• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    ทดลองอ่านนิยายเพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 16 บทที่ 2

    บทที่ 2

    สะกดรอย ดักซุ่ม

     

    ท่ามกลางความมืดมิด เงาร่างเปล่งแสงสีขาวค่อยๆ ปรากฏขึ้น

    ขณะมองเห็นเค้าโครงเงาขาวในที่ไกลนั้น ดวงตาของเยี่ยเฉินยวนพลันหรี่เขม็ง หัวใจเต้นเร็วยิ่งขึ้น ในลำคอมีรสชาติขมฝาด มันกลืนน้ำลาย ระบายลมหายใจออกยาวๆ หนึ่งเฮือก สี่นิ้วมือขวาคลายแล้วบีบเล็กน้อยบนด้ามกระบี่อัคคีเพลิงเพื่อให้แน่ใจว่าฝ่ามือยังคงอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมที่สุด

    เงาขาวเข้ามาใกล้มันและเปลี่ยนช้าๆ จากเงาลวงเป็นร่างจริงที่มีน้ำหนักและความรู้สึก เงาขาวลดอยู่ตรงสองมือทั้งสองฝั่งแล้วเหยียดยาวลง…ไม่ เยี่ยเฉินยวนมองเห็นแล้ว เป็นกระบี่คู่หนึ่งที่ปรากฏในมือฝ่ายตรงข้าม

    เยี่ยเฉินยวนมิอาจเห็นชัดถึงโฉมหน้าและกลิ่นอายของเงาขาวนี้ มองออกเพียงชุดคลุมสีขาวที่มันสวมอยู่ แต่ในใจมันกระจ่างอย่างยิ่งว่านั่นคือผู้ใด

    เป็นร่างผสมของคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งสองในชีวิตมัน

    ในที่สุดก็ถึงระยะต่อสู้แล้ว เงาขาวนั้นหยุดฝีเท้าลง ย่อร่างกายต่ำลงพอประมาณ ยกกระบี่คู่อยู่ระดับอก ตั้งท่าต่อสู้รับศึกอันไร้ช่องโหว่ให้โจมตี

    ทุกครั้งที่ถึงช่วงเวลาเช่นนี้เยี่ยเฉินยวนล้วนตื่นเต้นจนตะโกนอยู่ในใจ บนโลกไม่มีความสุขใดมากไปกว่านี้อีกแล้ว เยี่ยเฉินยวนปีศาจกระบี่แห่งอู่ตังเกิดมาเพื่อการสัประยุทธ์เช่นนี้

    ทว่าสิ่งที่มันเผชิญกลับเป็นความเศร้าซึมอันใหญ่หลวง ขณะที่มันมองดูเงาขาวนั้นพลางตั้งท่าต่อสู้ต่อต้านตามสัญชาตญาณ ก็พบความจริงอันโหดร้ายข้อหนึ่งอีกครั้ง มันไม่มีกระบี่มือซ้ายแล้ว ไม่มีตลอดกาล

    เงาขาวฝั่งตรงข้ามเปล่งเสียงถอนหายใจ

    เยี่ยเฉินยวนมองเห็น ความเดือดดาลกลบความเศร้าซึมหมดสิ้น

    “หุบปาก” เยี่ยเฉินยวนกัดฟันกล่าว “เก็บความสงสารของเจ้าไว้ให้ผู้อื่น ข้ายังสังหารเจ้าได้”

    คมที่เปล่งประกายสีแดงอ่อนๆ ของกระบี่อัคคีเพลิงยกขึ้นมา ชี้ไกลไปยังหว่างคิ้วของเงาขาว

    ใบหน้าของเงาขาวนั้นเลือนราง มีเพียงดวงตาทั้งสองที่ชัดเจนและเฉียบคมอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับเปลี่ยนแปลงเบื้องหน้าเยี่ยเฉินยวนไม่หยุด ลักษณะดวงตานั้นประเดี๋ยวแก่ชรา ประเดี๋ยวหนุ่มฉกรรจ์

    เยี่ยเฉินยวนย่อมรู้ว่าเพราะเหตุใด บางครั้งดวงตานั้นเป็นของเหอจื้อเซิ่ง บางครั้งเป็นของเหยาเหลียนโจว

