงเท่านั้น เพราะตั้งแต่เข้าทำงานจนถึงปัจจุบัน ฮันซึลกียังไม่เคยเจอเหตุที่เกี่ยวข้องกับระเบิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว จึงได้แต่หยิบเอากระป๋องที่ดูไม่ธรรมดานี้ติดมือออกมาด้วยเท่านั้น

    มุนมินจ็องรีบเดินเข้าไปด้านในทันทีที่ฮันซึลกีเดินออกมา หญิงสาวขนลุกตั้งชัน สั่นสะท้านไปทั้งร่างเมื่อนึกได้ว่าภายใต้ผ้าห่มนั้นมีศพอยู่ สายตาของเธอสะดุดเข้ากับหูจับของกระเป๋าที่ร่วงหล่นอยู่ด้านล่างของโต๊ะซึ่งบัดนี้กลายเป็นเศษเถ้าถ่านไปแล้ว หญิงสาวทำใจกล้าเอื้อมหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาพลางกล่าวว่า

    “นี่เองค่ะ มันเป็นชิ้นส่วนของกระเป๋าที่ผู้ชายคนนั้นลากมาที่พวกเราเห็นในกล้องวงจรปิด”

    นอกจากนั้นหญิงสาวยังพบกับกระป๋องแก๊สถึงสี่กระป๋องกลิ้งอยู่บนพื้นตามที่พวกเขาเคยสันนิษฐานเอาไว้ มีสองกระป๋องที่เป็นรู ซึ่งน่าจะเป็นตัวช่วยในการเกิดระเบิด

    ยุนย็องฮย็อนวิเคราะห์สถานการณ์ไปพลางลูบคางของตัวเองไปพลาง

    “ถึงจะปล่อยแก๊สเต็มห้อง แต่ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ปิดสนิท แก๊สอาจรั่วไหลและจางหายไปได้ เพราะงั้นคนที่เจาะรูกระป๋องแก๊สพวกนี้ต้องมั่นใจว่าอีกไม่นานจะต้องมีใครสักคนเปิดประตูห้องของเขาแน่ อืม แล้วเขามีความมั่นใจอะไรถึงกล้าทำแบบนี้กัน”

    เมื่อพวกเขากำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิดอันตรายได้แล้ว จึงพากันเดินออกมาจากห้องแล้วทรุดตัวนั่งแหมะอยู่บนขั้นบันได วินาทีนี้เองที่ยุนย็องฮย็อนเริ่มมีกะจิตกะใจยกหลังมือเช็ดเหงื่อที่ผุดเต็มหน้าผากของตนออก ในขณะที่กำลังจะเสนอให้พักเอาแรงกันสักครู่…

     

    ยุนย็องฮย็อนพลันลืมตาตื่นขึ้นบนเตียง…จะว่าเปล่าประโยชน์มันก็ไม่ถึงกับไร้ประโยชน์เสียทีเดียว อย่างน้อยอะไรบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในสมองของเขาบ้างแล้ว

    เขาลุกขึ้นแล้วหันไปมองนาฬิกาปลุกที่ยังคงบอกเวลาสิบโมงสามสิบนาทีเช่นเคย ยุนย็องฮย็อนเปิดประตูเดินออกมาแล้วเหลียวมองไปฝั่งห้องสองศูนย์เก้า สายตาสบเข้ากับฮันซึลกีที่คล้ายเพิ่งตื่นแล้วลุกเปิดประตูออกมานอกห้องเช่นเดียวกัน

    บางทีตอนนี้มุนมินจ็องอาจกำลังเดินลงมาจากชั้นบนก็เป็นได้ ภายในตึกยังคงเงียบสงบเหมือนไม่เคยเกิดระเบิดขึ้นในห้องสองศูนย์สอง

    ฮันซึลกีกอดอกส่งยิ้มมาให้

    “เหมือนปลดล็อกได้อย่างแล้วสินะ”

    ยุนย็องฮย็อนเองก็รู้สึกเช่นนั้น เขาหันไปจ้องประตูห้องสองศูนย์สองเขม็ง

    ต้องรู้ให้ได้ว่าด้านในนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่


    บทที่ 6

    สิ่งที่อยู่หลังประตู

     

    พวกเขาขึ้นไปรวมตัวที่ห้องรับรองชั้นสี่อีกครั้ง ทั้งคู่พร้อมใจกันเปลี่ยนเสื้อผ้าราวกับนัดกันเอาไว้ก่อนออกมา แม้ไม่ใช่เสื้อผ้าที่เป็นทางการ แต่ก็ไม่ใช่เสื้อผ้าที่สวมนอนบนเตียง เป็นเพียงเสื้อเชิ้ตเรียบง่ายกับกางเกงยีนเท่านั้น

    “คราวนี้พวกเราดูไม่ซอมซ่อแล้วนะครับ”

    ฮันซึลกีที่เพิ่งนั่งเก้าอี้ระเบิดเสียงหัวเราะเมื่อได้ยินคำกระเซ้าเย้าแหย่ของยุนย็องฮย็อน ตอนนั้นเองมุนมินจ็องก็เพิ่งเดินขึ้นบันไดมาถึง นอกจากเธอจะเปลี่ยนชุดแล้วยังรวบผมมัดไว้อีกด้วย แม้ใบหน้าจะไร้เครื่องสำอางและสวมชุดสบายๆ ง่ายๆ ที่ไม่ควรสวมใส่ยามแรกเจอผู้ชาย แต่กลับดูดี ฮันซึลกีเหมือนจะสังเกตอะไรบางอย่างที่แปลกไปของเธอได้จึงเอ่ยหยอกล้อเบาๆ

    “มีคิ้วแล้วนี่”

    “ดูเหมือนว่าพวกเรายังไม่สนิทกันขนาดนั้นไม่ใช่เหรอคะ”

    มุนมินจ็องหัวเราะพลางยกนิ้วส่ายไปมา ทำให้ฮันซึลกีรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย

    คนทั้งสามนั่งล้อมโต๊ะโดยมีเครื่องดื่มวางไว้ตรงหน้าของแต่ละคน ภายใต้บรรยากาศที่แตกต่างจากช่วงแรกเริ่ม มุนมินจ็องหันไปมองแล้วพูดกับยุนย็องฮย็อนว่า

    “ดูปุ๊บรู้เลยค่ะ คุณเรียนเอกวิทยาศาสตร์ใช่ไหมคะ”

    “ได้โปรดอย่าเดาจากการแต่งตัวของผมได้ไหมครับ”

    “ไม่ใช่เหรอคะ”

    “ถูกเผงเลยต่างหาก…”

    ฮันซึลกีที่อยู่ด้านข้างพลันหัวเราะจนไหล่สั่น ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเล่นกันในสถานการณ์แบบนี้ ทว่าเมื่อจิตใจเริ่มผ่อนคลาย ทุกคนก็เริ่มมีสติในการรักษาและกู้หน้าของตนบ้างก็เท่านั้น

