• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน ปล่อยแม่มดคนนั้นซะ 1 บทที่ 24 – 28

    บทที่ 24 แผนพัฒนา

     

    ตอนที่โรแลนด์ตื่นขึ้นมาตอนเช้า คนที่มาปรนนิบัติเขาไม่ใช่ไทร์ แต่เป็นสาวใช้สูงวัยอีกคน

    พอเดินออกจากห้องนอน ก็เห็นหัวหน้าอัศวินคาร์เตอร์กำลังรอเขาอยู่นอกประตูแล้ว

    “ฝ่าบาท กระหม่อมจำเป็นต้องแจ้งข่าวร้ายแก่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เขาพูดเสียงขรึม “หัวหน้าสาวใช้ของฝ่าบาทเสียชีวิตลงเมื่อคืนพ่ะย่ะค่ะ”

    “อะไรนะ” โรแลนด์หนังตากระตุก ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเช่นนี้ ทว่าลึกๆ ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่ดี อย่างไรเสียคนคนนี้ก็ตายเพราะเขา

    “นางพลัดตกจากระเบียงพ่ะย่ะค่ะ สถานที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ทหารยามก็ไม่เห็นคนนอกเข้าออก…ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่านางน่าจะพลัดตกลงมาเอง เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุพ่ะย่ะค่ะ”

    หัวหน้าอัศวินรายงานผลการตรวจสอบ สายตาที่มองโรแลนด์ฉายแววประหลาดเล็กน้อย โรแลนด์ย่อมรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร ตอนอยู่ที่เกรย์คาสเซิล ใครๆ ก็รู้ว่าเจ้าชายตัวจริงพยายามจะข่มขืนไทร์อยู่หลายครั้ง ในยุคนี้การที่เจ้าชายจะมีความสัมพันธ์กับสาวใช้ข้างกายถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเดิมทีกิจกรรมสร้างความบันเทิงก็ไม่มีมากอยู่แล้ว ชีวิตกลางคืนก็ไม่มี กินข้าวอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำก็ทำเรื่องอย่างว่า นอกจากจะทำกับคู่ของตัวเองแล้ว ระหว่างเจ้าชายกับขุนนางชั้นสูงยังมีการแลกเปลี่ยนคู่นอนกัน หรือกระทั่งจัดงานเลี้ยงเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นเรื่องราวความเน่าเฟะในหมู่ชนชั้นสูงจึงไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นสนุกๆ

    ตั้งแต่เจ้าชายมาอยู่ที่นี่ก็นับว่าสำรวมพฤติกรรมขึ้นมาก มิหนำซ้ำหลังจากกลายเป็นโรแลนด์คนปัจจุบันแล้วก็ไม่เคยแตะต้องผู้หญิงอีก…เพราะนอกจากไทร์แล้ว สาวใช้คนอื่นๆ ก็ไม่น่าพิสมัยเอาจริงๆ แถมย้อนเวลามาได้ไม่นาน เดือนแห่งปีศาจก็กำลังจะมาถึง สมองเขาแทบจะมีแต่แผนสร้างเมืองเพียงอย่างเดียว ยังไม่เคยมีโอกาสได้ดื่มด่ำชีวิตรักอันหอมหวานอย่างชนชั้นสูงด้วยซ้ำ

    “น่าเสียดายจริง” โรแลนด์แสร้งทำท่าเสียดาย “เช่นนั้นก็ให้สาวใช้ที่ปรนนิบัติข้าเมื่อเช้าจัดการเรื่องไทร์แล้วกัน ให้นางเป็นหัวหน้าสาวใช้คนใหม่”

    คาร์เตอร์พยักหน้าโค้งคำนับแล้วจากไป

    โรแลนด์เพิ่งเดินเข้ามาในห้องทำงาน ก็เห็นไนติงเกลที่นั่งอยู่บนโต๊ะไม้แดง

    “ถามได้ความอะไรหรือไม่”

    “ไม่ได้อะไรทั้งนั้นเพคะ พอนางเห็นข้าก็ชิงฆ่าตัวตายแล้ว” น้ำเสียงเธอเจือแววผิดหวัง “นางไวมากจริงๆ ไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว”

    “เจ้าไม่ได้คุมตัวนางไว้หรือ” โรแลนด์เดินอ้อมผ่านอีกฝ่ายไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้

    “หม่อมฉันมัดนางไว้แล้วเพคะ” ไนติงเกลโน้มตัวมาใกล้เขา “แต่ใครจะรู้ว่านางซ่อนยาพิษไว้ในปาก หม่อมฉันเลยต้องจัดฉากให้เหมือนอุบัติเหตุแทน”

    “ข้านึกว่าเจ้ามีประสบการณ์มากเสียอีก เช่นนี้ยังกล้ารับค่าตอบแทนอีกหรือ”

    “อ๊ะ อย่าตรัสเช่นนั้นสิเพคะ แม้หม่อมฉันไม่ได้ข้อมูลอะไรจากปากนาง แต่ก็ใช่ว่าหม่อมฉันจะกลับมามือเปล่า” ไนติงเกลหัวเราะเบาๆ วางกระดาษที่พับอย่างเรียบร้อยลงบนโต๊ะ “หม่อมฉันเจอสิ่งนี้ในห้องนางเพคะ”

    โรแลนด์คลี่กระดาษออก มันคือจดหมายจากครอบครัว คนส่งจดหมายเรียกไทร์ว่าพี่สาว เนื้อหากล่าวถึงเรื่องทั่วๆ ไป แต่สังเกตได้ว่าอีกฝ่ายพูดถึงทะเลอยู่บ่อยครั้ง เช่นทิวทัศน์ริมทะเลสวยมาก เธอชอบมองพระอาทิตย์ตกจากชายหาดอะไรพวกนั้น ท้ายจดหมายยังถามไทร์ด้วยว่าเมื่อไรจะได้กลับมา เธอคิดถึงพี่สาวมาก โรแลนด์นึกถึงดินแดนในปกครองของพี่น้องตัวเอง ก่อนจะพูดอย่างไม่แน่ใจ “พี่สามแห่งท่าเรือเคลียร์ริเวอร์หรือ”

    “น่าจะเป็นเช่นนั้น เมืองของพระเชษฐาทั้งสองของฝ่าบาทมองไม่เห็นทะเลนี่เพคะ จากการสันนิษฐานของหม่อมฉัน เจ้าหญิงลำดับที่สาม การ์เซีย วิมเบิลดันคงจะจับน้องสาวนางเป็นตัวประกัน แล้วใช้นางเป็นหมากในมือมากกว่า ดูจากที่นางฆ่าตัวตายได้โดยไม่ลังเล แสดงว่าเตรียมตัวมาก่อนแล้ว หรือก็คือก่อนหน้าที่นางจะมาอยู่กับฝ่าบาท นางเคยผ่านการฝึกฝนมาแล้วอย่างน้อยสองถึงสามปี”

    โรแลนด์ถอนใจเบาๆ พระราชโองการชิงตำแหน่งรัชทายาทคงไม่จบลงง่ายๆ ต่อให้เขาไม่ร่วมชิงก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย เพื่อราชบัลลังก์แล้ว พี่น้องของเขาไม่คิดปรานีกันเลย ต่อไปก็คงจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกนั่นล่ะ

    “อ๊ะ มีคนมา หม่อมฉันทูลลาเพคะ ฝ่าบาท”

    ไนติงเกลเป่าลมใส่โรแลนด์อย่างยั่วเย้า แล้วหายตัวไปในอากาศอย่างรวดเร็ว

    แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็น แต่การเล่นกลกลางวันแสกๆ เช่นนี้ก็ทำให้โรแลนด์ตกใจได้อยู่ดี เขาลังเลสักครู่ ก่อนจะลองจิ้มนิ้วไปยังขอบโต๊ะที่นางเคยนั่ง ทว่ายื่นไปได้เพียงครึ่งทาง นิ้วก็ถูกมือนิ่มๆ คว้าไว้ “ฝ่าบาท ทรงทำเช่นนี้อันนาจะเสียใจเอาได้นะเพคะ”

    เอาล่ะ ดูเหมือนพลังของเธอจะเป็นการล่องหน ไม่ใช่หายตัว ไม่เช่นนั้นคงจะน่ากลัวมาก

    เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “ฝ่าบาท กระหม่อมบารอฟพ่ะย่ะค่ะ”

    โรแลนด์เก็บนิ้ว ปรับสีหน้าให้นิ่งสงบดังเดิม “เข้ามา”

    ผู้ช่วยเจ้ากรมคลังหอบเอกสารกองใหญ่เข้ามาในห้องทำงาน ยังไม่ทันนั่งเรียบร้อยดีก็เริ่มรายงานผลการบริหารในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา โรแลนด์รวบรวมสมาธิฟังเขาบรรยายอย่างตั้งอกตั้งใจ หลังเวลาผ่านพ้นไปเป็นหนึ่งเดือนกว่า เขาพบว่าตัวเองเริ่มตามจังหวะของอีกฝ่ายทันแล้ว ไม่ได้มึนงงสับสนเหมือนอย่างตอนแรก

    สรุปแล้วสถานะทางการเงินของเมืองชายแดนดีขึ้นในระดับหนึ่ง สาเหตุหลักมาจากการขายแร่และพลอยดิบให้เมืองวิลโลว์ พวกเขาได้เงินมาเกือบสองร้อยเหรียญทอง หลังจากหักค่าแรงและค่าอาหารแล้ว ยังเหลืออีกเก้าสิบกว่าเหรียญทอง