    ทว่าไม่ว่านั่นเป็นผู้ใด เยี่ยเฉินยวนเองก็กระจ่างยิ่งนัก ต่อให้แขนทั้งสองของตนเองยังครบถ้วนก็ไม่มีโอกาสรบชนะเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้

    แต่มันมิได้หลีกหนีเพราะเหตุนี้เป็นอันขาด มันตัดสินใจแล้วว่าจะเผาผลาญชีวิตที่ไม่สมบูรณ์นี้ให้หมดสิ้น เพื่อการนี้มันต้องเสาะหาหนทางแห่งการต่อสู้

    ความลี้ลับของมันอยู่ที่การควบคุมร่างกายนี้ในขณะนี้

    ขณะเยี่ยเฉินยวนหายใจเข้าออก กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่งสมพลังดั่งขดลวดพร้อมดีด ขาทั้งสองย่อลงท่านั่งม้า เป็นท่ายกมือของกระบี่มังกรเหินอู่ตัง

    เงาขาวมองออกแล้ว ท่าต่อสู้ของกระบี่คู่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เตรียมรับการแทงมาของกระบี่มังกรเหิน

    เยี่ยเฉินยวนกลับมิได้สนใจ พอผุดความคิดขึ้นก็ใช้วิชายืมภาวะนึกถึงสัตว์ร้ายโผบิน ร่างกายปลุกเร้าพลังจากขาไปสู่เอวและแผ่นหลัง คนกับกระบี่ลอยซัดออกไปข้างหน้า

    การลอยตัวแทงกระบี่นี้มิเพียงแฝงหลักการของกระบี่มังกรเหินอู่ตัง แต่ยังผสมเข้ากับเคล็ดลับท่านภาทลายในกระบี่พยัคฆ์มังกรคู่ผู้เมียสำนักชิงเฉิง ทั้งยังมีวิธีปล่อยพลังชักแทงของทวนใหญ่สำนักเอ๋อเหมย

    ปลายกระบี่อัคคีเพลิงพกพาเสียงแหวกฝ่าอากาศ บรรลุถึงลำคอของเงาขาว

    เงาขาวคาดคำนวณวิถีกระบี่ของเยี่ยเฉินยวนก่อนแล้ว กระบี่ซ้ายยกเฉียงเตรียมรับกระบี่มังกรเหิน ในขณะเดียวกันกระบี่ขวาเตรียมตีโต้สืบต่อแล้ว หมายจะโจมตีเยี่ยเฉินยวนที่มีแขนเดียวและอยู่กลางอากาศไร้ที่ให้หนีได้

    ในใจเยี่ยเฉินยวนกลับมิได้สนใจกระบี่ขวาที่ถึงแก่ชีวิตนั้นแม้แต่น้อย เพียงจดจ่ออยู่กับช่วงเวลาที่กระบี่อัคคีเพลิงของตนเองปะทะกับกระบี่ซ้ายฝ่ายตรงข้าม

    ชั่วขณะอันแสนสั้นนั้นคือโอกาสอยู่รอดเพียงหนึ่งเดียวของมัน

    เมื่อคมกระบี่แตะสัมผัส คมกระบี่ในมือเยี่ยเฉินยวนพลันปล่อยแรงสั่นสะเทือนวูบหนึ่งออก

    มิถูก นั่นหาใช่แรงสั่นสะเทือนไม่ แต่เป็นการกรีดออกด้วยวิถีโค้งที่ทั้งสั้นกระชั้นและละเอียดอย่างยิ่ง

    ในสายตาจอมกระบี่ที่แท้จริง นั่นคือวงโค้ง

    กระบี่ไท่จี๋ วงแหวนป่วนเล็ก รัศมีแคบจนมิอาจแคบได้อีก แต่การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนั้นกลับเป็นการจำแนกเป็นตาย การขจัดพลังเล็กๆ ของวงโค้งสร้างช่องโหว่อันน้อยนิดในการป้องกันของคู่ต่อสู้ และท่าทางของกระบี่มังกรเหินยังตรงเข้าจากช่องโหว่นั้นในขณะเดียวกัน ผ่านเข้าดวงตาและหัวสมองของมันก่อนก้าวหนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะตอบโต้

    ภายในกระบี่นี้ได้นำหยินหยางของไท่จี๋แห่งอู่ตังเชื่อมโยงเป็นหนึ่ง และเยี่ยเฉินยวนยังต้องลอยตัวขึ้นจากพื้น ความเฉียบคมกับความมุ่งมั่นที่ต้องการไม่ต่างจากการใช้เข็มแหลมแทงทะลุกลีบดอกไม้ที่ลอยลิ่วกลางอากาศ

