• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ครึ่งปีศาจซือเถิง

    ทดลองอ่านนิยาย ครึ่งปีศาจซือเถิง เล่ม 1 บทที่ 2

    บทที่ 2

     

    เวลาผ่านไปไวมาก พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสามสี่วัน

    มีคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านถามลั่วหลงเอ๋อร์จย่าเกี่ยวกับซือเถิงว่าตกลงสาวน้อยสุดสวยข้างบนเป็นอะไรกันแน่ จะกลางวันกลางคืนก็งับประตูเอาไว้ตลอด ไม่ว่าเดินผ่านประตูตอนไหนก็เห็นเธอกำลังดูโทรทัศน์ ไม่ได้ดูโทรทัศน์มากี่ชาติกันเนี่ย มันสนุกขนาดนั้นเลย? ในธาตุทั้งห้าขาดทองไม้น้ำไฟดินได้หมด แต่ไม่ยักจะเคยได้ยินว่าขาดโทรทัศน์นะ

    ลั่วหลงเอ๋อร์จย่ารู้สึกว่าคนพวกนี้ช่างไม่รู้อะไรเลย เขาบอก ‘ดูโทรทัศน์แล้วยังไง นายไม่เคยเห็นข่าวรายงานรึว่าพวกเกมเมอร์พวกนั้นไม่หลับตานอนตั้งหลายวัน คนเขาชอบดูโทรทัศน์ ไม่แน่อาจอยากออกทีวี หรือไม่ต่อไปเธออาจไปแสดงละครทีวีก็ได้’

    หลังไล่พวกเขาไปเรียบร้อย ลั่วหลงเอ๋อร์จย่าก็ตั้งใจไปหาซือเถิง เอ่ยเตือนเธอว่า ‘สาวน้อยคุณอยู่คนเดียวต้องคอยระวังตัวนะ ถึงในโรงแรมจะปลอดภัยมากแต่ก็ไม่แน่ว่าแขกทุกคนจะเป็นคนดี เกิดมีคนคิดไม่ดีล่ะ เวลานอนตอนกลางคืนไม่ปิดประตูไม่ได้นะ’ พูดเสร็จก็ถามถึงฉินฟั่ง ‘เพื่อนคุณล่ะ ไปไม่กลับมาแล้ว?’

    ซือเถิงหลุบตาลงเล็กน้อย ตอบกลับแบบไม่แยแสว่า ‘เดี๋ยวอีกสองวันก็กลับมาแล้ว’ และบอกอีกว่า ‘อีกเดี๋ยวช่วยต้มบะหมี่ถ้วยขึ้นมาให้หน่อยสิ ครั้งนี้เอารสซีฟู้ดนะ’

     

    คืนนั้นลั่วหลงเอ๋อร์จย่าเป็นเวรอีกครั้ง หลังเที่ยงคืนเขาก็ได้ยินเสียงประตู มีแขกเดินเข้ามา ครั้นเดินเข้ามาใกล้ถึงดูคุ้นตา ทันใดนั้นเขาก็นึกออก นี่ก็คือฉินฟั่งคนนั้น

    เขาทักทายฉินฟั่ง “โอ๊ะ คุณกลับมาแล้ว…”

    เขากลืนคำพูดที่เหลือลงไปก่อนพิจารณาฉินฟั่งด้วยความแปลกใจเล็กน้อย สีหน้าอีกฝ่ายอิดโรยยิ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด เสื้อผ้ากับใบหน้าล้วนมีรอยบาด เหมือนคนร้ายหนีคดีโดยแท้

    แปลก…เกิดเรื่องอะไรขึ้น

    “เพื่อนผมยังอยู่มั้ย”

    ความคิดถูกขัดกะทันหัน ลั่วหลงเอ๋อร์จย่าจึงตอบติดอ่างเล็กน้อย “อยู่…อยู่ด้านบน ไม่เคยออกไปไหน”

    “คงไม่ได้สร้างความยุ่งยากอะไรให้คุณนะ”

    “โอ๊ย…ไม่ยุ่งเลย” ลั่วหลงเอ๋อร์จย่ารีบโบกมือ “สาวน้อยชาวฮั่นพูดง่ายมาก เธอชอบกินบะหมี่ถ้วย กินตลอดทั้งเช้า เที่ยง เย็น ผมบอกว่าจะเอาแต่กินบะหมี่ถ้วยบ่อยๆ ไม่ได้นะ เธอก็เลยซื้อคุกกี้ไป”

    พูดแล้วเขาก็ชี้นิ้วไปทางเคาน์เตอร์ บริเวณนั้นมีซองคุกกี้ทรงกระบอกวางซ้อนอยู่หลายซอง ล้วนเป็นของเลียนแบบ

    ชอบกินบะหมี่ถ้วย แถมยังซื้อคุกกี้ด้อยคุณภาพ ฉินฟั่งรู้สึกคาดไม่ถึง ซือเถิงดูแล้วเหมือนเป็นตัวละครที่จับผิดกระทั่งเป๋าฮื้อปลิงทะเลกระเพาะปลาว่าเป็นของแท้หรือไม่ ขนาดเสื้อผ้าอันมั่นยังคีบด้วยปลายนิ้วแค่สองนิ้ว แต่กินบะหมี่ถ้วยอย่างเอร็ดอร่อย? จินตนาการยากแท้

    ท่าทางระหว่างซือเถิงกับลั่วหลงเอ๋อร์จย่าคนนี้จะเคยพูดคุยกันบ้าง ฉินฟั่งจึงลองถามหยั่งเชิง “เธอเคยพูดถึงผมมั้ย”

    “อ๋อ เธอบอกว่าอีกสองวันคุณก็จะกลับมา”

    “อีกสองวันก็กลับมาเหรอ”

    ลั่วหลงเอ๋อร์จย่าไม่ได้สังเกตว่าน้ำเสียงฉินฟั่งแปร่งแปลกไปกะทันหันและรูม่านตาหดเล็กทันใด เขาเพียงพยักหน้าสุดชีวิต “ใช่ๆ อีกสองวันก็จะกลับมา”

     

    ประสบการณ์สองวันที่ผ่านมาสำหรับฉินฟั่งแล้วเรียกได้ว่าคือฝันร้ายดีๆ นี่เอง ระหว่างนั่งบนรถตู้โคลงเคลงคันนั้น เหงื่อกาฬแทบจะไหลออกมามากกว่าที่เคยไหลมาทั้งชีวิต เขาพยายามก้มหน้า ใช้มือคล้ายกรงเล็บสองข้างนั้นดึงคอเสื้อโค้ตให้สูงที่สุด รั้งหมวกกันหิมะลงและลากผ้าพันคอกับถุงมือออกจากกระเป๋า อะไรที่พันหรือสวมได้ล้วนสวมไว้ที่ตัวหมด แต่เขาก็ยังหวาดกลัว รอบด้านอาจมีผู้คนนับพันนับหมื่น ทว่าภายใต้เสื้อผ้าที่ห่อหุ้ม มีแค่เขาที่เป็นโครงกระดูกไม่อาจสู้แสงตะวัน

    เขายื่นมือไปตบวั่งตุยเบาๆ พูดอู้อี้ว่า ‘ช่วยหยุดแป๊บ ผมอยากปลดเบา’

    วั่งตุยกำลังร้องเพลงอย่างเมามันจึงไม่สังเกตเห็นเลยว่าน้ำเสียงของฉินฟั่งแหบแห้งจนไม่ปกติแล้ว เขาพยักหน้าฮัมทำนองเพลงพลางเบรกรถช้าๆ

    ฉินฟั่งพยายามลงจากรถอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเปิดประตูรถสายลมเย็นเยือกบนเขาก็พัดปะทะใบหน้า ยามเหยียบเท้าลงกับพื้นข้อต่อกระดูกก็แทบจะลั่นกร๊อบ สุดท้ายด้วยร้อนตัว แม้จะเตือนตัวเองในใจว่าอย่าเที่ยวมองไปรอบด้าน สายตาเจ้ากรรมก็ยังไม่ยอมฟังคำสั่ง เหลือบมองไปทางด้านหน้าอยู่ดี

    สายตาเขาประสานกับจินจูในกระจกมองหลังรถโดยบังเอิญ

    ทีแรกจินจูกำลังยิ้ม ยิ้มไปยิ้มมาหน้าก็พลันเปลี่ยนสี เธอตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนกรีดร้องสุดเสียง

    ไม่ใช่เพราะเธอขี้ขลาด หากคุณมองเห็นลูกตาขนาดเท่าลูกแก้วสองข้างขยับอยู่ในหลุมลึกโหลจนแทบว่างเปล่าแถมยังจ้องตรงมาที่คุณ คุณก็สติแตกเหมือนกันนั่นแหละ

    สมองฉินฟั่งมึนชาทันใด เขาก้มหน้าวิ่งหนีโดยสัญชาตญาณ วั่งตุยรีบร้องถามบางอย่างเสียงดังด้วยความร้อนใจอยู่ด้านหลัง จินจูกรีดร้องหลายประโยค ปะปนด้วยคำศัพท์ที่ออกเสียงแหลมประหลาดหลายคำ

    ‘เสินจือ! เสินจือ!’

    ‘เสินจือ’ ในภาษาทิเบตหมายถึง ‘ผี’ ฉินฟั่งฟังไม่เข้าใจ แต่ก็พอเดาได้ว่าไม่ใช่คำดี

    วิ่งไปได้ไม่นานนัก ด้านหลังก็มีเสียงรถดังลั่น วั่งตุยขับรถไล่ตามมา

    ฉินฟั่งเกือบจะจบเห่แล้ว ถ้าเกิดถูกวั่งตุยจับได้จะเป็นยังไง จะถูกมองเป็นตัวประหลาดส่งไปชำแหละร่างที่ห้องทดลองรึเปล่า

    ไม่ได้ ต่อให้ตายก็จะถูกจับไม่ได้

    ตอนผ่านทางโค้งแห่งหนึ่ง เขาก็พลิกตัวกระโจนจากถนนไปยังทางลาด หลังโซซัดโซเซกลิ้งกลุกประหนึ่งล้อรถอยู่สิบกว่ารอบก็หล่นลงไปตรงถนนบนเขาที่อยู่ถัดลงไปหนึ่งชั้น เขาไม่สนใจไยดีว่ารากไม้กิ่งไม้บนเขาจะขีดข่วนใบหน้า รถต้องขับอ้อมเขาจึงไม่เร็วเหมือนเขาที่ขึ้นลงทางตรง พอเห็นว่าไล่ตามไม่ทันแล้ววั่งตุยก็หยุดรถ โมโหจนกระทืบเท้าด่ากราดอยู่บนสันเขา

    เขาไม่เชื่อที่จินจูพูดส่งเดช ผู้หญิงก็แค่ตาฝาดโวยวายเพ้อเจ้อเท่านั้น กลางวันแสกๆ มีผีที่ไหนกัน เขาโกรธที่ฉินฟั่งยังไม่ได้ให้ค่ารถ ขับจากหนางเชียนมาถึงตรงนี้เหนื่อยขนาดไหน ทั้งยังเปลืองน้ำมันไปไม่น้อย เขาเพิ่งจะเคยเห็นคนเชิดค่ารถแบบใจกล้าหน้าด้านแบบนี้เป็นครั้งแรก คนฮั่นเจ้าเล่ห์ ใจดำเกินไปแล้ว!

     

    ฉินฟั่งไม่กล้าเดินตรงถนนหลวง เพียงเดินหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในป่าบนเนินเขา บางครั้งบางคราวได้ยินเสียงรถก็จะหมอบร่างลง อยากขดลงไปใต้ดิน ขนาดเขายังรู้สึกเลยว่าตนเองไม่ต่างอะไรจากผีสางบนภูเขา

    ในที่สุดเขาก็ลงมาถึงตีนเขาในตอนพลบค่ำ ระหว่างทอดตามองดูแสงไฟที่หนางเชียนค่อยๆ สว่างเรืองรองขึ้นจากที่ไกล เขาก็พลันท้อแท้สิ้นกำลังใจ

    คืนนี้เขาขดตัวก้มหน้ารับความขมขื่นอยู่ตรงโขดหินแห่งหนึ่งในป่า มือถือยังมีแบตฯ เมื่อดูวีแชตเวยป๋อของเพื่อนถึงตระหนักว่าปี 2013 ได้ผ่านไปแล้ว

    ทุกคนต่างก็กำลังสรุปและอวดผลลัพธ์หนึ่งปีที่ผ่านพ้นไปพร้อมแนบภาพความสนุกสนานรื่นเริง ทั้งภาพงานเลี้ยง ภาพดื่มกินเต็มที่ ภาพสวมเสื้อใหม่ กระนั้นความครึกครื้นทั้งหมดก็ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเขาอีกต่อไปแล้ว

    ฉินฟั่งกวาดตามองผ่านไปแบบด้านชา ระหว่างไถผ่านเผลอไปกดไลค์ใต้โพสต์เพื่อนคนหนึ่งเข้าโดยไม่ทันระวัง เพื่อนคนนั้นแท็กเขาอย่างรวดเร็วมาก พิมพ์ว่า ‘จะจัดงานเลี้ยงกับอันมั่นวันไหน ปลายปีโรงแรมคิวแน่นเอี้ยด ต้องจองล่วงหน้านะ อย่าให้เพื่อนๆ ต้องไปกินเลี้ยงงานแต่งในร้านเคเอฟซีล่ะ’

    คนคนนั้นรู้รึเปล่าว่าคนที่ดูหน้าจอมือถืออยู่ด้านนี้ไม่นับว่าเป็นมนุษย์แล้ว

    ฉินฟั่งกัดฟันกำมือถือแน่น กลางดึกบนภูเขาอากาศหนาวเย็นโดยแท้ สายลมพัดหวีดหวิวประหนึ่งแส้ที่กำลังหวดโบย ไม่ช้ามือเท้าก็ไร้ความรู้สึก เขานั่งตัวแข็งพิงก้อนหินอย่างเหม่อลอย ความร้อนผ่าวตรงหางตาไหลกลิ้งเข้าไปในปากอย่างเชื่องช้า

    ฉินฟั่งนิ่งงันอยู่ครึ่งค่อนวันถึงตระหนักได้ว่าตนเองร้องไห้

    ลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ ตั้งแต่จำความได้ ชั่วชีวิตนี้เขาก็ไม่เคยร้องไห้ ยกเว้น…ครั้งนั้นที่เฉินหวั่นจากไปด้วยอุบัติเหตุ

    นับดูก็นานมากแล้ว เจ็ดหรือแปดปีก่อนนะ

    เวลานั้นเขายังหนุ่ม เฉินหวั่นเป็นแฟนสาวคนแรก เป็นรักแรกพบ เขารักเธอสุดจิตสุดใจ ครั้งหนึ่งตานจื้อกังเคยแอบหยิบกุญแจคฤหาสน์นอกเมืองของพ่อมา เพื่อนทั้งกลุ่มจึงไปชุมนุมกันที่คฤหาสน์นอกเมือง พวกเพื่อนฉวยโอกาสตอนเฉินหวั่นคุยเล่นกับเด็กสาวคนอื่นในห้องนั่งเล่น ลากฉินฟั่งไปสั่งสอนด้านข้างหนึ่งยก ต่อว่าเขาว่าส่งเสริมอำนาจสตรี ทำลายความน่าเกรงขามของบุรุษ พังศักดิ์ศรีลูกผู้ชายชาวจีน ฉินฟั่งยังหนุ่มแน่น รู้สึกเสียหน้ามาก เลยชูคอเถียงไปว่า ‘ใครว่าล่ะ! ข้าน่ะเป็นบุคคลตัวอย่างจนเป็นตัวแทนผู้ชายชาวจีนได้แล้ว!’

    ทุกคนต่างยุว่า ‘เลือกวันไม่สู้ลงมือเลย เป็นตัวแทนให้พวกเราวันนี้เลยสิ!’

