• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    คู่กิเลนค้ำบัลลังก์

    ทดลองอ่าน คู่กิเลนค้ำบัลลังก์ 4 บทที่ 7-8

     

    บทที่ 7

     

    หลังได้รับอนุญาตจากจักรพรรดิจยาโย่ว เฮ่อหรงสั่งเหวินเจียงให้คนเก็บสัมภาระ อีกสองวันจะเดินทางกลับหลิงโจว เขากับองค์หญิงเจินติ้งเห็นพ้องต้องกันว่าเวลานี้ฉางอันวุ่นวาย ราตรียาวนานมักมากฝัน รีบกลับไปไวเท่าไรยิ่งดี

    ช่วงที่อยู่เมืองหลวงรัชทายาทให้คนมาเชิญเขาไปสังสรรค์ในวังหลวงหลายครั้ง แต่ล้วนถูกปฏิเสธ เขารู้ว่ารัชทายาทจะทำสิ่งใด ก็คงจะลองหยั่งเชิงเพื่อฟังความคิดเห็นของเขา อยากมั่นใจว่าเขาจะไม่เข้าข้างจี้อ๋อง จากนั้นก็ดูว่าพอจะดึงเขาไปเป็นพวกได้หรือไม่เพื่อเป็นการชดเชยเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เฮ่อหรงสามารถจินตนาการภาพรอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าของรัชทายาทยามกล่าวคำพูดที่ปราศจากความจริงใจออกมาได้ ต่างฝ่ายต่างแสร้งยอมอ่อนข้อให้แก่กันเพื่อประเมินตื้นลึกหนาบางของกันและกัน

    เฮ่อหรงรู้ว่าการปฏิเสธของเขาทำให้รัชทายาทไม่พอใจมาก ถึงขั้นล่วงเกินรัชทายาท ต่อไปหากหลิงโจวเกิดเรื่องใดก็เลิกหวังไปได้เลยว่ารัชทายาทจะช่วยพูดคำดีๆ ให้เขาต่อหน้าฝ่าบาท และไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจทุ่มหินลงบ่อด้วยซ้ำ

    ทว่าเฮ่อหรงก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ เมื่อก่อนเขาเข้าใจว่ารัชทายาทเป็นพวกพูดแล้วฟัง เขาจึงยินดีพูดสองสามประโยค ตอนนี้ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่อาจร่วมแผนกัน ถ้าไม่มีกิจธุระก็คุยกันได้ไม่ถึงครึ่งประโยค ราวกับเป็นคนแปลกหน้า

    ระหว่างพวกเขาพี่น้องถูกขวางไว้ด้วยอำนาจของตระกูลใหญ่ตระกูลขุนนาง ครอบครัวสามัญชนคนยากจน และผู้มีอำนาจหลายๆ ด้าน ความปรารถนาส่วนตนกับผลประโยชน์ต่างๆ นานาทับซ้อนกันวุ่นวาย ทำให้ความสัมพันธ์ในอดีตจืดจางลงเรื่อยๆ จนเลิกมองหน้ากัน แม้เฮ่อหรงจะเคยคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ต้น แต่พอเจอกับตัวเข้าจริงๆ เขายังคงยากที่จะระงับความเศร้าเสียใจ

    เฮ่อหรงคิดถึงเรื่องในอดีตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สมัยที่อยู่ฝางโจวครอบครัวยากจนข้นแค้น เงินหนึ่งเฉียนต้องแบ่งออกเป็นหลายส่วนเพื่อใช้จ่าย เฮ่อมู่รู้ว่าเฮ่อซิ่วชอบกินเนื้อ รู้ว่าเฮ่อหรงชอบกินของหวาน รู้ว่าเฮ่อสี่ชอบเกี๊ยวทอด รู้ว่าเฮ่อจั้นชอบขนมเปี๊ยะต้นหอม รู้ว่าเฮ่อจยาชอบดอกไม้ผ้าไหม เขาจดจำความชอบของน้องๆ ทุกคนได้หมด ทุกครั้งที่เอาสัตว์ที่ล่ามาได้กับรองเท้าหญ้าไปแลกเป็นเงินที่ตลาดในอำเภอจึงมักจะซื้อของพวกนี้ติดมือมาเล็กน้อย ทำให้ทุกคนดีใจกันมาก มีเพียงตัวเขาเองที่สองมือว่างเปล่า แต่มีรอยยิ้มเต็มหน้า

    ตอนนั้นเฮ่อมู่ผู้ไม่มีสิ่งใดยินดีที่จะมอบทุกสิ่งที่เขามีให้แก่ครอบครัว มาวันนี้คนคนเดียวกันกลับเป็นรัชทายาทผู้ไม่ขาดแคลนสิ่งใด แต่กอดรัดตำแหน่งของตนและอำนาจในมือแน่นด้วยความกลัวว่าจะสูญเสียมันไปแม้เพียงนิด

    “หรือมนุษย์ทุกคนบนโลกจะสามารถร่วมทุกข์กันได้ แต่ไม่อาจร่วมสุข?”

