• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน สยบฟ้าพิชิตปฐพี 32 ตอนที่ 2

    หน้าที่แล้ว1 of 2

    บทที่ 2 ข้าไร้เทียมทานในโลก

    พื้นของลานกว้างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในที่สุดจอมยุทธ์อันดับหนึ่งของราชสำนักจินจั้งเล่อปู้ก็ลงมือ การตอบสนองของมันมิได้ช้ากว่าราชครูหรือชีเนี่ยน เพียงแต่สิ่งที่มันฝึกคือมรรคาแห่งยุทธ์ กว่าจะกระโจนเข้าถึงตัวหนิงเชวียย่อมใช้เวลาอยู่บ้าง ดังนั้นจึงมาถึงช้ากว่าเล็กน้อย

    มาช้ามาเร็วมิได้สำคัญ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องถอยออกไป หนิงเชวียได้ยินเสียงแหวกอากาศดังมาจากด้านหลังจึงพลิกข้อมือ ตัวดาบสีดำสนิทฟันขวางไปทางด้านหลัง โดนหมัดของเล่อปู้

    ก่อนหน้านี้หมัดของเล่อปู้กับกระบองเหล็กของถังเสี่ยวถังปะทะกันนับครั้งไม่ถ้วน กระบองเหล็กอันนั้นเป็นอาวุธวิเศษของพรรคมาร แม้มันต่อกรด้วยมือเปล่าก็ไม่ปรากฏบาดแผลใดๆ แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวด้านมรรคาแห่งยุทธ์ของมัน ทว่ายามนี้ปะทะกับดาบกลับเกิดเสียงฉัวะ เล่อปู้ครางอย่างเจ็บปวดดั่งพยัคฆ์ถูกทำร้าย กระดูกข้อมือแหลกละเอียด ร่างที่แข็งแรงใหญ่โตประหนึ่งภูเขากระเด็นถอยหลังแล้วล้มหงายอย่างหนักหน่วง

    บัดนี้กลุ่มคนจากเกาะหนานไห่และพวกเสินกวนของอาศรมเทพก็โจมตีเข้ามาแล้ว ลานกว้างหน้าเขาเถาซานเกิดเสียงกระบี่ดังหวีดหวิว กระบี่เต๋าวาววับนับร้อยบินอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าหาหนิงเชวียราวกับห่าฝน

    ทุกคนในที่นั้นต่างรู้ว่าต้องสังหารหนิงเชวียให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้มันยิงธนูดอกที่สอง ดังนั้นจึงพากันเข้าโจมตีอย่างสุดกำลัง แต่เพราะความต่างของด่านฌาน ลำดับการลงมือจึงมีก่อนมีหลัง หากพิจารณาจากตรงนี้จะเห็นได้ว่าราชครูราชสำนักจินจั้ง ชีเนี่ยนแห่งนิกายพุทธ รวมถึงเจ้าหนานไห่คือผู้ฝึกฌานที่มีด่านฌานสูงสุดในที่นั้น เล่อปู้รองลงมา ส่วนคนอื่นๆ ก็ลดหลั่นกันไป

    แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าการโจมตีที่มาถึงช้ากว่าจะอ่อนแอกว่า เพราะคนที่ร่วมโจมตีมีจำนวนมาก นอกจากหลิ่วอี้ชิงและหลวงจีนกวนไห่แล้ว ที่เหลือก็คือการรวมพลังของทุกๆ คน

    ฝนกระบี่ถี่ยิบเช่นนี้ต่อให้เคลื่อนไหวได้ยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ไม่อาจหลบพ้น แต่หนิงเชวียฝึกดาบที่เขาหมินซานและทุ่งร้างจนช่ำชอง กอปรกับเคยเรียนรู้หลักการพื้นที่หนึ่งฉื่อเบื้องหน้าจากเยี่ยหงอวี๋ เมื่อนำมาใช้ แม้สายฝนจริงๆ ก็ไม่อาจทำให้เสื้อของมันเปียก สำมะหาอะไรกับกระบี่บินที่เพียงเหมือนสายฝน

    เรื่องที่น่าแตกตื่นคือหนิงเชวียทั้งไม่หลบและไม่ใช้เพลงดาบป้องกัน นอกจากฟันกระบี่ของเสินกวนชราเกาะหนานไห่ผู้หนึ่งร่วงไปแล้ว มันก็ไม่เหลือบแลกระบี่บินเล่มอื่นเลย

    กระบี่บินนับร้อยๆ พุ่งแทงโดนร่างหนิงเชวีย มองจากภายนอกมันคล้ายกลายเป็นตัวเม่น ทว่าพริบตาต่อมากระบี่เต๋าหลายร้อยเล่มนั้นก็แหลกเป็นชิ้นๆ ร่วงลงแทบเท้ามันเหมือนหญ้าฟางเปื่อยยุ่ย!

