• Connect with us

    Enter Books

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน สยบฟ้าพิชิตปฐพี เล่ม 31 ตอนที่ 2

    บทที่ 2 มันเผาเย็นชืดง่าย

    “เหตุใดถึงบอกว่าเจ้าเป็นเศษสวะน่ะรึ”

    หลงชิ่งไม่รู้ว่าเฉินผีผีถามคำถามนี้ออกมาเพราะต้องการขยับย้ายร่างมาบดบังการมองเห็นของหนิงเชวีย จึงตอบว่า

    “สมัยก่อนผู้คนมองข้าว่าเป็นบุตรของเฮ่าเทียน บุคคลสำคัญแห่งซีหลิง ซึ่งดูเหมือนได้รับความสำคัญ แต่ที่จริงแล้วข้ารู้ดีมาตลอดว่าในสายตาของบรรดาผู้อาวุโสในอาศรมเทพ อนาคตของนิกายเต๋าขึ้นอยู่กับเจ้า ข้าไม่มีสิ่งใดเทียบเจ้าได้เลย และข้าเชื่อว่าเจ้าก็ไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตา”

    คำพูดนี้กล่าวออกมาจากใจจริง แน่นอนว่าหลงชิ่งเป็นคนเด่นดังในสายตาของผู้ดูแลและเสินกวนซึ่งสังกัดหน่วยพิพากษา ตลอดจนในสายตาของสานุศิษย์ทั่วโลก มันยิ่งเชื่อแน่ว่าในบรรดาสานุศิษย์ของเฮ่าเทียนมากมายในอารามเต๋าจำนวนนับไม่ถ้วน มีไม่กี่คนที่เคยได้ยินชื่อของเฉินผีผี

    แต่ในสายตาของผู้ฝึกฌานระดับสูงที่รู้ความลับของนิกายเต๋า คนที่มีคุณสมบัติเป็นตัวแทนอนาคตของนิกายเต๋ามีเพียงเฉินผีผีเท่านั้น เพราะมันมาจากอารามจือโส่ว สืบทอดมรรคาและสายเลือดจากเจ้าอาราม ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากในรอบพันปีตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ผู้ที่เปรียบเทียบกับมันได้มีเพียงผู้สืบทอดแท้จริงของสถานศึกษาหรือวัดเสวียนคงเท่านั้น หลังจากจอมปราชญ์รับมันเป็นศิษย์ การเปรียบเทียบเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

    เมื่อเทียบกับเฉินผีผีที่เสมือนเฮ่าเทียนโอบอุ้มให้ลงมาเกิด ไม่ว่าหลงชิ่งจะมีพรสวรรค์มากแค่ไหนก็ถือว่าดาษดื่นธรรมดามาก ไม่ว่าต้นตระกูลของหลงชิ่งจะสูงศักดิ์เพียงใดก็ถือว่าต่ำต้อยเหลือเกิน

    หลายปีก่อน หลงชิ่งเข้าฉางอันเพื่อสอบเข้าชั้นสองของสถานศึกษา หนิงเชวียเคยถามเฉินผีผีเกี่ยวกับเรื่องของมัน ตอนนั้นหลงชิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก แต่เฉินผีผีกลับไม่สนใจแม้แต่น้อยเพราะทั้งสองคนต่างกันราวฟ้ากับดิน ในสายตามันแทบไม่เคยมีคนผู้นี้อยู่เลย

    “เจ้าไม่ใช่เยี่ยหงอวี๋ ข้าจึงคิดว่าข้าไม่จำเป็นต้องสนใจเจ้า”เฉินผีผีเอ่ยพลางมองหลงชิ่ง

    “เจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสุดยอดของนิกายเต๋า ข้าเป็นเพียงองค์ชายในโลกิยะ เจ้าย่อมไม่จำเป็นต้องสนใจข้า อีกทั้งเจ้าเป็นผู้ที่เข้าด่านรู้ชะตาได้ด้วยอายุน้อยที่สุด ทว่าสิ่งที่ทำให้ข้าไม่ค่อยเข้าใจหรือรู้สึกว่าน่าขันคือหลังจากนั้นแล้วเจ้าก็หยุดอยู่กับที่ อย่าว่าแต่เยี่ยหงอวี๋ที่ตอนนี้นำหน้าเจ้าไปไกลลิบ หากพูดถึงเฉพาะด่านฌาน เจ้าในตอนนี้ยังสู้ข้าไม่ได้เลย ผู้มีสายเลือดและประสบการณ์ที่แสนวิเศษ ทั้งมีพรสวรรค์ที่นิกายเต๋ายอมรับกันโดยทั่ว สุดท้ายกลับกลายเป็นคนธรรมดาเช่นนี้ สำหรับเจ้าคงใช้คำพูดที่ว่า‘ยามเด็กเฉลียวฉลาด โตขึ้นไม่แน่ว่าจะเปรื่องปราด’มาอธิบายไม่ได้กระมัง เรื่องนี้กล่าวได้เพียงว่าจิตใจของเจ้ามีปัญหา เศษสวะแม้มีพรสวรรค์มากแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นได้แค่เศษสวะ”

    เฉินผีผียิ้มไม่โต้ตอบ แก้มที่ซีดเซียวของหลงชิ่งแดงก่ำ จ้องตาเฉินผีผีพลางเอ่ยต่อไปอีกว่า

    “ข้าไม่เข้าใจว่าแม้แต่ข้ายังดูออกว่าจิตใจของเจ้ามีปัญหา เหตุใดสมัยก่อนบรรดาผู้อาวุโสนิกายเต๋าจึงดูไม่ออก เหตุใดเจ้าอารามดูไม่ออก เหตุใดจอมปราชญ์ดูไม่ออก เหตุใดตอนนี้เจ้าที่กลายเป็นเศษสวะไปแล้วจริงๆ กลับยังมีคุณสมบัติถูกขังในศาลามืดอย่างให้ความสำคัญเช่นนี้ เหตุใดคนไร้ความสามารถเช่นเจ้ายังมีคุณสมบัติเป็นเครื่องบูชาในเทศกาลบูชาแสงสว่าง เป็นเครื่องบูชาที่เฮ่าเทียนต้องการ?”

    เฉินผีผีรู้สึกขำ

    “เครื่องบูชาในเทศกาลบูชาแสงสว่างต้องถูกเผาจนตาย ข้าไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่มีเกียรติแต่อย่างใด ถ้าเจ้าคิดว่าข้าไม่มีคุณสมบัติพอ รบกวนเจ้าช่วยไปคุยกับเจ้านิกายสักหน่อย”

    หลงชิ่งพลันได้สติว่าเมื่อครู่ตนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ พอเห็นใบหน้าที่น่าสนิทสนมของคนผู้นี้แล้วไม่รู้เหตุใดจึงพูดความรู้สึกในใจออกมา อดมีสีหน้าเคร่งขรึมมิได้

    “คิดเสียว่าข้าเป็นเศษสวะแล้วกัน แต่ข้าไม่ได้อยากฟังคำพูดไร้สาระมากจนเกินไปนัก”

