• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    คู่กิเลนค้ำบัลลังก์

    ทดลองอ่าน คู่กิเลนค้ำบัลลังก์ เล่ม 1 บทที่ 13-14

     

    บทที่ 13

     

    กลับถึงบ้าน เฮ่อจั้นไม่สนใจเรื่องอาบน้ำ แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วขึ้นเตียงนอนหลับอย่างไม่รับรู้ถึงการเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่ด้านนอก

    จนโสตประสาทรับรู้ถึงเสียงพูดคุยที่ดังมาแว่วๆ เขาจึงค่อยๆ ลืมตาตื่น

    “น้องห้า ในที่สุดเจ้าก็ตื่นแล้ว!” เฮ่อจยาผู้เป็นพี่สาวเดินเข้ามาพอดี นางถือกล่องอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฉุยใบหนึ่งมาด้วย “ขืนยังหลับอีกพวกเราคงต้องเชิญหมอมาช่วยดูแล้ว”

    “เสียงใครคุยกันอยู่ข้างนอก” เฮ่อจั้นนวดศีรษะ ลุกขึ้นช้าๆ รู้สึกแขนขาอ่อนเปลี้ยไม่มีแรง…ตามแบบคนที่นอนหลับนาน

    เฮ่อจยาวางกล่องอาหารทำให้เฮ่อจั้นมองเห็นว่ามีเกี๊ยวผักจี้ไช่กับน้ำแกงข้นเนื้อ ในน้ำแกงข้นเนื้อนั้นไม่เพียงมีเศษเนื้อ แต่ยังมีผักชีซอยละเอียดโรยอยู่ด้านบน สีสันสวยงามน่ากิน ถ้าเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน ต่อให้ฐานะของครอบครัวดีขึ้นแล้ว แต่น้ำแกงข้นที่มีเนื้อเช่นนี้นอกจากช่วงสิ้นปีก็ไม่มีทางได้มาขึ้นโต๊ะอีก

    “ไปเอามาจากไหน” เฮ่อจั้นถาม

    เฮ่อจยากดเสียงให้เบาลง “ซือหม่าอวิ๋นส่งอาหารมาให้เยอะแยะเลย!”

    เฮ่อจั้นเลิกคิ้ว ตั้งท่าจะพูด แต่เฮ่อจยารีบทำมือเป็นเชิงบอกว่าซือหม่าอวิ๋นอยู่ข้างนอก จากนั้นกล่าวต่อ

    “ท่านพ่อไม่อยู่ พี่ใหญ่กับพี่สามเลยออกไปรับรองเขา”

    เฮ่อจั้นกดเสียงให้เบาลง “ท่านพ่อจงใจไม่พบเขาใช่หรือไม่”

    เฮ่อจยายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วทำหน้าทะเล้นใส่ ทำให้เฮ่อจั้นเข้าใจ

    ชายหนุ่มเองก็รู้สึกหิวจึงเลิกถามมาก หยิบช้อนมาเริ่มตักอาหารกิน

    ห่างออกไปเพียงผนังกั้น เฮ่อมู่กับเฮ่อหรงกำลังนั่งเผชิญหน้ากับผู้ตรวจการมณฑลฝางโจว

    หากเปลี่ยนเป็นก่อนหน้านี้ คนอย่างซือหม่าอวิ๋นไม่มีทางมาด้วยตัวเอง และยิ่งไม่มีทางมานั่งอยู่กับอนุชนสกุลเฮ่อที่นี่แน่ๆ ทว่าเวลานี้บนใบหน้าของเขากลับไม่มีวี่แววของความไม่พอใจเลยสักนิด ซ้ำยังยิ้มแย้มเบิกบานอย่างยิ่ง

    “คิดไม่ถึงว่านายท่านเฮ่อจะไม่สบาย แต่งานรักษาเมืองก็เหนื่อยยากตรากตรำจริงๆ ว่ากันว่าครั้งนี้ที่จู๋ซานรอดมาได้เป็นเพราะผลงานของสกุลเฮ่อ ข้าได้ถวายรายงานต่อราชสำนักเพื่อขอความชอบให้พวกท่านแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานคงมีการตอบรับกลับมา”

    เฮ่อมู่พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ขอบคุณท่านข้าหลวงตรวจการ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง”

    ส่วนน้ำเสียงของเฮ่อหรงเยือกเย็นเรียบสนิท “ขอบคุณท่านข้าหลวงตรวจการ นี่ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากอู่เวยโหว เกรงว่าพวกเราพี่น้องคงไม่ได้มานั่งรับรองท่านข้าหลวงอยู่ที่นี่แล้ว”

    ถ้าหากเฮ่อจั้นหรือหยางจวินอยู่ที่นี่ พวกเขาคงได้เห็นว่าเฮ่อมู่กับเฮ่อหรงคนหนึ่งเล่นบทคนดีประนีประนอม อีกคนเล่นบทคนร้ายวาจาเชือดเฉือนแดกดัน

    สีหน้าของซือหม่าอวิ๋นแข็งค้างและเกือบยิ้มต่อไม่ได้

    คิดถึงว่าเขาเป็นถึงผู้ตรวจการมณฑลหนึ่งและช่วงที่อยู่ฝางโจวเป็นระยะเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็ล้วนมีคนประจบเอาใจ หากยามนี้เขากลับตกต่ำถึงขั้นต้องมาดูสีหน้าของเด็กสองคนเชียวหรือ