    แต่หากเยี่ยเฉินยวนในวันนี้ต้องชิงชัยกับยอดฝีมือแห่งยุคอีก ก็ทำได้เพียงเดิมพันไว้กับกระบวนท่ากระบี่เช่นนี้

    การเคลื่อนไหวของกระบี่อัคคีเพลิงคล้ายปัดกระบี่มือซ้ายของเงาขาวเฉไปแล้ว แต่ในขณะเดียวกันเยี่ยเฉินยวนกลับรู้สึกมึนงงอย่างรุนแรง มันสูญเสียความรู้สึกต่อทิศทางบนโลกในชั่วขณะ ท่วงท่าลอยเคลื่อนพังทลาย มันประหนึ่งวิหคเหินที่ปีกหักร่วงหล่นลง

    ขณะหล่นวูบ ความรู้สึกคลื่นเหียนอันทุกข์ทรมานอย่างยิ่งผุดขึ้นตรงหน้าอก มันอาเจียนโดยไม่รู้ตัว

    กลิ่นของกรดในกระเพาะอาหารนั้นดึงมันกลับสู่ความเป็นจริง

    เยี่ยเฉินยวนนั่งอยู่ในที่นั่งของห้องโดยสารรถ ก้มตัวอาเจียนไปข้างล่างสืบต่อ

    ซีเสี่ยวเหยียนที่นั่งอยู่ตรงข้ามมันยามนี้หยิบถังไม้เล็กๆ ใบหนึ่งมาวางไว้ด้านล่างรองรับให้เยี่ยเฉินยวน

    ความจริงตลอดทั้งวันเยี่ยเฉินยวนยังมิได้กินสิ่งใด สิ่งที่ระบายออกมาล้วนเป็นเพียงความทุกข์ ไม่นานก็ฟื้นคืนกลับมา

    ซีเสี่ยวเหยียนยังหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำสะอาดกระบอกหนึ่งมาให้เยี่ยเฉินยวนบ้วนชำระ

    “อวี่ชวน หากผ่านริมน้ำอีกล่ะก็หยุดสักหน่อย” ซีเสี่ยวเหยียนกล่าวหลังเคาะผนังห้องโดยสารรถ

    “ขอรับ” ผู้เป็นสารถีถ่ายทอดเสียงขานรับมา

    ซีเสี่ยวเหยียนเก็บกระบอกไม้ไผ่และถังไม้ มองดูเยี่ยเฉินยวน มันวินิจฉัยได้ยากยิ่งนักว่ารองเจ้าสำนักเยี่ยเฉินยวนไม่เป็นไรแล้วใช่หรือไม่…นับจากเสียแขนที่ศึกเขาอู่ตังเป็นต้นมา ใบหน้าของเยี่ยเฉินยวนก็มืดครึ้มจนเหมือนผี ราวกับสูญเสียวิญญาณในวันวานไป มิอาจจำแนกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายและจิตใจมัน

    ซีเสี่ยวเหยียนหมายเปิดหน้าต่างบานหนึ่งระบายอากาศ แต่ถูกเยี่ยเฉินยวนยับยั้งเอาไว้

    “อย่าให้คนสัญจรมองเห็นจะดีกว่า” มันกล่าว

    เยี่ยเฉินยวนและซีเสี่ยวเหยียนยามนี้ล้วนแต่งกายเป็นพ่อค้า อาวุธต่างก็วางอยู่อีกด้านหนึ่งของห้องโดยสารรถ รอยสักใต้ดวงตาทั้งสองของเยี่ยเฉินยวนทาด้วยเครื่องประทินผิวสีขาวหนาๆ เพื่อปกปิด มองไกลๆ สังเกตเห็นได้ไม่ง่ายนัก แม้กล่าวว่าบุคลิกคนทั้งสองไม่คล้ายพ่อค้าสักนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ปลอมตัวเลย

    รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าสืบต่อ คนทั้งสองนิ่งเงียบพักหนึ่ง สุดท้ายซีเสี่ยวเหยียนยังคงอดมิได้ที่จะถาม “ยังคงมิได้หรือ”