    เฉินผีผีผายมือพลางยักไหล่

    “กว่าเจ้าจะเข้าศาลามืดมาได้คิดว่าคงลำบากไม่น้อย หรือแค่อยากมาระบายความอิจฉาและความอัดอั้นตันใจ?ข้าจำไม่ได้ว่าตอนเด็กๆ เคยพบเจ้า ถ้าเจ้ามีปมปัญหาอะไรในวัยเด็ก ข้าก็ไม่อาจรับผิดชอบ เจ้าดูเยี่ยหงอวี๋เป็นตัวอย่าง นางไม่เคยรับผิดชอบอะไรเกี่ยวกับข้าเลย”

    หลงชิ่งยามนี้ใจเย็นลงแล้ว

    “ข้ายอมรับว่าอิจฉาเจ้าเพราะเส้นทางการฝึกฌานของเจ้าราบรื่นเกินไป คนอย่างข้าต้องเพียรพยายามอย่างแสนสาหัสและอดทนต่อการเคี่ยวกรำอย่างมากจึงเดินมาถึงด่านฌานในปัจจุบันได้ แต่เจ้าแค่โชคดีเกิดในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ได้อาจารย์ที่ดี ก็เลยเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างสบายๆ เช่นเดียวกัน ข้าจึงไม่อาจไม่อิจฉา”

    เฉินผีผีเอ่ยปลอบ

    “ปลงบ้างเถอะ เรื่องแบบนี้ข้าก็ไม่ได้อยากให้เกิด”

    หลงชิ่งมองใบหน้ายิ้มๆ ของมันแล้วพลันเลิกคิ้ว เอ่ยว่า

    “นอกจากอิจฉาแล้วสิ่งที่มีมากกว่าคือความขุ่นเคืองใจ ข้าขุ่นเคืองใจที่อาจารย์มีทายาทเนรคุณอย่างเจ้า”

    ยามนี้เฉินผีผีถึงค่อยนึกได้ว่ามันเป็นศิษย์ของบิดา จึงนิ่งเงียบไปครู่ก่อนเอ่ยว่า

    “ในฉางอันข้าทุ่มเทใจเพื่อสถานศึกษา ออกจากฉางอันข้ากตัญญูต่อบิดา ข้าไม่ได้ติดค้างใคร”

    หลงชิ่งจ้องตาเฉินผีผี

    “ตอนนี้สภาพของอาจารย์ย่ำแย่มาก สู้ไม่ได้กระทั่งชาวบ้านธรรมดา ต้องมีคนดูแล ถ้าเจ้าไม่อาจไปดูแลก็หวังว่าเจ้าจะช่วยข้า”

    เฉินผีผีถามว่า

    “เจ้าจะให้ข้าช่วยอย่างไร”

    “ข้ากลับไปอารามจือโส่วมาแล้ว แต่เข้าไม่ได้”

    เฉินผีผีเอ่ยอย่างจนใจ

    “โลกนี้บางทีก็ต้องมีเหตุผลกันบ้างนะ ไม่ใช่ว่าเจ้าด่าข้าว่าเป็นเศษสวะมาไม่รู้กี่คำแล้วข้าก็จะเป็นเศษสวะจริงๆ จนถึงขั้นปัญญาอ่อนเชื่อคำพูดของเจ้า”

    “แต่ตอนนี้อาจารย์จำเป็นต้องมีคนดูแล”

    “บิดาข้าคือเจ้าอารามแห่งอารามจือโส่ว ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากแคว้นต่างๆ ไหนเลยยังต้องการคนดูแล”

    “เจ้ารู้ว่าการดูแลที่ข้าพูดหมายถึงอะไร”

    เฉินผีผีหลับตาลงพร้อมเอ่ยว่า

    “ถ้าเฮ่าเทียนไม่เอ่ยปาก นิกายเต๋าไม่มีใครกล้าล่วงเกินอารามจือโส่ว”

    หลงชิ่งพบว่าเฉินผีผีเฉลียวฉลาดจริงๆ แม้ประสบการณ์น้อยแต่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าตนอยากจะพูดอะไร ราวกับว่าสามารถมองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจ จึงอดแตกตื่นมิได้

    “ลำดับหรือตำแหน่งต่างๆ ล้วนอ้างอิงตามขุมกำลัง ที่ผ่านๆ มาอารามจือโส่วสามารถควบคุมอาศรมเทพอยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อทิศทางของโลกก็เพราะสาเหตุนี้ แต่ถ้ำมดบนเขาลูกนั้นถูกจอมปราชญ์เหยียบจนแบนราบ ขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในอารามสูญสลายไปดั่งหมอกควัน อาจารย์ได้รับบาดเจ็บสาหัส อารามจือโส่วในตอนนี้อย่าว่าแต่ควบคุมอาศรมเทพ แม้แต่จะมีอิทธิพลต่อนิกายเต๋าสักหน่อยก็ยังยากลำบาก อารามเต๋านับพันนับหมื่นทั่วโลกและเหล่าสานุศิษย์ของเฮ่าเทียนรู้จักแต่อาศรมเทพ ไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของอารามจือโส่ว ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อให้เฮ่าเทียนไม่เอ่ยปาก เจ้าคิดว่าอาศรมเทพที่ถูกควบคุมมายาวนานจะไม่คิดการอะไรเลยหรือ เจ้าคิดว่าเจ้านิกายยังอยากเป็นสุนัขของอาจารย์อยู่หรือ หากไม่มีใครดูแล กระท่อมริมทะเลสาบยังจะต้านทานลมฝนได้หรือ”

    หลงชิ่งเอ่ยอย่างเปิดอกกับเฉินผีผี

    “ข้ารู้ว่าด่านฌานของข้าในตอนนี้ไม่เพียงพอให้กอบกู้ศักดิ์ศรีของอารามจือโส่ว แต่พี่ชายข้าฉงหมิงแห่งแคว้นเยี่ยนและทหารม้าในทุ่งร้างล้วนสามารถเป็นขุมกำลังให้ข้า มิฉะนั้นข้าคงถูกบีบให้ออกจากเถาซานไปนานแล้ว ข้าคิดว่าเรื่องนี้น่าจะถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้”

    เฉินผีผีมองตามันนิ่งๆ

    “บิดาข้าบาดเจ็บสาหัสที่ฉางอัน สูญสิ้นพลังฌาน แม้แต่เฮ่าเทียนก็ช่วยไม่ได้”

    หลงชิ่งรู้ว่าเฉินผีผีพูดเพื่อเตือนตน ถ้าตนมุ่งหมายไปอารามจือโส่วเพื่อใช้วิชาดวงเนตรสีเทาดูดพลังฌานของเจ้าอาราม รับรองได้ว่าเหนื่อยเปล่า

    ไอเย็นจางๆ ปรากฏขึ้น หลงชิ่งรู้สึกว่าแววตาที่ใสซื่อของเฉินผีผีจู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นซับซ้อน จากนั้นราวกับว่ามองลึกเข้าไปจนถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณของมัน ทำให้มันทำได้แค่นิ่งเงียบ

    “เจ็ดเข้าสิบสามออก”

    เฉินผีผีจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น หลงชิ่งตะลึง ถามกลับไปว่า

    “หมายความว่าอย่างไร”

    เฉินผีผีมองมันยิ้มๆ

    “นี่คือวิธีเข้าอาราม ถ้าเจ้าตีความไม่ออกแสดงว่าเจ้าไม่มีวันตามเศษสวะอย่างข้าทัน”