    พวกเขาเสียงดังโหวกเหวก ทั้งกินอย่างตะกละตะกลามและดื่มกันเต็มคราบ จากนั้นก็ถูกลากไปเล่นไพ่และลงโทษด้วยการติดสติ๊กเกอร์แบบต่างๆ ขณะกำลังเล่นกันอย่างเมามันเฉินหวั่นก็มา เธอดื่มเหล้าไปมาก มึนหัวนิดหน่อย จึงดึงแขนฉินฟั่งอย่างงอแงว่าไม่สบายและเร่งให้เขาส่งตนกลับบ้าน

    ทันทีที่เฉินหวั่นปรากฏตัว ขาไพ่ทั้งหลายก็กระแอมกระไอพลางขยิบตาเตือนกัน ดูว่าฉินฟั่งจะเชิดหน้าชูตาให้ผู้ชายยังไง ฉินฟั่งหน้าตึงและว่าเฉินหวั่นด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮากหลายประโยค ใจความหลักคือไม่เห็นรึว่าฉันยุ่งอยู่ จะไม่สบายตรงไหนได้ อีกเดี๋ยวจะตายมั้ย เฉินหวั่นไม่เคยได้ยินเขาพูดว่าแบบนี้มาก่อนจึงลงไปชั้นล่างทั้งขอบตาแดงเรื่อ ฉินฟั่งปวดใจมาก แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเลยแกล้งทำเป็นไม่แยแสเรียกทุกคนว่า ‘มาๆๆ เล่นไพ่ อย่าหมดสนุก’

    พวกเพื่อนชั่วต่างโห่ร้อง พูดอวยฉินฟั่งกันยกใหญ่ ปาร์ตี้เล่นไพ่ชั้นบนเสียงดังเอะอะคึกคักสนุกสนาน พวกเด็กสาวชั้นล่างจับกลุ่มดูหนังสยองขวัญพลางร้องกรี๊ดกร๊าดไม่หยุด จนกระทั่งตกดึกปาร์ตี้ไพ่สลายตัว ฉินฟั่งถึงพบว่าเฉินหวั่นหายไปแล้ว พอสอบถาม พวกเด็กสาวต่างตอบกลับเป็นคำถามว่า ‘ไม่ได้ขึ้นไปดูนายเล่นไพ่ที่ชั้นบนเหรอ’

    ‘เล่นไพ่? ไม่ได้ลงมาดูหนังกับพวกเธอเหรอ’

    ฉินฟั่งคิดว่าเฉินหวั่นคงกลับไปด้วยความโมโห วันหลังเลี่ยงไม่พ้นต้องแบกหนามขอขมาจึงไม่ได้ติดใจอะไร หลังบอกลา เพิ่งออกจากประตูคฤหาสน์ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากอีกด้านหนึ่งของคฤหาสน์

    เด็กสาวคนหนึ่งซึ่งเดินไปด้านหลังพบว่ามีอะไรบางอย่างลอยคว่ำอยู่ในสระน้ำจึงโน้มตัวดูด้วยความใคร่รู้ และถือโอกาสเปิดไฟข้างสระ มองดูเพียงครั้งเดียวเธอก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

    นั่นคือเฉินหวั่นที่จมน้ำตายในสระ

    ต่อมาตำรวจมาสืบสวนและสรุปว่าเธอลื่นตกน้ำหลังดื่มจนเมา เป็นการจมน้ำตายด้วยอุบัติเหตุ คนนอกฟังแล้วก็ว่าเด็กสาวโชคไม่ดี สวรรค์ต้องการพรากชีวิตเธอ วันนั้นในคฤหาสน์มีคนตั้งกลุ่มใหญ่ขนาดนั้น แต่ครึ่งหนึ่งเล่นไพ่อีกครึ่งดูหนัง เสียงดังโหวกเหวกอย่างกับตลาดจึงไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเธอ

    ว่ากันว่าตั้งแต่จมน้ำจนเสียชีวิตใช้เวลาแค่สี่ถึงหกนาที ในไม่กี่ร้อยวินาทีสั้นๆ นั้นเฉินหวั่นจะสิ้นหวังมากเพียงใดนะ

    ฉินฟั่งคุกเข่าร้องไห้ข้างสระจนเสียงแหบแห้ง พวกตานจื้อกังต่างฉุดเขาไม่ขึ้น จากนั้นบิดาของเฉินหวั่นก็มา หลังเงื้อมือตบเขาสิบกว่าทีก็ถูกพวกเพื่อนๆ ลากออกไป ฉินฟั่งโงนเงนลุกขึ้น เลือดกำเดาไหลเปรอะไปทั่วคาง หยาดโลหิตหยดลงไปในสระน้ำกระเพื่อมออกเป็นวง งดงามราวดอกไม้บาน

    ไม่ได้คิดถึงเฉินหวั่นนานมากแล้ว ยังนึกว่าเวลาที่ไหลผ่านไปจะบรรเทาความเจ็บปวดให้เบาบางลง ยามนี้จึงรู้ว่าเรื่องบางเรื่องไม่อาจก้าวข้ามไปได้ชั่วนิรันดร์ ยามปกติมันจะนอนเงียบสงบ และจะหัวเราะเยาะยืดยาวแค่ในยามที่คุณขมขื่นปวดร้าวที่สุด

    ฉินฟั่งขดตัวอยู่ในป่า เหม่อมองพระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นๆ จนกระทั่งร่างกายมอบความทรมานอันยากทานทนยิ่งกว่าอีกอย่างให้เขา

    ความหิวโหย

    บางคนอาจไม่เห็นด้วย ความทรมานทางกายจะเจ็บปวดกว่าความทรมานทางใจได้ยังไง และคิดว่าการกล่าวเช่นนี้ทั้งหยาบและไร้ศิลปะเกินไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์เราก็เป็นสัตว์ในด้านสรีระ พวกที่ร้องโวยวายว่าความทรมานทางจิตใจนั้นยากทนรับยิ่งกว่ามักคือคนกินอิ่ม คนอย่างป๋ออี๋กับชูฉีที่ยอมอดตายแต่ไม่กินข้าวราชวงศ์โจวก็มีเช่นกัน แม้ในกระแสธารประวัติศาสตร์อันยาวนานจะแหวกว่ายโผล่มาอยู่แค่สองคนก็ตามที

    ฉินฟั่งข่มความหิวเดินไปทางหนางเชียน ถนนสองข้างทางค่อยๆ มีคนเดินถนน ยิ่งคนมากขึ้นเขาก็ยิ่งเครียด ก้มหน้าก้มตาซื้อซาลาเปาด้านนอกร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะกำลังรอเจ้าของร้านหยิบใส่ถุง ทันใดนั้นด้านข้างก็มีคนร้องตะโกนว่า ‘เฮ้!’

    อาจจะไม่ได้กำลังเรียกเขา ทว่าสำหรับคนตื่นกลัวอย่างฉินฟั่ง ปฏิกิริยาตอบสนองแรกก็คือ พลาดอีกแล้วรึ

    เส้นประสาททั่วร่างพลันหดเกร็ง เขารีบหมุนตัววิ่งโดยไม่สนว่าคนที่เรียกตนคือใคร และเพราะลนลานไม่ดูทางจึงปะทะเข้ากับรถเข็นซึ่งเข็นมาจนทั้งร่างล้มคะมำลงบนพื้น เจ้าของรถเข็นรีบดึงไหล่เขา แต่ดันมือลื่นไปรั้งผ้าพันคอซึ่งคลุมใบหน้าเขาลง

    แสงอาทิตย์ส่องกระทบใบหน้าเขา ฉินฟั่งรู้สึกว่าตัวเองจบสิ้นแล้ว เขากรีดร้องกลิ้งไปบนพื้นราวเสียสติ สองมือพยายามปิดหน้าสุดชีวิต ผู้คนมากมายล้อมวงมองดูเขา กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนคนนี้ป่วยรึเปล่า โรคลมบ้าหมูกำเริบรึ

    คราวนี้ฉินฟั่งถึงตระหนักได้ว่าเหตุการณ์อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง เขารีบถอดถุงมือออก แล้วก็เห็นมือซึ่งไม่ต่างจากคนธรรมดาของตน จากนั้นก็เอื้อมมือไปลูบคลำใบหน้าตัวเองและลูบเจอผิวหนัง กล้ามเนื้อซึ่งมีความยืดหยุ่นกับกระดูกแข็งข้างใต้

    ไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นเพราะกลับมาหนางเชียนงั้นเหรอ

    ฉินฟั่งทำการทดลอง เขาซื้อกระจกแล้วเลือกเดินออกจากหนางเชียนในทิศทางตรงข้ามกับก่อนหน้านี้อย่างช้าๆ เดินไปได้ระยะหนึ่งก็หยิบกระจกออกมามองใบหน้าตัวเอง

    ที่แท้การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นทีละขั้น

    แรกสุดทุกอย่างยังเหมือนปกติ จนสีหน้าค่อยๆ หมองลง ผิวขาดความมันวาว ตำแหน่งของกล้ามเนื้อบางส่วนหดเกร็งกะทันหัน เกิดจ้ำเลือด เนื้อหย่อนคล้อย รูปร่างเหมือนโครงกระดูก…ครั้งนี้ฉินฟั่งเดินออกมาไกลกว่าครั้งก่อน จนกระทั่งลำคอคล้ายถูกคนรัดแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็หายใจไม่ออก

    ฉินฟั่งยืนหัวเราะฮ่าๆ เสียงดังอยู่ตรงจุดวิกฤต เขานึกถึงวงเวียนที่เคยวาดสมัยมัธยม ตอนนี้ตัวเขาเหมือนถูกขังอยู่ในวงกลมที่วาดไว้เหลือเกิน ไม่อาจเดินออกจากด้านในสามร้อยหกสิบองศา ทั้งจากทิศเหนือใต้ออกตกของเส้นโค้งนั้นได้ชั่วนิรันดร์

    หัวเราะเสร็จก็หันกลับไปมองเทือกเขาซึ่งอยู่ไกลลิบ เค้าโครงสิ่งปลูกสร้างในอำเภอหนางเชียนปรากฏเลือนราง เขารู้ว่าศูนย์กลางของวงกลมนั้นไม่ใช่หนางเชียน

    แต่เป็นซือเถิง

     

    ฉินฟั่งกลับมายังโรงแรมอีกครั้ง

    โทรทัศน์ถูกเปิดทิ้งไว้ ทว่าบนโซฟากลับปราศจากคน เสียงน้ำซ่าๆ ดังมาจากห้องอาบน้ำ ซือเถิงคงจะกำลังอาบน้ำอยู่ เขาเดินเข้าไปมองใกล้ๆ บนโต๊ะน้ำชามีบะหมี่ถ้วยวางอยู่ถ้วยหนึ่ง ฝาของมันเปิดอยู่ ไม่รู้ตั้งไว้นานแค่ไหนแล้ว บะหมี่ครึ่งถ้วยเลยอืดเต็มพาให้รู้สึกไม่เจริญอาหาร

    กินทั้งเช้า เที่ยง เย็น คิดว่าคงจะกินจนเอียนแล้ว

    ฉินฟั่งนั่งรอเธอบนโซฟา ถือโอกาสเรียบเรียงบทสนทนาที่อีกเดี๋ยวจะพูด เนื่องจากคำพูดของลั่วหลงเอ๋อร์จย่าทำเขาโกรธจนไฟแทบลุกไปทั้งร่างถึงขั้นอยากขึ้นมาถีบประตูคว่ำโต๊ะอย่างยิ่ง แต่ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันได้ทะเลาะ ตนก็ได้แต่ต้องกลืนไฟโกรธซึ่งเตรียมปะทุกลับลงไปก่อน

    ประตูห้องอาบน้ำส่งเสียงดัง ซือเถิงออกมาแล้ว

    เธอสวมชุดคลุมอาบน้ำผ้าขนหนูสีขาวของโรงแรม สายรัดเอวที่ผูกไว้ทำให้เอวดูเพรียวบางยิ่ง เส้นผมเปียกชื้นยาวสยายเหยียดตรงถึงบั้นเอว ปลายเส้นผมสีดำขลับยังมีน้ำหยด เธอกำลังหยิบผ้าขนหนูเช็ดมันจึงเอียงคอเล็กน้อยเผยให้เห็นลาดไหล่ขาวผ่องราวหิมะ งดงามอย่างยิ่ง

    ฉินฟั่งผุดลุกขึ้นทันที “ซือเถิง…”

    “ชู่!”

    ทันใดนั้นซือเถิงก็ทำท่าให้เขาหยุดพูด เธอเดินเข้ามาหยิบรีโมตเร่งเสียงโทรทัศน์ขึ้น

    เป็นการรายงานสภาพอากาศเขตท่องเที่ยวของช่องเสฉวน น้ำเสียงผู้ประกาศข่าวกล่าวดังเป็นจังหวะจะโคนสูงต่ำรื่นหู “ทัศนียภาพสุดลูกหูลูกตา ทิวทัศน์งามล้ำมากมาย ยินดีต้อนรับสู่การรายงานสภาพอากาศเขตท่องเที่ยว…ภูเขาเอ๋อเหมยช่วงเช้ามีแดดออกช่วงบ่ายมีเมฆมาก อุณหภูมิติดลบสองถึงเจ็ดองศา ภูเขาเล่อซานมีเมฆมาก อุณหภูมิสี่ถึงแปดองศา ในเมืองสภาพอากาศแจ่มใส อุณหภูมิสองถึงเก้าองศา…”

    หลายครั้งที่คิดอ้าปาก ซือเถิงก็จะโบกมือว่าอย่ากวนอยู่ร่ำไป การศึกษาที่ดีทำให้ฉินฟั่งไม่มีนิสัยขัดจังหวะผู้อื่นอย่างหยาบคาย เขาข่มกลั้นอารมณ์ฟังผู้ประกาศข่าวรายงานสภาพอากาศของสถานที่ท่องเที่ยวในมณฑล จนกระทั่งซือเถิงปิดโทรทัศน์ พูดเสียงเบาว่าสภาพอากาศไม่เลว

    “ซือเถิง…”

    “กลับมาแล้วเหรอ”

    ซือเถิงทำท่าให้เขาถอยไปหน่อย จากนั้นก็นั่งเช็ดผมบนโซฟา พร้อมถือโอกาสทิ้งบะหมี่ถ้วยใส่ถังขยะด้านข้าง เนื่องจากมีน้ำซุปเต็มถ้วย ตอนตกลงไปจึงมีเสียงดังทึบ ฉินฟั่งถามโดยอัตโนมัติว่า “ไม่กินแล้ว?”

    “ฉันไม่จำเป็นต้องกิน”

    ฉินฟั่งนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “เธอไม่มีวันหิว?”

    “ไม่มี”

    “งั้นเธอ…”

    เขาชี้บะหมี่ถ้วยในถังขยะอย่างไม่รู้ควรว่ายังไง เธอไม่ต้องกินแต่ก็ยังซื้อมาถ้วยแล้วถ้วยเล่า แถมยังมีคุกกี้อีก

    ซือเถิงกลับเข้าใจ “ถ้าไม่กินข้าวเลยจะไม่ยิ่งประหลาดกว่าเหรอ ผู้คนรอบข้างล้วนเป็นมนุษย์ ฉันก็ต้องทำให้คนอื่นคิดว่าฉันเป็นมนุษย์สิ”

    เข้าใจล่ะ เธอแค่แสร้งทำเป็นหิวได้กระหายเป็น เลียนแบบละเอียดรอบคอบ แนบเนียนสมจริง นานวันไปผู้อื่นก็จะมองเธอเป็นนาง ก. ข. ค. ง. ที่อยู่ข้างตัว ไม่มีใครจ้องเธอพลางบอกว่า ‘ดูสิ นี่คือปีศาจที่ไม่ต้องกินข้าว’

    ไม่จำเป็นต้องโอภาปราศรัยกับเธออีก ฉินฟั่งจึงเอ่ยถามคำถามที่อยากถามมาตลอด “เธอรู้แต่แรกแล้วว่าฉันต้องกลับมา?”

    “อืม”

    “งั้นทำไมไม่บอกฉัน”

    ซือเถิงโยนผ้าขนหนูที่เช็ดผมลงบนโต๊ะน้ำชา จากนั้นก็พิงไปที่โซฟาด้านหลัง ทั้งที่เห็นอยู่ว่าเธอเป็นคนที่นั่งอยู่ ทว่ายามที่สายตาเหลือบมองมาอย่างเย็นชา อุณหภูมิรอบด้านก็คล้ายจะต่ำลงหลายองศา

    “มีวิธีไหนทำให้จำขึ้นใจยิ่งกว่าได้สัมผัสด้วยตัวเองอีกเหรอ”

    จำขึ้นใจ?

    ฉินฟั่งแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง หลายวันที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตยังไง ตื่นตระหนกหวาดกลัวเหมือนสุนัขเสียบ้าน อารมณ์แปรปรวนรุนแรงอย่างกับคนบ้า แค่เพื่อให้ ‘จำขึ้นใจ’ ?

    ฉินฟั่งหัวเราะฮ่าๆ เสียงดังลั่น “ขึ้นใจ แน่นอนล่ะว่าต้องขึ้นใจ ฉันโคตรจำขึ้นใจเลย!”

    การให้เกียรติเพศหญิง ความเป็นสุภาพบุรุษอะไรนั่นทิ้งไปให้หมด เรื่องพวกนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานการสนทนากับ ‘มนุษย์’ แต่คนที่อยู่ตรงหน้านี้เดิมทีก็ไม่ใช่มนุษย์ แล้วยังจะต้องเกรงใจอะไรเธออีก

    “ซือเถิง เธออย่าได้สำคัญตัวผิดนักเลย ปีศาจเจ๋งนักเหรอ ขอบอกเลยว่าต่อให้ทั้งโลกจะกลัวเธอ ฉันก็ไม่กลัว ยังไงก็แค่ตาย ใช่ว่าจะไม่เคยตายมาก่อน เธอเล่นสนุกมากเลยสิ จำขึ้นใจเหรอ พอกันที!”