    เยี่ยเฉินยวนมองดูบริเวณว่างเปล่าในห้องโดยสารรถ ส่ายหน้าช้าๆ

    หลังจากมันหายจากอาการบาดเจ็บสาหัสก็ฝึกฝนวิทยายุทธ์ใหม่ทันที อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือต้องปรับตัวเข้ากับร่างกายที่สูญเสียแขนข้างหนึ่ง ภายนอกเหมือนง่ายดายยิ่งนัก ขอเพียงใช้มือเดียวต่อสู้ก็พอแล้ว ทว่าความจริงย่อมมิได้ง่ายดายเช่นนั้น หลังจากไม่มีแขนซ้าย สมดุลทั้งร่างกายของเยี่ยเฉินยวนก็เปลี่ยนไป ต่อให้ก้าวเดินธรรมดาก้าวเดียวหรือบิดเอวก็แตกต่างกับความรู้สึกเมื่อก่อนอยู่บ้าง ยิ่งมิต้องกล่าวถึงวรยุทธ์ขั้นสูงที่ต้องใช้การประสานงานอย่างละเอียดกับความสมดุล

    จะปรับตัวให้เข้ากับร่างพิการ เยี่ยเฉินยวนจอมกระบี่ขั้นสูงผู้นี้กลับลำบากยิ่งกว่าคนทั่วไปเสียอีก หลายสิบปีที่ผ่านมามันฝึกฝนความรู้สึกร่างกายและความสมดุลอันฉับไวของตนเองเช้าค่ำจนซึมซับเข้าเนื้อเข้ากระดูกนานแล้ว บัดนี้ต้องปรับเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง เทียบกับผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนยังลำบากกว่าเสียอีก

    หลายปีมานี้เยี่ยเฉินยวนใช้ความพยายามเกินกว่าจะจินตนาการ กอปรกับซีเสี่ยวเหยียนช่วยเหลืออย่างสุดตัว จึงกอบกู้วิชากระบี่ใหม่ได้ทีละก้าว ซีเสี่ยวเหยียนที่มีแขนยาวข้างหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในร่างกายที่ไม่สมดุลตั้งแต่เด็ก คำแนะนำของมันจึงช่วยเหลือเยี่ยเฉินยวนได้ไม่น้อย จนสร้างวิธีควบคุมร่างกายใหม่ชุดหนึ่งออกมาได้

    ทว่าในขณะที่เยี่ยเฉินยวนจินตนาการถึงกระบวนท่ากระบี่มังกรเหินอู่ตังที่ผสมผสานไท่จี๋ยังประสบกับอุปสรรคใหญ่อีกอย่างหนึ่ง จะใช้ทักษะสดับพลังอันละเอียดอ่อนของไท่จี๋กลางอากาศต้องมีการตอบสนองอันแม่นยำอย่างยิ่งต่อตำแหน่งต่างๆ แต่ด้วยสมดุลร่างกายของมันไม่เพียงพอจะรับมือ จึงเกิดปฏิกิริยามึนงงขณะลงมือ ไม่ว่าจะลองฝึกจริงอีกครั้งหรือฝึกฝนในจินตนาการเหมือนเมื่อครู่ ผลสุดท้ายยังคงมิอาจพิชิตได้

    จะมีวันที่ข้ามผ่านมันไหม หรือว่าไม่มีวันสำเร็จกระบวนท่านี้ได้ มิอาจรู้ได้โดยแท้จริง…

    แต่เขาลูกนี้เยี่ยเฉินยวนตัดสินใจจะปีนขึ้นไป ไม่ว่าจะตกลงมากี่ครั้งก็ตาม

    นี่คือชีวิตของมัน นี่คืออู่ตัง

    เมื่อผ่านเส้นทางช่วงหนึ่ง รถม้าค่อยๆ ชะลอลง ด้านนอกถ่ายทอดสุ้มเสียงนั้นมาอีกครั้ง

    “ด้านนอกเป็นริมแม่น้ำ”

    หลังรถม้าหยุดนิ่ง ซีเสี่ยวเหยียนแหวกม่านไม้ไผ่ของห้องโดยสารรถออกแล้วก้าวลงมา ชุดคลุมแพรที่มันสวมตัวใหญ่เป็นพิเศษ อำพรางรูปร่างล่ำสันนั้น และแขนประหลาดข้างขวาก็ถูกแขนเสื้อกว้างยาวปิดไว้เช่นกัน ขอเพียงไม่ขยับก็สังเกตเห็นความผิดปกติได้ยาก

