• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    Uncategorized

    ทดลองอ่าน คดีปีศาจแห่งเมืองไคเฟิง เล่ม 1 ตอนที่ 4

    2 of 2หน้าถัดไป

    บอกตวนมู่ชุ่ยไม่ยุ่งหรือ บางครั้งนางก็ยุ่งจนหน้ามืดตาลาย บอกนางมีงานยุ่งหรือ นางกลับว่างจนแทบจะไปนับเม็ดทรายที่แม่น้ำเหิงเหอ*

    อย่างเช่นตอนนี้ ตวนมู่ชุ่ยกำลังเอาสองมือประกบสองข้างแก้มนอนคว่ำอยู่บนพื้น มองดูชามกระเบื้องลายครามใบนั้นที่กำลังยุ่งหัวหมุน

    “ปักตรงนี้แท่งหนึ่ง ปักตรงนี้อีกแท่งหนึ่ง ปักตรงนี้อีกแท่งหนึ่ง” ชามกระเบื้องลายครามเอาเทียนรูปร่างเหมือนเข็มในมือปักลงไปทีละแท่งๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองตวนมู่ชุ่ยด้วยท่าทางเฝ้ารอคอย “เป็นอย่างไร เห็นเป็นรูปอะไร”

    ตวนมู่ชุ่ยหรี่นัยน์ตามองอยู่เป็นนานสองนาน “เหมือนยันต์ผีวาด ใครจะไปมองออกว่าเป็นตัวอักษรอะไร”

    ชามกระเบื้องลายครามเสียใจ “ไม่ใช่ตัวอักษร ‘หวั่นเอ๋อร์’สองคำหรือ ข้าปักตามตัวอักษรที่ท่านเขียนอยู่บนพื้น เหตุใดจึงมองไม่ออกว่าเป็นตัวอักษรอะไร”

    “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร” ตวนมู่ชุ่ยมองค้อนชามกระเบื้องลายคราม “ดูน้ำเต้าวาดกระบวย*ยังทำได้แย่เพียงนี้ เจ้าโง่งมแล้วยังไม่ยอมรับ”

    ชามกระเบื้องลายครามถลึงตาใส่ตวนมู่ชุ่ยกลับด้วยท่าทางโมโห ตวนมู่ชุ่ยชี้ไปบนท้องฟ้าอย่างไม่สนใจไยดี “ตะวันใกล้จะตกเขาแล้ว รีบเข้า”

    กระทั่งปักจนพอจะเป็นรูปเป็นร่าง ท้องฟ้าก็มืดค่ำลง ชามกระเบื้องลายครามดึงผมปอยหนึ่งที่ห้อยลงมาของตวนมู่ชุ่ย “จุดไฟ จุดไฟดูเถิด”

    ตวนมู่ชุ่ยส่งเสียงอืมคำหนึ่ง ยื่นมือออกไปดีดนิ้วกลางอากาศเสียงดังเป๊าะ

    ปลายเทียนที่รูปร่างเหมือนเข็มเหล่านั้นพลันมีเปลวไฟเล็กๆ ลุกติดขึ้นมา ตัวอักษร ‘หวั่นเอ๋อร์’ที่บิดๆ เบี้ยวๆ สองตัวก็ปรากฏแสงวับๆ แวมๆ ขึ้นมาท่ามกลางความมืดที่ค่อยๆ โรยตัวลงมา

    “งดงามยิ่งนัก” ชามกระเบื้องลายครามสองมือกอดอก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้ม

    ตวนมู่ชุ่ยยันตัวขึ้นจากพื้นด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย ใช้มือปัดๆ ฝุ่นบนเสื้อผ้าแล้วเข้าบ้านไปหุงหาอาหาร นางท่าจะว่างมากจริงๆ ถึงกับใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายอยู่เป็นเพื่อนชามกระเบื้องลายคราม…

    พลันได้ยินเสียงชามกระเบื้องลายครามร้อง ‘โอย’ออกมาอย่างน่าเวทนา ราวกับเป็ดถูกเหยียบคอ

    ตวนมู่ชุ่ยตกใจรีบออกไปดู ก็เห็นจ้าวหู่ยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก สองมือหิ้วถุงขนมจากร้านกุ้ยซูไจ (เรือนขนมกุ้ย) เท้าข้างที่ก้าวอยู่ข้างหน้า จะยกขึ้นก็ไม่ใช่ จะไม่ยกก็ไม่ใช่

    จุดที่เขาเหยียบอยู่นั้นเดิมน่าจะมีตัวอักษรคำว่า ‘หวั่นเอ๋อร์’อยู่สองตัว

    ตวนมู่ชุ่ยถอนหายใจยาว

    ไม่ผิดจากที่คาด หลังจากผ่านอาการตื่นตะลึงและโกรธแค้นในช่วงแรกไปแล้ว ความเศร้าโศกก็ล้นทะลักออกมาจากหัวใจของชามกระเบื้องลายคราม ส่งเสียงคร่ำครวญโหยไห้ “งานเลี้ยงใต้แสงเทียนที่ข้าจัดเตรียมมาตลอดช่วงบ่าย แล้วข้าจะอธิบายกับหวั่นเอ๋อร์อย่างไร…”

    “พะ…พี่ตวนมู่…” จ้าวหู่ใจฝ่อ “ข้า…ข้า…”

    “เข้ามาพูดข้างในเถิด” ตวนมู่ชุ่ยให้จ้าวหู่เข้ามาในบ้าน

    นอกบ้าน ชามกระเบื้องลายครามร้องไห้เสียงดังด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ในบ้าน ตวนมู่ชุ่ยท่าทางไม่ใส่ใจไยดี จ้าวหู่รู้สึกราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม

    “เอ่อ…” จ้าวหู่เอ่ยปากอย่างยากลำบาก “เดิมทีข้าก็ไม่คิดจะมารบกวนพี่ตวนมู่…”

    “อ้อ…”

    “ไม่ว่าพูดอย่างไรพี่ใหญ่จั่นก็ไม่ให้ข้ามา ยังบอกพี่ตวนมู่จะต้องไม่เห็นด้วยแน่ ยังบอกพี่ตวนมู่ต้องบ่นว่าข้ามากเรื่อง…”

    “อ้อ…หือ?” ไม่ผิดจากที่จ้าวหู่คิดไว้ พอได้ยินประโยคที่สอง ตวนมู่ชุ่ยก็เบิกตาทั้งสองจนกลมโต เงยหน้าขึ้นมา “อะไรคือข้าจะต้องไม่เห็นด้วยแน่ เขารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะต้องไม่เห็นด้วย”

