• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน หมื่นยุทธ์พิชิตหล้า ใต้ฟ้าไร้พันธนาการ 1 ครั้งที่ 2

    บทที่ 6

    เดิมพันความเป็นตาย

     

    คนทั่วไปมักใช้อาวุธได้เพียงชิ้นเดียว ผู้ใช้มีดคู่หรือกระบี่คู่นั้นหาได้ยากยิ่ง เพราะการควบคุมสมดุลของมันเป็นเรื่องยากลำบาก หากพลั้งเผลอเพียงนิดก็จะเผยช่องโหว่ใหญ่ ทว่าเทียนหนี่ว์หรุ่ยกลับใช้มีดสามเล่มพร้อมกันได้!

    ถังเหลียนมุ่นคิ้วกล่าว “สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของระบำสามมีดคือการจู่โจมอย่างดุดัน ยามที่มีดทั้งสามเล่มปรากฏขึ้นพร้อมกัน การโจมตีของมันก็ยากจะหยุดยั้งได้ ถึงขั้นไม่ตายไม่เลิกรา”

    เวลานี้มือกระบี่ทั้งสองหัวใจกระตุกวูบ พวกมันทำได้เพียงถอยไปตั้งหลัก เทียนหนี่ว์หรุ่ยร่ายรำมีดสั้นในมือซ้ายจนคล้ายว่ามีดสั้นนั้นกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ฉับพลันนั้นนางสะบัดมือขวาเล็กน้อย ท่วงท่าได้แปรเปลี่ยนอย่างสง่างาม ชายกระโปรงพลิ้วไหวราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำ มีดสั้นในมือขวาพุ่งตรงไปยังพ่อค้าชุดคลุมทองอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้กระบี่สีดำฟาดฟันกระบี่เข้าใส่หมายจะสกัด ทว่าอานุภาพของมีดสั้นนั้นกลับหนักหน่วงปานพันจวิน** กระบี่สีดำของมันถูกกระแทกอย่างรุนแรงจนหลุดลอยจากมือ

    “นะ…นี่…” พ่อค้าชุดคลุมทองร้องออกมาอย่างตกตะลึง

    มือกระบี่ผู้ใช้กระบี่สีขาวปรี่ไปขวางเบื้องหน้าพ่อค้าชุดคลุมทอง มันตวัดกระบี่ในมือฟันมีดสั้นที่พุ่งเข้ามาจนกระเด็นขึ้นไปกลางอากาศ

    ขณะเดียวกันเทียนหนี่ว์หรุ่ยได้กระโดดลอยตัวขึ้น นางเก็บมีดในมือซ้ายเข้าไปในแขนเสื้อแล้วคว้ามีดสั้นที่อยู่กลางอากาศพร้อมพุ่งไปยังพ่อค้าคนนั้น ผู้ใช้กระบี่ขาวแค่นหัวเราะแล้วฟาดฟันกระบี่ใส่นาง

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยระบายยิ้มและหมุนกายกลางอากาศ ปลายเท้าเหยียบลงบนกระบี่สีขาวอย่างแผ่วเบาและแช่มช้า ยืมแรงของมันกระโดดขึ้นไปอีกครั้ง นางทะยานไปยังเบื้องหลังพ่อค้าชุดคลุมทองและใช้มีดในมือจ่อแผ่นหลังอีกฝ่าย

    “นี่…” พ่อค้าชุดคลุมทองตกใจจนเหงื่อผุดพรายท่วมร่าง มันคุกเข่าลงกับพื้น “ไม่ทราบว่าข้าน้อยทำผิดเรื่องใด จึงทำให้เทียนหนี่ว์หรุ่ยพิโรธเพียงนี้! ข้าน้อย…ข้าน้อย…”

    “เอาเถิด” เทียนหนี่ว์หรุ่ยเก็บมีดในมือ ก่อนก้าวเดินไปข้างหน้าแล้วตบใบหน้ามันเยิ้มเหงื่อโซมศีรษะของพ่อค้าชุดคลุมทองเบาๆ พลางกล่าวปลอบ “ข้าแค่หยอกให้ตกใจเล่นเท่านั้น ไม่ได้คิดจะฆ่าเจ้าจริงๆ ส่วนเรื่องว่าหยอกเจ้าด้วยเหตุอันใด…ก็แค่ให้คนในที่นี้ประจักษ์แก่ตาเท่านั้น”

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยหมุนกาย ประกาศกร้าวต่อพ่อค้าคนอื่นๆ ในที่แห่งนั้น “การเดิมพันของคุณชายท่านนี้หาใช่การเดิมพันเพียงเงินทองไม่ สิ่งที่เดิมพันล้ำค่ายิ่งกว่าอัญมณีสองตะกร้านี้เสียอีก”

    คนทั้งหลายสบสายตากันและกัน ก่อนสูดหายใจ “เดิมพันความเป็นตาย”

    “ถูกต้อง เดิมพันความเป็นตาย” เทียนหนี่ว์หรุ่ยยิ้มบางๆ

    เซียวเซ่อมุ่นคิ้วถามถังเหลียน “อันใดคือเดิมพันความเป็นตาย”

    ถังเหลียนนึกตรึกตรองดู “น่าจะทำนองว่าผู้แพ้ไม่เพียงต้องทิ้งเงินไว้ แต่ต้องทิ้งชีวิตไว้ด้วย”

    เซียวเซ่อหน้าถอดสีทันที “ข้าบอกตั้งแต่เมื่อไรว่าจะพนันเช่นนี้”

    ยามนี้เทียนหนี่ว์หรุ่ยเดินกลับมาแล้ว นางมองถังเหลียนพลางแย้มยิ้ม “เหลียน ข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้ หลังจากนี้เจ้าน่าจะรู้แล้วว่าในหอเหม่ยเหรินมีใครสนใจในสินค้าครั้งนี้ของเจ้าบ้าง คนเกินครึ่งคงออกไปแล้ว แต่มีคนบางส่วนที่ข้าจัดการไม่ไหว”

    เหล่าพ่อค้าทยอยพาผู้ติดตามออกไป เหลือเพียงไม่กี่คนรั้งอยู่ต่อ เซียวเซ่อทอดสายตามองเล็กน้อย ในใจพลันเกิดความสิ้นหวัง “หึ…พวกมันก็อยู่ด้วย”

     ส่วนแม่นางกิริยาชดช้อยนางหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะข้างกายมันพลางแกว่งเรียวขายาวทั้งสองข้าง นางส่งยิ้มบางๆ ให้ก่อนโบกมือแผ่วเบา เทียบสีทองแผ่นหนึ่งปลิวมายังพวกมัน

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยหน้าถอดสี เห็นชัดว่าเทียบใบนั้นพุ่งตรงมาหานาง เทียนหนี่ว์หรุ่ยเขย่งปลายเท้ากระโดดเตะเทียบสีทองนั้นกลับไป เยวี่ยจีคีบเทียบที่ลอยกลับมาไว้ด้วยสองนิ้ว สายตามองอีกฝ่ายราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เยวี่ยจีแย้มยิ้มส่งเทียบ หมิงโหวโกรธเกรี้ยวสังหารคน เทียบของพวกเจ้าข้าขอไม่รับ รับแล้วต้องตาย เจ้าจะสังหารพวกมันก็เรื่องของเจ้า ข้าไม่เกี่ยวข้องอันใด แม่นางอย่าได้เข้าใจผิด”

    “เจ้า!” เซียวเซ่อแค่นเสียงอย่างเดือดดาลแล้วหันไปมองถังเหลียน ทว่าถังเหลียนไม่ได้สนใจทางนี้แม้แต่น้อย เซียวเซ่อมองตามสายตาของถังเหลียนไปและเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดเหมือนบัณฑิตนั่งอยู่อีกด้าน มันอายุราวสามสิบกว่าปี ทว่าผมขาวโพลนทั่วศีรษะ กระบี่เล่มหนึ่งวางอยู่เบื้องหน้า กระบี่เล่มนั้นงดงามประณีตผิดสามัญประหนึ่งขึ้นรูปด้วยหยกงามทั้งชิ้น เปล่งประกายสะท้อนแสงแวววาว

    บัณฑิตผมขาวผู้นั้นแย้มยิ้มพลางพยักหน้าเล็กน้อย “พบกันอีกแล้ว”

    “เจ้าก็มาเพื่อของสิ่งนั้นหรือ” ถังเหลียนเอ่ยถาม

    ทว่าบัณฑิตผมขาวไม่ตอบคำ มันเพียงพยักหน้าเอ่ย “อาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีแล้วหรือ สองวันก่อนยามพบกันครั้งแรก อาการบาดเจ็บของเจ้ายังหนักอยู่เลย”

    “แน่นอน เผิงไหลตาน (โอสถสวรรค์) ของข้าถือเป็นยาวิเศษที่มีแค่ในวิหารราชาโอสถในนครหลวงเท่านั้น ถึงแม้เจ้าหอบอัญมณีตะกร้านี้ไป ก็ต้องดูอารมณ์ของวิหารราชาโอสถว่าจะยอมขายให้หรือไม่ อาการบาดเจ็บเพียงน้อยนิดเช่นนั้นช่างสิ้นเปลืองยาของข้ายิ่งนัก” เซียวเซ่อกล่าวอย่างโอ่อวด

    บัณฑิตผมขาวหันมามองมันพลางมุ่นคิ้วเล็กน้อยครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นึกไม่ถึงว่าคุณชายถังยังมียอดคนเช่นนี้อยู่ข้างกายด้วย”

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยพลันตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยขึ้น “หลายวันมานี้แม้ว่ามีคนแห่แหนเข้าเมืองซานกู้มาจำนวนมาก แต่ส่วนที่หายไปอย่างประหลาดก็มีมากเช่นกัน มิใช่ว่า…”

    บัณฑิตผมขาวพยักหน้า “เพื่อลดภาระยุ่งยากเกินจำเป็นของคุณชายถัง ข้าจึงช่วยคุณชายถังกำจัดคนที่เหลือหมดแล้ว”

    “พูดได้น่าฟังยิ่ง แต่ที่จริงก็แค่ ‘ข้าสังหารผู้ที่คิดแย่งชิงกับข้าก่อนแล้ว จึงค่อยมาแย่งชิงกับเจ้า’ ” เซียวเซ่อเอ่ยอย่างเหยียดหยาม

    บัณฑิตผมขาวอึ้งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้ม “ก็นับว่าถูกต้อง”

    “นั่นเป็นทรัพย์สินของเมืองเสวี่ยเยวี่ย คิดแย่งชิงของของเมืองเสวี่ยเยวี่ย เก๋อซย่า* ตัดสินใจดีแล้วหรือไม่” ถังเหลียนถาม

    บัณฑิตวัยกลางคนส่ายหน้า “เห็นทีเจ้าคงไม่ทราบว่าข้างในนั้นแท้จริงแล้วคือสิ่งใด นั่นหาใช่ของของเมืองเสวี่ยเยวี่ยไม่ เพียงแต่พวกเจ้ารวดเร็วกว่าจึงได้มาครอบครองก่อนเท่านั้น”

    “แสดงว่าเจ้ารู้ว่าของข้างในนั้นคือสิ่งใด” ถังเหลียนเอ่ยถาม

    บัณฑิตผมขาวหัวร่อขึ้น ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “มันคือปีศาจ!”

    “เห็นทีเก๋อซย่าคงเข้าใจผิดแล้ว” ถังเหลียนพลันเอ่ยว่า “ยามนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดในหอเหม่ยเหรินคือการเดิมพัน หากเก๋อซย่าไม่สนใจเดิมพันกับพวกข้า เช่นนั้นก็เชิญกลับไปเถิด”

    “เดิมพัน?”

    “เดิมพันความเป็นตาย”

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยยิ้มละไม “ใช่แล้ว ในหอเหม่ยเหริน การเดิมพันความเป็นตายนั้นพบเห็นได้ยากยิ่ง ผู้ที่มาที่นี่ล้วนมีเงินถุงเงินถัง มีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อหรูหราบนโลกใบนี้ได้ จะมาเข้าร่วมการเดิมพันที่มีแต่นักโทษประหารเท่านั้นที่คิดเข้าร่วมได้อย่างไร”

    “ข้าเป็นมือกระบี่” บัณฑิตผมขาวผู้นั้นลูบกระบี่งดงามที่วางอยู่เบื้องหน้าของมัน “สิ่งที่กำหนดความเป็นตายของข้ามีเพียงกระบี่ หาใช่ลูกเต๋าไม่กี่ลูก แต่ยามนี้ข้ารู้สึกอยากจะเล่นกับพวกเจ้าทั้งสอง หากพวกเจ้าชนะข้าได้ ข้าจะให้เวลาหนีหนึ่งคืน”

    “หนีหนึ่งคืนอย่างนั้นรึ” เซียวเซ่อระบายยิ้มอ่อนบาง “มั่นใจเกินไปแล้ว”

    “มั่นใจหรือไม่ ลองเดิมพันดูก็ทราบแล้ว” บัณฑิตผมขาวโบกมือขวาเล็กน้อย ถ้วยลูกเต๋าบนโต๊ะไม้สีแดงตรงที่ไกลพลันลอยตรงมาอยู่ในมือมันอย่างมั่นคง

    “พลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุ?” ถังเหลียนมุ่นคิ้วเล็กน้อย

    “การแสดงปาหี่ที่นักเล่นกลพเนจรในยุทธภพนำเข้ามา เจ้าก็ใช้ด้วยรึ” เซียวเซ่อชักสีหน้าเหยียดหยามแล้วลากเก้าอี้ไปที่โต๊ะ ก่อนนั่งลงอย่างเนิบนาบโดยไม่สนใจผู้อื่น จากนั้นหันมามองถังเหลียนเล็กน้อย เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังยืนเหม่ออยู่ที่เดิมจึงตบเก้าอี้แรงๆ อย่างจนใจ

