• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ซยงหนู

    ทดลองอ่าน ซยงหนู ทัณฑ์สวรรค์ อาถรรพ์ต้องสาป เล่ม 1 บทที่ 1 #นิยายอ่านฟรี

    หน้าที่แล้ว1 of 3

    บทที่ 1 ใต้คมธนูโบราณ ความตายของหนึ่งคนเร่ร่อน

     

    ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มต้น ผมได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง

     

    ผมรีบสูดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงท้อง ถามปลายสายด้วยความสงสัย “จะคืนเงินให้ฉัน? นายใช่ซุ่นจื่อตัวจริงหรือเปล่า”

     

    ซุ่นจื่อมีความเป็นอยู่แบบไหนผู้คนบนย่านค้าของเก่าต่างรู้ดี เขาหาเงินเล็กๆ น้อยๆ ใช้ด้วยการหลอกพวกมือใหม่หน้าโง่ที่คิดเข้าวงการ พอตกค่ำก็ไปอาศัยหลับนอนอยู่ในร้านอินเตอร์เน็ตใกล้ๆ คอยแวะเวียนยืมเงินจากพวกเถ้าแก่เจ้าของแผงกับลูกค้าที่รู้จักมักจี่กันอยู่ประจำ ผู้คนบนถนนตลอดสายไม่มีใครไม่เคยถูกเขายืมเงิน ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเคยเห็นเขาคืนเงินใครเช่นกัน เวลาใครมีของชิ้นใหญ่อยู่ในมือ เขาก็มักจะอาศัยจังหวะนั้นกึ่งขอกึ่งยืม ทีละร้อยเหรียญบ้างแปดสิบบ้าง แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีใครคิดถือสาหาความอะไรเขา ตรงกันข้ามกลับนึกเวทนาสงสาร ประกอบกับการที่เขาเองก็เป็นคนฉลาดเฉลียว ทุกครั้งเวลาการค้าดำเนินมาถึงจุดสำคัญเขามักรู้จักสรรหาคำพูดมีน้ำหนักมาช่วยเกลี้ยกล่อมชักจูงลูกค้าได้อยู่เป็นประจำ

    ถ้าแค่เศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อนซุ่นจื่อเอาเงินจากผมไปรวดเดียวถึงสองพันเหรียญ ตอนนั้นเขาบอกว่าไปเจอของดีชิ้นหนึ่งเข้า หนำซ้ำยังเป็นความลับสุดยอดอีกต่างหาก เขาสัญญาว่าถ้าการค้าครั้งนี้สำเร็จเขาจะยอมแบ่งผลกำไรกับผมคนละครึ่ง วันที่สองผมถึงได้รู้ว่าถูกเจ้าเด็กนั่นหลอกเอาเสียแล้ว ความลับบ้าบออะไรกัน เขาก็แค่หลอกเอาเงินผมไปใช้เท่านั้น จริงอยู่ที่ผมเองไม่ได้มีเงินเย็นมากมายให้ใครหยิบยืม แต่ไหนๆ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นอกจากจะยอมรับความจริงแล้วผมยังจะทำอะไรได้อีก ทว่าในตอนนี้ต่อให้อัดผมให้ตายผมก็ไม่กล้าคิดว่าเจ้าเด็กบ้านั่นจะเป็นฝ่ายโทรมาบอกว่าจะคืนเงินให้ผม แถมยังจะคืนเงินที่ติดค้างผมก่อนหน้านี้ทั้งหมดอีกด้วย

    ผมโยนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในมือทิ้ง รีบเดินดุ่มออกจากบ้าน ตอนมาถึงหน้าถนนย่านค้าของเก่าผมถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าท้องฟ้าในเวลานี้มืด เมฆดำอยู่ต่ำราวกับจะถล่มลงมา กดทับจนผมหายใจแทบไม่ออก ซุ่นจื่อกำลังยืนตะโกนเรียกผมอยู่ที่หน้าร้านอินเตอร์เน็ตที่ตั้งอยู่อีกฟากถนน

