• Connect with us

    Enter Books

    กระบี่เทพสังหาร

    ทดลองอ่าน กระบี่เทพสังหาร ตอนที่ 1

    “เจ้าไม่รู้หรอก พวกเราอยู่ที่นี่กันมาอย่างน้อยหลายสิบปีแล้ว เดินเที่ยวจนทะลุปรุโปร่งไปหมด อย่างเจ้าสี่นั่นชอบอ่านหนังสือ เจ้าสองชอบร้องเพลง คนที่มุมานะอย่างเจ้าสามก็ชอบนั่งฝึกวิชา ปกติจึงไม่ค่อยออกจากห้องกัน”จางเสี่ยวฝานค่อยเข้าใจกระจ่าง ซ่งต้าเหรินลูบศีรษะมันอย่างเอ็นดู สั่งกำชับอีกสองสามคำค่อยหันกายผละไปจางเสี่ยวฝานกลับเข้าห้องปิดประตู วินาทีนั้นรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพลันเงียบกริบลง มันเดินไปนั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะ สักพักก็เป่าตะเกียง ถอดเสื้อตัวนอกล้มตัวนอน พลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง จนในที่สุดก็ผล็อยหลับไป “อ๊ะ!”ในความมืด จางเสี่ยวฝานอุทานพลางดีดตัวขึ้นนั่งหอบหายใจแรง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก มันฝันว่ากลับไปอยู่ในวัดหญ้าคา ได้เห็นพ่อแม่และเพื่อนเล่นทั้งหลาย ยังมีลุงป้าน้าอาคนอื่นๆ ทุกคนล้วนยิ้มแย้มแจ่มใส แต่แล้วทันใดนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนสภาพเป็นซากศพ เลือดแดงฉานไหลนองเป็นสายน้ำ ตายในสภาพน่าสยดสยองสุดขีดมันนั่งตัวสั่นอยู่บนเตียงอีกครู่ใหญ่ รอจนหายใจเป็นปกติ สายตาปรับเข้ากับความมืด แสงจันทร์นวลตาสาดลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยเป็นลำเฉียง ส่องพื้นอิฐจนขาวกระจ่างดุจปุยหิมะจางเสี่ยวฝานปราศจากความง่วงงุน มันคลานลงจากเตียงเดินไปที่ประตู ผลักเปิดดัง ‘แอ๊ด’ แล้วเดินออกไปรอบด้านเงียบสงัด เสียงจักจั่นเรไรร้อง แสงจันทร์ผุดผาดดุจสายน้ำอาบร่างมันทั้งตัวมันแหงนมองฟ้า เห็นจันทร์ประดับอยู่กลางนภา เปล่งแสงสุกสกาวข่มดาวระยิบระยับให้หม่นแสง“ไม่รู้จิงอวี่ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มันนอนไม่หลับเหมือนเราหรือเปล่าหนอ”มันพึมพำขึ้นเบาๆ ถอนใจจะเดินกลับห้อง แต่พอเอี้ยวตัวอกเสื้อก็คลายออก ของสิ่งหนึ่งตกลงมากลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นจางเสี่ยวฝานรีบก้มลงเก็บ ปรากฏว่าเป็นมุกสีม่วงไร้ประกาย ตรงกลางเจาะรู มันก็คือมุกที่ผู่จื้อร้อยไว้ในประคำหยกนั่นเอง หลายวันมานี้มันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์ ลืมเลือนของสิ่งนี้ไปนานแล้ว ตอนนี้จึงนึกออกว่าผู่จื้อเคยสั่งให้โยนมุกเม็ดนี้ลงเหวลึกคิดถึงตรงนี้ในใจก็ขมขื่น พ่อกับแม่ไม่เหลืออะไรให้มันดูต่างหน้า ผู่จื้อกับมันมีวาสนา แค่พบกันคืนเดียวกลับเหมือนคนในครอบครัว และเจ้ามุกน่าเกลียดเม็ดนี้ก็คือของสิ่งเดียวที่ผู่จื้อทิ้งไว้ให้มันจางเสี่ยวฝานชูมุกขึ้นกลางอากาศ ท่ามกลางแสงจันทร์ผ่องอำไพกลับเห็นมุกเม็ดนั้นสีเปลี่ยนไปกลายเป็นจางลงและใสขึ้นจนเห็นคลื่นสีเขียวจางๆ ที่ม้วนตัวอยู่ในนั้นได้รำไร มันเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต พยายามจะเจาะทะลุออกมา เพียงแต่พอมันกระทบผิวนอกของมุกก็จะปรากฏสัญลักษณ์ ‘卐’* ขวางทางไว้ บังคับให้มันไหลย้อนกลับจางเสี่ยวฝานเพ่งตาสังเกตอยู่นาน ในใจรู้สึกชอบขึ้นมาหลายส่วน อีกทั้งเห็นมันเป็นของที่ระลึกจากผู่จื้อจึงตัดใจโยนทิ้งไม่ลง คิดลังเลอยู่ค่อนวัน ในที่สุดก็แก้เชือกแดงที่ห้อยคอ เชือกแดงเส้นนี้เป็นเครื่องรางที่พ่อแม่ผูกให้มันตั้งแต่ยังเด็ก เหมือนกับสร้อยเงินป้ายทองที่คนรวยมีติดตัวกัน แต่บ้านมันจนจึงต้องใช้เชือกแดงแทนมันร้อยมุกเม็ดนั้นเข้ากับเชือก พอห้อยคอ มุกก็ตกมาอยู่ที่ระดับหน้าอกพอดี ไม่รู้สึกเย็นแต่ให้ความอบอุ่นอยู่เล็กน้อย มันยิ้มกับตัวเอง เงยหน้าขึ้นชมแสงจันทร์อีกครั้งก่อนจะเดินกลับเข้าห้องวันแรกในสำนักเมฆาเขียวของมันก็จบลงเช่นนี้* เครื่องหมาย ‘สวัสติกะ’ มาจากคำภาษาสันสกฤต ประกอบด้วยคำว่า ‘สุ’ ซึ่งแปลว่าดี และคำว่า ‘อัสติ’ ซึ่งแปลว่าเป็น, อยู่ ส่วนคำว่า ‘กะ’ เป็นคำลงท้าย ถูกใช้ในหลายวัฒนธรรมของโลก มีอายุยาวนานกว่า 3,000 ปี

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in กระบี่เทพสังหาร

    นิยายยอดนิยม

    Facebook