• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน ปล่อยแม่มดคนนั้นซะ 1 บทที่ 9 – 13

    บทที่ 9 เดือนแห่งปีศาจ (2)

     

    “มีไม่มากพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ช่วงเดือนแห่งปีศาจแต่ละครั้งจะพบเพียงสองสามตัวเท่านั้น มิฉะนั้นป้อมปราการลองซองก็คงรับมือไม่ไหวเช่นกัน”

    “ดีมาก ช่างสังเกตจริงๆ” โรแลนด์สั่งให้นายพรานลุกขึ้น “เจ้าชื่ออะไร ดูท่าทางไม่เหมือนชาวเกรย์คาสเซิลเลย”

    “กระหม่อมมีเชื้อสายโมเกนครึ่งหนึ่ง คนในเมืองเรียกกระหม่อมว่าขวานเหล็กพ่ะย่ะค่ะ”

    โมเกน ชาวพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่แถบทะเลทรายกว้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักร ว่ากันว่าสืบเชื้อสายมาจากยักษ์ทะเลทราย โรแลนด์พยายามค้นความทรงจำที่เกี่ยวข้องในสมอง นายพรานคนนี้ไม่ได้ใช้ชื่อสกุลจริง แต่ใช้สมญานามแทน เห็นได้ชัดว่าไม่อยากมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับชาวทะเลทรายอีก ส่วนเหตุผลที่ว่าเหตุใดเขาถึงย้ายจากชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้มาที่เมืองแร้นแค้นแห่งนี้นั้น คาดว่าเบื้องหลังคงมีเรื่องราวอันน่าเศร้าอยู่

    แต่ว่านั่นไม่สำคัญ เมืองชายแดนไม่ถือเรื่องชาติกำเนิดอยู่แล้ว

    โรแลนด์ปรบมือ “วันนี้พอแค่นี้ก่อน คาร์เตอร์ ให้รางวัลพวกเขาคนละสิบเหรียญเงินแล้วพาพวกเขาออกไปได้”

    “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา” คนทั้งสามพูดขึ้นพร้อมกัน

    หลังพาคนออกไปแล้ว คาร์เตอร์ก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง “ฝ่าบาท เหตุใดทรงถามเรื่องพวกนี้พ่ะย่ะค่ะ หรือฝ่าบาททรงมีดำริจะอยู่ที่นี่ในเดือนแห่งปีศาจ”

    โรแลนด์ไม่ตอบคำถามนั้น “แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร”

    “ไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” หัวหน้าอัศวินพูด “ฟังจากที่นายพรานเล่า ลำพังแค่สัตว์อสูรพันธุ์หมูป่าก็ยากจะรับมือแล้ว ยิงในระยะห้าสิบก้าวยังไม่เข้า ก็ต้องขยับเข้าไปเป็นสี่สิบก้าว สามสิบก้าว คนที่จะทำได้ก็มีแค่ทหารของป้อมเท่านั้น แล้วพวกสัตว์อสูรก็มีจำนวนมหาศาล หากให้ทหารท้องถิ่นมาสู้โดยไม่มีกำแพงเมืองที่แข็งแกร่งเป็นเกราะกำบัง พอเริ่มมีคนบาดเจ็บล้มตายเข้าหน่อย คงได้พากันวิ่งหนีแตกกระเจิง”

    “ก่อนเจอแม่มดเจ้าก็พูดเช่นนี้ เจ้าคิดในทางที่ดีหน่อยไม่ได้หรือไร” โรแลนด์ถอนหายใจ

    “เอ่อ…แม้แม่มดจะเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่อันนา…อันนาดูไม่เป็นเช่นนั้น จะอย่างไรในฐานะอัศวินของฝ่าบาท กระหม่อมต้องดูความจริงเป็นหลักพ่ะย่ะค่ะ”

    “อย่างนั้นหรือ แล้วถ้าข้าสร้างกำแพงเมืองให้เจ้าเล่า”

    “อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ” คาร์เตอร์พลันสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไป

    “ข้าจะสร้างกำแพงเมืองให้เจ้า กั้นระหว่างเชิงเขาทิศเหนือกับแม่น้ำเรดริเวอร์” โรแลนด์พูดเน้นทีละคำ “อาจจะไม่ใหญ่โตเท่ากำแพงเมืองหลวง แต่น่าจะใช้ป้องกันสัตว์อสูรได้อยู่”

    “ฝ่าบาททรงทราบหรือไม่ว่ากำลังตรัสอะไรอยู่” หัวหน้าอัศวินทั้งโกรธทั้งขำ “ทรงเล่นสนุกอย่างไรก็ต้องมีขอบเขตบ้าง หากถึงตอนนั้นฝ่าบาทไม่เสด็จไปที่ป้อม ก็ขอประทานอภัยด้วยที่กระหม่อมต้องเสียมารยาท”

    “ยังมีเวลาอีกสามเดือนไม่ใช่หรือ ข้าดูบันทึกเก่าๆ แล้ว หิมะแรกของที่นี่น่าจะตกช่วงปลายเดือนที่สองหลังเข้าฤดูหนาว”

    “สามปีก็ไม่พอพ่ะย่ะค่ะ! การสร้างกำแพงเมืองต้องใช้คนจำนวนมาก ต้องเริ่มก่อดินกันตั้งแต่ฐานกำแพง แล้วคอยตอกดินให้แน่นทุกๆ สองฟุต มิฉะนั้นกำแพงอาจทลายลงมาได้ นี่แค่กำแพงดินอย่างง่ายนะพ่ะย่ะค่ะ” คาร์เตอร์ส่ายหน้ารัว “ยิ่งกำแพงอิฐยิ่งไม่ต้องพูดถึง ก่อนอื่นต้องหาช่างหินเป็นร้อยๆ คนมาแต่งหินให้เป็นทรงสี่เหลี่ยม จากนั้นค่อยก่อขึ้นไปทีละก้อน ฝ่าบาท กำแพงเมืองที่ใดก็สร้างเช่นนี้กันทั้งนั้น ไม่มีกรณียกเว้น จะให้มันผุดขึ้นมาจากดินในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนน่ะเป็นไปไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”

    โรแลนด์ส่งสัญญาณให้เขาหยุดพูด “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องด่วนสรุปตอนนี้ก็ได้ หากถึงตอนนั้นยังไม่มีกำแพงที่มั่นคงมากพอ ข้าก็จะยอมไปป้อมปราการลองซองกับเจ้า ข้าเองก็ไม่อยากทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เหมือนกัน”

    หัวหน้าอัศวินคุกเข่าหนึ่งข้าง “กระหม่อมสาบานว่าจะคุ้มครองฝ่าบาทให้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!”

     

    ในสวนดอกไม้หลังปราสาท โรแลนด์นั่งจิบเบียร์รสขม มองอันนาที่กำลังตั้งอกตั้งใจกินเค้กรู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย

    เขาตัดสินใจว่าจะอยู่สู้กับสัตว์อสูรที่เมืองชายแดน…หากแม้แต่ฐานที่มั่นยังรักษาไว้ไม่ได้ คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องพัฒนาเมืองเลย ส่วนเรื่องจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างเชิงเขาทิศเหนือกับแม่น้ำเรดริเวอร์ให้ได้ภายในเวลาสามเดือน เขาคงต้องใช้วิธีการที่สมเหตุสมผลและเทคโนโลยีข้ามยุคมาช่วย

    โรแลนด์ไม่ได้ผุดความคิดนี้ขึ้นมาลอยๆ เขาเคยสำรวจรอบเมืองชายแดนมาแล้ว (แม้ว่าจะไม่ได้ลงพื้นที่เองก็ตาม) ภาพในความทรงจำยังคงปรากฏชัดเจน…ระยะห่างที่สั้นที่สุดระหว่างเชิงเขาทิศเหนือกับแม่น้ำเรดริเวอร์ห่างกันเพียงหกร้อยกว่าเมตรเท่านั้น ที่นั่นเป็นช่องเขาธรรมชาติ และเนื่องจากคนงานขุดเหมืองที่เนินเขาทิศเหนือกันตลอดทั้งปี จึงมีเศษหินที่ได้จากการขุดเหมืองจำนวนมาก

    เศษหินพวกนี้มีหน้าตัดสีขาวเทา มีปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตสูง เมื่อบดละเอียดแล้วสามารถนำมาใช้เป็นหินปูนได้ และเมื่อมีหินปูนก็เท่ากับมีปูนซีเมนต์

    ถูกต้อง ปูนขาวไฮดรอลิกที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์การก่อสร้างของมนุษยชาตินี้มีแหล่งที่มามากมายและใช้งานง่าย ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับการพัฒนาเมืองเลยก็ว่าได้

    โรแลนด์คำนวณอยู่สักครู่ ตัดความคิดที่จะทำคอนกรีตทิ้งไปได้เลย ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีไม่อำนวย แต่เพราะต้องใช้ซีเมนต์ในปริมาณมาก เขาไม่คิดว่าจะผลิตผงซีเมนต์มากถึงเพียงนั้นได้ในระยะเวลาสามเดือน นอกจากนี้คอนกรีตยังมีความทนทานต่ำ ต้องเสริมเหล็กเส้นถึงจะแข็งแรงมั่นคง ดังนั้นการสร้างกำแพงคอนกรีตจึงไม่สมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง

    เขาต้องประหยัดซีเมนต์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีให้มากที่สุด ดังนั้นกำแพงหินดิบจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