    “พี่เสี่ยวอิ้น ทางนี้” ใบหน้าซูบผอมอาบอิ่มด้วยสีหน้าตื่นเต้นแทบเก็บงำไว้ไม่อยู่

     

    หลังจากมองซ้ายมองขวาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีรถแท็กซี่คันไหนโฉบตัดหน้าเข้ามา ขณะที่ผมกำลังข้ามถนน เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างเหนือหัวก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้น เล่นเอาผมถึงกับสะดุ้ง

    พอเห็นผมวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา เจ้าเด็กบ้านั่นก็ไม่รู้ตื่นเต้นอะไรนักหนา เขายิ้มยิงฟันร้องเรียกผมด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุด “พี่เสี่ยวอิ้น” ก่อนจะหันหน้ากลับไปหยิบเอากระเป๋าผ้าใบที่อยู่ด้านหลังมาไว้ทางด้านหน้า ขณะกำลังก้มรื้อหาของ ปากเขาก็พึมพำพูด “พี่เสี่ยวอิ้น…พี่เสี่ยวอิ้น…นี่!” พร้อมดึงเอาซองจดหมายสีเทาฉบับหนึ่งออกมา

    ตลอดเวลามือซ้ายของซุ่นจื่อยังคงกุมกระเป๋าผ้าใบไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ขณะที่เขาเงยหน้ายื่นส่งซองจดหมายให้กับผมนั้นเอง ผมก็เหมือนจะได้ยินเสียงวัตถุมีคมแล่นแหวกอากาศดังลอยเข้าหู หนำซ้ำยังดังชัดมากขึ้นทุกที สัญชาตญาณบอกให้ผมหันหน้ามองไปตามทิศที่มาของเสียง ทันใดนั้นเงาดำของอะไรบางอย่างก็วาดผ่านตาผมไปพร้อมกับเสียงฟ้าร้องดังลั่น แทบจะในเวลาเดียวกันร่างผอมบางของซุ่นจื่อก็เอนล้มมาทางด้านหน้า สีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่แข็งทื่อขึ้นมาฉับพลัน ดวงตาเรียวเล็กทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้าง จดหมายหล่นลงบนรองเท้าแตะของผม ใจผมสั่นสะท้าน รีบหันกลับไปมองดูซุ่นจื่อ แต่ที่มองเห็นคืออกเสื้อของเขาแดงฉาน ที่อยู่ตรงกลางคือหัวธนูที่อาบไปด้วยเลือดของซุ่นจื่อแล่นทะลุอกของเขา

    ผมยืนตกตะลึงตาค้าง

    หลังจากนั้นอีกครึ่งวินาทีร่างของซุ่นจื่อก็ล้มลงกับพื้น ผมตกใจเมื่อพบว่าบนแผ่นหลังของเขามีลูกธนูยาวๆ สีเข้มดอกหนึ่งปักตรึงอยู่

     

    ซุ่นจื่อ…ซุ่นจื่อถูก…ถูกธนูยิงปักทะลุร่างต่อหน้าต่อตาผม!

    ผมขวัญหนีดีฝ่อ เนื้อตัวสั่นระริก หันมองไปตามทางที่เงาดำวาบผ่านตาผมอีกครั้ง กลับเห็นเพียงเมฆดำหนากับผู้คนและรถราที่สัญจรขวักไขว่ไปมาอยู่ใต้เมฆดำ

    ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำเอาผมตกใจจนแทบสิ้นสติ ร่างกายเหมือนจะไม่เชื่อฟังคำสั่งของผมอีกต่อไป ไม่รู้ทำไมผมถึงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังเมฆดำพวกนั้นที่คล้ายกำลังจะถล่มลงมาในอีกไม่ช้า คล้ายกับว่า…คล้ายกับว่าผมกำลังนึกสงสัยว่าลูกธนูดอกนั้นถูกยิงออกมาจากเมฆดำนั่น มือผมที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศเตรียมรับซองจดหมายที่ซุ่นจื่อส่งให้ยังคงแข็งค้างอยู่อย่างนั้น มันสั่นสะท้านราวกับกำลังเขย่ากลองป๋องแป๋งอยู่

