• Connect with us

    Enter Books

    คู่กิเลนค้ำบัลลังก์

    ทดลองอ่าน คู่กิเลนค้ำบัลลังก์ 4 บทที่ 3-4

    บทที่ 3

     

    นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์จำนวนครั้งที่จักรพรรดิจยาโย่วออกว่าราชการก็น้อยลงเรื่อยๆ พระองค์ไม่ชอบฟังคนทั้งกลุ่มถวายรายงาน แต่ชอบเรียกขุนนางไม่กี่คนเข้ามาตอนมีปัญหา เพราะพอคุยธุระกันเสร็จก็สามารถแยกย้ายได้อย่างไม่ต้องมีเรื่องจุกจิกหยุมหยิม ไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง

    แต่วันนี้เป็นข้อยกเว้น

    ไม่ใช่เพราะเฮ่อหรงกลับมายังราชสำนัก แต่เพราะคนที่กลับมาที่ราชสำนักพร้อมเขา…องค์หญิงเจินติ้ง

    ชีวิตของสตรีนางนี้บอกได้ว่าน่าทึ่ง แรกถือกำเนิดขึ้นมาในราชสกุล เป็นกิ่งใบของต้นไม้ทองต้นไม้หยกอย่างเต็มภาคภูมิ ภายหลังนางแต่งงานไปนอกด่าน อาศัยสถานภาพกับความสามารถได้เป็นเข่อตุนแห่งทูเจวี๋ยตะวันตกเพียงหนึ่งเดียว จงหยวนมีการเปลี่ยนราชวงศ์ แผ่นดินสิ้นสลาย องค์หญิงผู้นี้กลับยืนหยัดอยู่ที่ทูเจวี๋ยตะวันตกได้อย่างมั่นคง นางยกข่านที่เป็นแค่หุ่นเชิดคนหนึ่งขึ้นมา ผันตัวเองไปเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งทูเจวี๋ยตะวันตกอย่างเต็มภาคภูมิ

    เสียดายที่ไม่รู้ว่านางดวงแข็งเกินไปหรือชะตาไม่ดี เวลานี้ทูเจวี๋ยตะวันตกจบสิ้น ทำให้นางต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ต้องหนีกลับจงหยวน

    ถ้านางไม่หนีกลับมาจักรพรรดิจยาโย่วย่อมแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอด พอจบเรื่องก็กล่าวคำไว้อาลัยให้สักสองประโยค เรื่องนี้ย่อมถูกปล่อยผ่าน ผู้ใดจะรู้ว่าเฮ่อหรงจะช่วยองค์หญิงเจินติ้งกลับมา ด้วยสถานะของนางผนวกกับบรรดาศักดิ์ที่อดีตจักรพรรดิมอบให้ ทำให้จักรพรรดิจยาโย่วจำเป็นต้องให้เข้าพบอย่างเป็นทางการเพื่อแสดงความยกย่อง

    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพระองค์แอบด่าเฮ่อหรงในใจไปแล้วพันแปดร้อยครั้ง จักรพรรดิจยาโย่วที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มีสีหน้าเครียดจัด ตามององค์หญิงเจินติ้งกับเฮ่อหรงที่เดินเคียงกันเข้ามาในพระตำหนักจื่อเฉินโดยที่ดูไม่ออกเลยว่าสีหน้าของโอรสสวรรค์มีความผิดปกติอะไร

    “หม่อมฉันหลิงหูเวินเสียนผู้ทำความผิด ถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปีเพคะ”

    จักรพรรดิจยาโย่วยกมือ

    “ตามสบาย”

    จักรพรรดิจยาโย่วทอดสายตามององค์หญิงเจินติ้งที่อยู่ด้านล่างบันไดด้วยความรู้สึกแปลกใจว่าองค์หญิงเจินติ้งกับตนอายุใกล้เคียงกัน แต่นางกลับดูอ่อนวัยกว่ามาก เมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง หลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์ก็แก่ชราลงไปทุกวัน

    คิดมาถึงตรงนี้จักรพรรดิจยาโย่วอดรู้สึกปวดใจนิดๆ ไม่ได้

    “การกลับมาขององค์หญิงทำให้เรารู้สึกยินดีอย่างมาก สมัยที่อดีตจักรพรรดิยังอยู่ พระองค์ทรงเอ่ยถึงองค์หญิงอยู่เสมอ ชื่นชมว่าท่านเสียสละตัวเองเพื่อบ้านเมือง สร้างคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน เวลานี้ใบร่วงคืนราก เสียดายที่อดีตจักรพรรดิไม่อยู่แล้ว แต่ถ้าดวงพระวิญญาณของพระองค์ที่อยู่บนสวรรค์รับรู้ย่อมต้องดีใจเช่นเดียวกัน แล้วองค์หญิงจะมีความผิดได้อย่างไร”

    องค์หญิงเจินติ้งไม่แสดงทั้งอาการกระด้างกระเดื่องหรือกลัวหงอ นางโค้งตัวลง “ตราบใดที่หม่อมฉันอยู่ที่ทูเจวี๋ยตะวันตก ทูเจวี๋ยตะวันตกกับราชสำนักก็จะมีสายสัมพันธ์อันดีต่อกันไปตลอดกาล ทว่าบัดนี้หม่อมฉันกลับไร้ความสามารถปกครองทูเจวี๋ยตะวันตกเพื่อราชสำนัก ซ้ำยังพลาดท่าถูกฝูเนี่ยนข่านเล่นงาน ย่อมเท่ากับหม่อมฉันมีความผิด ขอฝ่าบาทได้โปรดลงพระอาญา”