    แม้พวกเขาจะเริ่มคลำเจอเค้าโครงทางออกที่เหนือธรรมชาติซึ่งค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างได้บ้างแล้ว แต่วิกฤตทางด้านจิตใจที่เกี่ยวกับวัตถุระเบิดนั้นค่อนข้างใหญ่เกินไป พวกเขาจึงต้องมานั่งรวมตัวกันที่โต๊ะเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจกลับคืน

    เมื่อเริ่มจับเค้าโครงทางออกได้แล้ว น้ำเสียงจึงเริ่มคลายความตึงเครียด

    “ตอนนี้พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไรระเบิดในห้องนั้นอีกแล้ว ถ้ามีการระเบิด นั่นแปลว่า ‘คำตอบผิด’ พูดง่ายๆ ถ้ารู้สึกว่าปัญหามันพันกันยุ่งเหยิงก็แค่ทำให้มันเกิดระเบิดเพื่อเริ่มต้นกันใหม่เท่านั้น”

    “แหม มั่นใจจังเลยนะคะ ถ้ามันไม่เป็นไปตามนั้น หรือจริงๆ แล้วมันอาจไม่มีคำตอบอะไรเลยก็ได้ เป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ อันไร้ประโยชน์ พวกเราจะทำยังไงล่ะคะ”

    น้ำเสียงของมุนมินจ็องที่เอ่ยขัดข้อสันนิษฐานอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังของฮันซึลกีก็ฟังไม่คล้ายสิ้นหวังเหมือนเนื้อหาที่กล่าวออกไป ยุนย็องฮย็อนแสดงความเห็นด้วยกับฮันซึลกี

    “ต่อให้ไม่มีคำตอบก็ไม่เห็นต้องมากลุ้มกันล่วงหน้าเลยนี่ครับ ถ้ามีเงื่อนไขที่ว่าจริง ผิดนิดผิดหน่อยจะเป็นไรไปล่ะ ขอเพียงพยายาม ย่อมต้องมีอะไรกลับคืนมาบ้างนั่นล่ะ เรามาหาตัวแปรเพื่อหาทางเข้าห้องนั้นดีกว่านะครับ”

    “เลือกใช้คำที่ยากสมกับเด็กเอกวิทยาศาสตร์เลยนะคะ”

    “เอ่อ แม้ผมจะเป็นนักศึกษาเอกวิทย์แต่ทุกเรื่องราวก็ใช่จะเกี่ยวข้อง…”

    “ไม่ใช่เหรอคะ”

    “ก็ถูก แต่…”

    ฮันซึลกีพยายามกลั้นหัวเราะจนใบหูแดงก่ำเมื่อเห็นมุนมินจ็องหยอกล้อยุนย็องฮย็อน

    “ทั้งระเบิดจนเกิดความเสียหาย หรือระเบิดที่ไม่ค่อยเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนล้วนส่งให้พวกเรากลับสู่จุดเริ่มต้น ในครั้งที่สองพวกเราทำลายเบาะแสภายในห้องเสียหาย ดำเป็นตอตะโก อยู่ในสภาพเละเทะพังยับเยิน ดังนั้นครั้งที่สามของพวกเราก็น่าจะเป็นการเปิดห้องนั้นให้ได้โดยที่ไม่ทำให้ระเบิดทำงาน เพราะงั้นทำอย่างที่คุณซึลกีพูดก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยครับ”

    “ถ้าเงื่อนไขที่ทำให้พวกเราย้อนกลับมาจุดเริ่มต้นคือการระเบิด ก็ต้องหาทางไม่ให้วัตถุระเบิดนั้นทำงาน…ว่าแต่จู่ๆ ก็อย่าทำตัวเหมือนคนแปลกหน้าได้ไหม ก่อนที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าพวกเรายังไม่รู้เลยว่านายเป็นนักศึกษาเอกวิทย์น่ะ”

    ทั้งๆ ที่รูปร่างก็สูงใหญ่ที่สุดแต่กลับชอบกล่าวกระเซ้าเย้าแหย่ผู้อื่นผิดกับรูปร่าง

    ฮันซึลกีรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจจนอยากชวนสนทนาเกี่ยวกับตัวตนของแต่ละคนเพิ่มจากแค่แนะนำชื่อกับหมายเลขห้อง แต่เมื่อคิดได้ว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ควรทำจึงล้มเลิกความคิด

    “งั้นสรุปคร่าวๆ กันอีกทีนะ…เอ่อ ว่าแต่ถ้าเราจดบันทึก มันจะเก็บไว้ได้ไหม”

    “ไม่น่ามั้งคะ เหมือนว่าจะไม่ได้ เพราะทั้งสองครั้งที่ผ่านมาพวกเราล้วนย้อนกลับมาในสภาพเดิมทุกครั้งไม่ใช่เหรอคะ ผมของคุณซึลกีเองตอนนี้ก็ไม่เปียกแล้วนะคะ”

    ฮันซึลกีเผลอยกมือขึ้นลูบไล้เส้นผมของตนตามที่มุนมินจ็องพูด

    รอบนี้ทั้งสามคนตั้งเป้าหมายไว้ที่เปิดประตูให้ได้โดยไม่ทำให้วัตถุระเบิดทำงาน หากจะอธิบายให้ตรงจุดมากกว่าเดิม นั่นก็คือการหาทางเก็บเบาะแสทุกอย่างภายในห้องสองศูนย์สองในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

    ทว่าพวกเขาล้วนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ระเบิด การทำให้มันระเบิดยังง่ายเสียกว่า ส่วนการดับเพลิงแม้แต่คนธรรมดาก็ทำได้

    “คุณซึลกีพอจะมีความรู้ด้านนั้นบ้างไหมคะ ในพวกเราก็มีแต่คุณซึลกีเท่านั้นแหละค่ะที่น่าจะเคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องกู้ภัยมาบ้าง”

    “ไอ้เคยเรียนน่ะก็เคยอยู่หรอก แต่ก็แค่วิธีการพาผู้คนที่อยู่รอบๆ หลบเลี่ยงไปแล้วติดต่อทหารและตำรวจ พวกเราไม่มีวิธีการอื่นหรอก จะว่าไปแล้วฉันก็ไม่ใช่ทั้งตำรวจหรืออะไรประมาณนั้น เป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดาๆ ที่แข็งแรงกว่าคนอื่นอยู่หน่อยเท่านั้นเอง”

    แม้ยามปกติเขาก็ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจกับหน้าที่การงานอะไรขนาดนั้น แต่ก็ไม่เคยต้องน้อยเนื้อต่ำใจ ทว่าพอตกอยู่ในสถานการณ์ที่เหนือสามัญสำนึก เขากลับแอบรู้สึกผิดกับหน้าที่การงานของตนเมื่อมันช่างไร้ประโยชน์ในวงสนทนาอย่างนี้