    สิ่งที่เรียกว่าหินดิบนั้นหมายถึงหินที่ยังไม่ถูกขัดฝน คงสภาพธรรมชาติอย่างตอนที่ขุดได้ หินประเภทนี้มีรูปทรงบิดเบี้ยว เหลี่ยมมุมไม่เท่ากัน ไม่สามารถนำมาใช้ก่อสร้างได้ทันที ต้องให้ช่างหินมาแต่งทรงก่อนจึงจะใช้งานได้ แต่กำแพงหินดิบนี้มีซีเมนต์เป็นตัวยึดเกาะ ไม่ว่าหินจะรูปร่างประหลาดแค่ไหนก็สามารถนำมาก่อกำแพงได้ ช่องว่างระหว่างหินก็อุดด้วยซีเมนต์ วิธีนี้ทำให้เขาประหยัดซีเมนต์และใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่า

    นี่คือแผนการคร่าวๆ ของเขา แต่คาดว่าพอถึงเวลาปฏิบัติจริง เขาคงต้องลงมือเองด้วย โรแลนด์คิด ไม่ว่าจะเผาปูนเม็ดให้เป็นปูนซีเมนต์ก็ดี ก่อกำแพงหินดิบก็ดี เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นวิทยาการแปลกใหม่สำหรับคนยุคนี้ นอกจากตัวเขาแล้วก็ไม่เคยมีใครเห็นของพวกนี้มาก่อน ไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอย่างไร ดูท่าช่วงเวลาสามเดือนต่อจากนี้เขาคงมีอะไรให้ทำเยอะแยะทีเดียว

    “ดูสิเพคะ”

    เสียงใสๆ ของอันนาลอยมาจากด้านหลัง

    เมื่อโรแลนด์หันไป เขาก็เห็นเปลวไฟกลุ่มเล็กปรากฏขึ้นบนมือเธออย่างเงียบงัน ทั้งๆ ที่ไม่มีลมพัด แต่ยอดของเปลวไฟกลับวูบไหวขึ้นลงราวกับกำลังโค้งศีรษะทำความเคารพเธอ พอเธอกระดิกนิ้ว เปลวไฟก็ค่อยๆ เคลื่อนอย่างเชื่องช้าไม่ต่างจากเด็กน้อยที่กำลังหัดเดิน จนในที่สุดมันก็เคลื่อนไปหยุดที่ปลายนิ้วชี้ของเธอ

    “เจ้าทำได้แล้ว”

    เหลือเชื่อจริงๆ โรแลนด์อุทานในใจ นี่ไม่ใช่ทั้งมายากลและลูกเล่นทางเคมี แต่เป็นพลังเหนือธรรมชาติของแท้ ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดใจโรแลนด์ที่สุด…สิ่งที่จับใจเขามากกว่าเปลวไฟก็คือใบหน้าของอันนา

    เธอกำลังจ้องที่ปลายนิ้วอย่างตั้งอกตั้งใจ ดวงตาสีฟ้าใสราวน้ำทะเลสะท้อนเปลวไฟที่ไหวระริก ดูราวกับไพลินที่ผนึกวิญญาณไว้ข้างใน ร่องรอยบาดแผลจากครั้งที่อยู่ในคุกจางลงไปมากแล้ว แม้เธอจะยิ้มไม่บ่อย แต่อย่างน้อยใบหน้าก็มีสีสันขึ้นมาก ปลายจมูกเล็กๆ ของสาวน้อยผุดเหงื่อซึมออกมาเป็นเม็ด พวงแก้มแดงระเรื่อแผ่ซ่านพลังชีวิต แค่มองก็รู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจ

    “ทรงเป็นอะไรไปเพคะ”

    “เอ่อ…เปล่านี่” โรแลนด์เพิ่งจะรู้ตัวว่าเผลอมองเธอนานเกินไป เขารีบละสายตาแล้วกระแอมสองที “ถ้าอย่างนั้น ต่อไปเจ้าลองใช้ไฟละลายเหล็กดู”

    ตลอดหลายวันมานี้ นอกจากเวลากินข้าวหรือนอนหลับ อันนาก็จะฝึกพลังอยู่ในกระท่อมไม่หยุดหย่อน ความขยันหมั่นเพียรของเธอทำให้โรแลนด์รู้สึกละอายใจมาก…ขนาดตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเขายังไม่ขยันเท่านี้เลย

    อีกไม่นานเธอคงใช้พลังได้คล่องมือ โรแลนด์คิด ถ้าอย่างนั้นคงถึงเวลาที่เขาจะงัดโครงการที่คิดไว้ออกมาแล้ว

     

    บทที่ 10 ช่างหิน

     

    สัปดาห์นี้อากาศไม่ค่อยดีนัก ท้องฟ้าเหนือศีรษะมักมืดครึ้มอยู่เสมอ อารมณ์ของคาร์ล ฟอว์เบิร์ตก็พลอยหม่นหมองตามอากาศไปด้วย

    ระหว่างย่ำเดินบนถนนหินอันเปียกชื้น ผู้คนก็แวะทักทายเขาเป็นระยะ…คาร์ลเปิดโรงเรียนขึ้นในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ โรงเรียนของเขาไม่ได้เปิดรับเฉพาะบุตรหลานคหบดีอย่างในเกรย์คาสเซิล แต่เขาสอนหนังสือให้ลูกหลานชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างเท่าเทียม จึงไม่แปลกที่เขาจะมีชื่อเสียงค่อนข้างมากในเมืองชายแดน

    “อ้าว ท่านฟอว์เบิร์ต อรุณสวัสดิ์”

    “ท่านฟอว์เบิร์ต ลูกชายข้าเป็นเด็กดีหรือไม่”

    “คาร์ล ว่างเมื่อไรก็ไปตกปลาด้วยกันสิ”

    ปกติแล้วคาร์ลมักตอบรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม ทว่าวันนี้เขาเพียงพยักหน้า ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

    นับจากวันที่เห็นอันนาถูกแขวนคอ โลกของเขาก็ปรากฏรอยแตกร้าว…ที่จริงแล้ว นับตั้งแต่เขาจากเกรย์คาสเซิลมา รอยร้าวนี้ก็คงอยู่มาตลอด เพียงแต่เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เขาใช้งานที่ยุ่งเหยิงมาเบนความสนใจ และรอยยิ้มที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของนักเรียนก็ช่วยปกปิดรอยร้าวได้ในบางมุม

    จนกระทั่งอันนาเสียชีวิตไป เขาถึงพบว่าโลกนี้ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลง รอยร้าวรอยนั้นไม่เพียงไม่จางหาย ซ้ำร้ายยังคอยแต่จะขยายกว้างกว่าเดิม

    ความทรงจำที่เขามีต่ออันนาหยุดอยู่ที่ครึ่งปีก่อน ในหมู่นักเรียนกว่าสามสิบคนในโรงเรียน เธอไม่มีความโดดเด่นใดๆ เลย อันนาเป็นแค่เด็กธรรมดา ไม่ช่างพูดช่างจา ทว่ามีจุดหนึ่งที่ทำให้คาร์ลจำเธอได้แม่น

    นั่นก็คือความกระตือรือร้นในการเรียนของเธอ ไม่ว่าเขาสอนอะไร ตัวอักษรก็ดี ประวัติศาสตร์ก็ดี เธอมักจำได้เป็นคนแรกเสมอ กระทั่งวิชาศาสนศึกษาที่ตัวคนสอนอย่างเขายังรู้สึกเบื่อหน่าย อันนาก็สามารถถือหนังสืออ่านได้เป็นวันๆ เขาเคยเห็นสาวน้อยคนนี้ช่วยเลี้ยงแกะให้เพื่อนบ้านด้วย…ใต้แสงตะวันที่สาดส่อง อันนาแปรงขนแกะอย่างตั้งอกตั้งใจ มือของเธอเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังลูบไล้เด็กอ่อน ภาพที่เห็นในวันนั้นยังตราตรึงใจเขาจนถึงทุกวันนี้ รอยยิ้มของเธอหวานจับใจ ดูอย่างไรก็ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับสิ่งชั่วร้ายได้

    ต่อมาเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นในเขตถนน แม่ของอันนาเคราะห์ร้ายกลายเป็นผู้เสียชีวิต ตัวอันนาเองก็ไม่ได้มาที่โรงเรียนอีก จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน เธอถูกจับได้ว่าเป็นแม่มดและถูกจับแขวนคออยู่ที่ลานเมือง

    ถูกปีศาจล่อลวงเช่นนั้นหรือ เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์เช่นนั้นหรือ เป็นสิ่งชั่วร้ายเช่นนั้นหรือ เหลวไหลทั้งเพ! นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคลือบแคลงในคำสอนของสภาศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนความรู้ที่ตัวเองเคยถ่ายทอดให้คนอื่น

    อันนาเป็นแม่มดหรือไม่เขาไม่รู้ แต่ที่รู้คือจะใช้คำว่าชั่วร้ายกับเธอไม่ได้เด็ดขาด! หากเด็กสาวผู้อ่อนต่อโลกและเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้คนหนึ่งถูกเรียกว่าสิ่งชั่วร้าย เช่นนั้นพวกขุนนางในเกรย์คาสเซิลก็คงถูกส่งมาจากนรก! พวกเขาแอบสับเปลี่ยนหินที่ใช้ก่อสร้างเพื่อเงินเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญทอง ทำให้โรงละครแห่งใหม่ถล่มลงมาขณะสร้างเสร็จไปแล้วกว่าครึ่ง เป็นเหตุให้สมาชิกของสมาคมช่างหินเสียชีวิตไปสามสิบกว่าคน