    อย่านึกว่าองค์หญิงเจินติ้งจะประจบเอาใจใครไม่เป็น หนำซ้ำการที่นางพูดออกมาเช่นนี้เป็นการแปลงสถานภาพองค์หญิงในราชวงศ์ก่อนของตัวเองมาเป็นขุนนางของราชวงศ์ปัจจุบัน ทำให้ทั้งโอรสสวรรค์และเหล่าขุนนางฟังแล้วไม่รู้สึกขัดหู หาเรื่องมาติติงไม่ได้

    เป็นจริงดังนั้น จักรพรรดิจยาโย่วไม่เพียงไม่ตำหนิ ยังกล่าวปลอบด้วยสีหน้าชื่นมื่น “องค์หญิงปกครองทูเจวี๋ยตะวันตกมานานหลายปีย่อมต้องมีความชอบ ซ้ำยังเป็นผลงานที่ทำได้ยากยิ่ง ทูเจวี๋ยตะวันออกแข็งแกร่งเกินไป ทูเจวี๋ยตะวันตกย่อมไม่มีทางสู้ นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อองค์หญิงกลับมาโดยสวัสดิภาพ เราก็สบายใจ ขอเชิญองค์หญิงกลับไปพักที่วังองค์หญิงก่อน อีกสองสามวันค่อยเข้าวังมาสนทนากับเรา”

    องค์หญิงเจินติ้งหันไปมองเฮ่อหรงแวบหนึ่ง สีหน้าเป็นปกติ จากนั้นถวายบังคมแล้วถอยออกไป

    นางเชื่อว่าด้วยความสามารถของเฮ่อหรงน่าจะพอรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

    เมื่อเห็นเงาร่างขององค์หญิงเจินติ้งหายลับไปจากประตูตำหนักเรียบร้อย สีหน้าของจักรพรรดิจยาโย่วพลันเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม ตวาดลั่น “เจ้าลูกอกตัญญู! ยังไม่คุกเข่าอีก!”

    เฮ่อหรงไม่ขยับ ยิ่งไม่ได้คุกเข่าลง

    รัชทายาทหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย “อันอ๋อง เจ้าไม่ได้ยินรับสั่งของฝ่าบาทหรือ!”

    “กระหม่อมไม่ทราบว่าทำความผิดสิ่งใด ขอฝ่าบาทโปรดชี้แจง” เฮ่อหรงประสานมือ

    โทสะสามส่วนของจักรพรรดิจยาโย่วถูกท่าทีเช่นนี้ของเขาทำให้พุ่งทะยานขึ้นไปถึงเจ็ดส่วน

    “เจ้ายังไม่ได้รับอนุญาตก็ไปช่วยองค์หญิงเจินติ้งกลับมาโดยพลการ หรือนี่ไม่ใช่ความผิด?!”

    เฮ่อหรงเม้มริมฝีปาก “องค์หญิงเจินติ้งเป็นองค์หญิงในราชวงศ์ก่อน และเป็นขุนนางของต้าไหวเรา หากเห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยย่อมทำให้ผู้คนในใต้หล้าเจ็บแค้น องค์หญิงเจินติ้งมีอำนาจอยู่ในทูเจวี๋ยตะวันตก เกิดวันใดวันหนึ่งราชสำนักต้องเปิดศึกกับทูเจวี๋ยตะวันออก องค์หญิงเจินติ้งย่อมสามารถทำประโยชน์ให้ได้อย่างมหาศาล”

    จักรพรรดิจยาโย่วโกรธจัด “ควรช่วยหรือไม่ควรช่วยนางเป็นการตัดสินใจของเรา แต่เจ้ากลับถือเอาตัวเองเป็นใหญ่ เท่ากับเป็นการลบหลู่เบื้องสูง!”

    คำพูดนี้ร้ายแรงมาก ทว่าเฮ่อหรงยังคงไม่มีท่าทีว่าจะคุกเข่าขออภัย

    ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้จักรพรรดิจยาโย่วคลายโทสะ แต่วันนี้เขากลับไม่อยากทำเช่นนั้น

    ผู้ที่สามารถมายืนอยู่ที่นี่ได้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเป็นคนที่มีสติปัญญาชาญฉลาดเป็นอันดับต้นๆ ของแผ่นดิน และในจำนวนนั้นย่อมต้องมีคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้ความสามารถพอที่จะรู้ว่าราชสำนักไม่สามารถประนีประนอมกับชาวทูเจวี๋ย ยิ่งสมควรตระหนักถึงความเลวร้ายของคนแบบโจวซู่ที่ยักยอกยุทธปัจจัย แต่เพราะผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้พวกเขาทั้งร่วมมือและปัดแข้งปัดขากัน ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามทางของมัน ตามองแต่เหมือนมองไม่เห็น เช่นนี้จะต่างจากลางบอกเหตุของความวุ่นวายภายในบ้านเมืองในหนังสือประวัติศาสตร์ตรงที่ใด

    นับแต่โบราณความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของแผ่นดินไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนผู้มีปัญญา และไม่แน่ว่าเพราะมีทรราช หรือผู้นำไร้ความสามารถ แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะคนที่ยืนอยู่ในตำแหน่งสูงมัวแต่พุ่งความสนใจไปที่การแก่งแย่งชิงดีภายใน ไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงภายนอก

    ยิ่งได้มายืนอยู่ที่นี่วันนี้เฮ่อหรงยิ่งสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้อย่างชัดเจน

    รัชทายาทย่นหัวคิ้วน้อยๆ ให้กับท่าทางยอมหักไม่ยอมงอของเขา

    เมื่อก่อนต่อให้เฮ่อหรงเป็นคนแข็ง แต่เขาก็ไม่ได้ดื้อด้านถึงขั้นนี้ เหตุใดไปอยู่ที่หลิงโจวแค่ครึ่งปีกว่าก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้วเล่า

    น้องเจ็ดเฮ่อซีเงยหน้าขึ้นเงียบๆ กวาดตามองไปรอบๆ

    เขาอายุถึงช่วงที่สามารถเข้าประชุมขุนนางได้แล้ว แม้จักรพรรดิจยาโย่วจะไม่ได้มอบหมายงานให้เขาอย่างจริงๆ จังๆ แต่ก็ให้เขาเข้าร่วมเพื่อรับฟังการประชุม ทว่าเฮ่อซีมีนิสัยเก็บตัว หากผู้อื่นไม่ถามเขาย่อมไม่พูด

    ภายในพระตำหนักหลังใหญ่ตอนนี้มีคนอยู่ถึงสิบหกสิบเจ็ดคน ในจำนวนนั้นมีพระราชโอรสอย่างรัชทายาทกับจี้อ๋องเฮ่อซิ่ว มีอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ขุนนางหกกรมเก้าสำนัก

    แต่แม้มีคนมากถึงเพียงนี้กลับไม่มีเลยสักคนที่จะช่วยพูดแทนเฮ่อหรง

    เฮ่อซีรู้ว่านี่เป็นเพราะพี่สามล่วงเกินทุกคนหมดแล้ว

    พี่สามสังหารโจวซู่ จัดระเบียบพวกพ่อค้าในหลิงโจวโดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดและไม่มีการลดราวาศอก เท่ากับล่วงเกินตระกูลขุนนางที่อยู่เบื้องหลังพวกโจวซู่

    เฮ่อซิ่วเขียนจดหมายไปขอร้องพี่สาม ได้ยินว่าพี่สามไม่มองสักแวบ เท่ากับเขาล่วงเกินพี่รองเช่นกัน

    ส่วนรัชทายาท…เฮ่อซีไม่รู้เรื่องที่รัชทายาทแอบส่งหลี่อวิ๋นไปเจรจาเงื่อนไขที่หลิงโจว แต่รู้ว่ารัชทายาทไม่มีทางช่วยพูดให้พี่สามที่บัดนี้กลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบ เพราะมันจะเป็นการล่วงเกินตระกูลขุนนาง

    เฮ่อซีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อรวบรวมความกล้าขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อนที่จักรพรรดิจยาโย่วจะแผดเสียง ในที่สุดเขาก็พูดเสียงอ่อนออกมา “ขอฝ่าบาทอย่าเพิ่งกริ้ว พี่สามไม่ได้มีเจตนาโต้เถียง เขาเพียงคิดถึงราชสำนักและบ้านเมืองจึงทำเรื่องที่ถูกต้องมีเหตุผลนะพ่ะย่ะค่ะ”

    “ในราชสำนักไม่มีพี่สาม!” ไฟโทสะของจักรพรรดิจยาโย่วเปลี่ยนทิศทันที

    เฮ่อซีหดคอ ไม่กล้าพูดอะไรอีก

    หลี่ควนกลับเป็นฝ่ายเอ่ย “ขอฝ่าบาทอย่าเพิ่งกริ้ว แม้พฤติกรรมของอันอ๋องจะมุทะลุไปบ้าง แต่ก่อนหน้านี้ราชสำนักเคยมีสัญญาเป็นพันธมิตรกับทูเจวี๋ยตะวันตก อดีตจักรพรรดิเคยรับปากว่าจะให้องค์หญิงเจินติ้งกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่ฉางอัน อันอ๋องเคยเดินทางไปทูเจวี๋ยตะวันตก มีวาสนากับองค์หญิงอย่างไม่สามารถอธิบายได้ การช่วยเหลือกันครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล”

    ความหมายคือถ้าไม่ช่วยเท่ากับเฮ่อหรงเป็นคนใจจืดใจดำ ท่านยังจะต้องการบุตรเช่นนี้หรือ

    เฮ่อหรงเลิกคิ้วราวกับคิดไม่ถึงว่าหลี่ควนจะช่วยพูดให้ตน

    เมื่อหลี่ควนเปิดปาก เฮ่อซิ่วจึงพูดบ้าง “ฝ่าบาท อันอ๋องประหารก่อนกราบทูลทีหลังเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมจริงๆ แต่ในเมื่อองค์หญิงเจินติ้งกลับมาเรียบร้อย ราชสำนักย่อมต้องรับรองให้ดี ต่อให้ภายหน้าฝูเนี่ยนข่านเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อขอตัวคนเราก็จะยกให้ไปง่ายๆ ไม่ได้ หาไม่พวกเขาจะเข้าใจว่าจงหยวนเราไร้มนุษยธรรม!”