    องค์หญิงเจินติ้งฟังคำพูดของเขาแล้วพูดล้ออย่างไม่เกรงใจ “ข้าเข้าใจว่าองค์ชายใจแข็งเป็นเหล็ก ที่แท้ก็มีด้านที่รู้จักโศกสุขเช่นนี้ด้วยหรือ”

    ทั้งคู่สนิทกันอย่างที่สุด เวลาคุยกันเป็นการส่วนตัวองค์หญิงเจินติ้งจึงไม่เคยสนใจสีหน้าของฝ่ายตรงข้าม

    เฮ่อหรงพูดเสียงเนิบ “ข้าเป็นมนุษย์ รู้จักสุข โกรธแค้น เสียใจ ยินดี องค์หญิงอย่าเห็นว่าข้าไม่ค่อยยิ้มแล้วมีอคติต่อข้าสิ”

    องค์หญิงเจินติ้งอารมณ์ดี “ได้ ข้ามีอคติเอง ไม่ควรหัวเราะเยาะเจ้า! แต่จะว่าไปโลกนี้มีเส้นทางนับพันนับหมื่น ต่อให้เป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางเดียวกันเสมอไป ถ้าวันนี้รัชทายาทเก่งกล้าสามารถปราดเปรื่อง พวกเจ้าย่อมยอมศิโรราบให้เขาทั้งกายและใจ เช่นนั้นไม่แน่ว่าบิดากับบุตรอาจระแวงแคลงใจกัน พูดมาพูดไปใจคนล้วนเป็นเช่นนี้ ในเมื่อเจ้าได้เห็นชัดกับตา หวังว่าต่อไปเจ้าจะไม่เดินซ้ำรอยพวกเขา”

    ประโยคสุดท้ายนางกล่าวอย่างมีความนัยลึกซึ้ง

    เฮ่อหรงเงียบไปพักหนึ่ง “ขอองค์หญิงได้โปรดเป็นดวงตาและหูให้ข้า หากข้าเดินทางผิดได้โปรดเตือนกันให้ทัน เพราะข้าไม่ใช่ผู้สูงส่ง ย่อมยากที่จะไม่ทำเรื่องผิดพลาด”

    ดวงตาของคนทั้งสองมองสบกัน องค์หญิงเจินติ้งมองเห็นความจริงใจในดวงตาของชายหนุ่ม

    น้ำเสียงของนางจึงปลาบปลื้ม “การที่เจ้าคิดเช่นนี้แสดงว่าเจ้าแตกต่างจากพวกเขาอย่างสิ้นเชิง คนเป็นจักรพรรดิต้องระมัดระวังและสันโดษ เรื่องนี้พูดง่าย แต่คนที่ทำได้กลับมีจำนวนน้อยนิด มนุษย์ทุกคนต่างมีความละโมบ ไม่ว่าจะสูงส่งเป็นโอรสสวรรค์หรือต้อยต่ำเป็นแค่คนเลี้ยงม้า เกรงว่าจอมราชันในตำนานเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่การที่พวกเขาสามารถทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์เป็นเพราะสิ่งเดียว นั่นคือรู้จักควบคุม”

    “ควบคุมความอยากของตน”

    “ถูกต้อง ความโลภที่ถมไม่เต็ม ความวุ่นวายที่หาความสงบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักก็ดี หรือการแสวงหาผลกำไรของพ่อค้าก็ดี ล้วนไม่พ้นคำนี้ ก่อนหน้านี้ข้าอายุยังน้อย เต็มไปด้วยความเจ็บแค้นต่อปู่ทวดของเจ้า รู้สึกว่าถ้าไม่ใช่เพราะเขา บ้านเมืองของข้าย่อมไม่สิ้นสลาย ภายหลังถึงเพิ่งเข้าใจว่าต่อให้ปู่ทวดเจ้าไม่รวมแผ่นดินเป็นหนึ่งก็ต้องมีคนอื่น ที่สุดแล้วยังคงเป็นความละโมบที่ไม่อาจหยุดยั้ง ทำให้เกิดการแย่งชิงกันไม่จบไม่สิ้น นำพามาซึ่งความพินาศ”

    นางมองเฮ่อหรง พูดเสียงนุ่ม “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ซ้ำรอยความพังทลายของครอบครัวข้าและครอบครัวเจ้า เพื่อเดินไปสู่ถนนใหญ่หยางกวนของตัวเอง เพื่อตัวเจ้าเอง เพื่อพวกเรา เพื่อแผ่นดินนี้”

    เฮ่อหรงหันกลับไปมองนางพักใหญ่ ผงกศีรษะช้าๆ

    ระหว่างที่ทั้งคู่คุยกันจู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงสาวใช้มารายงานว่าซิงอ๋องมา

    องค์หญิงเจินติ้งยิ้มนิดๆ “ข้าไม่รบกวนพวกเจ้าสองคนแล้ว ในเมื่อยังไม่ออกเดินทาง ข้าจะออกไปเดินดูฉางอันให้มากหน่อย” กล่าวจบก็ลุกขึ้นบอกลา

    นางเพิ่งเดินไปเฮ่อจั้นก็เข้ามาทันที ทั้งสองคนเอ่ยทักกัน เฮ่อจั้นเป็นฝ่ายคารวะก่อน

    “คารวะองค์หญิง”

    “คารวะองค์ชาย” องค์หญิงเจินติ้งผงกศีรษะ “รีบออกจากฉางอันหน่อยนะ”

    ไม่คอยให้เฮ่อจั้นตอบ นางพูดทิ้งไว้แค่นี้แล้วเดินจากไป

    เฮ่อจั้นมองเงาหลังของนางด้วยความรู้สึกแปลกใจก่อนหันกลับมา

    “พี่สาม!” เฮ่อจั้นหอบของพลางก้าวยาวๆ เข้ามาในห้องโถง

    เฮ่อหรงช้อนตาขึ้น สายตาพบตะกร้าที่อยู่ในมือเขาจึงพยักพเยิดหน้าเล็กน้อย

    ไม่จำเป็นต้องให้เขาเอ่ยปากถาม เฮ่อจั้นก็รู้ว่าเขาอยากถามอะไร จึงวางตะกร้าลงตรงหน้าอีกฝ่ายแล้วอธิบาย