    บารอฟตื่นเต้นดีใจมาก เมื่อมีเงินเก็บไว้ในมือ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวแล้ว

    แต่โรแลนด์ไม่ยอมให้เขาว่างงาน “ข้าจะคัดชาวเมืองสักกลุ่มมาต่อสู้กับสัตว์อสูร พวกเขาจะต้องได้รับการฝึกตั้งแต่ตอนนี้ คนฝึกก็คือหัวหน้าอัศวินของข้าเอง ไว้ข้าจะคุยรายละเอียดปลีกย่อยกับเขาอีกที ส่วนเจ้าไปทำแผนจัดซื้อมาให้ข้า คนพวกนี้ต้องมีทวนและเกราะหนังที่แข็งแรง รวมทั้งเสื้อผ้าฤดูหนาวสำหรับผลัดเปลี่ยนคนละสองชุด”

    “ฝ่าบาท เอ่อ…ตามธรรมเนียมปกติแล้ว พวกเราแค่ต้องเกณฑ์คนไปรบชั่วคราวไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”

    “กองทัพที่ลงสนามรบโดยไม่ผ่านการฝึกฝนไม่ต่างอะไรจากกลุ่มคนสะเปะสะปะ พวกสัตว์อสูรจะกลัวแค่เพราะเรามีคนเยอะหรือ เกิดแพ้ขึ้นมาจะยิ่งยุ่งยากกว่าเดิม”

    “นี่ฝ่าบาททรงมีพระดำริจะอยู่รักษาเมืองชายแดนจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ” บารอฟถามอย่างลังเล

    “หากรักษาไม่อยู่จริงๆ ก็ต้องถอย แต่ข้าไม่คิดว่าพวกเราจะรับมือสัตว์อสูรกลายพันธุ์เพียงไม่กี่ตัวไม่ได้”

    “แต่หากทำตามแผนของฝ่าบาท ก็ต้องใช้เงินอีกก้อนใหญ่”

    ความขี้เหนียวของอีกฝ่ายทำให้โรแลนด์หัวเราะ “งานนี้จำเป็นต้องใช้ เจ้ารีบไปจัดการเถอะ”

    ในคลังส่วนตัวของเขายังเหลือเงินอีกสามร้อยกว่าเหรียญทอง หลักๆ ใช้ในการก่อสร้างกำแพงเมือง เงินค่าสั่งทำวัสดุและชิ้นส่วนเครื่องจักรไอน้ำก็ควักจากกระเป๋าตัวเองเหมือนกัน เครื่องแรกใช้ไปประมาณยี่สิบเหรียญทอง และเขายังต้องการเพิ่มอีกสามเครื่องเป็นอย่างน้อย

    เครื่องจักรไอน้ำผลักดันให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่หนึ่งก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแค่มีเครื่องจักรไอน้ำก็ถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรม ตามประวัติศาสตร์ แรกเริ่มประเทศอังกฤษต้องการกำลังขับเคลื่อนใหม่ๆ มาแทนที่แรงงานคนและสัตว์เพื่อเพิ่มผลผลิตจากเหมือง แต่หลังจากวัตต์พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำ เขาก็ได้รับรายการสั่งซื้อจำนวนมหาศาล กำลังขับเคลื่อนชนิดใหม่นี้จึงได้แพร่หลายไปสู่อุตสาหกรรมชนิดต่างๆ ภายในระยะเวลาอันสั้น

    เมืองชายแดนในขณะนี้ไม่มีพื้นฐานสำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมแม้แต่น้อย หรืออาจเรียกได้ว่ายังไม่มีอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ ดังนั้นโรแลนด์จึงไม่หวังโกยเงินเป็นกอบเป็นกำจากการขายเครื่องจักรไอน้ำ เขาเพียงแต่อยากนำเครื่องจักรชนิดนี้เข้าไปขนแร่และบดหินในเหมืองเนินเขาทิศเหนือเท่านั้น หลังจากเหมืองเพิ่มปริมาณการผลิตได้แล้ว จึงค่อยขยายขอบเขตการใช้งานของมัน เป็นการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมจากบนลงล่าง

     

    บทที่ 25 กองพลเรือน

     

    “นี่คือคนที่เจ้าหามาได้หรือ” หลังโรแลนด์เห็นกลุ่มชาวเมืองในชุดซอมซ่อ ก็แทบอยากจะสะบัดหน้าเดินหนีไปอยู่รอมร่อ

    “ฝ่าบาท กระหม่อมคัดเลือกตามเงื่อนไขของฝ่าบาททุกประการ” คาร์เตอร์ยกนิ้วขึ้นมานับ “เพศชาย ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม อายุระหว่างสิบแปดถึงสี่สิบปี ร่างกายไม่พิกลพิการ…กระหม่อมตรวจดูอย่างละเอียดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

    เอาเถอะ เขารู้อยู่แล้วว่าไม่ควรคาดหวังมาก อย่างไรเสียกำลังการผลิตในยุคนี้ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ขนาดจะกินข้าวให้ครบมื้อยังยาก หากจะสวมเสื้อผ้าแย่ไปบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ ฐานะของเจ้าชายทำให้เขามองข้ามความจริงข้อนี้ไป ขอเพียงเดินออกจากปราสาทสักก้าว ก็จะพบคนจรจัดที่แทบไม่มีเสื้อผ้าปกปิดกายเที่ยวขอทานประทังชีพไปทุกที่ แม้แต่เมืองหลวงของอาณาจักรก็ยังมีอาชีพคนเก็บศพ…หน้าที่ของพวกเขาคือลากศพคนที่อดตายข้างถนนไปเผาทุกวัน

    ถ้าอย่างนั้นรูปแบบการสู้รบในโลกนี้เป็นอย่างไร โรแลนด์หลับตานึกอย่างละเอียด อืม…ดูเหมือนจะดีกว่านักเลงต่อยตีกันนิดหน่อย โดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้ปกครองตัดสินใจทำสงคราม (หรือก็คือการต่อยตี…โรแลนด์ไม่คิดว่าการต่อสู้เช่นนี้มีอะไรใกล้เคียงกับคำว่าทำสงครามเลย) ก็จะเรียกประชุมขุนนางใต้อาณัติ ขุนนางเหล่านั้นก็จะเรียกขุนนางซึ่งอยู่ใต้อาณัติและมีระดับต่ำกว่าตัวเองมาประชุมอีกที เช่น ดยุกเรียกเอิร์ล เอิร์ลเรียกไวเคานต์ ไวเคานต์เรียกบารอน ไล่ลงไปเรื่อยๆ ตามลำดับ

    ขุนนางพวกนี้ส่วนใหญ่มีอัศวินและทหารรับจ้างเป็นของตัวเองอยู่แล้ว พวกเขาเป็นกำลังหลักในการทำสงคราม มีชุดเกราะและอาวุธครบมือ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถเรียกประชาชนและชาวไร่ชาวนาในเขตปกครองของตนมาร่วมรบได้…อันที่จริงคนสองกลุ่มหลังมีหน้าที่เพียงส่งเสบียงให้กองทัพและรับคมหอกเมื่อถึงคราวจำเป็น กลุ่มคนที่บาดเจ็บและล้มตายมากที่สุดระหว่างการรบก็คือเหยื่อสงครามพวกนี้ ส่วนพวกขุนนางนั้น ขอเพียงไม่ตายในสนามรบ ก็มักถูกจับไปเลี้ยงดูอย่างดีเพื่อใช้เรียกค่าไถ่ในภายหลัง

    โรแลนด์ย่อมไม่หวังให้พวกขุนนางที่เมืองชายแดนมาช่วยเขารบอยู่แล้ว ความจริงคนพวกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเมืองชายแดนเลย ขุนนางส่วนใหญ่ล้วนเป็นบารอนที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ปกครองป้อมปราการลองซอง ที่ดินของพวกเขายังอยู่ในอาณาเขตของป้อมด้วยซ้ำ

    ในยุคนี้การสร้างกองกำลังที่มีแต่ประชาชนไม่ต่างจากเรื่องเหลวไหล พวกเขาไร้การศึกษา ไม่รู้หนังสือ ไม่เข้าใจคำสั่ง และไม่เคยฝึกการต่อสู้อย่างมืออาชีพมาก่อน จะเทียบกับอัศวินที่เริ่มฝึกดาบตั้งแต่อายุสิบขวบได้อย่างไร

    คาร์เตอร์ขยับเข้าไปเกลี้ยกล่อมโรแลนด์เสียงเบา “ฝ่าบาท ความคิดนี้เป็นไปไม่ได้หรอก ทอดพระเนตรพวกเขาสิพ่ะย่ะค่ะ มีคนใดบ้างที่ถืออาวุธไหว เจอสัตว์อสูรทีคงได้หนีกระเจิง ถึงตอนนั้นจะเสียแนวป้องกันเอาได้ กระหม่อมว่าทรงจ้างทหารรับจ้างจากเมืองวิลโลว์หรือเมืองอื่นๆ มาป้องกันกำแพงเมืองเถอะพ่ะย่ะค่ะ คนพวกนี้เก็บไว้ทำงานเบ็ดเตล็ดดีกว่า”