    ฉินฟั่งถีบโต๊ะน้ำชาจนเคลื่อนแล้วตวัดมองซือเถิงอย่างเกลียดชังก่อนสะบัดหน้าเดินไป ซือเถิงตบมือดังแปะ แปะ แปะอยู่ด้านหลัง เพียงสามครั้งไม่มากเกินหรือน้อยไป แล้วเอ่ยว่า “มีศักดิ์ศรีดี แต่เรื่องที่ฉันชอบทำที่สุดก็คือบดขยี้ศักดิ์ศรีคน”

    ฉินฟั่งกัดฟันกรอด นี่เรียกพูดจาภาษาคนมั้ย

    “นายชื่ออะไรนะ”

    ฉินฟั่งใช้เวลาสองวินาทีเต็มถึงตระหนักได้ว่าซือเถิงกำลังพูดกับเขา คุยกันอยู่ครึ่งค่อนวันกระทั่งชื่อเขายังจำไม่ได้ ฉินฟั่งโกรธจัด อยากกระแหนะกระแหนเธอแรงๆ สักประโยค แต่ก็รู้สึกว่าภาษามนุษย์นั้นเบาเกินไป

    “ฉินฟั่ง”

    “อ่อ ฉินฟั่ง งั้นฉันขอบอกนายว่าหากคิดตามฉันมา ฉันก็จะตั้งกฎให้นาย”

    ฉินฟั่งจ้องมองเธอ ผู้หญิงคนนี้หูหนวกรึไง เขาเพิ่งจะพูดจาหนักแน่นยาวเหยียดตั้งขนาดนั้นเธอไม่ได้ยินรึ ตามเธอไป? ใครอยากตามเธอกัน

    “ข้อแรก ตอนนี้นายไปจากฉันไม่ได้ ไม่ใช่ฉันไปจากนายไม่ได้ นายคือคนที่ต้องการไอปีศาจของฉัน ก่อนที่นายจะบอกว่าไม่อยากตามฉันมา ลองคิดดูก่อนว่าฉันยินดีให้นายตามมาหรือไม่ ฉันหล่อเลี้ยงชีวิตนาย นี่คือคุณค่าที่ฉันมีต่อนาย แล้วนายมีค่าอะไรต่อฉันล่ะ”

    ฉินฟั่งคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ซือเถิงใช้นิ้วชี้ข้างขมับตัวเอง “ให้เวลานายห้านาที ลองคิดดูว่าที่ฉันพูดมีเหตุผลหรือเปล่า คิดดีแล้วค่อยว่ากันต่อ”

    พูดจบเธอก็ไม่สนใจเขา กลับห้องอาบน้ำไปเป่าผม เสียงวี้ๆ ของอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กเสมือนปีกเล็กๆ มากมายกำลังกระพืออยู่ในหู ฉินฟั่งยืนตะลึงอึ้ง ฉับพลันนั้นก็รู้สึกว่าคำพูดที่ซือเถิงว่าใช่จะไม่มีเหตุผล

    เรื่องเขาไปจากซือเถิงไม่ได้ไม่ใช่เรื่องที่ซือเถิงทำขึ้นหรือควบคุมได้ แต่การต่อชีวิตด้วยไอปีศาจนั้นเป็นเรื่องจริงที่แน่นอน ในตอนนั้นการแลกเปลี่ยนระหว่างเลือดของเขากับไอปีศาจของซือเถิงกระตุ้นการอยู่รอดของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อเวลาผ่านพ้น สถานการณ์ก็แปรเปลี่ยน ณ ตอนนี้เวลานี้เขาไม่มีค่าอะไรกับซือเถิงอย่างแท้จริง

    แผ่นหลังฉินฟั่งหนาวเยือกขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อซือเถิงออกมา ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้เบนสายตาหลบ

    “เข้าใจแล้ว? งั้นก็ดี ฉันจะพูดต่อ ข้อสอง นายมีสองตัวเลือก ตามฉันมาหรือไม่ตาม ถ้าอยากตามฉันมาก็ต้องฟังที่ฉันสั่งให้ไปทำ ฉันอารมณ์ร้าย ชอบให้คนอื่นเคารพเกรงใจฉัน แล้วก็ชอบคนมีไหวพริบว่องไว แค่ส่งสายตาครั้งเดียวนายก็ต้องรู้ว่าควรทำยังไง เข้าใจมั้ย”

    เข้าใจ…จะไม่เข้าใจได้ยังไงล่ะ

    ฉินฟั่งข่มความโกรธ “ไม่ตามไปจะเป็นยังไง”

    “ถ้าไม่ตาม นายก็ออกจากประตูไปตอนนี้ เลือกเดินไปตามใจสักทาง พอเดินไม่ไหวแล้วก็ขุดหลุมตรงนั้นแล้วลงไปนอน ทุกคนแยกจากกันด้วยดี ฉันมีหลายเรื่องต้องทำ คงไม่ได้ไปจุดธูปให้นาย”

    ฉินฟั่งลอบตอบกลับอยู่ในใจ ไม่ต้องให้เธอมาจุดธูปให้แปดเปื้อนหนทางเวียนว่ายตายเกิดฉันหรอก

    “ข้อสาม…”

    “ข้อสองฉันยังไม่ได้คิดให้ดี” ฉินฟั่งขัดจังหวะแบบไร้ซึ่งความเกรงใจยิ่ง “เมื่อกี้ยังให้ห้านาทีเลยไม่ใช่รึ”

    “ใช้ภาษาสุภาพ ต้องพูดว่าคุณซือเถิง ผมยังไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน โปรดให้เวลาเพิ่มห้านาทีด้วยครับ”

    ฉินฟั่งถลึงตาจ้องซือเถิงหนึ่งนาทีเต็ม ตามนุษย์เบิกตาจ้องต่อเนื่องได้ไม่นาน ฝืนได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องหลับตาพัก กลับเป็นซือเถิงที่เหมือนเป็นหุ่นขี้ผึ้งของแท้หนึ่งตัว เธอยืนนิ่งไม่ขยับ ตาไม่กะพริบ มองตรงเข้ามาในตาเขา

    ขืนยังจ้องตอบเธอต่อไปคาดว่าเขาคงตาบอดแน่ ฉินฟั่งกุมตา พรูลมหายใจยาวเหยียด “คุณซือเถิง เชิญคุณกล่าวต่อ”

    ซือเถิงยื่นมือมา “เอาบุหรี่มามวนหนึ่ง”

    “ฉันไม่สูบบุหรี่”

    ซือเถิงยังคงมองเขา ไม่มีความคิดจะลดมือลง ฉินฟั่งจึงนึกประโยค ‘แค่ส่งสายตาครั้งเดียวนายก็ต้องรู้ว่าควรทำยังไง’ ขึ้นมาได้ ลูกผู้ชายยืดได้หดได้ ฉินฟั่งไม่รีบร้อนในคราวนี้ เขากัดฟันกรอด “ขออภัยคุณซือเถิง ผมจะไปซื้อเดี๋ยวนี้”

    ในโรงแรมมีแต่บุหรี่ไม่มียี่ห้อ ในเมื่อซือเถิงจะสูบบุหรี่ ทั้งยังเคยเอ่ยถึงเซี่ยงไฮ้ คาดว่าสมัยนั้นคงสูบบุหรี่นอกหรือซิการ์เป็นหลัก เขายังคิดว่าเธอจะเรื่องมาก ใครจะรู้ว่าเธอจะรับไปเมียงมองดู “ฉันสูบบุหรี่ไม่ได้”

    ฉินฟั่งเพิ่งจะจุดไฟแช็ก “ไม่ได้? แต่เธอก็ยังซื้อ?”

    ซือเถิงระบายยิ้มลึกลับไม่แย้มพราย เธอยื่นบุหรี่เข้าไปจุด เขม้นมองครู่หนึ่ง ยกก้นกรองขึ้นจ่อตรงปาก

    ทีแรกฉินฟั่งยังมองดูเธอ แต่มองไปมองมา เขาก็หน้าเปลี่ยนสี

    เปลวไฟค่อยๆ ลามเลียขึ้นมาจากร่างซือเถิง ต้นเพลิงเต้นเร่าแนบชิดติดผิวกาย เส้นผม นัยน์ตา มือสองข้าง ท้ายที่สุดก็แทบมองเห็นได้เพียงเค้าร่างเธอท่ามกลางการบดบังของเปลวเพลิง ผืนพรมค่อยๆ ไหม้เกรียม กลิ่นไหม้แสบจมูกแผ่กำจาย เสียงแห้งแตกลั่นเปรี๊ยะปร๊ะดังขึ้นตามลำดับ ฉินฟั่งถูกสถานการณ์ไฟลุกไหม้บีบให้ถอยกรูดหลายก้าว เขาร้องลั่น “หยุด แบบนี้ไฟจะไหม้เอานะ!”

    ไม่มีการตอบรับ เปลวไฟที่ลามเลียพลันพลุ่งขึ้น ไม่มีเครื่องเรือนชิ้นไหนโชคดีรอดพ้น ไม่นานนักกระจกหน้าต่างก็แตกดังเพล้ง เสียงผู้คนตื่นตระหนกดังแว่วมาจากระเบียงทางเดิน ฉินฟั่งสำลักพลางเดินไปทางประตู ลูกบิดประตูร้อนแทบไหม้ เขาดึงปกเสื้อปิดปากกับจมูก ถีบประตูห้องอย่างแรงหลายครั้ง ด้านนอกมีคนได้ยินเสียงด้านในจึงร้องลั่น “ด้านในมีคน ยังมีคน!”

    บานประตูถูกคนข้างนอกถีบเปิด ฉินฟั่งซวนเซพุ่งออกไป ควันไฟหนาแทบลอยออกมาพร้อมเขา บีบจนคนด้านนอกไอโขลกไม่หยุด ฉินฟั่งเห็นลั่วหลงเอ๋อร์จย่าหิ้วถังดับเพลิงพร้อมบีบหัวฉีดฉีดพ่นไปทั่วอยู่เลือนราง เขาพ่นพลางตะเบ็งเสียงตะโกนว่า “ด้านบนยังมีคนมั้ย! รีบลงไป! ลงไปเร็ว!”

    สถานการณ์เพลิงไหม้ยังไม่สงบลง และโหมไหม้แรงขึ้นเรื่อยๆ ราวมีมังกรเพลิงกำลังเลื้อยวนแลบเลียไปรอบชั้น ในที่สุดรถดับเพลิงก็มาถึง ท่ามกลางเสียงโหวกเหวก สายน้ำสองสายก็กดต้นเพลิงเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ไว้ได้ในความมืดมิดยามราตรี

    ตอนนี้ฉินฟั่งถึงรู้สึกมือเท้าอ่อนปวกเปียก เขาถูกกลุ่มคนซึ่งมุงดูความวุ่นวายผลักไปรอบนอก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พลันมองเห็นซือเถิง

    ไม่รู้ว่าเธอลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอยืนอยู่ตรงมุมมืดห่างไปไม่ไกลเพียงลำพัง สงบนิ่งจนออกจะไม่เข้าพวกในเหตุการณ์เพลิงไหม้อันเอะอะวุ่นวาย

    สมองฉินฟั่งระเบิดตูม เขาแทบกระโจนเข้าไปคำรามเสียงต่ำใส่เธอว่า ‘สมองมีปัญหารึไง! เธอทำเกินไปแล้ว อาจมีคนตายได้นะ!’

    “ข้อสาม…”

    ฉินฟั่งไม่อยากเชื่อ ในเวลาแบบนี้เธอยังมาเอ่ยถึงข้อสามกับเขา?

    “ข้อสาม ช่วยจำไว้ว่าฉันเป็นปีศาจ ไม่ถูกผูกมัดด้วยกรอบศีลธรรมหรือข้อกำหนดกฎหมายใดๆ” มุมปากซือเถิงค่อยๆ ผลิรอยยิ้มเย็นชา “ทำเกินไป? เดิมทีนี่ก็คือเรื่องที่ปีศาจทำ ในสายตาพวกนายปีศาจคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ด่าทอและหวาดกลัวไม่ใช่รึ ฉันไม่ต้องการให้ใครชอบหรือเคารพเลื่อมใส ฉันชอบให้ผู้คนหวาดกลัวฉัน แค่กลัวฉันก็พอแล้ว”

     

    เหตุการณ์อัคคีภัยนี้ค่อนข้างซับซ้อน เดิมเปลวเพลิงไหม้ลามจากในห้องฉินฟั่ง ต่อให้เขารับผิดชอบไม่ไหวก็ต้องรับผิดชอบ กระนั้นเรื่องโชคดีคือไม่อาจตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ได้ มันไม่ใช่การวางเพลิงของมนุษย์ และไม่ใช่ชาร์จไฟเกินกำหนดหรือสายวงจรเก่า การซื้อบุหรี่กับจุดไฟแช็กบนตึกคือข้อสงสัยใหญ่ แต่ลั่วหลงเอ๋อร์จย่าได้ช่วยแก้ต่างแทนว่าเขาขึ้นชั้นบนไปไม่ถึงสองนาทีไฟก็ไหม้แล้ว ทั้งยังไหม้ลามไปหลายห้อง ต่อให้ราดน้ำมันเบนซินก็ไม่มีทางไหม้เร็วขนาดนั้นหรอก

    เขาจึงพ้นจากการถูกสงสัยชั่วคราว จากนั้นก็ให้ข้อมูลส่วนตัวไว้ เพื่อให้ความร่วมมือในการ ‘สอบถาม’ ทุกเมื่อที่ต้องการ

    เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการสอบสวน ท้องฟ้าก็สว่างรำไร แขกส่วนใหญ่ถูกย้ายไปยังโรงแรมจินหม่าซึ่งอยู่ไม่ไกล ตอนฉินฟั่งเร่งมาถึง ทุกคนก็กินข้าวเช้าอยู่ที่ห้องอาหารชั้นหนึ่ง แต่ละคนหน้าตามอมแมม นอกชุดนอนคลุมด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ้ายที่โรงแรมจัดหาให้ ทุกคนต่างอ่อนล้าหมดแรง ยกเว้น…ซือเถิง

    ห้องอาหารมีขนาดใหญ่มาก คนอื่นๆ ล้วนเลือกนั่งลงตรงที่นั่งชิดมุม มีแค่เธอที่นั่งตรงกลาง ทั้งที่สวมเสื้อนวมบุผ้าฝ้ายเก่าๆ สีเขียวทหาร แต่กลับชวนให้รู้สึกคล้ายว่าชุดที่เธอสวมอยู่นั้นคือชุดหลุยส์วิตตองรุ่นลิมิเต็ด

    ใครหลายคนจ้องมองเธอ โดยเฉพาะพวกพนักงานเสิร์ฟหญิงในห้องอาหาร ในดวงตาคล้ายส่องประกายด้วยความอิจฉาชื่นชม ตอนเดินผ่านฉินฟั่งได้ยินพวกเธอกำลังพูดว่า “ดูเท้าเธอสิว่าขาวขนาดไหน”

    ขาวแล้วมีประโยชน์อะไร ใจน่ะดำ!

    ฉินฟั่งไม่รู้สึกอยากอาหาร เขาลากเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามซือเถิง เมื่อเผชิญหน้ากับซือเถิงอีกครั้งหลังผ่านเหตุการณ์เมื่อคืนวานก็รู้สึกสับสนอย่างยิ่ง มีทั้งเกลียดชังและจนใจ อยากทิ้งทุกอย่างเดินออกไปให้จบเรื่อง แต่ก็รู้สึกว่าไม่คุ้มค่า ตายดีไม่สู้ดื้อมีชีวิตอยู่ จะจ่ายชีวิตที่สองซึ่งได้มาไม่ง่ายเพื่อความขุ่นเคืองชั่วครู่ชั่วยามหรือ

    “ฉินฟั่ง นายมีความฝันอะไรรึเปล่า”

    เธอคุยกับเขา? ฉินฟั่งยังนึกว่าตัวเองฟังผิดไป หัวข้อสนทนาที่ไม่ใกล้กับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างความฝัน ไม่คล้ายหัวข้อที่ปีศาจอารมณ์แปรปรวนเข้าใจยากจะพูดคุย หรือจะมีความนัยในคำพูด อาศัยหัวข้อสั่งสอนเขา?

    ฉินฟั่งระแวงเล็กน้อย “ความฝันอะไร”

    “คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก็ต้องมีเป้าหมาย มีอนาคตที่เสาะหา กระทั่งเด็กประถมยังเขียนเรียงความ ‘ความฝันของฉัน’ เลย ความฝันของนายคืออะไร”

    ฉินฟั่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ความฝันของฉันคือการไม่เคยพาอันมั่นมาหนางเชียน”

    ตอนนั้นเขาเพียงเกิดความคิดเพ้อเจ้อ รู้สึกว่าการรักษาสัญญาอันห่างไกลเป็นเรื่องสง่าผ่าเผยและโรแมนติกคู่ควรให้คุยโอ้อวด รู้สึกว่าชีวิตจืดชืด ต้องทำเรื่องแบบบอกจะไปก็ไปสักเรื่องสองเรื่อง ตอนนี้จึงรู้จักเสียใจ เดินทางไกลมาคุกเข่าคำนับ ทว่าสิ่งที่โขกหายไปกลับเป็นศีรษะตนเอง

    “เรื่องนี้ไม่นับ นมวัวหกไปแล้วเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ นี่เรียกว่าฝันเฟื่อง ไม่ใช่ความฝัน”

    เรียกว่าฝันเฟื่อง ถ้าเป็นแค่ความฝันเฟื่องจริงก็ดีสิ พอตื่นจากฝันก็ยังมีโอกาสกลับคำ

    ฉินฟั่งหัวเราะเยาะตัวเอง ถามซือเถิงว่า “ความฝันคือเรื่องที่ต้องเป็นจริงได้รึไง”

    “ต้องเป็นจริง แต่ไม่ใช่ง่ายดายเพียงนั้น”

    ฉินฟั่งยิ้มขมขื่น “งั้นก็ไม่มีแล้ว”

    “ไม่มีแล้ว?”