    “ข้าเองก็พูดเช่นนั้น พี่ใหญ่จั่นท่านไม่ใช่พี่ตวนมู่ รู้ได้อย่างไรว่าพี่ตวนมู่จะต้องไม่เห็นด้วย” จ้าวหู่ตีงู งูฉวยเลื้อยตามท่อนไม้*รีบเติมน้ำมันเติมน้ำส้มเล่าเรื่องจ้าวเสี่ยวต้าให้ฟัง ระหว่างนั้นชามกระเบื้องลายครามเห็นไม่มีคนสนใจเสียงร้องไห้คร่ำครวญของตน จึงย้ายที่คร่ำครวญจากข้างนอกเข้ามาข้างใน เดินวนไปรอบรองเท้าขุนนางของจ้าวหู่ ทั้งยังยกชายเสื้อคลุมขุนนางของจ้าวหู่ขึ้นมาสั่งน้ำมูกอีกหลายครั้ง

    “พูดไปแล้ว ข้าก็เพียงอยากจะเอาเรื่องประหลาดเช่นนี้บอกให้พี่ตวนมู่รู้” จ้าวหู่วางท่าว่าเศร้าเสียใจสามส่วน “ข้าก็ไม่ได้มีเจตนาจะมารบกวนพี่ตวนมู่ แต่พี่ใหญ่จั่นเขา…”

    “ข้ารู้แล้ว” ตวนมู่ชุ่ยมีท่าทีไม่พอใจ “เหตุใดจั่นเจาจึงคิดว่าต้องเป็นเช่นนั้น บอกข้าไม่มีทางเห็นด้วย ข้าเองก็ไม่ได้เป็นคนไม่มีเหตุผลเพียงนั้นกระมัง ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้แล้วข้าก็อยากจะไปดูจ้าวเสี่ยวต้าผู้นี้สักหน่อย จะต้องหาสาเหตุที่แน่ชัดออกมาให้ได้ เจ้ากลับไปก่อน พรุ่งนี้ข้าจะไปที่ศาลไคเฟิง”

    จ้าวหู่ดีใจออกนอกหน้า ยกเท้าได้ก็ออกเดิน ชามกระเบื้องลายครามเห็นตัวการผู้ก่อเหตุจะหลบหนี มีหรือจะยอมเลิกรา มันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทีหนึ่งเตรียมจะโก่งคอเปล่งเสียงร้อง ตวนมู่ชุ่ยพลันก้มหน้าลงมาเอ่ยเสียงดุดัน “ขืนเจ้ายังพิรี้พิไร ข้าก็จะเล่าเรื่องเมื่อคืนที่เจ้าไปดูดาวที่ริมแม่น้ำกับเสี่ยวเตี๋ย*”

    ชามกระเบื้องลายครามชะงักค้าง ลมหายใจที่สูดเข้ามาถูกปล่อยออก ตวนมู่ชุ่ยแค่นเสียงฮึ แล้วส่งจ้าวหู่ออกประตูไป

    ชามกระเบื้องลายครามมองทั้งสองคนเดินจากไปตาปริบๆ เมื่อแน่ใจแล้วว่าตวนมู่ชุ่ยไม่ได้ยินเสียงพูดของตนก็ยกสองมือขึ้นเท้าสะเอว แหงนหน้าขึ้นสูง พูดออกมาดังๆ “นั่นเป็นข่าวลือ ข่าวลือแน่นอน”

    สี่ด้านไร้เสียง ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครสังเกตเห็นเสี่ยวเตี๋ยเจ้าของข่าวลือฝ่ายหญิงขดตัวอยู่ในเงามืด กำลังมองจ้องชามกระเบื้องลายครามด้วยความแค้นใจ ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กในมือถูกบิดแล้วบิดอีก

     

    วันรุ่งขึ้นตวนมู่ชุ่ยก็มาตามนัด

    แต่ไม่เจอจั่นเจา ด้วยว่าจั่นเจาได้รับมอบหมายจากใต้เท้าเปาให้ไปจวนอ๋องแปดตั้งแต่เช้า

    กงซุนเช่อกับเซี่ยวเว่ยทั้งสี่อยู่ด้านข้างคอยเฝ้าสังเกตและศึกษา จ้าวเสี่ยวต้าประหม่าเป็นอย่างยิ่ง

    บนแผ่นหลังมีตุ่มที่ถูกกัดปรากฏอยู่ มองข้างซ้ายมองข้างขวามองข้างบนมองข้างล่างก็ดูธรรมดายิ่ง

    ตวนมู่ชุ่ยถามจ้าวเสี่ยวต้าให้แน่ชัด “ได้ยินเจ้าบอกว่าเพิ่งถูกกัดมาแค่เพียงสิบห้าสิบหกปี”

    แค่เพียง?

    จ้าวหู่มองตวนมู่ชุ่ยด้วยสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา ท่วงทีของพี่ตวนมู่ต่างจากคนอื่น เรื่องที่เกิดขึ้นมานี้ นอกจากจั่นเจาที่ไม่เก็บมาใส่ใจแล้ว พวกเขาทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ในศาลไคเฟิงต่างได้ยินแล้วอ้าปากค้างคางแทบหลุดติดพื้น แม้แต่ใต้เท้าเปาที่แต่ไรมาสุขุมคัมภีรภาพก็ยังอดประหลาดใจจนพูดออกมาว่า ‘ถึงกับถูกกัดมาสิบห้าสิบหกปีแล้ว’

    แล้วมาดูว่าพี่ตวนมู่พูดอย่างไร นางบอก ‘แค่เพียง’

    สั้นๆ สองคำ แสดงว่าพี่ตวนมู่เห็นเป็นเรื่องไม่หนักหนา ไม่เก็บมาใส่ใจ หนังตาไม่ทันกะพริบก็แก้ไขปัญหานี้ได้แล้ว