    ซีเสี่ยวเหยียนไม่คุ้นเคยกับการแต่งกายเช่นนี้อย่างมาก มันยกมือจัดหมวกที่จะตกลงมา เงยหน้ามองดูฟ้า ฟ้าครามยามเหมันต์ปลอดโปร่งผิดปกติ ไม่มีเมฆขาวแม้แต่น้อย แสงแดดแรงกล้าสาดส่องบนแม่น้ำคดเคี้ยวที่ถูกป่าผืนนี้บดบัง ก้อนหินที่เปียกชุ่มในน้ำตื้นเหมือนเปล่งประกายได้

    ม้าสองตัวที่ติดตามรถอยู่ต่างก็หยุดลง ผู้ขี่ที่พกดาบกระโดดลงจากอานม้า ผงกศีรษะให้ซีเสี่ยวเหยียนจากนั้นก็จูงม้าไปกินน้ำริมแม่น้ำ

    ด้านหน้ารถม้ามีสองคนกระโดดลงมาเช่นกัน ผู้ที่รูปร่างเตี้ยเล็กผิวหน้าเข้มคล้ำด้านซ้ายคือสารถี ในมือมันถือแส้พลางหยิบผ้าจากข้างเอวเพื่อเช็ดเม็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนระบายลมหายใจยาวๆ

    อีกคนหนึ่งเยาว์วัยกว่าสารถี น่าจะอายุเท่ากับซีเสี่ยวเหยียน รูปร่างผอมสูงและฝีเท้าว่องไว ฝ่ามือที่อยู่ข้างลำตัวกว้างใหญ่ผิดปกติ หน้าตาของมันแม้เด็ดเดี่ยวมิเท่าซีเสี่ยวเหยียน แต่ก็เปี่ยมด้วยความป่าเถื่อน หางตาด้านซ้ายเคยบาดเจ็บ แผลเป็นสามขีดทำให้ขนคิ้วดูเหมือนขาดช่วงขาดตอน หนังตาก็ผิดรูปเพราะรอยแผล ทำได้เพียงลืมตาครึ่งหนึ่ง ดูเหมือนดวงตาใหญ่ข้างเล็กข้าง แต่ลักษณะของมันหาได้ชวนให้น่าขันเพราะเหตุนี้ไม่ ความกล้าหาญที่เปล่งออกมาจากในดวงตามิได้ลดลงสักนิด

    ซีเสี่ยวเหยียนผงกศีรษะให้กันกับบุรุษผู้นี้

    เยี่ยเฉินยวนเองก็ออกมาจากด้านหลังรถเช่นกัน มันยื่นมือปิดบังดวงตาตามสัญชาตญาณ หลังจากบาดเจ็บและต้องพักผ่อนระยะเวลาหนึ่งมันก็เกลียดแสงแดดยิ่งนัก

    บุรุษผู้นั้นมองดูเยี่ยเฉินยวน ซ้ำยังมองสายตาของซีเสี่ยวเหยียน เข้าใจถึงสาเหตุที่หยุดรถแล้ว มันหันหน้ากำชับสารถีผู้นั้น

    “เหล่าถาน ไปตักน้ำริมแม่น้ำ ชะล้างในรถสักหน่อย”

    เหล่าถานผู้เป็นสารถีความจริงไม่จำเป็นต้องรอบุรุษผู้นั้นสั่งการก็รู้ว่าต้องทำอันใด มันหยิบผ้าขี้ริ้วและถุงหนังที่ใช้ใส่น้ำออกมาจากใต้ที่นั่งอย่างมือไม้คล่องแคล่ว เพียงเพราะเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วระหว่างทาง

    “เหมาะเจาะ” เหล่าถานหยิบยกสิ่งต่างๆ มากล่าว “ข้าเองก็จะให้ม้ากินน้ำ” กล่าวพลางเดินไปยังริมแม่น้ำ

    ซีเสี่ยวเหยียนมองดูรอบด้านอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้อื่นจึงยกแขนขวาขึ้นหมุนแล้วยืดเหยียดหลายครั้ง ซ้ำยังเหวี่ยงกลางอากาศอีกหลายหมัด แม้ถูกแขนเสื้อชุดคลุมนั้นกีดขวาง แต่แขนยาวที่มีสี่ข้อต่อตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อมือข้างนี้ของซีเสี่ยวเหยียนยามเหวี่ยงหมัดก็ยังคงบังเกิดเสียงแหวกฝ่าอากาศ แม้แต่ผู้ขี่ม้าสองคนนั้นที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำก็ได้ยิน จึงอดมิได้ที่จะมองมาอย่างตกใจ