    จักรพรรดิจยาโย่วนวดหัวคิ้ว ฝืนข่มเพลิงโทสะลง พระองค์เบือนหน้าไปทางอื่น ไม่ยอมมองหน้าเฮ่อหรง โบกมืออย่างหมดอารมณ์

    “เลิกประชุม”

     

    หลังมองส่งจักรพรรดิจากไป ขุนนางทุกคนต่างถอยออกไปจากพระตำหนักจื่อเฉิน

    เดิมรัชทายาทตั้งใจจะเรียกเฮ่อหรงไว้ แต่เพราะอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายทำให้เขาต้องเลิกล้มความคิด

    เวลานี้แม้เขากับน้องชายคนนี้จะยังไม่ถึงขั้นฉีกหน้ากันเหมือนเฮ่อซิ่ว แต่ก็ไกลกันออกไปเรื่อยๆ ห่างเหินมากขึ้นทุกที ถึงขั้นไม่มีเรื่องให้พูดคุยกันอีกแล้ว

    แม้เฮ่อซิ่วทะเยอทะยาน หมายตำแหน่งรัชทายาท แต่รัชทายาทไม่คิดที่จะสังหารเขา เพียงตั้งใจจะส่งเขาไปอยู่ไกลๆ เพื่อมิให้เป็นภัยต่อตำแหน่งนายแห่งวังตะวันออกของเขา รัชทายาทไม่คิดว่าการที่ตัวเองทำแบบนี้เป็นเรื่องผิด เพราะข้างเตียงนอนตนจะยอมให้คนอื่นหลับฝันหวานได้หรือ* เขาเพียงทำเรื่องที่รัชทายาทแห่งวังตะวันออกต้องทำ

    พวกน้องๆ โตแล้วปีกกล้าขาแข็งมากขึ้นทุกที แม้แต่เฮ่อหรง…

    รัชทายาทสะดุ้ง คิดในใจว่า หรือเฮ่อหรงจะมุ่งหมายตำแหน่งรัชทายาทเช่นกัน?

    แต่ไม่นานเขาก็ต้องสั่นศีรษะให้แก่ความคิดเหลวไหลของตน เพราะถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง เฮ่อหรงไม่มีทางล่วงเกินคนมากมายถึงเพียงนั้น

    คิดมาถึงตรงนี้รัชทายาทหันหน้าไปมองคนอื่นๆ ที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ และมองเฮ่อหรงที่เดินอยู่เพียงลำพัง…ห่างจากคนอื่นๆ มาก

    เหมือนเงาโดดเดี่ยวเล็กๆ ในใต้หล้า

     

    เฮ่อหรงที่ถูกด่าอย่างสาดเสียเทเสียกลับไปที่วังอ๋อง ตอนขี่ม้าเขาเห็นเหวินเจียงกำลังชะเง้อชะแง้มองอยู่ที่ด้านนอกวังได้แต่ไกล

    หัวใจที่เดิมถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำเหมือนหลุดออกมาพบกับแสงตะวัน เปลี่ยนเป็นสดใสขึ้น

    เหวินเจียงวิ่งเหยาะๆ มาหา นางดีใจอย่างยิ่ง “องค์ชาย ท่านกลับมาแล้ว!”

    “ทุกอย่างในวังเรียบร้อยดีใช่หรือไม่”

    เหวินเจียงน้ำตาคลอ “ดีทุกอย่างเจ้าค่ะ กำลังคอยให้ท่านกลับมา!”

    น้ำเสียงของเฮ่อหรงอบอุ่น “ช่วงที่ข้าไม่อยู่ต้องลำบากเจ้าแล้ว”

    เหวินเจียงขำพรืด “คนลำบากไม่ใช่ข้า แต่เป็นแม่ครัวกับคนรับใช้ทั่วไปในห้องครัวต่างหาก”

    หญิงสาวเห็นเฮ่อหรงไม่เข้าใจ แต่ไม่ยอมเฉลยทันที

    “ท่านไปดูจะรู้เจ้าค่ะ”

    มองจากข้างนอกก็เห็นควันสีขาวลอยออกมาจากในห้องครัวของวังอันอ๋อง คนไม่รู้อาจนึกว่าเกิดไฟไหม้

    ยังไม่ทันที่เฮ่อหรงจะได้เดินเข้าไปใกล้ครัว เขาก็ได้ยินเสียงคนดังโหวกเหวกมาจากด้านใน “ไม่ได้ทำเช่นนี้! ไฟมันอ่อนไป รีบเร่งให้แรงขึ้นหน่อย! เติมน้ำนิดหนึ่ง!”

    เสียงนี้คุ้นดีจริงๆ เพราะได้ยินมาตั้งแต่เล็กจนโต ต่อให้อยากลืมก็ลืมไม่ลง

    เฮ่อหรงยืนอยู่ที่หน้าประตู น้ำเสียงรำคาญปนอ่อนใจ “แขกไม่ได้รับเชิญที่ใดคิดจะเผาครัวบ้านข้า”

    อีกฝ่ายหันหน้าขวับ น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ “พี่สาม?!”

    ไม่คอยให้เฮ่อหรงได้ตอบเขาก็ก้าวฉับๆ เข้ามากอดเอวเฮ่อหรงแล้วอุ้มเหวี่ยงไปรอบๆ

    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยจิตใต้สำนึก เพราะความตื่นเต้นดีใจที่ผุดขึ้นมาจนเกินขนาด ทว่าไม่นานท้ายทอยก็ถูกมือข้างหนึ่งตบฉาด

    “ลามปาม!”