    แล้วขุนนางพวกนั้นถูกแขวนคอหรือ ไม่เลย สุดท้ายผู้พิพากษาก็ตัดสินว่าประธานของสมาคมช่างหินดำเนินการก่อสร้างด้วยความประมาท จึงสั่งเนรเทศเขาและยุบสมาคมช่างหินลง คาร์ลผู้รู้ตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้ดีต้องพาครอบครัวหนีออกมาจากเกรย์คาสเซิลเพื่อความปลอดภัย เขามุ่งหน้ามาทางตะวันตก จนกระทั่งถึงเมืองชายแดนแห่งนี้

    เขาตั้งโรงเรียนขึ้นที่นี่ คอยเผยแพร่ความรู้ให้แก่เหล่านักเรียน และทำความรู้จักเพื่อนบ้านใหม่ๆ หลายคน ทว่าตราบาปจากเกรย์คาสเซิลครั้งนั้นยังคงฝังแน่นอยู่ในใจเขามาตลอด เวลานี้เขารู้สึกว่าโลกกำลังเล่นตลกกับเขาอีกครั้ง…ความชั่วร้ายคืออะไรกันแน่ เหล่าทวยเทพบนสวรรค์มองออกจริงๆ หรือ

    ฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดผึงจนคาร์ลร่วงดิ่งสู่เหวคือเรื่องของนาน่า

    นาน่าไม่เหมือนอันนา อาจบอกได้ว่าพวกเธอต่างกันสุดขั้ว นาน่าเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงและเป็นที่รู้จักในโรงเรียน หากยังไม่ถึงเวลาเรียน เธอก็แทบจะไม่อยู่นิ่งเลย ไม่ปีนต้นไม้ไปเล่นกับนก ก็กลิ้งไปมาอยู่บนสนามหญ้า พอถามว่าเธอกำลังทำอะไร นาน่าจะหัวเราะคิกคักอยู่สักพัก ก่อนตอบว่ากำลังฟังตั๊กแตนกับมดทะเลาะกัน

    ใบหน้าของนาน่ามักอาบด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ คล้ายจะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเธอไปเสียแล้ว โลกภายนอกอันโหดร้ายมืดมนนี้ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ อย่างน้อยตอนที่อยู่ในโรงเรียน เธอก็ยังสามารถหัวเราะได้อย่างสบายใจ คาร์ลยังเคยสงสัยว่า…ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ เธอเคยร้องไห้บ้างหรือไม่

    จนกระทั่งสองวันก่อน นาน่ามาหาเขาด้วยใบหน้าอาบน้ำตา “อาจารย์ ข้าจะถูกแขวนคอเหมือนอันนาไหม”

    เขาถึงได้รู้ว่านาน่า ไพน์ นักเรียนของตัวเองกลายเป็นแม่มดไปอีกคนแล้ว

    “เอ๋? นั่นท่านฟอว์เบิร์ตนี่นา! รบกวนมานี่หน่อยได้ไหม ช่วยอ่านข้อความบนนี้ให้พวกเราฟังที”

    คาร์ลรู้สึกเหมือนมีคนมาดึงแขนเสื้อพอเงยหน้าขึ้นถึงได้รู้ว่าตัวเขาเดินมาถึงบริเวณลานเมืองโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว คนจำนวนมากกำลังส่งเสียงเอะอะอยู่หน้าป้ายประกาศ พอได้ยินชื่อของฟอว์เบิร์ต ทุกคนก็หลีกทางให้เขาตามสัญชาตญาณ

    “มาได้จังหวะพอดีเชียว ช่วยพวกเราอ่านประกาศนี่หน่อยเถิด”

    “นั่นสิ ปกติเจ้าหนุ่มเม็กเป็นคนอ่านตลอด วันนี้เกิดบอกปวดท้องหนีไปเข้าห้องน้ำ จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย”

    หากเป็นในยามปกติ เขาคงพยักหน้ายิ้มๆ แล้วอธิบายเนื้อหาบนป้ายประกาศให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ทว่าคาร์ลพบว่าตัวเองทำไม่ได้อีกต่อไป…รอยยิ้มและความกระตือรือร้นของคนเหล่านี้ไร้ซึ่งการเสแสร้ง แต่สำหรับเขาแล้ว มันดูบาดตายิ่งกว่าการสวมหน้ากากวาดรอยยิ้มจอมปลอมเสียอีก

    ครั้งหนึ่งประกาศแขวนคออันนาก็เคยแปะอยู่บนป้ายแผ่นนี้ และทุกคนก็เคยถกเถียงกันด้วยความตื่นเต้นเช่นนี้ หรือหากจะมองอีกมุม พวกเจ้าก็คือฆาตกร เขาพูดในใจ ความโง่เขลาเบาปัญญาของพวกเจ้าพรากลมหายใจไปจากนาง

    คาร์ลสูดหายใจเข้าเพื่อสะกดอารมณ์ แล้วเดินไปหน้าป้ายประกาศ

    “เจ้าชายทรงประกาศรับสมัครคนงานก่อสร้าง มีงานหลายประเภทให้เลือกดังนี้” เขาอ่าน

    แต่เขาเองก็เป็นหนึ่งในฆาตกรเหมือนกัน มีสิทธิ์อะไรไปตำหนิคนอื่น คาร์ลพลันรู้สึกว่าริมฝีปากขมฝาด คนที่พร่ำบอกพวกเขาว่าแม่มดเป็นสิ่งชั่วร้ายก็คือข้ามิใช่หรือ ดูเอาเถอะว่าข้าสอนอะไรพวกเด็กๆ ไปบ้าง ข้าเผยแพร่หลักคำสอนของศาสนจักรอย่างเอาจริงเอาจัง ซ้ำยังคิดว่าตัวเองอธิบายได้ไม่เลวเสียด้วย บัดซบที่สุด!

    “คนบดหิน เพศชาย อายุระหว่างยี่สิบถึงสี่สิบปี รูปร่างกำยำแข็งแรง ค่าตอบแทนยี่สิบห้าเหรียญทองแดงต่อวัน”

    “ช่างดินเหนียว ไม่จำกัดเพศ อายุสิบแปดปีขึ้นไป เคยมีประสบการณ์ด้านก่อสร้างมาก่อน ค่าตอบแทนสี่สิบห้าเหรียญทองแดงต่อวัน”

    “คนงานเบ็ดเตล็ด เพศชาย อายุสิบแปดปีขึ้นไป ค่าตอบแทนสิบสองเหรียญทองแดงต่อวัน”

    ขณะนั้นเสียงหนึ่งกำลังดังขึ้นในใจคาร์ล ไม่สิ ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง ถึงข้าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตายของอันนา แต่อย่างน้อยข้าก็ไม่ควรปล่อยให้นาน่ามีจุดจบแบบเดียวกัน ตอนที่สมาคมช่างหินล่มสลาย เขาก็นิ่งดูดาย ตอนที่อันนาถูกแขวนคอตาย เขาก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรม นี่เขาจะเอาแต่นิ่งเฉย เฝ้าดูเด็กๆ ที่น่ารักพวกนี้ถูกส่งไปแขวนคอทีละคนหรืออย่างไร

    แต่เขาจะทำอะไรได้ พานาน่าหนีไปจากเมืองชายแดนหรือ…เขาเองก็มีครอบครัว คนในครอบครัวของเขาต้องระหกระเหินจากเกรย์คาสเซิลมาอยู่กันที่นี่ ทุกอย่างเพิ่งจะเข้ารูปเข้ารอยก็ต้องย้ายถิ่นฐานอีกแล้วหรือ แล้วไหนจะนาน่าที่เกิดมาในตระกูลเศรษฐีอีก เธอจะใช้ชีวิตอย่างคนเร่ร่อนได้อย่างไร

    “ช่างหิน ไม่จำกัดเพศและอายุ ผู้ใดเคยร่วมงานก่อสร้างของเทศบาล ป้อม หรือค่าย สำนักงานเมืองเปิดรับสมัครตำแหน่งดังกล่าวระยะยาว ค่าตอบแทนหนึ่งเหรียญทองต่อเดือน หมายเหตุ ผู้ที่มีประสบการณ์มาก ทำงานดี อาจได้รับการบรรจุถาวร”

    พออ่านประกาศจบ บรรดาฝูงชนก็เริ่มเอะอะขึ้นมา “ค่าตอบแทนหนึ่งเหรียญทองต่อเดือน เทียบเท่ากับทหารม้าของป้อมปราการลองซองเลยนะนี่!”

    “แล้วเจ้าทำได้หรือ ก่อส้วมหลุมยังไม่ได้เรื่อง กล้าคิดจะไปสร้างป้อมสร้างกำแพง?”