    “มีอันใด” ถังเหลียนถามมันอย่างงุนงง

    เซียวเซ่อกล่าวอย่างอับจนปัญญา “มานั่งสิ ในสมองชาวเมืองเสวี่ยเยวี่ยนอกจากเรื่องต่อยตีเข่นฆ่าแล้วไม่มีสิ่งอื่นเลยรึ”

    “อ๋อๆๆ” ถังเหลียนวิ่งมานั่งอย่างรีบร้อน

    บัณฑิตผมขาวเขย่าถ้วยลูกเต๋าเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า “ตัดสินแพ้ชนะในตาเดียวแล้วกัน หากพวกเจ้าชนะ ข้าจะไป หากข้าชนะ ทิ้งของไว้ที่นี่ ส่วนพวกเจ้าไปได้”

    “ฟังดูยุติธรรมยิ่งนัก อย่างน้อยไม่ว่าแพ้หรือชนะก็ไม่ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่” เซียวเซ่อเลียริมฝีปาก จ้องถ้วยลูกเต๋าตาเขม็ง

    บัณฑิตผมขาวเห็นดังนั้นก็ระบายยิ้ม “ไม่นึกเลยว่าคุณชายจะเป็นนักพนัน ก่อนหน้านี้เห็นคุณชายท่าทางไม่แยแสต่อสิ่งใด ทว่าพอนั่งลงบนโต๊ะพนันกลับกลายเป็นเหมือนคนละคน”

    เซียวเซ่อยังคงจ้องถ้วยลูกเต๋านั้นดังเดิม ไม่เงยหน้า “ข้าเคยเล่นพนันติดต่อกันสามวันสามคืนที่เชียนจินไถบ่อนพนันที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นเป่ยหลี สุดท้ายชนะได้เมืองมาเมืองหนึ่ง เจ้าเชื่อหรือไม่”

    “เชียนจินไถเป็นบ่อนพนันที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเป่ยหลี ต่อให้เป็นหอเหม่ยเหรินก็มิอาจเทียบเทียม อย่าว่าแต่เมืองหนึ่งเมือง หากว่าชนะ จะได้แคว้นเล็กๆ สักแคว้นหนึ่งมาก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้” บัณฑิตผมขาวเอ่ยเสียงเรียบ

    เซียวเซ่อยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “พูดได้น่าฟัง แต่เห็นอยู่ว่าเจ้าไม่เชื่อ”

    บัณฑิตผมขาวกดถ้วยลูกเต๋าในมือไว้บนโต๊ะอย่างมั่นคง “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ในเมื่อคุณชายเคยชนะได้เมืองหนึ่งเมือง เช่นนั้นฝีมือพนันย่อมน่าทึ่ง…”

    “ห้าห้าหก สิบหกแต้ม แทงสูง” ถังเหลียนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น มันเป็นยอดฝีมือด้านอาวุธลับ ความสามารถในการสดับลมจำแนกทิศไปถึงขั้นสุดยอด สำหรับมันแล้ว การฟังเสียงลูกเต๋าทายแต้มเป็นเรื่องง่ายดายเกินไปอย่างแท้จริง

    “ชาวยุทธ์เช่นนี้นี่…” เซียวเซ่อส่ายศีรษะพลางทอดถอนใจ “ช่างไร้รสนิยม สิ่งที่สนุกที่สุดในการพนันก็คือคำว่า ‘เดิมพัน’ หากตอนจบถูกคาดเดาได้หมดสิ้นแล้วการเดิมพันนี้จะยังมีคุณค่าอันใด”

    “คุณชายพูดได้มีเหตุผล” บัณฑิตผมขาวพยักหน้า

    “เช่นนั้นเจ้าคิดจะแทงอย่างไร” ถังเหลียนถามเซียวเซ่อ

    “ห้าห้าหก” เซียวเซ่อประสานมือทั้งสองในแขนเสื้อ แผ่นหลังตรงแหน็ว วางมาดสงบเยือกเย็น “ข้าแทงสูง”

    “เจ้า…” ถังเหลียนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

    บัณฑิตผมขาวใช้เรียวนิ้วแตะที่ถ้วยลูกเต๋าเบาๆ “มั่นใจหรือไม่”

    “ไม่ได้การ!” เทียนหนี่ว์หรุ่ยกับถังเหลียนโพล่งออกมาพร้อมกัน แม้ว่าบัณฑิตผมขาวนั้นจะแตะถ้วยเพียงเบาๆ แต่ทั้งสองต่างมองออกว่านิ้วนั้นเปี่ยมด้วยพลังของดรรชนีทลายธาตุแห่งลัทธิพุทธ เจี้ยคงอู่เซิง* แห่งวัดไป๋หม่าเคยใช้ดรรชนีทลายธาตุสังหารคน ผู้ที่โดนพลังดรรชนีเข้าไปภายนอกจะไม่มีรอยแผลแม้แต่น้อย ทว่าอวัยวะภายในกลับแหลกสลายไม่มีชิ้นดี ยามนี้บัณฑิตผมขาวแตะนิ้วบนถ้วย แล้วลูกเต๋าในนั้นจะเป็นเช่นไร กระทั่งถังเหลียนก็มิอาจคาดเดาได้

    “แน่นอนว่าไม่ได้การ” เซียวเซ่อลุกขึ้นยืนและส่งยิ้มให้บัณฑิตผมขาวผู้นั้น “ในเมื่อเป็นการพนัน จะง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร”

    “คุณชายจะเปลี่ยนหรือไม่” บัณฑิตผมขาวเอ่ยถาม

    “เปลี่ยน?” เซียวเซ่อพลันยื่นมือไปจับถ้วยลูกเต๋าไว้ “อันเคล็ดวิชาชนะพนันคือการเชื่อว่าตนเองจะชนะ เมื่อเชื่อว่าตนจะชนะ เช่นนั้น…ก็จะชนะอย่างแน่นอน!” มันเปิดถ้วยลูกเต๋าออก

    ผู้คนในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง

    ลูกเต๋าสามลูกถูกบัณฑิตผมขาวใช้พลังดรรชนีทำลายกลายเป็นผุยผงไปแล้วจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงการแยกแยะสูงต่ำ กระทั่งจำนวนแต้มก็ยังนับไม่ได้ ไม่ว่าจะเดาสูงหรือต่ำล้วนพ่ายแพ้ ต่อให้พนันว่าเป็นแต้มตองก็ไร้ประโยชน์ ทว่าเมื่อฝุ่นธุลีปลิวจางไป ภาพที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้บัณฑิตผมขาวอดตะลึงลานมิได้

    “นี่มัน…” บัณฑิตผมขาวมุ่นคิ้ว

    เศษฝุ่นลูกเต๋าที่เหลือได้กองรวมกันเป็นจุดกลมเล็กๆ เรียงรายอยู่บนโต๊ะเป็นแต้มจำนวนที่ควรมีอยู่บนลูกเต๋า เห็นได้ชัดว่า…

    “ห้า ห้า หก” ถังเหลียนเอ่ยด้วยความยินดี

     

     

    บทที่ 7

    บัวพุทธพิโรธ

     

    “คุณชายวรยุทธ์เลิศล้ำ” บัณฑิตผมขาวลุกขึ้นยืนพลางพยักหน้า

    เซียวเซ่อโบกมือ “มิกล้าๆ แค่ปาหี่เล็กน้อยเท่านั้น ข้าไม่เป็นวรยุทธ์หรอก”

    “ไม่เป็นวรยุทธ์?” บัณฑิตผมขาวแย้มยิ้ม “หนทางต่อจากนี้เต็มไปด้วยอันตราย หากว่าคุณชายไม่เป็นวรยุทธ์ ขอเตือนว่าอย่าเหยียบย่ำน้ำครำโสโครกนี้เลย”

    “ว่าอย่างไรนะ” เซียวเซ่อเลิกคิ้ว “เจ้าคิดกลับคำหรือ”

    บัณฑิตผมขาวส่ายศีรษะ “ข้าย่อมไม่กลับคำ ข้าบอกว่าข้าจะไม่ลงมือ แต่เหล่าสหายของข้าไม่คิดเช่นนั้น พวกมันไม่มีความอดทนเช่นข้า คิดว่าเวลานี้พวกมันน่าจะลงมือแล้ว”

    “โอ้” เซียวเซ่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พวกข้าก็ยังมีสหายอีกคนหนึ่ง แม้ว่าสมองมันจะใช้การไม่ค่อยได้ แต่วรยุทธ์สูงล้ำ สหายของเจ้าไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้”

    “หากเจ้าทราบว่าพวกข้าเป็นใครก็คงไม่กล่าวเช่นนี้” บัณฑิตผมขาวเอ่ยอย่างเย่อหยิ่ง

    เซียวเซ่อสอดสองมือเข้าในแขนเสื้อก่อนเอ่ยเสียงเนิบ “ไป๋ฟ่าเซียนแห่งเทียนไว่เทียน (เหนือฟ้ายังมีฟ้า) หากย้อนกลับไปสักสิบสองปี นับว่าเป็นชื่อที่น่าเกรงขามทีเดียว”

    บัณฑิตผมขาวนิ่งอึ้ง นัยน์ตาพลันฉายแววเย็นเยือก เสียงที่เรียบเฉยเสมอมาพลันเปลี่ยนเป็นดุดัน “เจ้าเป็นใคร! เจ้ารู้จักข้าได้อย่างไร! เจ้ารู้จักเทียนไว่เทียนได้อย่างไร!”

    เซียวเซ่อยักไหล่ “เรื่องนี้ยากตรงที่ใด คนที่รู้จักพวกเจ้ามีไม่เยอะ แต่อย่างไรก็ย่อมมีคนรู้จัก…”

    เซียวเซ่อไม่อาจพูดจนจบ เพราะเวลานี้บัณฑิตผมขาวพลันพุ่งตัวเข้ามาพร้อมยื่นมือซ้ายหมายจะจับมันไว้

    ถังเหลียนรีบเข้ามาขวาง แต่มันก็ถูกกระบี่หยกในมือขวาของบัณฑิตผมขาวผู้นั้นโจมตีจนถอยกรูดไป ชั่วพริบตาบัณฑิตผู้นั้นก็จับคอเสื้อของเซียวเซ่อไว้ได้ “เจ้าต้องไปกับข้า!”

    เซียวเซ่อเอ่ยด้วยสีหน้าใสซื่อ “แต่ข้าชนะแล้วแท้ๆ”

    บัณฑิตผมขาวแค่นหัวเราะ “ในเมื่อเจ้ารู้จักเทียนไว่เทียน ก็ย่อมทราบว่าข้าเป็นคนเช่นไร” พูดจบมันก็ดึงตัวเซียวเซ่อขึ้นแล้วพุ่งออกไปข้างนอก ถังเหลียนคิดจะไล่ตามไป ทว่าผู้ติดตามของบัณฑิตผู้นั้นต่างชักกระบี่ออกมาขวางไว้

    ทว่าก่อนถูกพาตัวออกไปเซียวเซ่อกลับตะโกนลั่นใส่หมิงโหวกับเยวี่ยจีที่มองดูเหตุการณ์ด้วยสายตาเฉยชา “คดีฆาตกรรมอาภรณ์สีชาดในหอวั่งอีเมื่อสิบสามปีก่อน คนร้ายคือ…”

    “ว่าอันใดนะ!” เยวี่ยจีกระโดดลงจากโต๊ะทันที

    หมิงโหวก็หมุนกายหันมาแทบทันใด พร้อมกำดาบยักษ์ในมือแน่น

    ทว่าเวลานี้เซียวเซ่อถูกบัณฑิตผมขาวพาตัวพุ่งออกไปนอกหอเหม่ยเหรินแล้ว

    หมิงโหวกับเยวี่ยจีคิดตามออกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทว่าผู้ติดตามของบัณฑิตผมขาวก็หันมาขวางพวกมันไว้เช่นกัน เอวของเยวี่ยจีพลันฉายแสงสีเงิน หมิงโหวหวดดาบยักษ์ในมืออย่างรุนแรง ฉับพลันนั้นพวกผู้ติดตามบ้างก็ถูกเฉือนลำคอ บ้างก็ถูกหั่นลำตัวเป็นสองท่อน

    “จิตสังหารรุนแรงยิ่ง!” เทียนหนี่ว์หรุ่ยอดอุทานไม่ได้

    ถังเหลียนมุ่นคิ้ว “ข้าเคยประมือกับพวกมันสองครั้ง ทว่าเพิ่งเคยเห็นจิตสังหารของพวกมันบ้าคลั่งถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก ถ้อยคำเมื่อครู่ของเซียวเซ่อหมายความว่าอย่างไรกันแน่”

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยส่ายศีรษะ “คดีฆาตกรรมอาภรณ์สีชาดในหอวั่งอีนั่นเป็นคดีปริศนาเมื่อสิบสามปีก่อน ไม่รู้ว่าสหายของเจ้าผู้นั้นเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยเหตุอันใด แล้วตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไร ไล่ตามไปอย่างนั้นรึ”

    ถังเหลียนครุ่นคิดก่อนส่ายศีรษะ “ไม่ คดีฆาตกรรมอาภรณ์สีชาดคงเกี่ยวข้องกับหมิงโหวและเยวี่ยจี เซียวเซ่อจงใจล่อให้คนผู้นั้นจับตัวไป จากนั้นค่อยล่อให้หมิงโหวและเยวี่ยจีตามมา คงเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสู้กัน ยามนี้พวกเราต้องไปหาเหลยอู๋เจี๋ย”

    “เหลยอู๋เจี๋ยเป็นใครกัน แล้วอยู่ที่ใด”

    “อยู่หลังเรือน มันคุ้มกันของสิ่งนั้นอยู่ หากเมื่อครู่คนผู้นั้นไม่ได้พูดปด เกรงว่าในยามนี้มันคง…”

     

    ครืน! เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างรุนแรง ผู้คนในเหตุการณ์ต่างอุดหูโดยสัญชาตญาณ

    “ข้าคือเหลยอู๋เจี๋ยจากสำนักเหลยแห่งเจียงหนาน! ยังมีผู้ใดไม่กลัวตายอยากเข้ามาอีกหรือไม่!” เหลยอู๋เจี๋ยยืนอยู่บนโลงศพทองคำ มันกำกระสุนอัสนีไว้เต็มสองมือและประกาศกร้าวต่อคนที่อยู่เบื้องล่างด้วยท่าทางอาจหาญกล้าแกร่ง