    “ไม่ ข้าจะใช้พวกเขานี่ล่ะ” โรแลนด์ปฏิเสธ เขาไม่เคยรู้สึกดีกับพวกทหารรับจ้างที่ทำงานเพื่อเงินพวกนั้น แล้วอีกอย่างเขาไม่ได้คิดจะสร้างกองกำลังเพื่อรับมือกับสัตว์อสูรเท่านั้น…จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กองกำลังที่แข็งแกร่งและทรงพลังก็มาจากการรวมตัวของประชาชนด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกองทัพยุคศักดินา กองทัพยุคใหม่ หรือว่ากองทัพยุคปัจจุบันก็ตาม หลักที่ว่านี้ถูกพิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

    “ตามพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าอัศวินยักไหล่ “เช่นนั้นพรุ่งนี้กระหม่อมจะสอนพวกเขาจับดาบก่อน แม้ว่าอาจจะเปลืองแรงเปล่าก็ตาม…”

    “ดาบหรือ ไม่ เจ้าพาพวกเขาไปฝึกวิ่งระยะไกลและจัดแถวก่อน…” โรแลนด์พลันนึกได้ว่าหัวหน้าอัศวินเองก็ไม่เคยผ่านการฝึกพวกนี้มาก่อน จึงเปลี่ยนคำพูดว่า “เจ้าไปเรียกนายพรานที่เคยพบข้าเมื่อครั้งก่อนมา แล้วดูด้วยกันเสียว่าข้าจะฝึกอย่างไร”

     

    เรื่องเหลือเชื่อที่แวนนาพบเจอในวันนี้มากกว่าที่เขาเคยพบเจอมาตลอดยี่สิบปีเสียอีก

    เขาได้เห็นเจ้าชายลำดับที่สี่ของอาณาจักร…โรแลนด์ วิมเบิลดันในระยะใกล้ เจ้าชายเดินผ่านหน้าเขาไป ซ้ำยังยิ้มให้เขาด้วย สวรรค์ เจ้าชายเมาเหล้าหรืออย่างไร

    ตั้งแต่แถลงการณ์ที่ลานเมืองเมื่อสามวันก่อนเป็นต้นมา เขาก็รู้แล้วว่าฤดูหนาวในปีนี้จะไม่เหมือนเดิม พวกเขาจะไม่หนีไปที่ป้อมปราการลองซอง แต่จะก้าวผ่านฤดูหนาวอันยาวนานที่เมืองชายแดนแทน แม้ไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลที่เจ้าชายอธิบาย แต่เขาเห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้อย่างยิ่ง น้องชายของแวนนาเสียชีวิตในเขตเสื่อมโทรมของป้อมเมื่อสองปีก่อน ทางป้อมไม่แจกอาหารให้ถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ เขาต้องอาศัยเงินที่ได้จากการรับจ้างขนถ่ายสินค้าบนท่าเรือมาซื้อขนมปังไรย์แบ่งกับน้องชาย ทว่าฤดูหนาวปีนั้นหนาวจัด กระท่อมผุพังในเขตเสื่อมโทรมมีรูโหว่จำนวนมาก ไม่ได้ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแต่อย่างใด น้องชายของแวนนาป่วยจนหมดสติ แล้วก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย

    ที่เมืองชายแดน อย่างน้อยเขาก็มีบ้านที่สร้างจากอิฐดินดิบ ไม่ต้องคอยกังวลว่าหิมะจะตกติดต่อกันหลายวัน นอกจากนี้เขายังเห็นข้าวสาลีที่ขนมาจากเมืองอื่น พวกมันกองอยู่ที่ท่าเรือและกำลังถูกลำเลียงไปยังปราสาท ดังนั้นพอแวนนาได้ข่าวว่าเจ้าชายประกาศรับสมัครทหาร จึงรีบเสนอตัวมาทันที

    แน่นอนว่าอีกเหตุผลที่ยั่วใจจนเขาทิ้งอาชีพบดหินแล้วรีบมาสมัครก็คือค่าตอบแทนที่สูงถึงสิบเหรียญเงินต่อเดือน นี่เทียบได้กับช่างดินเหนียวเก่งๆ เชียวนะ! เขาเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ฤดูใบไม้ผลิปีหน้านี้ เขาตั้งใจจะไปขอเชอริล คนงานในโรงเหล้าแต่งงาน ดังนั้นจึงต้องรีบเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้

    ส่วนเนื้อหาในประกาศที่บอกว่าทหารต้องทำอะไรบ้างนั้น เขาไม่ได้สนใจเลย อย่างไรเสียก็คงไม่พ้นแบกข้าวของให้เหล่าขุนนาง หรือไปเป็นผู้ช่วยทหารลาดตระเวน คงไม่ได้ให้พวกเขาปีนกำแพงเมืองไปสู้กับสัตว์อสูรจริงๆ หรอก

    ขั้นตอนการคัดเลือกก็เคร่งครัดมาก สายตาของอัศวินในชุดเกาะวาววับคนนั้นพาให้แวนนารู้สึกหวาดหวั่น โชคดีที่ร่างกายเขานับว่าแข็งแรงจึงผ่านเกณฑ์มาได้ ส่วนพวกที่ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกย่อมถูกอัศวินลากออกไป จนในที่สุดเหลือคนผ่านเกณฑ์เพียงหนึ่งร้อยกว่าคนเท่านั้น

    ทว่าแวนนาคิดไม่ถึงเลยว่าคนที่มาฝึกพวกเขาจะเป็นตัวเจ้าชายเอง!

    คนที่ผ่านเกณฑ์ถูกพาไปฝึกที่สนามหญ้าทางทิศตะวันตกของเมือง ด้านหลังพวกเขาคือกำแพงเมืองที่กำลังก่อสร้าง ด้านหน้าคือป่าเร้นลับอันกว้างขวางไร้ขอบเขต

    เจ้าชายสั่งให้ทุกคนยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบแล้วหลบไปอยู่อีกด้าน ไม่กี่วันก่อนฝนเพิ่งตกไป พื้นยังเป็นโคลนแฉะไม่แห้งดี น้ำบนพื้นซึมผ่านช่องรองเท้า ชวนให้เขารู้สึกไม่สบายตัว นอกจากนี้ท่ายืนที่เจ้าชายต้องการก็ไม่ธรรมดาเลย มือต้องแนบต้นขาสองข้าง หลังก็ต้องยืดจนตรงแน่ว

    แวนนายืนได้เพียงสิบห้านาทีก็รู้สึกล้าอย่างหนัก งานนี้ลำบากกว่าถือค้อนบดหินเสียอีก แต่เขาก็ยังกัดฟันสู้ต่อ เพราะก่อนหน้านี้เจ้าชายบอกว่าคนที่ขยับจะไม่ได้รับไข่ไก่เป็นอาหารกลางวัน สวรรค์ เขาไม่ได้ลิ้มรสชาติไข่ไก่มานานมากแล้ว เห็นได้ชัดว่าคนรอบข้างก็คิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นแม้จะยืนโงนเงนไปบ้าง แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ย่อท้อ

    จนกระทั่งเจ้าชายสั่งให้พัก แวนนาถึงได้พบว่าตัวเองเหงื่อออกเต็มแผ่นหลัง ทั้งๆ ที่เมื่อครู่นี้ก็ไม่ได้ยืนนานเท่าไรเลย อย่างมากก็แค่สามสิบนาทีเท่านั้น คนที่ยอมแพ้กลางคันต่างพากันเสียดาย ราวกับเห็นไข่ไก่กลมๆ หลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา

    เพียงแต่แวนนาไม่ค่อยเข้าใจ ให้พวกเขาฝึกของพวกนี้ไปด้วยเหตุใด ลำพังแค่ฝึกยืนจะแบกเสบียงได้กี่กระสอบเชียว

    หากไม่ใช่เพราะเจ้าชายที่เคารพรักยิ่งเป็นคนฝึกล่ะก็ เขาคงโวยวายไปนานแล้ว

    ทว่าไม่คิดเลย หลังหมดเวลาพักแล้ว คำสั่งถัดมาของเจ้าชายจะประหลาดยิ่งกว่าเก่า เจ้าชายให้ทุกคนยืนเรียงแถวเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้หากไม่มีใครขยับแม้แต่คนเดียว อาหารกลางวันนี้ทุกคนจะได้ไข่ไก่เพิ่มคนละหนึ่งฟอง ในทางกลับกัน หากมีใครขยับแม้แต่คนเดียว ทุกคนก็จะอดไข่ไก่กันถ้วนหน้า

    แวนนาได้ยินเสียงคนรอบข้างกลืนน้ำลายกันยกใหญ่

    ให้ตายเถอะ นี่คือการละเล่นยอดนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของอาณาจักรหรืออย่างไร ผูกแครอตที่ปลายไม้ให้ทุกคนวิ่งไล่ตาม เขาไม่ใช่ลาโง่นะ!

    …แต่ถ้าหากว่าทุกคนทำได้ล่ะ ก็เท่ากับว่าอีกประเดี๋ยวเขาจะได้กินไข่ไก่สองฟองใช่หรือไม่

    นี่สินะความเย้ายวนของปีศาจ แวนนาปาดน้ำลายที่มุมปาก เพื่อไข่ไก่ เขาสู้ตาย!