    หลงชิ่งได้คำตอบที่ตนต้องการแล้วจึงออกจากห้องขัง

    เฉินผีผีหันกลับมามองหน้าต่างศิลา ใบหน้าของหนิงเชวียปรากฏอยู่ที่นั่น มองเฉินผีผีแล้วถามสองสามประโยค

    เฉินผีผียิ้มแล้วส่ายหน้า หนิงเชวียชูนิ้วกลางให้อีกรอบ

    เฉินผีผีไม่ยอมพูดอีกแม้แต่คำเดียว หันหลังกว้างๆ และก้นใหญ่ๆ ให้หนิงเชวียก่อนยกมือขวาขึ้นสูงแล้วชูนิ้วกลางให้

    หนิงเชวียนิ่งเงียบมองเงาหลังของศิษย์พี่อยู่นาน จากนั้นกระตุกเชือกเบาๆ

    เจ้าดำที่อยู่บนลานหน้าผาด้านบนรู้สึกว่าเชือกสั่นจึงเดินถอยหลัง หนิงเชวียปีนตามขึ้นไป กระทั่งห่างจากหน้าต่างศิลาไปเรื่อยๆ

     

    เทศกาลบูชาแสงสว่างเป็นพิธีบูชาตามธรรมเนียมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสูงส่งที่สุดของนิกายเต๋า จะจัดได้ก็ต่อเมื่อเฮ่าเทียนสำแดงปาฏิหาริย์ในโลกมนุษย์เท่านั้น นานมากแล้วที่โลกมนุษย์ไม่ได้พบปาฏิหาริย์ของเฮ่าเทียน ด้วยเหตุนี้จึงนานมากแล้วเช่นกันที่ไม่มีการจัดเทศกาลบูชาแสงสว่าง แม้แต่เสินกวนหน่วยโองการฟ้าผู้รอบรู้ที่สุดของอาศรมเทพก็ใช่ว่าจะรู้รายละเอียดและลำดับขั้นตอนของพิธีอย่างชัดเจน หนิงเชวียยิ่งไม่มีความรู้ด้านนี้

    หลังกลับจากศาลามืดมาเทียนอวี้ย่วนมันอ่านคัมภีร์ในหอตำราตลอด ในที่สุดก็เจอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องในคัมภีร์เกี่ยวกับพิธีการเล่มหนาเล่มหนึ่ง จึงแน่ใจว่าในเทศกาลบูชาแสงสว่างต้องมีเครื่องบูชาจริงๆ เครื่องบูชาอาจเป็นกระบี่ แพะ หรือต้นหญ้า สิ่งเหล่านี้ต้องแฝงศรัทธาที่บริสุทธิ์ บางครั้งถึงขั้นคือสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ของเฮ่าเทียนเอง ดังนั้นจึงล้ำค่าและหายากมาก

    กาลเวลาล่วงเลยไป เงาแห่งราตรีนิจนิรันดร์คืบคลานเข้ามา ศรัทธาในโลกแห่งเฮ่าเทียนค่อยๆ เสื่อมลง การจะหาเครื่องบูชาแบบนี้ได้จึงยิ่งเป็นเรื่องยาก ถ้าพิจารณาจากคุณสมบัติของเครื่องบูชา กระบี่ของหลิ่วไป๋อาจเหมาะสมที่สุด ทว่าศรัทธาที่มีต่อเฮ่าเทียนของยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินผู้นี้กลับต้องมีการตั้งคำถามครั้งใหญ่ ส่วนเจ้าเหลืองของสถานศึกษาอาจมีคุณสมบัติเพียงพอเช่นกัน เพียงแต่อาศรมเทพคงไม่กล้าเพ้อฝันที่จะนำมันมาเป็นเครื่องบูชา

    หนิงเชวียหาข้อมูลได้มากขึ้นจากช่องทางต่างๆ สุดท้ายจึงแน่ใจว่าเครื่องบูชาของเทศกาลบูชาแสงสว่างแซ่เฉินนามผีผีจริงๆ ในข่าวลือการที่อาศรมเทพใช้มันเป็นเครื่องบูชาไม่เพียงเพราะมันเป็นผู้มีพรสวรรค์ของนิกายเต๋าและเป็นศิษย์ชั้นสองของสถานศึกษา แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือบิดามันคือเจ้าอารามแห่งอารามจือโส่ว ส่วนมารดาก็สืบเชื้อสายมาจากต้าเสินกวนหน่วยแสงสว่างที่เดินทางออกจากเขาเถาซานไปที่เกาะหนานไห่เมื่อหกร้อยปีก่อน!

    ฐานะศิษย์ของสถานศึกษาหมายถึงการทรยศต่อเฮ่าเทียน แต่ในร่างมันกลับมีสายเลือดที่สูงส่งที่สุดของนิกายเต๋าไหลเวียนอยู่ เช่นนี้แล้วยังมีเครื่องบูชาอื่นที่เหมาะสมกว่าคนทรยศนิกายผู้มีสายเลือดบริสุทธิ์อย่างนี้อีกหรือ

    อีกอย่างในความเห็นของอาศรมเทพ เมื่อเขาเถาซานจุดไฟศักดิ์สิทธิ์จนลุกโชติช่วง เฉินผีผีกำลังจะกลายเป็นเถ้าธุลีในกองเพลิง มีหรือที่สถานศึกษาจะทนนิ่งดูดาย หนิงเชวียยังจะอยู่ในฉางอันต่อไปได้หรือ

    จินตนาการถึงภาพเจ้าอ้วนถูกเผาจนกลายเป็นกองไขมันเหลวๆ แล้วใจหนิงเชวียก็สั่นสะท้าน มันมองวิหารเทพแสงสว่างบนยอดเขาพลางคิดในใจว่าเจ้าอยากให้มันตายมากใช่ไหม เจ้าอยากให้ข้าตายมากใช่ไหม

    แม้แต่หนิงเชวียที่อยู่เขาเถาซานยังรู้ว่าเครื่องบูชาของเทศกาลบูชาแสงสว่างคืออะไร ต้าถังที่มีระบบข่าวกรองย่อมรู้เช่นกัน ไม่แน่ว่าอาจรู้ก่อนหนิงเชวียเสียด้วยซ้ำ แต่ยามนี้หนิงเชวียได้แต่ครุ่นคิดด้วยตนเองว่าจะรับมือกับเทศกาลบูชาแสงสว่างอย่างไร

    มันแน่ใจว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่อาศรมเทพจงใจปล่อยออกไปเพื่อบีบให้คนของสถานศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันออกจากฉางอัน เพราะอาศรมเทพคิดมาตลอดว่ามันยังอยู่ในฉางอัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่อาศรมเทพไม่อาจแก้ไข การที่มันมองวิหารเทพแสงสว่างอย่างโกรธเคืองเพราะมันแน่ใจว่าการเลือกเฉินผีผีคือการตัดสินใจของนาง เทศกาลบูชาแสงสว่างบูชาเฮ่าเทียน ในเมื่อบัดนี้เฮ่าเทียนอยู่ในโลกมนุษย์ ฉะนั้นก็ได้แต่ให้เฮ่าเทียนเลือกเครื่องบูชาเอง