    ยามนี้กลุ่มคนชุดดำที่ล้อมอยู่รอบรถม้าต่างขยับถอยหลังราวกับถูกข่มขวัญ

    ในที่สุดเหลยอู๋เจี๋ยก็มีโอกาสหายใจได้เต็มปอด เมื่อครู่มันอยู่ในรถม้า แต่แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกได้ถึงปราณฝ่ามืออันเหี้ยมเกรียมสิบกว่าขุมเคลื่อนเข้ามาใกล้ตัวรถ มันรีบโคจรลมปราณต้านทานไว้และพบว่าปราณฝ่ามือสิบกว่าขุมนั้นแปลกประหลาดหาใดเปรียบ นุ่มนวลทว่าเหี้ยมเกรียม เมื่อพลังปราณของมันเข้าปะทะก็มลายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันทันที มันรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างถูกปราณฝ่ามือสิบกว่าขุมนั้นกดข่มไว้จนหายใจไม่ออกแม้แต่น้อย ขณะอับจนปัญญามันพลันตัดสินใจใช้พลังปราณทั้งหมดที่มี ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำในชั่วพริบตา แรงกดข่มบนร่างกายพลันเบาบางลงหลายส่วน มันฝืนลุกขึ้นยืนแล้วเงยหน้าคำรามลั่น ในที่สุดปราณฝ่ามือสิบกว่าขุมนั้นก็แตกพ่ายไป ทว่าชั่วพริบตานั้นหลังคารถม้าก็พังทลายตามไปด้วย เหลยอู๋เจี๋ยโยนกระสุนอัสนีออกไปโดยรอบทันที จึงบีบให้คนเหล่านั้นถอยออกไปเกินกว่าสิบก้าวได้

    ยามนี้เหลยอู๋เจี๋ยจึงค่อยเห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายอย่างชัดตา พวกมันสวมชุดคลุมตัวยาวสีดำตลอดทั้งร่าง ไม่ได้ถืออาวุธสักชิ้น แต่มือสองข้างที่เผยออกมากลับเป็นกรงเล็บขาวซีดหาใดเปรียบราวกับปีศาจ

    “พวกเจ้าเป็นใคร” เหลยอู๋เจี๋ยถาม

    แต่ไม่มีใครตอบ คนชุดดำผู้เป็นหัวหน้าเพียงโบกมือเบาๆ คนแปดคนข้างหลังมันพลันกระโดดขึ้น กรงเล็บปีศาจอันโหดเหี้ยมอำมหิตแปดข้างพุ่งเข้าหาเหลยอู๋เจี๋ย มือหนึ่งหมายรวบท่อนล่าง มือหนึ่งหมายปลิดศีรษะ มือหนึ่งหมายโจมตีแผ่นหลัง อีกมือหนึ่งคิดควักหัวใจ ส่วนอีกสี่มือคิดยึดสองมือและสองเท้า หากผู้ใดถูกกุมตัวเช่นนี้คงต้องตายสถานเดียว คนผู้หนึ่งมีเพียงมือหนึ่งคู่ จะต้านทานการโจมตีของคนทั้งแปดในคราเดียวได้อย่างไร นอกเสียจากจะมีสามเศียรแปดกร!

    ทว่าเหลยอู๋เจี๋ยในยามนี้ไม่ต่างอันใดกับสามเศียรแปดกร ร่างของมันขยับอย่างว่องไวจนคล้ายแยกเป็นสี่คนหันหลังเข้าหากัน กลายเป็นกระบวนท่าป้องกันอันสมบูรณ์แบบ

    คนชุดดำที่เป็นหัวหน้าอึ้งงันไปเล็กน้อย “รวดเร็วยิ่งนัก!” มันพินิจมองเหลยอู๋เจี๋ย เห็นร่างกายของอีกฝ่ายร้อนผะผ่าวขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นแดงโชติช่วงดุจเปลวเพลิง

    “วิชาอัคคีแผดเผา? มิน่าเล่า…” คนชุดดำผู้เป็นหัวหน้าโบกมือเบาๆ

    การโจมตีของคนทั้งแปดถูกเหลยอู๋เจี๋ยต้านกลับไปจนหมด ทว่าในชั่วพริบตาก็มีคนชุดดำอีกแปดคนกระโจนเข้าใส่ด้วยทิศทางที่เหมือนเมื่อครู่นี้ทุกประการ เหลยอู๋เจี๋ยไม่อาจต้านทานการโจมตีเช่นนี้ได้อีกแล้ว ทว่าในยามคับขันนี้พลันมีดอกบัวลอยขึ้นมาจากเบื้องหลังมัน

    เป็นสัตตบงกชแสงราตรีอันเย้ายวนและชั่วร้าย

    กลีบบัวทั้งเจ็ดปลิวกระจายและพุ่งไปหาเหล่าคนชุดดำที่กระโจนเข้ามาด้วยความรวดเร็วอันน่าอัศจรรย์ เหล่าคนชุดดำรู้ดีว่ากลีบบัวที่ดูชั่วร้ายนี้เฉือนศีรษะของพวกมันได้อย่างง่ายดาย เพราะพวกมันต่างเคยได้ยินชื่อของวรยุทธ์นี้…บัวพุทธพิโรธ! หนึ่งในวรยุทธ์ที่น่าหวาดกลัวที่สุดของสำนักถัง แบ่งเป็นสัตตบงกชพันกลีบ สัตตบรรณซ้อนผกา ปทุมมาซ้อนกลีบ และสัตตบงกชเจ็ดกลีบ ดอกนี้เป็นแค่สัตตบงกชเจ็ดกลีบเท่านั้น หาไม่แล้วหากกระบวนท่าอื่นพวกมันคงไม่มีแม้โอกาสจะหลบ! พวกมันเจ็ดคนรีบถอยหนีทันที

    ทว่ายังเหลืออีกหนึ่งคน! คนผู้นั้นไม่ได้ถอยไปตั้งหลักเหมือนผู้อื่น มือขวาของมันพุ่งออกไปหมายจะควักหัวใจของเหลยอู๋เจี๋ย แต่ทั้งที่เหลือเพียงก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งชุ่น* ก็จะปลิดชีพได้ ทว่ามันกลับไม่มีแม้แต่โอกาสจะขยับ เพราะเงาร่างหนึ่งกระโจนมาจากข้างหลังเหลยอู๋เจี๋ยพร้อมแสงสว่างพร่างพรายราวกับถือแสงจันทร์ในมือ แสงจันทร์นั้นบั่นกรงเล็บปีศาจขาดสะบั้นในพริบตา! จากนั้นเงานั่นยังยกเท้าขวาถีบคนชุดดำอย่างรุนแรงจนลอยกระเด็นไปไกล ก่อนทะยานตัวลงบนโลงศพอย่างมั่นคง

    “ถังเหลียน” คนชุดดำที่เป็นหัวหน้าขมวดคิ้วมุ่น “เจ้ายังมีชีวิตรอดอย่างนั้นรึ”

    ถังเหลียนหันมามองเหลยอู๋เจี๋ยและถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”

    เหลยอู๋เจี๋ยปาดเหงื่อเล็กน้อย เวลานี้ทั่วทั้งร่างมันราวกับมีเปลวเพลิงลุกโหม ไอร้อนพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย นัยน์ตาคู่นั้นแดงก่ำ มันสูดลมหายใจ “วรยุทธ์นี้ข้าเพิ่งฝึกได้ไม่นานเลยยังไม่คุ้นเคยนัก ยามนี้ดีขึ้นแล้ว ให้ซัดพวกมันสิบคนแปดคนก็มิใช่ปัญหา”

    “ปากดียิ่งนัก” คนชุดดำผู้เป็นหัวหน้าหัวเราะ “วิชาอัคคีแผดเผาคือเปลวเพลิงในจิตใจที่เผาผลาญตนเอง เป็นวิชาที่มอบพลังเหนือมนุษย์ให้ชั่วคราว เชื้อเพลิงของเจ้าจะเผาผลาญได้นานเท่าไรเชียว”

    “เผาผลาญได้นานเท่าไรข้าไม่รู้ แต่ก็ซัดครึ่งผีครึ่งคนเช่นพวกเจ้าได้แล้วกัน” เหลยอู๋เจี๋ยก้าวออกมาหนึ่งก้าว

    “ปากดีเหลือเกิน” คนชุดดำที่เป็นหัวหน้ายิ้มเยาะ

    ถังเหลียนยื่นมือไปห้ามเหลยอู๋เจี๋ยไว้ทันที เหลยอู๋เจี๋ยหันมามองอย่างงุนงง ถังเหลียนพลันชี้นิ้วขึ้นฟ้าราตรีแล้วเอ่ยว่า “เจ้าดู”

    เหลยอู๋เจี๋ยเงยหน้าขึ้น เห็นดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้า มันถามว่า “มีอันใดหรือ”

    ถังเหลียนเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่ามีสิ่งใดแปลกไปหรือไม่”

    เหลยอู๋เจี๋ยเบิกตากว้างพินิจมองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนเอ่ยอย่างลังเล “มันเหมือนกับแปะกระดาษทับอย่างไรอย่างนั้น…”

    ถังเหลียนถอนหายใจ “วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบสอง ดวงจันทร์บนท้องฟ้าเดิมควรเป็นจันทร์เสี้ยวข้างแรม แล้วเหตุใดถึงปรากฏจันทร์เต็มดวงได้เล่า”

    “ศิษย์พี่หมายความว่า…”

    “นี่คือวิชากูซวี (โดดเดี่ยวว่างเปล่า)! วิชากูซวีคือข่ายอาคมชั่วร้าย ผู้ที่อยู่ในข่ายอาคมกูซวีก็จะเหมือนอยู่ในห้วงฝัน หลังจากนี้เจ้าห้ามเชื่อสิ่งที่มองเห็น แต่จงเชื่อทุกอย่าง!” ถังเหลียนกล่าว

    เหลยอู๋เจี๋ยยิ้มเจื่อน “ศิษย์พี่ใหญ่พูดอันใด ข้าฟังไม่เข้าใจ”

    ถังเหลียนเหลือบมองเบื้องล่างเหลยอู๋เจี๋ยก่อนตวาดลั่น “ระวัง!”

    เหลยอู๋เจี๋ยก้มมองตามไป เห็นมือเปื่อยเน่าซีดขาวนับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากโลงศพกำลังจะจับขาของมัน เหลยอู๋เจี๋ยรีบกระโดดขึ้น ทว่ากลางอากาศกลับมีกรงเล็บปีศาจพุ่งตรงมาหมายจะควักหัวใจของมัน เหลยอู๋เจี๋ยปล่อยหมัดเข้าสกัด ทว่าหมัดนั้นกลับพุ่งผ่านกรงเล็บไปราวกับต่อยใส่ความว่างเปล่า ร่างมันพลันเสียสมดุลและร่วงสู่พื้น เหลยอู๋เจี๋ยรีบผ่อนลมหายใจและกลับลงมาตั้งท่าอย่างโซเซ มันร่ำเรียนวรยุทธ์ตั้งแต่เล็กและเคยพบยอดฝีมือมามากมาย แต่ข่ายอาคมประหลาดน่าหวาดกลัวยากจะแยกแยะเท็จจริงเช่นนี้เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก แผ่นหลังของมันหลั่งเหงื่อเย็นและหันไปหาถังเหลียน “ศิษย์พี่ใหญ่!”

    มันเห็นถังเหลียนมุ่นคิ้วเล็กน้อย ตาทั้งสองข้างปิดลง

    เหลยอู๋เจี๋ยตะโกนลั่น “ศิษย์พี่ใหญ่! ท่านอย่ายอมแพ้เช่นนี้”

    ขณะที่มันแหกปากตะโกน ถังเหลียนพลันวาดมือ เกาทัณฑ์ปีกแดงดอกเล็กพุ่งออกมาจากแขนเสื้อ ตรงไปยังกรงเล็บที่ปรากฏขึ้นข้างหลังเหลยอู๋เจี๋ยและแทงทะลุกรงเล็บนั้นในชั่วพริบตา เหลยอู๋เจี๋ยได้ยินเสียงร้องโหยหวน เมื่อหันไปก็พบว่ากรงเล็บปีศาจนั้นหายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเลือดแดงฉานบนพื้น มันอดพูดด้วยความตื่นตะลึงมิได้ “ศิษย์พี่ใหญ่รู้ได้อย่างไรว่าครั้งนี้เป็นของจริง”

    ถังเหลียนยังคงหลับตา หัวคิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังเพ่งจิตฟังบางอย่างอยู่ “ในข่ายอาคมกูซวี สิ่งที่เจ้ามองเห็นอาจไม่ใช่ความจริง แต่จิตสังหารนับไม่ถ้วนกลับซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความไม่จริงนี้ เจ้าจะต้องละทิ้งดวงตาของเจ้า ใช้หูของเจ้ารับรู้ ฟังสายลมแยกทิศทาง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำว่า ‘สายลม’ ผืนฟ้าพสุธากว้างใหญ่ไพศาล สายลมดำรงอยู่ทุกที่ จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของข่ายอาคมกูซวีคือมันตัดเสียงจากภายนอกทั้งหมด ดังนั้นในข่ายอาคมนี้เจ้าต้องตั้งใจฟัง ยามที่สายลมข้างกายเจ้าถูกแหวกฝ่ามา นั่นคือเสียงอาวุธของศัตรูยามจู่โจม นั่นเป็นเวลาที่มันเผยตำแหน่งของตัวเอง!” ถังเหลียนพูดจบก็กระโดดลอยตัวขึ้นและคว้าเอาคนชุดดำออกมาจากความว่างเปล่ากลางอากาศ มีดลับในมือมันเคลื่อนไหวปาดคออีกฝ่าย ก่อนถีบร่างนั้นลงไปบนพื้น