    นี่คือสิ่งที่เรียกว่าคนเหนือคน จ้าวหู่ชื่นชมและเลื่อมใสศรัทธา

    กงซุนเช่อและคนอื่นๆ เดินไปส่งตวนมู่ชุ่ยถึงหน้าประตูใหญ่ศาลไคเฟิง

    “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร” ตวนมู่ชุ่ยพูดด้วยท่าทางสบายๆ “เพียงแต่กลายเป็นยุงประหลาด ซุกตัวอยู่ในตุ่มยุงกัด เป็นกาฝากอาศัยอยู่ในตัวจ้าวเสี่ยวต้าดูดกินโลหิตคนผู้นี้ ดีที่อยู่มาเพียงสิบห้าสิบหกปี ยังไม่กลับกลายเป็นอะไรร้ายแรง…ไปที่ร้านยาซื้อเทียนหลงมาตัวหนึ่ง หลังจากทุบละเอียดแล้วก็เติมน้ำลงไปครึ่งชามเคี่ยวให้ข้นเหลว จากนั้นก็เอาน้ำยาข้นเหลวทาลงไปบนตุ่มนั่น หลังจากนั้นสองชั่วยามตุ่มก็จะแตกมีหนองไหลออกมา ยุงนั่นก็จะบินออกมา ถึงตอนนั้นจำไว้ต้องตียุงนั่นให้ตายจะได้ไม่ไปทำร้ายผู้อื่นอีก”

    “ได้ๆ แน่นอนๆ เข้าใจแล้ว” จ้าวหู่พยักหน้าหงึกหงักราวกับทุบกระเทียม

    รอตวนมู่ชุ่ยเดินไปไกลแล้ว จ้าวหู่ก็มองกงซุนเช่อด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

    “ท่านกงซุน เทียนหลงคืออะไรหรือขอรับ”

    กงซุนเช่อไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ในเมื่อเจ้าไม่รู้ว่าเทียนหลงคืออะไร ยังจะบอกกับแม่นางตวนมู่ไม่ขาดปากว่าเข้าใจแล้ว”

    จ้าวหู่เกาศีรษะ ยิ้มแหย

    “เทียนหลงบ้างก็เรียกเทียนหลงปี้หู่*ก็คือตุ๊กแกที่เอาเครื่องในออกแล้วย่างให้แห้ง หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป” กงซุนเช่อส่งเสียงเจื้อยแจ้ว “ตุ๊กแกเดิมก็กินพวกยุงเป็นอาหาร ใช้เทียนหลงปี้หู่จัดการกับยุงที่กลายเป็นตัวประหลาด นับเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง”

    คืนนั้นจั่นเจาไปทำงานกลับมา จ้าวหู่ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียดให้จั่นเจาทราบ

    “พี่ใหญ่จั่น” จ้าวหู่ท่าทางกระหยิ่มใจยิ่ง “ข้าบอกแล้วเรื่องนี้ไม่ธรรมดา แล้วก็ไม่ผิดจากที่คิด พี่ตวนมู่ดวงตาสว่างดุจคบเพลิง มองออกว่าเป็นยุงที่กลายเป็นตัวประหลาด

    ความหมายในคำพูดก็คือองครักษ์จั่นท่านสะเพร่าเกินไปแล้ว เกือบจะสร้างความผิดมหันต์ปล่อยปีศาจไป

    จั่นเจายิ้มๆ “ใส่ยาให้จ้าวเสี่ยวต้าแล้วหรือ”

    “สั่งห้องครัวไว้แล้ว ตอนนี้กำลังเคี่ยวให้ข้นเหลว เคี่ยวเสร็จแล้วจะให้เฉินลิ่วคนในห้องครัวยกไปให้จ้าวเสี่ยวต้า” จ้าวหู่พึมพำ “ครั้งนี้ต้องรบกวนพี่ตวนมู่อีกแล้ว วันหน้าจะต้องไปขอบคุณถึงบ้าน”

    คืนนั้นจ้าวหู่ต้องเข้าเวรออกตรวจตรายามค่ำคืนพอดี ตอนกลับมาจ้าวเสี่ยวต้าเข้านอนแล้ว จ้าวหู่กลับห้องไปอย่างไม่สบายใจนัก ยังนึกห่วงคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องมาเยี่ยมแต่เช้า

    เช้าวันรุ่งขึ้นหลังกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย จ้าวหู่ก็มาเยี่ยมจ้าวเสี่ยวต้าด้วยความตื่นเต้นดีใจ ไม่สนใจว่าจ้าวเสี่ยวต้ายังไม่ลุกจากเตียง มือก็เคาะประตู ปากก็ตะโกนเสียงดัง “น้องชาย พี่มาเยี่ยมเจ้าแล้ว”

    ไม่มีคนเปิดประตู ไม่มีคนขานรับ จ้าวหู่รอจนร้อนใจทนไม่ไหวออกแรงกระแทกประตูให้เปิดออก ทันใดนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนใหญ่หลวง กระโดดถอยไปสามก้าว สะดุดธรณีประตูล้มอยู่ที่ด้านนอกประตู

    ศพของเฉินลิ่วคนครัวที่มาส่งยาให้จ้าวเสี่ยวต้าเมื่อวานนอนขวางอยู่ตรงนั้น ส่วนจ้าวเสี่ยวต้าหายตัวไปไร้ร่องรอย

    เป็นครั้งแรกที่มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นมาในศาลไคเฟิง

     

    จางหลงวิ่งสุดฝีเท้ามาตลอดทาง เหงื่อไหลไคลย้อย หอบแฮกๆ มองมาแต่ไกลเห็นตวนมู่ชุ่ยกำลังตักน้ำขึ้นจากบ่ออยู่ในลานบ้านก็ร้องมาแต่ไกล “พี่ตวนมู่! แย่แล้ว เกิดเรื่องแล้ว!”

    ตวนมู่ชุ่ยเดินมาที่หน้าประตู จางหลงมือหนึ่งจับประตูรั้วพยุงตัว หอบหายใจหนัก

    “พี่ตวนมู่ จ้าวเสี่ยวต้าหายตัวไปแล้ว”

    “หายตัวไปแล้ว?” ตวนมู่ชุ่ยย่นหัวคิ้ว “คนเป็นๆ ตัวโตขนาดนั้น ขาก็งอกอยู่บนตัวเขา หาตัวไม่พบชั่วครู่ชั่วขณะมีอะไรต้องร้อนใจ”

    “ไม่ใช่เช่นนั้น” ในเวลาอันสั้นจางหลงไม่อาจพูดให้กระจ่างชัด ยิ่งร้อนใจจนกระทืบเท้า “เกิดเรื่องใหญ่แล้วจริงๆ พี่ใหญ่จั่นมาไม่ได้ จึงให้ข้ารีบมาพาท่านไป”

    เกิดเรื่องขึ้นแล้วจริงๆ

    พอเห็นศพของเฉินลิ่ว ตวนมู่ชุ่ยก็เอามือปิดปาก สูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ

    “โลหิตทั่วร่างของเขาแทบจะถูกดูดจนแห้ง” จั่นเจาเอ่ยเสียงต่ำ “ข้าไม่เคยเห็นสภาพการตายเช่นนี้”