    ความรู้สึกของหนิงเชวียในตอนนี้ซับซ้อนมาก หลายปีก่อนหลังจากสังหารเหยียนซู่ชิงแล้วมันถูกยันต์เทวะจูเชวี่ยบนถนนจูเชวี่ยเล่นงาน แต่ได้ร่มดำปกป้องไว้จึงไม่ตายทันที ตอนนั้นถ้าไม่เพราะหนีเข้าไปในหอจิ้วซูของสถานศึกษาแล้วได้เฉินผีผีช่วย ได้กินยาเม็ดเบิกนภาอันล้ำค่าไปหนึ่งเม็ด มันคงไม่อาจรอดตาย อีกทั้งโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ชี่ไห่เสวี่ยซานสร้างใหม่ได้สำเร็จ คนธรรมดาที่ไม่อาจฝึกฌานจึงได้เดินบนเส้นทางแห่งการฝึกฌาน อาจกล่าวอีกอย่างได้ว่าเฉินผีผีคือผู้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตมัน ในการไปมาหาสู่กันหลังจากนั้นแม้ไม่เคยเอ่ยถึงแต่มันไม่เคยลืมเรื่องนี้

    มันยังเคยบอกซังซังเป็นการเฉพาะด้วยว่าให้นางช่วยจำว่าตนติดหนี้ชีวิตเฉินผีผี ที่ทำเช่นนี้เพราะมันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากและกลัวว่าตนจะลืม จึงให้ซังซังผู้ที่แต่ไหนแต่ไรไม่เคยลืมเรื่องสำคัญช่วยจำ ทว่าบัดนี้ดูท่านางคงลืมเรื่องพวกนั้นไปนานแล้ว

    คืนนี้หนิงเชวียลอบมาที่หน้าผาอีกครั้ง มันด่าสตรีในวิหารเทพแสงสว่างฉอดๆ ที่ข้างหน้าต่างศิลาเพื่อแสดงจุดยืนที่แน่ชัดของตน จากนั้นนำแผนการใหม่ที่แก้เสร็จในตอนกลางวันออกมาอธิบายที่หน้าต่างศิลา แต่อธิบายไปได้ไม่เท่าไรก็จำต้องหยุด

    เพราะเฉินผีผีไม่ยอมฟัง มันไม่หันมามองด้วยซ้ำ เอาแต่หันหลังให้ใบหน้าของหนิงเชวียที่ถูกแสงจันทร์ส่องฉาย ในเมื่อมองไม่เห็นปากของหนิงเชวียและตัวอักษรบนกระดาษแล้วจะรู้เรื่องได้อย่างไร

    เฉินผีผีใช้ความเงียบแสดงการคัดค้านที่แน่วแน่ ชี่ไห่เสวี่ยซานของมันถูกปิดผนึกแล้ว ตามคำอธิบายของหลงชิ่งคือมันกลายเป็นเศษสวะแล้ว เช่นนั้นทำไมยังต้องให้บรรดาศิษย์พี่ที่ภูเขาหลังสถานศึกษามาเสี่ยงอันตรายเพื่อมันอีก ทำไมยังต้องให้หนิงเชวียผู้เป็นศิษย์น้องมาร่วมเป็นร่วมตายกับมันอีก

    หนิงเชวียมองแผ่นหลังที่กว้างใหญ่ของมัน นิ่งเงียบไปครู่ก่อนชูนิ้วกลางให้เช่นเดิม เอ่ยเสียงค่อนข้างแหบพร่าว่า

    “ถูกเผาจนกลายเป็นกองไขมัน คิดว่าแบบนั้นน่าดูนักเรอะ”

    การรับมือกับค่ายกลที่หน้าผา หนิงเชวียสามารถใช้วิชาของนิกายพุทธที่เรียนมาจากฉีซานต้าซือร่วมกับแสงจันทร์ของอาจารย์ที่ส่องลงมา แต่ด้วยด่านฌานของมันในตอนนี้ไม่อาจทลายหน้าผาแล้วช่วยเฉินผีผีออกจากศาลามืด ยิ่งเมื่อเฉินผีผีหันหลังให้ แม้แต่จะทำให้อีกฝ่ายได้ยินคำพูดของตนก็ยังทำไม่ได้ ดังนั้นถ้ามันไม่อยากเห็นเฉินผีผีตายก็ต้องหาวิธีอื่น

    ต่อให้อยู่ไกลถึงสุดขอบฟ้า เวลาที่ศิษย์สถานศึกษาเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ตกมักขอความช่วยเหลือจากสำนักของตน เพราะสำหรับพวกมัน สถานศึกษาก็เหมือนเฮ่าเทียนของสานุศิษย์นิกายเต๋า ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่รู้และไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ แม้ว่าหลังจากจอมปราชญ์จากโลกนี้ไป หนิงเชวียเองและคนอื่นๆ ได้กลายเป็นที่มาของความมั่นใจของสถานศึกษา แต่ในเวลาเช่นนี้มันยังคงอยากได้ยินความคิดเห็นของบรรดาศิษย์พี่

    หนิงเชวียออกจากเทียนอวี้ย่วน ข้ามสะพานหินไปที่เมืองเล็กๆ เพื่อส่งจดหมายที่เขียนถึงสถานศึกษาให้ชายชราขายมันเผา หวังว่าจะสามารถได้รับจดหมายตอบกลับในเร็ววัน

    “ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะทำอะไร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ระวังตัวด้วย”

    หนิงเชวียเอ่ยตอบชายชราว่า

    “ในเมื่อกล้ามาเขาเถาซาน ข้าก็ไม่เคยคิดว่าตนเองจะกลับไปเพียงลำพัง อีกทั้งข้าไม่เชื่อว่าตัวข้าจะเป็นอันตราย”

    พอจัดการธุระเสร็จมันก็ถือมันเผาสองหัวออกนอกเมือง มันเผาเพิ่งออกจากเตายังร้อนอยู่มาก แม้มันไม่กลัวร้อน แต่เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาจึงเปลี่ยนมือที่ถือมันเผาไปมา ดูตลกไม่น้อย

    รถม้าคันหนึ่งแล่นมา มันเห็นเด็กหญิงชุดขาวหน้ารถพลันฉุกคิดขึ้นได้ว่าวันที่มีฝนฟ้าคะนองเคยเห็นรถม้าคันนี้ หลังจากสวนทางกันจึงหันกลับไปมองโดยจิตใต้สำนึก เห็นเงาหลังของสตรีในตัวรถยังคงสูงใหญ่อย่างนั้นก็อดคาดเดาไปในทางชั่วร้ายมิได้ จึงอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ

     

    ตกดึก หนิงเชวียแอบปีนลงหน้าผาอีก เจ้าดำยังคงทำหน้าที่ออกแรงอยู่บนลานหน้าผา หนิงเชวียเกลี้ยกล่อมเฉินผีผีอยู่ตรงหน้าต่างศิลา แต่พูดจนปากเปียกปากแฉะเฉินผีผียังคงไม่ยอมหันมา ตราบใดที่ไม่ได้ยินเสียง มันก็แสร้งทำเป็นว่าหนิงเชวียไม่มีตัวตนได้

    “เกิดเป็นคนน่ะ สิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจ ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลสิ่งใด แต่เรื่องนั้นมีอะไรน่ากังวล อาจารย์มองพวกเราอยู่บนฟ้า เจ้ากลับไม่กล้าแม้แต่จะลอง