    เหลยอู๋เจี๋ยร่ายรำหมัดคู่อย่างบ้าคลั่ง วาดเป็นวงพายุหมัดอันสมบูรณ์แบบออกมา สกัดกรงเล็บปีศาจไม่ว่าจะเป็นของจริงหรือภาพมายาที่หมายเข้ามาใกล้ออกไปทั้งหมด จากนั้นมันจึงหลับตาลงและพยายามเพ่งจิต แรกเริ่มได้ยินเพียงเสียงสายลมพัดผ่านอย่างบ้าคลั่ง นั่นคือเสียงหมัดที่มันปล่อยออกไป แต่เมื่อพินิจฟังความแตกต่าง นอกจากเสียงหมัดของตนแล้ว ยังมีเสียงลมที่สงบเยือกเย็นกำลังเคลื่อนไหวอย่างแช่มช้า ทันใดนั้นก็มีบางอย่างแหวกฝ่าสายลมที่สงบนิ่ง เหลยอู๋เจี๋ยหัวใจกระตุกวูบ มันปล่อยหมัดออกไปยังทิศทางนั้น บังเกิดเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น เงาร่างของคนชุดดำปรากฏออกมาพร้อมกระอักเลือดสีแดงฉานแล้วล้มลงกับพื้น

    “พรสวรรค์เลิศล้ำ!” ถังเหลียนกล่าวชม

    เหลยอู๋เจี๋ยลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อย่างไรก็ร่ำเรียนวรยุทธ์มาตั้งแต่เล็ก ฝึกปรือการฟังมาเนิ่นนาน” ขณะมันกำลังลำพองใจ กรงเล็บปีศาจข้างหนึ่งพลันโผล่ขึ้นจากพื้นแล้วคว้าข้อเท้ามันไว้ เหลยอู๋เจี๋ยสะดุ้งตกใจ ทว่าเกาทัณฑ์ปีกแดงดอกเล็กได้ฝ่าอากาศปักเข้าที่กรงเล็บนั้น ทำให้มันสูญเสียกำลังไปทันที

    “เสียดายที่สติปัญญาตื้นเขิน” ถังเหลียนทอดถอนใจ

     

     

    บทที่ 8

    จื่ออีโหว*

     

    “สดับลมจำแนกทิศ ปิดตาสังหารคน” ชายชราผู้เป็นหัวหน้าคนชุดดำซึ่งอยู่นอกข่ายอาคมกูซวีแค่นหัวร่อ “คิดว่าเพียงเท่านี้ก็จะทะลวงข่ายอาคมกูซวีได้หรือ ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว” มันควักเอาขลุ่ยเลาหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ท่วงทำนองเปลี่ยวเหงาเสียดหูดังขึ้น ท่ามกลางยามราตรีที่หนาวเหน็บ เสียงนี้ช่างแปลกแยกผิดสามัญ

    ทั้งสองคนที่อยู่ในข่ายอาคมกูซวีก็ได้ยินบทเพลงนี้เช่นกัน ถังเหลียนอดขมวดคิ้วยิ่งขึ้นไม่ได้

    เหลยอู๋เจี๋ยเพียงรู้สึกว่าสายลมที่เคยพัดเอื่อยอย่างสงบเงียบพลันรุนแรงขึ้น ทว่าไม่เหมือนมีคนกำลังแหวกฝ่าเข้ามา ขณะที่มันลังเลการโจมตีหลายทางก็ประดังเข้ามาที่มัน แม้ว่ามันจะรู้ตัวและต้านรับไว้ทุกทาง ทว่าก็ยังคงบาดเจ็บ

    “เพ่งจิต!” ถังเหลียนตวาดเสียงกร้าว น้ำเสียงก้องกังวานไร้เปรียบปาน ดุจพลังเสียงคำรามของราชสีห์

    เสียงขลุ่ยนั้นเคล้าคลอไปกับเสียงคำราม เหลยอู๋เจี๋ยสูดลมหายใจ ปล่อยหมัดใส่กรงเล็บปีศาจที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน

    ถังเหลียนเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “แม้ว่านี่เป็นข่ายอาคมกูซวีจริง แต่เมื่อเทียบกับข่ายอาคมกูซวีที่อาจารย์สามเคยเล่าให้ฟัง นับว่ายังไกลห่างนัก ยามนั้นพรรคมารรุกรานดินแดนบูรพา ข่ายอาคมกูซวีที่วางไว้ตีนเขาฉีเหลียนครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยหลี่ ปีศาจร้ายที่ปรากฏตัวในนั้นมีนับร้อยราวกับนรกบนดิน ยามนั้นอาจารย์สามอายุมากกว่าข้าตอนนี้เพียงสามปีก็ทะลวงข่ายอาคมนั้นได้ ข่ายอาคมกูซวีเล็กๆ นี้ หากข้าพ่ายแพ้ก็นับว่าผิดต่อการสั่งสอนหลายปีของเมืองเสวี่ยเยวี่ย”

    “ศิษย์พี่ใหญ่มีหนทางทะลวงค่ายกลหรือ” เหลยอู๋เจี๋ยเอ่ยเสียงยินดี

    ถังเหลียนใช้ปลายเท้าเตะพื้นทะยานไปยังเบื้องหลังของเหลยอู๋เจี๋ย ทั้งสองหันหลังชนกัน เฝ้าระวังจุดอ่อนข้างหลังให้กัน ในข่ายอาคมนี้พวกมันคล้ายดั่งคนตาบอด การโจมตีจริงเท็จประเดประดังมาจากทั่วทุกทิศ ทว่าเมื่อทำเช่นนี้กลับลดทอนการลอบโจมตีไปได้จำนวนมาก

    “ศิษย์พี่ใหญ่ช่างเก่งกาจ!”

    “แค่ความรู้ทั่วไป!” ถังเหลียนตำหนิ “หนทางทะลวงข่ายอาคมกูซวีอยู่ที่คนวางข่ายอาคม ยามนี้ข้าต้องหาคนผู้นั้นให้พบ เมื่อพบแล้วต้องโจมตีมันจนล่าถอยไป แล้วข่ายอาคมจะทลายไปเอง”

    “แต่ว่ายามนี้พวกเราอยู่ในข่ายอาคม จะหามันพบได้อย่างไร” เหลยอู๋เจี๋ยเอ่ยถาม

    ถังเหลียนแย้มยิ้ม “เสียงขลุ่ย มันไม่ควรเป่าขลุ่ย ผู้ที่วางข่ายอาคมควรอำพรางตัวให้ดี แต่ว่ามันใจร้อนเกินไป เจ้ามาช่วยข้าหยั่งเชิงข่ายอาคมหน่อย!”

    “ขอรับ!” เหลยอู๋เจี๋ยรับคำเสียงดัง สองหมัดกวัดแกว่งต่อยกรงเล็บปีศาจที่คิดเข้ามาใกล้ออกไปจนหมด แต่ขณะเดียวกันเสียงลมหายใจของมันก็หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ มันเข้าใจว่าแรงกายของตนในยามนี้อย่างมากที่สุดคงสู้ทนได้หนึ่งร้อยกระบวนท่า หากว่าหลังจากร้อยกระบวนท่าแล้วถังเหลียนยังทะลวงข่ายอาคมไม่ได้ เกรงว่ามันคงจะสิ้นแรงตาย

    เวลานี้ถังเหลียนปิดตาลง ฝีมือในการสดับลมจำแนกทิศของมันอย่างมากที่สุดก็เกือบเทียบเคียงยอดฝีมืออาวุธลับอย่างท่านผู้เฒ่าถังและผู้อาวุโสสามของสำนักถังได้ เพียงชั่วลมหายใจมันก็ค้นพบร่องรอยของเสียงขลุ่ย จิตใจมันลอยละล่องทวนลมไปตามเสียงขลุ่ย กระทั่งหาคนชุดดำที่เป่าขลุ่ยพบ ยามนี้คนผู้นั้นนั่งอยู่ไม่ไกลบนต้นไม้เหี่ยวแห้งต้นหนึ่ง

    “ตรงนั้นแหละ!” ถังเหลียนตาเบิกกว้าง บัวพุทธพิโรธในมือฝ่าอากาศออกไป ข่ายอาคมกูซวีราวกับถูกฉีกขาดตามมันไปด้วย ภาพสถานการณ์ที่แท้จริงโดยรอบค่อยๆ ปรากฏชัดแจ้ง

    ชายชราชุดดำที่อยู่บนต้นไม้เหี่ยวเฉาหยุดเป่าขลุ่ยในมือทันที มันเห็นสัตตบงกชเจ็ดกลีบอันเย้ายวนและชั่วร้ายพุ่งตรงเข้าใส่จึงรีบกระโดดขึ้น ทว่ากลีบดอกเหล่านั้นจู่โจมเข้ามาด้วยทิศทางที่ต่างกัน หนึ่งกลีบในนั้นทะลวงหน้าอกของมัน เลือดสีแดงฉานทะลักออกมาทันที ร่างมันร่วงลงพื้นอย่างแรง

    “ทะลวงสำเร็จแล้ว” เหลยอู๋เจี๋ยเอ่ยอย่างยินดี

    “ใช่ ทะลวงสำเร็จแล้ว” เสียงที่ตอบกลับเป็นเสียงแปลกหูเสียงหนึ่ง

    เหลยอู๋เจี๋ยตกตะลึง ถังเหลียนก็ตกใจจนเหงื่อผุดพรายท่วมร่าง ระหว่างแผ่นหลังของถังเหลียนกับเหลยอู๋เจี๋ยไม่รู้ว่ามีคนสวมอาภรณ์ยาวสีม่วงมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไร ในมือของมันถือพัดด้ามหนึ่ง มุมปากอมยิ้มน้อยๆ

    “เจ้า!” ถังเหลียนหมุนกายอย่างรวดเร็ว คนชุดม่วงพลันพลิกพัดในมือฟาดใส่ถังเหลียนจนลอยกระเด็นไปไกล ถังเหลียนล้มกระแทกพื้นอย่างแรงก่อนกระอักเลือดออกมา

    คนชุดม่วงหมุนกายไปถามคนชุดดำที่เหลือ “ไป๋ฟ่าอยู่ที่ใด ตามนัดหมายยามนี้มันต้องทำภารกิจลุล่วงแล้ว มันไม่อยู่แล้วพวกเจ้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของถังเหลียนได้อย่างไร”

    “เจ้าคนต่ำช้า” เหลยอู๋เจี๋ยกัดฟันด่า

    คนชุดม่วงหันมามองมัน “เจ้าเป็นผู้ใดกัน ไยว่าข้าต่ำช้า”

    “เจ้าลอบโจมตีทีเผลอ จะไม่เรียกว่าต่ำช้าได้อย่างไร!” เหลยอู๋เจี๋ยตวาดกร้าว

    คนชุดม่วงหัวร่อแผ่วเบา “หรือข้าควรตะโกนว่าถังเหลียน ข้ามาฆ่าเจ้าแล้ว จากนั้นโค้งคำนับให้แล้วค่อยชักกระบี่ต่อสู้”

    เหลยอู๋เจี๋ยโกรธจนเลือดขึ้นหน้า “พวกเจ้าเดิมทีก็อาศัยคนมากรังแกคนน้อย อีกทั้งศิษย์พี่ใหญ่ของข้าเพิ่งทะลวงข่ายอาคมกูซวีได้ จิตใจยังไม่นิ่ง เจ้ากลับลอบทำร้ายผู้อื่น เช่นนี้จะไม่ต่ำช้าได้อย่างไร”

    “เกรงว่าเจ้าคงเข้าใจผิดแล้ว พวกเราไม่ได้มาประลองยุทธ์ พวกเรามาฆ่าคน” สายตาของคนชุดม่วงพลันเย็นเฉียบ มันโบกพัดในมือโจมตีใส่เหลยอู๋เจี๋ย

    เหลยอู๋เจี๋ยออกหมัดรับไว้ได้ทัน ทว่าทั้งที่คนชุดม่วงเพียงโบกพัดเบาๆ แต่แรงกำลังของพัดกลับหนักราวพันจิน หมัดของมันเน้นความรุนแรงเป็นหลัก แต่กลับถูกพัดเล่มนั้นโจมตีถอยกรูดไปข้างหลัง

    “วิชาอัคคีแผดเผา เผาผลาญจิตใจเพื่อพลังกล้าแกร่งชั่วคราว ข้ายังนึกว่าหลังจากเหลยฮงแล้ว สำนักเหลยคงไม่มีใครเป็นวรยุทธ์นี้อีก เจ้ายอดเยี่ยมยิ่งนัก” คนชุดม่วงเอ่ยพลางกวัดแกว่งพัดในมือต่อเนื่องไล่ต้อนเหลยอู๋เจี๋ยจนถอยกรูดไปไม่หยุดยั้ง “น่าเสียดาย หลังจากผ่านข่ายอาคมกูซวีมา กำลังเจ้าคงถึงขีดจำกัดแล้ว”

    คนชุดม่วงหยุดการเคลื่อนไหวและแหงนหน้าทอดถอนใจ ก่อนโบกพัดใส่เหลยอู๋เจี๋ยหนึ่งวูบ เหลยอู๋เจี๋ยรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ถาโถมใส่เข้ามาเสมือนขุนเขาล้มครืนใส่มหานที มันถูกซัดกระเด็นไปไกลก่อนล้มลงบนพื้นอย่างรุนแรง นัยน์ตาที่เดิมทีกลายเป็นสีแดงเพลิงพลันมืดมัวเจือจางไป

    “ยามนั้นเหลยฮงสำแดงวิชาอัคคีแผดเผาขั้นเจ็ด ถึงยังพอดันทุรังต้านทานเมฆาม่วงจากบูรพาของข้าได้ ไหนเลยแค่เจ้า” คนชุดม่วงส่ายศีรษะพลางถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนหมุนกายหมายจะจากไป

    “เจ้า…เจ้าไม่ฆ่าข้าหรือ” เหลยอู๋เจี๋ยเค้นเสียงเอ่ยและเตรียมใจเดิมพันชีวิต

    คนชุดม่วงชะงักฝีเท้า “แม้ว่าข้าจะใจดีปล่อยเจ้าไป แต่อย่างไรเพื่อโลงข้างหลังเจ้า พวกมันเหล่านี้คงไม่เก็บเจ้าไว้ แต่หากเจ้ารอดชีวิตไปได้ คงมีสักวันที่ข้าจะคืนการต่อสู้อันยุติธรรมให้”

    เหลยอู๋เจี๋ยกำหมัดแน่นแล้วโคจรกำลังภายใน “อาจารย์ไล่ข้าออกจากสำนัก คราแรกข้าไม่เข้าใจ จนกระทั่งเมื่อวานได้เห็นดาบเล่มหนึ่ง วันนี้ได้เห็นพัดของเจ้าจึงค่อยทราบถึง ‘ฟ้าดินไพศาล’ ที่อาจารย์เคยกล่าวไว้” นัยน์ตามันกลายเป็นสีแดงเพลิงอีกครั้ง อาภรณ์สีแดงตลอดทั้งร่างปลิวไสวแม้ไร้ลม “ทว่าแค่เห็นฟ้าดินไพศาลยังไม่พอ ข้ายังอยากเป็นฟ้าดินเสียเอง!”