    เฮ่อมู่เอ็ดเสียงเบา “น้องสามพูดเช่นนี้ได้อย่างไร หากจู๋ซานของเราไม่ชนะศึก ต่อให้ท่านข้าหลวงตรวจการอยากมาเยี่ยมก็เกรงว่าจะมาไม่ได้เสียแล้ว จะว่าไปยังคงต้องขอบคุณราชสำนักที่ส่งขุนพลเทพอย่างอู่เวยโหวมาช่วยแก้ไขสถานการณ์ของจู๋ซานได้สำเร็จ”

    แต่เดิมซือหม่าอวิ๋นมาจู๋ซานก็เพื่อพบปะจางเทา เหตุที่เขาไม่ยอมส่งกำลังทหารมาช่วยจู๋ซานทำให้มีโอกาสถูกสอบสวนให้พ้นจากตำแหน่งได้ง่ายมาก แต่ผู้ใดจะรู้ว่าการมาครั้งนี้จะเปล่าประโยชน์อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากถานจินบอกเขาว่าจางเทายกทัพเดินหน้าไปตีเมืองซั่งยงคืนจากข้าศึกแล้ว

    ในเมื่อเอาดีที่สุดไม่ได้ก็ต้องเอาที่ดีรองลงมา ซือหม่าอวิ๋นจึงอยากให้เฮ่อไท่ไปช่วยพูดกับจางเทา เนื่องจากสกุลเฮ่อได้แสดงถึงความกล้าหาญในการรักษาเมืองครั้งนี้ มีผู้คนรู้เห็นมากมาย หากจักรพรรดิยังเหลือเยื่อใยให้แก่พระราชโอรสองค์โตอยู่บ้าง ไม่ช้าก็เร็วครอบครัวสกุลเฮ่อย่อมได้กลับเมืองหลวง

    ผู้ใดจะรู้ว่าสกุลเฮ่อกลับบอกเขาว่าเฮ่อไท่เหนื่อยล้าอ่อนแรงลุกไม่ขึ้น ไม่สามารถออกมาพบแขก จึงส่งบุตรชายสองคนออกมาพบแทน

    เฮ่อหรงพูดเสียงสบายๆ “อืม พี่ใหญ่พูดถูก ราชสำนักก็มีหลักการของราชสำนัก ไม่แน่ว่าการที่ท่านข้าหลวงตรวจการไม่ได้ช่วยจู๋ซานในวันนั้นอาจเป็นเพราะได้รับคำสั่งลงมาจึงไม่อาจทำบุ่มบ่ามตามใจ เป็นผู้น้อยพลั้งปากไป ขอผู้ใหญ่เช่นท่านข้าหลวงตรวจการไม่ถือสาผู้น้อย โปรดงดโทษให้ด้วย”

    ซือหม่าอวิ๋นคร้านจะเล่นลิ้นกับเด็กสองคนจึงลุกขึ้นกล่าวลาและรีบร้อนจากไป

    ทันทีที่เขาออกจากบ้าน เฮ่อไท่ก็เดินออกมาจากห้องทางด้านหลัง

    เมื่อครู่แม้จะมีผนังกั้น แต่เขาก็ยังพอได้ยินเสียงการพูดคุยราวๆ เจ็ดแปดส่วน บัดนี้แม้โทสะจะหายสิ้นแล้ว แต่เขายังคงกลัดกลุ้มเล็กน้อย “ซือหม่าอวิ๋นเป็นขุนนางใหญ่ประจำมณฑล คำพูดคำจามีอำนาจมาก ทำเช่นนี้จะดีหรือ”

    เฮ่อมู่ตอบ “ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องนี้มิใช่ท่านไม่ได้ทำอะไรเลย อู่เวยโหวกับนายอำเภอถานย่อมต้องเห็นแก่ที่ท่านให้คำสัตย์สาบานว่าจะรักษาเมืองจนตัวตาย ไม่เขียนเรื่องแย่ๆ ของสกุลเฮ่อลงไปในรายงาน และอีกไม่นานฝ่าบาทจะต้องให้พวกเรากลับไปแน่”

    เฮ่อไท่ระบายลมหายใจ “พวกเจ้ายังไม่รู้จักเสด็จปู่ของพวกเจ้าดีพอ หากพระองค์ไม่ยินดีก็ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนความตั้งใจได้”

     

    ช่วงเวลาเดียวกันนั้นซือหม่าอวิ๋นที่อยู่บนรถม้าหัวเราะเสียงเย็นอย่างแค้นใจ “นับตั้งแต่ถูกปลดให้เป็นสามัญชน พวกเขาเข้าใจว่าตัวเองยังมีหวังจะได้กลับไป? ช่างไม่รู้อะไรเสียบ้าง ถึงได้กล้ามาทำโอหังต่อหน้าข้า!”

    ที่ปรึกษาได้ยินดังนั้นก็อดแย้งมิได้ “นายท่านเฮ่อเป็นพระราชโอรสองค์โตของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน พ่อลูกผูกพันกันด้วยสายเลือด ยิ่งเวลานี้นายท่านเฮ่อสร้างความชอบใหญ่หลวง เท่ากับได้ทำคุณไถ่โทษแล้วกระมัง”

    “เจ้าไม่เข้าใจว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานอดีตรัชทายาทมากแค่ไหน ดังนั้นตอนที่เกิดคดีกบฏปิ่งเซินพระองค์จึงทรงเกลียดชังเฮ่อไท่เข้ากระดูก ยามนั้นตัวข้าก็อยู่ที่เมืองหลวง แม้เฮ่อไท่จะได้ชื่อว่าเป็นพระราชโอรสองค์โต แต่ฝ่าบาทกลับไม่ได้ทรงโปรดปรานเขาเป็นพิเศษ ยิ่งมารดาแท้ๆ ของเฮ่อไท่เป็นแค่นางกำนัลคนหนึ่ง ซ้ำยังตายเร็วอีก ต่อให้เขาได้กลับเมืองหลวงแล้วอย่างไร หรือถ้าพูดให้ไม่น่าฟังหน่อยคือต่อให้เขาได้กลับเมืองหลวงก็ยังอยู่ห่างจากตำแหน่งนั้นอีกหนึ่งหมื่นแปดพันลี้ นี่ไม่ได้เรียกว่าไม่มีโอกาส ต้องเรียกว่าไม่มีหวังเลยต่างหาก”