    “ไม่มี” เธอแกล้งถามทั้งที่รู้สินะ สภาพอย่างเขานี้ยังจะมีสิทธิ์หรือมีอารมณ์สุนทรีย์มาคุยเรื่องความฝัน? ฉินฟั่งพลันรู้สึกโกรธ เขาเอนพิงพนักเก้าอี้ ประสานสายตากับซือเถิง กดเสียงลงต่ำกล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “อย่างฉันไม่เรียกความฝัน เรียกฝันเฟื่อง ฉันอยากหายใจได้อย่างอิสระ มีชีวิตอยู่ห่างจากเธอได้ กลับไปเป็นมนุษย์ใหม่อีกครั้ง ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อย่างสุนัข เป็นได้มั้ยล่ะ เป็นได้มั้ย”

    พูดจบอารมณ์เขาก็ยิ่งพลุ่งพล่าน สองมือยันโต๊ะลุกขึ้นยืน เส้นเลือดดำบนหลังมือปูดโปน เสียงพูดคุยรอบด้านดังแว่วเลือนราง มีคนคุยโทรศัพท์ บ่นเรื่องเพลิงไหม้เฮงซวยเมื่อวาน มีคนซักถามหุ้นตนอย่างเป็นห่วงว่า แดงทั้งกระดานรึเปล่า หุ้นขึ้นรึยัง

    สรรพเสียงต่างๆ บิดเป็นเกลียวมุดลอดเข้ามาในหู ยิ่งสะท้อนความโศกเศร้าสิ้นหวังของเขา เขาเองก็อยากเป็นเหมือนพวกนั้น แล้วเป็นได้หรือเปล่าล่ะ

    ซือเถิงหยิบกระดาษทิชชูด้านข้างขึ้นซับมุมปาก ดึงชุดคลุมทหารซึ่งไหลตกลงไปตรงไหล่พร้อมถือโอกาสปัดปกเสื้อขนสัตว์ เอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า “ได้สิ”

    ฉินฟั่งไม่อาจเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ได้สิ’ สองคำนี้ได้ในทีแรก เขายืนอยู่แบบนั้น ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้อยู่ตลอด จนกระทั่งพนักงานโรงแรมเดินเข้ามา เขาถึงนั่งลงโดยซ่อนอาการใจเต้นแรงเอาไว้

    เขาฟังผิดไปรึเปล่า เธอบอกว่า ‘ได้สิ’

    พนักงานต้อนรับตรงเคาน์เตอร์จัดเตรียมห้องให้ลูกค้าผู้ย้ายมา ลูกค้าผู้มีคีย์การ์ดห้องทยอยกลับห้อง พอถึงฉินฟั่ง พนักงานก็ส่งคีย์การ์ดใบหนึ่งให้พลางขอโทษว่า “ต้องขอประทานโทษด้วยค่ะ เนื่องจากห้องพักไม่เพียงพอ ลูกค้ายังไม่คืนห้อง กรุณานั่งรอที่ห้องอาหาร หลังเที่ยงจึงจะเข้าห้องได้”

    ฉินฟั่งรับคีย์การ์ดมาและใช้แก้วทับไว้ น้ำที่เหลือในแก้วกระเพื่อมไหว หมายเลขห้องซึ่งสะท้อนลอดออกมาจากก้นแก้วบูดเบี้ยวแปลกประหลาด…หมายเลขหนึ่งแปดแปด

    เขาอดทนรอให้พนักงานเดินไปไกลจึงค่อยถามซือเถิงเสียงสั่น “ฉันต้องทำยังไง”

    “ยาอายุวัฒนะของนักพรตเต๋า ในนิยายชอบกล่าวถึงความสามารถของปีศาจเกินจริง พลิกแม่น้ำคว่ำทะเล ลักวันเปลี่ยนอาทิตย์อะไรล้วนเป็นเรื่องโกหก สิ่งที่มีค่าที่สุดของปีศาจคือไอปีศาจ และก็เป็นเพียงอย่างเดียวที่ทำให้มนุษย์ฟื้นคืนจากความตายได้ ในบันทึกนิยายปรัมปราของพวกนายก็มีบันทึกไว้ เช่นปีศาจได้รับบุญจากมนุษย์จึงคายยาอายุวัฒนะออกมาช่วยคน…ปีศาจไม่มียาอายุวัฒนะในร่าง นั่นเป็นของนักพรตเต๋า สิ่งที่ใช้ช่วยคนมีแค่ไอปีศาจเท่านั้น”

    บันทึกนิยายปรัมปรา? ดูเหมือนมี ‘เรื่องประหลาดจากห้องหนังสือ’ ‘บันทึกไท่ผิงกวง’ และ ‘ปกิณกะโหย่วหยาง’ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเร้นลับ เช่นเรื่องนางไป๋ซู่เจินดื่มเหล้าสยงหวงจึงเผยร่างจริง ทำให้สวี่เซียนตกใจตายที่ทุกคนรู้จักกันดี ในหนังสือเล่าว่านางไปขโมยหญ้าเซียนมาช่วยสามี…หรือบางทีสุดท้ายสิ่งที่ช่วยสวี่เซียนอาจเป็นไอปีศาจของงูขาว

    “สถานการณ์ของนายความจริงก็ยังไม่เคยมี และไม่น่าจะมีด้วย”

    ฉินฟั่งใจแป้วทันใด คำว่า ‘ได้สิ’ ก่อนหน้าประหนึ่งถ้อยคำประกาศิต และข้อยกเว้นตอนนี้ก็ทำให้เขาหนาวเยือกไปทั้งร่างในพริบตา ราวกับผู้ป่วยเป็นโรครักษาไม่หายฟังคำแนะนำของแพทย์ ทุกถ้อยคำของซือเถิงทำให้เขาขึ้นสวรรค์หรือลงนรกได้ในทันใด

    ซือเถิงโน้มร่างมาด้านหน้า กลอกนัยน์ตาเล็กน้อย ทั้งที่กำลังยิ้มแต่ดวงตากลับวาววับด้วยความร้ายกาจโหดเหี้ยม “รู้มั้ยว่าทำไม”

    ริมฝีปากฉินฟั่งแห้งผาก “ทำไม”

    “เพราะว่าฉันเป็น…”

    ทันใดนั้นเธอก็หยุดพูด เอื้อมมือคว่ำแก้วน้ำด้านหน้าฉินฟั่งซึ่งเหลืออยู่ครึ่งแก้ว แตะนิ้วลงในน้ำแล้วเขียนตัวอักษรสองตัวบนโต๊ะไม้

    ซือเถิงเขียนเป็นแต่จีนตัวเต็ม แต่อักษรสองตัวนี้จะเป็นจีนตัวเต็มหรือจีนตัวย่อก็ไม่ได้ต่างกัน

     

    ‘ครึ่งปีศาจ’

     

    “นายเห็นแล้วว่าฉันคลานออกมาจากหลุมสภาพไหน มีคนคนหนึ่งรีดเลือดฉันจนแห้ง ต้องการชีวิตฉัน เถาวัลย์ทั้งสามแท่งผนึกฉันไว้เจ็ดสิบเจ็ดปี มาถึงตอนนี้มีหรือจะยังกล้าหน้าด้านเรียกตัวเองว่าปีศาจอีก กระทั่งคำว่า ‘ครึ่ง’ คำนี้ยังแค่หลอกตัวเองหลอกคนอื่น กล่าวกันว่าเส้นผมคือส่วนที่เหลือของเลือด ฟันคือส่วนที่เหลือจากกระดูก ฉันคือผู้ถูกอาศัยอย่างกระดูกและเลือด นายคือผู้อาศัยหรือกาฝากอย่างฟันและเส้นผม ฉันขาดทั้งเลือดและไอปีศาจ นายจะสุขสบายใจได้ยังไง”

    แม้ผ่านการอัดกรอกด้วยภาษาพูดทั่วไปจากโทรทัศน์ติดกันหลายวัน แต่ยามที่ซือเถิงพูดก็ยังติดนิสัยออกเสียงถูกต้องชัดเจนแบบสาวงามในอดีต ฟังมากเข้าเขาก็คล้ายจะเกิดภาพหลอน คิดว่าอีกหน่อยก็จะเข้าสู่ยุคสมัยยิ่งใหญ่ซึ่งโทนสีมืดหม่น มีแป้งชาดกลิ่นหอม เสื้อคลุมยาวและเสื้อกั๊กจีนคู่กับชุดกี่เพ้าและชุดตะวันตก ตำราภาษาจีนโบราณและพู่กันวางอยู่ถัดจากหนังสือภาษาตะวันตกและปากกา

    ตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับเปิดเพลงไว้ เสียงเพลงเดี๋ยวดังเดี๋ยวแผ่วเบาผสานไปกับเสียงแหลมยาวบาดหูของคลื่นไฟฟ้า ฉินฟั่งพลันได้สติกลับมา ‘ครึ่งปีศาจ’ สองคำนั้นเดิมทีก็เป็นหยดน้ำบางจึงใกล้จะแห้งไประหว่างเหม่อ เสมือนความลับซึ่งค่อยๆ เลือนหายไม่อาจกล่าวถึง

    “งั้น…ความฝันของเธอคืออะไร”

    “กลับไปเป็นปีศาจใหม่อีกครั้ง”

    ฉินฟั่งไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง เขาหันหน้ามองไปอีกด้านของห้องอาหาร บริเวณนั้นมีกระจกบานใหญ่ตั้งตรงกับถนน

    ตอนนี้ไม่เช้าแล้ว บนถนนจึงมีคนเดินไปมาขวักไขว่ มีรถรามากมาย รถสามล้อส่งเสียงดังครึ่กๆ รถมอเตอร์ไซค์ห้อตะบึงเสียงดังบรื้นๆ รถยนต์ส่วนบุคคลขับไปอย่างมั่นคงเชื่องช้า ไกลออกไปอีกหน่อยคือป้ายภาษาจีนและทิเบตสีต่างๆ เขียนด้วยตัวบรรจงสวยงามหลากสีสัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ประกอบเป็นโลกโลกิยะอันเรียบง่ายซึ่งเมื่อก่อนสมัยเขามีชีวิตคุ้นเคยจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่หลังตายยากจะได้สัมผัสอีก

    ขอเพียงเธอกลับเป็นปีศาจได้ เขาก็มีความหวังว่าจะกลับเป็นมนุษย์ได้อีกครั้งใช่มั้ย

    “ถ้าเธออยากกลับเป็นปีศาจอีกครั้ง มีอะไรที่ฉันช่วยได้มั้ย”

    การช่วยเหลือซือเถิงก็คือกำลังช่วยเหลือตนเอง ถึงจะต้องเชื่อฟังคำสั่งเธออย่างนอบน้อมไร้ศักดิ์ศรี แต่ขอแค่ไม่ใช่ชั่วชีวิตก็ต้องมีวันที่ได้เงยหน้าอ้าปากแน่นอน

    “ห้าเรื่อง”

    “ห้าเรื่องไหน”

    ซือเถิงยื่นมือซ้ายออกมา งอนิ้วโป้งเข้าหาฝ่ามือก่อน “เรื่องแรก ต้องพยายามเข้าใจพวกนายให้มากที่สุด เวลาเจ็ดสิบเจ็ดปี โลกใบนี้กลายเป็นแบบไหน อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ต้องเข้าใจกฎอะไร…หากต้องการทำการให้สำเร็จก็ต้องดูสถานการณ์ก่อน ฉันพอเข้าใจหลักสัจธรรมนี้อยู่” ทั้งยังเอ่ยอีกว่า “ไม่ใช่ว่ารายการโทรทัศน์ทุกรายการจะควรค่าแก่การรับชม แต่ก็ยังมีประโยชน์มาก”

    ฉินฟั่งใจเต้นตึก ตอนนั้นเธอถามว่าทำยังไงถึงจะเข้าใจสังคมปัจจุบันได้เร็วที่สุด ตัวเขาจึงให้เธอดูโทรทัศน์แบบขอไปที ยังคิดไปว่าเธอกำลังฆ่าเวลายามเบื่อหน่าย…ที่แท้ตั้งแต่ตอนนั้นเธอก็กำลังทำความเข้าใจ แยกแยะ ทดลอง และยอมรับ ที่แท้ก้าวแรกก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น

    ไม่ให้เสียเวลาเปล่าสักนาทีสักวินาทีจริงๆ

    “เรื่องที่สองล่ะ”

    ซือเถิงงอนิ้วชี้เข้าหาฝ่ามือ “จะลงแรงทำเองทุกเรื่องจะเสียเวลาเกินไป มีบางเรื่องต้องให้คนอื่นไปทำ คนคนนี้ต้องเชื่อใจได้เต็มร้อย สั่งให้ทำก็ทำ สั่งให้หยุดก็หยุด ยอมรับฐานะฉันและรักษาความลับของฉัน”

    เข้าใจแล้ว

    ฉินฟั่งถามตรงไปตรงมา “เป็นฉันได้มั้ย”

    “หากมีตัวเลือกอื่น ฉันก็ไม่อยากใช้นาย”

    ฉินฟั่งรู้สึกเหมือนตนเองถูกตบหน้าดังเพียะ แก้มซ้ายขวาเห่อร้อนขึ้นมาพร้อมกัน แต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งหลังตรงแสร้งทำท่าทางสงบนิ่งไม่หวั่นไหว

    “ว่ากันตามตรง ฉันอยากได้ทาสผู้ซื่อสัตย์สักคน แบบที่มีสมองมีความสามารถมีความคิด ในใจมีแต่เจ้านายไม่มีตัวเอง แต่คนแบบนี้หายาก ทั้งยังต้องเปลืองเวลาสั่งสอน ฉันไม่มีเวลา หากไปหาส่งเดช สู้เลือกนายดีกว่า”

    แน่นอนว่าต้องสู้เขาไม่ได้ รุ่งก็รุ่งด้วยกัน ล่มก็ล่มพร้อมกัน ไม่มีใครอยากช่วยซือเถิงกลับเป็นปีศาจมากไปกว่าเขาแล้ว

    ฉินฟั่งถามอีกรอบ “เป็นฉันได้มั้ย”

    “ลองดูก็แล้วกัน”

    งั้นก็ผ่านแล้ว หลายวันในหนางเชียน ห้าเรื่องก็สำเร็จลุล่วงไปแล้วสอง

    “งั้นเรื่องที่สามล่ะ”

     

    ในเวลาเดียวกันเหยียนฝูรุ่ยก็พาหว่าฝางไปกินหม้อไฟที่ร้านแห่งหนึ่งข้างสถานีรถเหล่าหนานเหมินในเมืองหรงเฉิง หว่าฝางก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยเสียงดังซู้ดๆ ทว่าเหยียนฝูรุ่ยไม่มีกะจิตกะใจกิน เขาชะเง้อคอมองไปยังทางออกของสถานี รถโดยสารทางไกลคันหนึ่งขับเข้ามา ตามด้วยอีกคัน ผู้คนมากมายหอบกระเป๋าน้อยใหญ่เบียดออกจากประตูเสียงดังจ้อกแจ้ก แต่ไม่มีคนที่เขากำลังรอคนนั้น

    เขาถอนหายใจครู่หนึ่งก่อนเอื้อมมือไปหยิบสมุดร้อยเชือกแบบจีนซึ่งหน้ากระดาษกลายเป็นสีเหลืองออกมาจากกระเป๋า พลิกไปยังหน้าที่หลายวันนี้ใกล้จะถูกเขาพลิกจนเปื่อย แล้วเหม่อมองตัวหนังสือหลายบรรทัดบนนั้น

     

    ‘ซือเถิง กลายร่างเป็นปีศาจที่ซีหนานในปี 1910 ร่างเดิมคือต้นวิสทีเรียสีขาวที่เรียกกันทั่วไปว่าต้นกุ่ยสั่ว มีพิษ ชำนาญการรัด นิสัยชั่วร้าย ฆ่าพวกเดียวกัน จึงได้ชื่อว่าปีศาจนักฆ่า โดดเด่นเป็นหนึ่งไม่มีสอง ยามเจอศัตรูไม่เคยพ่ายแพ้ พวกปีศาจต่างโกรธแค้น นักพรตเต๋าต่างหวาดกลัว โชคดีที่ปี 1946 นักพรตชิวซานได้ปราบและสังหารซือเถิงที่เซี่ยงไฮ้ กรีดเลือดเธอ เผาศพเป็นเถ้าถ่าน ขจัดภัยร้ายนี้ไปชั่วนิรันดร์’

     

    ซือเถิงอยากไปภูเขาชิงเฉิง

    ถึงฉินฟั่งไม่เคยไปที่นั่นก็รู้ว่าภูเขาชิงเฉิงเป็นภูเขาขึ้นชื่อเรื่องลัทธิเต๋าในประเทศ สามก้าวเจอนักพรตสิบก้าวเจออารามเต๋า หากเป็นปีศาจทั่วไปเกรงว่าคงหวาดกลัวเขาลูกนี้จนหลบเลี่ยงแทบไม่ทัน…

    แม้มีความสงสัยอัดแน่นเต็มอกแต่เขาก็หาตั๋วเครื่องบินด้วยมือถือโดยไม่ได้ถามซ้ำอีก ให้ดีที่สุดคือบินจากเมืองหลวงมณฑลไปยังเมืองหรงเฉิง เอกสารสำคัญของอันมั่นล้วนอยู่ที่เขา ภาพถ่ายบนบัตรต่างจากตัวจริงมาก ซือเถิงน่าจะใช้บัตรอันมั่นแอบอ้างผ่านด่านไปได้ ประเด็นสำคัญคือจองเวลาไหน จะพักอยู่ที่หนางเชียนอีกคืนรึเปล่า…

    ซือเถิงตอบ “ไม่ต้อง ยิ่งเร็วยิ่งดี” ทั้งยังบอกว่า “คงมีบางคนคงกำลังจะใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี ฉันต้องทำให้พวกเขารู้ว่าใครบางคนกลับมาแล้ว”

    เอ่ยถึงคำสุดท้าย มุมปากปลายคิ้วก็ปรากฏรอยยิ้ม นับแต่ฉินฟั่งเจอเธอมา เป็นครั้งแรกที่เห็นเธออารมณ์ดีขนาดนี้ เธอเอ่ยว่า “พอคิดว่าจากนี้ไปจะมีใครหลายคนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะฉัน ความรู้สึกนี้ช่าง…ตื่นเต้นเสียจริง”

    ต่อมตื่นเต้นของปีศาจช่างชวนให้เข้าใจยาก ฉินฟั่งจนคำพูดจะเอ่ยตอบ หยุดชะงักไปครู่ก็พูดว่า “งั้นฉันเอาคีย์การ์ดห้องไปคืนก่อนค่อยออกไปติดต่อรถ ดีที่สุดคือออกจากหนางเชียนในวันนี้” ระหว่างลุกเขาก็ถามเธออีกว่า “ให้ซื้อเสื้อผ้าให้เธอเปลี่ยนก่อนมั้ย”

    “ไม่ต้อง ไม่หนาว”

    ยังคงหลงตัวเองสุดๆ ใครกลัวเธอหนาวกัน ฉินฟั่งใกล้จะถูกทำให้โมโหแล้ว เขาชี้เสื้อคลุมอาบน้ำห่มด้วยชุดคลุมทหารของซือเถิง “พวกเราไม่มีใครแต่งตัวแบบนี้”

    “ฉันชอบ นายมีปัญหา?”