    “เมื่อครู่เราพอจะวาดเค้าโครงและตำแหน่งจุดต่างๆ ภายในห้องได้อย่างคร่าวๆ แล้ว ถ้าเราตัดสายที่ผูกติดกับลูกบิดผ่านช่องประตูได้ เราก็น่าจะป้องกันการระเบิดได้ไม่ใช่เหรอครับ”

    “ตามทฤษฎีน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่เราไม่มีอุปกรณ์ที่สอดช่องประตูเพื่อตัดสายที่ว่านั่นได้ เพราะถ้าเราลงแรงมากเกินไปก็อาจทำให้มันกระตุกจนระเบิดทำงาน”

    มุนมินจ็องเหลือบมองยุนย็องฮย็อนที่กำลังครุ่นคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะเสนอวิธีการง่ายๆ และพื้นฐานที่สุดขึ้นว่า

    “ถ้าเราแง้มประตู…พอให้กรรไกรยื่นเข้าไปได้ล่ะคะ”

    ยุนย็องฮย็อนหวนนึกถึงความรู้สึกยามแตะต้องเชือกเส้นนั้นผ่านช่องประตูในครั้งก่อน ก่อนจะเอ่ยตอบว่า

    “เชือกไม่ได้ผูกจนตึง ถ้าแง้มประตูนิดๆ แล้วรีบถอยออกมา…ถ้ามันไม่ระเบิดก็น่าลองดู…ว่าแต่ในห้องผู้ดูแลไม่ใช่ว่ามีกุญแจทุกห้องเก็บไว้เหรอครับ”

    ในที่สุดพวกเขาก็วางแผนเสร็จ ระวังแก๊สที่รั่วกระจายภายในห้อง เตรียมป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ สิ่งที่ควรเฝ้าระวังพวกเขาก็พอทราบกันแล้ว ตัวแปรที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากนั้นก็คือกรรไกรกับกุญแจห้องสองศูนย์สอง ไม่มีอะไรที่ยากไปกว่าการไม่ให้ระเบิดทำงานอีกแล้ว

    จู่ๆ ฮันซึลกีกลับนิ่วหน้าพลางพึมพำทวนความทรงจำของตน

    “…เหมือนฉันไม่เห็นกุญแจในห้องของผู้ดูแลแฮะ”

    “คะ?”

    ฮันซึลกียกมือขึ้นคล้ายห้ามไม่ให้หญิงสาวพูดอะไร เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า

    “ใช่แล้ว มันไม่มี จำได้ว่าตอนนั้นถึงไม่ได้ตั้งใจค้นหากุญแจของห้องสองศูนย์สอง แต่ถ้ามีกุญแจสำรองเหล่านั้นก็น่าจะค้นห้องอื่นๆ ได้ ทว่าค้นยังไงก็ไม่เห็นกุญแจเลย แล้วก็เพราะไม่ได้จำเป็นต้องใช้กุญแจขนาดนั้นก็เลยไม่ได้สนใจ”

    มุนมินจ็องหันไปประสานตากับยุนย็องฮย็อนแต่ไม่มีใครพูดอะไร ยุนย็องฮย็อนเกาศีรษะพลางเอ่ยเสนอความเป็นไปได้อื่น

    “หรือว่าเบาะแสจะค่อยๆ คลายออกทีละขั้น…ตอนนั้นก็เลยไม่มี หรือไม่ก็ลุงผู้ดูแลอาจจะถือกุญแจสำรองเหล่านั้นติดมือตอนออกไปสูบบุหรี่ด้วย มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นข้อใดข้อหนึ่งนี้นะครับ”

    หากเป็นไปตามข้อสันนิษฐานอย่างหลัง พวกเขาคงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แต่ถ้าเป็นอย่างแรก…พวกเขาก็มีความหวังและเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จ คราวนี้ก็เหลือเพียงลงไปข้างล่างเพื่อยืนยันความคิดนั้น

    พวกเขาเริ่มโล่งอกบ้างแล้วจึงมีกะจิตกะใจดื่มเครื่องดื่มจนหมดแล้วค่อยลุกขึ้น

     

    ครั้งแรกที่เปิดประตูห้องผู้ดูแล พวกเขาล้วนพากันหยิบเครื่องมือทั้งหมดที่เห็นว่าน่าจะใช้ได้ไปจนเกลี้ยง แต่พอสถานการณ์ย้อนกลับมาอีกครั้ง พวกเขาก็พากันหยิบเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ไปเท่านั้น เครื่องมือที่นำมาด้วยจึงมีเพียงเครื่องมือพื้นฐานอย่างไขควง คีมเหล็ก ค้อน ราวๆ นั้น

    แต่พวกเขาหากุญแจสำรองห้องสองศูนย์สองที่เป็นเป้าหมายไม่พบ ไม่ว่าจะรื้อค้นภายในห้องผู้ดูแลจนกระจุยกระจายมากแค่ไหน สิ่งที่เรียกว่ากุญแจห้องต่างๆ กลับไม่เผยให้เห็นแม้แต่เงา ยกเว้นเพียง…

    “…กุญแจชั้นดาดฟ้า”

    เป็นกุญแจเก่าๆ ที่มีกระดาษเขียนแปะไว้ว่า ‘ดาดฟ้า’ มันถูกวางไว้หราอยู่บนสมุดบันทึกรับพัสดุซึ่งอยู่บนโต๊ะคล้ายอยากให้พวกเขาเห็น ด้วยเพราะมันถูกวางให้เห็นทนโท่จึงอดไม่ได้ที่พวกเขาจะเกิดความสงสัย

    มุนมินจ็องหยิบกุญแจพลางหันไปมองชายหนุ่มทั้งสอง

    “หนก่อนตอนที่เข้ามามันก็ถูกวางอยู่แบบนี้แล้วเหรอคะ”

    สิ่งนี้ไม่ได้เด่นสะดุดตาจึงไม่มีใครสังเกตเห็นและไม่มีใครแน่ใจได้ว่ามันมีอยู่แล้วหรือไม่ เหมือนมีแต่ก็เหมือนไม่เคยมี ท่ามกลางความสับสนฮันซึลกีพลันเสนอขึ้นว่า

    “ไหนๆ ก็เจอมันแล้ว ถ้าเราเปิดประตูชั้นดาดฟ้าขึ้นไปสูดอากาศด้านนอกสักทีก็ดีเหมือนกันนะ ลองขึ้นไปดูกัน ก่อนที่มันจะรีเซ็ตกลับไปเป็นเหมือนเดิมถ้าเราแตะต้องห้องสองศูนย์สองพลาด”

    ไหนๆ พวกเขาก็อยู่ในช่วงทดลองเพื่อให้รู้โน่นนี่นั่นอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อย เมื่อคิดได้อย่างนั้น มุนมินจ็องจึงกำกุญแจไว้ในมือแล้วลุกขึ้นยืน