    “ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจ” คนชุดม่วงแย้มยิ้ม ก่อนปรายตามองกลุ่มคนชุดดำ “พวกเจ้าต้องระวังให้ดี”

    “นายท่าน พวกมันสองคนมิใช่ธรรมดา จัดการแต่เนิ่นๆ จะดีกว่าเพื่อไม่ให้เป็นภัยทีหลัง” คนชุดดำผู้หนึ่งก้มหน้ากล่าวเตือน

    “ฆ่าคนเจ็บหนักสองคน พวกเจ้าก็ทำไม่ได้หรือ ข้ารับใช้ที่ไป๋ฟ่าอบรมสั่งสอนช่างไม่ต่างจากเศษสวะจริงๆ เอาโลงศพมา ข้าจะไปหาไป๋ฟ่า” คนชุดม่วงไม่ได้พูดอันใดต่อ มันเพียงใช้ปลายเท้าสะกิดพื้นเล็กน้อย จากนั้นเงาร่างก็วูบหายไป

    “ช่างเป็นคนที่น่าสนใจยิ่งนัก” ในที่สุดถังเหลียนก็ฝืนลุกขึ้นมา “หากยามนี้มันยังอยู่ พวกข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะได้”

    “เจ้ายังคิดว่าจะชนะพวกข้าได้ในสภาพนี้อย่างนั้นรึ” คนชุดดำผู้หนึ่งแค่นหัวร่อ

    ถังเหลียนเดินไปหาเหลยอู๋เจี๋ยแล้วตบบ่ามัน “ฆ่าเศษเดนอย่างพวกเจ้ายากตรงที่ใดกัน” แม้ว่าถังเหลียนจะแสร้งทำเป็นสุขุมเยือกเย็น แต่เหลยอู๋เจี๋ยทราบดี แทนที่จะกล่าวว่าถังเหลียนตบบ่าของมัน มิสู้กล่าวว่าดันทุรังเกาะบ่ามันเพื่อไม่ให้ตนเองล้มลง

    “ศิษย์พี่ใหญ่…” เหลยอู๋เจี๋ยคิดจะหันไปประคอง

    ถังเหลียนพลันห้ามมันไว้ “หรุ่ยเพิ่งได้รับสัญญาณ กำลังหนุนมาถึงนอกเมืองแล้ว นางกำลังไปรับ ยามนี้พวกเราต้องถ่วงเวลาเอาไว้จนกว่าพวกนั้นจะมา”

    “ได้” เหลยอู๋เจี๋ยพยักหน้า ก่อนร้องคำรามเสียงดัง “พวกเจ้าดาหน้าเข้ามาเถิด!”

    “ให้ดาหน้าเข้าไป?” คนชุดดำยื่นมือขาวซีดของมันออกมา “เจ้าคิดว่าขู่ขวัญเช่นนี้ก็จะทำให้พวกข้าหวาดหวั่นจนถอยไปได้หรือ แต่ในเมื่อเจ้าบอกให้เข้าไปพร้อมกัน เช่นนั้นพวกข้าก็จะช่วยให้สมปรารถนา!”

    ชั่วพริบตานั้นคนชุดดำสิบกว่าคนก็เข้ามารุมโจมตีทั้งคู่ ไม่สิ ทิศทางที่พวกมันโจมตีคือถังเหลียน!

    ถังเหลียนกัดฟันกล่าว “พวกมันมองอาการบาดเจ็บของข้าออก”

    “ไม่มีใครรู้จักพลังของจื่ออีโหวมากไปกว่าพวกข้า โดนพัดนั้นเข้าไปเจ้าจะต้องบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่!” คนชุดดำกล่าว

    เหลยอู๋เจี๋ยก้าวขึ้นมาขวางเบื้องหน้าถังเหลียนเอาไว้ เพียงแต่ยามนี้มันอาศัยพลังปราณสุดท้ายยืนหยัดสู้ทนไว้เท่านั้น ตัวมันอาจล้มลงได้ทุกเมื่อ พลังฝ่ามือสิบกว่าสายจู่โจมเข้าใส่ร่างเหลยอู๋เจี๋ยพร้อมกัน มันคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาแดงก่ำคู่นั้นลุกโหมดุจเปลวเพลิง

    “ถอย!” คนชุดดำผู้หนึ่งร้องขึ้น

    ทว่าไม่ทันการณ์แล้ว เพียงชั่วพริบตาคนชุดดำสิบกว่าคนก็ถูกเหลยอู๋เจี๋ยซัดกระเด็น ร่างลอยตกกระแทกพื้นอย่างแรง เหลยอู๋เจี๋ยพลันเข่าอ่อน มันคุกเข่าลงกับพื้นแล้วส่ายศีรษะ “รู้อย่างนี้ตอนที่ร่ำเรียนวรยุทธ์กับอาจารย์ น่าจะแอบอู้ให้น้อยหน่อย”

    “ยังไม่ถึงเวลาผ่อนคลาย” ถังเหลียนทอดถอนใจ มันเห็นคนชุดดำเหล่านั้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แม้พวกนั้นจะบาดเจ็บ แต่อาการบาดหาได้รุนแรงไม่

    เหลยอู๋เจี๋ยฝืนยิ้ม “ยามนี้ข้าไม่มีแรงสักนิดเดียว”

    ถังเหลียนถอนหายใจ “พลังของคนชุดม่วงผู้นั้นรุนแรงยิ่ง กระทั่งตอนนี้ข้าก็ยังไม่อาจโคจรพลังปราณ”

    คนชุดดำผู้หนึ่งแค่นยิ้ม “เห็นทีชีวิตของพวกเจ้าทั้งสองคงต้องทิ้งไว้ที่นี่แล้วกระมัง”

    “ทิ้งไว้ที่นี่หรือไม่ เจ้ามิใช่ผู้ตัดสิน” เสียงเอื่อยๆ เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา เหลยอู๋เจี๋ยรีบหันกลับไปมองด้วยความปีติยินดีและเรียกชื่อมัน “เซียวเซ่อ!”

    เงาร่างในเสื้อคลุมขนจิ้งจอกยืนอยู่บนโลงศพทองคำอย่างมั่นคงและหาวหวอดอย่างผ่อนคลาย นี่ไม่ใช่เซียวเซ่อแล้วจะเป็นผู้ใด

     

     

    บทที่ 9

    ภิกษุอู๋ซิน

     

    ถังเหลียนถามเสียงเบา “เมื่อครู่นี้ในหอเหม่ยเหริน เซียวเซ่อกล่าวว่ามันไม่เป็นวรยุทธ์ มาแล้วจะมีประโยชน์อันใด”

    เหลยอู๋เจี๋ยประหลาดใจ “เป็นไปไม่ได้ ข้าเคยเห็นเซียวเซ่อใช้วรยุทธ์โคจรพลังปราณปิดประตูหน้าต่างแปดบานด้วยมือเปล่า”

    ขณะที่ทั้งสองถกเถียงกัน เหล่าคนชุดดำต่างพินิจมองเซียวเซ่อที่ปรากฏกายขึ้นกะทันหัน พวกมันไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม เซียวเซ่อยืนอยู่บนโลงศพครู่หนึ่งแล้วพลันกระโดดไปข้างหลัง ก่อนเตะฝาโลงศพกระเด็นออกไป

    “หยุดนะ!” ถังเหลียนตวาดเสียงกร้าว

    ทว่าไม่ทันเสียแล้ว ฝาโลงศพหล่นลงพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว มือซีดขาวข้างหนึ่งยื่นออกมาจากในโลงศพ

    “ศพ…ปลอม?” เหลยอู๋เจี๋ยอึ้งงันไป

    มือซีดขาวข้างนั้นจับขอบโลง ก่อนยันกายลุกขึ้นยืนแช่มช้า

    “ปะ…เป็นภิกษุ? ทั้งยังเป็นภิกษุที่มีชีวิต?” เหลยอู๋เจี๋ยเพ่งสายตามอง คนในโลงเป็นภิกษุผู้หนึ่งอายุใกล้เคียงตนเอง อีกฝ่ายสวมจีวรสีขาวตลอดทั้งร่าง แม้อยู่ในยามค่ำคืนก็ยังมองเห็นได้ชัดตาว่าดวงหน้าขาวผุดผาดหมดจดผิดสามัญ ทว่ามันหลับตาสนิทอยู่

    “พาไปก่อนค่อยว่ากัน!” คนชุดดำผู้หนึ่งตวาดขึ้นแล้วกระโดดพุ่งเข้าไป คนอื่นๆ ก็ตามไปติดๆ

    ภิกษุผู้นั้นคล้ายได้ยินเสียงจึงลืมตาขึ้นและมองไปยังคนชุดดำกลุ่มนั้น

    เพียงชั่วพริบตาการโจมตีของบรรดาคนชุดดำพลันหยุดชะงัก พวกมันสบตาของภิกษุผู้นั้นอย่างเลื่อนลอย ก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นตะลึงลานหาใดเปรียบ ราวกับมองเห็นวัตถุอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงจากในนั้น ต่อมาภาพเหตุการณ์อันน่าประหลาดก็ปรากฏขึ้น คนชุดดำแต่ละคนต่างเงื้อกรงเล็บอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นแล้วแทงทะลุหัวใจตนเองอย่างไม่ลังเลสักน้อยนิด

    “นี่…” ถังเหลียนกับเหลยอู๋เจี๋ยต่างตกตะลึงพรึงเพริดกับการฆ่าตัวตายของเหล่าคนชุดดำเช่นกัน มันอดหันมองภิกษุผู้นั้นมิได้ ทว่าเงาร่างใหญ่โตได้เข้ามาขวางเบื้องหน้าภิกษุหนุ่มเอาไว้

    เป็นหมิงโหว! มันแบกดาบจินจวี้ไว้บนบ่า ก้มหน้ามองภิกษุจีวรขาว ภิกษุจีวรขาวก็เงยหน้ามองมัน ทั้งสองเพียงสบสายตากัน ทว่าการสบสายตาครั้งนี้กลับเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก!

    หมิงโหวที่สีหน้าเรียบเฉยเสมอมาก็พลันใบหน้าบูดเบี้ยว นัยน์ตาบังเกิดความหวาดหวั่นเกินทานทน

    “หมิงโหว!” เยวี่ยจีทะยานร่างมายังข้างกายหมิงโหว แล้วยื่นมือไปหมายจะบังสายตาของภิกษุไว้

    หมิงโหวปัดมือนาง สีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงของมันค่อยๆ เลือนหายไป

    “บรรพชิตเฒ่าไม่ยอมบอกโยม แต่ครั้งนี้อาตมาบอกโยมให้แล้ว บรรพชิตเฒ่ารู้ว่าหากโยมทราบความจริงก็จะพบมารในจิตใจ” ภิกษุจีวรขาวเอ่ยเสียงเรียบ คล้ายรู้จักกับหมิงโหว

    “ความลำบากใจของวั่งโยวต้าซือ* ข้าน้อยทราบดี แต่ทราบก็เป็นมารในใจ มิทราบก็เป็นมารในใจอยู่ดี” เสียงของหมิงโหวทุ้มต่ำแหบพร่า

    “หนึ่งจิตเป็นพระ หนึ่งจิตเป็นมาร นี่เป็นด่านเคราะห์ของโยม โยมจงถนอมตัวด้วย” ภิกษุจีวรขาวทอดถอนใจ

    “เพื่อเป็นการตอบแทน พวกข้าพาท่านไปจากที่นี่ได้” เยวี่ยจีเอ่ยขึ้น

    “นี่เป็นด่านเคราะห์ของอาตมา พวกโยมกลับไปเถิด” ภิกษุจีวรขาวพลันเงยหน้าขึ้น นัยน์ตามีแสงพร่างพราววูบไหว

    “ไป!” หมิงโหวดึงเยวี่ยจีแล้วหมุนกายจากไป

    ถังเหลียนกับเหลยอู๋เจี๋ยที่มองดูพวกมันมาโดยตลอดพลันสบสายตากับภิกษุจีวรขาวในที่สุด เพียงการประสานสายตาเพียงชั่วครู่ ถังเหลียนกลับรู้สึกว่าดวงหน้าของภิกษุผู้นี้พลันเลือนราง ภาพทุกอย่างเบื้องหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป…

    “หลับตา! อย่าสบตามัน!” ยามนี้เสียงอันทรงพลังดังขึ้น เสียงนั้นแฝงไปด้วยพลังอันแปลกพิกล ถังเหลียนราวกับบังเกิดแสงทรงกลดในจิตใจ สมองของมันพลันกระจ่างแจ้ง ภาพมายาเหล่านั้นพลันหายวับไป

    ภิกษุจีวรขาวยังคงเพ่งสายตาไปที่ถังเหลียน ใบหน้าแต้มไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ยามนี้พลันมีเงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านข้างกายถังเหลียนตรงไปยังเบื้องหน้าภิกษุจีวรขาว ปลายนิ้วของร่างเงานั้นกดเบาๆ บนร่างกายภิกษุจีวรขาวอย่างรวดเร็วทั้งหมดสิบแปดครั้ง ภิกษุจีวรขาวจึงค่อยๆ หลับตา ทว่ามิได้อ่อนแรงล้มลง

