• Connect with us

    Enter Books

    เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    ทดลองอ่านนิยาย เพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 15 บทที่ 1

    บทที่ 1

    นอกด่าน

     

    ซ่งหลีขยี้ตา ถ่อร่างที่เท้าเปลือยเปล่าทั้งสองเดินออกจากห้องด้วยท่าทางอืดอาด ไม่นานก็พบเงาหลังที่คุ้นเคยในห้องครัวซึ่งเป็นมุมหนึ่งของบ้านหลังเล็ก

    หน้ากองฟืนอันแผ่วเบามีคนกำลังต้มโจ๊กหม้อหนึ่ง เจ้าของเงาหลังนั้นถือช้อนคอยกวนอยู่เบาๆ กลิ่นข้าวแผ่กระจายทั่วบ้าน แสงแดดเจิดจ้าส่องผ่านจากหน้าต่างห้องครัวสะท้อนเงาหลังนั้นจนเค้าโครงพร่ามัวอยู่บ้าง

    ทว่าซ่งหลียังคงจำมันได้ในแวบเดียว

    ‘เสี่ยวลิ่ว…’

    มือที่กวนโจ๊กหยุดลง เยียนเสี่ยวลิ่วหันหน้ามายิ้มน้อยๆ ให้ซ่งหลี

    รอยยิ้มนั้นไร้เดียงสาเหมือนขณะยังอยู่ที่เขาชิงเฉิง

    ‘ตื่นแล้วหรือ’ สุ้มเสียงของเยียนเสี่ยวลิ่วกังวานอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัดในเช้าตรู่อันเงียบสงบนี้ ‘นั่งลงก่อน ยังต้องรออีกพักหนึ่ง’

    เมื่อดมกลิ่นหอมของโจ๊กนั้นซ่งหลีก็รู้สึกหิวอย่างยิ่งยวด แต่รอยยิ้มและสุ้มเสียงของเยียนเสี่ยวลิ่วโน้มน้าวให้นางยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างว่าง่าย ศอกทั้งสองยันอยู่บนโต๊ะ ฝ่ามือรองไว้ใต้คาง จ้องมองเยียนเสี่ยวลิ่วที่จดจ่ออยู่กับการต้มโจ๊ก

    ยามนี้ประตูของบ้านหลังเล็กพลันเปิดออก เงาร่างแฝงความพร่ามัวของแสงแดดอีกเงาหนึ่งเดินเข้ามา และปิดประตูจากด้านในเบาๆ

    ‘เจ้าไปนานเหลือเกิน’ เยียนเสี่ยวลิ่วกล่าวต่อว่าผู้ที่เข้ามาในบ้าน แต่ฟังออกว่าหาได้ไม่พอใจจริงๆ เป็นเพียงความเถรตรงระหว่างสหายเก่า ‘รีบเอาของมา โจ๊กของข้ากำลังรออยู่’

    โหวอิงจื้อที่ถือตะกร้าไม้ไผ่สานขนาดใหญ่เช็ดเม็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วพยักหน้าให้เยียนเสี่ยวลิ่ว ซ้ำยังขยิบตาไปยังซ่งหลีก่อนนำตะกร้าไม้ไผ่สานไปยังห้องครัว

    โหวอิงจื้อเปิดผ้าคลุมตะกร้าไม้ไผ่สานออก ล้วงผักภูเขากำหนึ่งออกมา และยังมีเห็ดป่าหลายดอกที่เด็ดมาสดใหม่ มันหยิบผักหลายต้นกับเห็ดป่าหนึ่งดอก ตักน้ำชำระล้างอย่างชำนาญพลางหัวเราะพูดคุยกับเยียนเสี่ยวลิ่วที่อยู่ข้างกาย

    ซ่งหลีฟังไม่ชัดว่าพวกมันสองคนพูดอะไรอยู่ นางเพียงจ้องมองสีหน้าของคนทั้งสองจากเบื้องหลัง เสี่ยวลิ่วและเสี่ยวอิง สหายที่ดีที่สุด พวกมันอยู่ด้วยกันอีกครั้ง อีกทั้งกำลังต้มโจ๊กให้ข้าในบ้านหลังเล็กอันอบอุ่นหลังนี้ ท่ามกลางแสงแดดอันงดงามเพียงนี้

    ซ่งหลีแม้หิวโหย แต่ขณะเดียวกันก็หวังในใจว่าโจ๊กหมอนี้จะไม่มีวันต้มเสร็จ

    โหวอิงจื้อเช็ดผักตระกูลแตงที่ล้างเสร็จแล้วจนสะอาดแล้วหยิบมีดหั่นผักขึ้นมาเตรียมหั่น แต่มันพลันสังเกตเห็นได้อย่างฉับไวว่าซ่งหลีที่อยู่ด้านหลังลมหายใจหยุดชะงัก

    โหวอิงจื้อและเยียนเสี่ยวลิ่วหันหน้ามอง เห็นเพียงซ่งหลีไม่มีรอยยิ้มและจ้องมองมีดหั่นผักประกายเย็นเยียบเงาวับในมือโหวอิงจื้อด้วยใบหน้าขาวซีด

    โหวอิงจื้อแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ซ่งหลี ‘คนโง่ นี่มิใช่กระบี่สักหน่อย’

    เยียนเสี่ยวลิ่วที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ยิ้มพลางกล่าว ‘เสี่ยวหลี ไม่ต้องกลัว เจ้าลืมแล้วหรือ หลังจากบิดาเจ้ากับศิษย์พี่ซ่งจากไป พวกเราออกจากเขาชิงเฉิงก็กินเจ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเลย’

    โหวอิงจื้อแกว่งมีดหั่นผักลงอย่างสบายใจ หั่นเห็ดป่าเป็นสองส่วน ‘เจ้าดู ไม่มีเลือด วางใจได้แล้วกระมัง’

    ซ่งหลีกลับมาหายใจสะดวกอีกครั้งและเผยใบหน้ายิ้มแย้มให้คนทั้งสองช้าๆ

    ใช่แล้ว ไม่มีเลือด จะไม่หลั่งเลือดอีก

    ขอเพียงอยู่ด้วยกันกับสองคนนี้ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอีก

    โหวอิงจื้อใช้มีดช้อนผักที่หั่นแล้วขึ้นมาใส่ลงในหม้อ กลิ่นโจ๊กหอมหวนยิ่งขึ้น ซ่งหลีจิตใจผ่อนคลายลงกว่าเดิมเมื่อได้กลิ่น

    โจ๊กผักป่าต้มเสร็จแล้วในที่สุด เสี่ยวอิงถือชามและตะเกียบมา เสี่ยวลิ่วยกหม้อกระเบื้องมาไว้กึ่งกลางโต๊ะอย่างระมัดระวัง ในที่สุดโจ๊กที่เดือดปุดๆ ชามหนึ่งก็วางอยู่เบื้องหน้าซ่งหลี

    ยังมิได้ตักเข้าปาก ซ่งหลีก็เชื่อมั่นว่านี่คงเป็นสิ่งที่เอร็ดอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาในชีวิตนาง

    แต่ขณะที่นางถือชามใส่โจ๊กขึ้น แรงสั่นสะเทือนที่ไม่รู้มาจากที่ใดก็ทำให้โจ๊กร้อนๆ กระฉอกออกนอกชามลวกปลายนิ้วของนาง ซ่งหลีร้องด้วยความเจ็บปวด ชามโจ๊กพลิกคว่ำบนโต๊ะ

    ‘เป็นสิ่งใด’ ซ่งหลีกำนิ้วมือที่พุพอง เสาะหาที่มาของแรงสั่นสะเทือนทุกแห่งหน

    แรงสั่นสะเทือนนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้วยชามโต๊ะเก้าอี้ทั้งหมดล้วนสั่นกระทบคล้ายกำลังส่งเสียงสั่นเครือร้องขอความช่วยเหลือ บ้านไม้หลังเล็กทั้งหลังกำลังสั่นไหวราวจะพังลงได้ทุกเมื่อ