    กระบี่เต๋าส่วนใหญ่แทงไม่เข้ากระทั่งแสงเจิดจรัสที่ปกคลุมร่างมันอยู่ แม้แต่กระบี่เต๋าระดับด่านรู้ชะตาของพวกอาศรมเทพและเกาะหนานไห่อย่างมากก็ทำได้แค่แทงทะลุเสื้อผ้ามันจนสัมผัสผิวหนังแล้วหมดอานุภาพ ก่อนหักร่วงลงในพริบตา!

    หลังจากหนิงเชวียฝึกลมปราณสุดไพศาล ร่างกายก็แข็งประหนึ่งเหล็กอยู่แล้ว ยามนี้ในร่างเต็มไปด้วยพลังเทพของเฮ่าเทียน เมื่อใช้แนวทางของลมปราณสุดไพศาลขับเคลื่อนพลังเทพจากภายในสู่ภายนอกไปห่อหุ้มร่างกาย ร่างกายจึงยิ่งแข็งแกร่งจนถึงขั้นใกล้เคียงด่านอมตะของพรรคมาร กระบี่บินธรรมดาไหนเลยสามารถทำอันตราย

    กระบี่หักร่วงระนาวลงกองบนพื้นจนสูงราวครึ่งฉื่อ ดูแล้วช่างเหมือนใบไม้ร่วงสีแดงอมเหลืองบนลานกว้าง บนพื้นเย็นเยียบปรากฏเนินเขาเล็กๆ ที่ก่อตัวจากเศษกระบี่โดยมีหนิงเชวียยืนอยู่ตรงกลาง

    พอเห็นภาพที่เกิดขึ้นหน้าแท่นบูชาแล้วผู้คนต่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง โดยเฉพาะบรรดายอดฝีมือที่กระบี่แก่นฐานชีวิตหัก พวกมันถึงกับท้อแท้สิ้นหวัง

    วันนี้อาศรมเทพจัดเทศกาลบูชาแสงสว่าง บนลานกว้างมีผู้ฝึกฌานด่านรู้ชะตาอย่างน้อยยี่สิบกว่าคน รวมทั้งบุคคลระดับสุดยอดในโลกแห่งการฝึกฌานอย่างเจ้านิกาย ชีเนี่ยน และราชครูราชสำนักจินจั้ง อาจกล่าวได้ว่าขุมกำลังรบระดับสุดยอดของโลกมากกว่าครึ่งล้วนอยู่ที่นี่ ทว่าขบวนทัพที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้กลับถูกหนิงเชวียใช้ดาบเล่มเดียวทำลาย!

    เพราะโดนเหล่ายอดฝีมือเข้ารุม มันจึงไม่ทันได้ยิงธนูดอกที่สอง ยันต์เทวะที่น่าพรั่นพรึงตามคำเล่าลือก็ไม่ปรากฏ มันอาศัยเพียงดาบเล่มเดียวเอาชนะยอดฝีมือทั่วหล้า

    โลกแห่งการฝึกฌานเคยคิดว่าหนิงเชวียคือศิษย์สัญจรที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ ทว่าวันนี้ เวลานี้ ใครบ้างยังกล้าพูดว่ามันอ่อนแอ ใครบ้างยังมีสิทธิ์พูดว่ามันอ่อนแอ ใครบ้างที่แข็งแกร่งกว่ามัน

    เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุใด เพราะมันได้รับพลังเทพเบิกนภาหรือ แล้วเหตุใดมันจึงรับพลังเทพจากเฮ่าเทียนได้เล่า ต่อให้มันฝึกฌานจนถึงขั้นเหนือด่านทั้งห้าจริงๆ แต่มันไม่ใช่สานุศิษย์ของเฮ่าเทียน เหตุใดจึงไม่ถูกพลังเทพของเฮ่าเทียนฆ่าตาย

    ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในหัวสมองลอยเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

    ทันใดนั้นหนิงเชวียพลันปักดาบลงพื้นแล้วถือธนูอีกครั้ง

    ลานกว้างหน้าเขาเถาซานพลันเกิดเสียงฮือฮาและเสียงตวาด

    ดาบของมันร้ายกาจขนาดนี้ ถ้าให้มันใช้ปฐมธนูจะน่ากลัวขนาดไหน

    ผู้คนไม่อาจยอมให้สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าบาดเจ็บอยู่หรือไม่ ทุกคนต่างโจมตีหนิงเชวียอีกครั้งอย่างไม่คิดชีวิต พลังปฐมแห่งฟ้าดินบนลานกว้างพลันปั่นป่วน!