     

    บทที่ 4

     

    เฮ่อจั้นโดนไปหนึ่งฝ่ามือแต่กลับไม่โกรธ ยังคงหัวเราะระรื่น ดูไม่เหมือน ‘หลิ่งหนานอ๋อง’ ผู้น่าเกรงขามไปทั่วแปดทิศ แต่เหมือนเจ้าหางน้อย* ที่คอยตามหลังเฮ่อหรงสมัยอยู่ที่จู๋ซาน

    พริบตาเดียวเวลาผ่านไปหลายปี ทั้งสองคนไม่มีลักษณะอย่างเด็กน้อยยากไร้เหมือนเมื่อก่อน และเพื่อสร้างความน่าเกรงขามให้บริวาร ตลอดจนผู้นำเผ่าหนานอี๋ที่ล้วนหยิ่งทะนงยอมศิโรราบ เฮ่อจั้นจึงไว้หนวดไว้เคราทำให้ดูอายุมากขึ้นหลายปี เพียงแต่หลังกลับมาเมืองหลวงจักรพรรดิจยาโย่วเอาเรื่องหนวดเคราของเขามาเป็นเรื่องชวนหัว ซ้ำยังถูกเฮ่อซิ่วล้อเลียนอีกหลายประโยค เขาจึงเกรงว่าจะโดนพี่สามรังเกียจ เฮ่อจั้นที่แสนคับแค้นใจเลยต้องโกนหนวดเคราทิ้งก่อนมาเจอเฮ่อหรง อย่างมากเขาก็แค่กลับไปไว้ใหม่

    “เจ้ากลับมาเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อไร”

    “เร็วกว่าท่านสองวัน เข้าเฝ้าเรียบร้อย วันนี้ฝ่าบาทจึงไม่ได้เรียกข้าเข้าเฝ้า”

    เฮ่อจั้นอ่านน้ำเสียงและสังเกตสีหน้า พบว่าทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของเฮ่อหรงไม่สู้ดี เลยอดถามไม่ได้ “เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ ฝ่าบาทตำหนิท่านเรื่องช่วยองค์หญิงเจินติ้งหรือ”

    เฮ่อหรงรับคำเสียงหนึ่ง “ให้ฝ่าบาทระบายโทสะออกมาน่ะดีแล้ว เจ้าไม่ต้องไปช่วยขอร้องให้ข้า หาไม่จะกลายเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง”

    เฮ่อจั้นไม่เชื่อ “ท่านสังหารโจวซู่ ล่วงเกินตระกูลขุนนางที่อยู่เบื้องหลังเขา หากพวกเขาไม่ฉวยโอกาสทุ่มหินลงบ่อสิแปลก ลองมีคนพวกนี้คอยกระพือลมจุดไฟ ฝ่าบาทจะไม่กริ้วได้อย่างไร”

    “อันที่จริงข้าจงใจทำให้ฝ่าบาทกริ้ว”

    ทันใดนั้นเฮ่อหรงก็ยิ้ม

    รอยยิ้มนั้นแลดูเจ้าเล่ห์อย่างมาก และมีความนัยลึกซึ้งอยู่หลายส่วน

    น้อยครั้งมากที่เฮ่อจั้นจะได้เห็นเขายิ้มแบบนี้ และทุกครั้งที่เห็นล้วนเป็นตอนที่พี่สามของเขาตั้งใจจะขุดหลุมดักคนทั้งสิ้น

    “เช่นนั้นก็ดี ในเมื่อท่านไม่บอก ข้าก็จะไม่ถามมาก แต่ถ้าอยากจะใช้ข้า ขอเพียงพี่สามพูดมาประโยคเดียว”

    เฮ่อหรงตบไหล่เขา พี่น้องกันไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันดี

    “เมื่อครู่เจ้าทำสิ่งใดอยู่ในครัว”

    เฮ่อจั้นลูบจมูก ใบหน้าร้อนผ่าว “อย่าไปพูดถึงมันเลย ตอนแรกข้าตั้งใจจะทำให้ท่านแปลกใจด้วยการทำอาหารหนานอี๋ให้ท่านชิม ผู้ใดจะรู้ว่ายังเรียนได้ไม่ดีเลยทำอาหารไหม้หมด ต้องให้พ่อครัวทำใหม่”

    แต่เฮ่อหรงกลับบอก “เจ้ามีน้ำใจก็พอแล้ว อันที่จริงข้าไม่ได้ชอบอาหารหนานอี๋ถึงขั้นละเมอเพ้อหา”

    เฮ่อจั้นชะงัก เข้าใจได้ทันที “ท่านจงใจสร้างภาพให้พวกประมุขซางดูเพื่อสร้างความใกล้ชิด?”