    “พวกเจ้าอย่ามัวแต่สนใจตรงนั้นสิ งานอื่นๆ ก่อนหน้าก็ไม่เลว หากได้ค่าตอบแทนทุกวันจริงๆ คำนวณดูแล้วก็ไม่ได้น้อยกว่าพวกนายพรานเท่าไรเลย”

    “อันที่จริงล่าสัตว์ยังเสี่ยงจะเอาชีวิตไปทิ้งด้วย ป่าเร้นลับไม่ใช่ที่ที่ใครก็ได้เข้าไปเสียหน่อย”

    คาร์ลไม่สนใจเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย ความสนใจทั้งหมดของเขาพุ่งไปยังตราประทับและลายมือที่ลงชื่อตรงขอบล่างของประกาศ นั่นคือลายมือของเจ้าชายลำดับที่สี่ โรแลนด์ วิมเบิลดัน

    เจ้าชายไม่รู้หรือว่าอีกไม่นานก็จะถึงเดือนแห่งปีศาจแล้ว ไม่ว่าจะสร้างอะไรก็ยังไม่ควรลงมือเวลานี้ ดูท่าเจ้าชายคงไม่มีความรู้เรื่องการก่อสร้างแม้แต่น้อย หากเขาใช้ชื่อของสมาคมช่างหินมาดึงดูดความสนใจของเจ้าชายได้ล่ะก็…คาร์ลพลันเกิดความคิด บางทีประกาศรับสมัครงานฉบับนี้อาจทำให้เขาได้พบเจ้าชาย…ผู้ปกครองสูงสุดของเมืองชายแดน

    ความคิดนี้ทำให้คาร์ลกลืนน้ำลายลงคออีกหลายอึก เกลี้ยกล่อมให้เจ้าชายเชื่อว่าแม่มดไม่ชั่วร้ายอย่างนั้นหรือ ได้ยินว่าเจ้าชายมีความคิดไม่เหมือนใคร นิสัยก็ไม่คล้ายคนปกติ มิหนำซ้ำยังเกลียดศาสนจักรเข้าไส้ ข้าอาจจะทำสำเร็จก็ได้! เขาคิด แม้ว่าสุดท้ายแล้วคนที่สั่งแขวนคออันนาจะเป็นเจ้าชายโรแลนด์ก็ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เต็มใจอย่างยิ่ง

    เจ้าชายเองก็เพิ่งอายุยี่สิบกว่าปี บางทีอาจจะเข้าใจอะไรได้ง่ายกว่าคนทั่วไป อยู่ดีๆ เด็กสาววัยแรกแย้มพวกนั้นจะกลายเป็นสมุนของปีศาจจอมชั่วร้ายไปได้อย่างไร

    แน่นอนว่ายังมีความเป็นไปได้อีกอย่างเช่นกัน นั่นคือเขาถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกับแม่มด แล้วถูกจับไปแขวนคอพร้อมพวกนาง ศาสนจักรประกาศชัดเจนว่าใครก็ตามที่ปกป้องหรือขอความเมตตาให้แม่มดแสดงว่าเป็นสมุนของปีศาจผู้ใฝ่ต่ำเช่นเดียวกัน

    ได้แต่หวังว่าเจ้าชายผู้ชิงชังศาสนจักรจะเห็นกฎพวกนั้นเป็นเพียงเศษกระดาษเหมือนกับเขา

    คาร์ลอธิษฐานในใจ

    แม้ไม่รู้ว่าควรขอพรจากเทพเจ้าองค์ใด เขาก็ยังคงหลับตาอธิษฐาน

    เพื่ออันนาที่ตายไปแล้ว เพื่อนาน่าที่ยังมีชีวิต และเพื่อหยุดรอยร้าวในใจเขาไม่ให้ขยายกว้างไปกว่านี้

    เขาตัดสินใจจะเสี่ยงดูสักครั้ง

     

    บทที่ 11 เจ้าหญิงลำดับที่สาม

     

    “ลมทะเลเริ่มเย็นแล้ว” การ์เซีย วิมเบิลดันพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายเล็กน้อยขณะมองดูผืนทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบเส้นผมที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิง

    “เพราะฤดูหนาวใกล้มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาองอาจด้านหลังเธอพูดขึ้น “ที่นี่เป็นภาคใต้ก็จริง แต่ยังไม่ใต้ที่สุด มีเพียงชาวทะเลทรายเท่านั้นที่ไม่เคยสัมผัสฤดูหนาว”

    “กองเรือของพวกเราเดินเรือช่วงฤดูหนาวไม่ได้ คลื่นทะเลจะเป็นอุปสรรคใหญ่ของพวกเขา ครั้งนี้คงเป็นการเดินเรือครั้งสุดท้ายแล้ว” หญิงสาวหันหน้าไป “ฟาเรียน แบล็คเซลส์ออกไปนานเท่าไรแล้ว”

    “สองเดือนกับสี่วันพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มตอบโดยไม่ต้องคิด “หากไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเขาจะกลับถึงท่าเรือเคลียร์ริเวอร์ในอีกสามวันพ่ะย่ะค่ะ”

    การ์เซียหัวเราะร่วน “หวังว่าพวกเขาจะมีเรื่องมาทำให้ข้าประหลาดใจนะ”

    ฟาเรียน โคแบนมองหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ผมยาวสีเทาสะท้อนแสงแดดฤดูใบไม้ร่วงเป็นประกายสีเงิน ดวงตาสีเขียวอ่อน หางตาแคบยาว ยามเธอใช้สายตาจ้องมองชวนให้ผู้คนรู้สึกกดดันจนไม่อาจอธิบาย พออยู่ชายทะเลนานเข้า ผิวของเธอก็เริ่มหยาบกร้าน ไม่ขาวเนียนเหมือนผู้หญิงคนอื่นในราชสำนัก แต่ฟาเรียนไม่สนใจ ในสายตาของเขาความสง่างามของการ์เซียเพียงพอที่จะข่มความงามของหญิงอื่นให้ดูหมองลงไปถนัดตา

    เจ้าหญิงลำดับที่สามต่างจากพวกปัญญาอ่อนที่เกรย์คาสเซิลยิ่งนัก เธอเป็นอัจฉริยะมาโดยกำเนิด มีความเฉลียวฉลาดและความหยิ่งยโสอย่างชนชั้นสูง ทว่าไม่หัวโบราณคร่ำครึอย่างพวกราชนิกุล ข้อหลังนี้เธอดูจะคล้ายสามัญชนเสียด้วยซ้ำ…ชื่นชอบความสนุกสนานและรักการผจญภัย

    แน่นอนว่าไม่มีสามัญชนคนใดมีปัญญาและวิสัยทัศน์ได้อย่างเธอ แม้แต่ดยุกหรือขุนนางระดับอื่นๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอก็ยังดูตื้นเขินลงอย่างเห็นได้ชัด เธอทุ่มเงินที่ได้จากการค้าของท่าเรือเคลียร์ริเวอร์ไปกับการสร้างกองเรือ จนคลังเก็บสมบัติไม่เหลือเงินแม้แต่เหรียญเดียว ลำพังแค่จุดนี้ก็ต่างจากเศรษฐีขี้เหนียวพวกนั้นราวฟ้ากับดินแล้ว

    ‘เงินพวกนี้เก็บไว้เปล่าๆ ก็ไร้ความหมาย หากไม่ใช้ก็ไม่ต่างอะไรจากก้อนหิน มันจะได้แสดงคุณค่าของตัวเองก็ต่อเมื่อเจ้าใช้มันเท่านั้น นี่ล่ะหัวใจสำคัญ การไม่ได้ใช้งานหมายถึงการสูญเสีย ขอเพียงเจ้ารู้จักใช้อย่างเหมาะสม ผลตอบแทนที่เจ้าจะได้ย่อมยิ่งใหญ่กว่าตัวมันเองมาก’…ฟาเรียนยังจำถ้อยคำที่เธอพูดกับเขาได้จนวันนี้ มันลบล้างความคิดดังเดิมที่ฝังอยู่ในหัวเขามานานอย่างสิ้นเชิง

    เมื่อเทียบกับพวกเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงที่วันๆ เอาแต่นับทรัพย์สมบัติว่าตัวเองมีลดลงหรือเพิ่มขึ้นเท่าไรแล้ว ฟาเรียนรู้สึกว่านี่จึงจะเป็นวิสัยทัศน์ของชนชั้นปกครอง

    ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะอยู่ข้างการ์เซียอย่างแน่วแน่ และติดตามเธอมาถึงท่าเรือเคลียร์ริเวอร์

    หลังจากมาถึงที่นี่แล้ว ฟาเรียนจึงพบว่าสิ่งที่เจ้าหญิงทำนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เห็นมาก…เธอไม่เพียงเป็นนักคิด แต่ยังเป็นนักปฏิบัติด้วย เธอเขียนแผนแบล็คเซลส์ขึ้นจากแนวคิดหลัก และดำเนินตามแผนที่วางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน การ์เซียได้แผ่อิทธิพลมาถึงท่าเรือเคลียร์ริเวอร์ รวมถึงสร้างกองเรือแบล็คเซลส์ไว้ตั้งแต่เมื่อห้าปีที่แล้ว…ในเวลานั้นราชาวิมเบิลดันที่สามยังไม่มีพระราชโองการชิงตำแหน่งรัชทายาทเลยด้วยซ้ำ หรือพูดอีกอย่างก็คือเธอเดินนำพี่น้องคนอื่นๆ มาหลายก้าวแล้ว

    “กลับเข้าข้างในเถอะ ลมแรงขึ้นทุกทีแล้ว” การ์เซียหันหน้าไปอีกทาง ที่พักของเธอตั้งอยู่ทางใต้สุดของท่าเรือเคลียร์ริเวอร์ เหนืออ่าวแซลมอน สิ่งก่อสร้างทรงกรวยนี้ทำหน้าที่คล้ายผู้สังเกตการณ์ประจำชายฝั่ง ยอดกรวยเป็นระเบียงวงกลม ทัศนวิสัยกว้างขวาง สามารถมองเห็นได้ทั้งอ่าวและเรือสินค้าที่แล่นไปมาบริเวณนี้