    ซ่งหลีมองดูเยียนเสี่ยวลิ่วและโหวอิงจื้อที่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่คนทั้งสองเพียงนั่งอยู่อย่างไม่ไหวติงและแค่นยิ้มจ้องมองซ่งหลีไม่เอ่ยอันใดสักคำ

    ‘ไม่นะ…ข้าไม่อยากไปจากที่นี่…’

    ซ่งหลีวิงวอน แต่เยียนเสี่ยวลิ่วและโหวอิงจื้อกลับเหมือนไม่ได้ยิน พวกมันเพียงมองดูนางเงียบๆ

    นางห่างกับทั้งคู่เพียงโต๊ะตัวหนึ่ง แต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่ไกลกันคนละขอบฟ้า

    ในที่สุดซ่งหลีก็ยอมรับชะตากรรมของตนเอง นางหลับตาลงช้าๆ โดยไร้น้ำตา แรงสั่นสะเทือนทำให้ใบหน้าที่นางเคยใกล้ชิดที่สุดทั้งสองเลือนหายไปในความมืดมิด

    ในที่สุดซ่งหลีก็รู้ว่าแรงสั่นสะเทือนโคลงเคลงนั้นคืออะไร แต่นางที่ได้สติยังคงปฏิเสธที่จะลืมตาขึ้น…ถึงแม้ภวังค์นี้จะเป็นเพียงการต่อต้านอันไร้เรี่ยวแรงครั้งสุดท้าย

    แต่นางมิอาจต่อต้านกลิ่นหอมที่อบอวลอยู่ในห้องโดยสารรถ ท้องไส้ดังขึ้นอย่างน่าผิดหวัง

    “จะกินก็รีบเข้าเถอะ” สุ้มเสียงสตรีที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งกล่าว “พวกเราจะกินหมดแล้ว”

    ซ่งหลีลืมตาลุกขึ้นมามองหม่าตี๋ที่กล่าวคำ

    หม่าตี๋กล่าวพลางกัดแทะน่องห่านข้างหนึ่งและฉีกเนื้อหนังออกมาเคี้ยว กลิ่นเนื้อย่างหอบหนึ่งพวยพุ่งออกมา ในกลิ่นหอมนั้นคละเคล้าด้วยกลิ่นสาบของสัตว์

    หม่าตี๋โตกว่าซ่งหลีเพียงสองปี แต่รูปร่างและโครงสร้างกลับล่ำกว่าซ่งหลีที่บอบบางอย่างมาก ถึงแม้นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องโดยสารรถก็ยังคงยากที่จะซ่อนเร้นทรวดทรงโค้งเว้างดงามแข็งแรงนั้นเอาไว้ได้ นางสยายผมดำที่หยักเล็กน้อย สีผิวค่อนข้างเข้มกว่าซ่งหลี ริมฝีปากสีชมพูหนาเปล่งประกายมันวาวแสดงเสน่ห์ของสตรีแต่โบราณ

    ทว่าสิ่งที่ไม่เข้ากับบุคลิกงดงามนี้แม้แต่น้อยกลับอยู่ที่บริเวณชายเสื้อขนสัตว์ ท้องขนาดใหญ่ของนางยื่นออกมา หม่าตี๋ตั้งครรภ์แล้ว อีกทั้งดูเหมือนอาจคลอดได้ทุกเมื่อ

    แรงสั่นสะเทือนในฝันของซ่งหลีย่อมเป็นเพราะรถม้าซึ่งกำลังเคลื่อนที่อย่างโคลงเคลง ห้องโดยสารรถนี้ใหญ่จนเกินไปอย่างยิ่งจนแทบจะเท่ากับบ้านหลังเล็กที่มีล้อหลังหนึ่ง ภายในตกแต่งหรูหรา ด้านล่างปูเต็มไปด้วยผ้านวมแพร ช่องว่างเช่นหน้าต่างรถต่างก็ปิดด้วยแถบผ้าฝ้ายเพื่อป้องกันความหนาวเย็นจากภายนอก

    นอกจากซ่งหลีและหม่าตี๋แล้ว ในรถยังมีสาวงามเผ่าต๋าต๋า อีกนางหนึ่งกำลังกินห่านป่าย่างอยู่เช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับหม่าตี๋ยังนับว่ากินมูมมามกว่าเสียอีก ซ่งหลีกับนางไม่สื่อสารกันสักคำ กระทั่งนางชื่อว่าอะไรก็ไม่รู้

    แต่เรื่องหนึ่งที่ซ่งหลีกระจ่างยิ่งนัก…คือพวกนางสามคนล้วนเป็นของเล่นของคนผู้หนึ่งเหมือนกัน

    ซ่งหลีลุกขึ้น นางมองเห็นจานใส่ห่านป่าย่างและยื่นมือหยิบชิ้นที่เล็กที่สุดใส่ปากแล้วกัดลงไป แต่มิอาจทนรับกลิ่นสาบในเนื้อได้จึงพ่นออกมา

    หม่าตี๋มองดูนางพลางถอนหายใจ ก่อนหยิบจานใบหนึ่งมาจากมุมของห้องโดยสารรถ บนจานเป็นแป้งปิ้งหลายชิ้น ซ่งหลีผงกศีรษะขอบคุณขณะรับมา

    “ขอบคุณพี่สาว”

    “ความจริงเจ้าไม่ต้องเรียกข้าพี่สาว” หม่าตี๋คาบกระดูกน่องของห่านป่าพลางกล่าว “เจ้าแก่ประสบการณ์กว่าข้า”

    เมื่อเจ็ดเดือนก่อน หม่าตี๋เพิ่งกลายเป็นสตรีของจักรพรรดิเจิ้งเต๋อจูโฮ่วจ้าว อีกทั้งขั้นตอนยังเหลวไหลอย่างยิ่ง หม่าอั๋งพี่ชายของนางเดิมทีคือผู้บัญชาการทหารตำบลเหยียนสุย แต่ถูกปลดจากตำแหน่งเพราะรับสินบาทคาดสินบน เคราะห์ดีมีเจียงปินสหายที่เป็นทหารเช่นเดียวกันเป็นคนโปรดอันดับหนึ่งข้างพระวรกายจักรพรรดิ หลังคนทั้งสองปรึกษาหารือกัน หม่าอั๋งจึงนำหม่าตี๋น้องสาวแท้ๆ ผู้งามล้ำของตนเองถวายให้จักรพรรดิ

    ทว่าสิ่งที่เหลวไหลที่สุดคือหม่าตี๋มิใช่หญิงบริสุทธิ์ นางแต่งงานเป็นภรรยาปี้ชุนขุนนางบัญชาการอยู่ก่อนแล้ว มิเพียงเท่านี้ ขณะหม่าอั๋งส่งนางเข้าเรือนเป้าฝาง ในท้องก็ตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว

    จักรพรรดิเจิ้งเต๋อทรงเปี่ยมด้วยความใคร่ ทั้งชมชอบสตรีหลากหลายพวก ผู้คนทั่วทั้งตำหนักต่างรู้นานแล้ว พระองค์ทรงหลงใหลความงามและอุปนิสัยจำเพาะของหม่าตี๋ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น ไม่รังเกียจที่นางเคยเป็นภรรยาผู้อื่นซ้ำยังกำลังตั้งครรภ์ ทรงรับเป็นสนมโปรดแห่งเรือนเป้าฝางทันที หม่าอั๋งผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘พระมาตุลา’ ของแผ่นดินย่อมได้รับการปูนบำเหน็จรางวัล หวนคืนสู่ราชการและได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพตรวจการฝ่ายขวา ส่วนเจียงปินที่มีความชอบถวายสาวงามก็ได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิมากขึ้น