    “เป็นเพียงเหตุผลข้อหนึ่ง”

    เหวินเจียงยกชามาให้ด้วยตัวเอง เดิมทีเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้นางทำ แต่นานๆ เฮ่อหรงจะกลับมาสักครั้ง หญิงสาวย่อมไม่อยากอาศัยมือผู้อื่น

    เฮ่อหรงยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง สีหน้าฉายแววพอใจ ทั้งที่เป็นใบชาแบบเดียวกัน แต่เขาดื่มชาที่เหวินเจียงชงกับมือจนชิน ตอนอยู่ที่หลิงโจวเลยไม่ค่อยคุ้น

    ทว่าวังอันอ๋องจำเป็นต้องมีคนคอยดูแล ทำให้เหวินเจียงยังตามไปไม่ได้ชั่วคราว

    “แต่เหตุผลหลักเป็นเพราะหลิ่งหนานอยู่ห่างจากฉางอันมาก ดีตรงที่อยู่ห่างจากการปัดแข้งปัดขากันทั้งหมด อย่าว่าแต่ประมุขซางเลย ต่อให้เป็นพวกโจรกบฏตอนนั้นก็ยังไม่คณาต่อทัพใหญ่ของราชสำนัก การจะปราบปรามพวกเขาไม่ต้องสิ้นเปลืองมันสมองสักเท่าไร สบายกว่าอยู่หลิงโจวมาก จะกินสิ่งใดล้วนมีรสชาติ” เฮ่อหรงมองน้องชายคนที่สนิทที่สุดของตนพลางค่อยๆ เผยเหตุผลอีกข้อหนึ่ง

    เฮ่อจั้นฟังแล้วรู้สึกปวดใจ

    แม้เขาจะอยู่ไกล แต่เรื่องที่เกิดขึ้นที่หลิงโจวมีมาเข้าหูอยู่เนืองๆ หลังกลับมาที่เมืองหลวงเขาได้ยินว่าเฮ่อหรงตัดศีรษะคนสกุลโจว ทำให้ต้องทอดถอนใจว่าพี่สามใจกล้ามากขึ้นทุกวัน เพราะต้องรู้ก่อนว่าตระกูลขุนนางหยั่งรากฝังลึก อดีตจักรพรรดิคิดจัดการกำราบหลายครั้ง แต่สุดท้ายยังคงไม่สำเร็จ แม้บอกว่าโจวซู่เป็นแค่พ่อค้าคนหนึ่ง แต่เบื้องหลังเขาเป็นอย่างไรใครๆ ก็รู้ ทว่าพี่สามบอกตัดคือตัด

    พูดกันจริงๆ เฮ่อจั้นรู้สึกชื่นชมในความกล้าของอีกฝ่ายมาก แต่เขารู้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบดีแน่นอน หากสกุลโจวไม่เอาคืน ต่อไปผู้อื่นอาจมาขุดดินเหนือศีรษะ* สกุลโจว สกุลฟั่นและสกุลลู่นับว่าผ่านทุกข์สุขมาด้วยกันกับสกุลโจว หนนี้ต่างต้องเสียเลือดกันไปรอบหนึ่งจึงต่างรู้สึกว่าเฮ่อหรงขัดตา

    “พี่สาม ให้ข้าไปหลิงโจวกับท่านเถอะ” เฮ่อจั้นนึกขวาง “ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น สองคนช่วยกันย่อมดีกว่าคนเดียว”

    เฮ่อหรงส่ายหน้า “ไม่จำเป็น การที่ข้าให้เจ้าอยู่หลิ่งหนานเพราะอยากให้เจ้าอยู่นอกวง”

    “แต่ข้าไม่อยากอยู่นอกวง”

    เฮ่อหรงย่นหัวคิ้ว “ข้าไม่เคยเปลืองสมองวางแผนให้ผู้อื่น แต่นี่ข้ากลับทำเพื่อเจ้า เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเสียน้ำใจหรือ”

    เฮ่อจั้นหลุดขำพรืด “พี่สาม ดูท่านพูดสิ เหมือนแม่นางน้อยตัดพ้อคู่รักไม่มีผิด!”

    เฮ่อหรงกลอกตา ตั้งใจดื่มชาโดยไม่สนใจเขา

    เฮ่อจั้นรีบเข้ามาประจบ “ได้ๆ ท่านไม่ใช่แม่นางน้อย ท่านคือพี่สามของข้า ข้ารู้ว่าท่านหวังดีต่อข้า ช่วยเหลือข้าด้วยการรับเอาเรื่องที่ท่านพ่อหงุดหงิดไปแทน แต่ความจริงท่านแก่กว่าข้าแค่สองปี และข้าไม่อยากหลบอยู่นิ่งๆ ที่หลิ่งหนานอย่างสงบไปทั้งชีวิต เหมือนครั้งก่อนที่ท่านส่งหลินเหมี่ยวไปช่วยคนที่ทูเจวี๋ยตะวันตก ข้าเองก็ชำนาญพื้นที่ สามารถไปได้…”

    เฮ่อหรงตัดบทเขา “หากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เกรงว่าวันนี้ข้าคงไม่แค่โดนฝ่าบาทด่าแล้วจบง่ายๆ”

    “พี่สาม…”

    “ทูเจวี๋ยเป็นปึกแผ่นเมื่อไร ก้าวต่อไปจะต้องเป็นจงหยวน หากเจ้าอยากสร้างความชอบ ต่อไปย่อมมีโอกาส” เฮ่อหรงจ้องหน้าเขา “หากเจ้าออกจากหลิ่งหนาน รัชทายาทไม่อยากให้เจ้าอยู่ฉางอัน พี่รองต้องหวังให้เจ้าไปอยู่ข้างเขาเพื่อเป็นกำลังสนับสนุน เจ้าจะทำอย่างไร”

    เฮ่อจั้นเงียบเสียงไปพักหนึ่ง “ข้ากับพี่รองเป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน”

    เพราะเกิดจากมารดาคนเดียวกันจึงมีความผูกพันทางสายเลือดมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

    ดูเหมือนเฮ่อหรงจะเดาได้ว่าเขาต้องพูดเช่นนี้ สีหน้าจึงเรียบสนิท “ดังนั้นเจ้าจึงอยากเข้าไปร่วมการแย่งชิงระหว่างรัชทายาทกับจี้อ๋อง?”