    เพื่อที่จะไปให้ถึงดาดฟ้า พวกเขาต้องผ่านประตูถึงสองบาน หนึ่งคือประตูตรงบันไดที่เชื่อมต่อกับห้องรับรองชั้นสี่ และอีกหนึ่งก็คือประตูเปิดออกไปชั้นดาดฟ้า โชคดีที่กุญแจที่ได้มาจากห้องผู้ดูแลนั้นใช้เปิดประตูทั้งสองบานนี้ได้

    ด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุ เมื่อเปิดประตูด้วยความตึงเครียดเสร็จปุ๊บพวกเขาก็รีบกระโดดถอยหลังทันที ทว่ามันกลับไม่เกิดระเบิดหรือเกิดเหตุร้ายใดๆ ขึ้น พวกเขาทั้งสามขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน

    แม้พวกเขาจะรู้สึกหวาดกลัวเมื่อรู้ตัวว่าถูกขังและมองผ่านหน้าต่างห้องไม่เห็นผู้คน แต่นั่นก็แค่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ดูหนังสยองขวัญในโลกจินตนาการของตน ทว่าเมื่อเปิดประตูออกมาสู่ภายนอก ได้เห็นภาพทิวทัศน์ที่แค่เขยิบตัวแนบชิดราวดาดฟ้าก็ก้มมองด้านล่างที่คุ้นเคยได้อย่างถนัดตาอีกครั้ง พวกเขากลับรู้สึกหวาดผวาจนถึงรูขุมขนเลยทีเดียว

    “ถึงไต่เชือกลงไปเช็กด้านล่าง…ก็คงไม่มีคนเหมือนเดิม”

    มุนมินจ็องยืนแนบตัวติดกับราวดาดฟ้า หันศีรษะมองไปรอบๆ ตามคำพูดของฮันซึลกี ทว่าก็ไม่เห็นมีสิ่งใดขยับเขยื้อน มีเพียงสายลมเอื่อยๆ

    ยุนย็องฮย็อนที่จ้องฝั่งตรงข้ามพลันส่ายหน้า

    “อย่าว่าแต่คนเลยครับ นกสักตัว หรือรถสักคันบนถนนผมก็ไม่เห็น อ้อ ยกเว้นรถที่จอดอยู่นะครับ”

    “ไม่อยากจะเชื่อ…ถ้ามีรถแล่นสักคัน ฉันคงตื่นเต้นน่าดู”

    ฮันซึลกีพลันสงสัย หากมีรถวิ่งจริง มุนมินจ็องจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอะไรเลยแม้กระทั่งแมลงสักตัว

    บนดาดฟ้าว่างเปล่าเต็มไปด้วยฝุ่นหนา ก่อนที่จะขึ้นมาพวกเขาก็ตั้งใจว่าจะค้นโน่นค้นนี่บนดาดฟ้า แต่พอมาถึงแล้วกลับไม่มีอะไรให้ค้นหา สีหน้าของคนทั้งสามฉายแววผิดหวังอย่างปิดไม่มิดกับผลลัพธ์อันว่างเปล่าจากกุญแจที่อุตส่าห์ได้มา

    “เอ่อ ถ้าอยากสูบบุหรี่ก็เชิญตามสบายเลยนะคะ”

    ฮันซึลกียักไหล่เมื่อได้ยินคำนั้นของเธอ

    “ฉันออกกำลังกายก็เลยไม่สูบน่ะ”

    “ผมก็ไม่สูบเหมือนกันครับ”

    มุนมินจ็องเบิกตากว้างคล้ายอึ้งที่สองหนุ่มไม่สูบบุหรี่

    “อุ๊ยตาย ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าผู้ชายที่ฉันพบทั้งสองคนจะไม่สูบด้วยกันทั้งคู่ ฉันปวดหัวทุกครั้งที่เดินผ่านชั้นสองเพราะกลิ่นบุหรี่ ก็เลยนึกว่าผู้ชายทุกคนในตึกนี้จะสูบบุหรี่กันหมดเสียอีก”

    ตอนทำงานฮันซึลกีเคยยืนเหม่อขณะรอเพื่อนร่วมงานในทีมสูบบุหรี่ คราวนั้นอีกฝ่ายก็หันมามองเขาด้วยสายตาประหลาดใจเช่นกัน ฮันซึลกีอดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงเรื่องราวในตอนนั้น ก่อนจะหันไปถามมุนมินจ็อง

    “คุณมินจ็องเคยสูบไหม”

    “ฉันเลิกแล้วค่ะ น่าจะประมาณสองปีแล้วมั้งคะ”

    “โอ้โห ใจเด็ดมากเลยนะ”

    พวกเขาคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินลงมา เมื่อกุญแจที่น่าสงสัยกลับไม่ค่อยมีประโยชน์ พวกเขาทั้งสามจึงคล้ายคนถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปเล็กน้อย

    ทว่าฝีเท้าของพวกเขากลับหยุดชะงักอยู่หน้าช่องเก็บหัวท่อดับเพลิงที่อยู่ตรงชานพักบันไดระหว่างชั้นสองกับชั้นสาม

    แม้ไม่เคยเห็น แต่กลับรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้คืออะไร เลือดแดงฉานเจิ่งนองเต็มพื้น ตอนที่พวกเขาขึ้นมายังไม่มีสิ่งนี้แน่นอน ความเครียดที่เจือจางไปแล้วพลันปะทุขึ้นจนขนหัวลุกเกรียว

    “นี่มันเกิด…”

    นี่ไม่ใช่ปัญหาการกลัวเลือดธรรมดาๆ นอกจากพวกเขาทั้งสามที่ค้นกระจุยกระจายจนทั่วโคชีว็อนนี้ และไม่นับสองศพในห้องสองศูนย์สองแล้ว สิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่ามนุษย์ก็น่าจะมีแค่พวกเขาทั้งสามเท่านั้น

    แล้วเลือดนี่คือของใคร

    “…อาจมีคนอื่นที่ถูกขังออกมาจากห้องได้แล้ว”

    นอกจากมุนมินจ็องกับฮันซึลกีที่ออกจากห้องด้วยตัวเองแล้ว หากเป็นสถานการณ์อื่นพวกเขาย่อมรู้สึกยินดี ทว่าใครคนนั้นกลับมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคนที่มือเปื้อนเลือดจนพวกเขาอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้

    ฮันซึลกีก้าวเท้าลงขั้นบันไดไปก่อน เนื่องด้วยพวกเขาไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว ไหนๆ ก็ต้องเผชิญหน้า จะเป็นผู้ร้ายหรือผู้เสียหาย ยังไงก็ต้องหาคนที่ว่านั้นให้เจอ

    มุนมินจ็องกับยุนย็องฮย็อนก็ก้าวตามฮันซึลกีไปด้วย แม้พยายามเลี่ยงอย่างไรก็ไม่พ้น รอยเท้าเปื้อนเลือดยังคงประทับตามเส้นทางที่พวกเขาเดินผ่าน