    ซีเสี่ยวเหยียนเก็บท่าหมัด ถามบุรุษผู้นั้น “อวี่ชวน อีกนานแค่ไหน เรามาถูกทางหรือไม่”

    บุรุษผู้นั้นทอดมองทิศทางข้างหน้าพลางกล่าว “มิผิดแน่ ศิษย์พี่ซี ตลอดทางล้วนมีสัญลักษณ์ที่หยวนชางทิ้งไว้ ดูท่าคนแซ่เหยียนผู้นั้นคงจะไปเมืองหลินเจียง ยังเหลือระยะทางอีกประมาณสองวัน”

    หลิงอวี่ชวนบุรุษผู้นี้คือศิษย์ที่ประจำการภายนอกของสายพญางู หนึ่งในผู้รอดชีวิตจำนวนน้อยจากเคราะห์กรรมความพินาศแห่งอู่ตัง หลิงอวี่ชวนเดิมเป็นหูตาที่อันฮุยของสำนักอู่ตัง รับหน้าที่รวบรวมข้อมูลของสำนักปากว้าแห่งฮุยโจวโดยเฉพาะ มันกับสหายร่วมสำนักที่ประจำการภายนอกของสายพญางูคนอื่นๆ ต่างกันอยู่บ้าง วิทยายุทธ์การต่อสู้นับว่าไม่ธรรมดา นอกจากท่าร่างวิชาตัวเบาแล้ว ยังชำนาญอาวุธลับมีดบินเป็นพิเศษ เพียงเพราะตลอดมามันยึดถือฝานจงผู้อาวุโสเป็นเป้าหมาย หลิงอวี่ชวนผ่านการฝึกฝนสองปีที่ภายนอก เดิมทีมีความหวังอย่างยิ่งที่จะถูกเรียกกลับเขาอู่ตังอีกครั้งเพื่อเลื่อนขั้นเป็นอสรพิษน้ำตาลคนใหม่

    และเพราะจุดเด่นนี้ หลิงอวี่ชวนจึงรอดพ้นเคราะห์กรรม มันอยู่ที่อันฮุยหาได้ซุ่มซ่อนเป็นคนธรรมดาเหมือนสหายร่วมสำนักคนอื่นไม่ แต่กลับเคลื่อนไหวโดดเด่นในยุทธภพท้องถิ่น กลายเป็นมืออันธพาลฝ่ายอธรรมที่มีชื่อเสียงได้เร็วยิ่งนัก พฤติการณ์นี้ทั้งเป็นฝีมือที่ฝึกฝนมาจากการต่อสู้ต่อยตียามปกติและอาศัยสถานะบนเส้นทางนี้อำพราง แน่นอนว่ามันอยู่ในยุทธภพหาได้ใช้ชื่อจริงเคลื่อนไหวไม่ แต่แปลงชื่อเป็น ‘หลินอาสุ่ย’ นอกจากนี้ความสัมพันธ์และกำลังคนที่มันสร้างขึ้นก็ช่วยเหลือในการรวบรวมข้อมูลกับงานเฝ้าจับตาได้อย่างมาก

    ด้วยเหตุนี้เองขณะที่องครักษ์เสื้อแพรแห่งราชสำนักยกกำลังสังหารหูตาสายพญางู ตามใบรายชื่อที่เจียงหนิงเอ้อร์มอบให้ หลิงอวี่ชวนจึงรู้ข่าวล่วงหน้า พลิกกลับมากำจัดมือสังหารขององครักษ์เสื้อแพรและหนีตาย

    และในขณะซีเสี่ยวเหยียนแบกเยี่ยเฉินยวนที่บาดเจ็บสาหัสหนีออกจากเขาอู่ตัง หลิงอวี่ชวนคือคนแรกที่พบเจอพวกมันโดยบังเอิญบนเชิงเขา