    หลังดำเนินกิจการมาแล้วกว่าห้าปี การค้าของท่าเรือเคลียร์ริเวอร์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก ทุกๆ หกเดือน อู่ต่อเรือจะปล่อยเรือกำปั่นสามกระโดงออกทะเลครั้งละหนึ่งลำ

    ฟาเรียนผู้ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหญิงในระดับหนึ่ง อาศัยจังหวะที่เธอกำลังอารมณ์ดีนี้เอ่ยถามข้อสงสัยที่ติดอยู่ในใจมาตลอดหลายเดือนอย่างลังเล “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องที่ยังค้างคาใจพ่ะย่ะค่ะ”

    เขาปิดประตูกั้นลมทะเลที่กำลังแผดเสียงไว้นอกห้อง

    “ว่ามา” เธอพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

    “เหตุใดตอนที่พระราชายังไม่ทรงประกาศพระราชโองการชิงตำแหน่งรัชทายาท ฝ่าบาทก็ทรงรู้ทุกอย่างล่วงหน้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขายังเคยคิดว่าราชาวิมเบิลดันที่สามอาจบอกเธอล่วงหน้า แต่พอคิดดีๆ ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ทุกคนต่างรู้ดีว่าเจ้าชายลำดับที่สองเป็นโอรสองค์โปรดของพระราชา และพระราชโองการชิงตำแหน่งรัชทายาทนี้มีขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ ข้อนี้ดูจากเมืองวาเลนเซียที่เจ้าชายลำดับที่สองถูกส่งไปปกครองก็รู้แล้ว

    นางเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง แล้วเริ่มเตรียมการทั้งหมดนี้ตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนอย่างนั้นหรือ ให้ตายเถอะ ตอนนั้นนางเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น!

    “รู้ล่วงหน้าหรือ” เธอทำท่าขบขัน “เจ้าเห็นข้าเป็นแม่มดหรืออย่างไร ข้าไม่มีความสามารถจอมปลอมเช่นนั้นหรอก”

    “เอ่อ แต่ว่า…”

    “ข้าไม่รู้มาก่อนว่าเสด็จพ่อจะทรงมีพระราชโองการชิงตำแหน่งรัชทายาทบ้าๆ นี่เพื่อปูทางให้ลูกรักของพระองค์ อันที่จริง ไม่ว่าจะทรงมีคำสั่งหรือไม่ มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ข้าทำอยู่ดี”

    ไม่เกี่ยวหรือ ฟาเรียนพลันตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาตะลึงจนอ้าปากค้าง

    เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของฟาเรียน การ์เซียก็หัวเราะร่วน “ต้องรอให้เสด็จพ่อทรงอนุญาตก่อนหรือว่าข้าสามารถชิงตำแหน่งรัชทายาทได้ ข้าจึงจะมีสิทธิ์ร่วมแข่งขันกับคนอื่น ในทำนองเดียวกัน คนที่ปกครองเมืองได้ดีที่สุดจะได้ครองบัลลังก์เกรย์คาสเซิลจริงหรือ ข้านึกว่าเจ้าเห็นแผนแบล็คเซลส์ของข้าแล้วจะเข้าใจเสียอีก”

    “ที่แท้ก็อย่างนี้เอง” ฟาเรียนพึมพำ

    เธอไม่ได้สร้างกองเรือนี้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น หลังจากกองเรือทำการค้าขายกลับมา ก็จะจอดพักห่างจากท่าเรือเล็กน้อยเพื่อชักใบเรือดำขึ้น จากนั้นจึงออกปล้นเรือสินค้าจากเมืองหรืออาณาจักรอื่น นอกจากนี้เจ้าหญิงยังสนับสนุนให้ชาวเมืองของเธอนำเรือออกทะเลร่วมกับแบล็คเซลส์ด้วย เธอสัญญาว่าทรัพย์สินใดที่เจ้าของเรือปล้นมาได้ย่อมตกเป็นของคนผู้นั้นทั้งหมด ท่าเรือเคลียร์ริเวอร์จะไม่เก็บภาษีจากกำไรส่วนนี้

    การกระทำเช่นนี้นำความร่ำรวยมหาศาลมาให้แก่เธอ ดังนั้นครั้งนี้เธอจึงสั่งให้กองเรือแบล็คเซลส์มุ่งหน้าไปทางใต้ ปล้นเรือทุกลำที่แล่นผ่านแหลมตลอดจนชาวทะเลทรายทางภาคใต้

    แผนการนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงความมั่งคั่งเท่านั้น การ์เซียไม่ได้นำทรัพย์สินที่ปล้นมาไปสร้างเมืองหรือขยายการค้าทางบก แต่นำไปลงทุนกับอู่ต่อเรือ เพื่อเพิ่มปริมาณเรือขนาดใหญ่ให้มากขึ้นเรื่อยๆ

    ตลอดหลายปีมานี้ เธอรวบรวมได้ทั้งลูกเรือมากประสบการณ์ นักรบที่ห้าวหาญ ตลอดจนการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก…หากเธอไม่ได้ครองราชบัลลังก์ เธอจะจับพวกที่ร่วมปล้นสะดมทั้งหมดไปแขวนคอ

    ‘คนที่ปกครองเมืองได้ดีที่สุดจะได้ครองบัลลังก์เกรย์คาสเซิลจริงๆ หรือ’ แน่นอนว่าไม่ ตอนนี้ฟาเรียนรู้แล้ว คนที่จะได้ครองบัลลังก์คือการ์เซีย วิมเบิลดัน ผู้ครอบครองเรือและทหารจำนวนมาก เธอสามารถนำคนล่องเรือไปตามแม่น้ำทรีเบย์จนถึงเมืองวาเลนเซียได้

    “แล้วฝ่าบาททรงรู้หรือไม่ว่าจะถูกส่งมาที่ท่าเรือเคลียร์ริเวอร์แห่งนี้”

    “เรื่องนี้ถือว่าบังเอิญทีเดียว ผลพลอยได้จากข้อตกลงน่ะ” การ์เซียยักไหล่ “ตอนแรกข้ายังคิดว่าศาสนจักรหลอกข้าเสียอีก…”

    เกี่ยวกับศาสนจักรหรือ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ขยายความเพิ่ม ฟาเรียนก็ไม่กล้าซักต่อ แต่เขารู้ดีว่าต่อให้การ์เซียไม่ได้มาปกครองที่ท่าเรือเคลียร์ริเวอร์ คนทั้งดินแดนนี้ก็ยังยอมฟังคำสั่งและเดินไปตามทิศทางที่เธอต้องการอยู่ดี

    “พักเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะ” เธอรินชาดำให้ตัวเอง “ดูเหมือนแผนสนุกๆ ครั้งก่อนของข้าจะล้มเหลว”

    “เอ่อ พ่ะย่ะค่ะ” ฟาเรียนรีบตั้งสติตอบ “มีเพียงเมืองชายแดนที่ส่งข่าวมาว่าแผนวางยาล้มเหลว ส่วนเมืองอื่นยังไม่มีข่าวใดเพิ่มเติมพ่ะย่ะค่ะ”

    “ที่ไม่มีข่าวคงเพราะถูกพวกพี่ๆ กำจัดหมดแล้วน่ะสิ ที่จริงก็พอเดาได้อยู่หรอก ข้าแค่ลองเดินหมากเล่นๆ ไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจังอะไร หวังฆ่าเวลาระหว่างรอเท่านั้น แต่ว่า…” เธอเปลี่ยนประเด็น “หมากตัวอื่นล้มเหลวยังไม่น่าแปลกใจ แต่ข้าไม่คิดว่าแม้แต่น้องสี่ก็ยังอยู่รอดปลอดภัยกับเขาด้วย บอกตามตรง ข้าออกจะผิดหวังอยู่สักหน่อย”

    “นกกระเต็นเขียนในจดหมายลับว่าเจ้าชายกินยาลงไปแล้วจริงๆ แต่ว่า…”

    “ล้มเหลวก็คือล้มเหลว ข้าไม่อยากฟังคำอธิบาย” การ์เซียขัด “อีกไม่นานก็จะถึงเดือนแห่งปีศาจแล้ว เจ้าชายผู้น่ารักของพวกเราคงลี้ภัยไปป้อมปราการลองซองกระมัง ถึงตอนนั้นสัตว์อสูรรุกราน ทางป้อมคงได้โกลาหลกันอีกยกใหญ่ เจ้าเขียนจดหมายไปหานาง บอกให้นางฉวยโอกาสนี้ไว้ ข้าอยากรู้นักว่าคราวนี้น้องสี่จะยังโชคดีอยู่หรือไม่”

    “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

    “เจ้าไปได้แล้ว” การ์เซียโบกมือ ทว่าตอนที่ฟาเรียนกำลังจะออกไปนั้น เจ้าหญิงก็เรียกเขาไว้ “อ้อ จริงสิ ข้าจำได้ว่ายานั่นซื้อมาจากอับบาส นักเล่นแร่แปรธาตุชื่อดังใช่หรือไม่”