    ซ่งหลีกินแป้งปิ้งพลางสำรวจหม่าตี๋ที่กำลังแทะเนื้อ ในเรือนเป้าฝางที่คล้ายเขาวงกต นอกจากในงานเลี้ยงใหญ่โตแล้ว พวกนางได้พบหน้ากันน้อยยิ่งนัก เรื่องราวเกี่ยวกับหม่าตี๋ ซ่งหลีล้วนฟังมาจากปากนางกำนัล จึงรู้สึกเดียดฉันท์ต่อหม่าตี๋อยู่ในทีมาตลอด

    โดยเฉพาะขณะจูโฮ่วจ้าวโปรดปราน พอคิดว่าตนเองใช้เรือนร่างร่วมกับสตรีมีครรภ์ก็รู้สึกขยะแขยงยิ่งนัก

    ออกมาครานี้นางประจันหน้ากับหม่าตี๋เช้าค่ำ สตรีผู้นี้กลับเปลี่ยนแปลงความคิดของนางอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะยามมองเห็นท้องโตนั้น ซ่งหลีอดมิได้ที่จะเกิดความเวทนาในใจ

    หม่าตี๋กลับคล้ายไม่ต้องการความเวทนาจากนางอย่างสิ้นเชิง ในทางกลับกันตลอดเวลาหม่าตี๋ล้วนเข้มแข็งกว่าอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างทางก็ดูแลซ่งหลีตลอดจนนางรู้สึกเหมือนมีพี่สาวคนสนิทที่ไม่เคยมีมาก่อน

    “เจ้ายังกินเนื้อห่านป่านั่น…” ซ่งหลีอดมิได้ที่จะถามหลังกินแป้งปิ้งเสร็จ “ไม่กลัว…ไม่ดีหรือ” นางกล่าวพลางลูบท้องบอกเป็นนัยถึงเด็กในท้องหม่าตี๋

    หม่าตี๋ยิ้มน้อยๆ “คงไม่หรอก” นางก้มศีรษะใช้มือที่มันลื่นลูบไล้หนังท้องที่นูนออกมา “ข้าเกิดที่นอกด่าน ยามนั้นบิดาข้าเป็นนายทหารรักษาชายแดน มารดาข้าเล่าว่าในปีนั้นนางกินทุกสิ่งทุกอย่างขณะตั้งครรภ์ ผลสุดท้ายข้าเกิดมายังแข็งแรงกว่าพี่ชายข้าเสียอีก”

    ซ่งหลีสังเกตว่าไหล่ของหม่าตี๋กว้างหนากว่าบุรุษมากอย่างแท้จริง มีอยู่ครั้งหนึ่งในงานเลี้ยง ณ เรือนเป้าฝาง ซ่งหลีเคยเห็นกับตาตัวเองว่าหม่าตี๋ที่ท้องโย้เล็กน้อยแล้วได้แสดงทักษะขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ที่ทั้งรวดเร็วและแม่นยำบนลานประลองจนจักรพรรดิปรบพระหัตถ์เกษมสำราญ ได้ยินว่านี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่จูโฮ่วจ้าวโปรดนางเช่นเดียวกัน

    หม่าตี๋มีชาติกำเนิดจากครอบครัวขุนนางทหาร ทักษะขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์นี้ทั้งหมดเรียนมาจากการฟังผ่านหูดูผ่านตาในค่าย นอกจากนี้นางยังเรียนรู้ภาษาต่างถิ่นหลายชนิดจากบทสนทนาของเชลยศึกและทาสรับใช้ จึงมีทักษะเหนือกว่าสตรีสูงศักดิ์ทั่วไปอย่างมาก

    มองดูเรือนร่างอันแข็งแรงของหม่าตี๋ ซ่งหลีอดมิได้ที่จะอิจฉาริษยาและหวนนึกถึงตนเองที่อ่อนแอเหมือนคนนอกของสำนักชิงเฉิงแต่ก่อน ยามนั้นโดดเดี่ยวเพียงไร…

    มีเพียงพวกมันสองคนที่ยังเป็นห่วงข้า…

    เมื่อนึกถึงความฝันอันสวยงามที่แตกสลายเมื่อครู่ หัวใจของซ่งหลีก็เหมือนมีบางอย่างหนักอึ้งกดทับ อดมิได้ที่จะจับหน้าอกพลางขมวดหัวคิ้วแน่น

    หม่าตี๋มองดูสีหน้าทุกข์ทรมานของซ่งหลีเงียบๆ นางได้ยินนางกำนัลเรือนเป้าฝางกล่าวว่าคนงามแซ่ซ่งอาศัยสีหน้าขมวดคิ้วนี้ดึงดูดความรักความเอ็นดูจากจักรพรรดิ ด้วยเหตุนี้จึงอยู่ข้างพระวรกายของโอรสสวรรค์ที่ชอบความสนุกใหม่ๆ ได้นานเพียงนี้ ยามนี้หม่าตี๋มองดูอย่างละเอียด สีหน้านี้ของซ่งหลีมีความงามล้ำที่ยากจะเอื้อนเอ่ยอย่างแท้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็มองออกว่าหาได้เสแสร้งกระทำออกมาไม่

    งาม…เพียงเพราะเป็นตัวเอง

    หม่าตี๋เห็นซ่งหลีเหมือนหายใจไม่ออก จึงกล่าวกับสาวงามต๋าต๋านางนั้นประโยคหนึ่ง สาวงามต๋าต๋าตอบกลับด้วยน้ำเสียงชิงชังหนึ่งประโยค แต่หม่าตี๋ยังใช้ภาษาต่างถิ่นตะโกนหนึ่งคำ สาวงามต๋าต๋าถูกอำนาจของหม่าตี๋สยบจึงทิ้งของกินในมือลงอย่างไม่เต็มใจและลุกไปข้างหน้าเปิดหน้าต่างรถ

    ในขณะเดียวกันหม่าตี๋ก็ถือเสื้อขนสัตว์ตัวหนึ่งมาห่มบนร่างซ่งหลี

    ลมหนาวพัดเข้ามาจากหน้าต่างรถ กวาดความคับแค้นใจเมื่อครู่ออกไป แม้ซ่งหลีรู้สึกหนาวแต่หัวสมองกลับได้สติยิ่งขึ้น ความอัดอั้นในใจก็ค่อยๆ สูญสลาย นางกระชับเสื้อขนสัตว์บนไหล่แน่น พยักหน้าขอบคุณให้หม่าตี๋ จากนั้นลุกไปที่หน้าต่างชมดูด้านนอก

    สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือทิวทัศน์นอกด่านของฟ้าดินอันกว้างขวางจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด หัวใจซ่งหลีพลันหวั่นไหวและเผยแววตาตื่นเต้นออกมา นางมองทอดบริเวณเส้นขอบฟ้าในที่ไกล บนฟ้าครามมีฝูงนกอพยพที่โบยบินเป็นขบวน ชวนให้เกิดความรู้สึกมุ่งหวัง

    ถูกกักขังอยู่ในตำหนักที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันมาแรมปี ขณะนี้ซ่งหลีกลับรู้สึกว่าขอเพียงยื่นมือออกไปนอกหน้าต่างก็สัมผัสได้ถึงอิสระ…

    น่าเสียดาย ฉากที่ซ่งหลีมองเห็นในขณะต่อมาได้ดึงนางกลับจากความฝัน ทหารม้าเกราะหนักกองหนึ่งพกดาบทวนโล่เกราะประกายเย็นเยียบแวบวับแผดเสียงวิ่งผ่านหน้าต่างไป

    ซ่งหลีชะโงกหน้ามองดูหน้าหลังรถม้า เป็นกองกำลังนับพันกับรถเสบียง ด้านหลังยังติดตามด้วยทหารราบแน่นหนา ธงโบกสะบัดทั่วฟ้า ขบวนกองทัพยาวเหยียดไม่ขาดตอนเสมือนงู

    และข้า…เป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งที่บรรทุกอยู่ในนี้เท่านั้นเอง…

    ยามนี้ซ่งหลีสังเกตเห็นหม่าตี๋กำลังมองทอดนอกหน้าต่างอยู่หลังตนเองเช่นเดียวกัน หม่าตี๋หาได้มองขบวนทหารรอบรถไม่ นางเพียงตั้งหน้าตั้งตาชื่นชมทัศนียภาพของทุ่งนาที่ราบ ในดวงตาทอแววคิดถึง

    ซ่งหลีนึกถึงประสบการณ์ที่หม่าตี๋กล่าวเมื่อครู่ “เจ้าคงคิดถึงทิวทัศน์เช่นนี้มาก?”