    ดุจเดียวกับก่อนหน้านี้ บรรดายอดฝีมือที่ด่านฌานลึกล้ำที่สุดคือพวกที่ตอบสนองเร็วที่สุด

    เป่าติ่งต้าเสินกวนสีหน้าเคร่งขรึม สีของกระถางไม้ในมือเข้มขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่รู้มีชั้นน้ำค้างแข็งบางๆ เกาะตั้งแต่เมื่อใด

    พลังจิตอันลึกล้ำไพศาลดั่งมหาสมุทรของราชครูเพิ่มพูนมากขึ้นด้วยกระถางไม้จนกลายเป็นพลังจิตที่เย็นเยือก ผนึกรวมกับความแค้นของสัตว์ที่ถูกบูชายัญจำนวนนับไม่ถ้วนในทุ่งหญ้า แล้วพุ่งเข้าหาหนิงเชวีย

    มันเชื่อมั่นว่าต่อให้หนิงเชวียมีพลังเทพของเฮ่าเทียนสนับสนุน เมื่อโดนการโจมตีด้วยความเย็นและความแค้นที่ทำให้ตนต้องสูญเสียพลังอย่างมหาศาลครั้งนี้ ก็ต้องเจอปัญหาอย่างมากแน่นอน ทว่ามันคิดไม่ถึงว่าพลังจิตเพิ่งปล่อยออกพลันสูญสลาย ไม่รู้หายไปยังที่ใด!

    การโจมตีด้วยพลังจิตครั้งนี้ถูกพลังล่องหนสายหนึ่งตัดทิ้ง!

    พลังแบบไหนกันที่ตัดพลังจิตทิ้งได้!

    แทบจะในเวลาเดียวกัน ชีเนี่ยนก็ใช้เคล็ดวิชานิกายพุทธที่แข็งแกร่งที่สุดของตน

    ชีเนี่ยนเป็นพระเถระวัดเสวียนคง เป็นศิษย์สัญจรนิกายพุทธที่มีชื่อเสียงเทียบเคียงได้กับเยี่ยซูและถัง เมื่อยี่สิบปีก่อนตอนที่ฟ้าส่งลางร้ายลงมายังทุ่งร้าง มันก็กัดลิ้นแล้วกลืนลงท้อง ใช้ความเมตตากรุณาและขันติฝึกฌานผนึกโอษฐ์

    ตอนที่ฝึกได้สิบกว่าปี ไม่มีใครเคยได้ยินมันเอ่ยวาจา แม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับประมุขพรรคมารจักจั่นยี่สิบสามวรรษที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าริมทะเลสาบน้ำแข็งในฉางอัน มันก็ไม่เปิดปาก

    จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อนที่วัดลั่นเคอ หนิงเชวียและซังซังจะเข้าไปในกระดานหมากของปฐมพุทธะ เซียนเซิงรองของสถานศึกษาจวินโม่เข้ามาในวัด มันจึงทำลายฌานผนึกโอษฐ์เอ่ยคำว่า ‘เร็ว’

    แม้คือคำว่า ‘เร็ว’คำเดียวก็ทำให้ระฆังโบราณของวัดลั่นเคอแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จวินโม่ถูกบีบให้หันหลังให้เยี่ยซูและเขวี้ยงกระบี่เหล็กไปสกัดกั้น แสดงให้เห็นถึงระดับความร้ายกาจของฌานผนึกโอษฐ์ของพระเถระรูปนี้

    ผ่านมาหลายปี บัดนี้ฌานผนึกโอษฐ์ของชีเนี่ยนแข็งแกร่งกว่าเดิม มันเผยอริมฝีปาก ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้นที่ปากมันท่ามกลางสายลม!

    หลวงจีนรูปนี้ฝึกพระสูตรจนกลายเป็นรูปจริงแล้ว!

    เคล็ดวิชานี้อัศจรรย์ยิ่งกว่าธรรมกายอจลหมิงหวังเสียอีก!

    ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ลอยออกจากปากไปทางหนิงเชวีย

    ไม่มีใครรู้ว่าดอกบัวดอกนี้มีอานุภาพอย่างไร

    หนิงเชวียไม่รู้ และไม่อยากรู้

    ส่วนผู้คนในที่นั้นต่างอยากรู้ แต่พวกมันไม่อาจรู้

    เพราะดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ที่แฝงด้วยพระสูตรดอกนี้ไม่อาจลอยไปถึงหนิงเชวีย เพียงลอยห่างจากปากชีเนี่ยนได้ไม่ไกลก็ฉีกขาดกระจุยกระจาย

    พลังแบบไหนกันที่ตัดดอกบัวพระสูตรให้เป็นชิ้นๆ ได้โดยไร้เสียงเช่นนี้!

    แสงเจิดจรัสแห่งเฮ่าเทียนของเจ้าหนานไห่โจมตีเข้าหาหนิงเชวีย

    ลำแสงบริสุทธิ์ที่รวมตัวจากแสงเจิดจรัสพุ่งห่างจากนิ้วชี้มันมาไม่ถึงสามฉื่อก็ถูกตัด

    ท่ามกลางเสียงตวาด เล่อปู้ที่คล้ายพยัคฆ์บาดเจ็บกระโจนเข้าหาหนิงเชวียอีกครั้ง

    มันเดินหน้าได้เพียงสามก้าว บนร่างก็เกิดบาดแผลลึกสิบกว่าแผล

    พลังจิตถูกตัด!

    ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ถูกตัด!