    เฮ่อจั้นฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีความนัยอยู่ในคำพูดของอีกฝ่าย แต่ยังคิดหาคำตอบไม่ได้

    “พี่สาม ข้าเคยบอกแล้วว่าข้าอยากทำศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน…”

    เฮ่อหรงโบกมือ “อย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องนี้เลย ก่อนอื่นราชสำนักไม่มีทางให้พระราชโอรสอีกคนไปประจำอยู่ชายแดน เมื่อเจ้าออกจากหลิ่งหนาน รัชทายาทจะต้องถวายรายงานขอให้เจ้าไปกินศักดินาแถบจงหนานหรือซีหนานแน่…”

     

    ระหว่างที่เฮ่อหรงกับเฮ่อจั้นกำลังพูดคุยกันจางเจ๋อเพิ่งกลับถึงบ้านสกุลจาง ได้พบกับครอบครัวอีกครั้ง

    นับตั้งแต่อู่เวยโหวจากไป เนื่องจากบุตรชายคนโตต้องแบกรับความผิดแทนจี้อ๋องฐานสังหารราษฎรเพื่อเพิ่มบำเหน็จ เป็นเหตุให้ถูกริบบรรดาศักดิ์ สกุลจางจึงตกต่ำลงอย่างมากไม่เหมือนเมื่อก่อน แม้จี้อ๋องจะให้คำมั่นแก่สกุลจางเป็นการส่วนตัวว่าภายหน้าจะหาโอกาสช่วยเหลือพวกเขา แต่คนสกุลจางต่างรู้ดีว่าโอกาสไม่ใช่สิ่งที่จะหากันได้ง่ายๆ ยิ่งมีรัชทายาทคอยจดจ้อง ยิ่งไม่มีทางที่พวกเขาจะฟื้นฟูอิทธิพลที่เคยมีกลับคืนมาภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

    ไม่มีสิ่งใดแน่นอน สมัยที่อู่เวยโหวจางเทายังอยู่เป็นช่วงที่สกุลจางรุ่งเรืองอย่างยิ่ง แม้พวกเขาจะเป็นแค่แขนงหนึ่งของสกุลจางแห่งตู้หลิง แต่กลับมีหน้ามีตาเหนือกว่าสายหลักมาก ทว่าตอนนี้ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไป ประตูใหญ่ของบ้านสกุลจางปิดสนิท จนจางเจ๋อกลับมาถึงได้เปิดออก

    พี่ๆ น้องๆ นั่งแยกกันอยู่ตามโต๊ะ เวลานี้จางเจ๋อมีความช่างสังเกตมากกว่าเมื่อก่อน ต่อให้มองผ่านๆ เขาก็เห็นได้ว่าคนรับใช้ในจวนมีจำนวนน้อยลงกว่าเดิม ตามขอบตามมุมมีเศษขยะที่ไม่ได้รับการทำความสะอาด สีหน้าของพวกพี่น้องดูอึมครึมเศร้าหมอง เห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

    ระหว่างที่จางเจ๋อสังเกตพี่ๆ ครอบครัวสกุลจางต่างสังเกตน้องชายที่จากไปนานคนนี้เช่นเดียวกัน

    จางเจ๋อมีนิสัยเกกมะเหรกเกเรมาตั้งแต่เด็ก มารดาเสียชีวิตไปตอนเขายังเล็ก เขาจึงถูกท่านป้าเลี้ยงดูมา แม้จะบอกว่าถูกท่านป้าเลี้ยงดู แต่นางก็ดูแลเขาเหมือนบุตรชายแท้ๆ ว่าไปแล้วจางเจ๋อซึ่งเป็นคนร่าเริงเปิดเผยถึงขั้นเป็นที่รักใคร่เอ็นดูมากกว่าพี่ๆ น้องๆ ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเพาะบ่มนิสัยไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินของจางเจ๋อขึ้นมา วันๆ ชายหนุ่มเอาแต่เรียกแมวแกล้งสุนัข วิ่งไล่ไก่ตะเพิดเป็ด ไม่เป็นโล้เป็นพาย ‘ชื่อเสียง’ โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง บิดามารดาคนใดที่อยากแต่งบุตรสาวพูดถึงเขาแล้วยังต้องหน้าเปลี่ยนสี

    ไม่ง่ายเลยกว่าที่เขาจะแต่งภรรยาคนหนึ่งได้ แต่จางเจ๋อยังคงไม่เลิกนิสัยเจ้าชู้รักสนุก วันๆ เอาแต่วิ่งเข้าวิ่งออกหอนางโลม บ่อนพนัน ที่ใดมีเรื่องสนุกเป็นต้องไปร่วมด้วย คลุกคลีตีโมงอยู่แต่กับพวกหนุ่มเจ้าสำราญและบ่าวชาย ไม่ได้มีมาดของลูกหลานสกุลจางเลย แม้แต่จางเทายังรู้สึกว่าหลานชายคนนี้คงเป็นได้เท่านี้ ไม่มีทางสร้างชื่อเสียงยิ่งใหญ่

    ผู้ใดจะรู้ว่าท้องฟ้าบ้านสกุลจางจะเปลี่ยนสี ขณะที่พวกบุตรชายต้องแบกรับโทษทัณฑ์ มีเพียงจางเจ๋อที่เดินทางไปหลิงโจวแล้วกลับมาอย่างเปลี่ยนเป็นคนละคน สีหน้าท่าทางแตกต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง ดูมีมาดของทหารมากขึ้น

    บุตรชายคนโตของจางเทาเป็นญาติผู้พี่ของจางเจ๋อ เขามองญาติผู้น้องตรงหน้าแล้วกล่าวชม “หากท่านพ่อยังอยู่ เห็นเจ้าเก่งเช่นนี้ ไม่รู้จะดีใจมากเพียงใด!”