    “…ไม่มี”

    ฉินฟั่งตระหนักได้ว่าตัวเขาต้องซึมซับบทเรียนจากประสบการณ์ไปพร้อมกับการขัดเกลาอย่างต่อเนื่องของซือเถิง วันหลังต่อให้เธอเทินถังไว้บนศีรษะสวมกระสอบไว้บนร่าง ตนก็จะไม่พูดอะไรแม้แต่ครึ่งคำ

     

    ตอนฉินฟั่งไปคืนคีย์การ์ดห้อง พนักงานตรงเคาน์เตอร์ยังนึกว่าเขารอจนหงุดหงิด ละล่ำละลักอธิบายว่า “คุณผู้ชายคะ แขกห้องหมายเลขหนึ่งแปดแปดเพิ่งคืนห้อง พวกเราจะรีบจัดการทำความสะอาดห้องพักทันที แค่เดี๋ยวเดียว”

    เธอว่าพลางชี้คล้ายบอกใบ้ไปทางชายผู้รอคืนห้องด้านข้าง คนคนนั้นไว้หนวดเคราเต็มหน้า หน้าตาดูดุร้ายหลายส่วน ฉินฟั่งคลี่ยิ้มอธิบายว่ามีเรื่องด่วนจริงๆ จึงไม่เข้าพักแล้ว

    นี่นับว่าชักดาบ พนักงานจึงไม่พอใจมาก เธอบ่นงึมงำใส่แผ่นหลังที่เดินจากไปของฉินฟั่ง ชายไว้หนวดเคราหงุดหงิดมาก เขาเร่งเธอด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก “ให้มันเร็วหน่อย!”

    จากนั้นก็หันหน้าไปพูดกับเพื่อนสองคนซึ่งเดินลงมาจากชั้นบนว่า “กินข้าวแล้วค่อยไป”

     

    ซือเถิงมองปราดเดียวก็รู้ว่าสามคนที่เพิ่งเข้ามาในห้องอาหารไม่ชอบมาพากล ไม่ใช่เพราะชายไว้หนวดเคราหน้าตาดุดันกับเพื่อนผู้มีแววตาชอบกล แต่เป็นเพราะคนตัวเล็กผอมบางสวมหมวกแก๊ปซึ่งมาด้วยกันกับพวกเขา

    คนคนนั้นจงใจก้มศีรษะลงต่ำอยู่ตลอด ค่อนข้างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เสื้อผ้าซึ่งสวมอยู่บนร่างชวนให้รู้สึกหลวมโพรกอย่างประหลาด กินข้าวแบบหวาดหวั่นและเหมือนเครื่องจักร ประโยชน์ของหมวกแก๊ปน่าจะไว้ซ่อนเส้นผม แต่ก็ยังมีเส้นผมหลายเส้นไหลออกมาจากปีกหมวกแบบดื้อด้าน

    นี่คือผู้หญิงที่เปลี่ยนการแต่งตัว เธอคล้ายถูกบังคับข่มขู่เลยต้องซ่อนเร้นปิดบังกลัวว่าจะเผยเบาะแส…ซือเถิงระบายยิ้ม พลันรู้สึกว่าเรื่องราวบนโลกนี้ช่างน่าสนใจและน่าพิศวงเสียจริง นั่งอยู่ในห้องอาหารเดียวกัน ห่างไปแค่ไม่กี่โต๊ะ ภายนอกล้วนเป็นแขกผู้มากินอาหาร แต่ใครล่ะจะรู้ว่าตัวเธอมีความลับว่าเธอคือ…ปีศาจ

    พริบตานั้นเธอก็ใจลอย ยามได้สติกลับมาก็พบว่าชายไว้หนวดเคราคนนั้นกำลังจ้องมองเธออย่างเย็นชา แววมุ่งร้ายและข่มขู่ในสายตาเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพูด เพื่อนเขาคล้ายจะสังเกตเห็นเช่นกันจึงเงยหน้าตวัดสายตามองซือเถิงแบบดุร้าย

    ซือเถิงไม่พูดไม่จา ขนตาสั่นระริก หลุบสายตาลงต่ำ ท่าทางคล้ายไม่อยากหาเรื่อง ชายไว้หนวดเคราค่อนข้างพอใจ กำลังคิดจะสั่งให้เพื่อนเตรียมออกเดินทาง ทว่าทันทีที่สายตาปราดไปเห็น สีหน้าก็พลันแข็งทื่อ

    ซือเถิงคลี่ยิ้มแล้วช้อนตามองเขา พร้อมกันนั้นก็ค่อยๆ ยื่นมือไปปาดตรงคอ

    เพื่อนของชายไว้หนวดก็เห็นแล้ว เขากำลังจะผุดลุกแต่แขนพลันถูกดึงไว้ ชายไว้หนวดเครายังคงจ้องมองซือเถิงอยู่ แล้วพูดด้วยสีหน้าสงบนิ่งอย่างประหลาด “ไปกันเถอะ”

     

    จนกระทั่งขึ้นไปนั่งบนรถ ชายคนนั้นก็ยังอารมณ์เสียไม่หาย เขาทุบกำปั้นลงบนพวงมาลัยรถอย่างแรง และกระชากหมวกแก๊ปจากศีรษะผู้หญิงที่นั่งเบาะหลังมาสวมเอง เส้นผมยาวซึ่งม้วนไว้ของผู้หญิงคนนั้นคลายลงมา ร่างถูกกระชากจนโงนเงนอยู่สองสามครั้ง เธอเกาะด้านหลังเบาะไว้ไม่กล้าส่งเสียง

    ชายหมวกแก๊ปพูดด้วยความโกรธ “แม่งเอ๊ย! นายกลัวเธอเรอะ ก็แค่ผู้หญิงคนเดียว นายโตมาจากการกินมังสวิรัติรึไง”

    ชายไว้หนวดมองเขาอย่างเย็นชา จากนั้นก็มองผู้หญิงผ่านกระจกมองหลัง “อันมั่น เธอก็เห็นแล้ว ลองบอกเขาสิว่าทำไมฉันถึงทนไว้”

    อันมั่นลังเลเล็กน้อย เธอลอบมองดูชายสวมหมวกแก๊ป รีรอหลายครั้งก็พูดตะกุกตะกัก “ผู้หญิงคนนั้นแต่งตัวแบบนั้น ทั้งยังอยู่คนเดียว เธอต้องยังมีเพื่อนร่วมทางแน่”

    ชายไว้หนวดร้องอืมด้วยความพอใจ “แล้วไงอีก”

    พอได้รับคำอนุญาตจากชายไว้หนวด อันมั่นก็ใจกล้าขึ้นอีกนิด “พี่ฉีกับคุณเป็นคนร่างสูงใหญ่กำยำ ดูรับมือยาก คนทั่วไปย่อมรู้ว่าไม่ควรตอแย อีกอย่างคุณแค่เตือนเธอด้วยสายตา ไม่ได้ทำอะไรอีก เธอยังกล้าทำมือแบบนั้น น่าจะร้ายกาจมาก บางทีอาจมีที่มา…”

    โจวว่านตงตบศีรษะชายใส่หมวกแก๊ป “ได้ยินรึยัง ผู้หญิงอย่างอันมั่นยังรู้มากกว่านายเลย ฉันเคยบอกแต่แรกแล้วว่าที่นี่คนดีคนเลวปะปนกัน สมองต้องเหมือนสายธนูขึงตึง ระวังแล้วระวังอีก ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นของแข็งก็ได้…บนเส้นทางหากินนายต้องจำไว้ประโยคหนึ่งว่ามีคนโหดเหี้ยมกว่าอยู่เสมอ บางครั้งการทำเป็นกลัวก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ในยามคับขันมันช่วยชีวิตนายได้ นายเคยเห็นใครชั่วร้ายจนถึงที่สุดมั้ย นั่นต้องไม่ใช่คนแล้ว แต่เป็นภูตผีปีศาจ”

    สีหน้าชายสวมหมวกแก๊ปแปรเปลี่ยนไปมา คำพูดหลายประโยคหลังล้วนฟังไม่เข้าหู มีแค่ประโยค ‘ผู้หญิงอย่างอันมั่นยังรู้มากกว่านายเลย’ ที่ทิ่มแทงเข้าในใจ เขามองอันมั่นด้วยสายตาเยียบเย็น เอ่ยว่า “พี่โจว ลงจากรถ มีเรื่องต้องคุยกัน”

    โจวว่านตงตามเขาลงจากรถ ชายสวมหมวกแก๊ปเดินห่างจากรถไปเล็กน้อย แล้วยื่นบุหรี่มวนหนึ่งให้โจวว่านตงพลางเบนสายตาไปยังรถ พูดแบบแฝงนัยล้ำลึกว่า “พี่โจว ระวังไว้หน่อยนะ ถ้าจะบอกว่าผู้หญิงในห้องอาหารคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ยัยนี่…ก็ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมันเหมือนกัน”

     

    เหยียนฝูรุ่ยตั้งหน้าตั้งตาคอยจนสหายนักพรตผู้มาจากอารามไป๋อวิ๋นแห่งเขาอู่ตังมาถึง เขาแซ่หวัง ชื่อเฉียนคุน อายุประมาณสามสิบกว่า สวมแว่นตา ผูกผมมวยแบบนักพรต สวมชุดผ้าป่านผูกขากับรองเท้าผ้าป่าน สะพายเป้สีดำ นักท่องเที่ยวหลายคนบนรถบัสกลับเขาชิงเฉิงมองเขาอย่างสนใจใคร่รู้ นักพรตหวังไม่แม้แต่ชายตามอง จดจ่ออยู่กับการอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษในมือ บางครั้งยังออกเสียงท่องในใจ

    A-P-P-L-E apple แอปเปิ้ล I have an apple…

    หว่าฝางดึงเหยียนฝูรุ่ย “อาจารย์ เขาอ่านไหรอยู่น่ะ”

    เหยียนฝูรุ่ยโกรธมาก นักพรตจากเขาอู่ตังเรียนภาษาอังกฤษแล้ว แต่หว่าฝางกลับยังพูดภาษาถิ่นอยู่ ต่างกันเกินไปจริงๆ เขาดุหว่าฝาง “ต่อไปให้พูดจีนกลางกับฉัน!”

     

    เหยียนฝูรุ่ยฉวยโอกาสตอนหวังเฉียนคุนอ่านหนังสือจนเพลียชวนคุยตีสนิท “นักพรตเต๋าของเขาอู่ตังต้องเรียนภาษาอังกฤษด้วย?”

    หวังเฉียนคุนพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “แน่นอน เขาอู่ตังของพวกเราเป็นภูเขามีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมลัทธิเต๋าในประเทศ ทุกปีมีสหายต่างชาติมุ่งหน้ามาเยี่ยมชมอารามมากมาย นี่เป็นโอกาสดีที่สุดในการเผยแผ่วัฒนธรรมลัทธิเต๋าสู่โลก คุณรู้จักอารามไป๋อวิ๋นของเมืองเยี่ยนจิงมั้ย ที่นั่นมีนักพรตคนหนึ่งชื่อเถียนเฉิงหยาง หลายปีก่อนเขาเรียนภาษาสเปน ตอนนี้ไปบรรยายเผยแผ่ลัทธิเต๋าอยู่ที่บาร์เซโลน่า เป็นความภาคภูมิใจของพวกเราสหายนักพรต”

    เหยียนฝูรุ่ยรู้สึกดูถูกตัวเองขึ้นมาวูบหนึ่ง คิดว่าตนเองติดตามอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักเต๋าตั้งแต่ยังเล็ก แต่สุดท้ายกลับไม่รู้จักนักพรตแม้สักคน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการช่วยเผยแผ่ลัทธิเต๋าไปในโลก ช่างผิดต่อไท่ซั่งเหล่าจวินและอวี้หวงต้าตี้โดยแท้

    กระนั้นเรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องกระทำทันที เขาถามหยั่งเชิงหวังเฉียนคุนว่า “งั้นจดหมายที่ฉันเขียนให้เจ้าอารามผู้เฒ่า…”

    สีหน้าหวังเฉียนคุนเคร่งขรึมยิ่งขึ้น “คุณหมายถึงนักพรตผู้เฒ่าหลี่เจิ้งหยวน?”

    เหยียนฝูรุ่ยรีบพยักหน้า “ใช่ เขานั่นแหละ”

    “เขาคืออาจารย์ปู่ฉัน ถึงแก่กรรมไปนานหลายปีแล้ว”

    เหยียนฝูรุ่ยนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เรื่องนี้เขาเองก็คาดเอาไว้แล้ว อาจารย์ชิวซานล่วงลับไปหลายปี ในเมื่อนักพรตหลี่เจิ้งหยวนเป็นสหายสนิทเขา นับแล้วอายุก็น่าจะไม่ต่างกันมาก แต่ดีที่นักพรตหลี่ยังมีผู้สืบทอด

    ในอกเหยียนฝูรุ่ยอัดแน่นด้วยความหวัง “เช่นนั้นปีศาจตนนี้…นักพรตหวังจะเป็นผู้ปราบใช่หรือไม่”

    หวังเฉียนคุนมองเหยียนฝูรุ่ยคล้ายเห็นผี เหยียนฝูรุ่ยถูกเขามองจนขนลุกชันไปทั้งร่างและเริ่มรู้สึกผิดปกติ

    หรือนักพรตหวังเฉียนคุนคนนี้ไม่ได้มากำจัดปีศาจขจัดมาร

    หวังเฉียนคุนอธิบายกับเหยียนฝูรุ่ยว่าเขามาคราวนี้ความจริงคือมาแลกเปลี่ยนความรู้ที่เขาชิงเฉิง ก่อนเดินทางเขาได้รับจดหมายที่เหยียนฝูรุ่ยส่งมา พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องเขาแกะและอ่านต่อๆ กันมาโดยมองเป็นเรื่องขำขัน เดิมทีตัวเขาเองก็ไม่คิดสนใจ แต่เมื่อพิจารณาถึงมิตรภาพเก่าก่อนระหว่างนักพรตชิวซานกับอาจารย์ปู่ตน ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ ก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธ หลังลังเลซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังติดต่อกลับ

    สังคมปัจจุบันนี้เป็นสังคมนิยม ประเทศชาติให้ความสำคัญกับการพัฒนาความปรองดองของศาสนา ศาสนาไม่ได้เท่ากับความเชื่องมงายเช่นในสมัยศักดินา ปีศาจคือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เป็นผลิตผลจากจิตสำนึกอันโง่เขลาของผู้คนและความเชื่องช้าในการพัฒนาวิทยาการของสมัยโบราณ ขนาดการคืนชีพมนุษย์ยังเป็นโจทย์ยากที่วงการวิทยาศาสตร์คลี่คลายไม่ได้ นับประสาอะไรกับปีศาจฟื้นคืนชีพ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นปีศาจที่ตายไปแล้วหกสิบเจ็ดสิบปี จู่ๆ จะฟื้นคืนชีพได้หรือ