    แสงเจิดจรัสแห่งเฮ่าเทียนถูกตัด!

    ร่างที่แข็งแกร่งทรหดก็ถูกเฉือนอย่างง่ายดาย!

    ในอากาศรอบแท่นบูชาคล้ายซ่อนพลังมากมายไว้ พลังเหล่านั้นคมกริบถึงขั้นตัดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้จนหมดสิ้น นี่มันพลังอะไรถึงน่ากลัวได้ถึงขั้นนี้

    แสงเจิดจรัสที่ถูกตัดสาดกระจายไปทั่วอย่างน่าอนาถ พระสูตรที่ดอกบัวแหลกสลายปลดปล่อยออกมาทำให้แสงหักเห เลือดจากร่างของเล่อปู้ไหลพุ่งราวน้ำตก ท่ามกลางแสงเจิดจรัสที่หักเหและเลือดมากมายมีเส้นที่มองเห็นได้รางๆ

    พลังแห่งการตัดเฉือนมาจากเส้นเหล่านี้

    เส้นเหล่านี้ดูเหมือนยุ่งเหยิง แต่ความจริงหนึ่งกลุ่มมีสองเส้นเป็นตัวอักษร!

    กลางอากาศหน้าแท่นบูชา ยันต์รูปอี้หลายสิบชุดปรากฏขึ้นช้าๆ

    นี่คือยันต์เทวะที่แข็งแกร่งที่สุดของหนิงเชวีย

    นี่คือยันต์เทวะที่เชือดเฉือนเจ้าอารามจนเนื้อหลุดเป็นชิ้นๆ ในฉางอัน

    ไม่มีผู้ใดเห็นว่ามันใช้ยันต์อย่างไร นั่นเพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าก่อนหน้านี้ที่มันฟันดาบไม่ใช่เพียงเพื่อฟันศัตรูให้ล่าถอย แต่เพื่อเขียนยันต์ด้วย

    รอยดาบหนึ่งรอยคือเส้นหนึ่งเส้น รอยดาบสองรอยก็คือยันต์หนึ่งชุด

    ยันต์รูปอี้!

    ยันต์รูปอี้ลอยอยู่หน้าแท่นบูชา

    ไม่มีใครกล้าโจมตีหนิงเชวียอีกเพราะมีเจ้าอารามเป็นกรณีตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยอดผู้ฝึกฌานที่ถือดีในฝีมือเพียงใด เมื่อพบกับยันต์รูปนี้ล้วนไม่กล้าบุ่มบ่าม

    ผู้คนต่างแตกตื่นจนพูดอะไรไม่ออก ไม่เพียงเพราะวิธีการใช้ดาบวาดยันต์อันอัศจรรย์ของหนิงเชวีย ทั้งยังเป็นเพราะมันวาดยันต์เทวะได้มากมายขนาดนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ แค่นี้ด้วย!

    ผู้เป็นจอมยันต์ต้องมีพรสวรรค์ มิใช่ว่าผู้ใดก็เป็นได้ บุคคลระดับชีเนี่ยนย่อมรู้หลักพื้นฐานของมรรคาแห่งยันต์อยู่บ้าง ถ้าใช้การเขียนตัวอักษรมาเปรียบเทียบกับการเขียนยันต์ พลังจิตของจอมยันต์ก็เปรียบเหมือนน้ำหมึก และพลังจิตที่ต้องใช้ในการเขียนยันต์เทวะหนึ่งชุดก็มากมายมหาศาล

    ในโลกแห่งการฝึกฌาน ไม่ว่าจอมยันต์เทวะจะแข็งแกร่งขนาดไหน แม้แต่จอมยันต์เทวะที่มีด่านฌานระดับเหยียนเซ่อต้าซือก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเขียนยันต์เทวะได้มากขนาดนี้ในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้

    แต่หนิงเชวียกลับทำได้ มันถึงขั้นไม่จำเป็นต้องทำสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังจิตเลย มันทำได้อย่างไร!

    ยันต์รูปอี้ลอยอยู่หน้าเขาเถาซาน ใบไม้เหลือคณานับร่วงโรยแล้วฉีกขาด เสียงร้องโหยหวนเหลือคณานับดังขึ้น ผู้คนเหลือคณานับแขนขาขาดและล้มตาย ชีเนี่ยนและคนอื่นๆ สีหน้าเคร่งขรึม ไม่กล้าบุกเข้าไป

    ลูกธนูพาดสายแล้ว คันธนูกำลังโค้งงอ

    หนิงเชวียเห็นภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับไปฉางอันเมื่อเหมันต์ปีที่แล้ว พลังเทพเบิกนภาที่ได้รับมาดุจดังพลังอันไร้ขอบเขตที่ฉางอันมอบให้ตน

    เมื่อมีพลังแบบนี้มันสามารถทำสิ่งที่คนจำนวนมากคาดไม่ถึง สามารถเขียนยันต์เทวะจำนวนมาก ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าอารามมันก็มั่นใจเต็มเปี่ยม ความรู้สึกแบบนี้ช่างดีเหลือเกิน

    ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าไร้เทียมทาน

    ใบไม้ทั้งภูเขาโรยร่วง ผู้คนทั้งลานกว้างต่างแตกตื่น หน้าเขาเถาซานเต็มไปด้วยแขนขาที่ขาดกระเด็นและโลหิตที่สาดกระเซ็น ยันต์เทวะหลายสิบชุดปรากฏรางๆ อยู่รอบแท่นบูชา บรรดายอดฝีมือต่างหน้าซีด ไอเป็นเลือดอย่างรุนแรง หลีกหนีกันอลหม่าน

    ค่ายกลกระบี่ที่ขังถังเสี่ยวถังไว้ก็ถูกเจตนารมณ์แห่งยันต์ที่ร้ายกาจตัดเฉือนจนแหลกเป็นชิ้นๆ ภาพนี้ดูน่ากลัวยิ่งนัก

    เจ้านิกายที่โลหิตโซมกายยืนขึ้นในเสลี่ยงที่ผุพัง ไหนเลยยังต้องสนใจบาดแผลบนร่าง ร้องตวาดพร้อมผลักฝ่ามือซ้ายไปข้างหน้า จากนั้นก็มีพลังปราณที่น่าเกรงขามหลายสายพุ่งไปที่ร่างหนิงเชวีย

    สถานศึกษาเน้นเรื่องความสมควรแก่เหตุผล เพราะขอเพียงยึดถือเหตุผลไว้ได้ สภาพจิตใจก็แข็งแกร่งอย่างเพียงพอได้ เจ้านิกายใช้เคล็ดวิชากฎแห่งฟ้า โลกมนุษย์ยังคงเป็นโลกของเฮ่าเทียน กฎแห่งฟ้าของมันคือกฎของเฮ่าเทียน ย่อมแข็งแกร่งเป็นธรรมดา ภายใต้พลังปราณที่น่าเกรงขาม หนิงเชวียรู้สึกได้ในทันทีว่าการเหวี่ยงดาบเริ่มติดขัด

    เจ้านิกายบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ยังใช้เคล็ดวิชาระดับนี้ได้ มิเสียทีที่เป็นประมุขของอาศรมเทพจริงๆ

    หนิงเชวียในยามนี้ไร้เทียมทานในโลกมนุษย์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกเคล็ดวิชากฎแห่งฟ้าของเจ้านิกายกักขัง เพียงระเบิดพลังจิตออกมาก็ทำลายได้แล้ว แต่ถึงอย่างไรยังต้องใช้เวลาบ้าง

    เจ้านิกายตวาดสั่ง

    “กางค่ายกล!”

    ในชั่วขณะสั้นๆ นั้นเสินกวนนับพันบนลานกว้างไม่ว่าบาดเจ็บสาหัสแค่ไหนล้วนนั่งลงขัดสมาธิแล้วสวดอธิษฐานต่อเฮ่าเทียน

    แสงวิสุทธิ์พุ่งขึ้นจากทั้งด้านหน้าและด้านหลังของภูเขาตามเสียงตวาดของเจ้านิกาย สัมผัสท้องฟ้าแล้วกลับลงมา ค่ายกลของอาศรมเทพสำแดงอานุภาพที่น่าหวาดหวั่น แล้วหดตัวลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นวงกลมแสงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหลายสิบจั้ง

    แท่นบูชาศิลาขาวและหนิงเชวียถูกขังอยู่ในวงกลมแสงวิสุทธิ์นี้

    ด้วยการนำและบัญชาการของพวกเสินกวน สานุศิษย์นับหมื่นบนลานกว้างก็เริ่มสวดอธิษฐานเช่นกัน ในกลุ่มสานุศิษย์มีคนจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บ เสียงสวดอธิษฐานจึงฟังดูเหมือนเสียงร้องไห้วิงวอนที่น่าเวทนาเสียมากกว่า เสียงสวดอธิษฐานของสานุศิษย์นับหมื่นก้องกังวานในเขาเถาซานและพุ่งทะยานสู่ฟ้า ค่ายกลแสงวิสุทธิ์หดเล็กลงหลายร้อยเท่า บีบตัวเข้าหาหนิงเชวียด้วยอานุภาพที่เพิ่มมากขึ้นหลายร้อยเท่าด้วยเช่นกัน

    เมื่อต้องเผชิญหน้ากับค่ายกลที่รวมเจตนารมณ์ของคนนับหมื่นไว้เช่นนี้ หนิงเชวียจึงแบกรับแรงกดดันที่ใหญ่หลวงจนถึงขั้นรู้สึกว่าตนกำลังต่อต้านคนทั้งโลก