     

    บทที่ 26 บทเรียนจากประวัติศาสตร์

     

    “ฝ่าบาท ฝ่าบาททรงกำลังทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ก่อนหน้านี้คาร์เตอร์รู้สึกว่าเจ้าชายเพียงทำอะไรตามอำเภอใจไปบ้าง แต่ตอนนี้ถึงขั้นเหลวไหลเสียแล้ว

    ไม่ว่าอย่างไร หัวหน้าอัศวินก็ยังรู้สึกว่าไม่มีใครชำนาญการฝึกนักรบไปมากกว่าตัวเอง ตระกูลของเขามีแบบแผนการฝึกที่สมบูรณ์แบบ โดยเริ่มฝึกตั้งแต่อายุสิบถึงสิบห้าปี พวกเขาใช้เวลาเพียงห้าปีในการปั้นนักรบที่เชี่ยวชาญอาวุธชนิดต่างๆ หากฝึกต่อไปอีกห้าปีก็จะได้อัศวินฝีมือฉกาจอย่างที่รู้จักกันดี…แน่นอนว่าที่กล่าวมานั้น ผู้ที่จะได้รับการฝึกย่อมต้องไม่ใช่สามัญชนคนธรรมดา

    แล้วดูพวกโง่เง่าตรงหน้านี่สิ ในสมองคิดแต่เรื่องกิน! มิหนำซ้ำ…ไข่ไก่ก็แพงมากเสียด้วย!

    โรแลนด์แคะหู “เจ้าแค่ดูเฉยๆ ก็พอ จำไว้ การฝึกวันต่อไปก็ต้องปฏิบัติตามนี้ แน่นอนว่าอาจต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางอย่าง แล้วข้าจะจดใส่กระดาษไว้ให้อีกที”

    ในยุคอาวุธเย็น* เช่นนี้ โรแลนด์ไม่มีความคิดจะสร้างกองกำลังที่ได้มาตรฐานขึ้นมาภายในเวลาสองสามเดือน และเขาก็ไม่ได้ต้องการนักรบสปาร์ตาที่สวมแค่กางเกงในตัวเดียวก็ฉีกร่างสัตว์อสูรได้ด้วย กองทัพไม่จำเป็นต้องรบเก่งมากก็ได้ แต่ต้องมีวินัยที่ดีและปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

    ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ พลังของหมู่คณะย่อมแข็งแกร่งกว่าพลังของคนคนเดียว นี่คือสิ่งที่สังคมมนุษย์กำหนด หากต้องการไปให้ถึงจุดนั้นโดยเร็ว เขาคิดว่าการนำวิธีฝึกทหารมาใช้โดยปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันก็น่าจะเป็นวิธีที่ไม่เลว จากประสบการณ์ตรงของเขา วิธีฝึกทหารสามารถทำให้ผู้คนจากเมืองต่างๆ ทั่วประเทศกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ภายในเวลาเพียงครึ่งเดือน ไม่ว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนมาก

    รอให้คนพวกนี้เข้าใจว่าวินัยคืออะไร โรแลนด์จึงจะดำเนินตามแผนขั้นต่อไป

    สุดท้ายแวนนาก็ไม่ได้กินไข่ไก่ฟองที่สอง

    ครั้งนี้พวกเขายืนนานกว่าครั้งก่อนถึงสองเท่า จนกระทั่งมีคนแข้งขาอ่อน ทนไม่ไหวต้องโยกตัวไปมา การฝึกจึงต้องยุติลง

    ในตอนนั้นเองเจ้าชายก็บังเอิญสั่งพักและสั่งให้แจกอาหารเที่ยงพอดี พฤติกรรมนี้ทำให้ทุกคนเบนความขุ่นเคืองจากคนผิดไปที่อาหารอย่างได้ผล แต่ก็ทำให้แวนนาอดสงสัยไม่ได้ว่าหรือเจ้าชายจะจงใจแกล้งพวกเขาให้อดกินไข่ไก่ฟองที่สอง

    อาหารเที่ยงบรรจุอยู่ในโอ่งดินเผาขนาดใหญ่สี่โอ่ง โดยให้รถม้าสองคันบรรทุกเข้ามาจากในเมือง นอกจากอาหารเที่ยงแล้ว บนรถม้ายังมีช้อนและชามไม้อีกจำนวนมาก

    แวนนาเลียริมฝีปากเตรียมกระโจนเข้าใส่ หัวหน้าอัศวินรีบเข้ามาขวางหน้าทุกคน

    เจ้าชายสั่งให้ทุกคนเรียงแถวตามยาวสี่แถวเพื่อรับอุปกรณ์กินอาหาร คนที่ทำให้เสียระเบียบจะถูกลงโทษโดยการรับอาหารเป็นคนสุดท้าย

    ผู้คนทั้งหลายรีบจัดแถวเรียงสี่อย่างวุ่นวาย ดวงเขาไม่แย่นัก ได้อยู่ตำแหน่งหน้าๆ ของแถวริมสุด แน่นอนว่าย่อมมีคนแสดงความไม่พอใจในลำดับของตัวเอง เสียงต่อยตีกันดังมาจากในแถว อัศวินและทหารอีกสองสามคนพุ่งเข้าไปกลางฝูงชน แล้วแยกตัวคนก่อเหตุออกมาอย่างรวดเร็ว

    โง่เอ๊ย แวนนาปรายตามองตัวต้นเรื่อง ‘กำปั้นคลั่ง’ ผู้ก้าวร้าวเกเรที่สุดในเมือง ปกติมักเที่ยวท้าตีท้าต่อยไปทั่วเพราะถือตัวว่าแรงเยอะ เวลานี้กลับนั่งยองๆ ถูกคนใช้ดาบชี้หน้า ดูท่าทางน่าสงสารของเจ้านั่นสิ!

    เขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มเข้าใจความชอบของเจ้าชายแล้ว

    นั่นก็คือความเป็นระเบียบเรียบร้อย

    เวลายืนต้องยืดตัวตรง ขบวนแถวต้องอยู่ในแนวเดียวกัน จะกินข้าวก็ต้องเข้าแถว ระเบียบวินัยต้องรักษาไว้อย่างเคร่งครัด…แวนนาเคยได้ยินพ่อค้าผู้มีประสบการณ์จากเมืองใหญ่ๆ เล่าว่าพวกชนชั้นสูงมีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือข้าวของทุกอย่างต้องวางเป็นระเบียบ หากมีอะไรผิดแปลกแม้แต่นิดเดียว ก็ต้องแก้ไขจนกว่าจะพอใจ

    ในสายตาของแวนนา คนประเภทนี้จะต้องว่างมาก ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร จึงต้องหาเรื่องวุ่นวายมาทรมานตัวเอง

    ไม่คิดเลยว่าเจ้าชายจะเป็นคนประเภทนี้เหมือนกัน

    ตอนที่ฝาโอ่งถูกเปิดออก แวนนาได้กลิ่นหอมแตะจมูก

    กลิ่นหอมยั่วน้ำลายกระจายไปทุกทิศทำเอาเขาแทบเคลิ้ม ฝูงชนพลันกระสับกระส่าย ขณะเดียวกันเสียงตวาดของอัศวินก็ลอยมาจากด้านหน้า สงสัยต้องเข้าแถวอีกแล้วสิ เขาคิด

    แล้วก็เป็นไปตามคาด เจ้าชายให้ทุกคนเข้าแถวรอรับอาหารตามลำดับเหมือนตอนรับช้อนและชามไม้

    แม้ทุกคนกำลังกลืนน้ำลาย ท้องร้องโครกคราก แต่เนื่องจากเห็นเจ้ากำปั้นคลั่งเป็นตัวอย่าง จึงรีบเข้าแถวอย่างว่าง่าย

    ภายในโอ่งคือโจ๊กข้าวสาลีร้อนๆ แวนนาตกใจเมื่อเจอเนื้อแห้งในโจ๊ก! แม้ว่าตักใส่ชามไม้แล้วจะเหลือเพียงเส้นบางๆ แต่นี่มันเนื้อเชียวนะ! พอตักโจ๊กเสร็จแล้ว เขายังได้ไข่ไก่เพิ่มสมใจเสียด้วย

    แวนนากินอาหารกลางวันอย่างตะกละตะกลาม ที่ติดอยู่ก้นชามก็เลียจนเกลี้ยง เขากลืนไข่ไก่ลงท้องไปรวดเดียวโดยไม่ทันเคี้ยว ซ้ำยังเผลอทำโจ๊กลวกลิ้นเพราะกินเร็วเกินไปอีก

    แวนนาวางชามไม้ลงก่อนจะตบท้องเรอออกมา เขาไม่ได้ลิ้มรสชาติเอร็ดอร่อยเช่นนี้มานานแล้ว และที่เหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือเขารู้สึกอิ่ม ความหอมอร่อยของโจ๊กใส่เนื้อแตกต่างจากขนมปังไรย์ราวฟ้ากับดิน เขาคิดถึงกระทั่งว่าหากได้กินอาหารเช่นนี้ทุกวันแล้ว ต่อให้ต้องไปอยู่แนวหน้ารบรากับสัตว์อสูรก็ไม่กลัว

    หลังผ่านอาหารกลางวันไปพักใหญ่ คนทั้งหมดก็ถูกพากลับเข้ากำแพงเมือง เดินเท้าต่อไปยังค่ายทหารลาดตระเวน ชายต่างเผ่ารูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน แล้วเริ่มสอนทุกคนตั้งกระโจม

