ลู่เสวี่ยฉีรับคำ ดวงตาคู่งามมองไปบนเวทีแล้วยกมือขึ้น ไอหมอกจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามพื้นพลันเคลื่อนตัวมาจากสี่ทิศแปดด้าน รวมตัวเป็นก้อนเข้าหนุนร่างนางขึ้นสู่เวทีช้าๆ ดุจดั่งเทพธิดากำลังท่องเมฆสายลมพัดมานำพาให้ก้อนเมฆอ่อนละมุนขาวบริสุทธิ์กระเพื่อมไหว ชายกระโปรงลู่เสวี่ยฉีพัดพลิ้ว ผิวผ่องเป็นยองใยปานเย้ยหิมะ ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องเหนือโลกีย์ ราวกับเทวีบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ทั้งน่ามองและน่าเกรงขามอึดใจต่อจากนั้นเสียงตบมือโห่ร้องก็ดังถล่มทลายทำเอาจางเสี่ยวฝานสะดุ้งเฮือก คิดไม่ถึงว่าลู่เสวี่ยฉีจะได้รับการต้อนรับถึงเพียงนี้ แต่จะว่าไปแล้วขนาดตนเห็นภาพเมื่อตะกี้ยังรู้สึกหวั่นไหวหัวใจเต้นแรง สุดจะจินตนาการจริงๆ ว่าในโลกจะมีสาวงามถึงระดับนี้นักพรตสุ่ยเยวี่ยที่นั่งหน้าเย็นชามาตลอดยามนี้ถึงกับผุดรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อยนาทีต่อมาหนุ่มน้อยคนหนึ่งก็กระโดดขึ้นเวที ไม่มีใครรู้ว่ามันขึ้นมาจากตรงไหนและด้วยท่วงท่าอะไร (เพราะไม่มีใครสนใจมันเลย) มันผู้นี้คิ้วเข้ม รูปหน้าสี่เหลี่ยม ท่าทางเรียบร้อยสุภาพ แต่กระนั้นก็พอดูออกว่ามันตื่นเต้นประหม่า พอขึ้นเวทีก็กล่าวต่อลู่เสวี่ยฉีว่า“ศิษย์น้องลู่ ข้าคือฟางเชา ศิษย์สังกัดดอยเศียรมังกร วันนี้ได้มาประลองฝีมือแลกเปลี่ยนความรู้กับเจ้า ถือเป็นโชคยิ่งนัก”“โห่”เสียงโห่ดังลั่นมาจากทั้งสี่ทิศลู่เสวี่ยฉีลอยกลางอากาศกล่าวเสียงเย็นชาเฉกเช่นสีหน้า“ศิษย์พี่ฟางช่างมีมารยาท ข้าลู่เสวี่ยฉี ศิษย์สังกัดดอยไผ่น้อย วันนี้ขอรับการชี้แนะจากท่าน”จางเสี่ยวฝานเหม่อมองลู่เสวี่ยฉีที่ลอยเด่น แล้วจู่ๆ หัวใจก็กระตุกเจ็บโดยไร้สาเหตุ นึกเห็นภาพเถียนหลิงเอ๋อร์ที่ลอยตัวขึ้นเวทีในลักษณะนี้ทับซ้อนขึ้นมายามนั้นฟางเชายังคงพูดเรื่อยเจื้อยราวกับว่าหากได้ยืนอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนฟ้าแก่ดินชราไม่ต้องประลองมันก็ไม่สนใจ แต่โชคดีที่มีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับมัน ทนฟังได้ไม่นานก็เริ่มโห่ฮา คนที่ยืนข้างๆ จางเสี่ยวฝานกับเจิงซูซูระเบิดขึ้นก่อน“ยังไม่เริ่มอีกรึ!”“ปีศาจราคะ!”“พูดเรื่อยเจื้อยอย่างกับสตรี!…เอ๊ะ! ศิษย์พี่ดอยไผ่น้อยท่านนี้ โอ๊ย! ท่านทำอะไรน่ะ อย่านะ ข้าไม่ได้กล่าวอะไรล่วงเกินท่าน…”