    หม่าตี๋พยักหน้าและลูบท้อง “อยากให้บุตรของข้าเติบโตในสถานที่เช่นนี้” ขณะกล่าวแววตาของนางกลับเปลี่ยนเป็นคับแค้น “หากใบหน้าของข้าขี้เหร่สักหน่อย ความปรารถนานี้คงมิใช่เพียงฝัน”

    คำพูดนี้ทำให้ซ่งหลีเศร้าสร้อย นางมองดูทิวทัศน์ที่ไกลโดยไม่กล่าวคำ ทุ่งหญ้าอันไร้ขอบเขตผืนนี้พลอยให้นึกถึงเยียนเสี่ยวลิ่ว

    มันยังคงพเนจรอย่างอิสระอยู่ภายนอกกระมัง

    เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของซ่งหลีเหมือนถูกเหล็กหมาดแหลมทิ่มแทง

    สองปีก่อนด้วยความเกลียดชังต่อพวกนักสู้ นางจึงเอ่ยปากปลุกปั่นจักรพรรดิออกประกาศิตนักสู้หลวง เรียกให้นักสู้ในใต้หล้าไล่ล่าหกกระบี่บ้านแตก ในตอนนั้นนางไม่รู้ว่าเยียนเหิงอยู่ในรายชื่อประกาศจับหกคนนั้น กระทั่งต่อมาหลังสำนักอู่ตังล่มสลาย ความแค้นฝังลึกของซ่งหลีถูกชำระสะสางจึงนึกอยากรู้ว่าหกกระบี่บ้านแตกคือผู้ใดกันแน่ ไฉนอู่ตังกลับเลือกเป็นปฏิปักษ์กับราชสำนักอย่างไม่ลังเล

    ขณะที่นางดูใบประกาศจับในมือนางกำนัล และเห็นตัวอักษรบรรทัดหนึ่งเขียนว่า ‘แซ่เยียนแห่งซื่อชวน อ้างตัวเป็นผู้สืบทอดสำนักกระบี่ชิงเฉิง’ ทั้งร่างพลันเหมือนตกสู่ทะเลสาบน้ำแข็งทันทีและเป็นลมล้มลงคาที่

    ข้ากลับทำร้ายเสี่ยวลิ่วด้วยมือตัวเอง!

    หลังถูกนางกำนัลช่วยจนฟื้น ซ่งหลีก็ใช้ให้พวกนางสืบความอย่างร้อนใจ (ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้เครื่องประดับหลายชิ้นที่จักรพรรดิพระราชทานให้) เพื่อให้แน่ใจอีกครั้งว่าจนบัดนี้ยังไม่มีหกกระบี่บ้านแตกผู้ใดถูกประหารชีวิตจึงคลายใจขึ้นเล็กน้อย ทว่าโทษทัณฑ์ของหกกระบี่บ้านแตกยังคงอยู่ จวบจวนบัดนี้ซ่งหลียังคงเป็นห่วงความปลอดภัยของเยียนเสี่ยวลิ่วตลอดเวลา

    ยามนี้ได้ยินคำพูดของหม่าตี๋ ซ่งหลีอดมิได้ที่จะหวนนึกถึงฉากที่แยกกันกับเยียนเสี่ยวลิ่วที่วัดไท่อันบริเวณเขาด้านหลังสำนักชิงเฉิง ในตอนนั้นทุกประโยคที่นางกล่าวกับเยียนเสี่ยวลิ่วล้วนทำให้นางในวันนี้เสียใจไม่เลือน

    หากวันนั้นข้ามิได้ด่าว่าเสี่ยวลิ่วจนจากไป…หากวันนั้นข้าติดตามมัน…บางทีตอนนี้ข้ากับมันอาจกำลังขี่ม้าร่อนเร่ในทุ่งกว้างที่ราบเช่นนี้ ดำเนินชีวิตอย่างอิสรเสรี…

    ขอเพียงในตอนนั้นข้ามีความกล้าสักเล็กน้อย…

    รายชื่อประกาศจับหกกระบี่บ้านแตกในนั้นยังมีสตรีสองนาง ในพวกนางจะมีคนที่เสี่ยวลิ่ว…

    ซ่งหลีรู้สึกเพียงเพลิงริษยาลุกไหม้อยู่ในทรวง

    สองปีก่อน สำนักอู่ตังถูกราชองครักษ์แห่งราชสำนักทำลายล้างภายใต้ถ้อยคำปลุกปั่นของนาง แต่ความสุขที่แก้แค้นสำเร็จหาได้มากมายเหมือนที่นางจินตนาการไม่ ศีรษะโจรกบฏที่จางหย่งกงกงเสนาธิการราชองครักษ์นำกลับมามีเพียงซือซิงเฮ่ารองเจ้าสำนักอู่ตังที่นางไม่รู้จัก ไม่มีเหยาเหลียนโจวในคำเล่าลือและไม่มีเยี่ยเฉินยวนศัตรูที่ซ่งหลีไม่เคยลืม สุดท้ายคนทั้งสองจะเป็นหรือตาย ต่อไปซ่งหลีก็อาจไม่มีโอกาสรู้ สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความว่างเปล่าขนาดใหญ่และชีวิตในกรงขัง ณ เรือนเป้าฝาง

    ซ่งหลีมิได้คิดอยากตายเพียงครั้งเดียว สิ่งเดียวที่หยุดยั้งนางคือความห่วงหาอาทรต่อเยียนเสี่ยวลิ่ว นางกำลังหาวิธีโน้มน้าวจักรพรรดิให้ยกเลิกประกาศจับหกกระบี่บ้านแตกทุกเช้าค่ำ แต่ก็ยังไม่สบโอกาส

    ยามนี้พลันมีม้าสองตัวเดินเข้ามาใกล้ข้างรถ ผู้ที่นั่งอยู่บนอานม้าคือขันทีรูปร่างกำยำสวมชุดเกราะทั่วร่าง มันมองทอดมายังซ่งหลีและหม่าตี๋ แววตาทอดลงบนหน้าหม่าตี๋เป็นพิเศษ

    “คนงามทั้งสองระวังจะไม่สบายได้” ขันทีคนหนึ่งในนั้นกล่าวโดยไม่แสดงสีหน้า ซ่งหลีเกรงกลัวเล็กน้อยจนอยากปิดหน้าต่างรถ แต่หม่าตี๋ที่อยู่ด้านหลังจับมือของนางเอาไว้ อีกทั้งจ้องเขม็งใส่ขันทีผู้นั้น ขันทีทั้งสองคล้ายรู้สึกผิดคาดจึงค้อมตัวเล็กน้อยแล้วดึงม้าให้เดินนำหน้ารถ แต่ไม่ถึงครู่หนึ่งพวกมันก็ชะลอม้าไปเดินทอดน่องติดตามอยู่หลังรถ

    “พวกมัน…” ซ่งหลีใช้สายตาสงสัยมองหม่าตี๋

    “เป็นคนที่หยางถิงเหอซื้อตัวมา” หม่าตี๋กล่าว “มาดูข้ากับเด็กคนนี้”