    หรือเจ้าไม่กลัวว่าจะทำให้อาจารย์โกรธจนเสียสมาธิ?ถ้าอาจารย์โกรธตอนที่กำลังต่อสู้กับเฮ่าเทียน เสียสมาธิจนถูกเฮ่าเทียนไล่ตีเยี่ยงสุกรจะทำอย่างไร

    อาจารย์บอกว่าเจ้าไร้ทุกข์กังวลจึงเข้าด่านรู้ชะตาได้อย่างง่ายดาย แต่บัดนี้การไร้ทุกข์กังวลของเจ้าหายไปไหนแล้ว หรือว่าเพราะกลับไปอ้วนเหมือนเก่าจึงรู้สึกว่ามีปมด้อย ไม่อยากพบหน้าใคร

    เจ้ามันไม่เอาไหนจริงๆ หลายวันมานี้ข้าเห็นคุณหนูตระกูลคหบดีนางหนึ่ง ยังไม่ได้แต่งงานแต่กลับปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนอ้วนกว่าเจ้าเสียอีก ทั้งสูงใหญ่กว่าศิษย์พี่รอง แต่นางก็มิได้รู้สึกว่าตนมีปมด้อยเลย วันๆ นั่งรถม้าเที่ยวเล่นไปทั่วพร้อมสาวใช้ ของกินที่ทำเอาแน่นท้องได้ง่ายๆ อย่างมันเผาก็ซื้อทีเป็นกอง!เป็นกองเลยนะ!เจ้ารู้ไหมว่ากี่หัวน่ะ

    มันเผากองหนึ่งมากถึงขนาดพอให้ชาวบ้านอดอยากในเขตเหอเป่ยกินจนกลายเป็นสุกรได้ แต่นางไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย!เจ้าลองคิดดูว่าแบบนี้เรียกว่าอะไร เรียกว่าความมั่นใจอย่างไรเล่า!”

    หน้าผาที่เงียบสงัดมีหมอกหนาลอยวน หนิงเชวียเกาะหน้าต่างศิลาอยู่เหมือนคนเก็บสมุนไพร พูดปากเปียกปากแฉะอยู่ตรงหน้าต่าง แม้เฉินผีผียังไม่ยอมหันมา ทั้งไม่ได้ยินเนื้อหา แต่มันกลับยิ่งพูดยิ่งสนุก พอนึกถึงแม่นางอ้วนฉุคนนั้นยิ่งอดไม่ได้ที่จะขบขัน

    บริเวณหน้าผาไม่มีร่องรอยการมาของมนุษย์เป็นเวลานับหมื่นปีแล้ว อาศรมเทพไม่มีการตรวจตราที่นี่ หนิงเชวียจึงพูดจาได้ตามสบาย แม้เสียงจะถูกลมพัดขึ้นไป แต่พอไปถึงหมู่วิหารบนยอดเขาก็เบาเสียยิ่งกว่าเสียงใบไม้เสียดสีกัน ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่อยู่เหนือด่านทั้งห้าก็ไม่อาจได้ยิน หนิงเชวียจึงรู้สึกวางใจ แต่กลับลืมไปเสียสนิทว่าสตรีที่อยู่ในวิหารเทพแสงสว่างไม่ใช่มนุษย์

    ซังซังยืนอยู่ที่ระเบียงด้านหลังวิหารเทพแสงสว่าง พอเห็นภาพน่าขันในหุบเหวด้านล่าง ได้ยินบุรุษน่าขันเอ่ยวาจาน่าขันเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว

    บนพื้นที่เรียบเป็นมันวาวเบื้องหลังนาง มันเผากองย่อมๆ สุมอยู่อย่างเป็นระเบียบ บริเวณที่ห่างออกไปไม่ไกลนักคือกองเปลือกมันเผาเหลือทิ้ง ในมือนางก็ถือมันเผาเย็นชืดอยู่หัวหนึ่ง

    วิหารเทพแสงสว่างที่งามสง่าศักดิ์สิทธิ์ตอนนี้เกลื่อนเต็มไปด้วยไหสุรา ของกินเล่น และมันเผา แม้ว่าสิ่งเหล่านี้รวมถึงขยะล้วนถูกนางจัดการจนเรียบๆ ร้อยๆ ด้วยกฎของความเย็น ทว่าอย่างไรก็เป็นของกิน ต่อให้เย็นจนแทบเป็นน้ำแข็งอย่างไร แต่ด้วยคุณสมบัติเฉพาะของพวกมันย่อมจะมีกลิ่นอายของโลกมนุษย์อยู่ด้วย

    นี่คือสาเหตุที่นางได้ยินคำพูดของหนิงเชวียแล้วโกรธเคืองอย่างมาก

    ในดวงตานางมีดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนถูกทำลาย มหาสมุทรสุดคณานับถูกแผดเผา เจตนารมณ์อันแรงกล้าในรูปแบบเพลิงแห่งโทสะกวาดม้วนโลกทั้งใบราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง

    สิ่งที่ต่างจากสองครั้งก่อนคือคืนนี้โทสะของนางไม่ได้ทำให้ฟ้าดินแปรปรวนจนเกิดฟ้าร้องฟ้าผ่า เพราะนางรู้จักการควบคุมสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์แล้ว

    สำหรับผู้ฝึกฌานหรือคนธรรมดา การรู้จักควบคุมอารมณ์แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่สำหรับนางเรื่องนี้ไม่แน่ว่าเป็นเรื่องดี เพราะหากมองอีกมุมหนึ่งนี่หมายความว่าจิตสำนึกของนางเริ่มคุ้นชินกับสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์แล้วซึ่งเดิมทีเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

    มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จำเป็นต้องมีสิ่งไร้ประโยชน์อย่างอารมณ์ นางคือกฎของโลกนี้ ไม่ใช่ผู้มีส่วนร่วม ดังนั้นจึงต้องเย็นชา ไม่ควรยินดีหรือเสียใจเพราะสิ่งภายนอก ตอนที่นางเกลียดชัง โกรธเคือง หรือมีอารมณ์อื่นๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ว่านางคุ้นชินกับอารมณ์ทั้งหมดเหล่านี้แล้ว ไม่รู้ว่าตอนนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

    มันเผาในมือนางเย็นชืดแล้วดุจเดียวกับโลกใบนั้นและชีวิตแบบนั้นที่นางเคยคุ้นเคย นางยกมันเผาขึ้นกัด พลันพบว่าความรู้สึกที่ส่งผ่านลิ้นมาไม่น่าพอใจ นางรู้ว่านี่เรียกว่าไม่อร่อย มันเผาต้องร้อนจึงอร่อย

    นางมองดวงจันทร์บนฟ้า นิ่งเงียบเหมือนที่ผ่านๆ มา สองตาเรียวยาวหรี่ลงเหมือนกิ่งหลิวที่ถูกลมริมทะเลสาบเยี่ยนหมิงพัดจนโค้งงอ

    นางคือเฮ่าเทียนที่ร่วงลงมายังโลกมนุษย์ ลมหายใจของนางแปดเปื้อนขึ้นทุกวัน นางอยากกลับไปยังโลกที่ตนคุ้นเคยและใช้ชีวิตอย่างที่ตนคุ้นเคย ทว่าประตูถูกทำลายแล้ว ถูกดวงจันทร์ดวงนั้นปิดตายขวางทางกลับของนาง และนางในตอนนี้ไม่สามารถเปิดเส้นทางนั้นได้เพียงลำพัง