    ส่วนสำหรับเรื่องสมุดร้อยเชือกซึ่งพบหลังอารามเล็กพังถล่ม กล่าวว่าปี 1910 มีปีศาจนามซือเถิงปรากฏตัวขึ้นและบอกว่าเมื่อปีศาจตนนี้ฟื้นคืนชีพแล้ววัดจะถล่มอะไรนั่น…สมัยนักพรตชิวซานยังมีชีวิตอยู่เป็นคนรักงานวรรณกรรมใช่หรือไม่ บางทีนี่อาจจะเป็นแค่ต้นฉบับลายมือของนิยายที่เขาเขียนก็ได้

    สุดท้ายเขาก็ถามเหยียนฝูรุ่ยอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่าช่วงนี้เจอปัญหาเรื่องการรื้อถอนที่จนกดดันมากไปรึเปล่า พร้อมทั้งแนะนำให้เขาไปตรวจที่แผนกจิตเวชในโรงพยาบาล ถ้าหากชีวิตว่างเปล่าไม่มีเรื่องมุ่งหวังก็ลองเจียดเวลาว่างมาเรียนภาษาอังกฤษ เบนความสนใจไปที่การท่องเที่ยวในมหาสมุทรแห่งความรู้ดูได้

     

    รถแล่นมาถึงสถานี นักพรตหวังเฉียนคุนโบกมือลาเหยียนฝูรุ่ย กระชับสายกระเป๋า ก่อนก้าวไปสู่เส้นทาง ‘มุ่งหน้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ยังเขาชิงเฉิง’ ที่กล่าวไว้ตอนแรก

    เหยียนฝูรุ่ยเหม่อมองแผ่นหลังหวังเฉียนคุนทิ้งห่างออกไปไกล หว่าฝางกระตุกเสื้อเขาถามว่า “อาจารย์ ตอนนี้พวกเราจะไปไหนกันครับ”

    เหยียนฝูรุ่ยไม่ได้รีบกลับบ้าน เขาพาหว่าฝางไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ต จากนั้นก็ซื้อมีดหั่นผักเงาวับมาเล่มหนึ่ง

    เขาไม่รู้ว่าโลกใบนี้มีปีศาจหรือไม่ แต่นักพรตชิวซานมีบุญคุณเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนเขามา ยังไงก็ไม่ควรสงสัยอาจารย์ ปีศาจโหดเหี้ยมอำมหิตแบบนี้ ทั้งยังเคยถูกอาจารย์ปราบและสังหาร หลังฟื้นคืนชีพต้องมาแก้แค้นแน่นอน…

    เหยียนฝูรุ่ยกำมีดในมือแน่น

    หากซือเถิงกล้ามา เขาก็จะขอสู้ตายกับเธอ!

    แต่ถ้าไม่มา…ยังไงมีดในบ้านก็สมควรเปลี่ยนได้แล้ว

    ตกลงโลกใบนี้มีปีศาจรึเปล่านะ

    เหยียนฝูรุ่ยคิดว่าน่าจะไม่มีล่ะมั้ง แต่คำพูดนี้เขาได้แค่คิดอยู่ในหัว พูดออกมาไม่ได้เด็ดขาด ขืนพูดออกมาจะผิดต่อนักพรตชิวซานผู้เป็นอาจารย์อย่างมาก

    ตอนเหยียนฝูรุ่ยจำความได้ นักพรตชิวซานก็แก่ชรามากแล้ว ทั้งเส้นผมและหนวดเคราต่างเป็นสีเทาแซมขาว แผ่นหลังงองุ้ม ไอตลอดทั้งวัน และมักจะถูกลากออกไปตำหนิติเตียนทุกสามวันห้าวัน ยุวชนนักปฏิวัติถือรองเท้าตบศีรษะและหน้าเขาพร้อมตะคอกแบบโมโหจนหน้าแดงคอแดงว่า ‘ความเชื่องมงายยุคศักดินา! แกยังกล้าพูดว่าแกเคยปราบปีศาจ! มีแค่คนคุมหางเสือผู้ยิ่งใหญ่อย่างพวกเราถึงกวาดล้างภูตผีปีศาจทั้งหมดได้! แกเคยปราบปีศาจ แกก็คือพวกต่อต้านประชาชน ต่อต้านผู้นำ…’

    จากนั้นก็ถูกลงโทษให้ยืนใต้แสงอาทิตย์แผดจ้าและถือไม้กวาดกวาดถนน ร่างกายจึงย่ำแย่ลงเรื่อยๆ พลิกไปมานอนไม่หลับตลอดทั้งคืน ในตอนนั้นเหยียนฝูรุ่ยเด็กกว่าหว่าฝาง แต่ถูกสภาพแวดล้อมบีบให้เป็นผู้ใหญ่ เขาทุบหลังให้ชิวซานพลางเอ่ยว่า ‘อาจารย์ อาจารย์บอกว่าอาจารย์ไม่เคยปราบปีศาจไม่ได้เหรอครับ’

    หลังจากนั้นนักพรตชิวซานก็เข้าสู่ช่วงโพล้เพล้ของชีวิต ตัวสั่นงันงกเดินเหินไม่สะดวก เหยียนฝูรุ่ยไม่ได้กินแม้แต่ข้าว ต้องไปขออาหารบนถนนตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะขอไม่ได้ มีครั้งหนึ่งเขาหิวจัดจึงฉกหมั่นโถวของผู้อื่นวิ่งหนี พอถูกจับได้ก็โดนซ้อมอย่างหนัก ร้องไห้โฮเหมือนจะขาดใจกลับไปบ้าน แต่ก็ยังเอาหมั่นโถวครึ่งลูกที่กำไว้ในมือให้อาจารย์ นักพรตชิวซานหนวดสั่น ถอนหายใจทั้งขอบตาแดงเรื่อ สุดท้ายก็ให้เหยียนฝูรุ่ยช่วยออกไปส่งจดหมายให้เขา

    รออยู่ประมาณสิบกว่าวันยายหวงก็มา อย่ามองว่าเธออายุมาก เท้ายังเดินเหินคล่องแคล่ว จิตใจเองก็เต็มร้อย เหยียนฝูรุ่ยหวนนึกดูก็รู้สึกว่ายายหวงผู้นี้น่าจะเป็นพวกที่เรียกว่า ‘เคยฝึกฝน’ เธอนำโหมวโหมว ผักดองกับตั๋วแลกข้าวแลกน้ำมันมาด้วย และพูดคุยกับนักพรตชิวซานอยู่นาน เหยียนฝูรุ่ยเคี้ยวโหมวโหมวเล่นทรายอยู่ตรงประตู ได้ยินยายหวงถอนหายใจและเอ่ยพูดเสียงแผ่วว่า ‘แต่ก่อนไม่ว่าจะพระสงฆ์ นักพรต หรือคริสตชน ก็ล้วนมีชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบาก แต่ก็ค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว คุณก็ต้องรักษาร่างกายให้ดี ไม่แน่ว่าผ่านไปอีกสองปี ประเทศชาติอาจสร้างศาลาเทียนหวงให้คุณก็ได้’

    นักพรตชิวซานหัวเราะฮึๆ สองครั้ง ‘แก่แล้ว ไม่ได้ใช้หรอก’

    ยายหวงเอ็ดว่า ‘อย่าพูดแบบนี้ ถ้าในอนาคตมีปีศาจก่อหายนะอีกยังต้องพึ่งคุณนะ’

    เหยียนฝูรุ่ยจำได้ว่าครานั้นนักพรตชิวซานนิ่งเงียบไปนานมาก สุดท้ายก็กล่าวว่า ‘เดิมทีปีศาจที่กลายร่างได้บนโลกใบนี้ก็มีไม่กี่ตน หลังซือเถิงก็ไม่น่ามีปีศาจตนไหนทำสำเร็จแล้วล่ะ’

    นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เหยียนฝูรุ่ยได้ยินชื่อซือเถิง เวลานั้นเขายังเด็กจึงไม่คิดว่านี่เป็นชื่อคน ต่อมาตอนยายหวงจะไปก็เอ่ยชื่อนี้กับนักพรตชิวซานอีกครั้ง อาจเป็นเพราะสีหน้าของยายหวงในตอนนั้นจริงจังมาก เหยียนฝูรุ่ยจึงจำเหตุการณ์ได้แม่นยำยิ่ง

    วันนั้นสายฝนตกลงมาปรอยๆ หมอกสีขาวน้ำนมลอยปกคลุมไปทั่วยอดเขา ทางเดินขึ้นเขายังไม่ได้ปูแผ่นหิน เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เฉอะแฉะไปด้วยโคลน ยายหวงมีเรื่องหนักใจ ยามลงไปถึงตีนเขาก็หันกลับมามองนักพรตชิวซานกะทันหัน แล้วกล่าวคำพูดดังต่อไปนี้

    ‘ตามหลักแล้วฉันไม่ควรสงสัย แต่คุณก็รู้ว่าซือเถิงต่างไปจากปีศาจตนอื่น ตอนนั้นสุดท้ายแล้วกระดูกของเธอก็ไม่ไหม้ ฉันไม่สบายใจมาตลอด ไหนจะคำพูดที่เธอพูดไว้ก่อนตาย…’

    นักพรตชิวซานไม่ได้เอ่ยคำใด ถึงขั้นไม่มองยายหวง มือชราที่เต็มไปด้วยริ้วรอยซึ่งกุมไม้เท้าสั่นระริก

    ‘เธอบอกว่าเธอไม่เคยพ่ายแพ้ราบคาบมาก่อน ขอสาบานหนักแน่น หลายปีมานี้ฉันฝันเห็นหน้าเธอหลายครั้ง สายตานั้นชั่วชีวิตนี้ฉันคงไม่มีทางลืมลง คุณไม่รู้สึกว่าแปลกเหรอ ตอนนั้นทั้งที่เธอรู้ว่าต้องตายแน่ ทั้งที่พ่ายแพ้ด้วยมือคุณแล้ว ทำไมยังพูดจาแบบนั้นอีก’

    ยามนั้นนักพรตชิวซานตอบกลับไปว่าอะไรเหยียนฝูรุ่ยก็จำไม่ได้แล้ว เขาจำได้แค่ว่าทันใดนั้นตั๊กแตนก็กระโดดดึ๋งๆ ออกมาจากพุ่มไม้ เขารีบไล่ตามไปจนถึงป่าลึก ครั้นจับปีกตั๊กแตนวิ่งกลับมา ยายหวงก็เดินไปจนมองไม่เห็นแม้แต่แผ่นหลังแล้ว

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายสิบปี ความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนนี้ไม่รู้หลงลืมไว้ที่ใด จนกระทั่งคืนนั้นเมื่อหยิบสมุดร้อยเชือกเก่าแก่เล่มนั้นขึ้นมาจากซากอารามหลังเล็กที่พังถล่มและพลิกดูอย่างลังเลโดยอาศัยแสงจันทร์ ตัวอักษรหลายบรรทัดก็พลันสะท้อนเข้าสู่สายตา

     

    ‘ซือเถิง กลายร่างเป็นปีศาจที่ซีหนานในปี 1910…’

     

    วันเวลาอันสงบสุขผ่านไปเพียงสามวัน

    รุ่งเช้าวันที่สี่ เหยียนฝูรุ่ยก็ถูกเสียงโหวกเหวกของคนที่ออกกำลังกายยามเช้าปลุกให้ตื่น ภูเขาชิงเฉิงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งออกซิเจนตามธรรมชาติจึงมีคนมาออกกำลังกายยามเช้ามากมายเสมอ แต่บริเวณที่เหยียนฝูรุ่ยอาศัยอยู่ไม่ใช่เขตท่องเที่ยว ปกติก็มีคนผ่านไปมาน้อยมากจึงไม่เคยพบเหตุการณ์เสียงคนดังอึกทึกเช่นนี้ เขาซุกตัวฟังอยู่ในผ้าห่มครู่หนึ่ง แล้วก็พบว่ามีเสียงดังแชะคล้ายเสียงมือถือหรือกล้องถ่ายรูป สุดท้ายด้วยความไม่สบายใจ เขาเลยสวมเสื้อผ้าออกไปแบบงัวเงีย ตอนออกจากประตู ตรงหน้ายังพร่ามัว พอยกเท้าก็สะดุดล้ม ฝูงชนระเบิดเสียงหัวเราะครืน มีคนเตือนอย่างหวังดีว่า “ระวังหน่อย ที่นี่เดินยาก”

    เหยียนฝูรุ่ยตื่นเต็มตาแล้ว เขาหมอบอยู่บนพื้น รอบด้านครึกครื้นรื่นเริงขึ้นทุกที มีเพียงเขาที่ตึงเครียดจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก

    คือวิสทีเรีย เถาวิสทีเรีย

    ทั่วทุกที่เต็มไปด้วยรากและกิ่งก้านของต้นวิสทีเรีย พันสลับซ้อนกันประหนึ่งฝูงอสรพิษเหยียดร่าง บ้างก็หนาเท่ากับถ้วยเหล้า บ้างก็เรียวบางเหมือนรากโสม รากทุกรากแผ่ขยายไปทั่วบริเวณ เมื่อสัมผัสถูกต้นไม้ก็กระหวัดพันขึ้นไปทีละรอบคล้ายเจอที่ยึดเหนี่ยว เมื่อขึ้นไปถึงยอดไม้ ดอกวิสทีเรียสีขาวก็ผลิบานห้อยย้อยลงมา ประหนึ่งม่านบุปผชาติสูงตระหง่านห้อยระลงมาจากที่สูง ราวกับมงกุฎดอกไม้ขนาดยักษ์ซึ่งบานออกโดยมีผืนดินเป็นศูนย์กลาง เป็นทัศนียภาพอันงดงามตระการตา มิน่าเล่าผู้คนมากมายถึงได้หยุดเท้ามองดู

    เหยียนฝูรุ่ยใจเต้นกระหน่ำ มองดูเถาวิสทีเรียบนพื้นอีกครั้ง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าทุกเส้นขยับเลื้อยคล้ายมีชีวิต เขาตกใจจนขนทั้งร่างตั้งชัน หวีดร้องกระโจนออกไป ทุกคนหัวเราะครืนขึ้นมาอีกครั้ง หลายคนซึ่งดูท่าทางเป็นพวกปัญญาชนจับช่อดอกไม้ที่ห้อยลงมาพลางเปิดฉากหารือกัน

    “นี่น่าจะเป็นพืชตระกูลปาล์ม ใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นต้นวิสทีเรีย?”

    “เหมือนวิสทีเรียอยู่ วิสทีเรียขาว แต่ส่วนมากวิสทีเรียขาวจะแพร่พันธุ์ในเขตร้อน ไม่ทนหนาว ไม่เคยได้ยินว่าภูเขาชิงเฉิงมีต้นวิสทีเรียนะ”

    “โตเมื่อสองวันก่อนรึเปล่า นี่น่าจะเป็นพืชชนิดใหม่ น่าจะใส่ปุ๋ยเคมี นายดูการเติบโตนี้สิ นี่ต้องอนุรักษ์ไว้ เป็นทิวทัศน์ขนาดใหญ่เลยนะ”

    คนจำนวนมากไม่เข้าใจเรื่องต้นไม้อะไรทั้งนั้น แค่ถ่ายรูปแชะๆๆ ชูสองนิ้วทำท่า ‘เย้’ แล้วเปลี่ยนมุมเซลฟี่พลางทอดถอนใจเป็นระยะว่า “สวยจังเลย สวยเกินไปแล้ว”

    จนใกล้เที่ยงฝูงชนที่มุงดูถึงพากันสลายตัว ต้นวิสทีเรียขาวเจริญงอกงามรวดเร็วเทียบได้กับไดโนเสาร์ฟื้นคืนชีพ แม้มีผู้ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านโทรศัพท์ไปยังกรมป่าไม้ แต่หลังหน่วยงานที่ดูแลตอบกลับมาว่า ‘ทางเราจะติดตามเรื่องนี้ต่อไป’ ก็ไม่มีคำพูดหลังจากนั้นอีก เมื่อเหยียนฝูรุ่ยได้สติกลับจากการใจลอย ก็เหลือเพียงหว่าฝางที่กระโดดไปมาอยู่ท่ามกลางเถาวิสทีเรียบนพื้นด้วยความตื่นเต้น ไม่รู้ว่าเขาเอาปลายเครือไม้ที่ห้อยลงมาสองอันมาผูกเป็นชิงช้าง่ายๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นก็หย่อนก้นนั่งลงแกว่งไปแกว่งมาอย่างร่าเริงสุดขีด

    เหยียนฝูรุ่ยกลับเข้าไปในบ้าน ล้วงมีดหั่นผักที่ซื้อมาใหม่ออกมาจากใต้หมอนมือสั่น ตัวมีดสีเงินยวงสะท้อนสีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวของเขาอยู่เลือนราง วิสทีเรียสีขาวซึ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณงอกมาจากที่ไหนกัน

    เขาเดินไปยังบริเวณที่รากวิสทีเรียพันสลับซับซ้อนที่สุดแล้วเงื้อมีดขึ้นด้วยมือสั่นระริก

     

    เมื่อตานจื้อกังโทรศัพท์มา ฉินฟั่งพูดว่า “รอแป๊บหนึ่ง ฉันจะไปหาที่เงียบๆ รับสาย”