    ฟาเรียนพยักหน้ารับ

    “ตอนนั้นเขาพูดว่าอย่างไรนะ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ละลายง่าย ลงท้องแล้วตายแน่นอน ยาแก้ใดก็ช่วยไม่ได้ ซ้ำยังเป็นผลงานชิ้นล่าสุดของเขาด้วย” การ์เซียหาว “จับเขาไปแขวนคอเสีย”


    บทที่ 12 เผา

     

    โรแลนด์ยืนอยู่ในสวนหลังกระท่อมอิฐที่ใช้เป็นห้องเผา รอซีเมนต์ชุดแรกออกจากเตา

    กระท่อมอิฐหลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตซีเมนต์โดยเฉพาะ ความยาวประมาณสิบห้าเมตร ความกว้างสี่เมตร มีประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ต่างกันตรงที่ประตูหน้าถูกออกแบบให้กว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ เพื่อให้สะดวกต่อการขนย้ายวัสดุ ส่วนประตูหลังมีความกว้างเท่าตัวคน สำหรับให้อันนาแอบเข้าไปในห้องเผา

    เพื่อการนี้ เขายังสร้างกำแพงล้อมกั้นตั้งแต่กลางห้องเผายาวไปจนถึงประตูด้านหลัง ทางเข้าออกมีอัศวินคอยเฝ้า…คนพวกนี้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคาร์เตอร์ไว้ใจได้แน่นอน

    จะว่าไปแล้วกระบวนการผลิตซีเมนต์ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แค่นำหินปูนมาบดเป็นผงแล้วเอาไปผสมกับดินเหนียวและผงเหล็ก จากนั้นใช้กรรมวิธีแบบเปียกหรือแห้งเผาออกมาเป็นปูนเม็ด นำปูนเม็ดไปผสมกับยิปซัมแล้วบดออกมาเป็นผงละเอียดก็เป็นอันเสร็จสิ้น วัสดุส่วนใหญ่หาได้ทั่วไป ส่วนผงเหล็กที่มีไม่มากก็ไม่ต้องใส่ลงไปก็ได้

    หัวใจสำคัญอยู่ที่อุณหภูมิที่ใช้เผาปูนเม็ด

    โรแลนด์จำอุณหภูมิแน่นอนที่ใช้เผาซีเมนต์ไม่ได้ หรือต่อให้จำได้เขาก็ไม่มีวิธีวัดหรือควบคุมอุณหภูมิอยู่ดี…ไม่ว่าจะวัดด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดหรือเทอร์โมคัปเปิลก็ซับซ้อนกว่าการผลิตซีเมนต์มากนัก เขารู้เพียงว่าอุณหภูมิที่ต้องใช้นั้นใกล้เคียงกับจุดหลอมเหลวของเหล็ก และขั้นตอนการเผาก็คืออุปสรรคใหญ่ในการผลิตซีเมนต์

    ในยุคที่เทคโนโลยีการถลุงแร่ยังไม่เจริญ การรักษาอุณหภูมิเตาถือเป็นปัญหาที่กวนใจเสมอมา เตากระทะนั้นสูญเสียความร้อนได้ง่าย ยากที่จะรักษาอุณหภูมิเตาให้สูงกว่าหนึ่งพันสองร้อยองศาตลอดเวลา ในขณะที่เตานอนก็ต้องมีผนังเผาที่ทนความร้อนมาก เขายังคิดไม่ออกว่าจะสร้างอิฐทนไฟได้อย่างไร ส่วนเตาตั้งถลุงเหล็กแบบดั้งเดิมนั้นยิ่งใช้ไม่ได้ใหญ่

    อุณหภูมิอาจถึงเป้า แต่หากจะเผาซีเมนต์ด้วยปล่องเตาแคบๆ ยาวๆ นั่น น่ากลัวว่าเดือนแห่งปีศาจผ่านพ้นไปแล้วยังเผาได้ไม่พอใช้เลย

    ดังนั้นห้องเผาที่โรแลนด์ออกแบบจึงไม่มีระบบทำความร้อนใดๆ เขาใช้อันนาแทน

    ดินเหนียวและหินปูนที่คนงานทุบจนแหลกถูกนำมาผสมกับน้ำแล้วกวนให้เป็นน้ำดิน จากนั้นนำไปเกลี่ยบนพื้นห้องเผาให้เรียบเสมอกันดี เสร็จแล้วอัศวินจึงไล่คนงานออกไป แล้วปิดประตูใหญ่ด้านหน้า ขณะเดียวกันอันนาก็เข้าทางประตูหลังใช้เปลวไฟอบน้ำดินบนพื้นจนกระทั่งเหล็กที่วางไว้ในห้องหลอมละลาย

    โรแลนด์เริ่มนั่งไม่ติดที่ นี่คือก้าวแรกในเมืองชายแดนของเขา หากผลิตซีเมนต์ไม่ได้ แผนสร้างกำแพงเมืองภายในสามเดือนย่อมล้มเหลว และเมื่อไม่มีกำแพงเมือง ก็คงไม่มีใครยอมอยู่ที่บ้าๆ แห่งนี้ ไม่ว่าในประวัติศาสตร์จริงหรือวรรณกรรมที่แต่งขึ้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างอาณาจักรก็คือฐานที่มั่น

    “ฝ่าบาท ของที่ฝ่าบาทตรัสถึงนี่สามารถทำให้หินเกาะกันได้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” คาร์เตอร์ที่เฝ้าอยู่ข้างกายเจ้าชายถาม แม้เจ้าชายจะบอกว่านี่คือผลงานล่าสุดของสำนักเล่นแร่แปรธาตุที่เกรย์คาสเซิล แต่เขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อย่างไรเสียคนพวกนั้นก็ไม่เคยสร้างผลงานที่น่าเชื่อถือจริงๆ ออกมาสักที

    “ใครจะรู้เล่า ก็พวกเขาบอกมาเช่นนี้” โรแลนด์แบมือว่า

    การเล่นแร่แปรธาตุและโหราศาสตร์ในยุคนี้ได้รับการยกย่องเป็นศาสตร์แห่งปราชญ์ ทั้งยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในดินแดนแห่งนี้ โดยปกติแล้ว พวกเชื้อพระวงศ์จะเลี้ยงนักเล่นแร่แปรธาตุและนักโหราศาสตร์ไว้เพื่อคิดค้นยาสูตรลับและพยากรณ์ดวงชะตาโดยเฉพาะ แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ศาสตร์เหล่านี้อยู่ในระดับสูงเกินไปนัก จนกระทั่งเกิดเป็นความเชื่อแบบงมงายขึ้นมาแทน เมื่อคิดถึงตรงนี้โรแลนด์จึงโยนปัญหาเรื่องที่มาของกระบวนการผลิตซีเมนต์ไปที่สำนักเล่นแร่แปรธาตุ ส่วนหัวหน้าอัศวินจะเชื่อหรือไม่นั้นไม่ใช่หน้าที่ของเขาแล้ว

    เปลวไฟที่โผล่พ้นหน้าต่างค่อยๆ มอดลง ข้างในคงเผาเสร็จแล้ว

    โรแลนด์ลุกพรวด เขาไล่คาร์เตอร์ออกไป แล้วยืนรอที่หน้าประตูหลังกระท่อมอิฐเพียงลำพัง

    ประตูเหล็กเปิดออกดังแอ๊ด อันนาเดินร่างเปลือยออกมา โรแลนด์รีบคลุมเสื้อให้เธออย่างรวดเร็วพร้อมยื่นน้ำให้ “เป็นอย่างไรบ้าง”

    ใบหน้าของแม่มดเปื้อนเขม่าเทาเป็นดวงๆ แม้กระบวนการผลิตซีเมนต์แบบเปียกจะมีฝุ่นตลบน้อย ทว่าในอากาศที่ร้อนระอุจากการเผาย่อมมีฝุ่นละอองปะปนอยู่ สำหรับเธอที่ไม่ได้สวมหน้ากากแล้วยืนอยู่ในห้องนั้นนานหลายสิบนาทีจะรู้สึกไม่สบายตัวก็ไม่แปลก เธอไออยู่สองสามทีก่อนจะพยักหน้า “ของเหลวพวกนั้นกลายเป็นผงแล้ว”

    โรแลนด์รอให้อุณหภูมิในห้องลดลงไม่ไหว เขาพันผ้าหมาดรอบหัว แล้วคว้าพลั่วเดินเข้าประตูหลังไปทันที

    อากาศร้อนผ่าวเข้าปกคลุมร่างของเขาทันที โรแลนด์รู้สึกหายใจลำบาก ผิวที่มือก็ถูกความร้อนกัดจนแสบ โชคดีที่การเข้าไปตักผงออกมาสักพลั่วใช้เวลาเพียงชั่วครู่ หากต้องอยู่ในห้องนั้นนานกว่านี้เขาได้เป็นลมแน่

    “นี่คือสิ่งที่ฝ่าบาทต้องการหรือเพคะ” อันนาที่สวมชุดแม่มดแล้วยื่นหน้ามาถาม

    “ดูแล้วใกล้เคียงมาก” โรแลนด์เกลี่ยผงกับพื้นใช้นิ้วสัมผัสอุณหภูมิที่ยังหลงเหลืออยู่ของมัน “แต่จะใช้งานได้จริงหรือไม่ต้องลองก่อนถึงจะรู้”

    “มันมีประโยชน์อย่างไรหรือเพคะ”