    “ของกินทั้งนั้น ข้าตระเวนไปตามร้านขายผลไม้เชื่อมทั่วเมืองเพื่อให้ท่านเอาไปกินระหว่างทาง”

    “เหวินเจียงเตรียมไว้แล้วเหมือนกัน” เฮ่อหรงบอกพลางหยิบผ้าในแขนเสื้อโยนไปให้ “เช็ดเหงื่อเสีย”

    เฮ่อจั้นเก็บมาเช็ดหน้าผากแล้วพูดยิ้มๆ “เหวินเจียงอาจไม่ได้วิ่งไปร้านเดียวกับข้า ท่านชอบกิน และคณะเดินทางมีคนมาก ระหว่างทางต่อให้กินไม่หมดก็แบ่งคนอื่นได้ รับรองว่าหมดแน่นอน”

    “เจ้าจะออกจากฉางอันเมื่อใด” เฮ่อหรงถาม

    เฮ่อจั้นหลุดขำ “พิลึก เหตุใดท่านจึงบอกเหมือนองค์หญิงเจินติ้ง ข้ายังคิดอยู่เลยว่าเหตุใดท่านถึงรีบไป ทั้งที่ฝ่าบาทไม่ได้ไล่ มิสู้ให้ผ่านเทศกาลจงชิวแล้วค่อยไป นานแล้วที่พวกเราไม่ได้ฉลองเทศกาลร่วมกัน”

    เฮ่อหรงส่ายหน้า ยื่นมือไปหาเขา

    เฮ่อจั้นมึนๆ งงๆ ไม่เข้าใจ

    เฮ่อหรงจึงบอก “ผ้าของข้า”

    “ใจแคบ!” เมื่อถูกทวงเฮ่อจั้นจึงยัดผ้าใส่อกเสื้อตน “พี่สามใจแคบขึ้นทุกวัน แม้แต่ผ้าที่ให้ข้ายังจะเอาคืนอีก!”

    เฮ่อหรงทำหน้าเหนื่อยหน่าย “ข้ามิใช่คนขายผ้า บนตัวจะมีเตรียมไว้สิบผืนแปดผืนได้อย่างไร พูดจริงๆ เจ้ารีบออกจากฉางอันดีกว่า”

    เฮ่อจั้นลังเลอยู่พักหนึ่ง “ข้าว่าจะมาคุยกับท่านเรื่องนี้ เพราะพี่รองอยากให้ข้าอยู่ฉางอันนานหน่อย”

    เฮ่อหรงย่นหัวคิ้ว

    เห็นอีกฝ่ายเอาแต่มองเขา ไม่พูดไม่จาทำให้เฮ่อจั้นรู้สึกว่าค่อนข้างรับไม่ไหว เขาจึงเล่าเรื่องทุกอย่างอย่างละเอียด

    “พี่รองบอกว่าพวกเราพี่น้องไม่ได้เจอกันนาน หลิ่งหนานมีพวกถานจิน ระยะนี้คงไม่เกิดเรื่องใด ให้ข้าอยู่ที่ฉางอันอีกสักพัก จะได้คุยกันตามประสาพี่น้อง”

    เฮ่อหรงเงียบไปพักหนึ่ง “ช่างเถอะ แล้วแต่เจ้า”

    เฮ่อจั้นเริ่มร้อนใจ “พี่สาม! เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าการที่พวกเราห่างกันครั้งนี้ดูเหมือนท่านจะมีเรื่องปิดบังข้ามากมาย หากท่านอยากให้ข้าเดินทางไวๆ ก็บอกเหตุผลมาหน่อยเถิด”

    “หากข้าบอกว่าการที่เจ้าอยู่ฉางอันต่อจะมีสิทธิ์ตกเข้าไปอยู่ในวังวนระหว่างรัชทายาทกับพี่รอง เจ้าเชื่อหรือไม่”

    เฮ่อจั้นชะงัก

    นับตั้งแต่กลับมาฉางอันเขามองเห็นความขัดแย้งระหว่างรัชทายาทกับเฮ่อซิ่วที่รุนแรงมากขึ้นกว่าตอนก่อนเขาเดินทางไปหลิ่งหนาน ถึงขั้นไม่ยอมลงให้กันได้อีก เขารู้ว่าเฮ่อซิ่วไม่มีทางยอม จะต้องเอาชนะรัชทายาทให้ได้ นอกจากนี้ราชสำนักยังมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำให้เวลานี้ถ้าใช้คำว่ามีคลื่นใต้น้ำมาบรรยายฉางอันก็ไม่เกินไป แต่ถ้าบอกว่าเฮ่อซิ่วจะใช้เขา…

    “ไม่ว่าพี่รองจะเป็นอย่างไร เขาคงไม่มีทางทำกับข้าเช่นนั้นกระมัง” น้ำเสียงของเขาคล้ายไม่แน่ใจ

    เฮ่อหรงตบไหล่ชายหนุ่ม เลิกพูดมาก

    เฮ่อจั้นคว้าข้อมือเขาไว้

    “พี่สาม ท่านมีคำพูดที่ยังไม่ได้พูดกับข้าใช่หรือไม่”

    “รีบไปจากฉางอัน ถึงหลิ่งหนานแล้วให้คนมาแจ้งข่าวแก่ข้าว่าเจ้าปลอดภัยดีด้วย”

    เฮ่อหรงพูดเพียงเท่านั้น

    ถามมาถามไปยังถามไม่ได้ความที่ต้องการ เฮ่อจั้นไม่รู้ว่ารัชทายาทส่งคนไปหาเฮ่อหรงที่หลิงโจว และไม่รู้ว่าเฮ่อซิ่วเคยคิดที่จะถอยแล้ว แต่กลับถูกหลี่ควนดึงกลับเข้ามาอีก จริงอยู่ที่เฮ่อหรงมีสติปัญญาและความกล้าหาญ แต่เขาไม่ใช่เทพเซียน ย่อมไม่อาจตัดสินเรื่องที่ตนไม่รู้ จึงไม่อยากพูดมากให้เฮ่อจั้นยิ่งสับสน