    “ข้าก็ไม่เคยเห็น” เสียงของตวนมู่ชุ่ยแหบแห้งและสิ้นไร้เรี่ยวแรง

    “เมื่อครู่ข้าตรวจดูที่เกิดเหตุ พบรอยเท้าอยู่บนขื่อ” จั่นเจาเงยหน้าขึ้นมองขื่อ “ตวนมู่ รอยเท้านี้ประหลาดยิ่งนัก คนยืนอยู่บนขื่อ รอยเท้าจะต้องอยู่ด้านบนของขื่อ แต่รอยเท้านี้กลับอยู่ใต้ขื่อ…ตวนมู่”

    เห็นตวนมู่ชุ่ยสีหน้าซีดขาว จั่นเจาก็พยุงให้นั่งลง “ในห้องนี้ออกจะอบอ้าวไปสักหน่อย เจ้าจะออกไปอยู่ข้างนอกสักพักหรือไม่”

    ตวนมู่ชุ่ยสั่นศีรษะขอบตาแดง พลันยื่นมือไปจับชายเสื้อจั่นเจา พูดเสียงสั่นเครือ “จั่นเจา เป็นข้าที่ทำผิดไปแล้ว”

    จั่นเจาเห็นเรียวปากของตวนมู่ชุ่ยแทบจะกลายเป็นสีโลหิต มือที่จับชายเสื้อเขาอยู่สั่นน้อยๆ ในใจจึงอดสงสารไม่ได้ ยื่นมือไปกุมบ่าตวนมู่ชุ่ย เอ่ยเสียงอ่อนโยน “เป็นอะไรไปหรือ”

    “ข้าทำผิดแล้ว” ในเบ้าตาของตวนมู่ชุ่ยมีหยาดน้ำตาขังคลอ “ข้าควรจะมองออกว่ายุงนั่นจะต้องไม่ใช่เพียงอาศัยอยู่ในร่างกายของจ้าวเสี่ยวต้ามาแค่สิบห้าสิบหกปีอย่างเด็ดขาด แต่กลับเชื่อคำพูดของจ้าวเสี่ยวต้าง่ายๆ ชะล่าใจหลับหูหลับตา ทำให้ชีวิตคนบนโลกต้องสูญสิ้นไปหนึ่งชีวิต”

    “จะโทษเจ้าได้อย่างไร” จั่นเจากล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน “จ้าวเสี่ยวต้าบอกเช่นนั้น พวกเราต่างก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น ในช่วงเวลาสั้นๆ เจ้าไม่ทันสังเกตก็เป็นไปได้”

    “เจ้าไม่เข้าใจหรอก” ในที่สุดตวนมู่ชุ่ยก็ทนไม่ได้ นางผลักจั่นเจาออก น้ำตาไหลทะลักดุจน้ำพุ “ซี่ฮวาหลิวมีหน้าที่จัดการพวกมารปีศาจในโลกมนุษย์ ข้าเป็นเจ้าสำนักซี่ฮวาหลิวกลับประมาทเลินเล่อปล่อยปีศาจไป ยังไม่พูดถึงว่าต้องถูกลงโทษอย่างไร ก่อเวรกรรมทำให้มีคนตายเช่นนี้…”

    “ตวนมู่!” ในใจของจั่นเจาทั้งเสียใจและโมโห “เฉินลิ่วตายไป พวกเราต่างเสียใจมาก แต่มันคนละเรื่องกัน เฉินลิ่วไม่ใช่เจ้าเป็นคนสังหาร จะบอกว่าเจ้าก่อเวรกรรมทำให้มีคนตายได้อย่างไร”

    “ข้าไม่ได้ฆ่าป๋อเหริน แต่ป๋อเหรินตายเพราะข้า*ถ้าไม่ใช่เพราะข้าสะเพร่า เฉินลิ่วจะสิ้นอายุขัยได้อย่างไร” ตวนมู่ชุ่ยเศร้าซึม ฉับพลันนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ “ไม่ได้ ข้าจะต้องหยุดยั้งมันก่อนที่มันจะไปสร้างเวรกรรมสังหารคน”

    “เจ้าคิดอะไรขึ้นมาได้หรือ” จั่นเจาสังเกตเห็นตวนมู่ชุ่ยมีสีหน้าผิดปกติ

    ตวนมู่ชุ่ยเพียงสั่นศีรษะและจู่ๆ ก็ลุกขึ้น จั่นเจายังไม่ทันได้ตั้งตัว ตวนมู่ชุ่ยก็พุ่งปราดออกไปแล้ว ตอนจั่นเจาไล่ตามออกไป ตวนมู่ชุ่ยก็หายไปไม่ทิ้งร่องรอยแล้ว

    ขณะคิดอะไรไม่ออกอยู่นั้นก็เห็นกงซุนเช่อเดินเข้ามาอย่างเร่งร้อน “องครักษ์จั่น แม่นางตวนมู่ดูสีหน้าไม่ค่อยดี รีบร้อนเช่นนั้นจะไปไหนหรือ”

    จั่นเจารีบถาม “นางไปทางทิศไหนหรือ”

    “ไปทางเหนือด้านถนนเสวียนอู่ นาง…” พูดยังไม่ทันจบก็เห็นเงาร่างสีแดงตรงหน้าพุ่งถลัน กว่าจะเห็นชัดอีกที ไหนเลยยังจะมีเงาร่างจั่นเจาอยู่

    “คนหนึ่งเป็นเช่นนั้น สองคนก็ยังเป็นเช่นนั้น” กงซุนเช่อส่ายหน้าถอนใจ

     

    จั่นเจารู้สึกไม่ดี

    นับแต่รู้จักกันมา ทุกครั้งที่กำจัดภูตผีปราบปีศาจ ตวนมู่ชุ่ยไม่เคยจิตใจสับสนว้าวุ่นเช่นวันนี้

    รับมือข้าศึกเผชิญหน้าศัตรู ยังไม่รู้ว่าศัตรูอยู่ที่ใด ตวนมู่ชุ่ยจิตใจก็ระส่ำระสายไปก่อนแล้ว

    ไม่ว่าตวนมู่ชุ่ยจะมีความสามารถอย่างมหัศจรรย์เพียงใด แต่การลนลานไปรับมือศัตรูเช่นนี้เกรงว่าจะกลายเป็นเรือล่มในคูน้ำ*

    จั่นเจามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ หลังพ้นถนนเสวียนอู่ เข้าเขตชานเมืองด้านเหนือ บ้านที่มีผู้คนอยู่อาศัยก็เริ่มบางตาลง