    ฮันซึลกีเดินเข้าห้องสองศูนย์เก้าของตน คนทั้งสองรออีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นเขาเดินถือกระบองพร้อมกับปืนพ่นแก๊สออกมา ก่อนจะยื่นปืนพ่นแก๊สให้ยุนย็องฮย็อน

    “รู้วิธีใช้ใช่ไหม”

    “ผมไม่เคยใช้น่ะครับ ผมว่าเอาเจ้านั่นมาให้ผมถือน่าจะดีกว่านะ”

    ยุนย็องฮย็อนพูดพลางชี้นิ้วไปที่ไม้กระบองที่อีกฝ่ายกำลังถืออยู่ แต่ฮันซึลกีกลับส่ายหน้า

    “ปืนนี่ไม่ได้เอาไว้ใช้ในระยะไกล ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญอะไรขนาดนั้นหรอก ส่วนไม้กระบองนี่ฉันยังถือเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาได้ ให้ฉันใช้ดีกว่า…หรือจะให้คุณมินจ็องใช้เจ้านี่ดีนะ”

    ไม่ว่าอย่างไรคนที่น่าห่วงมากที่สุดก็คือมุนมินจ็อง แต่หญิงสาวกลับชี้ให้เห็นถึงสภาพปัจจุบันที่เป็นจริงมากอย่างหนึ่ง

    “เอาอาวุธให้ฉันถือก็เท่านั้นแหละค่ะ พอถึงสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ฉันอาจถูกแย่งเอาไปดื้อๆ ก็ได้”

    “มันก็จริงแฮะ งั้นเอาเป็นว่าถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น คุณมินจ็องอยู่ข้างหลังพวกเราก็แล้วกันนะครับ”

    เมื่อกล่าวเสร็จพวกเขาทั้งสามจึงพากันตรวจสอบประตูห้องชั้นสองทั้งหมด แต่ประตูเหล่านั้นก็เป็นเช่นเดิม นอกจากห้องสองศูนย์สองแล้วก็มีเพียงห้องของพวกเขาเท่านั้นที่ประตูเคาะแล้วเป็นเสียงไม้โปร่ง ยุนย็องฮย็อนแหงนหน้าขึ้นมองเพดาน

    “ลองขึ้นไปดูชั้นสามกันไหมครับ”

    อีกสองคนที่เหลือเห็นด้วยกับข้อเสนอนั้น ทว่าเมื่อขึ้นบันได สำรวจรอบระเบียงทางเดินชั้นสามหมดแล้ว ก็ยังไม่เห็นร่องรอยของคนอื่น

    มีเพียงห้องสามศูนย์สามของมุนมินจ็องกับห้องสามศูนย์สองซึ่งว่างอยู่เท่านั้นที่เคาะแล้วเกิดเสียงโปร่งสะท้อนกลับมา ส่วนชั้นสี่พวกเขาได้ขึ้นไปแล้ว หากจะมีใครปรากฏตัวตอนนี้ก็คงเหลือแต่ในห้องผู้ดูแลเท่านั้น พวกเขาจึงพากันเดินมาชั้นล่าง แต่สภาพของห้องยังเหมือนเดิมกับตอนที่พวกเขาเจอกุญแจชั้นดาดฟ้า

    ในที่สุดพวกเขาก็ย้ายกลับมาที่ห้องสองศูนย์สอง เนื่องด้วยตรงท่อดับเพลิงนองไปด้วยเลือด พวกเขาจึงรู้สึกไม่สะดวกใจเท่าไหร่นักที่จะดึงมันมาใช้งาน คนทั้งสามจึงพากันถือถังดับเพลิงกันคนละถังมายืนหน้าห้องสองศูนย์สอง

    แต่คราวนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างล้นหลามผิดกับสองครั้งก่อน ฮันซึลกีมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ส่วนยุนย็องฮย็อนกลับจ้องบานประตูเขม็งพลางพึมพำออกมาว่า

    “บางทีนั่นอาจไม่ใช่เลือดที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ได้นะครับ ผมว่าอาจเป็นเบาะแสใหม่ที่แสดงให้พวกเราเห็นก็ได้”

    หากมองในแง่บวกนั่นถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เป็นประโยชน์ ทว่าพวกเขาอดนำเรื่องนี้มาผูกโยงเชื่อมต่อกับสองศพในห้องสองศูนย์สองไม่ได้ ฮันซึลกีลูบคางพลางพยักหน้า

    “ตอนนี้พวกเราเปิดห้องสองศูนย์สองเข้าไปก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฉันว่าบางทีประตู…อืม เราน่าจะจำเป็นต้องมีอะไรสักอย่างที่ใช้แทนกุญแจนะ อย่างพวกคลิปหรือกิ๊บ ลองดูกันสักตั้งไหม”

    เมื่อพูดจบก็หันไปมองมุนมินจ็องผู้ที่น่าจะมีสิ่งของแบบนั้นมากที่สุด หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงแกะกิ๊บที่หนีบอยู่บนผมออกมาให้

    ฮันซึลกีรับกิ๊บมาแล้วนั่งยองที่หน้าประตู สั่งให้ยุนย็องฮย็อนถอยออกไป ก่อนจะสอดกิ๊บใส่รูลูกบิด

    “มันเป็นประตูแบบเก่า เราน่าจะทำได้…”

    ในครั้งนี้ยุนย็องฮย็อนเปลี่ยนเป็นผู้เฝ้าระวัง ส่วนฮันซึลกีก็รับผิดชอบการเปิดประตู

    มุนมินจ็องที่ยืนอยู่ด้านข้างฮันซึลกีซึ่งกำลังปิดตาข้างหนึ่งขะมักเขม้นไขประตูก็พยายามเพ่งมองประตูเขม็ง เผื่อว่าจะเห็นอะไรที่ผิดสังเกต และแล้วหญิงสาวก็เห็นอะไรบางอย่างขมวดอยู่ใต้ลูกบิดประตูประมาณคืบหนึ่ง มุนมินจ็องลองใช้เล็บสะกิดดูตรงนั้น

    เนื่องจากประตูค่อนข้างเก่าจึงอาจมีรอยขีดข่วนเกิดขึ้นและใช้พวกกาวหรือแฮนดี้โค้ต* อุดเพื่อตกแต่ง สิ่งที่หญิงสาวเห็นเป็นก้อนสีขาวกึ่งใส แต่เพราะประตูเป็นสีขาว สิ่งแปลกปลอมนี้จึงไม่สะดุดตานัก แค่รู้สึกว่ามันดูนูนออกมานิดหน่อยเท่านั้น และเพราะมันไม่ได้ติดแน่นสนิทนัก หญิงสาวจึงแกะมันออกได้ไม่ยาก แต่มันกลับถูกดึงเข้าไปติดกับช่องประตูเสียอย่างนั้น