    เมื่อเฮ่อจั้นเห็นว่าเขาไม่ยอมพูดจึงได้แต่จำยอมและเลิกซักไซ้

    “พี่สาม เดินทางปลอดภัยนะ”

    “เจ้าก็เหมือนกัน” เฮ่อหรงลูบศีรษะเขาแบบเดียวกับที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน

    พอคิดได้ว่านับจากนี้เป็นต้นไปสองพี่น้องคนหนึ่งต้องไปใต้ อีกคนไปเหนือ ไม่รู้ว่าวันใดจึงจะกลับมาเจอกันอีก เฮ่อจั้นก็ระงับอาการแสบจมูกไว้ไม่ไหว ต้องรวบร่างอีกฝ่ายเข้ามากอด

    มีน้ำเปื้อนเสื้อผ้าบริเวณไหล่ทำให้ผิวสัมผัสได้ถึงความชื้นนิดๆ เฮ่อหรงทั้งฉิวทั้งขำ ต้องผลักหน้าผากชายหนุ่มออกห่าง

    “เป็นผู้ใหญ่ตัวโตจนจะค้ำฟ้าได้แล้วยังจะร้องไห้อยู่อีก ไม่อายคนหรือ”

    “ข้าไม่ได้ร้องไห้ต่อหน้าท่านครั้งแรกเสียหน่อย!” เฮ่อจั้นซุกหน้ากับไหล่เขา ไม่ยอมเงยหน้า

    ความหมายคือพี่สามสมควรชินได้แล้ว

    เฮ่อหรงหมดปัญญา ทำได้เพียงปล่อยให้เขาร้องไป

    “จำไว้ว่าต้องใช้คืนเสื้อผ้าให้ข้าสองชุด”

    “พี่สาม! เหตุใดท่านจึงเป็นคนแบบนี้! จะปลอบข้าไม่ได้เชียวหรือ!” เฮ่อจั้นโมโห “ใจดำ!”

    เฮ่อหรงยื่นมือออกไปชูสามนิ้ว

    “สามชุด”

    “…”

     

    สองวันต่อมาเฮ่อหรงกับองค์หญิงเจินติ้งและพวกจางเจ๋อออกเดินทางกลับหลิงโจว จักรพรรดิจยาโย่วไม่ได้มาส่งด้วยพระองค์เอง แต่ส่งอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายจางซงกับจี้อ๋องเฮ่อซิ่วมา ถือว่าเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุด ซิงอ๋องเฮ่อจั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับเฮ่อหรง ต่อให้ไม่มีพระราชโองการเขาย่อมมาส่งเองอยู่แล้ว

    เฮ่อจั้นมองว่าประโยคที่เฮ่อหรงพูดกับเขาเหมือนจะมีความนัยลึกซึ้ง เขาคิดมาคิดไป ตั้งใจจะทำตามคำพูดของอีกฝ่ายคือเร่งกลับไปหลิ่งหนาน แต่ยังไม่ทันได้ขยับกลับมีข่าวออกมาจากในวังว่าพระอัครมเหสีตั้งครรภ์

    ผู้ใดจะรู้ว่าหลังพระราชโอรสที่เกิดจากพระอัครมเหสีเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังแบเบาะ พระอัครมเหสีจะตั้งครรภ์ใหม่อีกครั้ง แต่ละคนต่างมีความรู้สึกไม่เหมือนกัน โอรสสวรรค์ดีใจมาก พระองค์ทำกุศลเพื่อพระราชโอรสหรือพระราชธิดาในอนาคตด้วยการประกาศพระราชทานอภัยโทษครั้งใหญ่ ทำให้เฮ่อจั้นพลอยยังไม่สามารถไปไหนเพราะถูกรั้งให้อยู่ร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง

    ครึ่งเดือนหลังจากพวกเฮ่อหรงไปจากฉางอัน เป็นวันที่สิบที่ข่าวเรื่องพระอัครมเหสีตั้งครรภ์ถูกปล่อยออกมา ฝูเนี่ยนข่านแห่งทูเจวี๋ยก็ส่งทูตมาขอเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานและยังขอเบี้ยหวัดเงินปีจากจงหยวน

     

     

    บทที่ 8

     

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทูเจวี๋ยมาขอเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจงหยวนด้วยการแต่งงาน อดีตจักรพรรดิยังเคยมีความคิดจะส่งบุตรสาวของจักรพรรดิจยาโย่วแต่งไป แต่ภายหลังฝูเนี่ยนข่านยังคงก่อกวนแถบชายแดนไม่ยอมหยุด ทำให้เรื่องนี้ถูกพักไว้ ไม่มีผู้ใดพูดถึงอีก

    หลังได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ที่กานโจว ขวัญทหารจงหยวนดีขึ้นมาก ราชสำนักไม่ขาดคนที่เสนอตัวไปยึดเหลียงโจวคืน แต่จักรพรรดิจยาโย่วกับเหล่าขุนนางต่างรู้กันดีว่าท้องพระคลังว่างเปล่า ไม่สามารถทำศึก ต่อมาเสียงเรียกร้องพวกนี้จึงเงียบหายไปราวกับก้อนหินที่จมลงบ่อ ไร้ระลอกคลื่น