    หม่าตี๋ที่ตั้งครรภ์ได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิ เรื่องนี้สั่นสะเทือนเหล่าขุนนางราชสำนัก โดยเฉพาะหยางถิงเหอราชเลขาธิการสภาขุนนางคนปัจจุบันยิ่งเดือดดาลเป็นการใหญ่ หยางถิงเหอเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักการกิจ ทั้งเคยเป็นราชครูสอนหนังสือจูโฮ่วจ้าวเมื่อครั้งยังดำรงยศรัชทายาท จักรพรรดิย่อมเคารพมันอย่างยิ่ง อาศัยฐานะราชครูหยางถิงเหอจึงหว่านล้อมจักรพรรดิอย่าให้หม่าตี๋เข้าเรือนเป้าฝาง แต่จักรพรรดิทรงยืนกรานไม่ยินยอม การโต้เถียงนี้กอปรกับการบงการของเจียงปิน ทำให้ระหว่างจักรพรรดิเจิ้งเต๋อกับขุนนางปรากฏรอยร้าว

    สิ่งที่หยางถิงเหอกังวลย่อมเป็นเมื่อเด็กเกิดมา หากจูโฮ่วจ้าวเหลวไหลจนรับมันเป็นทายาท การสืบทอดราชวงศ์ต้าหมิงไยมิใช่จะเกิดความวุ่นวาย นี่คือเรื่องใหญ่ที่สั่นคลอนรากฐานบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้หยางถิงเหอจึงจับตามองหม่าตี๋อย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

    ความสัมพันธ์นี้ซ่งหลีเคยได้ยินนานแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงมองดูหม่าตี๋ด้วยความเป็นห่วง แต่หม่าตี๋กลับเผยแววตาเด็ดเดี่ยวหาญกล้าออกมาและกอดหน้าท้องด้วยสองมือเหมือนกอดบุตรที่ยังมิได้ถือกำเนิด

    “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องมีชีวิตต่อไป” ดวงตาของหม่าตี๋ยังคงทอดมองท้องฟ้าในที่ไกลนอกหน้าต่าง “เพื่อคนผู้นั้น”

    สุ้มเสียงและสายตาของหม่าตี๋สะกิดใจซ่งหลี นางหวนระลึกถึงความฝันนั้นเมื่อครู่ทันที และในที่สุดก็ตัดสินใจถึงเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของตนเองได้

    ต้องพบเสี่ยวลิ่วและเสี่ยวอิงอีก

    ไม่ว่าขณะนี้พวกมันจะอยู่ที่ใด

    ซ่งหลีทอดมองท้องฟ้ากว้างขวางนอกหน้าต่างตามหม่าตี๋ ในดวงตาจุดเพลิงแห่งชีวิตที่ไม่มีมาเนิ่นนานขึ้น

     

    ปีกขวาช่วงกลางของขบวน ทหารม้าจำนวนไม่ถึงสองร้อยกองหนึ่งแยกขบวนออกจากกลุ่ม วิ่งตะบึงไปบนพื้นที่ราบ แม้ใช้ความเร็วเพียงครึ่งเดียว แต่จากท่วงท่าเป็นระเบียบของกองกำลังก็รู้ได้ว่าทั้งหมดล้วนเป็นนักรบเด่นล้ำที่แข็งแกร่ง

    กองกำลังขบวนนี้ไม่ธรรมดา ขณะนี้พวกมันแบ่งเป็นหน้าหลังสองกลุ่ม ม้าสามสิบสี่สิบตัวที่วิ่งอยู่ด้านหน้าเป็นทหารเกราะเหล็กค่ายพลซานเชียนองครักษ์แห่งราชสำนักต้าหมิง ชุดเกราะที่สวมใส่ตกแต่งพิถีพิถันสวยหรูเป็นระเบียบ ขณะควบขี่ก็ส่งเสียงประสานของเกราะที่กระทบกันออกมาข่มขู่ศัตรู ด้านหน้ายังมีมือธงนายหนึ่งชูธงยาวผืนหนึ่งขึ้นสูงด้วยมือเดียว โดยใช้แถบหนังมัดและโกลนม้าค้ำยัน บนผ้าที่ปลิวไสวเขียนอักษรใหญ่ว่า ‘แม่ทัพใหญ่เกรียงไกรยุทธ์’

    ส่วนด้านหลังห่างกันไม่ถึงสามสิบก้าวคือนักรบรวมร้อยกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง บุคลิกต่างกันกับทหารม้าเกราะเหล็กราชองครักษ์ด้านหน้าโดยสิ้นเชิง เกราะบนร่างพวกมันเรียบง่ายอย่างมาก ตำแหน่งและจำนวนของส่วนประกอบก็ไม่เหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าเพื่อให้เข้ากับยุทธวิธีที่ทหารแต่ละนายชำนาญ อาวุธที่พกบนร่างแต่ละคนก็มิได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดวงตาทุกคู่ที่เผยออกมาใต้หมวกศึกของพวกมันฉายความหิวโหยและโหดร้าย ไม่เคร่งขรึมเหมือนราชองครักษ์เกราะเหล็ก เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างหละหลวม แต่ในขณะเดียวกันก็ชวนให้รู้สึกอันตรายยิ่งกว่า เหล่านี้คือทหารม้าเคลื่อนตีที่ประจำการที่เมืองเซวียนฝู่ ประสบการณ์สู้รบกับชาวต๋าต๋าโชกโชนอย่างยิ่ง พวกมันควบม้าอยู่บนพื้นที่ราบนอกด่านแห่งนี้เหมือนเช่นกลับบ้านก็มิปาน

    ขุนนางบัญชาการของพวกมันเองก็อยู่ในนั้น เจียงปินผู้อาจหาญขี่ม้าศึกแสนรัก หลังสะพายคันเกาทัณฑ์เอวห้อยดาบโค้ง แม้แต่ชุดเกราะก็มิได้สวมใส่ เพียงห้อยไว้ข้างอานม้าเรื่อยเปื่อย จงใจเผยใบหน้าสลักแผลเป็นจากการต่อสู้อย่างกล้าหาญ สายตาดุดันจ้องตรงไปยังทหารม้าด้านหน้า

    เจียงปินที่มีภูมิหลังเป็นแม่ทัพชายแดนแม้กลายเป็นขุนนางคนโปรดข้างบัลลังก์ ควบคุมองครักษ์เสื้อแพรแทนเฉียนหนิงแล้ว อีกทั้งอยู่ข้างพระวรกายที่เมืองหลวงมายาวนาน แต่ตลอดมาไม่เคยปล่อยวางอำนาจทหารที่เมืองเซวียนฝู่ มันเกลี้ยกล่อมจักรพรรดิเจิ้งเต๋อจนอนุญาตให้โยกย้ายกองทัพชายแดนขบวนนี้เข้ารักษาความปลอดภัยที่เมืองหลวงและฝึกซ้อมต่อพระพักตร์เป็นประจำ ทั้งรักษาอิทธิพลในกองทัพชายแดนของมันเอาไว้ และอาจได้รับความชอบพระทัยจากจักรพรรดิ ยังฉวยโอกาสควบคุมอำนาจของหน่วยงานที่ป้องกันเมืองหลวงอีกด้วย

    เจียงปินจับตามองทหารม้าราชองครักษ์ด้านหน้าอยู่ตลอด ในหมู่เงาเกราะตะคุ่มนั้นเห็นได้ว่าทหารม้านายหนึ่งโครงร่างค่อนข้างซูบผอม แต่ท่วงท่าควบม้าทะมัดทะแมง ชุดเกราะหรูหราเป็นพิเศษ แผ่นเกราะสะท้อนแสงสีทองแยงตา ด้านหลังเป็นผ้าคลุมสีแดงสดปักทองผืนหนึ่ง สองข้างบนยอดหมวกศึกตกแต่งด้วยเครื่องประดับรูปสัตว์ปีกดุร้าย

    เงาหลังนี้มิใช่ใครอื่น เป็นเจ้าของยศบนธงยาวผืนนั้น จูโซ่ว ‘เจิ้นกั๋วกง ผู้บัญชาการทัพแม่ทัพใหญ่เกรียงไกรยุทธ์’