    ฮันซึลกีหยุดมือแล้วหันไปจ้องสิ่งนั้น ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมทั่วไปมันควรตกลงพื้น ทว่าเจ้าสิ่งนี้กลับค้างอยู่ตรงช่องประตู หมายความว่ามันมีส่วนที่เชื่อมต่อกับด้านใน ฮันซึลกีเอื้อมมือไปแตะสิ่งนั้นอย่างระมัดระวังแล้วทำมือเรียกยุนย็องฮย็อน

    “มีอะไรบางอย่างติดอยู่กับประตู”

    ยุนย็องฮย็อนที่เขยิบเข้ามาใกล้ค่อยๆ ก้มตัวจ้องวัตถุประหลาด เห็นว่านั่นเป็นก้อนกาวที่แห้งติดกับปลายสายเบ็ดที่เชื่อมต่อจากภายในห้อง น่าจะใช้เพื่อยึดมันเอาไว้ให้ติดกับประตู

    “…หรือจะเป็น…สายกับระเบิด”

    หากดึงสิ่งนี้ระเบิดก็จะทำงาน ฮันซึลกีขบริมฝีปากล่างอย่างตื่นตระหนก

    “คงต้องเปิดประตูเพื่อพิสูจน์น่ะครับ ถึงจะใช่จริงๆ แต่ถ้าคนร้ายพันสายเบ็ดนี้กับลูกบิดอีกรอบหนึ่ง…ต่อให้เราจะตัดมันแล้วเปิดประตูก็อาจกระตุกกับระเบิดให้ทำงานได้เหมือนเดิม”

    แม้พวกเขาไม่แน่ใจนัก สายเบ็ดที่ยื่นยาวออกมาถึงนอกประตูของห้องสองศูนย์สองมันอาจมีขึ้นเพื่อจุดประสงค์อื่นอีกก็เป็นได้ ทว่าจะอย่างไรก็คงต้องตัดเจ้าสิ่งนี้ก่อนอยู่ดี

    ทันทีที่ยุนย็องฮย็อนตัดก้อนกาวที่ติดอยู่ออกด้วยกรรไกร สายเบ็ดพลันหดเข้าไปในช่องประตู วินาทีที่ยุนย็องฮย็อนลงมือ พวกเขาทั้งสามก็แทบกระโดดถอยหลังไปพร้อมกระชับถังดับเพลิงแน่น ทว่าทุกอย่างกลับยังสงบ ไม่เกิดระเบิดอะไรขึ้นทั้งนั้น

    ผ่านไปพักหนึ่งฮันซึลกีจึงยกกิ๊บขึ้น เขยิบตัวนั่งลงที่หน้าประตูเหมือนเดิม แต่ยุนย็องฮย็อนกลับรั้งอีกฝ่ายไว้

    “เดี๋ยวก่อนครับ ขอเช็กก่อนว่ามันยังมีสายอะไรอยู่ด้านในอีกหรือเปล่า”

    ยุนย็องฮย็อนพับกระดาษสอดเข้าไปที่ช่องประตู สองคนที่เหลือก็ยกถังดับเพลิงยืนตั้งรับที่ระเบียง เนื่องด้วยจุดประสงค์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อทำให้มันระเบิด ยุนย็องฮย็อนจึงเสียบกระดาษสอดเข้าไปตรงช่องประตูแล้วค่อยๆ รูดเบาๆ อย่างระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม

    “ไม่มีแล้ว ดูท่าไอ้ที่ตัดเมื่อกี้จะเป็นอย่างที่พวกเราคิดนะครับ”

    นั่นหมายความว่าหากครั้งนี้พวกเขาเปิดประตูเข้าไป มันก็จะไม่ระเบิด

    ทว่าฮันซึลกีกลับยังไม่กล้าเปิดประตูห้องนั้นอีกครั้ง ภายในหัวพลันคาดเดาไปต่างๆ นานา

    “…แล้วคนทำเอามาติดข้างนอกได้ยังไง”

    วิธีการนำสายเบ็ดเชื่อมต่อกับด้านนอกนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะคาดเดา ก็แค่นำสายเบ็ดคล้องที่ลูกบิดประตูอย่างหลวมๆ เพื่อไม่ให้เกิดระเบิดขณะดึงสายออกมานอกห้อง แล้วก็ใช้กาวยึดเอาไว้ ถ้าติดไว้แข็งแรงคงทนเกินไปอาจดูสะดุดตาได้ แต่กรณีนี้แค่ทาบางๆ ก็พอเพื่อให้เปิดประตูได้

    หากจะทำแบบนั้นเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดก็คือ…

    “คนร้ายติดตั้งกับระเบิดเสร็จก็ออกมาด้านนอกสินะ”

    ยุนย็องฮย็อนถึงกับตัวแข็งทื่อกับคำพูดนั้นของตน มุนมินจ็องสูดลมหายใจเมื่อเดาความหมายที่ว่านั้นได้

    “มะ…หมายความว่าคนที่อยู่ห้องสองศูนย์สอง…เขาไม่ได้เป็นคนติดตั้งเหรอคะ”

    “…บางทีคนที่อยู่ข้างในอาจไม่ใช่เจ้าของห้องสองศูนย์สองก็เป็นได้”

    ฮันซึลกีกำมือที่เย็นเฉียบแน่นพร้อมกับลุกขึ้น

    รอบๆ ด้านยังคงเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยของมนุษย์อื่น นอกจากพวกเขาทั้งสาม

     

    ขอเพียงรู้เคล็ดลับ ไม่ว่าใครก็ใช้กิ๊บปลดล็อกประตูห้องได้ ทว่าฮันซึลกีกลับล้มเหลว

    “ไม่แน่ใจว่าเทคนิคแบบนี้ใช้ไม่ได้กับประตูนี้ หรือว่าฝีมือฉันไม่ถึงเลยเปิดไม่ได้กันแน่ เอาเป็นว่ามันเปิดไม่ได้น่ะ ไม่รู้สึกว่ากิ๊บนี้มันจะปลดสลักล็อกอะไรได้เลย”

    ฮันซึลกีเดาะลิ้นอย่างหัวเสียพลางถอยออกมา ยุนย็องฮย็อนจ้องประตูห้องสองศูนย์สองแล้วเสนอขึ้นว่า

    “ผมว่าตอนนี้ถึงเราจะเตะประตูให้เปิด มันก็คงไม่ระเบิดหรอกมั้งครับ ลองดูกันไหม”

    “ถ้าสายที่ว่านั่นถูกตัดขาดออกจากกันโดยสมบูรณ์ก็คงเป็นอย่างนั้น แต่ว่า…ถ้าเราทำรุนแรงจนมันกระทบกระเทือนก็อาจระเบิดขึ้นได้เหมือนกัน อีกอย่างถ้าเตะไปแล้วจะหลบทันเหรอ”

    “ให้ใครสักคนจับแขนคนเตะแล้วกระชากให้หลบเป็นไงคะ”