    อาศรมเทพจัดเทศกาลบูชาแสงสว่างก็เพื่อจะลองช่วยเปิดเส้นทางกลับให้นาง เหตุที่เลือกเฉินผีผีเพราะสายเลือดของมันบริสุทธิ์ที่สุด สายเลือดนั้นแฝงด้วยศรัทธาที่มีต่อนางมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคนไว้ รวมถึงมันคือศิษย์รักของดวงจันทร์ดวงนั้น

    นางมองดวงจันทร์ จินตนาการถึงเรื่องที่จะทำหลังจากกลับไปยังดินแดนของตนก็รู้สึกพอใจ เพียงแต่จู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าที่นั่นไม่มีมันเผา ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นชืดล้วนไม่มี

    นางพลันได้สติ ตื่นตัวมากยิ่งขึ้น มองมันเผาในมือที่ถูกแสงเจิดจรัสเผาให้ร้อนอีกครั้งตามจิตใต้สำนึกแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างเกลียดชังก่อนโยนไปนอกระเบียง

    วิหารเทพแสงสว่างอยู่บนยอดเขา เบื้องล่างคือลานหน้าผาสามแห่ง เบื้องล่างลานหน้าผาสามแห่งคือหน้าผาและศาลามืด มันเผาหัวนั้นไม่ได้ตกลงไปในหุบเหว แต่ตกลงบนลานหน้าผา

    หนิงเชวียจึงโชคดีรอดพ้นจากชะตากรรมของการเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่โดนมันเผาโยนใส่แล้วตกหน้าผาตาย ส่วนเจ้าดำสะดุ้งโหยงเพราะมันเผาที่ร่วงลงมาเบื้องหน้า มันมองมันเผาเนื้อเละบนพื้น มองไอร้อนที่แผ่ออกมา สูดกลิ่นหอมแล้วนึกถึงชะตากรรมน่าเศร้าของตนที่ไม่ได้กินของกินเล่นมื้อดึกมาหลายคืนเพราะต้องมาทำงานให้หนิงเชวีย อดสะเทือนใจจนน้ำตาไหลมิได้ ขอบคุณความกรุณาของเฮ่าเทียนครั้งแล้วครั้งเล่า

     

    โลกนี้ไม่มีเรื่องใดที่เป็นความลับไปได้ตลอด ในทางกลับกันเพราะมีการกำกับคำว่าความลับเข้าไป เรื่องนั้นๆ จึงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามที่หนิงเชวียคาดการณ์ไว้ ฉางอันรู้ข่าวเกี่ยวกับเทศกาลบูชาแสงสว่างก่อนมัน รู้แล้วว่าเฉินผีผีกำลังจะถูกเผา

    เทศกาลบูชาแสงสว่างไม่ได้จัดมานานมากแล้ว แม้ในถ้ำเก็บตำราที่ภูเขาหลังสถานศึกษาจะมีหนังสือมากมายเป็นภูเขาเลากา แต่หาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้น้อยมาก ดังนั้นทุกคนจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดอาศรมเทพต้องใช้เฉินผีผีเป็นเครื่องบูชา แต่พวกมันรู้ดีถึงเจตนาร้ายที่แฝงอยู่ในเรื่องนี้ นิกายเต๋ากำลังใช้ชีวิตของเฉินผีผีบีบให้คนของสถานศึกษาออกจากฉางอัน และเป้าหมายใหญ่ที่สุดย่อมเป็นหนิงเชวีย

    วัตถุดิบล้ำค่าที่ส่งมาจากเขตต่างๆ ของต้าถังยังคงลำเลียงเข้าวังหลวงอย่างต่อเนื่อง รถม้าสีดำคันนั้นก็จอดอยู่ในวังตลอด ข่าวทุกทางต่างยืนยันว่าหนิงเชวียกำลังกำกับดูแลการซ่อมแซมค่ายกลสยบเทวะร่วมกับศิษย์พี่ใหญ่ มันจะนิ่งดูดายให้เฉินผีผีตายอย่างนั้นหรือ

    ศิษย์ชั้นสองของสถานศึกษาย่อมรู้ว่าหนิงเชวียไปไหน เพียงแต่สถานที่ทั้งสองแห่งห่างกันไกลมาก พวกมันไม่รู้ว่าหนิงเชวียจะตัดสินใจอย่างไร และไม่อาจรอคอยไปตลอด ก่อนจดหมายของหนิงเชวียจะไปถึงฉางอัน ภูเขาด้านหลังก็มีคนตัดสินใจก่อนแล้ว ทั้งไม่เสียเวลาไตร่ตรองแต่อย่างใด

    ศิษย์พี่ใหญ่มองสาวน้อยน่ารักสดใสหน้าตำหนัก มองรองเท้าหนังคู่เก่าของนาง มองดาบใหญ่สีโลหิตที่เหมือนกระบองเหล็กในมือนาง คิดแล้วคิดอีกก่อนเอ่ยว่า

    “อาจารย์เจ้าไม่อยู่ฉางอัน ข้าไม่อาจห้ามเจ้า แต่ข้าอยากให้เจ้าเข้าใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้หมายถึงอะไร”

    อวี๋เหลียนจากสถานศึกษาไปอย่างเงียบๆ มีไม่กี่คนที่รู้ว่านางไปไหน แต่ถังเสี่ยวถังรู้ นางรู้ว่าตนไม่อาจรอจนถึงเวลาที่อาจารย์หรือพี่ชายกลับมา จึงเอ่ยอย่างนอบน้อมแต่แน่วแน่ว่า

    “อาจารย์ลุงใหญ่ ข้าเข้าใจความหมายของท่าน แต่ถ้าไม่ไปดูสักหน่อยใจข้าก็ยากจะสงบ”

    ในรองเท้าหนังของนางมีเศษหินอยู่มากมาย เสื้อผ้านางเปรอะฝุ่นมากมาย ตลอดครึ่งปีมานี้นางทำแต่งานเจาะบันไดหินตรงหน้าผาของภูเขาหลังสถานศึกษา ไม่ว่าอาจารย์จะอยู่หรือไม่นางก็เจาะบันไดหินมาตลอด เสียเหงื่อไปมากมาย ใช้ดาบใหญ่ที่กลายเป็นกระบองเหล็กตีกับหินผาที่แข็งแกร่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    หน้าผาหิมะในทุ่งร้างเมื่อหลายปีก่อน พลังของนางกับเยี่ยหงอวี๋ยังสูสีกัน บัดนี้เยี่ยหงอวี๋เป็นยอดผู้ฝึกฌานด่านรู้ชะตาขั้นปลายสุดแล้ว แต่นางคล้ายยังหยุดอยู่ที่เดิม ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะนางขาดพรสวรรค์ แต่เป็นเพราะการฝึกฌานของพรรคมารแตกต่างจากการฝึกฌานของนิกายเต๋ามาก

    อวี๋เหลียนให้นางกระโดดน้ำตกและให้นางออกแรงเป็นประจำ นี่คือแผนการฝึกฝนที่อาจารย์วางไว้ให้ลูกศิษย์ และเป็นการเคี่ยวกรำที่ประมุขพรรคมารมอบให้ผู้เยาว์ด้วย การฝึกฝนอย่างขยันหมั่นเพียรหรืออาจเรียกว่าเคี่ยวกรำอย่างทารุณเป็นเวลานานทำให้จิตวิญญาณของสาวน้อยพรรคมารผู้นี้หนักแน่นจนเกินระดับที่จะจินตนาการได้ เหตุที่พื้นฐานด่านฌานของนางยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะนางจำเป็นต้องได้รับโอกาสที่จะได้ปลดปล่อยสิ่งที่เก็บสะสมมา

