ยามนี้นักพรตชางซงขมวดคิ้วเข้ม ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเลศนัยน่าสงสัยหลายจุด ต้องใจเย็นสืบเสาะค้นหา แต่คนในหมู่บ้านใช้ชีวิตราบเรียบสมถะ อยู่ในครรลองคลองธรรมเสมอมา พวกเราไม่อาจทอดทิ้งเด็กกำพร้าของพวกมันโดยไม่สนใจ ข้าเห็นว่าควรรับพวกมันเข้าสำนัก”นักพรตเต้าเสวียนพยักหน้า“ใช่แล้ว ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เด็กทั้งสองกำพร้าไร้ที่พึ่ง พวกเรามิอาจนิ่งดูดาย เพียงแต่ข้าไม่ได้รับศิษย์มานานแล้ว มิทราบว่าศิษย์น้องท่านใดจะยื่นมือรับไว้”ชายร่างอ้วนเตี้ยซึ่งก็คือเถียนปู้อี้ผู้นำสังกัด ‘ดอยไผ่ใหญ่’ เสนอขึ้นว่า“ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ตามที่ข้าเห็น ทางที่ดีอย่าให้พวกมันอยู่ร่วมสังกัดเดียวกัน เด็กทั้งสองมีชาติกำเนิดใกล้เคียง ร่วมชะตาชีวิตเดียวกัน ทุกคราที่เห็นหน้าจะต้องปรับทุกข์แต่เรื่องในอดีต แบบนี้ย่อมไม่หลุดพ้นจากความโศกเศร้า จะกระทบกระเทือนต่อการฝึกวิชาในวันหน้า!”นักพรตเต้าเสวียนพยักหน้าคล้อยตาม“ศิษย์น้องเถียนพูดมีเหตุผล อายุยังน้อยกลับมาประสบโศกนาฏกรรมเช่นนี้ พวกเราจะต้องช่วยกันคลายปมแค้นในใจของพวกมันให้ได้ หากไม่เหมาะที่จะให้พวกมันอยู่ร่วมสังกัดเดียวกัน เช่นนั้นก็รบกวนศิษย์น้องสองคนช่วยรับหน้าที่นี้”กล่าวจบก็กวาดตามองทุกคนปรากฏว่าสายตาผู้นำทั้งห้าต่างมุ่งมองแต่หลินจิงอวี่ ไม่มีใครเหลือบแลจางเสี่ยวฝานสักคนการฝึกจิตบำเพ็ญเพียร ปัจจัยสำคัญที่สุดคือคุณสมบัติของผู้ฝึก บนโลกมักปรากฏคนประเภทที่ว่า ‘อัจฉริยะพอรู้ชัดก็เห็นแจ้ง มีความสำเร็จเหนือล้ำกว่าผู้ฝึกยุทธ์มานานนับร้อยปี’ และสำหรับคนสำนักเมฆาเขียวยิ่งรู้ซึ้งในเรื่องนี้มากกว่าใคร ตอนสำนักเมฆาเขียวตกต่ำแทบไร้อนาคตก็ได้อาศัยอัจฉริยะแห่งยุคอย่างปรมาจารย์ชิงเยี่ยเพียงคนเดียว ถึงจะอายุยังน้อย ทว่าสติปัญญาเฉียบแหลม สามารถตีปริศนาในคัมภีร์โบราณได้ พลังการฝึกปรือลึกล้ำเกินหน้าปรมาจารย์รุ่นก่อนๆ ทำให้สำนักเล็กๆ อย่างสำนักเมฆาเขียวมีชื่อเสียงผงาดขึ้นสู่ชั้นแนวหน้าอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันก็ได้กลายเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะไปในที่สุดมีคำพูดที่ว่าอาจารย์เก่งนั้นหายาก แต่ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ยิ่งหาได้ยากยิ่ง หลินจิงอวี่มีคุณสมบัติดีเลิศ ส่วนสัดเหมาะต่อการฝึกยุทธ์ ย่อมเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้นำสังกัดทุกคน