    เหมือนว่าจะไม่มีที่ไหนเงียบสงบ เมื่อเปิดประตูออกมาก็เป็นตลาดกลางคืนอันคึกคัก ทั้งย่างเนื้อแพะเสียบไม้ ขายหม้อไฟหมาล่า หัวกระต่ายเนื้อกระต่าย สุกี้เม่าไช่ และเปาะเปี๊ยะ กลิ่นหอมเผ็ดเค็มต่างโชยมาเต็มที่ ในร้านน้ำชามีไอชาร้อนลอยกรุ่น ห้องเล่นไพ่มีเสียงดังแซ่กๆ ตั้งแถวไพ่คุมเชิงกัน ผู้คนซึ่งต่อคิวตรงร้านค้าแผงลอยพูดจากันไม่กี่ประโยคก็ลากไปคุยเล่นถึงเรื่องสัพเพเหระ หัวเราะเสียงดังฮ่าๆ กันอย่างเบิกบานใจยิ่ง ที่คนโบราณกล่าวว่าตอนเด็กไม่ควรมาเสฉวน ยามแก่ไม่ควรไปจากฉู่ ก็พอมีเหตุผลอยู่หลายส่วน

    ฉินฟั่งเดินยาวไปถึงสองช่วงถนนจึงพบสวนสาธารณะเล็กๆ ที่ค่อนข้างเงียบสงบ เขานั่งลงตรงม้านั่งยาว พูดฮัลโหลใส่มือถือสองครั้ง “ว่ามา”

    ตานจื้อกังลังเลอยู่ครู่ “ฉินฟั่ง นายต้องเตรียมใจไว้นะ”

    “ว่ามาสิ”

    ตานจื้อกังกระแอมให้คอโล่ง คล้ายไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหน “ฉินฟั่ง อยู่ๆ นายก็จะตรวจสอบอันมั่น เธอทำอะไรผิดต่อนายรึเปล่า”

    ฉินฟั่งไม่ปริปาก ตานจื้อกังถอนหายใจอยู่ทางด้านนั้น เขากับฉินฟั่งเล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็กจนโตจึงพอเข้าใจนิสัยเขาอยู่บ้าง รู้ว่าต่อให้ถามต่อก็ไม่มีประโยชน์

    “ข่าวมีเยอะมาก นายต้องเยือกเย็นไว้นะ…ฉันไปสืบข่าวที่มหาวิทยาลัยหางโจวมา คณะนั้นไม่มีคนชื่ออันมั่นสำเร็จการศึกษา ไม่มีแม้แต่คนแซ่อัน หรือก็หมายความว่าโรงเรียนกับประวัติการศึกษาที่เธอบอกนายเป็นเรื่องโกหก พวกเพื่อนๆ เหล่านั้นของเธอปกติก็เข้ากันได้ไม่เลว แต่พอถามดูให้ละเอียดก็ล้วนเพิ่งรู้จักกันปีสองปี ข้างกายอันมั่นไม่มีเพื่อนเก่าที่รู้เรื่องในอดีตของเธอเลย แล้วเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่อันมั่นที่นายบอก ฉันตั้งใจแล่นไปยังอำเภอหลีเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ เบอร์โทรนั้นมีจริงและมีสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่งจริง แต่ฉันสอบถามเพื่อนบ้านมาก่อนแล้ว สามีภรรยาคู่นี้ไม่มีลูกสาว มีแต่ลูกชาย ฉันได้ไปถามถึงบ้านด้วยเหมือนกัน ตอนแรกผู้เฒ่าทั้งสองถึงตายก็ไม่ยอมรับ ต่อมาฉันฟาดด้วยเงิน พวกเขาถึงยอมพูดความจริง ที่แท้พวกเขาก็ทำงานแลกเงิน ปกติจะรับโทรศัพท์แกล้งทำเป็นพ่อแม่ พอถึงตอนสำคัญก็จะสร้างภาพมารับลูกเขยเข้าบ้าน แค่เริ่มก็ตรวจสอบได้มากขนาดนี้แล้ว สรุปได้ประโยคเดียวว่าประวัติของอันมั่นก่อนมาเมืองหางโจวนั้นว่างเปล่าโดยสมบูรณ์ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่เธอแต่งขึ้น ฉันฝากให้เพื่อนในอำเภอหลีสืบข่าวต่อ เว้นแต่ว่าเรื่องบ้านเกิดเธออยู่ที่อำเภอหลีก็เป็นเรื่องโกหกเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นอำเภอเล็กแค่นี้ ต่อให้ต้องถือรูปถ่ายไล่ถามไปทีละบ้านทีละครอบครัว ฉันก็จะขุดเบื้องหลังเธอออกมาให้ได้ นายวางใจเถอะ”

    ในอกตานจื้อกังอัดแน่นไปด้วยความโกรธ รู้สึกว่าพี่น้องตนถูกผู้หญิงซึ่งมีที่มาไม่ชัดเจนหลอกลวง คิดไม่ถึงว่าพฤติกรรมแบบนักต้มตุ๋นบนหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ข้างถนนจะเกิดขึ้นข้างตัวเขา คำพูดคำจาจึงเต็มไปด้วยความเดือดดาลเป็นพิเศษ “บ้าเอ๊ย! ฉันถึงบอกไงว่าจะแต่งเมียหรือหาแฟนภูมิหลังต้องสะอาดรู้เบื้องลึกเบื้องหลัง แฟนจากการจับไพ่แบบนี้เชื่อไม่ได้อย่างที่คิดเลย!”

    ฉินฟั่งกุมมือถือพลางคลี่ยิ้มขมขื่น ยิ้มไปยิ้มมาก็ยิ้มไม่ออกแล้ว ก่อนวางสายเขาพูดประโยคหนึ่งว่า “งั้นลำบากนายแล้ว เอาไว้ค่อยติดต่อกัน”

    เขานั่งแช่อยู่นานมากก่อนลุกขึ้นเดินย้อนกลับไปทางเดิม ข้ามถนนเส้นเล็กแบบจิตใจเหม่อลอย ผ่านแผงลอยซึ่งศีรษะผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดไปทีละร้าน ข้างหูเสียงดังอื้ออึงปานนั้น เขากลับฟังอะไรไม่เข้าหูเลย

    เขานึกถึงคืนนั้นที่พบอันมั่นเป็นครั้งแรก พวกเขากำลังเล่นเกม truth or dare กับพวกเพื่อนๆ เขาผู้ถูกเรียกยอมรับบทลงโทษ เพื่อนผู้คลี่ยิ้มด้วยสีหน้าชั่วร้ายคนหนึ่งหยิบไพ่ออกมาหนึ่งสำรับ ‘ฉินฟั่ง มา จับ’

    เวลานั้นเขาดื่มเข้าไปมากแล้วจึงยิ้มกว้างจับมาหนึ่งใบ โพแดงเจ็ด

    พวกเพื่อนๆ โห่ร้องพลางว่า ‘ฉินฟั่ง โพแดงแทนถึงความรัก คอยจับตามองไว้ตั้งแต่นาทีนี้ นายต้องไปขอเบอร์โทรศัพท์สาวสวยผู้เข้ามาในบาร์เป็นคนที่เจ็ด และต้องพยายามเดตกับเธออย่างน้อยสองวัน!’

    หลังจากนั้นดอกรักของเขากับอันมั่นก็เบ่งบาน โพสต์บอกทุกคนใน Moments วีแชตว่าพวกเขาสองคนเตรียมจะหมั้นหมายกัน ฉินฟั่งยังจำได้ว่าตรงข้อความแสดงความยินดีด้านล่างตานจื้อกังยังทิ้งข้อความไว้ว่า ‘นี่คือเลิฟสตอรี่ที่โพแดงหมายเลขเจ็ดนำมา โชคชะตาลิขิตไว้ ใครจะไปรู้ว่าการจับไพ่วันนั้นของฉินฟั่งคือจับภรรยาที่เตรียมจะแต่งกลับมา’

    วันนี้เขากลับพูดด้วยความโมโหว่า ‘บ้าเอ๊ย! แฟนจากการจับไพ่แบบนี้เชื่อไม่ได้อย่างที่คิดเลย!’

    เวลาเปลี่ยนเหตุการณ์เปลี่ยน ไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังกันมาตั้งแต่เกิด ทำไมการที่คนสองคนซึ่งพบกันโดยบังเอิญ อยากจะปฏิบัติต่อกันอย่างซื่อสัตย์ อยากเข้าใจกันถ่องแท้ถึงได้ยากเย็นเพียงนี้

    ฉินฟั่งผลักเปิดประตูเชื่องช้า

    ในห้องเล็กแคบซึ่งแสงไฟมืดสลัวเป็นสีเหลืองนวล มีโต๊ะซึ่งกองเกลื่อนไปด้วยเศษผ้าไหม สายวัด และชอล์ก กำแพงด้านหนึ่งแยกไว้แขวนชุดกี่เพ้าผ้าไหมซึ่งตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยโดยเฉพาะ ผ้าที่ใช้ตัดล้วนเป็นของดีเลิศ ดูนุ่มลื่นมันวาวใต้แสงไฟ ปักเป็นลวดลายสีสันต่างๆ มีทั้งดอกหงอนไก่ ดอกเบญจมาศ ดอกผีผา ดอกกล้วยไม้ขาว ดอกป็อปปี้ ลดเลี้ยวเกี่ยวพัน ดั่งดวงตาโฉมสะคราญ ประชันความอ่อนหวานน่าหลงใหลกันสุดฤทธิ์

    ไม่ว่ายังไงฉินฟั่งก็นึกไม่ถึงว่าหลังเดินทางไกลนับพันลี้มายังมณฑลฉู่ เรื่องแรกที่ซือเถิงทำคือ…ตัดชุด

     

    ‘สมแล้วที่ภูเขาชิงเฉิงเป็นหนึ่งในสี่ภูเขาขึ้นชื่อเรื่องลัทธิเต๋าของประเทศเรา เป็นถ้ำสวรรค์อันดับที่ห้าในถ้ำสวรรค์ทั้งสิบ มิน่าจางเต้าหลิงถึงได้เลือกแสดงเต๋าที่เขาชิงเฉิงและสำเร็จเป็นเซียนที่นี่ สายหมอกเบาบางยามรุ่งสางงดงามราวกับภาพฝัน จนฉันไม่อาจระงับความตื่นเต้นในใจได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าถ้ำเทียนซือความคิดก็พรั่งพรูมากมาย คิดว่าแม้โลกใบนี้จะผันแปรเปลี่ยนไปมากน้อยเท่าไหร่ แต่เขาชิงเฉิงอันเงียบสงบแห่งนี้ก็ไม่เคยสนใจความอึกทึกวุ่นวาย แบกรับแก่นแท้แห่งลัทธิเต๋าของพวกเราชาวจีนไว้ ทุกอย่างนี้เป็นกำลังใจให้ฉันอย่างแรงกล้า ฉันขอลอบสาบานว่าจะ Keep on going, never give up บนทางแห่งการเผยแผ่การอบรมสั่งสอนเส้นนี้…’

     

    บทความในบล็อกเรียบเรียงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทว่าหวังเฉียนคุนกลับรีรอไม่ยอมกดโพสต์ ยังคงอ่านถ้อยคำอย่างพิถีพิถันในใจอีกรอบ ในฐานะนักพรตผู้ที่ในอนาคตจะไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม บทความของตัวเองเรียกได้ว่าเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ อันดับแรกต้องแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของนักพรตสมัยใหม่ ต้องมีพรสวรรค์ทางด้านอักษร ภาษาต้องสละสลวยลื่นไหล อันดับที่สองต้องเผยแพร่พลังด้านบวกและดีงาม มอบพลังอันเป็นแบบอย่างให้กับพวกพี่น้องผู้มาไม่ได้ จากนั้นก็ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย จะยกย่องเขาชิงเฉิงสูงเกินไปไม่ได้ ทุกคนล้วนอยู่บนภูเขาซึ่งมีชื่อเสียงด้านลัทธิเต๋า ต้องไม่ต่ำต้อยและไม่ทะนงตน นอกจากนี้ผสมภาษาอังกฤษเข้าไปสองประโยคก็ยิ่งยอดเยี่ยม แสดงให้เห็นกระแสค่านิยมยิ่งใหญ่อย่างการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทั่วโลก…

    หวังเฉียนคุนจดจ่อมุ่งมั่นอยู่กับการจ้องหน้าจอ ตอนมือถือดังก็ยังไม่ได้ละสายตา เขาพลันคว้ามือถือขึ้นมาแนบหู

    “ฮัลโหล?”

    เสียงหอบหายใจของเหยียนฝูรุ่ยดังปะปนกับเสียงสตาร์ตเครื่องยนต์ดังวี้ๆๆ บาดหูอยู่ด้านหลัง “นักพรตหวัง! ปีศาจ! ปีศาจ!”

    หวังเฉียนคุนคร้านจะสนใจเหยียนฝูรุ่ยจึงเตรียมวางสายแบบไร้ความเกรงใจ ทว่าพริบตาที่กดแป้นเขาก็เปลี่ยนความคิด

    ระหว่างศึกษาอยู่ที่เขาชิงเฉิง นักพรตผู้มาจากเขาอู่ตังได้ช่วยเหลือนักพรตท้องถิ่นให้เดินออกจากความหลงผิดอันงมงายในยุคศักดินาโดยไม่เห็นแก่ตัว นี่จะเป็นเรื่องราวที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของนักพรตเขาอู่ตังมากขนาดไหน! ทั้งยังสะท้อนให้เห็นอย่างอ้อมๆ ว่าระหว่างที่เขามาแลกเปลี่ยนก็ไม่ได้ยึดติดกับกฎจนไม่รู้จักพลิกแพลง แต่กระตือรือร้นที่จะไปอยู่ท่ามกลางผู้คน เผยแพร่พลังด้านบวก…

    จากนั้นตัวเขาค่อยนำประสบการณ์ช่วงนี้ไปเกลาสำนวนเพิ่มสักหน่อย แล้วโพสต์ลงเว็บอย่างเครือข่ายลัทธิเต๋าแห่งประเทศจีน สมาคมลัทธิเต๋าอู่ตังแห่งประเทศจีน ไม่แน่ว่าอาจถูกสำนักเต๋าเสนอให้ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ต่างประเทศก็ได้…

    จากนั้นครึ่งชั่วโมงความฝันอันสวยสดงดงามทั้งหมดทั้งมวลของหวังเฉียนคุนก็มลายหายวับไป เขายืนอยู่ตรงที่โล่งซึ่งปกคลุมไปด้วยเถาวิสทีเรีย เหม่อมองหลุมดินบนพื้น หลุมนี้อยู่ท่ามกลางเศษอิฐและกระเบื้องแตกหักของวัดที่พังทลาย เถาไม้อวบหนาเท่าท่อนแขนหลายเส้นห้อยอยู่ตรงปากหลุม นานครู่ใหญ่เขาก็เงยหน้ามองไปยังม่านบุปผชาติซึ่งห้อยย้อยกลับลงมาจากต้นไม้รอบด้าน พวกที่อยู่บนดินทั้งหมดล้วนงอกมาจาก…หลุมนี้…มาจากใต้ดินอย่างนั้นหรือ

    เหยียนฝูรุ่ยแขวนเลื่อยไฟฟ้าขนาดเล็กไว้กับตัว อธิบายตะกุกตะกักให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเทาและตื่นเต้นเล็กน้อย “ฉันเองก็ตะลึงไปเหมือนกัน หลังศาลาเทียนหวงระเบิดปลิวไป เศษอิฐกับกระเบื้องก็กองสุมอยู่ตรงนั้นมาตลอด ฉันไม่เคยคิดกำจัดทิ้ง…จากนั้นจู่ๆ ก็มีวิสทีเรียงอกออกมามากขนาดนี้ ฉันเลยตัดแล้วก็ตัด ตัดไปตัดมาก็ครืน!”

    เขาบรรยายละเอียดสมจริง ทั้งยังขยับออกท่าออกทาง ทันใดนั้นก็ร้องเสียงดัง ทำเอาหวังเฉียนคุนตกใจจนหนังศีรษะกระตุก

    “ครืน! ก้อนอิฐเอยกระเบื้องเอยก็ตกลงไปด้านล่าง พอฉันมองไปก็เป็นหลุมขนาดใหญ่ นี่! นี่! หลุมนี่แหละ” เขาพูดพลางดึงแขนเสื้อหวังเฉียนคุน “นักพรตหวัง นักพรตหวัง คุณลงไป ฉันจะชี้ให้คุณดูว่าในหลุมมีอะไร!”

    หวังเฉียนคุนเกือบจะตกใจกลัวจนฉี่ราดแล้ว กลางดึกกลางดื่นคนตรงหน้าซึ่งใบหน้าเขียนไว้ชัดเจนว่าสติแตกจะฉุดลากเขาเข้าไปในหลุมดินประหลาดด้วยสีหน้าดุร้ายราวกับจะจับคนฝังทั้งเป็น ถ้าเป็นคุณ คุณจะกล้าเข้าไปมั้ย

    ลากอยู่สองครั้งก็ยังลากหวังเฉียนคุนให้ขยับไม่ได้ เหยียนฝูรุ่ยเลยร้อนใจ ยิ่งกระตือรือร้นที่จะทำให้เขาเห็นหลักฐานอีก จึงคว้าเลื่อยไฟฟ้าซึ่งแขวนบนร่างพาดขวางไปด้านหน้า “คุณดู!”