    คอยจนทูเจวี๋ยตะวันตกถูกทำลาย ทูเจวี๋ยกลายเป็นหนึ่งเดียว ศัตรูทางด้านเหนือของจงหยวนมีอำนาจมหาศาล ทำให้ความรู้สึกของทหารและราษฎรค่อยๆ เปลี่ยนไป เสียงที่เคยขอให้เปิดศึกเปลี่ยนเป็นเงียบกริบ จนฝูเนี่ยนข่านส่งคนมาที่ราชสำนักเพื่อขอเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงาน เป็นเหตุให้ราชสำนักต้องสั่นคลอน จิตใจหวั่นไหว การถกเถียงกันว่าจะทำศึกหรือผูกมิตรถูกหยิบยกขึ้นมาเหมือนผลน้ำเต้าที่ไม่สามารถกดให้จมน้ำ

    อันที่จริงเงื่อนไขที่ทูเจวี๋ยเสนอสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี แต่เป็นเบี้ยหวัดเงินปี

    ประเด็นเรื่องเบี้ยหวัดเงินปีนี้ฉากหน้าหมายถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทูเจวี๋ยกับราชสำนัก เป็นการยอมตนเป็นขุนนางของราชสำนัก ราชสำนักจึงมอบเบี้ยหวัดเป็นจำนวนที่แน่นอนให้แก่ทูเจวี๋ยทุกปี แต่ความจริงทุกคนต่างรู้กันดีว่าทูเจวี๋ยต้องการขูดรีดทรัพย์จากราชสำนัก เพียงแต่พูดให้ดูสวยหรู

    จักรพรรดิจยาโย่วพลันคิดขึ้นมาได้ว่าเพื่อนบ้านที่น่ากลัวที่สุดรายนี้ใจกล้าถึงขั้นข่มขู่จงหยวนแล้ว

    ยังไม่ทันถึงหลิงโจวเฮ่อหรงก็ได้รับข่าวนี้ตอนอยู่ระหว่างทาง เขาเขียนหนังสือฉบับหนึ่งเดี๋ยวนั้น และให้คนเร่งนำไปส่งที่เมืองหลวง เขาคัดค้านการประนีประนอมทั้งหมดชนิดหัวชนฝา ห้ามเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงาน ห้ามให้เบี้ยหวัดเงินปี ชายหนุ่มบอกในหนังสือว่าชาวทูเจวี๋ยโลภโมโทสันหมายกลืนกินจงหยวน ถ้าราชสำนักยอมถอยเพียงนิดพวกเขาจะมองเห็นความอ่อนแอของราชสำนักทันที และค่อยๆ รุกคืบเข้ามาทีละก้าวๆ กว่าราชสำนักจะรู้ตัวเกรงว่าคงเสียที่ยืน ถึงตอนนั้นจะมาเสียใจภายหลังก็ไม่ทันกาล

    แม้จะพูดแบบนี้ แต่ยังมีคนพยายามตะแบงเพราะไม่อยากคล้อยตาม หลายคนรู้สึกว่าอันอ๋องแค่ยืนพูดย่อมไม่ปวดเอว* จักรพรรดิจยาโย่วจึงเก็บหนังสือรายงานของเขาไว้ ในขณะที่ขุนนางทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน มีเสียงบอกให้รบและมีเสียงบอกให้ผูกไมตรี แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย

    อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายจางซงกับเสนาบดีกรมทหารฟั่นอี้ต่างเห็นพ้องต้องกันว่ายังไม่ควรทำศึก ราชสำนักสามารถต่อรองกับทูเจวี๋ยเพื่อให้ทูเจวี๋ยยอมลดราวาศอก เจรจากันให้ช้าหน่อย พูดง่ายๆ คือทอดเวลาออกไปเพื่อบำรุงกองทัพ

    พวกอัครเสนาบดีฝ่ายขวาหลี่ควน อิงกั๋วกง จี้อ๋องเฮ่อซิ่วต่างคิดว่าชาวทูเจวี๋ยต้องการโยนหินถามทาง ดังนั้นราชสำนักห้ามแสดงความอ่อนแอออกไปแม้แต่นิดเดียว เพื่อมิให้อีกฝ่ายมองเห็นจุดอ่อน พวกเขายืนกรานไม่ยอมประนีประนอม สามารถเชื่อมสัมพันธไมตรีได้ แต่ห้ามเจรจาเรื่องการแต่งงานกับเบี้ยหวัดเงินปีเด็ดขาด

    เฮ่อมู่ไม่ได้อยากเสนอข้อคิดเห็น แต่เขามีตำแหน่งเป็นรัชทายาท ทันทีที่จักรพรรดิจยาโย่วถาม เขาจึงจำเป็นต้องตอบ บอกว่าชาวทูเจวี๋ยโหดร้ายป่าเถื่อน บ้าอำนาจ ไร้คุณธรรม ต้องสู้กันก่อนถึงจะรู้ว่าเจ็บ หาไม่พวกเขาย่อมมองจงหยวนเป็นลูกพลับนิ่ม ไม่เห็นราชสำนักอยู่ในสายตา

    ความหมายคือสนับสนุนให้ทำศึก

    ครั้งนี้จี้อ๋องที่ชอบทำสงครามกลับมีท่าทีอ่อนลงมาก ในขณะที่รัชทายาทที่ตามปกติชอบเดินไปบนทางสายกลางกลับแข็งข้อขึ้น

    แปลกพิกล

    แต่ดูเหมือนชาวทูเจวี๋ยจะเอาจริง ไม่คอยให้ราชสำนักหารือกันจนได้ข้อยุติ เมืองชายแดนสองแห่งอย่างเฟิงโจวกับอวิ๋นโจวก็ถูกรุกรานโดยกองทัพทูเจวี๋ยด้วยความรวดเร็วและรุนแรงยิ่ง