    ในสมองของตวนมู่ชุ่ยมีความคิดอยู่เพียงอย่างเดียว ต้องรีบยับยั้งปีศาจยุงก่อนที่มันจะไปก่อกรรมทำให้ใครตายอีก

    ยุงตัวเล็กๆ จะดิ้นรนมีชีวิตรอดบนโลกที่สับสนวุ่นวายนี้ไม่ง่าย เพื่อจะหาอาหารมาเติมเต็มปากท้อง มักต้องประสบเภทภัยถึงแก่ชีวิต ครั้นแล้วก็มีพวกที่ฉลาดหลักแหลมเป็นพิเศษ เลือกร่างที่จะเกาะอาศัยเพียงหนึ่งเดียว ตั้งใจดูดโลหิตจากร่างที่ตนเกาะอาศัยเท่านั้น ถ้าเพียงมีความต้องการไม่มาก เพียงดูดโลหิตเล็กน้อยก็แล้วไปเถิด อย่างมากก็เกาะติดไปทั้งชาติ เมื่อเหยื่อตายมันก็เลิกรา เสียดายยุงตัวนี้ได้รับการบำรุงจากเลือดเนื้อของคนที่มีชีวิตมาเป็นเวลายาวนาน ค่อยๆ กลายเป็นมารปีศาจ แว้งกัดเจ้าของร่าง กลายเป็นตัวหายนะ

    สิบห้าปีเป็นยุง ยี่สิบปีเป็นปีศาจ ยี่สิบห้าปีสวมร่างมนุษย์ ครึ่งรอบ**ก่อภัยพิบัติ

    หากยุงอาศัยอยู่ในร่างคนเกินยี่สิบปีก็จะกลายเป็นปีศาจ ยี่สิบห้าปีก็จะเปลี่ยนจากผู้อาศัยเป็นเจ้าบ้าน‘สวมร่างของเจ้าของร่างที่ตนอาศัย’ข้างในเป็นปีศาจตนหนึ่ง ‘ครึ่งรอบ’สามสิบปีก็จะกลายเป็นผู้ก่อภัยพิบัติ

    ตอนนี้มาคิดดู ยุงตัวนั้นน่าจะอาศัยอยู่ในร่างจ้าวเสี่ยวต้ามากกว่าสามสิบปี จ้าวเสี่ยวต้าถูกยุงตัวนั้นดูดโลหิตจนเหลือเพียงร่างกายแล้ว ที่บอกว่า‘สิบห้าสิบหกปี’ก็เป็นเพียงคำพูดป้องกันตนเองของปีศาจยุงเท่านั้น หลอกพวกจ้าวหู่ได้แล้วไปเถิด แต่นางเป็นเจ้าสำนักซี่ฮวาหลิว เหตุใดจึงขาดการสังเกตไปได้

    ยุงตอนที่ยังเป็นยุง โลหิตคนจำนวนเล็กน้อยก็ทำให้ปากท้องของมันอิ่มได้ แต่เวลานี้กลายเป็นปีศาจ ชั่วพริบตาเดียวก็ดูดโลหิตคนผู้หนึ่งจนแห้งทั้งตัว ถ้าไม่รีบยับยั้งให้เร็วที่สุด จะต้องมีคนถูกสังหารมากขึ้น และเวรกรรมที่เกิดจากการสังหารคนนี้ นางไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้

    ตวนมู่ชุ่ยพลันหยุดฝีเท้าลง แหงนหน้าขึ้นมองต้นไม้ข้างทาง

    ลิงกังโตเต็มวัยตัวหนึ่งถูกดูดโลหิตจนแห้งทั้งตัว ร่างอ่อนปวกเปียกห้อยอยู่บนง่ามกิ่งไม้ หางห้อยต่องแต่งลงมา พอลมพัดผ่านก็แกว่งไปมาเบาๆ

     

    นี่เป็นป่าที่ลึกและเงียบมากผืนหนึ่ง ยิ่งเดินลึกเข้าไปข้างในก็ยิ่งมืดครึ้ม สายลมที่พัดผ่านเข้ามาในป่าดูเหมือนจะเย็นกว่าข้างนอก ทั้งเจือไปด้วยกลิ่นอับชื้นเน่าเปื่อยของกิ่งไม้ใบไม้

    ตวนมู่ชุ่ยเดินลึกเข้าไปในป่าทึบ ทุกฝีก้าวล้วนระมัดระวัง

    อายุขัยของยุงทั่วไปเพียงไม่เกินสามเดือน แต่ที่จะต้องรับมือด้วยในเวลานี้คือปีศาจยุงที่มีชีวิตอยู่มาเกินกว่าสามสิบปี หวังว่าปีศาจยุงตัวนี้จะเป็นเพียงยุงบ้านธรรมดาที่กลายร่างมา ตวนมู่ชุ่ยแอบหวังว่าจะโชคดี

    ไม่ไกลออกไปนัก เป็นสระน้ำนิ่งที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้ใบไม้เน่าเปื่อยกองทับถม

    ยุงแพร่พันธุ์ในน้ำ น่าจะเป็นที่นี่แล้วล่ะ

    ตวนมู่ชุ่ยสงบจิตใจ มือขวางอนิ้วลงมาสามนิ้ว เสกเพลิงกสิณ*ขึ้นมาดวงหนึ่ง

    ก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าวก็ได้ยินเสียงพึ่บ เมฆดำผืนใหญ่จึงลอยมาจากผิวน้ำ เมฆดำหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง จากนั้นก็พุ่งเข้ามาทางตวนมู่ชุ่ย

    ตวนมู่ชุ่ยได้ยินเสียงเวิงๆ จึงรีบถอยหลังไปหลายก้าว มือขวายกขึ้นวาดกลางอากาศสามครั้ง เปลวไฟคดเคี้ยวสายหนึ่งผุดขึ้นมากลางอากาศ ตอนแรกเป็นเพียงเปลวไฟสายหนึ่ง พริบตาเดียวก็ขยายกลายเป็นปราการไฟขนาดใหญ่ขวางเอาไว้ กั้นตวนมู่ชุ่ยกับฝูงยุงกลุ่มใหญ่ออกจากกัน เมื่อตวนมู่ชุ่ยเขม้นตามองไป เห็นเพียงอีกด้านหนึ่งของเปลวไฟที่กั้นขวางอยู่มียุงนับพันตัว แต่ละตัวใหญ่ขนาดนิ้วมือ หนวดสัมผัสกับขาทั้งสามคู่ ยาวประมาณหนึ่งนิ้วมือ อีกทั้งบนขาที่เล็กยาวมีลายจุดสีขาว ตวนมู่ชุ่ยรู้จัก นี่เป็นยุงชนิดที่ดุร้ายที่สุดในบรรดายุง เรียกกันโดยทั่วไปว่ายุงลาย นางก็อดที่จะหนักใจไม่ได้