    ในหัวของผมเหมือนอัดแน่นไปด้วยบางสิ่งบางอย่างที่จับต้องไม่ได้ มองก็ไม่เห็น คล้ายเสียงหวีดร้องแปลกประหลาดเมื่อครู่ได้หยั่งรากฝังลึกลงในสมอง หูมีก็แต่เพียงเสียงแหลมๆ ชวนหงุดหงิดนั่น ผมตะโกนร้องอย่างสติสัมปชัญญะรางเลือน “ซุ่นจื่อ…ซุ่นจื่อ!”

    ซุ่นจื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ แต่มือซ้ายของเขายังคงกุมกระเป๋าผ้าใบที่เอียงล้มอยู่อีกด้านแน่น

    ผมไม่รู้จะอธิบายถึงความรู้สึกภายในจิตใจตอนนี้ยังไงดี แต่ที่พอจะบอกได้ก็คือความรู้สึกหวาดหวั่นในใจผมกำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด ความหวาดหวั่นดังกล่าวไม่เหมือนกับความรู้สึกหวาดกลัวใดๆ ที่ผมเคยพบเจอ ตรงกันข้ามกลับเป็นความรู้สึกหวาดผวาอับจนหนทางที่เลื้อยขยุกขยิกอยู่ยังส่วนลึกภายในใจ ก่อนจะคืบคลานขยายลุกลามไปทั่วทั้งตัว ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือผมยังมีลางสังหรณ์ว่าเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่านี้ยังมาไม่ถึง

    นี่เป็นแค่เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เป็นเพียงการเริ่มต้นที่เล็กเสียจนไม่มีค่าให้พูดถึง แต่ครั้นจะไม่พูดก็คงเป็นไปไม่ได้

    ขณะที่กำลังสับสนงุนงง ผมก็ถูกคุมตัวไปสถานีตำรวจ

    แม้จะสูบบุหรี่ไปหลายต่อหลายมวน แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผมสงบจิตสงบใจลงได้เลย ผมมองเห็นซุ่นจื่อล้มลงตรงหน้า สิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในหัวผมคือธนูประหลาดที่ปักอยู่บนแผ่นหลังของซุ่นจื่อ ผมพยายามรื้อฟื้นภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นเต็มสองตาในเวลานั้นอย่างสุดกำลัง ภาพซุ่นจื่อล้มลงกับพื้นในวินาทีนั้นหยุดค้าง หัวธนูสีเลือดที่แล่นทะลุหน้าอกของซุ่นจื่อมีขนาดต่างจากลูกธนูทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เลือดไม่ได้ไหลออกมาจากทางด้านล่างหรือริมขอบของหัวธนู แต่กลับไหลทะลักออกมาจากตรงกลาง! ใช่แล้ว ตรงกลางของหัวธนูมีรูเล็กๆ สองรู ที่แท้เสียงวี้ดเหมือนเสียงนกหวีดที่ดังอยู่ในหูของผมก็เกิดจากการออกแบบพิเศษของหัวธนูนี้

     

    ถึงผมจะมีความรู้เรื่องอาวุธโบราณเพียงน้อยนิด แต่ตอนสมัยอยู่มหาวิทยาลัยมีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยสวมรอยเป็นผู้ช่วยวิจัยด้านอาวุธโบราณ รับเขียนงานวิทยานิพนธ์เรื่องธนูโบราณเพื่อหารายได้เสริม และนั่นก็ทำให้ผมต้องทุ่มเทเวลาแรงกายแรงใจเป็นอย่างมากเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านนี้ให้กับตัวเอง แม้จะรู้ไม่ลึกก็ตาม

    หน้าที่แล้ว1 of 3

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ซยงหนู

    นิยายยอดนิยม

    Facebook