    พูดถึงอู่เวยโหวผู้วายชนม์ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างแสดงอาการเศร้าเสียใจ จางเจ๋อเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่อก่อนถึงเขาจะเสเพล แต่ก็ให้ความเคารพนับถือท่านลุงใหญ่เหมือนท่านเป็นบิดาผู้ให้กำเนิด

    “พี่ใหญ่ ข้าไปขอร้องอันอ๋องดีหรือไม่ ให้เขาไปทูลขอคนจากจักรพรรดิ เช่นนี้พวกท่านจะได้ไปหลิงโจวกับข้า! ฉางอันน้ำขุ่น เหตุใดต้องทนอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน”

    จางเวินตอบปฏิเสธแบบไม่ต้องหยุดคิด “ไม่จำเป็น หนึ่งปัญหาไม่ควรวุ่นวายไปถึงสองคน ในเมื่อพวกเราติดตามจี้อ๋องแล้ว ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนใจไปมา หากวิ่งไปพึ่งพาอันอ๋องมิกลายเป็นพวกชั้นต่ำขี้ประจบหรอกหรือ”

    จางเจ๋อกลอกตาอย่างห้ามไม่อยู่ “สิ่งใดที่เรียกว่าพวกชั้นต่ำขี้ประจบ! การสังหารราษฎรเพื่อเพิ่มบำเหน็จมิใช่ความคิดของพวกท่าน ที่สุดแล้วพวกท่านยังต้องมาแบกหม้อดำแทนจี้อ๋อง เวลานี้เขาไม่มาสนใจไยดี หรือพวกท่านยังจะปกป้องเขาให้ถึงที่สุดอีก”

    จางเวินพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เหตุใดเจ้าติดตามอันอ๋องแล้วถึงยังมีนิสัยใจร้อนเช่นนี้อีกนะ อันที่จริงสถานการณ์ของจี้อ๋องเองก็ไม่ง่าย ยามนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากใช้งานพวกเรา แต่เรื่องนี้เพิ่งผ่านไป รัชทายาทคอยจ้องเขาอยู่ ทำให้เขาไม่สะดวกที่จะพูดให้พวกเราอย่างเปิดเผย ต้องหาโอกาสเหมาะๆ ถึงจะได้ อีกอย่างตอนนั้นพวกเราเป็นคนเสนอตัวรับเรื่องนี้เอาไว้เอง ไม่ใช่จี้อ๋องบังคับเราให้รับ ขอเพียงจี้อ๋องยังอยู่ พวกเราจึงจะมีโอกาสให้ภูเขาตะวันออกโผล่ขึ้นอีกครั้ง หาไม่พวกเราคงไม่ได้อยู่บ้านเฉยๆ ง่ายๆ แค่นี้แน่ เป็นได้พังกันทั้งหมด”

    “พี่ใหญ่ อันที่จริงตอนนี้ข้าสบายดี หลิงโจวอยู่ห่างจากฉางอัน ไร้เรื่องกวนใจ หากพวกท่านอยากสร้างผลงานก็มีโอกาส!” จางเจ๋อร้อนใจขึ้นมานิดๆ

    สามพี่น้องสกุลจางมองตากันยิ้มๆ จางเวินหัวเราะพลางตบไหล่จางเจ๋อ “อย่าเพิ่งใจร้อน ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีต่อพวกเราและสกุลจาง ยิ่งเจ้าอยู่ข้างกายอันอ๋องเช่นนี้พวกเรายิ่งสบายใจ เพราะสกุลจางจะติดอยู่บนเรือลำเดียวไม่ได้ เข้าใจหรือไม่”

    หัวใจของจางเจ๋อเต้นตุบๆ เขาอึ้งอยู่พักใหญ่ก่อนผงกศีรษะอย่างคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ

     

    (โปรดติดตามตอนต่อไป…)

     

    * ข้างเตียงนอนตนจะยอมให้คนอื่นหลับฝันหวานได้หรือ เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่าไม่อนุญาตให้คนอื่นรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตอันเป็นประโยชน์ของตนเอง

    * เจ้าหางน้อย หมายถึงคนที่ชอบตามติดคนอื่นไปทุกที่

    * ขุดดินเหนือศีรษะ มาจากสำนวนเดิมคือ ‘ขุดดินเหนือเศียรเทพไท่ซุ่ย’ ซึ่งหมายถึงล่วงเกินผู้มีอำนาจ ชาวจีนเชื่อว่าไท่ซุ่ยหรือเทพเจ้าที่สถิตอยู่ในดิน หากขุดเจาะโดยไม่บอกกล่าวจะก่อให้เกิดความวิบัติตามมา

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in คู่กิเลนค้ำบัลลังก์

    นิยายยอดนิยม

    Facebook