    “เร็วเพียงนี้ ถึงกับวางไข่แล้ว” ตวนมู่ชุ่ยพึมพำกับตัวเอง แววตาพลันเปลี่ยนเป็นดุดัน ตวาดเสียงต่ำ “ไป”

    สิ้นเสียงก็เห็นปราการไฟราบเรียบผืนใหญ่คล้ายผ้าที่พับทบเข้าหากัน ห่อหุ้มฝูงยุงไว้ภายใน เสียงเวิงๆ พลันดังขึ้น พริบตาเดียวก็เปลี่ยนเป็นไร้เสียง ปลายจมูกได้กลิ่นเหม็นไหม้ ปราการไฟหมุนและหดลงกลายเป็นเปลวไฟเส้นหนึ่ง และค่อยๆ เลือนหายไปในที่สุด

    ตวนมู่ชุ่ยระบายลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วจึงเดินไปที่สระน้ำ ครั้นมาถึงริมสระก็ก้มตัวลงมองดูอย่างละเอียด

    ยุงทั่วไปวางไข่ครั้งละจำนวนพัน เมื่อครู่ที่ดับสูญไปเป็นเพียงยุงที่โตเป็นตัวก่อน บนผิวน้ำน่าจะยังมีที่เพิ่งฟักออกมาเป็นลูกน้ำอยู่อีก

    ไม่ผิดจากที่คิด แม้น้ำในสระจะขุ่นและสกปรก ตวนมู่ชุ่ยยังคงมองเห็นที่ผิวน้ำมีลูกน้ำจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังกระดุกกระดิกเคลื่อนไหว

    ตวนมู่ชุ่ยยิ้มน้อยๆ กำลังจะประกบนิ้วเสกเปลวเพลิงกสิณ ทันใดนั้นสายตาก็มองเห็นของสิ่งหนึ่ง ร่างพลันแข็งค้าง ความเย็นขุมหนึ่งแผ่ลามขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง

    ผิวหน้าคนที่อยู่กลางน้ำ นางเข้าใจมาโดยตลอดว่าเป็นเงาสะท้อนของตนจึงไม่ได้ใส่ใจ เวลานี้ถึงได้พบว่าใบหน้าที่บวมอืดซีดขาว เจือรอยยิ้มประหลาด

    เห็นชัดว่านั่นเป็นใบหน้าของจ้าวเสี่ยวต้า!

    ตวนมู่ชุ่ยอุทานเสียงดังออกมา คิดจะลุกขึ้นก็ไม่ทันแล้ว ขาขนาดใหญ่หกข้างพลันยื่นออกมาจากในน้ำ สองข้างเกี่ยวต้นคอ สองข้างโอบรอบเอวตวนมู่ชุ่ย ที่เหลืออีกสองข้างเกี่ยวข้อเท้าตวนมู่ชุ่ยไว้ กว่าตวนมู่ชุ่ยจะตั้งสติได้ ร่างก็ถูกพาลงไปในน้ำแล้ว

    ครั้นถูกลากลงไปในน้ำ ตวนมู่ชุ่ยก็รู้สึกเพียงมีหนามเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนปักเข้ามาทั่วร่าง ตอนแรกยังรู้สึกเจ็บเล็กน้อย จากนั้นก็ด้านชาไร้ความรู้สึก รู้ว่าปีศาจยุงตัวนี้จะเอาโลหิตของตนไปเลี้ยงลูกน้ำก็ร้อนใจยิ่ง ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ยื่นมือไปเค้นบริเวณคอหอยของปีศาจยุง ทะยานร่างขึ้นพ้นจากน้ำ พลิกตัวกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ขณะจะดิ้นให้หลุดจากขาที่พันรัดตนอยู่ ไหนเลยจะคาดคิดปีศาจตนนี้ดังเงาตามตัว ขาพลันหดรัดแน่น ตวนมู่ชุ่ยถูกพันรัดจนหายใจไม่ออก เรี่ยวแรงเหือดหาย ร่วงตกลงไปที่ริมน้ำพร้อมๆ กับปีศาจตนนั้น

    ปีศาจตนนั้นพลิกกดร่างตวนมู่ชุ่ยไว้กับพื้น ส่งเสียงเหอๆ ตอนตวนมู่ชุ่ยเหลือบตาขึ้นมอง ใบหน้าดวงนั้นยังคงเป็นใบหน้าของจ้าวเสี่ยวต้า แต่กะโหลกศีรษะกลับบิดเบี้ยวเป็นรูปครึ่งวงกลม นัยน์ตาซ้อนหมุนกลอก ฟันเลื่อยที่ขากรรไกรบนล่างเสียดสีกันเบาๆ จะงอยปากที่เป็นหนามใหญ่โตแทงไปที่ลำคอตวนมู่ชุ่ย

    ตวนมู่ชุ่ยดิ้นรนสุดแรงหลบการโจมตีของหนามจะงอยปาก หนามจะงอยปากพลาดเป้าและปักลงไปที่หัวไหล่ขวาของตวนมู่ชุ่ย นางเพียงรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงยากจะหาใดปาน เลือดลมในร่างกายพลุ่งพล่าน จากนั้นโลหิตทั่วร่างก็ไหลทะลักออกไปทางหัวไหล่ขวาอย่างรวดเร็ว พอจะประกบนิ้วท่องอาคม ไหนเลยยังจะมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ รางเลือน ข้างหูเพียงได้ยินเสียงดูดกลืนที่แปลกประหลาด

    ฉับพลันนั้นเองก็ได้ยินเสียงจั่นเจาตวาดขึ้น “ตวนมู่ชุ่ย!”