    ถังเสี่ยวถังคิดว่าครั้งนี้คือโอกาสที่ตนจะได้ยกระดับด่านฌาน นางจะไปเขาเถาซานเพื่อพบเฉินผีผี นางต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ที่อันตรายจำนวนมากมายอย่างแน่นอน สำหรับผู้ฝึกฌานพรรคมาร การต่อสู้คือหนทางเดียวในการยกระดับความแข็งแกร่ง มีแต่การต่อสู้ที่ดุเดือดเท่านั้นจึงอบรมบ่มเพาะยอดฝีมือที่แข็งแกร่งแท้จริงออกมาได้

    นางต้องการเป็นสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ดังนั้นนางไม่เคยกลัวการต่อสู้ เพียงแต่ตอนที่นางกล่าวลาสถานศึกษาราวกับไม่เคยคิดเลยว่าต่อให้ตอนนี้นางแข็งแกร่งเท่าเยี่ยหงอวี๋ก็ไม่อาจบุกเขาเถาซานแล้วช่วยเฉินผีผีออกมาได้ ต่อให้นางสามารถกลายเป็นยอดฝีมือในระหว่างการต่อสู้ สิ่งที่รอนางอยู่แน่นอนว่าไม่ใช่สายตาที่ตกตะลึงของคนในโลกแห่งการฝึกฌาน แต่เป็นความตายที่หนาวเหน็บ

    ทว่าเหล่านั้นล้วนไม่สำคัญ สิ่งที่นางต้องการคือความสงบทางใจ สิ่งที่นางใฝ่หาคือการต่อสู้ ถ้าไม่กล้าต่อสู้แล้วใจจะสงบได้อย่างไร

    ศิษย์พี่ใหญ่มองถังเสี่ยวถังราวกับว่าได้เห็นศิษย์น้องสามเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นนางติดตามอาจารย์มาสถานศึกษา นางที่ชอบใส่กระโปรงสีเขียวอมฟ้ามีแววตาของผู้ใหญ่ที่สุขุมเยือกเย็นจนน่ากลัว…

    “ไม่ว่าเรื่องใดต้องฟังอาจารย์อาของเจ้า”

    ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยกำชับ

    “ถ้าอาจารย์อามีเหตุผล ข้าย่อมฟังมัน”

    ถังเสี่ยวถังเอ่ยตอบ นางเก็บกระบองเหล็กเรียบร้อยแล้วปัดฝุ่นบนตัว สะบัดเศษหินในรองเท้าออก แล้วเดินทางออกจากฉางอันมุ่งสู่แคว้นเทพซีหลิงที่ห่างไกลเพื่อไปหาเจ้าอ้วนคนนั้น

     

    ทะเลเกิดลมก่อน จากนั้นก็เกิดคลื่น น้ำทะเลสีเขียวครามกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด ด้วยเหตุนี้บนฟ้าครามที่สะท้อนสีน้ำทะเลจึงมีเมฆมากมายที่ไม่อาจหาความสงบได้

    เรือไม้สีดำตลอดทั้งลำแล่นฝ่าคลื่นมา ชาวประมงที่อยู่บริเวณชายฝั่งและพวกคนงานที่ท่าเรือกลับไม่มีใครเห็นอย่างชัดเจนว่าก่อนหน้านี้เรือลำนี้อยู่ที่ไหน จึงอดรู้สึกตื่นตระหนกมิได้ ราวกับว่าเรือสีดำลำนี้จู่ๆ ก็ผุดจากใต้พิภพขึ้นสู่ผิวน้ำ

    เรือสีดำเข้าเทียบฝั่งช้าๆ เหล่าสตรีหาบเร่ขายของกินและน้ำสะอาดตะโกนขายของไม่หยุด ความรู้สึกประหลาดใจไม่มีความสำคัญอีกแล้ว ทว่าคนบนเรือไม่มีการตอบสนอง ครู่ต่อมาคนสิบกว่าคนเดินลงจากเรือถือน้ำสะอาดและอาหารมาแจกจ่ายให้พวกคนยากจนที่อยู่บนฝั่ง

    คนกลุ่มนี้มีทั้งหญิงและชาย มีทั้งชราและเยาว์วัย ลักษณะที่มีร่วมกันคือผิวหน้าของทุกคนดำคล้ำมาก สวมงอบปีกกว้างที่เห็นได้ทั่วไปไม่ต่างจากชาวประมงบนเกาะหนานไห่ ทว่าสิ่งที่สะดุดตายิ่งนักคือพวกมันทุกคนสวมเสื้อคลุมเทพสีแดง!

    ผู้คนบนฝั่งไม่ได้ตาฝาด รูปแบบของชุดอาศรมเทพเหล่านั้นดูเก่าอยู่บ้าง เนื้อผ้าก็เก่า แต่ตราสัญลักษณ์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าทำปลอมนั่นเป็นของแท้อย่างแน่นอน และเมื่อเทียบกับเสื้อคลุมเทพแบบปกติของอาศรมเทพแล้ว สิ่งเดียวที่แตกต่างคงเป็นสายคาดเอวสีดำ

    การแบ่งระดับชั้นของเสินกวนและผู้ดูแลในอาศรมเทพเข้มงวดจริงจังมาก เสินกวนชุดแดงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะตามแคว้นต่างๆ ในโลกิยะยิ่งมีฐานะสูงส่ง แคว้นเล็กๆ หนึ่งแคว้นมักมีเสินกวนชุดแดงประจำอยู่หนึ่งคน แคว้นต้าเหอที่เมืองเล็กๆ นี้สังกัดอยู่ก็มีเสินกวนชุดแดงเพียงสามคน แต่ชายหญิงสิบกว่าคนที่ลักษณะคล้ายชาวประมงซึ่งเดินลงมาจากเรือกลุ่มนี้ล้วนสวมเสื้อคลุมเทพสีแดง หรือจะบอกว่าพวกมันล้วนเป็นเสินกวนชุดแดง? บนเกาะหนานไห่ที่ห่างไกลมีบุคคลระดับสูงมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร ผู้คนในเมืองเล็กๆ ไม่อยากจะเชื่อ และเรื่องที่ทำให้พวกมันไม่อยากจะเชื่อยิ่งกว่าคือเสินกวนชุดแดงพวกนี้ยอมลดตัวลงมาแจกจ่ายอาหารให้แก่คนยากจนด้วยมือตัวเอง!