    กล่าวตามจริงคือจูโฮ่วจ้าวจักรพรรดิเจิ้งเต๋อองค์ปัจจุบันแต่งตั้งยศที่ทั้งยาวและโอ้อวดเช่นนี้ให้ตนเอง

    ภายใต้การเกลี้ยกล่อมของเจียงปิน จักรพรรดิจึงมีพระราชดำริออกจากวังควบขี่ม้าออกมานอกด่านนานแล้ว สามปีก่อนพระองค์เคยทดลองแล้วครั้งหนึ่ง ผลสุดท้ายกลับถูกขุนนางผู้จงรักภักดีขัดขวางที่ด่านจวียง จึงกลับไปด้วยความผิดหวัง ขุนนางย่อมเคร่งเครียดอย่างยิ่งต่อความประสงค์ออกนอกด่านขององค์จักรพรรดิ ผู้ใดก็ไม่ลืม ‘การสู้รบที่ถู่มู่’ ในปีนั้น มหันตภัยที่จักรพรรดิอิงจงถูกจับเป็นเชลย ทหารเด่นล้ำแห่งยุคในกองทัพต้าหมิงถูกสังหารเกือบหมดสิ้น เมืองหลวงเสี่ยงถูกทหารม้าเมิ่งกู่ตีแตก จึงไม่อยากให้หายนะใหญ่หลวงนี้ซ้ำรอย

    แต่จูโฮ่วจ้าวหาได้ยินยอมไม่และวางแผนกับเจียงปินอีกครั้ง ครั้งนี้ใช้อุบายบุกออกนอกด่านสำเร็จในที่สุด บรรลุถึงโลกแห่งอิสระที่พระองค์ใฝ่ฝัน

    และเจียงปินเองก็สมใจหมาย เมื่อออกจากเมืองหลวง เฉียนหนิงผู้เป็นศัตรูแย่งชิงความโปรดปรานกับขุนนางจำนวนมากล้วนไม่อยู่ข้างกาย โอรสสวรรค์อยู่ในการดูแลของมันผู้เดียว ขอเพียงปรนนิบัติจักรพรรดิที่นอกด่านอย่างเต็มที่ ให้พระองค์นำทหารผจญภัยจนพอพระทัย ตำแหน่งของตัวมันก็จะมั่นคงยิ่งขึ้นดุจเขาไท่ซาน เหนือกว่าขุนนางทั้งมวล

    ยามนั้นเฉียนหนิงจะทำอะไรล้วนต้องมองดูสีหน้าของข้า…หรือกระทั่งอาจถึงขั้นที่ข้ากำจัดมันได้…

    ทว่ายามนี้บนหน้าเจียงปินไม่พบความตื่นเต้นลิงโลดสักนิด มันมองดูจักรพรรดิกำลังเสวยสุขกับการนำทหารควบม้าอยู่เบื้องหน้าอย่างเคร่งขรึม หว่างคิ้วแสดงความกังวลและความหวาดกลัวเบาบาง

    ที่แท้หลังออกนอกด่าน พอจักรพรรดิเคลื่อนพลบรรลุถึงเมืองเซวียนฝู่ฐานที่มั่นของเจียงปิน เพิ่งเที่ยวเล่นได้ไม่กี่วันก็ได้ยินข่าวหนึ่ง

    องค์ชายน้อยแห่งต๋าต๋านำกำลังห้าหมื่นกำลังบุกมายังเมืองต้าถงเมืองสำคัญในเขตชายแดน

    เป็นองค์ชายน้อยผู้นั้น บุคคลที่ทั่วทั้งกองทัพต้าหมิงได้ยินชื่อต้องหน้าถอดสี

    จักรพรรดิได้ยินข่าวพระเนตรกลับลุกวาวขึ้นทันที

    มองเห็นแววตานี้ เจียงปินพลันรู้สึกท่าไม่ดีแล้ว แต่ยังมิทันคิดวิธีห้ามปราม จักรพรรดิก็มีพระบัญชาให้ตระเตรียมกองกำลังเด่นล้ำกองทัพชายแดนเมืองเซวียนฝู่และทรงนำทัพไปยังเมืองต้าถงด้วยพระองค์เอง

    ‘ข้าจะไปพบมันสักหน่อย’ ในตอนนั้นจักรพรรดิตรัสอย่างอิ่มเอมพระทัยและลูบไล้ดาบข่านเตาประดับเงินเล่มหนึ่งในมือ

    เจียงปินถลึงดวงตาไม่กล่าวสักคำ

    พบมันสักหน่อย? องค์ชายน้อยแห่งต๋าต๋าผู้นั้น?

    ท่านน่าจะทราบว่าเมืองเซวียนฝู่ที่พวกเราอยู่ในขณะนี้สามปีก่อนก็ถูกองค์ชายน้อยผู้นี้รุกราน ปล้นฆ่าเผาทำลายไปมาติดต่อกันหลายตำบลในระยะร้อยหลี่ ไม่มีผู้ใดขวางได้

    อาศัยท่าน? เด็กน้อยที่เล่นฝึกทหารที่เรือนเป้าฝาง อาศัยอยู่ในวังยาวนานเช่นท่านคิดจะ ‘พบมันสักหน่อย’?

    แต่เจียงปินมองเห็นสีพระพักตร์ของจูโฮ่วจ้าวก็รู้ว่าพระองค์ตัดสินพระทัยแล้ว เจียงปินร่ำรวยเพราะได้มาโดยอาศัยการประจบจักรพรรดิ หากขวางความสุขของจักรพรรดิในช่วงเวลาเช่นนี้ นั่นคือเรื่องที่ถึงตาย มันจะไม่กระทำเด็ดขาด

    จำต้องตามพระทัยพระองค์ชั่วคราว…ไม่แน่ว่าผ่านไปพักหนึ่งพระองค์เกิดกลัวขึ้นมาก็จะถอนทัพกลับมาเอง ไฉนข้าต้องเสี่ยงสูญเสียความโปรดปราน ละเมิดความสุขของพระองค์

    แต่วันนี้จวนจะบรรลุถึงเขตทหารหยางเหอเมืองต้าถงแล้ว เจียงปินมองเห็นจักรพรรดิที่อยู่ตรงหน้า กำลังนำองครักษ์เกราะเหล็กควบม้าเล่นไปบนทุ่งโดยไม่มีทีท่าเคร่งเครียดหรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย ถึงขั้นเผยความมั่นใจในตนเองกับท่วงท่าของแม่ทัพใหญ่ออกมา

    เจียงปินประจันหน้ากับจูโฮ่วจ้าวที่เรือนเป้าฝางแห่งเมืองหลวงเช้าค่ำ จักรพรรดิเยาว์วัยยังคงชอบเที่ยวเล่น แต่เจียงปินกลับสังเกตเห็นว่าหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาพระองค์มีความเปลี่ยนแปลงพิเศษ บุคลิกดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใด

    บัดนี้หวนนึกขึ้นมา คล้ายเป็นเพราะหลังค่ายพลเสินจีทำลายล้างสำนักอู่ตัง…

    ที่เบื้องหน้า จูโฮ่วจ้าวจักรพรรดิเจิ้งเต๋อนำทหารม้าองครักษ์สี่สิบนายห้อตะบึงอยู่บนที่ราบอันอิสระกว้างขวางอย่างที่ใฝ่ฝันมานานแล้ว เลือดร้อนเดือดพล่านอยู่ในร่างใต้เกราะศึกอันหรูหรานั้นพลางลงแส้ม้าพ่วงพีให้วิ่งเร็วขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

    “ฝ่าบาท!” องครักษ์เบื้องหลังทางซ้ายของจักรพรรดิเร่งม้าตามติดพลางตะโกน “ทรงอย่าออกจากกองทัพไกลนัก!”