    ซีเสี่ยวเหยียนที่เบื่อหน่ายอย่างยิ่งตลอดทางก้มตัวเก็บก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งขึ้นมาจากบนพื้น ลูบไล้โยนรับอย่างใจลอยอยู่ในมือ ในขณะเดียวกันถามหลิงอวี่ชวน “ศิษย์น้อง เจ้าคิดว่าคนแซ่เหยียนผู้นั้นไปทำอะไรที่หลินเจียง จะเกี่ยวข้องกับพวกเราจริงหรือ”

    หลิงอวี่ชวนยักไหล่ “บอกได้ยากยิ่งนัก แต่มันนำคนไปด้วยมากเพียงนี้ ต้องมีเรื่องเป็นแน่ ส่วนคืออะไร ไม่นานพวกเราคงรู้”

    ซีเสี่ยวเหยียนพยักหน้า หลิงอวี่ชวนแม้เป็นอนุชนและผู้ใต้บังคับบัญชาของมัน แต่ประสบการณ์ในยุทธภพโชกโชน ซีเสี่ยวเหยียนเชื่อการชี้ขาดของมัน

    สาเหตุที่พวกมันเดินทางอยู่บนเส้นทางสายนี้ เพราะต้องการสะกดรอยตาม ‘คนรู้จักเก่า’ คนหนึ่ง นั่นคือเหยียนชิงถงอดีตประมุขสำนักคุ้มภัยเจิ้นซีที่เคยวางแผนล้อมโจมตีเหยาเหลียนโจวเจ้าสำนักอู่ตังที่เมืองซีอาน

    ที่แท้ในวันนั้นหลังเยี่ยเฉินยวนกับซีเสี่ยวเหยียนคลาดกับเว่ยตงหลิวที่เมืองหนานจิงก็ปราศจากความคิดที่จะตามหาเบาะแสของเจ้าสำนัก ต่อมาซีเสี่ยวเหยียนนึกถึงบทสนทนากับอูจี้หงครานั้น ซึ่งคล้ายว่าการที่อู่ตังถูกทำลายจะเกี่ยวข้องกับแผนการของตำหนักหนิงอ๋อง จึงหันเหไปยังเมืองหนานชางกับเยี่ยเฉินยวนและสหายร่วมสำนักที่หลงเหลือของสายพญางูเพื่อสืบเสาะความเคลื่อนไหวของตำหนักอ๋อง ดูว่ามีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่

    ในเมืองหนานชางนั้นเอง พวกมันกลับพบบุคคลที่คาดคิดไม่ถึงผู้หนึ่ง เป็นเหยียนชิงถงที่หลบหนีมาโดยตลอด อีกทั้งเห็นได้ชัดว่ากำลังกระทำการให้ตำหนักหนิงอ๋อง

    “คนผู้นี้ไม่มีความรู้ความสามารถแท้จริงแต่อย่างใด แต่เส้นสายในฝ่ายธรรมะอธรรมและยุทธภพกว้างยิ่งนัก” หลิงอวี่ชวนคือสายลับของสายพญางู รู้ถึงภูมิของเหยียนชิงถงอดีตศิษย์ภายในแห่งสำนักซินอี้ผู้นี้พอสมควร “หนิงอ๋องต้องใช้มันทำเรื่องในด้านเหล่านี้เป็นแน่”

    ซีเสี่ยวเหยียนยังคิดอีกว่าในวันนั้นอูจี้หงเคยกล่าวว่าจะรับซางเฉิงอวี่กลับตำหนักหนิงอ๋อง และหากเจ้าสำนักเหยายังคงอยู่ ผู้ที่ต้องการชีวิตของมันที่สุดบนโลกคงมีเพียงอดีตรองเจ้าสำนักและศิษย์ทรยศคนแรกของอู่ตังผู้นี้

    หากซางเฉิงอวี่อยู่ที่ตำหนักหนิงอ๋องจริง ไม่แน่ว่าอาจอาศัยคนแซ่เหยียนผู้นี้ไปสอบถามเบาะแสของเจ้าสำนัก…

    กระนั้นหลิงอวี่ชวนกับสหายร่วมสำนักลอบจับตามองพฤติกรรมของเหยียนชิงถงอย่างใกล้ชิด กระทั่งสามวันก่อน พบว่าเหยียนชิงถงออกเดินทางไปจากหนานชาง อีกทั้งนำกองกำลังกลุ่มใหญ่ไปด้วย ทั้งหมดน่าจะเป็นองครักษ์ของตำหนักหนิงอ๋อง