    ร่างปีศาจพลันชะงัก ยังไม่ทันเงยหน้า ลูกศรในแขนเสื้อสี่ดอกก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยพลังอันรุนแรง แยกเป็นบนล่างทางละสองดอก กระแทกหนามจะงอยปากของปีศาจหักเป็นสามท่อน

    ปีศาจส่งเสียงร้องเจ็บปวดออกมาคำหนึ่งและล้มหงายไปข้างหลัง ในเวลาเดียวกันนั้นจั่นเจาก็ทะยานเข้ามาตรงหน้า ยื่นมือมาพยุงตวนมู่ชุ่ยขึ้นมาถามด้วยเสียงสั่น “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

    ครั้นแตะถูกหัวไหล่ขวาของตวนมู่ชุ่ยที่มีโลหิตไหลทะลักราวน้ำพุ ในใจก็พลันตื่นตระหนกใหญ่หลวง รีบยื่นมือไปกดปากแผลของตวนมู่ชุ่ยไว้ แต่ไหนเลยจะอุดอยู่ โลหิตอุ่นๆ ไหลทะลักออกมาตามง่ามมือไม่หยุด ตวนมู่ชุ่ยอ่อนแรงอย่างที่สุด คำพูดขาดหายเป็นห้วงๆ “ปีศาจชั่วร้าย พิษที่อยู่ในร่างของมันทำให้โลหิตของข้าไม่อาจแข็งตัว…”

    จั่นเจาไม่ลังเลใดๆ อีก รีบฉีกชายเสื้อคลุมขุนนางออกมาพันปากแผลตวนมู่ชุ่ยไว้ ก่อนได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากข้างหลัง รีบหันหน้ากลับไปมอง ปีศาจตนนั้นลุกขึ้นมายืนโงนเงน รูปร่างสูงราวคนคนหนึ่ง หนามจะงอยปากแม้จะหัก ฟันเลื่อยที่ขากรรไกรบนล่างเสียดสีกันเกิดเสียง

    จั่นเจาในใจสั่นสะท้าน ดึงตวนมู่ชุ่ยให้หลบอยู่ข้างหลังตน ตวนมู่ชุ่ยพยายามรวบรวมกำลังพูดขึ้น “เจ้ารีบหนีไป เจ้าเป็นคนธรรมดา สู้มันไม่ได้”

    จั่นเจาเอ่ยเสียงต่ำ “เว้นเสียแต่จั่นเจาตายแล้ว หาไม่จะไม่ให้มันแตะต้องเจ้าแม้แต่น้อย”

    ตวนมู่ชุ่ยขอบตาร้อนผ่าว ยังไม่ทันเอ่ยตอบ จั่นเจาก็พุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศแล้ว แสงจากกระบี่จวี้เชวี่ยสาดประกายดุจสายน้ำ ฟันฉับเข้าไปหน้าอกของปีศาจตนนั้น แต่สัมผัสที่ได้รับราวกับบริเวณที่คมกระบี่ฟาดฟันลงไปแข็งดุจเหล็ก จั่นเจาตกตะลึงพรึงเพริด ปีศาจตนนี้คล้ายสวมเกราะเหล็กไว้รอบกาย ไม่รู้ต้องทำอย่างไรจึงจะทำร้ายมันได้ เขาหันมามองตวนมู่ชุ่ยแวบหนึ่ง แล้วทะยานไปทางด้านข้าง ตั่งใจแน่วแน่จะล่อหลอกปีศาจตนนี้ออกไปให้ไกล การทำเช่นนี้แม้ตนจะตกอยู่ในอันตราย แต่ตวนมู่ชุ่ยอาจจะหลุดพ้นไปได้ อย่างไรก็ดีกว่าต้องประสบภัยทั้งสองคน

    ตวนมู่ชุ่ยพยายามเกาะต้นไม้ลุกขึ้นมายืน เห็นจั่นเจาพุ่งออกไปทางด้านข้างก็เข้าใจเจตนาของเขา นางลอบสั่นศีรษะ เพราะทำเช่นนี้อาจช่วยนางให้หลุดจากสภาพอับจนได้ ทว่าถ้าจั่นเจาสู้มันไม่ได้ ปล่อยปีศาจหนีไปให้โอกาสมันได้พักหายใจ มันอาจก่อเวรกรรมทำให้มีคนตาย ไม่รู้ต้องมีอีกกี่ชีวิตที่ต้องได้รับทุกขเวทนา คิดมาถึงตรงนี้นางก็พยายามปรับลมหายใจให้มั่นคง ประกบนิ้วเสกเพลิงกสิณไว้ที่มือ เล็งหาจังหวะ แล้วตะโกนขึ้น “จั่นเจา หลบไป!”

    จั่นเจากับปีศาจยุงกำลังต่อสู้พันพัวกัน พลันได้ยินตวนมู่ชุ่ยตะโกนบอกก็ไม่ทันคิดอะไร ก็รีบกระโดดถอยไปหลายจั้ง ยังไม่ทันยืนมั่นก็รู้สึกถึงคลื่นความร้อนขุมหนึ่งเฉียดผ่านใบหน้าไป เส้นผมที่หน้าผากและจอนผมถูกเผาไหม้หลายปอย ตอนเงยหน้าขึ้นมอง ปีศาจตนนั้นคล้ายถูกไฟห่อหุ้มไว้ ส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุด ควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า กลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วป่า

    ตวนมู่ชุ่ยมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก แผ่นหลังที่พิงต้นไม้ค่อยๆ อ่อนระทวยลง จั่นเจารีบพุ่งเข้าไปประคองตวนมู่ชุ่ยให้นั่งลงช้าๆ สำรวจปากแผลของตวนมู่ชุ่ยที่พันไว้

    ตวนมู่ชุ่ยกล่าวยิ้มๆ “เจ้าไม่ต้องวุ่นวาย ไม่มีประโยชน์”

    จั่นเจาไม่ตอบ เพียงช่วยพันแผลของตวนมู่ชุ่ยให้แน่นยิ่งขึ้น ครั้นหันมามองตวนมู่ชุ่ยก็พลันรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ ได้แต่ตะลึงงันไม่ขยับอยู่เป็นนาน

    คนปกติสูญเสียโลหิตก็แค่ใบหน้าซีดขาว แต่ตวนมู่ชุ่ยตอนแรกใบหน้าไร้สีเลือด ต่อมาก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโปร่งแสง ทั่วทั้งร่างคล้ายหมอกคล้ายอากาศ ราวกับกำลังจะสลายไปเช่นนั้น เห็นจั่นเจาตะลึงงัน ตวนมู่ชุ่ยกลับสงบนิ่งลง “ข้าสะเพร่าปล่อยปีศาจไป สวรรค์กำลังจะลงโทษข้า ข้าสูญเสียโลหิตของมนุษย์ไป ไม่อาจรั้งอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้อีกแล้ว”

    ตามตำนานกล่าวว่าเซียนเทพไม่อาจรั้งอยู่ในแดนมนุษย์นาน ถ้าต้องการอยู่ก็ต้องมาเกิดในครรภ์มนุษย์ ตลอดชีวิตไม่อาจสูญเสียโลหิต เมื่อใดที่โลหิตไหลหมดร่างก็ต้องกลับไปแดนเซียน