    ถ้าเป็นยอดผู้ฝึกฌานคนอื่น แม้มีพลังพอที่จะต้านค่ายกลนี้ได้ แต่หากต้องเผชิญกับแรงกดดันทางด้านจิตใจแบบนี้ก็อาจล้มลงอย่างรวดเร็ว แต่หนิงเชวียไม่ใช่ ตอนที่แบกซังซังหนีตายหมื่นลี้มันเคยสู้กับคนทั้งโลกมาแล้ว มันมีประสบการณ์ด้านนี้ มันสุขุมเยือกเย็นพอ และมันมั่นใจเต็มเปี่ยม พลังจิตพลันขับเคลื่อน ใช้แนวทางของลมปราณสุดไพศาลเปลี่ยนพลังเทพของเฮ่าเทียนให้เป็นพลังจิต แล้วควบคุมยันต์เทวะหลายสิบชุดเหล่านั้นเข้าต้านรับค่ายกลแสงวิสุทธิ์อย่างเข้มแข็ง

    พอค่ายกลแสงวิสุทธิ์กับยันต์เทวะปะทะกันกลางอากาศพลันปรากฏรอยสีขาวหลายสิบรอย เสียงเสียดสีที่รุนแรงชวนเสียวฟันดังขึ้น!ยันต์รูปอี้หลายสิบชุดไม่อาจตัดทำลายค่ายกลแสงวิสุทธิ์ในเวลาอันสั้น และค่ายกลแสงวิสุทธิ์เองก็ไม่อาจทะลุผ่านยันต์รูปอี้อันร้ายกาจไป ณ ชั่วขณะนี้อากาศระหว่างค่ายกลแสงวิสุทธิ์และยันต์เทวะเกิดการหยุดนิ่งอย่างสมดุล ขณะเดียวกันรอยบนแสงวิสุทธิ์ก็ทำให้ยันต์เทวะปรากฏรูปขึ้นมา

    ผู้คนบนลานกว้างเห็นกลุ่มยันต์เทวะรอบแท่นบูชารวมทั้งในอากาศแล้วก็อดตะลึงลานมิได้ เพราะพวกมันไม่เห็นช่องโหว่เลย มีเพียงด้านหน้าแท่นบูชาเท่านั้นที่ไม่มียันต์เทวะลอยอยู่ แต่หนิงเชวียง้างสายธนูรอไว้แล้ว ลูกธนูกำลังเล็งไปที่นั่น!

    อาศรมเทพตั้งอยู่ทางทิศใต้หันหน้าไปทางทิศเหนือ ลานกว้างที่ต้องเดินผ่านตอนขึ้นเขาอยู่ทางทิศเหนือของเขาเถาซาน หนิงเชวียยืนหน้าแท่นบูชา มือถือธนูเล็งไปทางทิศเหนือ ลูกธนูชี้ไปทางทิศเหนือ มันมาดหมายสิ่งใดกัน

    การบรรยายการต่อสู้ครั้งนี้ใช้เวลานานมาก ทว่าความจริงตั้งแต่วิหารเทพแสงสว่างส่งพลังเทพเข้าร่างหนิงเชวียจนถึงการใช้ธนูยิงเจ้านิกาย ใช้ดาบทำลายศัตรูตัวฉกาจ ใช้ยันต์เทวะอาละวาดเขาเถาซานจนถูกค่ายกลแสงวิสุทธิ์เข้าห่อหุ้ม ล้วนเป็นเรื่องราวเพียงชั่วพริบตา ถึงขั้นมีคนจำนวนมากยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นก็ม้วยมรณาไปแล้ว

    เสียงสวดอธิษฐานของสานุศิษย์นับหมื่นรวมถึงเสินกวนและผู้ดูแลนับพันยังคงก้องกังวานอยู่ ส่วนรอบแท่นบูชานั้นกลับเงียบสนิท นอกจากเสียงยันต์รูปอี้ตัดเฉือนกับแสงวิสุทธิ์แล้วก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใด

    บรรดายอดฝีมือถอยห่างไป มองหนิงเชวียที่อยู่หน้าแท่นบูชาแต่ไกลๆ มองธนูเหล็กในมือมัน เงียบกริบด้วยความตื่นตระหนก ไม่มีใครกล้าเข้าไปขวางมันอีก ได้แต่รอดู

    มรรคาแห่งยันต์แน่นอนว่าเป็นอาวุธโจมตีแบบกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแห่งการฝึกฌาน สำหรับจอมยันต์เทวะที่ด่านฌานลึกล้ำ การสู้กับศัตรูหนึ่งคนและการสู้กับศัตรูสิบคนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

    แต่มรรคาแห่งยันต์ก็มีข้อด้อย ไม่ว่ายันต์เทวะจะแข็งแกร่งขนาดไหนก็ยังถูกจำกัดด้วยระยะห่าง อีกอย่างหนึ่งเจตนารมณ์แห่งยันต์จะลดทอนลงตามกาลเวลาจนกระทั่งหายไปในธรรมชาติ