    คำพูดเช่นนี้มีเพียงเวลาที่อยู่กับที่ปรึกษาเท่านั้นจึงจะพูดออกมาได้

    “หากเป็นอย่างที่ท่านว่า พวกเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปข้องแวะกับนายท่านเฮ่อมิใช่หรือขอรับ”

    “ช่วงที่ข้าอยู่ฝางโจวหลายปีมานี้ แต่เดิมก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายหรือสนใจพวกเขา ตั้งใจว่าต่างคนต่างอยู่ ผู้ใดจะรู้ว่าจู๋ซานจะเกิดเรื่อง…ช่างเถอะ กลับไปข้าค่อยเขียนจดหมายสักฉบับ เจ้าจงนำกลับไปมอบให้ฉีอ๋องที่เมืองหลวงแทนข้า เผื่อว่าฝ่าบาทจะทรงสอบสวนเอาผิดข้าก็ขอให้องค์ชายช่วยพูดจาไกล่เกลี่ยให้ด้วย”

    ที่ปรึกษารับคำ

    ซือหม่าอวิ๋นหัวเราะเสียงเย็นอีกครั้ง “คุณชายสามสกุลเฮ่อเป็นแค่ไอ้ขาเป๋แล้วยังกล้ามาวางมาดใส่ข้า เขานึกว่าแค่ออกแรงเอาใจบิดาแล้วหนทางภายหน้าจะสะดวกง่ายดายกระนั้นหรือ มารดาแท้ๆ ของเขามีชาติกำเนิดต่ำต้อย ซ้ำยังมีโทษทัณฑ์ติดตัว ชาตินี้ต่อให้ทำดีมากแค่ไหนก็เสียแรงเปล่า!”

     

    แม้สถานการณ์ด้านสกุลเฮ่อจะดูไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ซือหม่าอวิ๋นยังคงเตรียมการไว้สองอย่าง อย่างแรกคือหลั่งน้ำตาพิลาปรำพันถึงความจำเป็นที่ตนไม่สามารถส่งทหารไปช่วยซั่งยงและจู๋ซานเพื่อยืนกรานถึงความบริสุทธิ์ของตน พร้อมสั่งให้คนเฆี่ยนม้าเร็วนำของขวัญมากมายไปที่เมืองหลวงเพื่อไหว้วานขุนนางคนสำคัญของราชสำนักรวมไปถึงฉีอ๋อง และอีกอย่างคือเชิญแม่สื่อมาย้ำความจำนงเรื่องที่ตนอยากช่วยทาบทามภรรยาเอกคนใหม่ให้เฮ่อไท่อีกครั้ง ทั้งยังพูดเกริ่นด้วยว่าคุณชายรองกับคุณชายสามสกุลเฮ่อล้วนถึงวัยแต่งงานแล้ว สมควรคิดเรื่องสำคัญอย่างการมีเรือน ขอให้ทำการคัดเลือกกุลสตรีผู้ไม่มีเรื่องด่างพร้อยมาให้ทั้งสองคนจากหลายๆ บ้าน

    ไม่เพียงแค่ซือหม่าอวิ๋น เวลานี้ผู้คนในฝางโจวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอจู๋ซานต่างแซ่ซ้องสรรเสริญในความสามารถและแห่กันมาคารวะที่บ้านสกุลเฮ่อ แรกๆ เฮ่อไท่ก็รู้สึกปลื้มปริ่มมีความสุขที่กลับมาได้รับการยกย่องชื่นชมจากผู้คนอีกครั้ง ทว่าไม่นานเขาก็เหนื่อยหน่ายจนต้องให้เฮ่อซงปิดประตูไม่รับแขก เร้นกายเข้าไปอยู่ในความสงบ

    ด้วยเหตุนี้จึงมีของขวัญชิ้นน้อยใหญ่กองอยู่ตามซอกมุมบ้านสกุลเฮ่อ ให้พวกหยวนซื่อแกะห่อของกันจนมือไม้อ่อนแรง

    ครั้งนี้ไม่ต้องให้พวกลูกๆ พูดกล่อมแล้ว เฮ่อไท่เป็นคนบอกปัดเรื่องแต่งงานที่ซือหม่าอวิ๋นเสนอมาอย่างนิ่มนวล โดยให้เหตุผลว่าแม้เวลานี้ตนจะเป็นแค่สามัญชน แต่ยังคงเป็นพระราชโอรสของจักรพรรดิ หากต้องการแต่งงานก็ควรรายงานจักรพรรดิให้ทรงทราบเพื่อให้พระองค์เป็นผู้ออกหน้าให้จึงจะถูกต้อง รอฝ่าบาทอนุญาตให้แต่งได้ค่อยมาคุยกันอีกทีก็ยังไม่สาย

    เรื่องนี้ทำให้เฮ่อมู่แสดงออกว่าดีใจมาก เดิมทีเขาเข้าใจว่าต้องสิ้นเปลืองน้ำลายอีกมากกว่าจะล้มล้างความคิดเรื่องแต่งงานใหม่ของบิดาสำเร็จ

