หลังจากเงียบงันไปชั่วครู่ เถียนปู้อี้ก็กระแอมขึ้นเบาๆ“ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านก็รู้ว่าดอยไผ่ใหญ่ของข้ามีคนน้อย คราวนี้ข้าต้องขอให้ท่านช่วยแก้ปัญหาแล้วล่ะ”กล่าวจบก็ยกนิ้วจะชี้ไปที่หลินจิงอวี่ แต่กลับถูกซางเจิ้งเหลียงผู้นำสังกัด ‘ดอยรับตะวัน’ ที่นั่งอยู่ข้างๆ ชิงลุกขึ้นขวางไว้ กล่าวต่อนักพรตเต้าเสวียนว่า“ศิษย์พี่เจ้าสำนัก พอข้าเห็นเด็กคนนี้ก็รู้สึกเอ็นดู คิดว่าคงมีชะตาต้องกัน จึงอยากรับมันเข้าสังกัด”สำนักเมฆาเขียวมีประวัติศาสตร์มายาวนาน เปลือกหน้าแต่ละสังกัดล้วนถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ภายในกลับชิงดีชิงเด่นกันตลอดเวลา หลินจิงอวี่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมหายาก ต่อไปมันอาจเป็นเหมือนปรมาจารย์ชิงเยี่ยก็ได้ รับศิษย์เพิ่มอีกคนก็แค่เลี้ยงคนเพิ่มเท่านั้น ยังไงก็คุ้มที่จะลอง ไม่ยอมเปิดทางให้สังกัดอื่นมีโอกาสล้ำนำหน้าตัวเอง ถ้าเป็นนักพรตเต้าเสวียนต้องการเก็บไว้เองคงไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก แต่เต้าเสวียนก็ประกาศชัดแล้วว่าตัวเองไม่รับ โอกาสงามๆ แบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไรซางเจิ้งเหลียงพูดยังไม่ทันขาดคำ นักพรตเทียนอวิ๋นผู้นำสังกัด ‘ดอยคลุมอรุณ’ ก็เหน็บแนมขึ้น“ศิษย์พี่ซาง ท่านมีศิษย์ร่วมสองร้อยคน แต่ละคนล้วนมีชะตาต้องกันกับท่านทั้งนั้น รู้สึกว่าดวงท่านจะสมพงศ์กับคนเยอะเกินไปหน่อยกระมัง”ซางเจิ้งเหลียงหน้าแดงก่ำอ้าปากจะเถียง แต่ก็ถูกเถียนปู้อี้ชิงสอดปาก“ศิษย์พี่เทียนอวิ๋นพูดได้ถูกต้อง พูดถึงจำนวนศิษย์พวกท่านแต่ละคนอย่างน้อยก็มีเป็นร้อย ดอยไผ่ใหญ่ของข้ามีเพียงเจ็ดคน ออกจะไม่ค่อยน่าดู มิสู้…”นักพรตชางซงพลันตัดบทขึ้น“ศิษย์น้องเถียน เด็กทั้งสองมีชาติกำเนิดน่าสงสาร พวกเราจะต้องดูแลพวกมันอย่างดีที่สุด ความมีศิษย์มากหรือน้อยมิใช่เรื่องสำคัญ”กล่าวจบมันก็หันไปคารวะนักพรตเต้าเสวียน“ศิษย์พี่เจ้าสำนัก เด็กคนนี้มีโครงร่างยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านมอบมันให้ข้าเถอะ ข้าจะตั้งใจชี้แนะสั่งสอนให้มันประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นการปลอบประโลมดวงวิญญาณที่ตายอย่างอนาถของชาวบ้านวัดหญ้าคา”นักพรตเต้าเสวียนก้มหน้าคิด เถียนปู้อี้ ซางเจิ้งเหลียง และคนอื่นๆ ต่างรู้สึกท่าไม่ดี และจริงดังคาด แค่อึดใจเดียวนักพรตเต้าเสวียนก็ตัดสินใจออกมาว่า“ศิษย์น้องชางซงพูดมีเหตุผล ให้มันเข้าสังกัดเจ้าก็แล้วกัน”