    แวนนารู้จักเขา…คนที่อาศัยอยู่เขตถนนเก่าส่วนใหญ่ก็รู้จักขวานเหล็กกันทั้งนั้น แม้แต่นายพรานอาวุโสผู้มีประสบการณ์ที่สุดในเมืองก็ยังชื่นชมฝีมือการยิงธนูอันร้ายกาจของเขา แต่ช้าก่อน ตอนนี้ขวานเหล็กทำงานรับใช้เจ้าชายหรือ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้จะเคยเห็นเขาอยู่กับหัวหน้าอัศวินเหมือนกัน แวนนาขมวดคิ้ว เจ้าชายกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เขาเป็นชาวทะเลทรายแท้ๆ

    “ฝ่าบาทตั้งพระทัยจะให้ชาวทะเลทรายมาเป็นนายกองจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ” คาร์เตอร์เองก็สงสัยเช่นเดียวกัน “เขาไม่ใช่ชาวเกรย์คาสเซิล ไม่แม้แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรใดๆ”

    “แม่มดก็ไม่ได้เป็นชาวเกรย์คาสเซิลเช่นเดียวกัน” โรแลนด์พูดอย่างไม่เห็นด้วย “แต่พวกเขาเป็นคนของเมืองชายแดน นอกจากนี้เจ้าก็อยู่ที่นี่ทั้งคนมิใช่หรือ”

    “แต่ว่าฝ่าบาท…”

    “อย่ากังวลไปเลย” โรแลนด์ตบบ่าหัวหน้าอัศวิน “เมืองชายแดนไม่ถือเรื่องชาติกำเนิด ตราบใดที่พวกเขาไม่เคยทำเรื่องผิดกฎหมาย พวกเขาก็ยังเป็นประชาชนของข้า หากเจ้าไม่สบายใจจริงๆ จะเลือกคนเก่งๆ อีกสักคนสองคนมาเป็นนายกองก็ได้ เพราะถึงอย่างไร ต่อไปกองทัพก็ต้องขยายใหญ่ขึ้น ฝึกคนเก่งๆ ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน จริงสิ ข้าเขียนรายละเอียดการฝึกเสร็จแล้ว แทนที่จะมัวสนใจเรื่องชาวทะเลทราย ข้าว่าเจ้าสนใจเรื่องนี้ดีกว่า”

    คาร์เตอร์รับม้วนกระดาษหนังแกะจากมือโรแลนด์ กวาดตามองคร่าวๆ แล้วก็ตะลึงงัน วิธีฝึกเช่นนี้เขาไม่เคยพบเคยเห็นที่ใดมาก่อน…อย่างเช่นตั้งแต่ยามกวาง* จนพระอาทิตย์ตกดิน ให้พาทุกคนไปวิ่งรอบเมืองชายแดน ข้อบังคับคือทุกคนจะต้องฝึกรายการนี้ ระหว่างทางอนุญาตให้ช่วยเหลือกันได้ หากไม่มีใครยอมแพ้กลางคัน อาหารเย็นจะเพิ่มไข่ไก่ให้คนละหนึ่งฟอง หรือหลังจากผ่านยามหมาป่า** ไปแล้วให้เป่านกหวีดเรียกรวมพล ทุกคนต้องแต่งตัวมารวมกันให้เร็วที่สุด วิธีฝึกเช่นนี้ทำได้ไม่กี่วันกองกำลังก็คงแตกกระเจิงหมดแล้ว

    ถึงข้อบังคับพวกนี้จะยังพอทำความเข้าใจได้ แต่ข้อสุดท้ายกลับทำให้คาร์เตอร์มึนหนัก

     

    ‘ทุกๆ วันหลังกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว ให้ทุกคนไปรับการอบรมวัฒนธรรมที่โรงเรียนของคาร์ล’

     

    “ฝ่าบาท…การอบรมวัฒนธรรมหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ หรือว่าฝ่าบาททรงประสงค์ให้พวกเขาหัดเรียนเขียนอ่าน”

    “ใจจริงข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น แต่เวลาน้อยเกินไป อย่างมากคงเรียนได้แค่คำศัพท์กับตัวเลขง่ายๆ เอาแค่พออ่านเขียนคำสั่งได้ เนื้อหาส่วนนี้ข้าจะไปคุยกับคาร์ลเอง เจ้าแค่พาพวกเขาไปเรียนก็พอ”

    “แต่…เหตุใดฝ่าบาททรงทำเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ เรื่องพวกนี้ไม่มีประโยชน์ต่อการรับมือสัตว์อสูรแม้แต่น้อย!”

    “ใครว่าล่ะ” โรแลนด์หาว “กองทัพที่ทรงอานุภาพก็คือกองทัพที่มีวัฒนธรรม นี่คือบทเรียนที่สรุปได้จากประวัติศาสตร์”

     

    บทที่ 27 อดีต

     

    อากาศเย็นลงทุกวัน โรแลนด์ก็ตื่นสายขึ้นทุกวัน

    ชนชั้นปกครองย่อมมีอภิสิทธิ์ในการนอนตื่นสาย ยิ่งเมื่ออยู่บนเตียงกว้างที่รองด้วยผ้ากำมะหยี่สามชั้น เวลานอนรู้สึกเหมือนตัวยวบลงไปอยู่ในอ้อมกอดอันนุ่มนิ่มด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งขี้เซากว่าเดิม

    ตอนที่โรแลนด์ล้างหน้าบ้วนปากแล้วเดินเข้าไปในห้องทำงานนั้น ไนติงเกลรอเขาอยู่ที่นั่นแล้ว

    “อ้อ อาหารเช้าของฝ่าบาทน่ะ หม่อมฉันกินตอนมันที่ยังร้อนๆ ไปบ้างแล้วเพคะ ดูท่าตอนนี้จะเย็นหมดแล้ว” เธอบุ้ยปากไปที่ขนมปังบนจานซึ่งเหลือเพียงครึ่งเดียว วางท่าราวกับตัวเองเป็นเจ้าของที่นี่

    “ไม่มีใครสอนเจ้าหรือว่าต่อหน้าเจ้าชายต้องสำรวมกิริยา” โรแลนด์เลื่อนจานออกแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะทำงาน “ข้าจำได้ว่าตอนแรกเจ้ายังรักษามารยาทอยู่มาก”

    เขาแอบถอนใจดูไม่ออกจริงๆ ว่าเธอจะเข้าหาคนง่ายถึงเพียงนี้ หากไม่อยู่กับอันนาก็มาเตร่อยู่ในห้องเขาเป็นประจำ ก่อนหน้านี้ยังทำตัวล่องหนอยู่บ้าง แต่ตอนนี้หากไม่มีคนนอกอยู่ด้วย เธอก็จะเดินไปเดินมาในห้องทำงานเขาอย่างเปิดเผย แม้แต่หมวกก็ไม่คลุมแล้ว

    “เช่นนี้หรือเพคะ” เธอกระโดดลงจากโต๊ะ แล้วโค้งตัวคำนับเขาอย่างงดงามไร้ที่ติ

    เมื่อเห็นโรแลนด์ไม่เอ่ยตอบ เธอจึงพูดต่อ

    “ระยะนี้ฝ่าบาทตื่นบรรทมสายขึ้นทุกที หม่อมฉันเห็นอาหารเช้าวางไว้เปล่าๆ ก็เลยช่วยฝ่าบาทจัดการเพคะ” ไนติงเกลขยับเข้าใกล้โรแลนด์ “อย่างไรเสีย ฝ่าบาทก็ไม่ถือสาอยู่แล้ว แล้วฝ่าบาทก็ไม่โปรดพิธีการจุกจิกพวกนั้นด้วย หม่อมฉันดูออก”

    เธอมีสัมผัสพิเศษหรือถึงได้รู้เรื่องนี้ โรแลนด์บ่นในใจ

    เขาถอนหายใจ “ตามใจเจ้าเถอะ แต่วันหลังถ้าจะกินก็กินให้หมด หากข้าอยากกินข้าค่อยเรียกคนยกเข้ามาอีกชุด”

    “รับทราบเพคะ ฝ่าบาท!” เธอหัวเราะเบาๆ ถือจานวิ่งไปอีกด้าน

    โรแลนด์คลี่กระดาษหนังแกะออก เตรียมวาดแบบที่เหลือต่อจากเมื่อวาน

    หากคิดจะรักษาเมืองชายแดน ก็ต้องเอาชนะสงครามที่กำลังจะมาถึงในฤดูหนาวนี้ให้ได้อย่างสวยงาม ติดตรงที่ว่ากองทหารของเขายังไม่เคยเห็นเลือดมาก่อนนี่สิ โรแลนด์เป็นห่วงว่าหากเกิดเหตุนองเลือดที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว กลุ่มคนที่ถูกฝึกขึ้นมาในระยะเวลาสั้นๆ พวกนี้จะยังกล้ายืนบนกำแพงเมืองต่อหรือไม่

