บทที่ 6 กราบอาจารย์
จางเสี่ยวฝานค่อยๆ ได้สติ มันลืมตานอนนิ่งสักครู่จึงยันกายลุกขึ้น ภาพในอดีตพลันถั่งโถมเข้ามาในห้วงความคิดเหมือนกับฝันร้าย!“ตื่นแล้วหรือ เช่นนั้นก็ดีแล้ว”มีเสียงทักจากหน้าประตู แล้วคนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาจางเสี่ยวฝานจำได้ว่าคือซ่งต้าเหรินที่พบกันบนดอยทะลุเมฆา เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหยาบกร้านเช่นชายชาตรี ด้วยสภาพจิตใจของมันในตอนนี้บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงรู้สึกสนิทสนมกับคนผู้นี้อยู่บ้าง“พี่ใหญ่ซ่ง”มันทักทายซ่งต้าเหรินแม้จะเป็นลูกผู้ชายหยาบกร้าน ยามนี้ยังอดสงสารในตัวเด็กชายไม่ได้ มันหยุดยืนหน้าเตียง ลูบศีรษะจางเสี่ยวฝานเบาๆ กล่าวเสียงนุ่มนวล“ศิษย์น้องเล็ก อย่าเสียใจอีกเลย ต่อไปพวกเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”จางเสี่ยวฝานงุนงงวูบ ถามว่า“ครอบครัวเดียวกันอะไร”ซ่งต้าเหรินยิ้ม บอกเล่าเรื่องที่เถียนปู้อี้รับมันไว้เป็นศิษย์ให้ฟังจางเสี่ยวฝานฟังจบก็นั่งตะลึง ในสายตาลูกชาวนาอย่างพวกมัน คนสำนักเมฆาเขียวเปรียบเสมือนเซียนวิเศษ มันย่อมไม่เคยคิดฝันว่าสักวันตัวเองจะมีโอกาสได้เข้าร่วมสำนัก เพียงแต่ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกไปนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ตนอยากจะสูญเสียมันกัดฟันแน่น รู้ดีว่าคิดไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงอ้าปากเรียกหา“ศิษย์พี่ใหญ่ซ่ง”ซ่งต้าเหรินพยักหน้ายิ้มอย่างพอใจ“ดีๆ ศิษย์น้องเล็ก เจ้าหลับไปครั้งนี้นานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน คงจะหิวแล้วสิ”เดิมทีจางเสี่ยวฝานยังไม่รู้สึกอะไร พออีกฝ่ายพูด ท้องมันก็ร้องจ๊อกๆ ทันทีซ่งต้าเหรินหัวเราะก๊าก“มา พวกเราไปหาอะไรกินกัน ระหว่างกินข้าจะได้เล่าเรื่องในสังกัดให้เจ้าฟัง จากนั้นพวกเราไปกราบอาจารย์กับอาจารย์หญิง แล้วก็ทำความรู้จักกับศิษย์พี่คนอื่นๆ ของเจ้า”จางเสี่ยวฝานพยักหน้าขยับตัวลงจากเตียง แล้วก็พบว่าห้องนี้เหมือนกับห้องพักของศิษย์สำนักเมฆาเขียวบนดอยทะลุเมฆาไม่ผิดเพี้ยน แถมยังดูกว้างขวางกว่าเล็กน้อยซ่งต้าเหรินออกเดินนำหน้าพลางอธิบายอย่างรู้ใจ“ดอยไผ่ใหญ่ของพวกเราใหญ่สู้ดอยอื่นๆ ไม่ได้ แต่มีคนน้อยกว่ามาก ดังนั้นห้องพักจึงมีเนื้อที่กว้างขวาง”