    “สร้างบ้าน สร้างสะพาน สร้างถนน ใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่าง หากพวกเราทำสำเร็จ ต่อไปพวกชาวเมืองก็ไม่ต้องกลัวบ้านจะพังเพราะพายุอีก พายุและหิมะไม่มีทางทำอะไรพวกเขาได้แล้ว” เขาใช้มืออีกข้างลูบหัวอีกฝ่าย “งานนี้สำเร็จได้เพราะเจ้าแท้ๆ”

    อันนาก้มหน้า ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกเหมือนลมหายใจของสาวน้อยถี่กระชั้นขึ้น

    หากพูดกันตามหลักแล้ว เขาควรนำปูนเม็ดที่เผาเสร็จแล้วไปบดพร้อมยิปซัมอีกทีเพื่อให้ปูนแข็งตัวเร็วขึ้น แต่เวลานี้เขาไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากนัก โรแลนด์พักสักครู่แล้วเข้าไปตักผงออกมาอีกสองพลั่ว จากนั้นจึงเรียกคาร์เตอร์ที่ยืนอยู่ด้านนอกเข้ามา เขาสั่งให้หัวหน้าอัศวินผสมปูน โดยใช้อัตราส่วนผงสีเทาสามส่วนต่อทรายหนึ่งส่วน

    หัวหน้าอัศวินก็ยินดีใช้แรงงานด้วยความเต็มใจ สำหรับคาร์เตอร์แล้ว ทำงานพวกนี้ยังดีกว่าต้องไปทะเลาะต่อยตี หรือเกี้ยวสตรีสูงศักดิ์แทนเจ้าชายอย่างสมัยอยู่เกรย์คาสเซิลตั้งเยอะ

    เนื่องจากไม่ได้ผสมผงเหล็กเข้าไปด้วย ปูนเหลวที่ผสมออกมาจึงมีสีเทาอ่อนออกไปทางขาว

    โรแลนด์เทมันลงบนอิฐก้อนหนึ่งแล้ววางอิฐอีกก้อนทับ ซีเมนต์ใช้เวลาแข็งตัวประมาณแปดชั่วโมง แต่เมื่อนึกถึงความไม่แน่นอนของผลการทดลองแล้ว เขาคิดว่าค่อยมาดูผลพรุ่งนี้เลยดีกว่า

    เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น โรแลนด์ก็รีบร้อนพาคาร์เตอร์และอันนามาที่สวนหลังห้องเผา เขาผลักประตูออก สังเกตเห็นว่าซีเมนต์แข็งตัวแนบสนิทติดอิฐทั้งสองก้อน ผิวแข็งๆ ของมันดูขรุขระไม่เท่ากัน มีคราบขาวขึ้นอยู่บ้างบางจุด

    โรแลนด์นั่งยองๆ เขี่ยคราบขาวที่เกิดปฏิกิริยาจากด่างทิ้ง แล้วใช้นิ้วกดซีเมนต์ที่แข็งตัวแล้ว สัมผัสของมันทำให้เขาตื่นเต้นดีใจ…ผิวซีเมนต์แข็งจนเจ็บมือ ต่างจากสัมผัสของดินเหนียวที่ถูกอัดจนแน่นอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะใช้เล็บขูดแคะอย่างไรก็ไม่ทิ้งรอย

    พอคาร์เตอร์ได้สัญญาณจากเจ้าชาย เขาก็พยายามดึงอิฐก้อนหนึ่งออกจากอีกก้อน แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เขาพยายามเตะจากด้านข้างอยู่หลายครั้ง จนซีเมนต์ที่ติดอยู่กับพื้นแตกออก ทว่าอิฐสองก้อนก็ยังคงเกาะกันแน่น สุดท้ายเขาตัดสินใจฟาดดาบลงไปอย่างแรง แต่ก็มีเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ ตามขอบมุมร่วงลงมาเท่านั้น

    “นี่คืออานุภาพของ ‘ซีเมนต์’ หรือนี่” คาร์เตอร์ตระหนักถึงประโยชน์ของมันทันที “ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ เมื่อวานยังเหลวเป็นขี้ผึ้งแท้ๆ ผ่านไปแค่คืนเดียวกลับแข็งเหมือนหิน หากเรามีเจ้านี่จะสร้างกำแพงเมืองให้เสร็จเมื่อไรก็ได้ ถ้ามีหินมากพอ พวกเราอาจสร้างกำแพงล้อมอาณาจักรได้ภายในห้าปีด้วยซ้ำ”

    “ทำเช่นนั้นแล้วจะได้ประโยชน์อะไร” โรแลนด์ไม่เห็นด้วย “กำแพงเมืองสูงใหญ่อย่างไรก็ไม่อาจป้องกันศัตรูจากภายใน ข้ากลับคิดจะเปลี่ยนบ้านไม้ในเมืองให้เป็นบ้านซีเมนต์ที่แข็งแรงมากกว่า ชาวเมืองของข้าจะได้ไม่ต้องกังวลว่าภัยธรรมชาติจะพังบ้านพวกเขา”

    หัวหน้าอัศวินถึงกับตะลึง เขาไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าชายลำดับสี่ผู้เป็นศูนย์รวมนิสัยแย่ๆ ตามแบบฉบับชนชั้นสูงจะพูดคำพวกนี้ออกมา

    “แล้วเจ้าจะได้เห็น” โรแลนด์ตอกย้ำเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง…สำหรับคนที่ย้อนเวลามาส่วนใหญ่แล้ว เทคโนโลยีคือกำลังการผลิตอันดับหนึ่ง แต่ที่นี่แม่มดต่างหากที่เป็นกำลังการผลิตอันดับหนึ่ง

     

    บทที่ 13 กำแพงเมือง

     

    การผลิตซีเมนต์เริ่มเข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็ว ห้องเผาจะเปิดทำงานทุกๆ สองถึงสามวันเพื่อให้อันนาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ส่วนช่วงเวลาที่ไม่ได้เผาซีเมนต์ก็เป็นเวลาเตรียมวัสดุให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อการนี้โรแลนด์จึงประกาศรับคนงานอีกครั้ง โดยรับคนบดหินเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นสองเท่า

    ทว่าเขาเองก็รู้ดีว่าเขาจะพึ่งอันนาตลอดไปไม่ได้ การทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นเป็นระยะเวลานานส่งผลให้เกิดโรคปอด นอกจากนี้ต่อไปถ้าเขาขยายขนาดการผลิตให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม อันนาเพียงคนเดียวคงรับมือไม่ไหวแน่

    แม่มดไม่ควรถูกนำมาใช้อย่างสิ้นเปลือง แต่ควรถูกใช้เป็นแรงขับเคลื่อนทางอารยธรรม ทั้งๆ ที่รู้ดีแก่ใจ แต่เวลานี้โรแลนด์ยังต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดให้กับการสร้างกำแพงเมืองก่อน หากป้องกันสัตว์อสูรไม่ได้ แผนการที่เหลือก็ไม่ต้องพูดถึง

    ขั้นตอนแรกของการสร้างกำแพงเมืองระหว่างเชิงเขาทิศเหนือกับแม่น้ำเรดริเวอร์คือการขุดฐาน โรแลนด์ยึดธรรมเนียมการก่อสร้างจากโลกที่เขาเคยอยู่ เขาในฐานะเจ้าของโครงการลงมือขุดดินพลั่วแรกต่อหน้าฝูงชนที่มุงดูด้วยสีหน้าตกตะลึง

    ตอนแรกเขาคิดว่าหากแก้ปัญหาเรื่องซีเมนต์ได้แล้ว การสร้างกำแพงเมืองจะกลายเป็นเรื่องง่าย แต่พอลงมือทำจริง เขาถึงได้รู้ว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องการก่อสร้างเลยแม้แต่น้อย ฐานกำแพงต้องลึกหรือกว้างเท่าไร พื้นดินที่ไม่เรียบเสมอกันต้องแก้ปัญหาอย่างไร กำแพงที่ยาวหกร้อยกว่าเมตรต้องสร้างอย่างไรให้ตรงเป็นเส้นเดียวกัน เขาเคยเห็นพวกคนงานหนุ่มๆ ถืออุปกรณ์และไม้วัดเล็งไปเล็งมาตอนที่เทศบาลสร้างถนนดูเหมือนจะเรียกว่ากล้องวัดมุมกับเครื่องวัดระดับนี่ล่ะ แต่โลกนี้ไม่มีของที่ว่านั่นสักอย่างนี่!