    “ท่านพ่อ จู๋ซานรอดแล้วเช่นนี้ซือหม่าอวิ๋นย่อมหนีไม่พ้นโทษเรื่องการละทิ้งหน้าที่ เกรงว่าคงไม่ประสงค์ดีต่อพวกเรา การที่ท่านบอกปัดข้อเสนอนี้ไปนับว่ามีไหวพริบดีมาก”

    เฮ่อมู่พูดกับบิดาพลางชำเลืองไปเห็นเฮ่อหรงกำลังยิ้มคล้ายอ่านความคิดของเขาออก

    “น้องสาม ยิ้มอะไรของเจ้า” เฮ่อซิ่วกล่าวน้ำเสียงแปลกใจ

    เฮ่อหรงกำหมัดปิดปากไอเบาๆ คำหนึ่ง “ข้ายิ้มที่ซือหม่าอวิ๋นส่งของกินมามากมาย เย็นนี้จะได้กินอาหารมื้อใหญ่กัน”

    “เจ้าตะกละเอ๊ย!” เฮ่อมู่ฉิว

    เฮ่อหรงอดขำออกมาไม่ได้

    เฮ่อซิ่วสีหน้าประหนึ่ง ‘พระพุทธรูปสูงหนึ่งจั้งสองฉื่อลูบเศียรไม่ถึง’ เพราะไม่รู้ว่าพวกเขากำลังใบ้คำอะไรกันอยู่

    แต่เฮ่อไท่กลับเหมือนคนที่ถูกช่วยเรียกสติให้กลับมาสำเร็จ “ว่าไปแล้วเจ้ารองกับเจ้าสามก็ถึงวัยแต่งงานตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว เพียงแต่ฐานะของพวกเราไม่สู้ดีเลยไม่มีใครมาคุยเรื่องแต่งงาน คนที่สมัครใจรักใคร่กันเองแบบพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ของเจ้ามีจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อย หลังจบเรื่องนี้หากพวกเจ้าหมายตาบุตรสาวบ้านไหน ขอเพียงมีที่มาขาวสะอาดก็สามารถมาบอกกล่าวพ่อได้ พ่อจะให้แม่สื่อไปสู่ขอ หรือหากเป็นสตรีที่มีศักดิ์หน่อย ค่อยขอให้นายอำเภอถานช่วยออกหน้า ใช่ว่าจะไม่มีทางสำเร็จ”

    ตามปกติเฮ่อซิ่วเป็นพวกคลั่งยุทธ์ พอได้ยินเรื่องการแต่งงานของตนก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ “ท่านพ่อ ข้าไม่รีบ ให้น้องสามแต่งก่อนเถอะ!”

    “พูดจาเลอะเทอะอะไรของเจ้า พี่น้องย่อมต้องตามลำดับ หากเจ้าไม่แต่งแล้วพวกน้องๆ ของเจ้าจะแต่งได้อย่างไร!”

    เฮ่อสี่พูดขึ้นอย่างอดไม่อยู่ “ท่านพ่อพูดถูก พี่รอง ท่านก็รีบหน่อยเถอะ!”

    เฮ่อไท่โกรธจนกลายเป็นขำ “เจ้ารองกับเจ้าสามยังไม่รีบ เจ้าจะรีบไปทำไม”

    ทุกคนหัวเราะกันครืน แม้แต่เฮ่อจยายังอดขำจนตัวงอไม่ได้

    เฮ่อสี่หน้าแดง เบือนหน้าไปทางอื่นอย่างไม่กล้าพูดอะไรอีก

     

    หมดฤดูสารท เหมันต์มาเยือน สิ้นสุดเหมันต์ วสันต์เข้าแทนที่

    หลังวิกฤตการณ์ที่เมืองจู๋ซาน สกุลเฮ่อเป็นเหมือนเรือที่ถูกหนุนสูงขึ้นตามน้ำ ทว่าจนแล้วจนรอดกลับไม่มีข่าวคราวมาจากเมืองหลวงเลย ทำให้เฮ่อไท่ที่เฝ้ารอด้วยความหวังล้นปรี่ค่อยๆ หมดหวังและเริ่มมีอาการผวา ทุกครั้งที่เห็นคนมาที่บ้านเขาจะแสดงอาการดีใจอย่างออกนอกหน้า กระทั่งพบว่าคนที่มาไม่ใช่ทูตจากเมืองหลวงก็จะหงอยลงทันที เมื่อเจอเช่นนี้หลายครั้งคนสกุลเฮ่อก็คุ้นชินกันหมดแล้ว

    เรื่องที่ทำให้คนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกคือตอนที่เกิดสงครามใหม่ๆ อุบายปลุกปลอบที่เฮ่อหรงอุตส่าห์คิดค้นด้วยการให้เฮ่อสี่ไปเชิญหวงปั้นเซียนมาให้คำทำนาย ทำให้ชื่อเสียงของหวงปั้นเซียนกระฉ่อนมากกว่าที่เคยเป็น ถึงขนาดมีคนจากฝางหลิงมาขอคำทำนายจากเขาด้วย

    เช่นเดียวกับเฮ่อไท่ที่ปักใจเชื่ออย่างไม่เคลือบแคลงสงสัย เขาให้เฮ่อสี่เร่งไปเชิญหวงปั้นเซียนมาทำนายว่าพวกเขาจะได้กลับเมืองหลวงหรือไม่ แม้เฮ่อหรงจะไม่ได้ไปถามไถ่ แต่ดูจากสีหน้าท่าทีของเฮ่อไท่แล้วดูเหมือนผลคำทำนายจะออกมาไม่เลว