    บัดนี้เทียนหนี่ว์หรุ่ยเร่งมาถึงแล้ว นางประคองถังเหลียนกับเหลยอู๋เจี๋ยขึ้น “กำลังหนุนของเจ้ามาถึงเสียที มีแค่ภิกษุรูปเดียวหรือ”

    ทั้งสองเงยหน้ามองอย่างตะลึงลาน คนผู้นั้นหมุนกายกลับมา มันเป็นภิกษุคิ้วหนาตาโต สวมจีวรสีเทา คล้องประคำเส้นใหญ่เอาไว้บนคอ ต่างจากภิกษุจีวรขาวที่ดูงดงามสะคราญตาเมื่อครู่นี้อย่างยิ่ง ตลอดทั้งร่างมันแผ่ซ่านกลิ่นอายเหี้ยมเกรียม

    “อาตมานามว่าอู๋ฉาน” ภิกษุผู้นั้นพนมมือพยักหน้าให้ถังเหลียน

    ถังเหลียนก็พยักหน้าให้ภิกษุผู้นั้นเช่นกัน ทว่าสายตายังคงจดจ้องภิกษุจีวรขาวผู้นั้นไม่ลดละ

    อู๋ฉานทอดถอนใจแผ่วเบาแล้วใช้ปลายนิ้วแตะหน้าอกของภิกษุจีวรขาว ร่างนั้นจึงค่อยอ่อนแรงล้มลง อู๋ฉานประคองมันเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “ปิดบังโยมมาตลอดทาง บัดนี้ถึงคราวแถลงไขอย่างจริงใจ มันผู้นี้คือศิษย์น้องของข้า…อู๋ซิน”

     

    “สามวัดใหญ่ในใต้หล้าได้แก่ เส้าหลินแห่งซงซาน ไป๋หม่าแห่งลั่วหยาง และอวิ๋นหลินแห่งหนานไห่ ต้าซือคือเกาเซิง** จากวัดใด และให้ข้าคุ้มกันส่งตัวศิษย์น้องเป็นระยะทางพันหลี่มาที่แห่งนี้ด้วยเหตุอันใด”

    ยามนี้คนทั้งหลายต่างกลับเข้าไปในหอเหม่ยเหริน ถังเหลียนกินยาเผิงไหลตานของเซียวเซ่อและฝืนกดข่มอาการบาดเจ็บไว้ และเมื่ออยู่กันพร้อมหน้ามันก็อดถามความสงสัยในใจออกมามิได้

    อู๋ฉานได้ยินคำถามก็ส่ายศีรษะเล็กน้อยและมองอู๋ซินที่นอนอยู่ข้างกาย “พวกอาตมามิใช่ศิษย์ของสามวัดใหญ่ หากเป็นศิษย์ของภิกษุวั่งโยวแห่งวัดหานซาน”

    “ว่าอย่างไรนะ!” ถังเหลียนตกตะลึงจนเลือดลมตีขึ้น มันรีบกุมหน้าอกไว้ ร่างแทบจะล้มทรุดลงไปบนพื้น

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปประคองมัน “เจ้าเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ของเมืองเสวี่ยเยวี่ย ไฉนได้ยินแค่สมญานามก็ตกใจถึงเพียงนี้”

    “วั่งโยวแห่งวัดหานซาน นั่นคือ…” ถังเหลียนขมวดคิ้วมุ่น

    “ปรมาจารย์แห่งวิถีฌานในอดีต” เซียวเซ่อยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบหนึ่งคำ “ภิกษุสายมาร…ในปัจจุบัน”

    “ภิกษุสายมาร?” เหลยอู๋เจี๋ยเอ่ยด้วยความสงสัย “ในเมื่อเป็นปรมาจารย์แห่งวิถีฌาน แล้วจะเป็นภิกษุสายมารได้อย่างไร”

    “แม้ว่าสามวัดในใต้หล้าอย่างเส้าหลิน ไป๋หม่า และอวิ๋นหลินจะเลื่องลือระบือนาม แต่หากกล่าวถึงปรมาจารย์วิถีฌานอันดับหนึ่งในใต้หล้า กลับเป็นวั่งโยวต้าซือแห่งวัดหานซาน เคยได้ยินว่าวั่งโยวต้าซือบำเพ็ญอภิญญาทั้งหกของลัทธิพุทธเพียงลำพัง ได้แก่ เทียนเหยี่ยนทง (ทิพพจักขุ) เทียนเอ่อร์ทง (ทิพพโสต) ทาซินทง (เจโตปริยญาณ) ซู่มิ่งทง (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) เสินจู๋ทง (อิทธิวิธี) และโล่วจิ้นทง (อาสวักขยญาณ)** โดยเฉพาะทาซินทงนั้นเหนือล้ำที่สุด ศาสนิกชนที่มาวัดหานซานเพื่อกราบไหว้ เพียงได้สบตาวั่งโยวต้าซือโดยไม่ต้องเอ่ยคำก็ร้องไห้ฟูมฟาย ตีอกชกหัว สุดท้ายส่วนใหญ่ก็ร้องไห้จนเป็นลม เมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้แจ้งทุกสิ่ง ลืมเลือนเรื่องราวทางโลกิยะ”

    “เก่งกาจถึงเพียงนั้น? ไม่ต้องพูดอันใดเลยหรือ” เหลยอู๋เจี๋ยรำพึงรำพัน

    “กล่าวกันว่าทาซินทงนั้นเมื่อบำเพ็ญจนบรรลุถึงขั้นสูงสุดจะอ่านใจและเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้คนได้ ใช้มรรคาธรรมคาดเดาจิตใจคนโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจา”

    อู๋ฉานพยักหน้า ทว่าสายตาพลันเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น “คุณชายท่านนี้กล่าวได้ถูกต้อง แต่อาตมาได้รับจดหมายว่าผู้คุ้มกันส่งศิษย์น้องมีเพียงถังเหลียน ศิษย์พี่ใหญ่ของเมืองเสวี่ยเยวี่ย ท่านทั้งสองคนเป็นใคร ในจดหมายมิได้เอ่ยถึง โปรดแถลงไขได้หรือไม่”

    “ข้ารึ ข้าก็แค่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงโรงเตี๊ยมข้าจะเล็กแคบ ทว่าชาวยุทธ์ที่เดินทางผ่านมากลับมีจำนวนมาก เรื่องนี้เกรงว่าคงร่ำลือในยุทธภพตั้งนานแล้ว ส่วนคุณชายเหลยผู้นี้ติดค้างเงินข้าหนึ่งก้อนและมันตั้งใจจะเดินทางไปเมืองเสวี่ยเยวี่ยพอดี ข้ากลัวว่ามันจะเบี้ยวหนี้จึงได้ตามมาด้วย ระหว่างทางบังเอิญได้พบกับถังเหลียน เดิมคิดว่าจะลดปัญหาการเดินทางลงไปได้มาก แต่ที่ใดได้เกือบต้องทิ้งชีวิตไปเสียแล้ว” เซียวเซ่อทอดถอนใจแผ่วเบา

    “เซียวเซ่อ เจ้ายังกล่าวไม่จบ ในเมื่อเป็นต้าซือวิถีพุทธที่เก่งกาจปานนั้น แล้วเหตุใดจึงกลายเป็นภิกษุสายมารได้เล่า” เหลยอู๋เจี๋ยสอดปาก

    เซียวเซ่อเหลือบมองอู๋ฉานเล็กน้อย “ข้าพูดได้หรือไม่”

    อู๋ฉานพนมมือ “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่พวกเรากำลังเผชิญ คุณชายกล่าวได้ตามสบาย อย่างไรเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของพระอาจารย์ อาตมาเป็นศิษย์มิเหมาะจะพูดเอง”

    “ดี” เซียวเซ่อพยักหน้า “วั่งโยวแตกฉานอภิญญาทั้งหกของลัทธิพุทธ มรรคาธรรมสูงล้ำ ด้วยเหตุนี้แม้ว่าวัดหานซานจะเป็นเพียงวัดเล็กๆ แต่ศาสนิกชนกลับหลั่งไหลมามิขาดสาย แต่แล้วเมื่อสองเดือนก่อนอยู่ๆ วั่งโยวก็เสียสติระหว่างรับไหว้ศาสนิกชน”

    “เสียสติอย่างนั้นรึ” เหลยอู๋เจี๋ยเบิกตากว้าง

    “จู่ๆ วั่งโยวก็กระโดดขึ้นไปชักกระบี่ไม้ยาวเจ็ดฉื่อบนรูปสลักฉือกั๋วเทียนหวัง* แล้วบั่นคอของศาสนิกชนที่อยู่เบื้องหน้า”

    “ว่าอย่างไรนะ” เหลยอู๋เจี๋ยสูดหายใจ

    “ศาสนิกชนที่อยู่นอกวิหารเห็นเหตุการณ์นี้ก็ตกใจและพากันวิ่งหนี แต่วั่งโยวไล่ตามไป เดิมมันเป็นต้าซือสอนวรยุทธ์ เมื่อไล่ตามออกมานอกวิหารก็กวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือ ยามนั้นศาสนิกชนนับสิบคนในวัดไม่มีใครรอดออกไปได้สักคน กว่าอู่เซิงผู้พิทักษ์วัดจะเข้ามาห้ามก็สายไปเสียแล้ว และถึงกระนั้นมันก็ไม่อาจเอาชนะวั่งโยวได้ สุดท้ายศิษย์สายตรงของวั่งโยวได้เร่งมาถึง วั่งโยวเห็นลูกศิษย์มาก็ปล่อยกระบี่ในมือแล้วบ่นพึมพำว่า ‘หนึ่งจิตเป็นพระ หนึ่งจิตเป็นมาร’ จากนั้นก็เข้าฌานละสังขาร เมื่อศพร่วงลงสู่พื้นก็กลายเป็นเถ้าธุลี ปลิวหายมลายสิ้นในพริบตา” เซียวเซ่อทอดสายตามองอู๋ซินที่นอนสลบอยู่ “ในยุทธภพลือกันเช่นนี้ ศพร่วงลงสู่พื้นกลายเป็นเถ้าธุลี ฟังดูแล้วเหมือนเรื่องเล่าในนิทานเทพมาร แท้จริงแล้วเหตุการณ์เป็นเช่นไรคงมีแต่ต้าซือทั้งสองที่ทราบ”

    อู๋ฉานทอดถอนใจแผ่วเบา “ข่าวลือหาได้บิดเบือนไม่ หลังจากพระอาจารย์เข้าฌานละสังขารก็กลายเป็นเถ้าธุลีตกสู่พื้น ภิกษุในวัดล้วนเห็นกับตา ผู้คนต่างพูดกันว่าพลังบำเพ็ญด้าน ‘ทาซินทง’ ของพระอาจารย์รู้แจ้งเห็นสรรพสิ่งจึงถูกมารแว้งกัด ต่อมาพวกเราเพิ่งทราบภายหลังว่าพระอาจารย์ยามนั้นหาได้ใช้ ‘ทาซินทง’ แต่เป็น ‘ชนวนจิตมาร’ ”

    “ชนวนจิตมาร? นี่มันวรยุทธ์อันใด ข้าไม่เคยได้ยิน” ถังเหลียนมุ่นคิ้วกล่าว

    อู๋ฉานกล่าวต่อ “วรยุทธ์ชนวนจิตมารมิใช่การรู้แจ้งจิตใจมนุษย์ แต่เป็นจิตมารที่ทำให้โยมจำเรื่องราวที่ลืมเลือนไปแล้วได้ แต่วรยุทธ์นี้เป็นวิชาลับต้องห้ามของลัทธิพุทธ มันถูกผนึกไว้ในวิหารหลัวช่าของวัดหานซาน”

    “ประเดี๋ยวพระ ประเดี๋ยวมาร ฟังจนมึนไปหมดแล้ว สรุปว่าวั่งโยวต้าซือบำเพ็ญเพียรจนธาตุไฟเข้าแทรกหรือ” เหลยอู๋เจี๋ยคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ

    “ล้วนเป็นเพราะความคิดหมกมุ่น” เซียวเซ่อเอ่ยเสียงเนิบ

    “เซียวเซ่อ! ห้ามพูดจาส่งเดช!” ถังเหลียนได้ยินดังนั้นก็รีบตวาดลั่น

    อู๋ฉานส่ายหน้ากล่าว “ไม่เป็นไร เจ้าอาวาสต้าเจวี๋ยแห่งวัดจิ่วหลงก็กล่าวเช่นนี้ กล่าวว่าแม้อาจารย์จะอ่านใจผู้คนจนเคยชิน แต่ครานี้มีความคิดหมกมุ่นลึกล้ำเกินไป จึงตกสู่จิตมารของตน”

    “ในเมื่อท่านเป็นลูกศิษย์ของวั่งโยว แล้วไยจึงไปยังวัดจิ่วหลง” เหลยอู๋เจี๋ยถาม

    “ศิษย์น้องอู๋ซินร่ำเรียนอภิญญาทั้งหกแห่งลัทธิพุทธจากพระอาจารย์วั่งโยว ส่วนอาตมาเมื่อครั้งเยาว์วัยเคยพบเจ้าอาวาสต้าเจวี๋ยมาปาฐกถาที่วัดหานซาน ท่านรู้สึกว่าอาตมามีพรสวรรค์ด้านอิทธิฤทธิ์วชิระสยบมารมากกว่า จึงประสงค์พาอาตมากลับไปบำเพ็ญเพียรที่เมืองปี้หลัว พระอาจารย์วั่งโยวยินยอม อาตมาจึงได้ไปอาศัยอยู่ในวัดจิ่วหลงนานถึงสิบสองปี ระหว่างนั้นได้พบพระอาจารย์วั่งโยวเพียงสามครั้ง”