    องครักษ์เหล่านี้แม้ไม่เคยป้องกันชายแดน แต่ก็เคยได้ยินว่าทหารม้าต๋าต๋าไปมาดั่งวายุ รู้ว่าทุ่งร้างแห่งนี้อันตรายเพียงใด ขณะแรกแม้ดูคล้ายเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน แต่ต่อมาอาจมีฝนเกาทัณฑ์ทั่วฟ้า

    จูโฮ่วจ้าวแม้ชอบเรื่องตื่นเต้นเสี่ยงภัยแต่ก็หาใช่คนโง่ไม่ พระองค์รู้ว่าสถานที่ที่ตนเองอยู่มิใช่ที่เที่ยวเล่นเช่นเรือนเป้าฝาง ยังคงต้องฟังคำพูดของผู้บัญชาการทหารให้มาก จึงชะลอพาหนะ กองทหารม้าเบื้องหลังเองก็ลดความเร็วลง ติดตามอารักขาอยู่สองข้างของจักรพรรดิ

    ขณะที่ม้าเดินทอดน่อง จูโฮ่วจ้าวทอดพระเนตรทุ่งกว้างที่ตากแดดจนเป็นสีเหลืองทองจากใต้หมวกศึก พระองค์รู้ว่าอีกด้านหนึ่งที่มองไม่เห็น ศัตรูนับไม่ถ้วนกำลังขี่ม้าพกดาบและเกาทัณฑ์เช่นเดียวกับพระองค์ โลหิตพลุ่งพล่านอยู่เช่นเดียวกัน ในใจคิดถึงปณิธานเช่นเดียวกัน…

    ไม่…ไม่เหมือนกัน พวกมันหิวโหยกว่าข้า

    จูโฮ่วจ้าวกระจ่างยิ่งนักว่าพระองค์กับนักรบต๋าต๋าเหล่านั้นไม่เหมือนกัน พวกมันเอาชีวิตออกมาเดิมพัน เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย คนในครอบครัวจะได้อิ่มท้องอุ่นกาย เหยียบย่างสมรภูมิที่เป็นตายไม่แน่ชัดทุกวัน แต่ตัวพระองค์นั้นมีแผ่นดินอันเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้ครอบครองตั้งแต่แรกประสูติ เดิมทีไม่มีเหตุผลที่ต้องวิ่งตะบึงบนทุ่งกว้างแห่งนี้แต่อย่างใด

    แต่ในพระทัยจูโฮ่วจ้าวยังคงมีหลุมที่เติมไม่เต็มหลุมหนึ่ง…บนโลกมีบางอย่างที่แม้แต่จักรพรรดิก็มิอาจได้มา พระองค์ออกจากเมืองหลวงพันหลี่ก็เพราะต้องการไปเสาะหาสิ่งนี้

    เมื่อได้ยินข่าวว่าองค์ชายน้อยนำทหารมารุกราน จูโฮ่วจ้าวก็พลันตัดสินใจรับการโจมตีด้วยพระองค์เอง หาได้เสี่ยงอันตรายเล่นสนุกเหมือนที่เจียงปินคิดไม่ วีรกรรมอันกล้าหาญในการสถาปนาแคว้นของบรรพบุรุษ จูโฮ่วจ้าวเคยฟังเคยอ่านมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เด็ก เหตุที่ราชครูเล่าประวัติศาสตร์เหล่านี้ เดิมตั้งใจให้รัชทายาทเข้าใจความลำบากของบรรพบุรุษที่ก่อตั้งรากฐาน แต่ในโสตของจูโฮ่วจ้าวความหมายกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในพระทัยมีเพียงความชื่นชมกับความมุ่งหวังอันไร้ขีดจำกัดถึงขั้นรู้สึกว่าตนเองเกิดผิดยุคสมัย

    ศัตรูที่บรรพบุรุษเคยเอาชนะและขับไล่ พระองค์อยากเอาชนะสักครั้งเช่นเดียวกัน…

    สิ่งที่กระตุ้นให้จูโฮ่วจ้าวตัดสินพระทัยรับการโจมตีของศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างองค์ชายน้อยมิมีเพียงเท่านี้ แต่พระองค์ยังได้รับการปลุกเร้าจากสำนักอู่ตัง

    สองปีก่อนหลังทำลายล้างสำนักอู่ตัง จูโฮ่วจ้าวค่อนข้างรู้สึกเสียพระทัย ภายหลังให้ทหารที่รอดชีวิตกลับมาจากศึกอู่ตังเข้าเฝ้าหลายครั้ง ฟังพวกมันเล่าถึงการศึกดุเดือดอันแสนสั้นสนามนั้นว่าดำเนินการเช่นไรกันแน่ ได้รู้ว่ามือกระบี่อู่ตังใช้หนึ่งต้านร้อยจนซากศพสุมซ้อนเป็นภูเขาบนสมรภูมิอย่างไร ใช้กำลังของคนไม่กี่คนบุกรุกอย่างรวดเร็ว สังหารแม่ทัพค่ายพลเสินจีอย่างไม่กลัวตาย บุกเข้าโจมตีในป่าปืนห่ากระสุนเสมือนวิญญาณ ราวกับมีร่างอมตะ…จูโฮ่วจ้าวฟังจบก็เสียพระทัยอย่างสุดซึ้งที่บัญชาให้ทำลายนักรบที่หาได้ยากกลุ่มนี้ ในขณะเดียวกันก็แทบอยากจะนำทัพค่ายพลเสินจีในวันนั้น เพื่อที่จะได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์เช่นนั้นด้วยพระเนตรพระองค์เอง

    ในพระทัยพระองค์รู้สึกขัดแย้งกันเช่นนี้ ทั้งเสียใจที่ทำลายอู่ตัง และรู้สึกว่าการพระราชทานศึกแห่งเกียรติยศนี้แก่สำนักอู่ตังกลายเป็นการสร้างตำนานของพวกมันไปแล้ว สำนักอู่ตังมอดไหม้สูญสิ้นในศึกนี้ ความจริงก็เป็นโชคดีประเภทหนึ่ง

    เนื่องเพราะคิดเช่นนี้ จูโฮ่วจ้าวจึงหาได้ถือโทษเรื่องที่กองทัพราชองครักษ์เสียหายย่อยยับไม่ ทหารทั้งหมดยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ครอบครัวผู้ที่ตายในสงครามได้รับความช่วยเหลือพิเศษ จางหย่งผู้บัญชาการทหารยังคงควบคุมค่ายราชองครักษ์

    ปีที่ผ่านมานี้จูโฮ่วจ้าวไม่เคยลืมสำนักอู่ตัง ซ้ำยังหลงใหลการต่อสู้กว่าก่อนหน้าเสียอีก และซ่งหลีที่เคยปลุกปั่นให้พระองค์เคลื่อนพลไปยังอู่ตัง พระองค์ก็ให้อยู่ข้างพระวรกายตลอด ถึงขั้นพาออกนอกด่านด้วยกัน ราวกับนางคือสิ่งที่ระลึกของศึกอู่ตัง…

    หลังบรรลุถึงเมืองเซวียนฝู่ เมื่อได้ยินนามขององค์ชายน้อย จูโฮ่วจ้าวก็นึกโยงถึงฝ่ายตรงข้ามเข้ากับอู่ตังทันที

    ยามข้าออกด่านคนผู้นั้นก็กำลังมารุกรานพอดี…ความบังเอิญเช่นนี้ยากจะพบในรอบพันปี! บางทีมันอาจเป็นศึกแห่งเกียรติยศที่สวรรค์ประทานให้ข้า!