    แม้ถูกดาบและธนูของหนิงเชวียจัดการจนมีสภาพอเนจอนาถ แต่ราชครูราชสำนักจินจั้ง ชีเนี่ยน และคนอื่นๆ ต่างเป็นบุคคลระดับสุดยอดในโลกแห่งการฝึกฌาน ไม่นานพวกมันก็คิดได้ว่ายามนี้เรื่องที่ควรทำมากที่สุดคืออะไร

    พวกมันถอยห่างไปไกลเพื่อหลบอาณาเขตโจมตีของยันต์รูปอี้ แล้วรอให้กลุ่มยันต์เทวะหน้าแท่นบูชารวมถึงพลังเทพของเฮ่าเทียนที่หนิงเชวียได้รับมาสลายไป

    ส่วนปฐมธนู…พวกมันได้แต่ภาวนาให้หนิงเชวียพกลูกธนูมาไม่มาก หรือภาวนาให้อย่างน้อยเป้าหมายที่หนิงเชวียเลือกยิงเป็นรายต่อไปไม่ใช่ตน นอกเหนือจากนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

    ในที่นั้นสงบได้เพียงชั่วขณะก็มีเสียงขุ่นเคืองของคนชราดังขึ้น

    เสินกวนชราอันดับสองของกลุ่มผู้สืบทอดเกาะหนานไห่ชี้นิ้วที่เต็มไปด้วยเลือดไปทางเสลี่ยงของเยี่ยหงอวี๋

    “เยี่ยหงอวี๋!นึกไม่ถึงว่าเจ้าถึงกับกล้าสมคบคิดกับสถานศึกษา!”

    ก่อนหน้านี้เหล่าคนจากเกาะหนานไห่ท้าสู้กับอาศรมเทพ ถูกเยี่ยหงอวี๋สังหารโหดไปหนึ่งคน แม้แต่เสินกวนชราที่ด่านฌานลึกล้ำผู้นี้ก็ถูกนางใช้วิธีพิสดารตัดนิ้วไปหนึ่งนิ้ว

    มันตำหนิเยี่ยหงอวี๋ในยามนี้ไม่ใช่เพราะความแค้นเรื่องก่อนหน้า แต่ก็เกี่ยวข้องกัน ในสถานการณ์เช่นนี้จึงมีแต่มันที่สังเกตว่าเยี่ยหงอวี๋กำลังทำอะไร

    มันพบว่าเมื่อครู่ตอนที่บรรดายอดฝีมือเข้าโจมตีหนิงเชวียแทบเป็นแทบตาย เสลี่ยงของเยี่ยหงอวี๋กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใด นางไม่ได้ลงมือ และตอนนี้ยันต์รูปอี้ลอยอยู่รอบแท่นบูชา ยอดฝีมือทั้งหลายต่างพากันถอยหนี เสลี่ยงของเยี่ยหงอวี๋ก็ยังไม่ขยับเขยื้อน นางนั่งนิ่งอยู่ในเสลี่ยงเช่นเดียวกับเมื่อครู่แต่ไม่ถูกยันต์รูปอี้โจมตี หนิงเชวียไม่มองนางแม้สักแวบเดียว!

    นอกเสียจากว่านางสมคบคิดกับสถานศึกษาแล้วยังจะมีเหตุผลอื่นใดได้?

    คนที่อธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ได้อันที่จริงมีเพียงหนิงเชวียและเยี่ยหงอวี๋ หนิงเชวียไม่โจมตีนาง นอกจากไม่อยากแล้วยังเป็นเพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งในแผนของสถานศึกษาด้วย มันย่อมไม่อธิบายต่ออาศรมเทพ

    เยี่ยหงอวี๋ก็ไม่อธิบายอะไรเช่นกัน นางแค่มองไปที่จุดจุดหนึ่งด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน เมื่อครู่ตอนที่เหล่ายอดฝีมือโจมตีหนิงเชวีย นางมองที่นั่น ตอนหนิงเชวียใช้ยันต์เทวะที่ร้ายกาจหลายสิบชุด นางยังคงมองที่นั่น นางไม่สู้และไม่หลบ เพียงมองที่นั่นอย่างตาไม่กะพริบ

    นางมองด้านบนของบันไดหินหลังแท่นบูชา มองตำแหน่งของเสลี่ยงคันใหญ่เมื่อครู่ ยามนี้เสลี่ยงคันใหญ่พังแล้ว เจ้านิกายผู้ลึกลับปรากฏกายต่อหน้าธารกำนัล

    มันเป็นพรตเฒ่ารูปชั่วตัวดำผอมแห้งและต่ำเตี้ย

    ตัวจริงของเจ้านิกายแห่งซีหลิงที่แท้เป็นเช่นนี้ ถ้าเป็นช่วงเวลาปกตินี่ต้องเป็นเรื่องที่สะท้านสะเทือนโลกแห่งการฝึกฌานเป็นแน่ ทว่าเทศกาลบูชาแสงสว่างในวันนี้ต่างไป ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที ผู้ใดจะไปสังเกตเรื่องนี้ ต่อให้สังเกตเห็น เบื้องหน้าความเป็นความตายผู้ใดจะไปสนใจจ้องมองมัน