    หากปล่อยให้ยุนย็องฮย็อนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเตะ ประตูห้องอาจไม่เปิด แถมอาจไปกระตุ้นให้วัตถุระเบิดทำงานอีกต่างหาก ดังนั้นผู้ที่ต้องทำหน้าที่พังประตูจึงตกเป็นของฮันซึลกี

    ในสถานการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ฮันซึลกีจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกก่อนจะพยายามยืดอกรับหน้าที่ เขาแอบเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มฝ่ามือในกระเป๋ากางเกงแล้วค่อยยื่นไปด้านหลัง

    “จับมือฉันเอาไว้ให้แน่นๆ นะ”

    ยุนย็องฮย็อนกุมมือของฮันซึลกีแน่นเตรียมฉุดเต็มกำลัง ส่วนมุนมินจ็องก็ยกถังดับเพลิงเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

    ฮันซึลกีพ่นลมหายใจเสียงดังฟืดฟาดก่อนจะฟาดเท้าเตะเหนือลูกบิดอย่างแรง เสียงปึงดังแทบจะพร้อมๆ กับประตูที่ถูกเปิดออก ฮันซึลกีถูกยุนย็องฮย็อนฉุดจนกลิ้งไปตามระเบียงทางเดิน

    คนทั้งสามเตรียมพร้อมรับสถานการณ์จนเกร็งไปทั้งร่าง แต่กลับไม่มีระเบิดเกิดขึ้น ผ่านไปครู่หนึ่งกว่าพวกเขาจะรวบรวมความกล้าเข้าไปในห้องนั้นได้

    ประตูถูกเปิดออกอย่างระมัดระวังก่อนที่พวกเขาจะค่อยๆ เดินเข้าไปด้านใน กลิ่นแก๊สยังคงคลุ้งตลบ ฮันซึลกีระวังฝีเท้าด้วยกลัวไปเกี่ยวเข้ากับสายเบ็ดจนกระตุ้นให้ระเบิดทำงาน เขาเดินผ่านลิ้นชักที่คาดว่ามีวัตถุระเบิด ก่อนจะขมวดคิ้วนิ่วหน้าเมื่อเห็นว่าชายกับเด็กหญิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้นเสียชีวิตจนตัวแข็งทื่อแล้ว

    ขณะเดียวกันนั้นมุนมินจ็องก็ยื่นหน้าเข้ามาในห้องแล้วกล่าวขึ้นว่า

    “คนนี้…คือคุณลุงผู้ดูแลนี่คะ”

    ฮันซึลกียกมือจับเสื้อผ้าของผู้ตายทั้งสอง เขากัดฟันกรอดเมื่อยืนยันได้ว่าเสื้อผ้าที่เปียกปอนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำมัน

    “คนร้ายคงอยากจะทำลายหลักฐานไม่ให้พวกเรายืนยันตัวตนของศพได้ รึมันอยากให้เข้าใจผิดว่าตัวเองตายไปแล้วกัน ทำอย่างนั้นไปก็ไม่น่าจะหลอกได้นานสักเท่าไหร่นี่นา”

    ยุนย็องฮย็อนลองค้นภายในห้อง แต่กลับไม่พบเบาะแสเกี่ยวกับเด็กหญิงที่เสียชีวิตคนนี้เลย ลิ้นชักโต๊ะหนังสือก็ดูไม่มีสิ่งใดเป็นพิเศษ สิ่งที่น่าจะเป็นเบาะแสเพียงอย่างเดียวของพวกเขาก็คือกระเป๋าเดินทางที่ลากผ่านหน้ากล้องวงจรปิดตรงทางเดิน ยุนย็องฮย็อนเปิดดูข้างในกระเป๋า สิ่งที่พบมีเพียงไฟแช็กพลาสติกสีเขียวที่ซ่อนอยู่ในช่องกระเป๋าเท่านั้น

    ฮันซึลกีที่ค้นหาเบาะแสอื่นไม่เจอจึงเดินออกมานอกห้อง ทั้งสามเดินผ่านห้องสองศูนย์หนึ่ง นั่งล้อมวงกันตรงทางเดินใกล้บันได ตรงนี้เป็นตำแหน่งที่พวกเขาจะระงับเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดระเบิดขึ้น

    “ถ้าเกิดระเบิดจนเพลิงโหมไหม้ คงมีคนเสียชีวิตหลายคน ต้องมีคนเชื่อว่าศพในห้องนั้นคือเจ้าของห้อง และหันไปตรวจสอบยืนยันตัวตนของศพรายอื่นก่อน แล้วค่อยค้นพบว่าศพในห้องสองศูนย์สองแท้จริงแล้วคือคุณลุงผู้ดูแล แต่กระบวนการยืนยันตัวตนไม่น่าใช้เวลาเกินครึ่งวันมั้งครับ ขนาดพวกเราเองยังนึกว่าคนร้ายฆ่าตัวตายหลังก่อเหตุลักพาตัวเด็กหญิงคนนั้นเลย บางทีที่ทำอย่างนี้ก็เพื่อถ่วงเวลาในการหนีเท่านั้น”

    ยุนย็องฮย็อนสรุปสิ่งที่ตนคิดออกมา

    มุนมินจ็องลูบไฟแช็กในมือเนิ่นนานกว่าจะนึกได้ว่าที่แห่งนี้มีแก๊สรั่วอยู่และอาจเกิดระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้

    “ถ้าเขามีเวลาวางแผนร้ายขนาดนี้ก็น่าจะเอาเวลาหนีไปให้ไกลไม่ดีกว่าเหรอคะ”

    “อืม การหลบหนีอาจไม่เป็นไปตามที่คิดก็ได้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันรู้ได้ยังไง…ทำไมมันถึงรู้เวลาที่ตำรวจจะมาถึงคร่าวๆ ได้ แล้วก็ยังข้องใจเรื่องการเจาะรูที่กระป๋องแก๊สนั่นด้วย เหมือนจะรู้อะไรเพิ่มแต่ก็เหมือนจะไม่รู้แฮะ”

    ฮันซึลกีเอ่ยข้อสงสัยที่ค้างคาในใจ แต่พวกเขาก็รู้ตัวดีว่านี่คงเป็นขอบเขตของข้อสรุปที่ได้มาแล้ว

    มุนมินจ็องถอนหายใจยาวพลางเงยหน้ามองชานพักบันไดที่เชื่อมต่อไปชั้นสาม

    “ตรงโน้นคือปัญหาที่ต้องแก้ขั้นต่อไปใช่ไหมคะ กองเลือดที่จู่ๆ ก็โผล่มาตรงนั้น”

    ยุนย็องฮย็อนพยักหน้า แม้ตัวยังไม่หายสั่นแต่เขาก็ต้องพยายามลุกขึ้นเพื่อค้นหาเบาะแสที่หลงเหลือในตัวศพของห้องสองศูนย์สอง