    สถานการณ์การศึกทางด้านของจางเทาดำเนินไปอย่างราบรื่นเกินคาด กองทัพของราชสำนักไม่เพียงตียาวไปถึงจินโจว พอถึงช่วงวสันต์ของปีถัดไปจางเทาก็ขยายอิทธิพลไปเอาเมืองหลวงกับเมืองด้านตะวันตกของจินโจวมาด้วย เขาจับเป็นเล่อปี้แล้วนำฉางเล่ออ๋องตัวปลอมมาตัดศีรษะ ทำให้จินโจวยอมศิโรราบอย่างสิ้นเชิง

    หมดเล่อปี้ไปหนึ่งคน แต่ยังคงมีเซียวอวี้อยู่

    เซียวอวี้ไม่ใช่เล่อปี้ คนผู้นี้รับมือยากกว่าเล่อปี้มาก

    ปลายเดือนสาม ฉินกั๋วกงประจัญบานกับเซียวอวี้ที่หลิงโจว เป็นการรบที่ดุเดือดอย่างหาดูได้ยากยิ่ง กองกำลังภายใต้การนำของฉินกั๋วกงถูกกำราบอย่างเบ็ดเสร็จ แม้แต่ตัวของฉินกั๋วกงเองยังต้องตายอยู่ในสนามรบ

    แม้เซียวอวี้จะได้รับชัยชนะเล็กน้อย ทว่าเขากลับไม่ได้ตั้งทัพอยู่ที่หลิงโจว หลังรีดเค้นเอาทุกสิ่งไปอย่างกำเริบเสิบสานแล้วเซียวอวี้ก็ถอยทัพออกจากหยางโจวและลี่โจว นอกจากเมืองเฟิ่งโจวแล้วเขาก็ไม่ได้ไปยึดครองเขตตะวันออกซานหนานอีก แต่เปลี่ยนไปเป็นออมกำลังและเสริมอำนาจให้มั่นคงอยู่ที่เขตหล่งโย่ว

    ตอนที่ได้ข่าว ทุกคนต่างรู้สึกยินดีและเป็นกังวล

    ยินดีที่เซียวอวี้ถอยทัพไปอยู่ที่เขตหล่งโย่ว ทำให้สามารถสงบศึกลงได้ชั่วคราว

    กังวลที่ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าการกระทำของเซียวอวี้ล้วนทำไปเพื่ออำนาจ หากไม่รีบชิงตัดไฟแต่ต้นลมตั้งแต่ตอนนี้ ภายหน้าอาจเกิดเรื่องราวใหญ่โตยิ่งกว่าและกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่ยากจะรับมือ

     

    บทที่ 14

     

    “ตั้งแต่เข้าช่วงวสันต์ก็มีฝนปรอยๆ ยากนักที่ท้องฟ้าจะสดใสได้อย่างวันนี้ เห็นแดดดีๆ แล้วเชื่อว่าวันต่อๆ ไปจะต้องเป็นวันที่ดีแน่”

    ตอนที่หยางจวินพูดประโยคนี้เขากำลังเดินอยู่ที่นอกเมืองกับเฮ่อหรง หญ้าป่าสูงเท่าเข่าเอนพลิ้วไปตามลม

    เฮ่อหรงช้อนสายตาขึ้นมองไกลออกไปเห็นทิวเขาสูงๆ ต่ำๆ อายุนับร้อยนับพันปีกำลังรับแสงอรุณสดใสแห่งฤดูวสันต์

    เห็นเฮ่อหรงเหม่อมองไปไกลแสนไกล หยางจวินก็พูดยิ้มๆ “รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงลากเจ้าออกมาในเวลาเช่นนี้ แม้ฝางโจวจะมีขุนเขาและป่าไม้ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน มีทิวเขาสลับซับซ้อน หนทางไม่ราบเรียบ ไม่อาจเทียบกับดินแดนแห่งสายน้ำอย่างเจียงหนานหรือความรุ่งเรืองของนครหลวงได้สักกระผีกริ้น แต่ว่าทิวทัศน์ฤดูวสันต์ที่นอกเมืองก็ดูไม่เลวเหมือนกัน”

    “แค่ไม่เลวเสียที่ไหน แม้ไร้วังเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ ยังสำราญแสงไพรเขาแย้มสรวล งามเหนือพิภพจบโลกา”

    พื้นที่เบื้องหน้าสูงต่ำไม่ราบเรียบ หยางจวินจึงยื่นมือไปทำท่าจะช่วยพยุง แต่เฮ่อหรงส่ายหน้าและใช้ไม้เท้าเดินเองช้าๆ แม้จะค่อนข้างกินแรง แต่เขาก็สามารถเดินไปด้วยตัวเองได้

    “ยามได้เห็นผืนฟ้ากับผืนดินกว้างใหญ่เจ้าจะรู้สึกได้ว่าตนเองช่างเล็กจ้อย และทุกสิ่งที่ยึดถืออยู่ล้วนเป็นแค่เรื่องฉาบฉวยทั้งสิ้น”

    หยางจวินเลิกคิ้ว “พูดเช่นนี้แสดงว่าเจ้าเลิกคิดเรื่องที่เคยยึดถือได้แล้ว?”

    เฮ่อหรงพูดเสียงนิ่ง “ข้าเป็นแค่มนุษย์ปุถุชน หาใช่พระโพธิสัตว์ ต่อให้คิดบรรลุได้สุดท้ายก็ยังต้องกลับสู่แดนมนุษย์อยู่ดี”

    หยางจวินหัวเราะฮ่าๆ “วันนี้อารมณ์เจ้าดูไม่เลว ถึงขั้นรู้จักล้อเลียนตัวเอง!”