    เสินกวนในอาศรมเทพเคยทำเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด

    ข่าวเสินกวนชุดแดงสิบกว่าคนปรากฏตัวที่เมืองเล็กๆ บนเกาะหนานไห่แพร่กระจายไปทั่วแคว้นต้าเหออย่างรวดเร็ว ตอนที่จักรพรรดิแคว้นต้าเหอและตัวแทนของสวนโม่ฉือรีบรุดไปยังชายฝั่งกลับพบว่าเหล่าเสินกวนชุดแดงจากไปแล้ว ทั้งไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกมันไปที่ใด

    เสินกวนชุดแดงกลุ่มนี้หลังจากขึ้นฝั่งแล้วก็เดินทางขึ้นเหนืออย่างเงียบๆ พวกมันจงใจเลือกเดินทางบนเส้นทางเล็กๆ ที่ไกลจากตัวเมือง บางครั้งก็เดินทะลุป่าเขาไปโดยตรง เหมือนกังวลว่าจะรบกวนชาวบ้านราษฎร

    พวกมันหยุดพักริมลำธาร ทำอาหารด้วยปลาเล็กปลาน้อยเค็มที่นำติดตัวมา แม้ต้องไปหาชาวบ้านเพื่อขอข้าวก็ยังจ่ายเงิน ระหว่างทางได้พบสานุศิษย์ผู้ศรัทธาของเฮ่าเทียนก็ไม่รับเงินทองที่อีกฝ่ายมอบให้

    พวกมันสวมชุดอาศรมเทพ แต่ต่างจากพวกเสินกวนของอาศรมเทพที่หยิ่งยโสโดยสิ้นเชิง เหมือนหลวงจีนบำเพ็ญทุกรกิริยาในแคว้นเยวี่ยหลุนซึ่งรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเสียมากกว่า

    วันหนึ่งคนกลุ่มนี้มาหยุดพักที่ริมทะเลสาบเซ่าหมิงซึ่งห่างจากสวนโม่ฉือไม่ไกล หญิงสาวนางหนึ่งเงยหน้ามองไปทางเขาโม่กันที่สวยงาม

    “ที่นั่นคงเป็นสวนโม่ฉือที่เล่าลือกันกระมัง”

    การที่คนกลุ่มนี้มีผิวดำคล้ำและหยาบกร้านคงเป็นเพราะตากแดดตากลมที่เกาะหนานไห่มานาน หญิงสาวนางนี้อายุยังน้อย ผิวจึงค่อนข้างบางและเรียบลื่น สองคิ้วหนาตรงเหมือนดาบบ่งบอกถึงความห้าวหาญและแข็งแรง

    บุรุษวัยกลางคนผอมสูงผู้หนึ่งเอ่ยว่า

    “ถูกแล้ว”

    หญิงสาวมองหอสูงที่เห็นได้รำไรบนเขาโม่กันพลางเอ่ยว่า

    “ตอนเด็กๆ ได้ยินท่านลุงเล่าว่าที่นี่มีจอมยันต์เทวะที่เก่งกาจมากคนหนึ่ง หลายวันก่อนได้ยินว่าศิษย์ของมันก็กลายเป็นจอมยันต์เทวะแล้ว แบบนี้นับว่าเป็นสำนักที่ไม่เลว พวกเราจะถือโอกาสทำลายสวนโม่ฉือไปด้วยเลยไหม”

    จอมยันต์เทวะแข็งแกร่งมากในโลกแห่งการฝึกฌาน มีตำแหน่งสูงยิ่งที่อาศรมเทพ คิดจะชนะจอมยันต์เทวะสักคนไหนเลยง่ายดาย สวนโม่ฉือมีปรมาจารย์อักษรและโม่ซันซัน หญิงสาวผู้นี้ดูแล้วอายุแค่สิบเจ็ดสิบแปดกลับบอกว่าจะทำลายสวนโม่ฉือ!

    ต่อให้นางเริ่มฝึกฌานตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เข้าด่านแรกสัมผัสและด่านรับรู้ตั้งแต่ยังไม่เกิด กระนั้นก็ไร้เหตุผลที่จะกล้าพูดจาใหญ่โตถึงเพียงนี้ เรื่องประหลาดกว่านั้นคือตอนที่นางพูดว่าจะทำลายสวนโม่ฉือ สีหน้าดูเป็นปกติธรรมชาติราวกับกำลังพูดว่าคืนนี้ใครจะนอนกระโจมหลังไหน

    ถ้าผู้ฝึกฌานคนอื่นได้ยินคำพูดของหญิงสาวนางนี้คงแตกตื่นจนพูดไม่ออก แต่ที่เป็นไปได้มากกว่าคือหัวเราะเยาะหยันจนท้องคัดท้องแข็ง ทว่าพวกคนที่ริมทะเลสาบกลับมีสีหน้าปกติราวกับการที่พวกมันจะทำลายสวนโม่ฉือเป็นเรื่องที่สมควรและง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ มีบางคนมองหญิงสาวด้วยสีหน้าตามใจคล้ายกับว่าขอเพียงนางยินดีก็จะไปสวนโม่ฉือในทันที

    บุรุษวัยกลางคนผอมสูงมองหญิงสาวแล้วส่ายหน้า

    “เสี่ยวอวี๋ อย่าเอาแต่ใจตัวเอง ตอนนี้งานหลักสำคัญกว่า กลับเขาเถาซานก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

    พอได้ยินคำว่ากลับเขาเถาซาน สีหน้าดำคล้ำของหญิงสาวก็ยินดีและหยิ่งทะนง แม้แต่ชายชราที่เงียบที่สุดในกลุ่มยังแย้มยิ้ม

     

    เทศกาลบูชาแสงสว่างเป็นพิธีที่สำคัญที่สุดของอาศรมเทพ เป็นงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเฮ่าเทียน เทศกาลบูชาแสงสว่างครั้งที่แล้วอยู่ไกลจากความทรงจำของมนุษย์เป็นอย่างมาก เทศกาลบูชาแสงสว่างครั้งนี้จึงแน่นอนว่าเป็นที่สนใจของสานุศิษย์ทุกคน และต้องมีการต้อนรับบรรดาแขกผู้มีเกียรติสูงสุดของโลกมนุษย์ด้วย

    เครื่องบูชาจากแคว้นต่างๆ ทยอยส่งมายังแคว้นเทพซีหลิงอย่างไม่ขาดสาย ของล้ำค่าเหล่านี้แม้ไม่มีคุณสมบัติให้เป็นเครื่องบูชาหลัก แต่ก็เพียงพอให้อาศรมเทพพอใจ

    สานุศิษย์ที่ศรัทธาบางคนพอได้ยินข่าวเรื่องเทศกาลบูชาแสงสว่างก็มาที่แคว้นเทพซีหลิงเพื่อกราบสักการะภูเขาเถาซาน กราบมาตลอดตั้งแต่ฤดูวสันต์ นอกจากคนเหล่านี้แล้ว คณะนางรำหงซิ่วเจาจากฉางอันและคณะนางรำอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่มาร่วมงาน อาศรมเทพจัดที่พักให้ในสวนแห่งหนึ่ง แต่ละวันนอกจากฝึกการแสดงแล้วก็ต้องฝึกการดำเนินการในพิธีด้วย สำคัญที่สุดคือการแสดงของพวกนางต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

    จดหมายจากฉางอันฉบับหนึ่งถูกส่งเข้ามาในสวน แล้วส่งไปยังร้านขายมันเผาในเมือง จากนั้นหนิงเชวียนำกลับไปยังหอตำราของเทียนอวี้ย่วน มันอ่านจดหมายจากศิษย์พี่ใหญ่จบก็ไม่ได้ทำอะไร ทั้งไม่ได้ไปเยี่ยมเฉินผีผี นิ่งเงียบรอการมาถึงของเทศกาลบูชาแสงสว่างเช่นเดียวกับทุกคนบนโลก

     

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    Facebook