    จงหยวนมีเมืองชายแดนที่สำคัญหลายแห่ง ในจำนวนนั้นหลิงโจวกับกานโจวเป็นป้อมปราการ สองเมืองนี้มีการสู้รบกับชาวทูเจวี๋ยบ่อยที่สุด ดังนั้นกานโจวจึงต้องมีแม่ทัพอย่างเฉินเวยและหลิงโจวมีเฮ่อหรง

    แต่ครั้งนี้ชาวทูเจวี๋ยกลับไม่ได้ใช้ไม้เดิม ทิ้งเส้นทางที่ดีที่สุดเพื่ออ้อมทิวเขาอินซานก่อนแยกเป็นสองทาง ตรงไปยังเฟิงโจวกับอวิ๋นโจว

    อวิ๋นโจวยังพอว่าเพราะมีกำแพงฉางเฉิงเป็นปราการ สามารถเป็นกำลังต้านทาน แต่เฟิงโจวกลับไม่มีสิ่งใดป้องกัน กำลังทหารก็ไม่พอ ซ้ำยังต้องเผชิญหน้ากับศัตรูดุร้าย ประกอบกับผู้ตรวจการมณฑลเฟิงโจวไม่มีความสามารถด้านการบัญชาการ ทำให้ถูกชาวทูเจวี๋ยตีเมืองแตก บุกเข้ามาปล้นชิงอย่างกำเริบเสิบสาน บุรุษวัยฉกรรจ์แปดเก้าในสิบส่วนถูกสังหาร สตรีกับเด็กถูกฉุดคร่า ทรัพย์สมบัติในคลังของทางการกับบ้านของราษฎรถูกกวาดเกลี้ยง ว่ากันว่าชาวบ้านที่ปราศจากอาวุธถูกมัดมือมัดเท้าผูกติดกับหลังม้าเป็นพวง ชาวทูเจวี๋ยควบม้าเร็วราวกับเหาะให้พวกเขาวิ่งตามอยู่ด้านหลัง ทำให้บางส่วนถูกลากจนตาย เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าชาวทูเจวี๋ยเหี้ยมโหดทารุณ ยิ่งได้รับรู้เรื่องนี้ผู้คนยิ่งอกสั่นขวัญหาย

    ด้านอวิ๋นโจวแม้ต้านทานข้าศึกได้นานกว่าเฟิงโจว แต่สุดท้ายยังคงแพ้พ่าย ชาวทูเจวี๋ยเข้าไปเก็บกวาดผลประโยชน์ที่อวิ๋นโจวด้วยความรวดเร็วปานสายลม เหลือทิ้งไว้เพียงความระเกะระกะเกลื่อนพื้น ผู้ตรวจการมณฑลอวิ๋นโจวไม่ได้มีความกล้ามากพอที่จะพลีชีพเพื่อบ้านเมือง และกลัวความผิดฐานรบแพ้ จึงทิ้งเมืองหนีไปก่อนที่เมืองจะแตก ไม่รู้ว่าหายไปที่ใด เมื่อข่าวถูกส่งไปที่ฉางอันก็ทำให้ราชสำนักสั่นสะเทือน

    นี่เป็นแค่บทเริ่มต้น

    นิสัยของชาวทูเจวี๋ยไม่เหมือนชาวจงหยวนที่พยายามรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว สร้างสันติสุขยาวนาน เพราะพวกเขาชื่นชอบการปล้นสะดมตามสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เอาแพะแกะและของมีค่าไปมากกว่า คอยจนสมบัติหมดแล้วค่อยทำการปล้นรอบใหม่ ทว่าฝูเนี่ยนข่านดูเหมือนจะต่างออกไปเล็กน้อย เขาไม่ได้เอาไพร่พลที่จับมาได้ไปเป็นทาส แต่กลับส่งทูตมาที่ฉางอันอีกครั้งเพื่อบอกว่าเขายินดีใช้ราษฎรกลุ่มนี้เป็นตัวประกันแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไขที่เคยเสนอไว้

    พูดได้ว่าถ้าราชสำนักเชื่อมสัมพันธไมตรีกับทูเจวี๋ยด้วยการแต่งงานและมอบเบี้ยหวัดเงินปีให้ ราษฎรกลุ่มนี้จะถูกปล่อยตัว แต่ถ้าราชสำนักไม่ยอมตกลง ทูเจวี๋ยจะสังหารคนกลุ่มนี้ทิ้งแล้วเอาศพไปโยนไว้ที่หน้าประตูเมืองเฟิงโจวกับหลิงโจว เพื่อให้ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าได้เห็นว่าราชสำนักไม่ไยดีต่อชีวิตราษฎร รักเงินแต่ไม่รักราษฎร

    ตอนที่เฮ่อหรงรู้เรื่องนี้คณะเดินทางเพิ่งไปถึงหลิงโจว เซวียถานออกจากเมืองมาให้การต้อนรับด้วยตัวเอง แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเฮ่อหรงชอบความหรูหราอลังการ หากเพราะต้องการบอกข่าวเรื่องนี้แก่เฮ่อหรง

    “ชาวทูเจวี๋ยโหดเหี้ยมมาก!” จางเจ๋อฟังแล้วต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

    หากราชสำนักยอมรับเรื่องเบี้ยหวัดเงินปี อีกร้อยปีให้หลังประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ ผู้สูงส่งอย่างโอรสสวรรค์ ผู้ต้อยต่ำอย่างกลุ่มขุนนางล้วนต้องแบกรับคำประณามหยามเหยียดและโกรธแค้นเพราะยอมให้คนต่างเผ่ามาบีบบังคับ สำหรับคนตระกูลใหญ่และพวกบัณฑิตที่แสนเย่อหยิ่ง เรื่องนี้รับได้ยากยิ่งกว่าการส่งองค์หญิงไปแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีเสียอีก

    เซวียถานนิ่วหน้า “พวกข้าเข้าใจว่าชาวทูเจวี๋ยจะเข้าตีหลิงโจว ผู้ใดจะรู้ว่าพวกเขาจะตรงไปที่อวิ๋นโจวกับเฟิงโจว คิดว่าคงเพราะมีข่าวว่าเวลานี้องค์ชายกำลังเสริมสร้างกำแพงเมืองที่นี่และเตรียมกำลังทหาร เลยเปลี่ยนเป้าหมาย”

    เฮ่อหรงพูดเสียงเนิบ “ข้าดูเบาฝูเนี่ยนข่านเกินไป ก่อนหน้านี้ตอนที่เขากลืนทูเจวี๋ยตะวันตกเพื่อรวมทูเจวี๋ยเป็นหนึ่งข้าน่าจะรับรู้ได้ถึงความทะยานอยากของคนคนนี้ โดยเฉพาะเรื่องของวิธีการ ยิ่งไม่เหมือนข่านคนอื่นๆ เป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมืออย่างยิ่ง”

    องค์หญิงเจินติ้งเอ่ย “มิผิด ข่านของทูเจวี๋ยคนอื่นๆ อย่างมากแค่อาศัยกำลังและความน่ากลัวรุกรานชายแดนเพื่อทำการปล้นสะดมปีละครั้ง ถ้าราชสำนักยอมสละองค์หญิงคนหนึ่งกับของมีค่าอาจทำให้พวกเขาสงบลงได้ชั่วคราว เหมือนสมัยก่อนตอนที่ข้าแต่งงานไปนอกด่าน หลังจากนั้นราชวงศ์เก่ากับทูเจวี๋ยตะวันตกก็มีสันติกันนานนับสิบปี”

    องค์หญิงเจินติ้งเล่าเรื่องอดีตอย่างสงบราวกับกำลังพูดถึงเรื่องของคนอื่น

    นางเปลี่ยนเรื่องว่า “เพราะแบบนี้ฝูเนี่ยนข่านจึงมีเอกลักษณ์โดดเด่น การที่เขาขอเบี้ยหวัดเงินปีกับจับชาวจงหยวนเป็นตัวประกันแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการใช้กำลังมาข่มขู่เพื่อบีบราชสำนักในระยะยาว ในทุ่งหญ้ามีคำกล่าวว่าแทนที่จะสังหารแกะอ้วนเพื่อกินเนื้อ มิสู้ใช้มีดคมแล่ทีละชิ้นๆ ช้าๆ เพราะทุกครั้งย่อมได้ดื่มเลือดแกะหนึ่งชาม”

    เซวียถานพูดเสียงหนัก “เวลานี้พวกเราถูกมองว่าเป็นแกะอ้วนตัวนั้น”

    จางเจ๋อร้อนใจ “สิ่งสำคัญที่สุดคือราชสำนักจะตอบกลับอย่างไร”

    ทุกคนกลับจวนแม่ทัพบัญชาการเพื่อถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนรอบหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ข้อสรุป

    หลิงโจวเป็นเพียงมณฑลหนึ่งในจงหยวน แม้ตั้งอยู่ในตำแหน่งสำคัญ แต่ก็เป็นแค่มุมมุมหนึ่งของแว่นแคว้น ไม่ได้เป็นศูนย์กลาง ไม่สามารถสั่งการใต้หล้า

    “องค์ชาย ท่านคิดเห็นอย่างไร” เซวียถานเห็นเฮ่อหรงพูดน้อยมากจึงเอ่ยถาม

    คำถามนี้ทำให้สายตาของทุกคนเบนไปหาเฮ่อหรง

    เฮ่อหรงจึงเอ่ยขึ้น “ตามความเข้าใจของข้า มีความเป็นไปได้มากว่าราชสำนักจะไม่ตอบรับเงื่อนไขของทูเจวี๋ย”

    จางเจ๋อถาม “หรือท่านจะบอกว่าราชสำนักไม่คิดจะไถ่ตัวราษฎรพวกนั้นกลับมา?”

    เฮ่อหรงผงกศีรษะ “การไถ่ตัวราษฎรกลับมาต้องตอบรับเรื่องเบี้ยหวัดเงินปี ฝูเนี่ยนข่านพูดอย่างชัดเจนแล้วว่าจะขาดการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีหรือเบี้ยหวัดเงินปีอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ ราชสำนักไม่อาจเสียศักดิ์ศรี หรือต่อให้ฝ่าบาทตอบรับ พวกจางซงก็ไม่มีทางยอม”

    แน่นอนว่าการรักษาหน้าตาและความน่าเกรงขามของราชสำนักไม่ใช่ความผิด เพราะมีปัจจัยเรื่องการเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ การมอบเบี้ยหวัดเงินปีย่อมทำให้ทูเจวี๋ยมองเห็นจุดอ่อนของชาวจงหยวน และต่อไปพวกเขาย่อมกลายเป็นสิงโตปากกว้าง* ราชสำนักจำเป็นต้องยอมสละชีวิตของราษฎรกลุ่มนั้น

    ทว่าการทำเช่นนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งหัวใจ บอกไม่ได้ว่าจะระเบิดออกมาตอนใด

    แต่ประโยคนี้เซวียถานไม่ได้เอ่ยออกไป

     