    “เจ้ากับข้าก็พอกัน เพราะเจ้าไม่ยอมฟังเสียงใคร ยืนกรานจะทำตามความคิดของตัวเองที่จะอยู่ที่นี่ ทำให้ไม่เพียงได้ช่วยนายอำเภอถาน แต่ยังช่วยสกุลหยางไว้ กลายเป็นตัวอย่างของพ่อค้าวาณิชทั้งหลาย หากครั้งนี้ราชสำนักตกรางวัล เจ้าย่อมกลายเป็นขุนนางผู้มีความชอบของสกุลหยาง”

    รอยยิ้มของหยางจวินจางลง “สกุลหยางวางแผนจะย้ายจากจู๋ซานไปตั้งรกรากที่อื่นแล้ว”

    เฮ่อหรงชะงัก “จู๋ซานมิใช่บ้านเดิมของสกุลหยางของพวกเจ้าหรือ”

    “ย่อมใช่ บ้านเดิมคงไม่ขาย แต่พวกร้านค้าและที่ดินมีการเปลี่ยนมือไปหลายครั้ง อันที่จริงในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ฐานการค้าของสกุลหยางอยู่ที่เมืองหลวงกับเขตเจียงหนาน รายได้จากทางบ้านเดิมไม่ถือว่ามากมาย ยิ่งพอมีเรื่องทหารกบฏ ท่านพ่อข้า…กับคนอื่นๆ ต่างรู้สึกว่าฝางโจวและละแวกใกล้เคียงไม่ปลอดภัยอย่างมาก หากแค่เดินทางมาทำการค้าขายยังพอว่า แต่ถ้าให้อยู่ยาวเกรงว่าคงไม่ไหว”

    “แล้วตัวเจ้าเล่า”

    สีหน้าของหยางจวินฉายแววเยาะหยันบางๆ “ข้า? ย่อมต้องฟังคำสั่งของท่านพ่อ บางทีข้าอาจจะไปเจียงหนานหรืออาจอยู่ที่จู๋ซานต่อก็ได้”

    เฮ่อหรงย่นหัวคิ้ว “ข้านึกว่าหลังจบเรื่องนี้บิดาเจ้าจะให้ความสำคัญกับเจ้ามากขึ้นเสียอีก”

    หยางจวินฝืนยิ้ม “ท่านพ่อข้าให้ แต่ใช่ว่าท่านพ่อข้าพูดอะไรแล้วคนอื่นๆ ในสกุลหยางจะยอมคล้อยตามเสียเมื่อไร ที่ผ่านมาข้าไม่เคยเล่าให้เจ้าฟังว่าความจริงข้าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านพ่อ คนที่ให้กำเนิดข้าไม่ได้แซ่หยาง”

    ลองได้เล่าแล้วหยางจวินก็ไม่คิดจะปิดบังอีก เขาจึงพูดไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของสหาย “สมัยท่านพ่อข้ายังหนุ่มๆ เป็นบุรุษมากรัก และเคยไปผูกสมัครรักใคร่กับสตรีนางหนึ่ง ทั้งสองอยู่ด้วยกันสองสามปีจนภายหลังท่านพ่อข้าแต่งภรรยาเอกให้กำเนิดบุตร ทั้งยังออกไปทำการค้าที่ต่างถิ่น ทำให้ทั้งคู่ขาดการติดต่อกัน ผ่านไปหลายปี เขาได้พบกับสตรีนางนั้นอีกครั้ง นางกำลังป่วยหนักเหลือเพียงลมหายใจรวยรินและมีบุตรคนหนึ่ง”

    “สตรีนางนั้นคือมารดาแท้ๆ ของเจ้า?”

    หยางจวินผงกศีรษะ “ยามนั้นข้ายังแบเบาะ แม่แท้ๆ ขอให้ท่านพ่อข้าเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต ช่วยรับดูแลข้า ท่านพ่อข้าจึงรับปากและเลี้ยงดูข้ามาจนเติบใหญ่ มองเผินๆ จะเห็นว่าไม่มีอะไรแตกต่างไปจากลูกหลานสกุลหยางคนอื่นๆ จวบจนข้าอายุสิบห้าปีท่านพ่อถึงเล่าเรื่องชาติกำเนิดของข้าให้ฟัง ทว่าแม้ท่านพ่อจะไม่ได้มองข้าเป็นคนนอก แต่เกรงว่าคนในสกุลหยางคนอื่นๆ จะระแคะระคายเรื่องสายเลือดของข้าแล้ว”

    เนื่องจากหยางจวินไม่ใช่ลูกหลานที่แท้จริงของสกุลหยาง ต่อให้ภายหน้าเขามุมานะพากเพียรมากแค่ไหนก็ไม่มีทางได้เป็นประมุขของบ้านสกุลหยาง ทว่าตัวเขากลับมีความทะเยอทะยาน ทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีของคนในสกุลหยางคนอื่นๆ

    “เช่นนั้นบิดาผู้ให้กำเนิดเจ้าเล่า”

    หยางจวินหัวเราะเสียงหยัน “เป็นแค่ไอ้สวะคนหนึ่ง แม้แต่ชื่อของเขาข้ายังลืมไปแล้วเลย”

    เฮ่อหรงไม่ได้ซักไซ้ ทุกครอบครัวต่างมีปัญหากันทั้งนั้น สิ่งสำคัญคืออนาคตต่อไปต่างหาก

    ทั้งสองมองหาศาลาเพื่อนั่งพัก คนรับใช้ที่ติดตามหยางจวินมาช่วยต้มน้ำชาให้

    น้ำชาร้อนควันกรุ่น แสงตะวันอันสดใสสาดจับต้นหญ้าเขียวขจี ช่างเป็นทิวทัศน์แห่งฤดูวสันต์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น