    ในฐานะวิศวกรออกแบบเครื่องกล แม้โรแลนด์กับพวกวิศวะโยธาห้องข้างๆ จะเป็นวิศวะเหมือนกัน แต่เนื้อหาที่เรียนนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน ช่างดินเหนียวที่เขาจ้างมาก็ไม่มีใครเคยจับงานชิ้นใหญ่มาก่อน ว่ากันตามตรงแล้วยังสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นการสร้างกำแพงเมืองจึงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เวลาผ่านไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาเพิ่งจะขุดร่องตื้นๆ ได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น

    เมื่อไรก็ตามที่งานก่อสร้างอยู่เหนือการควบคุม ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเหนือการคาดเดาเช่นกัน อย่างร่องตื้นๆ ที่ขุดออกมาอย่างยากลำบากนี้ แทนที่จะบอกว่าเป็นฐานกำแพง สู้บอกว่าเป็นทางระบายน้ำยังเหมาะเสียกว่า อันที่จริงตอนขุดโรแลนด์ก็กำหนดความกว้างไว้คร่าวๆ แล้ว แต่พอขุดไปขุดมาความกว้างนี้กลับเสียรูปอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นยิ่งขุดยิ่งแคบลงทุกที มองจากไกลๆ ดูเหมือนงูตัวเล็กที่เลื้อยไปมา

    แต่ถึงอย่างนั้นโรแลนด์ก็ไม่ยอมหยุด เขาคิดแค่ว่าขุดได้แค่ไหนก็แค่นั้น วันไหนห้องเผาไม่เปิดทำงาน เขาก็จะไปอยู่ที่เชิงเขาทิศเหนือใช้ตาเปล่าปรับทิศทางของฐานกำแพง ขณะเดียวกันก็ลงประกาศเพิ่มค่าตอบแทนให้ช่างหินเป็นสองเท่า

    โชคดีที่ความกระอักกระอ่วนนี้คงอยู่ไม่นาน ในขณะที่โรแลนด์กำลังคุมการเผาซีเมนต์ชุดที่หกในห้องเผาอยู่นั้น ผู้ช่วยเจ้ากรมคลังก็เข้ามารายงานว่ามีช่างหินมาสมัครงาน บอกว่าตัวเองเคยเป็นสมาชิกสมาคมช่างหินที่เกรย์คาสเซิลมาก่อน เวลานี้เขาให้ยืนรออยู่ข้างนอกสวน

    เขาค้นความทรงจำอยู่สักครู่ก็พลันอารมณ์ดี ดูท่าสมาคมช่างหินแห่งเกรย์คาสเซิลจะเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงไม่น้อย แม้กระทั่งเจ้าชายตัวจริงก็ยังเคยได้ยินชื่อมาก่อน ถึงสมาคมที่ว่านั้นจะถูกสั่งยุบเพราะเกิดอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง แต่ในสายงานนี้ย่อมหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ยากอยู่แล้ว

    “พาเขาเข้ามา” โรแลนด์แสร้งพยักหน้าอย่างสุขุม ตอนแรกเขายังคิดว่าจะให้อันนาหลบไปก่อน แต่แล้วก็เปลี่ยนความคิด เมืองชายแดนมีประชากรสองพันกว่าคน คนที่เคยเห็นโฉมหน้าจริงของแม่มดมีไม่มาก และอันนาในเวลานี้ก็มีสภาพต่างจากตอนที่คิดแต่จะตายอย่างสิ้นเชิง ไหนจะชุดประหลาดที่เธอสวมอีก ต่อให้อีกฝ่ายเคยเจอเธอมาก่อนก็ไม่น่าจะจำเธอได้

    คาร์ล ฟอว์เบิร์ตรู้สึกกระสับกระส่ายขณะเดินตามอัศวินเข้ามาในสวน เขาตั้งใจจะบอกเจ้าชายก่อนว่าฤดูนี้ไม่เหมาะสำหรับงานก่อสร้างใหญ่ๆ พอได้รับความไว้วางใจจากเจ้าชายแล้ว ค่อยพยายามเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่เจ้าชายมีต่อแม่มด แต่ว่ากันว่าเจ้าชายทำอะไรตามอำเภอใจมาโดยตลอด หากเกลี้ยกล่อมแล้วได้ผลตรงกันข้ามจะทำอย่างไร

    เขาทำความเคารพอย่างว้าวุ่นใจ ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องตกตะลึง…สาวน้อยที่อยู่ข้างๆ เจ้าชายดูคุ้นตาเหลือเกิน เขาเผลอคิดไปว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ คาร์ลขยี้ตามองดีๆ อีกที ก่อนจะร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “…อันนา!”

    ฉิบหาย โรแลนด์ร้องในใจ บังเอิญเกินไปแล้ว จะรับช่างหินมาช่วยงานก็ดันเจอเพื่อนบ้านของแม่มดหรือนี่ เขาดูออกว่าอีกฝ่ายต้องคุ้นเคยกับอันนามากแน่นอน มิฉะนั้นคงไม่สามารถจำเธอได้ตั้งแต่แรกเห็นเช่นนี้ เขาหันไปมองคาร์เตอร์ หัวหน้าอัศวินผู้รู้งานรีบลงกลอนประตู ปิดทางออกเพียงทางเดียวทันที

    “อา…จารย์”

    ท่าทีโต้ตอบของอันนาทำให้โรแลนด์อึ้ง อะไรนะ อาจารย์หรือ

    “เป็นเจ้าจริงด้วย อันนา ข้า…ข้า…” คาร์ลรู้สึกว่าขอบตาตัวเองร้อนผ่าว จากนั้นก็มีอะไรบางอย่างไหลออกมา เขาทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง พูดซ้ำไปมาไม่หยุด “ข้าขอโทษ ขอโทษ…ดีเหลือเกิน ดี…เหลือเกิน…”

    ผ่านไปครู่ใหญ่คาร์ลจึงสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ โค้งตัวทำความเคารพโรแลนด์อีกครั้ง “ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กระหม่อมเสียมารยาทเหลือเกิน”

    “นี่มันเรื่องอะไรกัน เจ้าไม่ใช่ช่างหินหรือ”

    “กระหม่อมเคยเป็นช่างหินพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากได้ยกภูเขาออกจากอก คาร์ลก็พูดจาฉะฉานขึ้น เจ้าชายไม่ได้ฆ่าอันนา คนที่ถูกแขวนคอที่ลานประหารเป็นเพียงตัวแทนเท่านั้น…พอตระหนักถึงข้อนี้ เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองควรทำอย่างไร แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงช่วยชีวิตแม่มดไว้ แต่อย่างไรก็ตาม ต่อให้เจ้าชายจับอันนามาเป็นนางบำเรอ ก็ยังดีกว่าส่งเธอไปแท่นแขวนคอ อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าชายก็ไม่ได้เกลียดหรือกลัวว่าแม่มดเป็นร่างจำแลงของปีศาจเหมือนคนอื่นๆ

    เขาเล่าเรื่องที่ตัวเองหนีจากเกรย์คาสเซิลมายังเมืองชายแดนอย่างละเอียด รวมถึงเรื่องที่เขาเปิดโรงเรียนและพบว่านักเรียนที่ชื่อนาน่า ไพน์กลายเป็นแม่มดไปอีกคน เขายังขอให้เจ้าชายรับนาน่ามาอยู่ด้วย เพื่อไม่ให้เธอถูกคนข้างนอกรังแกได้

    อันนาที่ยืนอยู่อีกด้านรู้เรื่องเข้าก็ทำท่าอยากขอร้องแทนนาน่า ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

    แม่มดคนใหม่หรือนี่ ข่าวดีแท้ๆ แต่ว่านามสกุลไพน์นี้เหมือนจะเคยได้ยินที่ใดมาก่อน โรแลนด์เรียกผู้ช่วยเจ้ากรมคลังมากระซิบถาม ถึงได้รู้ว่าเป็นนามสกุลของตระกูลผู้ดีเล็กๆ ที่เมืองชายแดน

    “เจ้าพานางมาพบข้าก็ได้ หากนางเป็นแม่มดจริง ข้ารับรองว่านางจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ แต่ข้าไม่สามารถพรากนางจากตระกูลไพน์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ครอบครัวยังปฏิบัติต่อนางอย่างคนปกติ นอกจากนี้เหตุผลที่ข้าช่วยอันนาไว้ก็ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด…” เขาคิดอยู่ชั่วครู่ ตัดสินใจว่าพูดให้รู้เรื่องกันตั้งแต่แรกน่าจะดีกว่า “ข้าต้องการความช่วยเหลือจากนาง ข้าไม่เชื่อว่าพลังแม่มดเป็นพลังชั่วร้ายตามข่าวลือไร้มูลพวกนั้น ข้าเชื่อว่าพลังแม่มดไม่เกี่ยวกับความดีหรือชั่ว และเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ ดังนั้นทั้งอันนาและนาน่า หรือจะแม่มดคนใดก็ตาม ตราบใดที่ไม่เคยทำเรื่องผิดกฎหมาย ข้าก็ไม่ถือว่าพวกนางมีความผิด”

    พอพูดจบ เขาก็วกกลับมาที่หัวข้อการก่อสร้าง “เอาล่ะ ทีนี้พวกเรามาพูดธุระสำคัญดีกว่า เจ้าเคยร่วมสร้างกำแพงเมืองที่เกรย์คาสเซิลใช่หรือไม่”

    “พ่ะย่ะค่ะ!” คาร์ลพยักหน้า แม้เจ้าชายจะไม่ได้รับนาน่าไว้อย่างที่เขาหวัง และคำพูดที่ว่า ‘ต้องการความช่วยเหลือจากแม่มด’ ก็ทำให้เขางุนงง แต่สรุปแล้วเจ้าชายยินดีจะปกป้องคุ้มครองนาน่า แค่นั้นก็พอแล้ว

    “ดีมาก ข้าตั้งใจจะสร้างกำแพงเมืองระหว่างเชิงเขาทิศเหนือและแม่น้ำเรดริเวอร์เพื่อป้องกันสัตว์อสูร ข้าขอมอบหมายงานนี้ให้เจ้ารับผิดชอบ”

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน หนึ่งความคิดนิจนิรันดร์ 1 บทที่ 1 – 10

    บทที่ 1 ชื่อของเขาคือไป๋เสี่ยวฉุน   เขาเม่าเอ๋อร์ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาตงหลิน ตีนเขามีหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งตั้งตนโดดเด...

    Facebook