    เขาจึงต้องการอาวุธข้ามยุคมาเพิ่มข้อได้เปรียบในการต่อสู้กับสัตว์อสูร

    ไม่ต้องสงสัยเลย อาวุธที่ว่าก็คือปืน

    อันที่จริงในยุคนี้ก็มีปัจจัยที่พอจะให้ปืนปรากฏตัวได้แล้ว เพราะนักเล่นแร่แปรธาตุได้มีการผสมสิ่งที่เรียกว่าผงหิมะสำหรับใช้สร้างความครื้นเครงในงานเฉลิมฉลองของวัง และของที่ว่านั่นก็คือดินปืนที่ผสมผิดสูตร ลุกไหม้ช้า เวลาใส่เข้าไปในท่อสำริดจึงได้ยินเพียงเสียงเปรี้ยงปร้างเท่านั้น

    น่าจะอีกประมาณหนึ่งร้อยปีให้หลัง ต้นแบบดั้งเดิมของปืน…อย่างปืนใหญ่มือถึงได้เผยโฉมขึ้น อาวุธชนิดนี้ใช้งานยาก ต้องใช้คนสองคนช่วยกันจึงจะสามารถบรรจุกระสุนได้ โดยมากก็ยิงได้ทีละนัดเท่านั้น มิหนำซ้ำความเร็วและอานุภาพของมันยังเทียบไม่ได้กับมือธนูที่ถูกฝึกมาอย่างดี

    โรแลนด์ย่อมไม่ต้องการเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ เขาสามารถใช้ประโยชน์จากพลังของแม่มดเพื่อสร้างปืนที่ใช้งานได้จริง เหมือนอย่างที่เคยสร้างเครื่องจักรไอน้ำมาแล้ว

     

    “หม่อมฉันดูใบสั่งซื้อสินค้าตอนที่ฝ่าบาทยังไม่เสด็จมา” ไนติงเกลกลืนขนมปังคำสุดท้าย ถามอย่างสบายๆ “ฝ่าบาททรงซื้อผลึกใสมากมายเช่นนั้นมาทำอะไรเพคะ ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาว หากทรงอยากจิบเบียร์เย็นๆ แค่เอาไปวางนอกปราสาทหนึ่งคืนก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือเพคะ”

    ชนชั้นสูงชอบใช้ผลึกใส…หรือก็คือดินประสิวมาทำน้ำแข็งในฤดูร้อน จากนั้นจึงนำน้ำแข็งมาลดอุณหภูมินม เหล้า หรือน้ำผลไม้เพื่อดื่มกิน โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ดินประสิวจึงมีราคาถูกมาก

    “เอามาทำเนยแข็งแช่เย็น อุณหภูมิตอนนี้ยังไม่ต่ำพอ ต้องรอจับตัวเป็นน้ำแข็งก่อนจึงจะใช้ได้” โรแลนด์โกหก

    หญิงสาวตรงหน้านี้แม้จะไม่ใช่ศัตรู แต่ก็ไม่ได้แจ้งที่มาชัดเจน ปืนไม่เหมือนเครื่องจักรไอน้ำ อาวุธชนิดนี้ไม่ต้องการความรู้ทางเทคนิคมากนัก เกิดแพร่งพรายออกไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อแผนพัฒนาเมืองของเขา ในระหว่างที่ยังไม่รู้ความเป็นมาของเธอ เรื่องบางเรื่องเก็บเป็นความลับไว้ก่อนจะดีกว่า พอคิดถึงตรงนี้เขาก็ลองหยั่งเชิงอีกฝ่ายดู “นอกจากตามหาภูเขาศักดิ์สิทธิ์แล้ว สมาคมแม่มดยังฝึกนักฆ่าด้วยหรือ”

    “ไม่เพคะ พวกนางเป็นแค่กลุ่มคนน่าสงสารที่มารวมตัวกันเพื่อความฝันเท่านั้น” ไนติงเกลโบกมือ “หม่อมฉันเพิ่งเข้าร่วมสมาคมเมื่อสองปีก่อนนี้เอง”

    “เช่นนั้นก็หมายความว่าก่อนหน้านี้เจ้าทำงานให้คนอื่นหรือ” เธอขว้างกริชได้สวยงามมาก หากไม่ได้รับการชี้แนะและฝึกฝนอยู่หลายปีคงไม่มีทางทำได้ โรแลนด์มั่นใจข้อนี้มาก “นอกจากข้าแล้ว ยังมีคนอื่นรับเลี้ยงแม่มดอีกหรือ”

    “รับเลี้ยงหรือเพคะ” ไนติงเกลพลันผุดสีหน้าประหลาด “เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้…หากเขารู้ว่าหม่อมฉันจะกลายเป็นแม่มด เขาคงไม่ยอมให้หม่อมฉันก้าวเข้าประตูบ้านด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้น หากไม่ใช่เพราะหม่อมฉันยังมีประโยชน์อยู่บ้าง หม่อมฉันคงถูกฆ่าทิ้งไปนานแล้วเพคะ”

    “หืม? ไหนเจ้าลองว่ามาซิ”

    ไนติงเกลส่ายหน้ายิ้มๆ ทว่ารอยยิ้มครั้งนี้ดูคลุมเครือเหลือเกิน “ฝ่าบาท เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม หม่อมฉันจะเล่าให้ฝ่าบาทฟังเอง หม่อมฉันรู้ว่าฝ่าบาททรงกังวลเรื่องอะไร แต่โปรดวางพระทัยเถิด หม่อมฉันเป็นอิสระตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน ไม่จำเป็นต้องขายชีวิตให้ใครอีกแล้วเพคะ”

    ผลการสอบสวนล้มเหลว ดูท่าเสน่ห์เขาคงไม่แรงพอ…แต่ว่าคำตอบของเธอก็ช่วยยืนยันความคิดของเขากลายๆ แล้ว…อย่างน้อยเมื่อห้าปีก่อนหน้า เธอก็เคยทำงานอันน่าละอายให้ใครมาก่อน ยังดีที่ดูเหมือนว่าคนคนนั้นจะเริ่มใช้ประโยชน์จากไนติงเกลเพราะความบังเอิญ ไม่เหมือนเขาที่วางแผนจะรับสมัครแม่มดจำนวนมาก

    โรแลนด์ไม่ได้ซักต่อ เพียงก้มหน้าวาดแบบต่อไป

    สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจอยู่บ้าง ก็คือไนติงเกลที่ปกติช่างพูดช่างเจรจากลับเงียบไป ภายในห้องเหลือเพียงเสียงฟืนที่กำลังลุกไหม้อยู่ในเตาผิง พอโรแลนด์เงยหน้าขึ้นมาขยับคอที่ปวดเมื่อยอีกที ก็ไม่เห็นเงาเธอในห้องทำงานนี้แล้ว

    “จะไปก็ไม่บอกสักคำ” เขาพึมพำ พับกระดาษหนังแกะในมือแล้วใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อ

    หลังจากที่ยุ่งมาหลายวัน ถ้านับแบบร่างแผ่นนี้เพิ่มเข้าไป การออกแบบอาวุธ…หรืออาจเรียกได้ว่าการลอกแบบอาวุธก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์

    สิ่งที่เขาตั้งใจจะสร้างก็คือปืนคาบศิลาอันโด่งดัง อาวุธชนิดนี้ผ่านการทดสอบมาหลายยุคหลายสมัย ความยากในการผลิตใกล้เคียงกับปืนคาบชุด บรรจุดินปืนที่ท้ายกระบอก ใส่ลูกตะกั่วที่ปากกระบอก ความเร็วในการยิงประมาณสามนัดต่อหนึ่งนาที สามารถนำมาใช้รับมือกับสัตว์อสูรที่ไม่มีสติปัญญาได้สบาย

    สัตว์อสูรส่วนใหญ่ปีนกำแพงไม่ได้ ดังนั้นระยะยิงจึงเท่ากับความสูงของยอดกำแพงถึงพื้น หรือก็คือสิบสองฟุต ภายในระยะนี้ต่อให้ใช้เท้าเล็งก็ไม่พลาด ความเร็วของกระสุนก็แทบไม่ลดลงเลย ตราบใดที่สัตว์อสูรไม่พัฒนาเนื้อหนังจนแข็งกว่าเหล็กกล้า มันก็น่าจะถูกยิงตายในนัดเดียว

    ข้อเสียของปืนคาบศิลาอยู่ที่ระยะเวลาการผลิต ปืนคาบศิลารุ่นแรกๆ ยังใช้วิธีผลิตเหมือนปืนคาบชุด คือต้องอาศัยช่างเหล็กตีเอาทีละค้อน ไล่ตั้งแต่ลำกล้องไปจนถึงไกปืน กว่าจะได้เป็นปืนทั้งกระบอกน่าจะต้องใช้เวลาประมาณสามเดือน ในบรรดาส่วนประกอบทั้งหมดนี้ ลำกล้องปืนถือเป็นงานหนักที่สุด เพราะต้องตีแผ่นเหล็กจนเป็นท่อกลม ใช้ผงเหล็กอุดรอยต่อ แล้วจึงเซาะเกลียวลำกล้อง แม้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิสดารอะไร แต่ช่างจะต้องชำนาญมากจึงจะสามารถผลิตลำกล้องปืนที่ได้มาตรฐานได้

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรแลนด์ถึงสร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาก่อน

    เมื่อมีเครื่องจักรไอน้ำ เขาก็สามารถใช้หัวเจาะคว้านตะบองเหล็กตันๆ ให้กลายเป็นลำกล้องปืนได้ เช่นนี้เขาก็จะผลิตปืนได้ไวขึ้น และไม่จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือดีเลย ขอแค่มีโต๊ะงานที่ยึดตะบองเหล็กได้ก็พอ