    “มิใช่ต้าเจวี๋ยคิดว่าท่านมีพรสวรรค์ แต่เป็นวั่งโยวอยากส่งท่านไป” เซียวเซ่อพลันเอ่ย

    อู๋ฉานมุ่นคิ้วเล็กน้อยก่อนก้มหน้ากล่าว “ไม่ทราบว่าถ้อยคำนี้คุณชายหมายความเช่นไร”

    “อิทธิฤทธิ์วชิระสยบมารเป็นวรยุทธ์นอกสำนักอันดับหนึ่งของลัทธิพุทธ ผู้ร่ำเรียนวรยุทธ์จะต้องดำรงซึ่งความเคร่งขรึมสุขุมดังเช่นต้าซือท่าน ทว่าศิษย์น้องของท่าน…แม้ว่าจะได้พบกันเพียงชั่วประเดี๋ยว แต่ข้าว่าเขา…” เซียวเซ่อชะงักไปเล็กน้อย กวาดตามองผู้คนรอบกายก่อนกล่าวว่า “เป็นภิกษุที่ชั่วร้ายยิ่งนัก”

    คนทั้งหลายรวมถึงถังเหลียนต่างพยักหน้า ภิกษุจีวรขาวแม้ดวงหน้างามเพริศแพร้ว ทว่าสีหน้ากลับไม่มีความสุขุมสำรวมอย่างผู้ออกบวชแม้แต่น้อย มักจะแสดงสีหน้ายิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ตลอด ช่างเหมาะสมกับคำว่า ‘ชั่วร้าย’ ยิ่งนัก

    “หากข้าเดาไม่ผิด อู๋ซินมิได้บำเพ็ญอภิญญาทั้งหกแห่งลัทธิพุทธ แต่เป็น ‘ชนวนจิตมาร’ หรือพูดอีกอย่างคือมันสำเร็จวรยุทธ์ลับทั้งหลายทั้งสิ้นของวิหารหลัวช่า”

    อู๋ฉานนิ่งอึ้งไปก่อนทอดถอนใจ “คุณชายเดาได้ถูกต้อง”

    เซียวเซ่อมุ่นคิ้วเล็กน้อยกล่าวต่อว่า “จริงสิ พวกท่านส่งอู๋ซินมายังที่แห่งนี้โดยไม่หวาดหวั่นต่อระยะทางด้วยเหตุอันใดกัน”

    “เมื่อเจ้าอาวาสต้าเจวี๋ยได้รับข่าวว่าพระอาจารย์วั่งโยวเข้าฌานละสังขารก็ตกใจมาก ท่านจึงไหว้วานเมืองเสวี่ยเยวี่ยให้พาอู๋ซินมาส่งที่นี่ ท่านอยากเรียกรวมตัวเหล่าเกาเซิงของแคว้นที่นับถือลัทธิพุทธทั้งสามสิบสองแคว้นมาสำแดงอิทธิฤทธิ์สยบมาร ร่วมมือกันกำจัดศาสตร์ต้องห้ามในตัวของอู๋ซิน”

    “จะไม่เป็นการทำลายเขาหรือ” เหลยอู๋เจี๋ยกระซิบกล่าว

    “ได้ยินว่าหลังจากศิษย์น้องอู๋ซินทราบข่าวก็เข้าไปนอนในโลงเวียนว่าย มิได้มีความเห็นต่างอันใดต่อเรื่องนี้”

    “เช่นนั้นเหตุใดเทียนไว่เทียนจึงสนใจในตัวศิษย์น้องของเจ้า”

    “เทียนไว่เทียน? อันใดคือเทียนไว่เทียน” อู๋ฉานส่ายหน้า “ศิษย์น้องของข้าครอบครองวรยุทธ์ลับของวิหารหลัวช่า จึงยากยิ่งจะหลีกเลี่ยงข่าวสารรั่วไหล ย่อมต้องเป็นที่หมายปองของชาวยุทธ์ไม่น้อยแน่ แต่เทียนไว่เทียนที่คุณชายกล่าวถึงคือสำนักใดพรรคใด อาตมาไม่เคยได้ยิน”

    “เทียนไว่เทียนคือ…” เซียวเซ่อกำลังจะเอ่ยปาก ทว่ามันกลับถูกเสียงเหี้ยมเกรียมกล่าวแทรก

    “คือพวกข้า” ประตูห้องพลันถูกผลักออก คนสวมอาภรณ์ยาวสีม่วงปรากฏตัวขึ้นและมองพวกมันด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ใดๆ

     

     

    บทที่ 10

    ห่างสำนักถังสามก้าว

     

    เหลยอู๋เจี๋ยตกตะลึง “เป็นเจ้า!”

    “พวกเจ้ายังอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย” บัณฑิตผมขาวพูดพลางร่อนลงมาข้างกายคนชุดม่วง

    “ถังเหลียนกับเจ้าหนูสกุลเหลยนั่นโดนฝ่ามือข้าแล้ว หากไม่โคจรพลังปราณรักษาอาการบาดเจ็บเป็นเวลาสามชั่วยาม* ก็คงเดินไม่ได้” คนชุดม่วงกวาดตามองทั่วห้องหนึ่งรอบ สุดท้ายก็มาหยุดยังอู๋ซินที่นอนอยู่บนเก้าอี้ยาว “เป็นมันรึ”

    บัณฑิตผมขาวก็สังเกตเห็นอู๋ซินเช่นกัน มันมุ่นคิ้วแล้วตวาดกร้าว “เอาตัวไป!”

    เมื่อสิ้นเสียง คนชุดม่วงก็กระโดดเข้าไปหมายชิงตัวอู๋ซินมา ทว่าคนผู้หนึ่งรวดเร็วกว่ามันมากนักและพุ่งไปขวางเบื้องหน้าอู๋ซินเอาไว้ก่อนปล่อยหมัดใส่คนชุดม่วง มันคืออู๋ฉาน!

    “ไม่เจียมตัว” คนชุดม่วงแค่นหัวเราะ ก่อนออกหมัดสวนกลับไป

    “ระวังพลังฝ่ามือของมัน!” เหลยอู๋เจี๋ยรีบกล่าวเตือน มันเคยประมือกับคนชุดม่วงจึงกระจ่างแจ้งถึงความน่าหวาดกลัวของพลังฝ่ามืออีกฝ่าย แต่หลังจากทั้งสองคนแลกหมัดกันเสร็จ อู๋ฉานยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างมั่นคง ทว่าคนชุดม่วงกลับถอยกรูดไปสามก้าว

    “นี่คืออิทธิฤทธิ์วชิระสยบมารหรือ” บัณฑิตผมขาวมุ่นคิ้วเล็กน้อย มันพินิจมองอู๋ฉาน เห็นอีกฝ่ายไม่มีกลิ่นอายมารเลยแม้แต่น้อย ใบหน้ายังสงบนิ่งแข็งแกร่งประหนึ่งเพชร “เกรงว่าจะมีพลังถึงแปดส่วน”

    “วรยุทธ์นอกสำนักอันดับหนึ่งของลัทธิพุทธอย่างนั้นรึ” แม้ว่าคนชุดม่วงจะถูกต่อยจนถอยกรูดไป แต่มันยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย “ประเมินภิกษุรูปนี้ต่ำไปหน่อย”

    “ระวังด้วย” บัณฑิตผมขาวเอ่ยเตือนเสียงเบา

    คนชุดม่วงแย้มยิ้ม “ข้าเคยพบภิกษุต้าเจวี๋ยแห่งวัดจิ่วหลงอยู่หลายครั้ง เจ้าเป็นศิษย์ของต้าเจวี๋ยรึ”

    “ร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้จากท่านเจ้าอาวาสต้าเจวี๋ยมาสิบสองปี ทว่าสืบทอดเพียงวรยุทธ์ ไม่ทราบวิถีพุทธ มิกล้าเรียกว่าอาจารย์” อู๋ฉานเตรียมออกหมัดอย่างรุนแรงอีกครั้ง “โยมโปรดชี้แนะด้วย”

    “ได้” คนชุดม่วงล้วงเอาพัดในอกออกมาโบกอย่างแช่มช้า “เรื่องชี้แนะนั้นช่างเถิด ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสีย”

    “จื่ออี อย่าสู้จนติดลม เอาคนไปก่อน” บัณฑิตผมขาวกุมกระบี่หยกไว้ในมือ สายตามองไปยังอู๋ซินที่นอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว

    “เจ้ามันจิตใจเมตตาไม่เด็ดขาด ฆ่าคนเหล่านี้ให้หมดก่อนไม่ดีกว่าหรือ หาไม่แล้วต่อให้เจ้าพาตัวคนไปได้ พวกมันก็ยังตามมาอยู่ดี” คนชุดม่วงปรายตามองเหลยอู๋เจี๋ยเล็กน้อย “เจ้าหนู เมื่อครู่เห็นแก่หน้าเหลยฮงข้าจึงไม่สังหารเจ้า แต่ครั้งนี้พวกเจ้าไม่เจียมตัวเอง อย่าได้ตำหนิข้าเลย”

    “เจ้า!” เหลยอู๋เจี๋ยคิดจะโคจรลมปราณ ทว่าเลือดลมในอกพลันปั่นป่วนจนแทบจะเป็นลมล้มไป

    “ไร้ประโยชน์” เซียวเซ่อส่ายหน้า “เจ้าโดนพลังฝ่ามือของมัน หากไม่มีใครโคจรพลังปราณรักษาอาการบาดเจ็บให้ เกรงว่าในสิบวันนี้เจ้าคงโคจรลมปราณเองไม่ได้”

    “เจ้าหนูผู้นี้มีความรู้กว้างขวางนัก เจ้าคือ…” คนชุดม่วงมองเซียวเซ่ออย่างสนใจใคร่รู้พลางโบกพัดในมือเบาๆ

    “จื่ออี! เลิกพูดมากความ!” บัณฑิตผมขาวคำราม มันทะยานผ่านผู้คนพุ่งตัวไปยังอู๋ซิน ภายใต้เสียงคำรามของมันถังเหลียนกับเหลยอู๋เจี๋ยต่างกระอักเลือดออกมาและล้มพับลงกับพื้น เซียวเซ่อกับเทียนหนี่ว์หรุ่ยปิดหูตามสัญชาตญาณ มีเพียงผู้เดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบใด…นั่นคืออู๋ฉาน! มันเคลื่อนไหวเตรียมรับมือทันทีที่บัณฑิตผมขาวพุ่งตัวเข้ามา!

    “ขวางมันไว้” บัณฑิตผมขาวสายตาเหี้ยมเกรียม

    คนชุดม่วงโบกพัดในมืออย่างรุนแรงโจมตีใส่อู๋ฉาน อู๋ฉานไม่อยากต่อสู้จนติดพันจึงสำแดงอิทธิฤทธิ์วชิระสยบมาร ปล่อยหมัดออกไปสามครั้งในพริบตาเดียว ทว่าพัดกระดาษในมือของคนชุดม่วงกลับต้านรับหมัดของอู๋ฉานไว้ได้โดยไม่มีทีท่าว่าจะเพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย เมื่อครู่อู๋ฉานโจมตีจนคนชุดม่วงถอยไปได้สามก้าว มันจึงคาดเดาพลังของอีกฝ่ายได้หลายส่วน แต่แล้วเมื่อปล่อยออกไปอีกสามหมัด มันกลับรู้สึกว่าพลังหมัดนั้นคล้ายจมดิ่งหายไปในท้องทะเล อู๋ฉานอดตกตะลึงมิได้

    คนชุดม่วงแค่นยิ้มกล่าว “คืนให้เจ้าแล้วกัน” พัดของมันกางออกอย่างรุนแรง อู๋ฉานรู้สึกว่ามีพลังมหาศาลจู่โจมเข้ามาปานขุนเขาล้มครืนใส่มหานที มันเสียหลักเซถอยไปสามก้าวอย่างมิอาจต้านทาน

    คนชุดม่วงเพิ่งถอยไปสามก้าว จึงคืนให้อู๋ฉานสามก้าว!

    อีกด้านหนึ่งบัณฑิตผมขาวมายืนอยู่เบื้องหน้าอู๋ซินแล้ว มันทอดสายตามองเรียวคิ้วและดวงตาของอู๋ซินก่อนกล่าวแผ่วเบา “เหมือน ช่างเหมือนยิ่งนัก” มันยื่นมือหมายจะวางลงบนบ่าของอู๋ซิน แต่แล้วก็พลันหดมือกลับ มันมองเห็นว่ามีเข็มเล่มบางพุ่งผ่านเบื้องหน้าไป บนเข็มนั้นเคลือบไว้ด้วยสีม่วง เห็นได้ชัดว่าเป็นพิษอันรุนแรง

    “เข็มเครามังกร” บัณฑิตผมขาวย่นคิ้วเล็กน้อยแล้วหันมองถังเหลียนที่นอนอยู่บนพื้น “คิดไม่ถึงว่าเจ้าบาดเจ็บสาหัสปานนี้จะยังใช้วิชาเช่นนี้ได้ด้วย ศิษย์สำนักถังรุ่นนี้เจ้าถูกจัดอยู่สามอันดับแรกใช่หรือไม่”

    ถังเหลียนไม่ตอบ เพียงแค่นหัวเราะ “เจ้าเคยได้ยินถ้อยคำนี้หรือไม่”

    “ถ้อยคำอันใด” บัณฑิตผมขาวอมยิ้มน้อยๆ ทว่ามือของมันกำกระบี่หยกไว้แน่น ชุดคลุมตัวยาวบนร่างปลิวไสวโดยไร้ซึ่งสายลม เห็นได้ชัดว่ามันกำลังโคจรพลังปราณ เตรียมจะฟาดฟันกระบี่ทุกเมื่อ

    “ห่างสำนักถังสามก้าว เสมือนห่างพญายมหนึ่งก้าว เจ้าเข้าใกล้ข้าเกินไปแล้ว!” ถังเหลียนพลันกระโดดขึ้นและพ่นโลหิตคำใหญ่ใส่บัณฑิตผมขาว สำนักถังได้ชื่อว่าเป็นสำนักแห่งอาวุธลับและพิษพิฆาตใต้หล้า บัณฑิตผมขาวกระจ่างแจ้งดีว่าเมื่อคนของสำนักถังฝึกวิชาอาวุธลับจนถึงขั้นสุดยอด ทั้งร่างจะกลายเป็นอาวุธลับชิ้นหนึ่ง หากถูกเลือดของถังเหลียนแม้เพียงหยดเดียวจะสิ้นชีวิตหรือไม่ มันไม่กล้าเดิมพัน จึงถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว!