    เขาเคลื่อนไหวรุนแรงไปหน่อย ไม่รู้ไปกดถูกสวิตช์ได้ยังไง หวังเฉียนคุนเพิ่งเห็นรอยเลือดบนตัวเลื่อยของเลื่อยไฟฟ้าชัดเต็มตา เลื่อยไฟฟ้าก็ทำงานเสียงดังหวือ สมองหวังเฉียนคุนระเบิดคิดไปว่า

    แม่จ๋า! บนเลื่อยไฟฟ้ามีเลือดด้วย ต้องใช้ฆ่าเจ้าหนูที่ชื่อหว่าฝางคนนั้นก่อนค่อยมาฆ่าเขาแน่ นี่มันฆาตกรเลื่อยไฟฟ้าโรคจิตที่เกิดและโตในเขาชิงเฉิง!

    ในช่วงวิกฤตระหว่างความเป็นความตาย ไม่มีเวลามาห่วงภาพลักษณ์ของนักพรตอู่ตังแล้ว หวังเฉียนคุนร้องจ๊ากหันหน้าเปิดแน่บไป ทางด้านเหยียนฝูรุ่ยเพิ่งจะปิดสวิตช์ หันหน้ามาเห็นหวังเฉียนคุนเผ่นเร็วยิ่งกว่าหมาป่าก็ร้อนใจทันใด เขายังหวังให้นักพรตหวังช่วยขจัดปีศาจกำจัดมารอยู่นะ

    อย่าวิ่งหนีเซ่ ฉันมีเรื่องจะพูดอีกนะ!

    เหยียนฝูรุ่ยไล่ตามไป เลื่อยไฟฟ้ามีน้ำหนักมาก ถ่วงจนเขาตัวเอียงไปครึ่งตัว เหยียนฝูรุ่ยเลยได้แต่กอดเลื่อยไฟฟ้าไว้ในอ้อมแขน “นักพรตหวัง! อย่าวิ่งหนีสิ มีเรื่องอะไรก็พูดกันดีๆ!”

    ระหว่างวิ่งหน้าตั้งหวังเฉียนคุนก็หันหน้ากลับไปมองแวบหนึ่ง ภายใต้แสงจันทร์ที่อาบไล้ เหยียนฝูรุ่ยที่มีไอสังหารพวยพุ่งกอดเลื่อยไฟฟ้าเงาวับพลางห้อตะบึงฝ่าคลื่นลมมาอย่างรวดเร็ว หวังเฉียนคุนแทบจะน้ำตาไหลเป็นสายฝน กรรมหนอกรรม อาจารย์ปู่ผู้อยู่เบื้องบน ตัวเขามาศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เขาชิงเฉิงนะ

    เคราะห์ดีที่สวรรค์ไม่ปิดกั้นทางคน เมื่อวิ่งใกล้ถึงตีนเขา รถคันหนึ่งก็แล่นสาดไฟสองดวงตรงมา หวังเฉียนคุนยืนโบกสองมืออยู่กลางถนนสุดชีวิตพร้อมร้องตะโกนสุดเสียงว่า “จอด! จอดรถที!”

    ต้องบอกว่าโลกใบนี้ยังมีคนดีอยู่มากมาย รถจึงชะลอความเร็วลงช้าๆ เมื่อมาถึงตรงหน้าก็จอดสนิทลงจริงๆ

    ประตูรถเปิดออก ชายร่างสูงคนหนึ่งลงมา เขาอายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี สวมเสื้อโค้ตผ้าสักหลาดคอตั้งสีดำ ในดวงตาเจือรอยยิ้มบาง ท่าทางไม่สนใจบรรยากาศรอบตัวยิ่ง…คนหนุ่มก็ไม่ค่อยระแวดระวังแบบนี้ อย่าคิดว่าคนที่มาขอติดรถเป็นนักพรตเลยยอมช่วยง่ายๆ ดีไม่ดีนักพรตนั่นอาจเป็นฆาตกรก็ได้!

    หวังเฉียนคุนกำลังคิดจะพุ่งไปจับเขายัดกลับเข้ารถ เหยียนฝูรุ่ยก็ตะโกนมาจากด้านหลัง

    ต้องบอกว่าแม้บางครั้งเหยียนฝูรุ่ยผู้นี้จะทำอะไรไม่มีหัวคิด แต่ท้ายที่สุดแล้วก็หาใช่คนโง่ ไล่ตามไปไล่ตามมาก็เข้าใจว่าทำพลาดไปแล้ว ทันทีที่เห็นหวังเฉียนคุนไปขวางรถ เขาก็ยืนตะโกนอยู่ตีนเขาไม่เข้าไป

    “นักพรตหวัง! คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันอยากให้คุณดูของบางอย่างจริงๆ มันอยู่ในหลุมนั่น คุณลงไปดูก็จะรู้ นี่เป็นเรื่องของสำนักเต๋าอย่างพวกเรา อย่าไปทำให้ชาวบ้านธรรมดาตื่นตกใจเลย เรื่องนี้สำคัญมาก คุณต้องมาดูนะ เห็นแก่หน้าของนักพรตเฒ่าหลี่เจิ้งหยวน คุณต้องมาดูนะ”

    หวังเฉียนคุนได้สติกลับมาและรู้ว่าตนเองเห็นเงาคันธนูเป็นงูในถ้วย พักเรื่องที่ทำให้นักพรตเขาอู่ตังขายหน้าไปก่อน เหยียนฝูรุ่ยกล่าวได้ถูกต้องอยู่หนึ่งประโยค เรื่องของสำนักเต๋าไม่ควรทำให้ผู้อื่นตื่นตกใจ

    เขากระอักกระอ่วนมาก ไม่รู้ว่าควรคลี่คลายสถานการณ์นี้ยังไง ฉินฟั่งมองดูเหยียนฝูรุ่ยผู้อยู่ห่างไปไกลแล้วก็มองดูหวังเฉียนคุน จึงพูดหาทางลงให้เขาว่า “นักพรต…ตัดไม้กันกลางดึกรึ”

    หวังเฉียนคุนหัวเราะฮ่าๆ “ตัดไม้…ฮ่ะๆ…ตัดไม้…”

    เขาพูดพลางทำท่าโน้มตัวประสานมือขออภัยแล้วเดินกลับไป เพิ่งเดินไปได้สองก้าว ด้านหลังก็พลันมีเสียงผู้หญิงดังขึ้น “นักพรตน้อย”

    นักพรตน้อย?

    หวังเฉียนคุนหันหน้ากลับไปถึงพบว่าประตูที่นั่งด้านหลังถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้า มีคนเกาะประตูลงจากรถ พริบตาที่มองเห็นผู้มาชัดเจน หวังเฉียนคุนก็เกิดเข้าใจผิดว่าตนทะลุมิติมา

    เขาเป็นนักพรตเต๋า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความบันเทิงในชีวิตประจำวันของเขามาจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิง หรือคัมภีร์หนานหัวเจินจิง บางครั้งบางคราวเขาก็ดูโทรทัศน์หรือภาพยนตร์อะไรบ้าง การแต่งกายของผู้หญิงคนนี้ทำให้เขานึกถึงเมืองฝรั่งสิบลี้ นแวบแรก

    เธอสวมรองเท้าส้นสูงฝังเพชรสีเงิน ส้นรองเท้าสูงและบางมาก พริบตาที่ย่ำลงไป หลังเท้าขาวผ่องเปลือยโล่งก็จะโค้งขึ้นอย่างงดงาม ชุดกี่เพ้าบนร่างไม่ใช่กี่เพ้าหนาในฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาวซึ่งเพิ่มผ้าขนเข้าไป แต่เป็นกี่เพ้าผ้าไหมแท้ซึ่งแทบไม่มีความหนา ผ้าไหมเนียนละเอียดนุ่มลื่น ชายกระโปรงไหวน้อยๆ อยู่ตรงปลีน่องซึ่งเปิดเปลือยใต้หัวเข่า

    ด้านนอกชุดกี่เพ้าคลุมเสื้อขนเตียวมันเงาไว้ตัวหนึ่ง มันเป็นขนจื่อเตียวซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นทองคำอ่อน คนเฒ่าคนแก่มักจะพูดว่า ‘ยามลมพัดขนเตียวจะอุ่น ยามหิมะตกบนขนเตียวจะละลายหายเอง’ เตียวชั้นเลิศจะเบาและนุ่มลื่นยิ่ง ว่ากันว่าขนลูกเตียวของแท้เกรดเอนั้นม้วนยัดใส่ในแก้วใบจิ๋วได้

    เธอเกล้าผมขึ้นแต่มองไม่เห็นปิ่นปักผมใด มวยผมมัดหลวมๆ พองกำลังดี เส้นผมซึ่งระลงมาสองข้างม้วนแบบคล้ายตั้งใจคำนวณมุมและระดับความยาวมา เป็นการจัดแต่งไว้อย่างไร้ที่ติ…เรื่องทรงผมนี้ช่างทำผมมือทองทั่วโลกก็เทียบชั้นกับซือเถิงไม่ได้ ฉินฟั่งเห็นกับตาว่าเส้นผมของซือเถิงเกล้าขึ้นไปเองได้

    ไม่ว่าทรงผมซับซ้อนใดๆ จะปล่อยตรงหรือดัดม้วน เส้นผมของเธอก็แบ่งช่อสอดแทรกและถักได้อย่างคล่องแคล่วราวกับมีชีวิต ครั้งแรกที่เห็นฉินฟั่งแทบจะมองตาค้าง แต่คิดดูอีกทีร่างเดิมของเธอคือวิสทีเรีย ต่อให้ฝีมือการถักทอของมนุษย์จะซับซ้อนกว่านี้ก็เทียบการเหยียดรัดพันเกี่ยวซ้อนกันตามธรรมชาติของเถาไม้ไม่ได้หรอก…ปีศาจย่อมเชี่ยวชาญทักษะอย่างใดอย่างหนึ่ง หากซือเถิงยอมใช้ชีวิตสงบสุขแล้วเปิดร้านทำผมจะต้องเงินทองไหลมาเทมา ลูกค้าหลั่งไหลมาไม่ขาดสายทุกวันแน่

    การแต่งกายในสังคมสมัยนี้เน้นสไตล์กับความเป็นตัวเอง จะจับผสมกับแนวย้อนยุคก็ไม่ถือว่าแปลก และอาจไม่เจอคนแต่งตัวแบบนี้เป็นคนที่สอง ทว่าเรื่องแปลกก็คือผู้อื่นสวมก็แค่เหมือนสวมเสื้อผ้า มีเพียงเธอที่สวมแล้วบรรยากาศรอบด้านต่างพร่ามัวสั่นไหว ราวกับว่ายกมือโบกทีหนึ่งก็จะเป็นยุคเก่า ย่างเท้าก้าวมาก็เป็นสมัยก่อน

    หวังเฉียนคุนได้สติกลับมาจากการเหม่อลอยในตอนแรกทีละเล็กทีละน้อย เมื่อครู่นี้เธอเรียกเขาว่าอะไรนะ นักพรตน้อย?

    เธอดูแล้วเด็กกว่าตัวเขาตั้งสี่ห้าปี มีสิทธิ์อะไรมาเรียกเขาว่านักพรตน้อย

    ส่วนลึกในดวงตาซือเถิงค่อยๆ วาววับด้วยประกายต่างไป เธอคลี่ยิ้มบางมองหวังเฉียนคุน “เมื่อครู่นี้เหมือนได้ยินคนเอ่ยถึง…นักพรตหลี่เจิ้งหยวน?”

    หวังเฉียนคุนตอบโดยไม่ต้องคิด “อาจารย์ปู่ฉันเอง”

    คำพูดเอ่ยออกไปแล้วถึงค่อยมานิ่งอึ้ง ต่อให้ผู้หญิงคนนี้บอกว่าตนเป็นปีศาจก็ไม่ทำให้เขาตกตะลึงได้มากเท่ากับคำถามนี้ “คุณรู้จักอาจารย์ปู่ฉัน? ท่านเสียไปนานมากแล้ว”

    “หลายปีก่อนเคยไปเยี่ยมเยียนเขาอู่ตัง และเคยเห็นตัวหนังสือที่นักพรตเฒ่าเขียนตรงประตูหน้าวัด จารึกไว้ว่า ‘ปฏิบัติตามจริยธรรมล้ำค่าของเต๋า ธรรมชาติและมนุษย์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว’ ฝีพู่กันหนาหนัก ทรงพลังตลอดเส้น นักพรตเฒ่าเขียนตัวอักษรได้ดี”

    ประตูวัดเขาอู่ตังมีตัวหนังสือที่อาจารย์ปู่เขียนด้วย? ที่นั่นสามก้าวเจออักษร ห้าก้าวเจอตัวหนังสือ หวังเฉียนคุนจึงไม่เคยสังเกต แต่เธอบอกว่ามีก็น่าจะมีจริงนั่นแหละ หวังเฉียนคุนไม่เคยพบหลี่เจิ้งหยวน และก็ไม่เคยมองดูลายมือจริงของอาจารย์ปู่ แต่มีคนชมอาจารย์ปู่ของตนก็ทำให้สุขล้นไปทั่วร่างเสียยิ่งกว่าชมเชยตนเอง หวังเฉียนคุนจึงยิ้มกว้างไม่หุบ “ประสกหญิงชมเกินไปแล้ว อาจารย์ปู่…เป็นผู้แตกฉานในด้านการเขียนพู่กันอย่างลึกซึ้งจริง”

    ฉินฟั่งไม่พลาดแววเย้ยหยันซึ่งปรากฏขึ้นเพียงวูบเดียวในดวงตาซือเถิง

    หลังหวังเฉียนคุนเดินไป เขาก็ถามซือเถิง “หลี่เจิ้งหยวนคนนี้ความจริงแล้วเขียนตัวหนังสือได้ไม่เอาอ่าวสินะ”

    “หลายปีก่อนเคยได้รับจดหมายที่เขายื่นให้ต่อหน้าฉบับหนึ่ง”

    สายตาซือเถิงค่อยๆ กลายเป็นลึกล้ำ ราวกับพยายามหวนรำลึกถึงบางอย่าง “หลายปีก่อนจะทำเรื่องอะไรก็ต้องเน้นมารยาท ด่าคนก็ต้องด่าแบบผู้ดี ฉันยืนอยู่ตรงข้ามแสร้งทำท่าว่าไม่ต้องส่งหนังสือประกาศรบให้ฉันหรอก กางมาทีก็คือตัวหนังสือยาวเป็นพืดกว่าพันคำ กล่าวหาว่าฉันลบหลู่ดูหมิ่นเทพเจ้า ขัดต่อหลักเต๋าฝืนเหตุผล เป็นปลิงดูดเลือด เป็นลูกน้ำที่เป็นภัยต่อมนุษย์ หนังสือประกาศที่หยิบยกคำพูดคนโบราณมารวมไว้เต็มฉบับแบบนั้นน่ะช่างเถอะ ที่ทนไม่ได้มากที่สุดคือลายมือนั่นรูปร่างอย่างกับตีนไก่ เหมือนผีคลานขึ้นมา ชางเจี๋ยต้องกระอักเลือด อาจารย์ต้องแขวนคอตายโดยแท้”

    เวลาปีศาจด่าแบบมีการศึกษา พลังทำลายล้างก็รุนแรงมากทีเดียว ฉินฟั่งออกจะรู้สึกขำและแอบเป็นกังวล ซือเถิงค่อนข้างไม่มีเหตุผล แก้แค้นแม้แต่เรื่องเล็ก ในเมื่อนักพรตคนเมื่อครู่นี้มีความสัมพันธ์กับหลี่เจิ้งหยวน สถานการณ์ก็เหมือนจะไม่ดีนัก…ไม่รู้ว่าหลังเห็นหนังสือประกาศรบฉบับนั้น ระหว่างซือเถิงกับหลี่เจิ้งหยวนยังมีความขัดแย้งอย่างอื่นหรือไม่

    “หลังจากนั้นล่ะ ตอบกลับเขาไปหนึ่งฉบับ?”

    “เปล่า ฉันปรายตามองแล้วบอกเขาว่าฉันอ่านหนังสือไม่ออก”

     

    ติดตามต่อได้ในหนังสือครึ่งปีศาจซือเถิง เล่ม 1 ฉบับเต็ม

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ครึ่งปีศาจซือเถิง

    นิยายยอดนิยม

    ฉางอันสิบสองชั่วยาม

    ทดลองอ่านนิยายฉางอันสิบสองชั่วยาม เล่ม 3 ตอนที่ 1

    บทที่สิบเจ็ด ปลายยามโฉ่ว   รัชศกเทียนเป่าปีที่สาม เดือนอ้าย วันที่สิบห้า ปลายยามโฉ่ว เมืองฉางอัน ลานพระราชวังซิงชิ่ง มุม...

    เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    ทดลองอ่านนิยาย เพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 17 บทที่ 1

    บทที่ 1 พันธนาการ   บนหินผาที่สูงที่สุดของเนินเขา เยียนเหิงนั่งขัดสมาธิเงยหน้ายิ้มน้อยๆ ชมดูเมฆคล้อยที่ลอยผ่านไปอย่...

    Facebook