     

    บทที่ 28 แผลฉกรรจ์

     

    แต่เมื่อโรแลนด์ลงมือทำ กลับพบว่าสถานการณ์จริงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

    หลังจากวุ่นอยู่ที่สวนด้านหลังมาสี่ห้าวัน หัวเจาะที่มีความแข็งค่อนข้างมากก็ถูกผลิตออกมาอย่างราบรื่น เปลวไฟของอันนาทำให้การหลอมเหล็กด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่าหนึ่งพันห้าร้อยองศาเป็นเรื่องง่ายดาย เมื่อไม่มีข้อจำกัดเรื่องอุณหภูมิ เขาก็สามารถใช้วิธีการหลอมธรรมดาๆ ผลิตเหล็กกล้าจำนวนหนึ่งออกมาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว…นั่นคือใช้แท่งเหล็กกวนเหล็กหลอมเหลวอย่างเร็ว เพื่อให้คาร์บอนและสารเจือปนอื่นๆ ในเหล็กหล่อสัมผัสอากาศแล้วเกิดการออกซิไดซ์ ทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา เมื่อเหล็กหลอมเหลวเย็นตัวลงก็จะได้เหล็กกล้าคุณภาพสูง

    ปัญหาอยู่ที่เครื่องจักรไอน้ำตัวแรก

    เวลาที่เครื่องจักรต้นแบบตัวนี้ทำงาน มันจะส่งเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนอันน่าตกใจ หัวเจาะที่ติดเข้าไปไม่สามารถเจาะท่อเหล็กได้อย่างมั่นคง แรงสั่นสะเทือนระดับนี้ไม่เป็นปัญหาต่อชิ้นงานหยาบๆ แต่กับงานละเอียดอย่างลำกล้องปืนแล้ว ย่อมเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน

    หากคิดจะแก้ไขปัญหานี้ เขาก็ต้องสร้างลูกเหวี่ยงหนีศูนย์กลางมาควบคุมกำลังส่งของเครื่องจักรไอน้ำ จากนั้นประกอบเฟืองเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนและปรับอัตราความเร็วของการหมุนของหัวเจาะ ซึ่งการจะผลิตเฟืองได้ก็ต้องมีเครื่องกลึงอย่างง่ายก่อน เช่นนี้คำนวณดูแล้ว โรแลนด์ไม่มีทางบรรลุเป้าหมายก่อนเดือนแห่งปีศาจจะมาถึงแน่นอน

    สุดท้ายก็ต้องกลับมาพึ่งวิธีเดิมๆ อาศัยช่างเหล็กมาตีทีละค้อน แผนการผลิตปืนชุดใหญ่จึงเป็นอันต้องพับไป ดูจากจำนวนช่างเหล็กในเมืองชายแดนแล้ว ต่อให้พักการสร้างเครื่องจักรไอน้ำเครื่องที่สองไว้ก่อน อย่างมากก็ผลิตปืนได้เพียงสามถึงสี่กระบอกต่อเดือนเท่านั้น

    ข่าวดีเพียงเรื่องเดียวก็คือเขาสามารถตัดความกังวลเรื่องมาตรฐานลำกล้องปืนไปได้ ช่างเหล็กเพียงแค่ตีท่อกลมออกมาคร่าวๆ จากนั้นให้อันนาเชื่อมช่องว่างเข้าด้วยกัน ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับท่อไร้รอยต่อที่เฉือนด้วยมีดคว้านมาก สามารถลดความเสี่ยงเรื่องลำกล้องปืนระเบิดไปได้ระดับหนึ่ง

    โรแลนด์จึงต้องปรับแผนใหม่ ทีแรกเขาตั้งใจจะรับสมัครนายพรานในเมืองชายแดนมาเป็นกองปืน…พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเชี่ยวชาญทั้งการยิงธนูและหน้าไม้ มาฝึกปืนเพิ่มก็คงใช้เวลาไม่มาก ภายในเวลาไม่นานก็จะกลายเป็นนักรบที่มีพลังทำลายล้างสูง

    แต่จากตอนนี้ถึงเดือนแห่งปีศาจ อย่างมากก็ผลิตปืนคาบศิลาออกมาได้เพียงสี่กระบอก ดูแล้วเขาคงต้องเปลี่ยนเป็นเลือกคนฝีมือดีๆ จากหมู่นายพรานมาสร้างกลุ่มพิเศษเล็กๆ อีกที เรื่องนี้โรแลนด์ตัดสินใจให้ขวานเหล็กเป็นคนดูแล เขาอยู่เมืองชายแดนมาสิบห้าปี เป็นนายพรานที่ทุกคนยอมรับว่าเก่งที่สุด

     

    ไบรอันไม่มีความสุขเลยตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา

    ยิ่งได้เห็นกองพลเรือนบนถนน ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งเพิ่มทวี…ถึงกระทั่งเกิดความรู้สึกรับไม่ได้อยู่ในใจ

    เขารู้สึกว่าตัวเองถูกเจ้าชายลืมเลือนไปเสียแล้ว

    เมื่อหนึ่งเดือนก่อน เขาตื่นเต้นมากเมื่อหัวหน้าอัศวินเรียกตัวเข้าไป เขาได้สัมผัสเจ้าชายในระยะใกล้ ได้รับความสนใจไถ่ถามจากเจ้าชาย ถือเป็นความโชคดีและเป็นเกียรติอย่างมาก

    เขาเติบโตในเมืองชายแดน แม้จะเกิดในตระกูลนายพรานธรรมดา แต่ก็ใช้ความสามารถของตัวเองไต่เต้าจนได้เป็นนายกองลาดตระเวน เขารู้ว่าตัวเองไม่สามารถอาศัยวงศ์ตระกูลเลื่อนยศเป็นอัศวินได้ จึงได้แต่รอโอกาสสร้างความดีความชอบเพื่อจะได้รับการแต่งตั้งยศอัศวินในสักวัน

    การซักถามของเจ้าชายในวันนั้นทำให้เขารู้สึกว่าโอกาสมาถึงแล้ว เห็นได้ชัดว่าเจ้าชายไม่ยอมทิ้งดินแดนของตัวเอง และกำลังหาวิธีต่อสู้กับสัตว์อสูรอยู่ การสร้างกำแพงเมืองอย่างยิ่งใหญ่ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าปีนี้พวกเขาจะก้าวผ่านเดือนแห่งปีศาจอยู่ที่เมืองชายแดนอย่างไม่ต้องสงสัย

    หากคิดจะอยู่สู้กับสัตว์อสูรที่นี่ก็จำเป็นต้องมีกองทัพที่หาญกล้า ไบรอันคิดว่าตัวเองเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เขาเชี่ยวชาญทั้งเรื่องสอดแนม ใช้ดาบ และขี่ม้า การรั้งอยู่เพื่อจุดสัญญาณไฟในช่วงสุดท้ายก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าเขาไม่ใช่คนขี้ขลาด ไม่นึกเลยว่าเจ้าชายกลับคัดชาวบ้านธรรมดาเข้ากองทัพเพื่อสู้กับสัตว์อสูร!

    ถูกต้อง กองพลเรือนที่มีแต่ประชาชนล้วนๆ ไม่เพียงเขาเท่านั้น สมาชิกกองลาดตระเวนทั้งสิบคนก็ไม่มีใครผ่านเกณฑ์ของหัวหน้าอัศวินเหมือนกัน บ้าสิ้นดี หรือเจ้าชายคิดว่าชาวเมืองที่ไม่เคยจับอาวุธพวกนี้จะเชี่ยวชาญการต่อสู้มากไปกว่าเขา น่ากลัวว่าพอเจอสัตว์อสูรขู่เข้าจะหนีกันกระเจิงมากกว่า!

    แต่ดูเหมือนเจ้าชายจะจริงจังมาก…เขาไม่เพียงตั้งใจฝึกกองกำลังไร้ระเบียบกองนี้เท่านั้น แต่ยังแจกชุดหน้าตาเหมือนกันให้พวกเขาอีกต่างหาก ทุกบ่ายไบรอันจะเห็นคนพวกนี้สวมเกราะหนังสีน้ำตาลเทา เรียงแถวสองแถววิ่งผ่านถนนไป ตอนแรกขบวนยังสะเปะสะปะมาก แต่ระยะนี้เริ่มเป็นระเบียบมากขึ้นทุกที

    ส่วนตัวเขานั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่อันน่าเบื่อหน่ายอยู่ทุกวัน มองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้าแม้แต่น้อย

    คืนนี้ขณะที่เขากำลังนอนพลิกตัวไปมานั้น หูพลันได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากผนังห้อง จากนั้นประตูก็ถูกผลักออก ใครบางคนเดินเข้ามาข้างในอย่างเงียบเชียบ

    “เฮ้ ทุกคนตื่น” คนที่เข้ามาคำรามเสียงเบา ไบรอันจำเสียงอีกฝ่ายได้ เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกกองลาดตระเวน มีฉายาว่า ‘แผลฉกรรจ์’

    ในห้องของเขามีกันอยู่ห้าคน นอกจากเขาและเกรย์ฮาวด์ อีกสามคนที่เหลือก็พลิกตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเตรียมพร้อมอยู่แล้ว แม้แต่เสื้อนอกก็ไม่ถอดออก