    ไม่ผิดไปจากที่คาด เพราะหลังจากนั้นไม่นานราชทูตได้นำพระราชสาส์นที่ลงพระนามของจักรพรรดิจยาโย่วเดินทางไปยังทูเจวี๋ยเพื่อปฏิเสธคำขอเรื่องเบี้ยหวัดเงินปีที่ฝูเนี่ยนข่านเสนอมาด้วยวาจาเด็ดขาดและบริภาษพวกต่างเผ่าว่าโลภโมโทสันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด บอกว่าหากฝูเนี่ยนข่านต้องการรักษาสันติจริง ใช่ว่าราชสำนักจะไม่ทบทวนเรื่องการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี

    หลังฝูเนี่ยนข่านได้รับจดหมาย เขาส่งทูตเข้าไปในด่านอีกครั้งเพื่อเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ แจ้งความจำนงว่าไม่อาจยอมถอยเรื่องเบี้ยหวัดเงินปี ทว่าสามารถต่อรองเรื่องจำนวนของเบี้ยหวัดกันได้

    จักรพรรดิจยาโย่วกับเหล่าขุนนางอ่านจดหมายฉบับนี้แล้วคิดว่าฝูเนี่ยนข่านมีการยอมถอย ราชสำนักคงพอจะต่อรองกันได้ จึงส่งทูตไปที่วังของทูเจวี๋ยเพื่อแสดงว่าราชวงศ์ต้าไหวเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน ไม่อยากก่อสงคราม หากทางทูเจวี๋ยยินดีปล่อยตัวเชลย ราชสำนักก็จะตกลงเรื่องการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี

    หลังได้รับจดหมายฝูเนี่ยนข่านอิดออดไม่ยอมตอบ จากข่าวที่ราชทูตที่ราชสำนักส่งไปแจ้งกลับมาบอกว่าภายในทูเจวี๋ยมีเสียงสนับสนุนให้ก่อสงครามกับเสียงสนับสนุนให้รักษาสันติ ทำให้ฝูเนี่ยนข่านดูเหมือนจะยังตัดสินใจไม่ได้ ทว่าท่าทีเขาเหมือนจะยังไม่อยากใช้กำลังทหารอีกเป็นการชั่วคราว

    ผู้ใดจะรู้ว่าหนึ่งเดือนต่อมาในช่วงฤดูวสันต์ปีจยาโย่วที่เจ็ด หลังเทศกาลหยวนเซียวผ่านไปและช่วงวันหยุดของขุนนางราชสำนักเพิ่งจะสิ้นสุด ชายแดนจะเกิดการสู้รบกันขึ้น

    ครั้งนี้ทหารแคว้นเหลียงที่มีเซียวอวี้เป็นผู้นำกับชาวทูเจวี๋ยเข้าตีขนาบจากสองด้าน ล้อมเล่นงานกานโจว

    และในเวลาเดียวกันฝูเนี่ยนข่านก็นำทัพไปตีอวิ๋นโจวด้วยตัวเอง

    กานโจวเร่งส่งข่าว!

    อวิ๋นโจวเร่งส่งข่าว!

    จักรพรรดิจยาโย่วจับต้นชนปลายไม่ถูก พระองค์คิดไม่ถึงว่าฝูเนี่ยนข่านบอกจะเปลี่ยนใจก็เปลี่ยนได้เลยเช่นนี้ ทั้งที่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนยังคุยกันดีๆ และมีท่าทีอ่อนลง แต่แค่หนึ่งเดือนให้หลังเขากลับยกทัพเข้าตีอย่างกะทันหันชนิดไม่ยอมให้ตั้งตัว

    ก่อนหน้านี้พวกเฮ่อหรง เฮ่อจั้น และองค์หญิงเจินติ้งเคยถวายหนังสือเตือนว่าฝูเนี่ยนข่านคนนี้มีนิสัยเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด แม้จักรพรรดิจยาโย่วจะได้อ่านแล้ว แต่เพราะเห็นว่าท่าทีของฝูเนี่ยนข่านมีความเป็นมิตรมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พระองค์เชื่อว่าอีกฝ่ายต้องการปกป้องคนของตน ฟื้นฟูบ้านเมือง จึงไม่อยากทำสงครามสักระยะหนึ่ง ผู้ใดจะรู้ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นแผนที่ทำให้พวกเขาหยุดเคลื่อนไหว

    ซิงอ๋องเฮ่อจั้นที่ต้องรั้งอยู่เมืองหลวงเนื่องจากพระอัครมเหสีมีครรภ์ไม่สามารถกลับหลิ่งหนาน จึงอาสาไปเป็นแนวหน้าต่อต้านข้าศึกที่อวิ๋นโจว

    หลายคนเข้าใจว่าจี้อ๋องผู้มีใจฝักใฝ่สงครามจะรับอาสาด้วย ทว่ากลับมีอีกคนที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดถวายหนังสือเพื่อขออาสาออกศึกแทน

     

    (ติดตามต่อได้ในเล่ม ‘คู่กิเลนค้ำบัลลังก์ 4’ วางขาย 17 ธันวาคม 2020)

     

    * มาจากคำพังเพยว่า ‘ยืนพูดย่อมไม่ปวดเอว คนค้อมก้มทำงานย่อมปวดเอว’ อุปมาว่าพูดโดยไม่ยึดหลักความเป็นจริง ไม่ใช่ปัญหาของตนย่อมพูดได้ หรือพูดจาไม่นึกถึงความรู้สึกของผู้อื่น มาจากเรื่องเล่าของคนงานที่ก้มเงยทำงานอยู่ตลอดระหว่างที่ฟังเจ้าของที่ดินยืนเร่งเร้าสั่งการ

    * สิงโตปากกว้าง อุปมาถึงความละโมบโลภมาก หรือยื่นเงื่อนไขที่เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in คู่กิเลนค้ำบัลลังก์

    นิยายยอดนิยม

    Facebook