    เยี่ยหงอวี๋จ้องมองเจ้านิกายอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าสำหรับนางเรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าความเป็นความตายไปเสียแล้ว

    หนิงเชวียไม่รู้ว่านางมองด้านหลังตนอยู่ตลอดเวลา เพราะจุดนี้ในแผนของสถานศึกษาศิษย์พี่สามเป็นคนตัดสินใจ แม้แต่มันก็ไม่รู้สาเหตุ

    เรื่องที่มันกำลังคิดในตอนนี้เป็นเรื่องอื่น เรื่องมากมายที่เกิดขึ้นกับตัวมันทำให้เหล่ายอดฝีมือแตกตื่นงุนงง เช่นมันก้าวข้ามธรณีประตูของด่านทั้งห้าตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดมันจึงเบิกนภาได้ เหตุใดมันรับพลังเทพของเฮ่าเทียนมากขนาดนี้แล้วกลับไม่ตาย อันที่จริงก็แค่เพราะมันคือมัน

    มันไม่ได้อยู่เหนือด่านทั้งห้า แต่มันใช้พลังแบบหนึ่งที่เหนือด่านทั้งห้าได้ ทั้งยังใช้ได้แค่แบบเดียว นั่นคือพลังเทพเบิกนภาของนิกายเต๋า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์พิเศษระหว่างมันกับเฮ่าเทียน

    ส่วนการที่มันไม่ได้อยู่เหนือด่านทั้งห้า ทั้งไม่ใช่สานุศิษย์ที่ศรัทธาของเฮ่าเทียน แล้วเหตุใดจึงไม่ถูกพลังเทพมหาศาลของเฮ่าเทียนทำให้ตัวแตกตายนั้น เรื่องนี้อาศัยร่างกายและประสบการณ์ของมัน

    ปีที่แล้วตอนสู้กับเจ้าอารามในฉางอัน ค่ายกลสยบเทวะถ่ายเทพลังปฐมแห่งฟ้าดินทั้งหมดในเมืองผ่านดวงตาค่ายกลเข้าไปในร่างมัน ตอนนั้นมันยังรับพลังมากกว่าวันนี้เสียอีก

    วันนั้นมันรับได้ แล้ววันนี้จะรับไม่ได้ได้อย่างไร

    หนิงเชวียรู้ว่าการรับพลังเทพจากเฮ่าเทียนจะมีรูปการณ์เดียวกับการรับพลังปฐมแห่งฟ้าดินจากธรรมชาติเช่นเดียวกับในการต่อสู้ที่ฉางอัน พลังที่รับมาต้องสลายไปทีละน้อยอย่างแน่นอน จะคงอยู่ได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งลูกธนูในกระบอกก็เหลือไม่มากแล้วจริงๆ ถ้ามันมีลูกธนูแบบไม่จำกัดจำนวนแล้วยืนอยู่บนกำแพงเมืองฉางอัน มันก็พิชิตทั้งโลกได้ คงไม่ต้องมาเสี่ยงอันตรายที่เขาเถาซาน ยันต์รูปอี้รอบแท่นบูชาเองก็ต้องมีเวลาที่สลายไปอย่างแน่นอน ถ้ายันต์เทวะคงอยู่ได้ตลอดกาล ซือฟูเหยียนเซ่อของมันคงปิดศาลากระบี่จนกลายเป็นสุสานไปนานแล้ว

    ความไร้เทียมทานของมันจะคงอยู่เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

    เรื่องที่มันต้องทำจะต้องทำให้สำเร็จในช่วงเวลานี้

    หนิงเชวียหันมองไปทางยอดเขาเถาซาน มองวิหารเทพแสงสว่างคราหนึ่ง

    การเคลื่อนไหวของมันทำให้พวกยอดฝีมือฉุกคิดขึ้นได้ว่ากระบี่ของหลิ่วไป๋เข้าไปในวิหารเทพแสงสว่างแล้ว ถ้าในนั้นมีการต่อสู้ก็ต้องเป็นการต่อสู้ที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่สุดอย่างแน่นอน

    เพราะนั่นเป็นการต่อสู้ระหว่างโลกมนุษย์กับเฮ่าเทียน

    หน้าที่แล้ว1 of 2

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน สยบฟ้าพิชิตปฐพี 35 บทที่ 3

    บทที่ 3 ฟ้าคนรวมเป็นหนึ่ง ใครต้านได้   หนึ่งยันต์ สองดาบ หลายร้อยลี้ สามพันพุทธะ นี่ถึงขั้นไม่อาจเรียกว่ายันต์เทวะแ...

    บทความ

    แนะนำคอร์สอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง โดย ยอดเชฟเทพนักปรุง

      เชื่อว่านักกินหลายๆ ท่านต้องเคยได้ยินคำว่าไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) แต่อาจจะยังไม่กระจ่างวิบวับในใจนักว่ามันมีที่ม...

    Facebook