    “หัวหน้า ตื่นเถอะ ข้ามีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเจ้า”

    แผลฉกรรจ์มีญาติเป็นขุนนางอยู่ที่ป้อมปราการลองซอง ว่ากันว่าเป็นขุนนางใหญ่เสียด้วย ดังนั้นสถานะในกองของเขาจึงค่อนข้างสูง ไบรอันจะไม่สนใจเขาก็ไม่ได้ จึงได้แต่ลุกขึ้นมาถาม “มีเรื่องอะไร”

    เกรย์ฮาวด์ก็ถูกปลุกขึ้นมาเหมือนกัน “ดะ…ดึกป่านนี้แล้ว พะ…พวกเจ้าไม่…นอนหรือ”

    “ข้ามีงานดีๆ มาแนะนำ พวกเจ้าอยากเลื่อนยศเป็นอัศวินหรือไม่เล่า”

    “อะ…อะไรนะ อัศวินหรือ” เกรย์ฮาวด์ร้องอย่างตกใจ

    ไบรอันเองก็ตกใจเหมือนกัน รีบถามทันที “งานอะไรหรือ”

    “พวกเจ้าทุกคนคงรู้จักอาข้าอยู่แล้ว อาข้าเป็นเอิร์ลที่ท่านดยุกแต่งตั้งและยังเป็นคนสนิทของท่านดยุกด้วย เขาเป็นคนบอกข่าวนี้กับข้าเอง” แผลฉกรรจ์ลดเสียงพูด “เจ้าชายทรงประสงค์จะเขี่ยป้อมปราการทิ้งแล้วรักษาเมืองเอง ทำให้ท่านดยุกขุ่นเคืองใจมาก ท่านดยุกเลยคิดจะทำให้เจ้าชายรู้ว่าใครคือผู้ปกครองดินแดนตะวันตกที่แท้จริง”

    “ยะ…ยะ…อย่าบอกนะว่าพวกเจ้าจะ ละ…ลอบฆ่า…” เกรย์ฮาวด์ตื่นตระหนกจนยิ่งติดอ่างกว่าเดิม แม้แต่ประโยคสั้นๆ พูดมาตั้งนานก็ยังพูดไม่จบ

    “จะเป็นไปได้อย่างไร” แผลฉกรรจ์หัวเราะ “อย่างไรเสียก็ทรงเป็นถึงเจ้าชาย หากพวกเราทำอันตรายพระองค์ ต่อให้เป็นท่านดยุกก็ปกป้องไม่ได้ ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่านี่เป็นงานดี”

    ไบรอันสังหรณ์ใจว่างานนี้จะไม่ง่ายอย่างที่พูด แต่ตำแหน่งอัศวินก็ยั่วยวนใจเขาเหลือเกิน “รีบพูดมาเถิด”

    “เสบียง…หากไม่มีเสบียง พระองค์ก็ต้องหนีตายไปที่ป้อมปราการลองซองอย่างไม่มีทางเลือก งานนี้ท่านดยุกเป็นคนรับปากเอง หากพวกเราเผาเสบียงของเจ้าชายได้สำเร็จ เขาจะจัดพิธีแต่งตั้งอัศวินให้พวกเรา และจะแบ่งที่ดินทางตะวันออกของป้อมให้บางส่วนด้วย โอกาสอันดีเช่นนี้ไม่ได้มาบ่อยๆ นายกอง เจ้ารู้สึกเหมือนกันหรือไม่เล่า”

    “จะ…เจ้าบ้า…ไปแล้ว จะ…เจ้าชายทรงบอกแล้วนี่ว่าปีนี้…เดือนแห่งปีศาจอาจจะยะ…ยาวนานเกินสี่เดือน หากเจ้าผะ…เผาเสบียงแล้ว ทุกคนจะกินอะไร” เกรย์ฮาวด์ส่ายหน้าไม่หยุด “ระ…เรื่องเมื่อสองปีก่อน ทะ…ทุกคนลืมหมดแล้วหรือ”

    “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราเล่า” อีกคนพูดอย่างชิงชัง “อย่างไรเสียพวกเราก็จะไม่อยู่ที่นี่อยู่แล้ว ทำงานให้ท่านไรอันเสร็จ พวกเราก็ไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่ป้อมได้”

    “ถูกต้อง หรือว่าพวกเจ้าอยากกินกากแร่ในเมืองเดนตายนี่ไปทั้งชีวิตเล่า” อีกคนช่วยสนับสนุน

    ให้ตายเถอะ พวกเขาวางแผนกันมาก่อนแล้ว ไบรอันตกใจ นอกจากเขาและเกรย์ฮาวด์ซึ่งเติบโตในเมืองชายแดนแล้ว คนอื่นๆ ล้วนมาจากต่างเมืองทั้งนั้น ไม่มีความผูกพันอันใดกับเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เมื่อเห็นว่าคงห้ามไว้ไม่อยู่ ไบรอันจึงได้แต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “แต่ข้าวสาลีพวกนั้นถูกขนเข้าปราสาทเจ้าชายไปแล้วนี่ แล้วอัศวินของเจ้าชายก็เฝ้าอยู่หน้าประตู พวกเจ้าจะเข้าไปได้อย่างไร”

    “ดังนั้นข้าถึงได้มาหาเจ้าอย่างไรเล่า” แผลฉกรรจ์หัวเราะอย่างลำพองใจ “เจ้าอยู่ที่เมืองผุพังนี่มาตั้งแต่เด็ก ไม่มีใครรู้จักที่นี่ดีมากกว่าเจ้า ข้าจำได้ เจ้าเคยบอกว่าที่หุบเขาด้านหลังมีบ่อน้ำร้างบ่อหนึ่ง เชื่อมต่อกับทางระบายน้ำใต้ปราสาท หากใช้เส้นทางนี้ก็จะเข้าไปถึงสวนดอกไม้ได้โดยไม่มีใครรู้ ตอนเด็กๆ เจ้าก็เคยปีนเข้าไปไม่ใช่หรือ เป็นอย่างไร มาทำงานนี้กับข้าดีหรือไม่ ต่อไปเจ้าก็จะได้เป็นอัศวิน…อัศวินที่ท่านดยุกแต่งตั้งเองเชียวนะ”

    ไม่…อัศวินควรกล้าที่จะต่อสู้กับอธรรม ไม่เกรงกลัวอิทธิพลอำนาจ ปกป้องผู้อ่อนแอกว่า! อัศวินที่ผลักชาวเมืองไปสู่ความอดอยากและความตายเพียงเพราะความแค้นส่วนตัวของท่านดยุกคืออัศวินที่มีแต่เปลือกกลวง ไม่มีเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น!

    เขากำลังจะอ้าปากปฏิเสธ ก็ได้ยินเสียงเกรย์ฮาวด์ร้องขึ้นก่อน

    “บะ…บ้ากันไปหมด! พะ…พวกเจ้า คิดเผาเสบียงเชียวหรือนี่ ข้ามะ…ไม่ยอมให้พวกเจ้าไปจากทะ…ที่นี่เด็ดขาด! ข้าจะไปฟะ…ฟ้อง…เอือก!” เกรย์ฮาวด์พูดได้เพียงครึ่งเดียวเสียงก็ขาดห้วง เขาหันกลับไปมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ อดีตสหายในกองกำลังยืนส่งยิ้มเหี้ยมเกรียมให้เขาอยู่ กริชสีดำถูกแทงเข้าจากเอวด้านหลังของเกรย์ฮาวด์ คมกริชจมเข้าร่างจนมิด เขาตัวกระตุกอยู่ชั่วครู่ อ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่ามีเพียงเสียงลมหายใจแหบแห้งออกมา

    อีกฝ่ายขยับกริชสองครั้งก่อนจะชักออกทันที เกรย์ฮาวด์พลันทรุดฮวบกับพื้นราวกับตุ๊กตาที่ประคองร่างตัวเองไม่ได้

    “เป็นอย่างไร” แผลฉกรรจ์ขยับเข้าใกล้ไบรอัน ฝ่ายหลังรู้สึกได้ถึงกลิ่นเหม็นที่พ่นออกมาจากปากเขา “ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะตัดสินใจได้แล้วกระมัง นายกอง”

     

    * ยุคอาวุธเย็น คือยุคที่ยังไม่ใช้ระเบิด ดินปืน หรือปืนใหญ่ในการทำสงคราม แต่ใช้อาวุธเย็นในการตีรันฟันแทง อาวุธจำพวกนี้มี 18 ประการ ได้แก่ ดาบ ทวน กระบี่ ตรีศูล พลอง สามง่าม คราดใหญ่ คทาปล้อง คทาเหลี่ยม ลูกตุ้ม ขวาน ขอ เคียว คราดเล็ก ไม้เท้า คันธนู ลูกธนู เขน

    * เวลา 14.00 น.

    ** เวลาช่วงเย็น

     

    (ติดตามต่อได้ในฉบับรูปเล่ม ปล่อยแม่มดคนนั้นซะ 1)

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน หนึ่งความคิดนิจนิรันดร์ 1 บทที่ 1 – 10

    บทที่ 1 ชื่อของเขาคือไป๋เสี่ยวฉุน   เขาเม่าเอ๋อร์ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาตงหลิน ตีนเขามีหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งตั้งตนโดดเด...

    Facebook