    มันก้าวถอยได้รวดเร็วนัก หลบเลือดคำนั้นได้แล้ว ทว่าในกลุ่มเลือดกลับมีวัตถุสิ่งหนึ่งเหินออกมา เป็นใบไม้เล็กๆ ใบหนึ่งที่ย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน

    “บรรณชาดต้องเกล็ดน้ำค้างแข็ง!” บัณฑิตผมขาวตกตะลึง มันเบี่ยงกายหลบทันที บรรณชาดต้องเกล็ดน้ำค้างแข็งแฉลบผ่านหน้าอกไปเกือบจะโดนตัว ทว่าบัณฑิตผมขาวพลันเสียสมดุลจนล้มลงไปอีกฝั่งหนึ่ง

    “หรุ่ย!” ถังเหลียนเรียกเสียงดังลั่น

    แสงเย็นวูบในแขนเสื้อของเทียนหนี่ว์หรุ่ยพลันสว่างวาบทันใด มีดสองเล่มเข้าจู่โจมที่หน้าอกของบัณฑิตผมขาว ถังเหลียนใช้อาวุธลับสามชิ้นกว่าจะสร้างโอกาสปลิดชีพให้เทียนหนี่ว์หรุ่ยได้สำเร็จ ขอเพียงมีดเข้าไปใกล้อีกหนึ่งชุ่นก็จะปลิดชีพของบัณฑิตผมขาวได้ ทว่า…

    “มีดของเจ้าช้าเกินไปแล้ว!” บัณฑิตผมขาวใช้มือขวาปักกระบี่ลงบนพื้น ยืมแรงพุ่งไปข้างหน้า มือทั้งคู่กำมีดสั้นทั้งสองเล่มของเทียนหนี่ว์หรุ่ยไว้แน่น มีดสั้นแตกหักในพริบตา เทียนหนี่ว์หรุ่ยรีบทิ้งมีดแล้วถอยไปยังข้างกายถังเหลียน หอบหายใจหนักหน่วง

    “ขออภัย เหลียน ข้าพลาดโอกาสไป” เทียนหนี่ว์หรุ่ยถอนหายใจ

    “ไม่ใช่ความผิดของเจ้า มันแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ” ถังเหลียนส่ายหน้า “แม้ข้าไม่ได้บาดเจ็บก็มิใช่คู่ต่อสู้ของมันอยู่ดี”

    “ถังเหลียนแห่งสำนักถัง เจ้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้” บัณฑิตผมขาวชักกระบี่ออกมาด้วยสายตาเย็นเยียบ

    “สายตาเช่นนี้ จะฆ่ากันแล้วจริงๆ สินะ” เซียวเซ่อทอดถอนใจ ในบรรดาคนทั้งหลายมีเพียงมันคนเดียวที่ไม่ได้ลงมือ ซ้ำยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับเป็นคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องอันใดด้วย

    เทียนหนี่ว์หรุ่ยหันมองเซียวเซ่อ ถังเหลียนส่ายศีรษะอย่างจนใจ มันไม่มีแม้กระทั่งแรงจะลุกขึ้นยืนแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องใช้อาวุธลับ ส่วนอีกด้านหนึ่งอู๋ฉานประมือกับคนชุดม่วงครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ยังไม่มีโอกาสโจมตีพัดกระดาษด้ามเล็กนั้นให้ถอยไปได้เสียที เห็นได้ชัดว่าคนชุดม่วงกำลังได้เปรียบอยู่

    “ยังมีข้า!” ในที่สุดเหลยอู๋เจี๋ยก็ทนไม่ไหว ทว่าทันทีที่มันเริ่มโคจรพลังปราณ เซียวเซ่อก็กดไหล่มันเอาไว้

    เซียวเซ่อตวาดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมชนิดยากจะพบพาน “หากเจ้าไม่อยากพิกลพิการในภายภาคหน้าก็อย่าอวดดี”

    บัณฑิตผมขาวถือกระบี่หยกก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างระมัดระวัง เมื่อครู่นี้มันประเมินถังเหลียนที่บาดเจ็บสาหัสต่ำเกินไป แต่ครานี้มันจะไม่ทำผิดแบบเดิมซ้ำอีก ‘ห่างสำนักถังสามก้าว เสมือนห่างพญายมหนึ่งก้าว’ หากว่าคนผู้หนึ่งเข้าไปใกล้ยอดฝีมือสำนักถังในระยะสามก้าว ความตายก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว แม้ว่ายอดฝีมือสำนักถังผู้นั้นจะเป็นยอดฝีมือที่ใกล้ตายก็อย่าได้ชะล่าใจเป็นอันขาด

    ถังเหลียนยิ้มอย่างขมขื่น ทว่าทันใดนั้นมันกลับได้ยินเสียงอันไม่คุ้นหู เป็นเสียงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่เจือความเบิกบานอยู่หลายส่วน ‘เฮ้ เจ้ายังพอลุกขึ้นมาได้หรือไม่’

    ถังเหลียนหันมองคนรอบตัวอย่างตกตะลึง ทว่าทุกคนต่างไม่มีท่าทีอันใด ราวกับไม่มีใครได้ยินเสียงนั้น

    ‘นี่ เลิกมองได้แล้ว มีแค่เจ้าที่ได้ยิน หากเจ้ายังพอมีแรงสักหน่อยก็มายืนตรงหน้าข้า’

    ถังเหลียนมองไปยังภิกษุอู๋ซินที่นอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว ครั้นเห็นมุมปากของร่างที่นอนอยู่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มอันคลุมเครือ ในใจก็พลันกระจ่างแจ้ง

    ‘ยังมองอันใดอีก ประเดี๋ยวคนผมขาวนี้ก็จะพาข้าไปแล้ว! รีบมายืนตรงหน้าข้าเร็ว’

    แม้ว่าถังเหลียนจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็อับจนหนทาง มันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีเพื่อลุกขึ้นยืนแล้วลากสังขารไปยังเบื้องหน้าอู๋ซินอย่างยากลำบาก

    “เหลียน!” เทียนหนี่ว์หรุ่ยรีบเข้าไปประคองมันไว้

    บัณฑิตผมขาวชะงักฝีเท้า ก่อนมุ่นคิ้วเล็กน้อย “ถังเหลียน เดิมทีข้าไม่อยากฆ่าเจ้า เหตุใดเจ้าต้องบีบบังคับข้าด้วย”

    ถังเหลียนกำลังจะเอ่ยปาก แต่กลับพบว่ามีพลังปราณพรั่งพรูออกมาในร่าง มันพลันทรุดเข่าลงกับพื้น รู้สึกเหมือนว่ามีฝ่ามือหนึ่งกดอยู่บนไหล่ของมัน พลังปราณอันแกร่งกล้ามหาศาลหลั่งไหลจากฝ่ามือนั้นเข้ามาในร่างกาย เป็นความอบอุ่นชนิดบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ ร่างกายที่เจ็บปวดรวดร้าวราวกับใกล้จะแตกสลายพลันหายดีเป็นปลิดทิ้งอย่างรวดเร็วจนน่าสะพรึงกลัว

    ‘เจ้ายังมีอาวุธลับอีกเท่าไร ตะปูตอกกระดูก? หนามกระสุนเหล็กกล้า? เข็มเครามังกร? เจ้ามีโอกาสโจมตีแค่ครั้งเดียว จงปล่อยออกมาให้หมด! วิชาหมื่นพฤกษ์เหินบุปผามิใช่คนสำนักถังทุกคนจะควบคุมได้ แต่เจ้าคือถังเหลียน ไม่มีปัญหาแน่’

    “ช่างเถิด” บัณฑิตผมขาวเห็นถังเหลียนดึงดันไม่ยอมหลีกทางให้ก็ทอดถอนใจ มันเงื้อกระบี่ยาวในมือ แสงกระบี่พร่างพราย กระบี่บางเล่มโหดเหี้ยม บางเล่มประเปรียว ทว่ากระบี่ของบัณฑิตผมขาว…กลับงดงามยิ่ง

    ราวกับค่ำคืนที่หิมะตกหนักทว่ามีดอกสาลี่บานสะพรั่ง แล้วความงดงามนั้นก็พังทลายลงในชั่วพริบตา มันคือกระบี่ที่งามล้ำ และเป็นกระบี่ที่คร่าชีวิตเช่นกัน!

    ‘ตอนนี้แหละ!’ เสียงนั้นสั่งการถังเหลียน

    หมื่นพฤกษ์เหินบุปผา! วิชาอาวุธลับอันดับหนึ่งของสำนักถัง แม้ว่าถังเหลียนยังควบคุมมันอย่างสมบูรณ์แบบไม่ได้ แต่เมื่อถึงคราวคับขัน ถังเหลียนกลับใช้หมื่นพฤกษ์เหินบุปผาได้ถึงขั้นสุดยอดเป็นครั้งแรก มันปล่อยอาวุธลับที่มีอยู่ออกไปจนเกือบหมด อาวุธลับนานาบานสะพรั่งอยู่กลางอากาศประหนึ่งดอกไม้แล้วพุ่งเข้าใส่บัณฑิตผมขาวและคนชุดม่วง!

    “เป็นไปได้อย่างไร!” บัณฑิตผมขาวกับคนชุดม่วงตะลึงลานพร้อมกัน กระบี่หยกและพัดกระดาษในมือของพวกมันกวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่ง อาวุธลับแต่ละชิ้นถูกสกัดร่วงสู่พื้น ทว่าก็ยังต้อนพวกมันออกไปนอกประตูได้

    ‘เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวัง แต่พลังระดับนี้ก็ยังฆ่าพวกมันไม่ได้อยู่ดี’ เสียงนั้นยังคงเคลือบไว้ด้วยความยินดี ทว่าถังเหลียนกลับรู้สึกว่ามือข้างนั้นบนไหล่มันได้หดกลับไปแล้ว กำลังภายในอันอบอุ่นก็ค่อยๆ มลายหายไปจากร่างกายมันเช่นเดียวกัน จนถังเหลียนเกิดอาการหน้ามืดตาลายเป็นลมล้มไปทันที

    “เหลียน!” เทียนหนี่ว์หรุ่ยรีบเข้าไปประคองไว้

    ยามนี้เองภิกษุอู๋ซินพลันลุกขึ้นยืน มันลืมตา จีวรสีขาวพลิ้วไหว ปากเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ได้เห็นหมื่นพฤกษ์เหินบุปผาครานี้ นับว่าไม่เสียแรงที่แสร้งหลับ”

    “ศิษย์น้อง!” อู๋ฉานตวาดเสียงกร้าว

    “เจริญธรรม ศิษย์พี่” อู๋ซินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตากวาดมองรอบๆ อย่างรวดเร็ว พอเห็นเซียวเซ่อกับเหลยอู๋เจี๋ยที่อยู่ตรงมุมห้อง มันก็ระบายยิ้มแล้วพุ่งตัวไปยังข้างกายทั้งคู่และจับไหล่ของทั้งสองเอาไว้ “ดูไปแล้วโยมทั้งสองเป็นคนดี อาตมาอยากไปที่แห่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าโยมทั้งสองจะร่วมเดินทางไปกับอาตมาได้หรือไม่”

    “ทะ…ที่ใด” เหลยอู๋เจี๋ยยังตื่นตะลึงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อครู่นี้

    “ไม่” เซียวเซ่อตอบออกไปตรงๆ อย่างเย็นชา

    บัณฑิตผมขาวกับคนชุดม่วงเข้ามาในห้องอีกครั้ง

    อู๋ซินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ปากไม่ตรงกับใจ” พูดจบมันก็ใช้มือทั้งสองจับเหลยอู๋เจี๋ยกับเซียวเซ่อคนละข้าง แล้วพุ่งตัวออกจากหน้าต่างไป

     

     

    ** จวิน เป็นหน่วยวัดโบราณ 1 จวินมีน้ำหนักเท่ากับ 15 กิโลกรัม

    * เก๋อซย่า เป็นคำที่ใช้เรียกเพื่อแสดงความยกย่องและให้เกียรติอีกฝ่าย

    * อู่เซิง หมายถึงภิกษุที่ฝึกวิทยายุทธ์และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

    * ชุ่น คือหน่วยมาตราวัดของจีน ความยาวเป็น 1 ใน 10 ของฉื่อ หน่วยชุ่นจะคล้ายคลึงกับหน่วยนิ้ว

    * โหว เป็นบรรดาศักดิ์รองจากชั้น ‘กง’ ได้รับยศจากการสืบสกุลหรือได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ

    * ต้าซือ เป็นคำเรียกภิกษุอย่างเคารพ หมายถึงพระคุณเจ้า

    ** เกาเซิง เป็นคำเรียกภิกษุอย่างเคารพ หมายถึงภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรจนเชี่ยวชาญในพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง

    ** 1. ทิพพจักขุ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ได้ 2. ทิพพโสต ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ 3. เจโตปริยญาณ ญาณที่กำหนดใจคนอื่นได้ 4. ปุพเพนิวาสานุสสติ ญาณที่ทำให้ระลึกถึงชาติได้ 5. อิทธิวิธี ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ 6. อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้อาสวกิเลสสิ้นไป

    * ฉือกั๋วเทียนหวัง คือท้าวธตรฐมหาราช หรือท้าวธตรฐ หนึ่งในท้าวจตุโลกบาล ปกครองประจำทิศตะวันออก คอยพิทักษ์ปกครองประเทศ มีสัญลักษณ์ประจำกายคือเครื่องดนตรีผีผา

    * ชั่วยาม คือหน่วยนับเวลาของจีน เทียบได้กับเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    Facebook