    วินาทีนั้นเอง จู่ๆ เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ทว่าทันทีที่พวกเขาสะบัดหน้าหันไปมองในทิศทางที่ได้ยินเสียง พลันมีเสียงปืนดังกึกก้อง

    ยุนย็องฮย็อนที่อยู่ในสภาพกึ่งยืนทรุดฮวบพร้อมเสียงคราง มุนมินจ็องกรีดร้อง รีบคว้าไหล่ของยุนย็องฮย็อนเข้ามากอด ฮันซึลกีดึงปืนที่มอบให้กับยุนย็องฮย็อนมาถือก่อนจะกระโดดขึ้นไปขวางอยู่ด้านหน้าของมุนมินจ็องกับยุนย็องฮย็อน

    ผู้ชายที่ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่นั้นมีรูปร่างผอมแห้ง ผิวคล้ำ คล้ายเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่กลับเป็นคนที่เขาไม่รู้จัก ทว่ามุนมินจ็องรู้ว่าเขาคนนั้นคือใคร

    “คะ…คนในห้องสองศูนย์สอง…ห้องสองศูนย์สอง!”

    พวกเขาไม่ทันสังเกตว่าอีกฝ่ายโผล่มาเมื่อไหร่ หรือว่าอีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่ในห้องใดห้องหนึ่งหลังติดตั้งกับระเบิดภายในห้องสองศูนย์สองเสร็จ หากอีกฝ่ายเป็นเพียงตำรวจที่ถูกม้วนเข้ามาอยู่ในโลกใบนี้คงไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ทว่าปืนที่เต็มไปด้วยเจตนาร้ายซึ่งอยู่ในมือนั้นกลับดูอันตรายถึงชีวิตเสียยิ่งกว่าระเบิดที่ติดตั้งอยู่ในห้องเสียอีก

    ฮันซึลกีเล็งปืนไปที่ชายคนนั้น เขาไม่คิดว่าปืนพ่นแก๊สจะทำอะไรได้ในระยะเท่านี้ แต่ดูเพียงผิวเผินปืนพ่นแก๊สนี้ก็แทบไม่แตกต่างจากปืนจริงเท่าไหร่นัก เขาจึงคิดใช้ปืนนี้ขู่และสกัดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายลงมือตามใจ ฮันซึลกีกวาดลิ้นทั่วภายในปากอันเหือดแห้งพลางคิดหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์อย่างนี้

    ทว่าผู้ชายคนนั้นกลับเอ่ยขึ้นว่า

    “ดีใจจังที่ได้เจอ SECAM”

    ตอนแรกฮันซึลกีนึกว่าอีกฝ่ายจะพูดไปเรื่อย เพราะไม่เคยรู้จักมักจี่กัน แต่เมื่อได้ยินประโยคท้ายที่เอ่ยออกมาเขากลับรู้สึกเป็นกังวลขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่รู้จักผู้ชายคนนี้แน่นอน

    “…แกเคยเห็นฉัน?”

    บางทีอาจเคยเจอกันตอนที่เขาเอาชุดทำงานไปซักที่ห้องซักผ้าหยอดเหรียญ ทว่าชายคนนั้นกลับยักไหล่ทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นของฮันซึลกี

    “ใช่ ครั้งนี้ฉันจะไม่ถูกหลอกอีกแล้ว”

    ประกายไฟแลบขึ้นที่ปลายกระบอกปืน มุนมินจ็องตัวแข็งทื่อ ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ได้เมื่อเห็นฮันซึลกีล้มลง ในสมองพลันผุดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา

    ระเบิด

    เพียงไม่นานชายเจ้าของห้องสองศูนย์สองก็ค่อยๆ เล็งปืนมาที่มุนมินจ็องโดยไม่คิดเสวนาใดๆ กับเธอ หญิงสาวไม่มีเวลาให้ยืดเยื้ออีกแล้ว

    มุนมินจ็องกุมไฟแช็กสีเขียวที่ได้มาจากยุนย็องฮย็อนแล้วเริ่มวิ่ง พร้อมกับกระสุนปืนที่พุ่งเฉียดด้านข้างไป

    ชายคนนั้นหน้าเสียเมื่อเห็นมุนมินจ็องวิ่งผ่านห้องสองศูนย์สาม ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ระยะที่ยิงไม่ถึง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงไม่อาจยิง ทำเพียงกัดฟันกรอดเล็งปืนใส่หญิงสาวแล้ววิ่งตามติดเธอเท่านั้น

    ต้องทำให้ระเบิด

    วินาทีที่มุนมินจ็องจุดไฟแช็ก ชายคนนั้นก็รีบวิ่งมาหาเธอพร้อมกับพ่นคำด่าหยาบคายทันที มุนมินจ็องไม่มีเวลาให้คิดหน้าคิดหลัง เธอกระโจนจนตัวลอยแล้วโยนไฟแช็กไปที่พื้นหน้าห้องสองศูนย์สอง

    เสียงพึ่บพร้อมกับเปลวเพลิงที่เคลือบหน้าพื้นบางๆ ก่อนจะเกิดระเบิดดังตูมตามขึ้นในห้องสองศูนย์สองอย่างรวดเร็ว ระเบิดครั้งแรกเกิดจากกระป๋องแก๊ส ระเบิดครั้งที่สองคือกับระเบิดที่ติดตั้งไว้

    หญิงสาวยกสองมือป้องหูที่แทบหนวกจากเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มุนมินจ็องตัวสั่น ขดร่างงอเป็นกุ้งอยู่หน้าห้องสองศูนย์สี่ เธอหลับตาปี๋ รับรู้ถึงความร้อนของเปลวเพลิงที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้ พร้อมกับภาวนาในใจ ขอให้เวลาหวนกลับไปจุดเริ่มต้นให้เร็วที่สุดในขณะที่เธอเจ็บปวดน้อยที่สุดด้วยเถิด

     

    * แฮนดี้โค้ต (handy coat) คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ปรับตกแต่งผิวและอุดรอยผนังต่างๆ

     

    (ติดตามต่อได้ในเล่ม ‘คนในห้ามออก คนนอกสาบสูญ’ วางขายฉบับอีบุ๊ก 1 กรกฎาคม 2020)

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in คนในห้ามออก คนนอกสาบสูญ (Turn the Doorknob)

    นิยายยอดนิยม

    Uncategorized

    ขนหนังสือมาให้อ่านจุกๆ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25

    [siteorigin_widget class="SiteOrigin_Widget_Image_Widget"][/siteorigin_widget][siteorigin_widget class="SiteOrigin_Widge...

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน วิหคชาดพิฆาตกล ภาค 1 พายุเพลิงผลาญ บทที่ 4-5

    บทที่ 4 ทดสอบรอบแรก   วังหลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย การจับหัวขโมยที่เต็มไปด้วยอุปสรรคในที่สุดก็ยุติลงเมื่อจิงอีเฟ...

    Facebook