    จั่นเจาเอ่ยเสียงราบเรียบ “หากมีโลหิตมนุษย์แล้วก็รั้งอยู่ต่อได้ใช่หรือไม่”

    ตวนมู่ชุ่ยยังไม่ทันตอบ จั่นเจาก็ชักกระบี่จวี้เชวี่ยออกมาเล็กน้อย แล้วกรีดลงบนท้องแขนเป็นแผลลึก เอาปากแผลทาบไปที่ริมฝีปากตวนมู่ชุ่ย พูดเบาๆ “ตกลงกันแล้วว่าจะปราบปีศาจในแดนมนุษย์ ปีศาจยังปราบไม่หมด จะจากไปได้อย่างไร”

     

    จั่นเจาแบกตวนมู่ชุ่ยกลับกระท่อม

    ตอนแรกร่างของตวนมู่ชุ่ยเบามาก จั่นเจาไม่กล้ากระทั่งจะหันหน้าไปมอง กลัวว่าถ้าหันไปคนบนหลังอาจจะหายไปแล้ว

    ต่อมาลมหายใจของตวนมู่ชุ่ยค่อยๆ แรงขึ้น จั่นเจาจึงสงบจิตใจลงได้ เอ่ยเสียงนุ่ม “เจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว?”

    ตวนมู่ชุ่ยอืมเบาๆ คำหนึ่ง คล้ายมีเรื่องในใจ

    อึกๆ อักๆ อยู่เป็นนาน ในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น “จั่นเจา ปีศาจยุงเล็กๆ ตัวหนึ่ง เดิมทีแค่ลงมือไม่กี่ทีก็ปราบได้แล้ว ข้ากลับถูกมันเล่นงานเสียจนย่ำแย่เช่นนี้ เล่าลือออกไปคงต้องขายขี้หน้าหมดไม่มีเหลือ เจ้าอย่าพูดออกไปจะได้หรือไม่”

    จั่นเจางงงัน ตามมาด้วยความรู้สึกไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ตอนแรกเขาเข้าใจว่าที่ตวนมู่ชุ่ยไม่พูดเพราะร่างกายไม่สบาย ไหนเลยจะรู้ว่าเป็นเพราะเรื่องเล็กเท่านี้ จึงอดหัวเราะไม่ได้ “ตวนมู่ชุ่ย ที่แท้เจ้าเป็นคนรักหน้าตาเพียงนี้” จากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าจะลองใคร่ครวญดูว่าจะไม่พูดออกไปดีหรือไม่”

    “เพียงใคร่ครวญดูว่าจะไม่พูด?” ตวนมู่ชุ่ยร้อนใจ

    “ใช่แล้ว” จั่นเจากลั้นหัวเราะ “ในเมื่อเจ้ามีเรื่องขอร้องข้า ย่อมไม่อาจขอร้องแต่ปาก พอดีเลยวันก่อนใต้เท้าหลี่บอกว่าลานและบันไดของศาลไคเฟิงต้องพรมน้ำกวาดพื้น คนงานในศาลมีไม่พอ ถ้าเจ้า…”

    “เจ้าจะให้ข้าไปกวาดลานและบันไดให้ศาลไคเฟิง” ตวนมู่ชุ่ยโมโหฮึดฮัด ยื่นมือมาหยิกแขนจั่นเจาแรงๆ ทีหนึ่ง “เจ้าฝันไปเถอะ…”

    ได้ยินจั่นเจาร้องด้วยความเจ็บ จึงนึกขึ้นได้ว่าบริเวณที่ตนหยิกเป็นตำแหน่งเดียวกับที่จั่นเจาเอากระบี่กรีดเป็นแผลพอดีก็ตกใจรีบปล่อยมือ “เจ้า…เจ้าเจ็บหรือไม่”

    จั่นเจาหันหน้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ปากร้ายเพียงนี้ ลงมือก็หนักเพียงนี้ ดูเหมือนจะไม่เป็นไรแล้วจริงๆ”

    ตวนมู่ชุ่ยในใจอุ่นวาบ

    กลับมาถึงกระท่อมตวนมู่ก็เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว ยังไม่ถึงหน้าประตู ตวนมู่ชุ่ยก็ให้จั่นเจาวางตนลง

    “ในฐานะเจ้าสำนักซี่ฮวาหลิว ไม่อาจกลับมาด้วยสภาพย่ำแย่เช่นนี้”

    เหตุผลดีมาก ทว่าเพิ่งจะลงไปยืนบนพื้นสองขาก็อ่อนยวบ หาไม่ใช่จั่นเจาตาไวมือเร็วรีบประคองไว้ เกรงว่าก็คงล้มไปอีก

    “เช่นนั้นก็ให้เจ้าช่วยประคองข้าเข้าไปละกัน” ตวนมู่ชุ่ยถอนใจ

    จั่นเจาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เห็นอยู่ว่าเขากำลังช่วยนาง เหตุใดน้ำเสียงของตวนมู่ชุ่ย จึงฟังดูเหมือนเขาเป็นฝ่ายร้องขอที่จะประคองนางเช่นนั้น

    เพิ่งจะเข้ามาถึงลานบ้านก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากในบ้าน ทั้งสองคนต่างงงงัน แล้วก็เห็นชามกระเบื้องลายครามใบนั้น ใช่แล้ว ชามกระเบื้องลายครามปากบิ่นใบนั้น เอามือกุมหัว ขาเล็กๆ สองข้างซอยถี่เร็วยิ่งกว่าล้อรถ หนีเตลิดเปิดเปิงออกมาจากในบ้าน ปากก็ร้องตะโกน “แค่ไปดูดาว แค่ไปดูดาวเท่านั้น…”

    “นั่งอยู่ที่ริมน้ำทั้งคืน แค่ดูดาวอย่างเดียวเท่านั้นหรือ” ชามที่วาดลวดลายละเอียดอีกใบหนึ่งไล่ตามออกมาจากประตูด้านใน ในมือยังกวัดแกว่งไม้กระบองท่อนหนึ่ง “เสี่ยวเตี๋ยบอกข้าหมดแล้ว นางบอกพวกเจ้าสนทนากันตั้งแต่บทกวีโคลงกลอนไปจนถึงปรัชญาชีวิต…”

    “ดูดาว?” จั่นเจากับตวนมู่ชุ่ยมองหน้ากันแล้วหัวเราะ อดแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าไม่ได้

    ดวงดาวบนท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ส่องแสงสุกสกาวเป็นพิเศษ

     

    2 of 2หน้าถัดไป

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in Uncategorized

    นิยายยอดนิยม

    Facebook