    ชาตินี้ข้าเองก็ไม่อาจฝึกจนกลายเป็นนักสู้ที่ร้ายกาจเช่นสำนักอู่ตังได้ แต่ก็ได้พบสมรภูมิที่จุดแสงสว่างโชติช่วงให้ตัวเองได้เช่นเดียวกัน

    เมื่อหวนนึกถึงตรงนี้จูโฮ่วจ้าวก็ยื่นพระหัตถ์กุมดาบคาดเอวเอาไว้บนอานม้า ทำท่าหมายชักออกราวกับมองเห็นเงาร่างของศัตรูรางๆ บนทุ่งร้างไร้ผู้คน

    จูโฮ่วจ้าวทั้งมิใช่ทหารกล้าบนสมรภูมิและมิใช่ยอดฝีมือเลิศล้ำ แต่เป็นกษัตริย์ตัดสินความเป็นความตายของคนในแผ่นดิน ครั้นไอสังหารแผ่ออกมา ทหารข้างพระวรกายล้วนรับรู้ได้จนถอยหลังเล็กน้อยด้วยความกลัวเกรงและก้มศีรษะลงอย่างไม่รู้ตัว

    “ข้าจะเอาชนะศึกนี้” แววตาจูโฮ่วจ้าวไม่ห่างจากปลายสุดของทุ่งร้าง พระองค์ตรัสช้าๆ ไปยังทหารด้านหลัง “พวกเจ้าจะช่วยข้าอีกแรงไหม”

    องครักษ์ขบวนนี้ติดตามจักรพรรดิเนิ่นนานแล้ว แต่ไม่เคยได้ยินพระองค์ตรัสอย่างมาดมั่นเช่นนี้มาก่อน จึงทำให้รู้สึกตระหนกในใจ พวกมันต่างแสดงความเคารพจักรพรรดิบนอานม้าพร้อมกัน แผ่นเกราะเหล็กจำนวนมากบังเกิดเสียงดังออกมา แต่ละคนประสานเสียงตะโกนอย่างจริงใจ

    “กระหม่อมจะรบจนตัวตาย!”

    ในสายตาพวกมัน เงาหลังบนอานม้าของจักรพรรดิที่พระชนมพรรษาเพียงยี่สิบหกพรรษากลับใหญ่โตอย่างไม่เคยพบเห็น

    แต่พวกมันไม่รู้ว่านี่ล้วนต้องขอบคุณอู่ตังที่มอบให้

     

    สิบสามวันให้หลัง วันที่หกเดือนสิบสองรัชสมัยเจิ้งเต๋อ จูโฮ่วจ้าวจักรพรรดิต้าหมิงนำพวกจางหย่ง เว่ยปิน จางจงที่มาสนับสนุนจากเมืองหลวง รวมตัวกับหวังซวินผู้บัญชาการทหารเมืองต้าถงแห่งอิงโจว รวมกองกำลังหกหมื่นนายรับศึกทหารม้าต๋าต๋าห้าหมื่นของต๋าเหยียนข่านปาถูเมิงเค่อ

    ปาถูเมิงเค่อที่อายุห้าสิบสามปี กองทัพหมิงเรียกว่า ‘องค์ชายน้อย’ ออกว่าราชการเคลื่อนกำลังพลด้วยตัวเองตั้งแต่อายุสิบหกปี ปราบปรามแต่ละชนเผ่ารวบรวมโม่หนานเป็นหนึ่งด้วยวัยไม่ถึงยี่สิบปี จากนั้นยังนำกองกำลังมารุกรานชายแดนต้าหมิงทั้งหมดหลายสิบหน ปล้นฆ่าเผาทำลาย ตระเวนไปมาระยะพันหลี่ กองทัพหมิงได้ยินข่าวก็ขลาดกลัวไม่มีผู้ใดกล้าต่อสู้

    ในศึกอิงโจว สองกองทัพประจัญบานกันในหมอก จักรพรรดิเจิ้งเต๋อสวมใส่ชุดเกราะทำศึกหน้าขบวนด้วยพระองค์เอง ความปรารถนาต่อสู้ของกองทัพหมิงเพิ่มสูงขึ้น ต่างกับสภาพจิตใจขลาดกลัวก่อนหน้าอย่างมาก ทำให้ปาถูเมิงเค่อและขุนพลต๋าต๋าประหลาดใจอย่างยิ่ง

    จูโฮ่วจ้าวไม่สนคำเตือนเหล่าขุนนาง นำทหารบุกโจมตีด้วยพระองค์เอง เพราะสถานการณ์ต่อสู้โกลาหล จึงถลันเข้าสู่ขบวนศัตรู เกือบตกอยู่ในวงล้อมของทัพต๋าต๋า แต่พระองค์กับองครักษ์ห้าวหาญกว่ายามปกติ บุกโจมตีรูปขบวนศัตรูจนแตกพ่ายก่อนหนึ่งก้าว

    ยามวิกฤตที่สุด ทหารต๋าต๋านายหนึ่งเข้ามาใกล้จูโฮ่วจ้าว ปะทะคมอาวุธกับจักรพรรดิต้าหมิง พลังดาบโค้งของทหารต๋าต๋านายนี้แกร่งกล้า จูโฮ่วจ้าวเกือบต้านทานไม่อยู่แทบจะตกลงจากพาหนะ แต่ในชั่วสะเก็ดไฟแสงฟ้าแลบ องค์จักรพรรดิใช้กระบวนท่ากระบี่เคลื่อนอู่ตังที่ซือซิงเฮ่ารองเจ้าสำนักอู่ตังเคยชี้แนะออกมาโดยไม่รู้ตัว ร่างพระองค์เอี้ยวเฉียงหลบดาบโค้งศัตรูบนอานม้า พร้อมฟันอาวุธในพระหัตถ์ตัดลำคอของทหารต๋าต๋าขาดสะบั้น

    เจียงปินและจางหย่งเร่งมาอารักขาตามทันที ภายใต้การบุกโจมตีเช่นนี้ต๋าต๋าจึงมิกล้าต่อกรกับกองทัพหมิงและถอยทัพไปอย่างไม่ลังเล

    วันถัดมาสองกองทัพรบกันอีกละแวกซั่วโจว ทว่าวันนี้หมอกหนายิ่งกว่าเดิม ทั้งสองฝ่ายยากที่จะจัดวางกำลัง ต๋าต๋าผ่านความปราชัยยับเยินมา ซ้ำยังประสบกับศัตรูแข็งแกร่งเหนือความคาดหมาย คนและม้าล้วนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ในที่สุดจึงตัดสินใจถอยทัพ จูโฮ่วจ้าวมีพระบัญชาให้ขุนนางกลับเมืองหลวงรายงานข่าวชัยชนะ

    ปลายปีเดียวกันปาถูเมิงเค่อป่วยตาย ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกี่ยวข้องกับความปราชัยที่อิงโจวในครั้งนี้หรือไม่ หลังมันตายชนเผ่าเมิ่งกู่แห่งโม่หนานก็ตกสู่ความแตกแยกอีกครั้ง แม้ยังคงบุกรุกชายแดนทุกปี แต่ก็มิกล้าถลำลึกรุกล้ำเช่นนี้อีก

    เดือนแรกของปีถัดมา จูโฮ่วจ้าวเสด็จกลับเมืองหลวงทำพิธีไว้ทุกข์เพราะพระอัยยิกาเสด็จทิวงคต และรายงานความชอบในการรบของ ‘จูโซ่วแม่ทัพใหญ่เกรียงไกรยุทธ์’ ต่อราชสำนัก ในนั้นบันทึกพิเศษไว้ว่า ‘ตัดเศียรพยัคฆ์หนึ่งเศียร’

     

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    นิยายยอดนิยม

    Uncategorized

    สุดมันกับนิยายเรื่องใหม่ เล่มต่อ และเล่มจบ ที่ทุกท่านรอคอย… บูธ ENTER BOOKS Q02

    บูธ ENTER BOOKS Q02 งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 51 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 21 ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย...

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน เพลงยุทธ์ก้องหล้า เซียนสุราไร้เทียมทาน เล่ม 1 ครั้งที่ 2

      บทที่ 4 แม่น้ำแห่งอั้นเหอ   ความหนาวเย็นอ่อนๆ มาเยือนเมืองที่งดงามประณีตแห่งนี้ด้วยสายฝนที่นุ่มนวลและละเอียดอ่อน กลิ่น...

    Facebook