    “เจ้าอยากไปเมืองหลวงกับข้าหรือไม่” เฮ่อหรงรับชาร้อนที่คนรับใช้บ้านสกุลหยางส่งมา กุมถ้วยชาไว้ในมือ

    หยางจวินพูดยิ้มๆ “เหตุใดคุณชายสามถึงได้เชื่อมั่นว่าตนจะได้กลับเมืองหลวงในเร็ววันนี้นักนะ เกิดต้องใช้เวลาอีกหลายปี ข้ามิต้องคอยอยู่กับท่านอีกหลายปีหรอกหรือ”

    อาจเพราะทั้งคู่สนิทสนมกันถึงขั้นนี้แล้ว หยางจวินจึงกล้าล้อเลียนอีกฝ่าย

    “เช่นนั้นเรามาพนันกัน”

    หยางจวินแปลกใจ “พนันอะไร เจ้าชอบวางเดิมพันกับผู้อื่นตั้งแต่เมื่อไร”

    “เจ้าลองเดาว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะมีคนมาตามพวกข้ากลับเมืองหลวง”

    หยางจวินครุ่นคิด “ว่ากันตามหลัก หลังจู๋ซานได้รับชัยชนะ ราชสำนักก็น่าจะเร่งส่งคนมาได้แล้ว แต่เวลานี้กลับไม่เห็นว่าจะมีใครมาเสียที แสดงว่าฝ่าบาทมีพระดำริอื่น อาจจะอีกหนึ่งเดือนให้หลัง อย่างมากคงไม่เกินสามเดือนกระมัง”

    “ข้าเดาว่าภายในสามวัน”

    หยางจวินเบิกตากว้าง “เหตุใดเจ้าถึงรู้ว่าภายในสามวัน”

    เฮ่อหรงไม่ได้แสดงอาการรำคาญใจ “บอกแล้วว่าเป็นการเดา ตกลงเจ้าจะวางเดิมพันหรือไม่”

    “วาง! เพราะต่อให้ทางเมืองหลวงส่งม้าเร็วเร่งมาก็ไม่มีทางมาถึงภายในสามวัน และหากไม่ใช่สามวันเจ้าก็แพ้แล้ว! ของรางวัลเดิมพันคือสิ่งใด!”

    “ยกเฮ่อจยาให้แต่งงานกับเจ้าดีหรือไม่”

    หยางจวินพ่นน้ำชาออกมาทั้งปาก แล้วไอค่อกแค่กอย่างแตกตื่น

    เฮ่อหรงเบี่ยงหน้าหนีพ้นอันตรายได้ทัน แต่น้ำชายังคงกระเซ็นใส่ชุดของเขา “เป็นอะไร ดูแคลนน้องสาวของข้าหรือ”

    หยางจวินล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเสื้อให้เฮ่อหรงก่อนเลยไปเช็ดหน้าตัวเอง “ล้อเล่นเช่นนี้ข้าไม่ขำ!”

    “ข้าแค่พูดไปเรื่อย คนที่อยากแต่งงานกับเฮ่อจยาของเรามีมากจนธรณีประตูถูกเหยียบจนเกือบพังแล้ว ใช่ว่าจะขาดเจ้าไปไม่ได้เสียหน่อย”

    อันที่จริงแม้สกุลหยางจะมีชาติกำเนิดเป็นพ่อค้าวาณิช แต่หยางจวินก็ไปมาหาสู่กับเฮ่อหรงรวมไปถึงคนในสกุลเฮ่อจนมีความสนิทสนมกันดี ช่วงที่สกุลเฮ่อตกต่ำอย่างไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกเขาจะกลับมาลืมตาอ้าปากได้วันไหน ใครต่อใครพากันหลีกห่างแทบไม่ทัน คนอย่างหยางจวินมีจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อย ทำให้เฮ่อหรงรู้สึกว่าหากได้เขามาเป็นน้องเขยก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี และหากหยางจวินมีใจเขาก็จะช่วยไปคุยกับเฮ่อไท่ให้ แต่ในเมื่อหยางจวินไม่มีใจ เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด

    หยางจวินโล่งอกและทำสีหน้าแบบที่อ่านได้ว่า ‘เจ้าทำข้าตกใจแทบตาย’

    “น้องสาวข้าย่ำแย่ถึงเพียงนั้นเชียว?”

    หยางจวินฝืนยิ้ม “ฟ้าดินเป็นพยาน น้องสาวเจ้าเป็นกุลสตรีที่เรียบร้อยอ่อนหวาน แต่ข้าไม่เคยคิดไม่ดีกับนางแม้แต่น้อย และเห็นนางเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง เจ้าเปลี่ยนของรางวัลเดิมพันดีกว่า หากเป็นเช่นนี้ข้าคงไม่กล้าเดิมพันกับเจ้าแล้ว!”

    “ก็ได้ เช่นนั้นหากเจ้าแพ้ เจ้าต้องตามข้ากลับไปเปิดร้านที่เมืองหลวง หรือหาการค้าอย่างอื่นทำที่นั่น”

    “หากเจ้าแพ้?”

    “ข้าย่อมยอมรับความพ่ายแพ้”

    “เช่นนั้นก็ช่วยต้มน้ำชาให้ข้าหนึ่งปีแล้วกัน”

    เฮ่อหรงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะ “ย่อมได้”

    หยางจวินมองออกว่าเขามีแผนการบางอย่างอยู่ในใจจึงอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ “เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจว่าทางเมืองหลวงจะต้องส่งคนมาภายในสามวัน”

    “ไม่ใช่มาจากเมืองหลวง”

    “เช่นนั้นจะมาจากที่ไหน”

    “จางเทา”

    หยางจวินเป็นคนฉลาด เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาคิดไม่ถึง บัดนี้เมื่อได้เฮ่อหรงช่วยชี้แนะเขาจึงกลับลำทันที “ความหมายของเจ้าคือราชสำนักมีคำสั่งให้อู่เวยโหวแล้ว และยังจะให้อู่เวยโหวมาถ่ายทอดพระราชโองการอีกอย่างนั้นหรือ”

    “จินโจวถูกปราบปรามเรียบร้อย เล่อปี้หมดทางสู้ อู่เวยโหวย่อมต้องกลับไปถวายรายงานที่เมืองหลวง ดังนั้นแทนที่จะส่งคนอื่นมา มิสู้ถือโอกาสให้อู่เวยโหวนำพระราชโองการมาตกรางวัลเสียทีเดียว หากฝ่าบาททรงอยากให้พวกเรากลับเมืองหลวงก็น่าจะเป็นช่วงนี้นี่แหละ”

    หยางจวินหัวเราะฮ่าๆ “เช่นนั้นข้าก็หวังจริงๆ ว่าตัวเองจะแพ้ คนหูตาคับแคบอย่างข้าจะได้ติดตามไปชมโลกกับเจ้าที่เมืองหลวง!”

    “เหิงอวี้ ด้วยสติปัญญาความสามารถของเจ้า หากดักดานอยู่ในอำเภอเล็กๆ อย่างจู๋ซานออกจะน่าเสียดายเกินไป”

    “คุณชายสาม ข้ากับเจ้าไม่เหมือนกัน เพราะสวรรค์กำหนดให้เจ้าเดินไปบนเส้นทางนี้ สำหรับเจ้า จู๋ซานเป็นแค่หาดน้ำตื้นที่กักขังมังกร เป็นแค่สถานที่พักพิงเพื่อซุ่มซ่อนกายชั่วคราว”

    “ไม่มีผู้ใดลิขิตให้ใครทำอะไรได้ทั้งนั้น ทุกคนต้องเป็นผู้เลือกเส้นทางกันด้วยตนเอง และเมื่อเลือกแล้วก็ห้ามเสียใจเด็ดขาด”

    หยางจวินนิ่งเงียบ

    เขาลูบอกถามตัวเองว่าผู้ใดเล่าจะยินดีอยู่เฝ้าบ้านเดิมสกุลหยางที่จู๋ซานไปตลอดชีวิต การที่ท่านพ่อรับเลี้ยงเขาแล้วยังมอบกิจการส่วนหนึ่งให้เขาดูแล ทำให้ท่านเป็นที่ครหาของคนในตระกูล หากมีโอกาสเขาก็อยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าการตัดสินใจของท่านพ่อไม่ใช่เรื่องที่ผิด

    “คุณชายสาม!”

    เสียงของเหวินเจียงดังมาแต่ไกล เงาร่างของนางผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจีเข้ามาใกล้ทุกขณะ

    หยางจวินนึกขำ “ไม่เจอกันหนึ่งวัน คะนึงฝันดุจสามสารท มาหากันถึงที่นี่เชียว!”

    “เหิงอวี้ ข้าไม่ได้มีใจให้เหวินเจียง ยิ่งไม่คิดรับนางเป็นอนุภรรยา และต่อไปอย่าได้พูดจาเลื่อนเปื้อนต่อหน้านางอีก นางจะได้ไม่เข้าใจผิด”

    หยางจวินหุบยิ้มขี้เล่น พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าปากพล่อยเอง จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว!”

    บ้านสกุลเฮ่ออยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก แต่เพราะเหวินเจียงวิ่งมาอย่างเร็วทำให้นางต้องหอบฮัก ใบหน้าที่ปกติสำรวมเรียบร้อยฉายแววยินดีอย่างหาดูได้ยาก “อู่เวยโหวกลับมาที่จู๋ซานแล้ว นำพระราชโองการมาด้วย นายท่านจึงเรียกให้ท่านกลับไปเจ้าค่ะ!”

    แม้จะเดาได้มาตั้งแต่ต้น ทว่าข่าวนี้ยังคงทำให้เฮ่อหรงรู้สึกวางใจจากที่ต้องคอยเฝ้าพะวงลงได้อย่างแท้จริง

    เขาหันไปยิ้มให้หยางจวิน “ดูท่าเจ้าจะแพ้แล้ว!”

    หยางจวินลูบจมูกพลางนึกในใจว่า…การจะได้เห็นเจ้ายิ้มเช่นนี้ยังยากกว่าโยวอ๋องได้เห็นนางเปาซื่อยิ้มเสียอีก เช่นนี้ก็ไม่ถือว่าข้าพ่ายแพ้เสียเปล่านัก

     

     

    (ติดตามต่อได้ในเล่ม ‘คู่กิเลนค้ำบัลลังก์ เล่ม 1’ วางขาย 15 กันยายน 2020)

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in คู่กิเลนค้ำบัลลังก์

    นิยายยอดนิยม

    คู่กิเลนค้ำบัลลังก์

    ทดลองอ่าน คู่กิเลนค้ำบัลลังก์ 4 บทที่ 1-2

    บทที่ 1   ประตูเมืองทางด้านเหนือของเมืองหุยเล่อไม่ใหญ่ นับตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนจนถึงปัจจุบันผู้ปกครองของที่นี่มีการผลั...

    Facebook