    หรือว่ามันพบอะไรเข้าแล้วจริงๆ

    แม้ยังไม่แน่ชัด แต่นี่คือเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวในมือของพวกซีเสี่ยวเหยียนขณะนี้ หลังหารือกับเยี่ยเฉินยวน พวกมันจึงตัดสินใจดำเนินการสะกดรอยตาม ให้เฉิงหยวนชางศิษย์สายพญางูสะกดรอยตามอย่างใกล้ชิดอยู่ด้านหน้าและทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ คนอื่นๆ ติดตามรั้งท้าย

    ซีเสี่ยวเหยียนกับหลิงอวี่ชวนสบตากันโดยไม่กล่าวคำ พวกมันต่างรู้ว่าในใจฝ่ายตรงข้ามคิดอะไรอยู่ สองปีมานี้พยายามตามหาเบาะแสเจ้าสำนักเหยาสุดความสามารถ แต่ก็คว้าน้ำเหลว ครานี้พวกมันก็มิกล้าฝากความหวัง

    คนทั้งสองมองไปยังด้านหลัง เห็นเพียงรองเจ้าสำนักเยี่ยเดินถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นั่งสมาธิหลับตาอยู่ใต้เงาไม้แล้ว คนทั้งสองมองดูเยี่ยเฉินยวนเงียบๆ ท่วงท่านั่งสมาธินั้นของรองเจ้าสำนักหาได้คล้ายนักบวชเข้าฌานไม่ แต่ชวนให้รู้สึกเหมือนสิ่งที่ไม่มีชีวิต ซีเสี่ยวเหยียนเห็นแล้วอดมิได้ที่จะเผยสีหน้าสังเวชจางๆ ออกมา

    รองเจ้าสำนักเยี่ยในวันนี้เหมือนเหลือเพียงครึ่งตัวก็มิปาน…

    ซีเสี่ยวเหยียนจำคำพูดที่เยี่ยเฉินยวนกล่าวกับมันในถนนมืดเมืองหนานจิงคืนนั้นได้ ความหวังในการฟื้นฟูอู่ตังผูกไว้กับเหยาเหลียนโจวทั้งหมด

    ขณะเยี่ยเฉินยวนกล่าวคำพูดนั้น สีหน้าแน่วแน่ไม่หวั่นไหวเช่นไร มีเพียงช่วงเวลาเช่นนั้นที่ใบหน้าดุจผีร้ายของมันเผยเปลวไฟแห่งชีวิตเช่นเมื่อก่อนขึ้นมาอีกครั้ง

    แต่สองปีแล้ว ซีเสี่ยวเหยียนมีโอกาสหลีกหนีไปคิด ในใจมันกระจ่างยิ่งนักว่าความหวังในการตามหาเหยาเหลียนโจวค่อยๆ เลือนรางลงเรื่อยๆ ความคิดของพรรคพวกคนอื่นๆ ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน

    บัดนี้สิ่งที่ค้ำจุนพวกมันผู้เหลือรอดของอู่ตังเหล่านี้อาจเป็นความยึดมั่นของเยี่ยเฉินยวน

    หากวันใดรองเจ้าสำนักไม่อยู่ พวกเราจะกลายเป็นเช่นไร…ข้าจะนำพวกมันเดินต่อไปได้อย่างไร…

    ในมือของซีเสี่ยวเหยียนบังเกิดเสียงแตกร้าวออกมา มันแบออก กลางฝ่ามือเป็นก้อนหินที่แตกเป็นสองส่วน เมื่อครู่พอมันนึกถึงเรื่องที่สะเทือนใจ นิ้วมือก็ออกแรงบีบก้อนหินเล็กนั้นจนแตกโดยไม่รู้ตัว หลิงอวี่ชวนมองเห็นจากด้านข้างอดมิได้ที่จะตกตะลึง

    ทักษะของศิษย์พี่ซีมิใช่พูดเล่นจริงๆ…พวกเราโชคดีที่ยังมีมัน!

    ซีเสี่ยวเหยียนไม่ได้ยินคำพูดในใจของหลิงอวี่ชวน มันรู้สึกเพียงหน้าที่การเป็นหัวหน้าของตนเองหนักอึ้งราวพันชั่ง ตอนอยู่ที่เขาอู่ตัง มันไม่เคยจินตนาการว่าสักวันตนเองจะต้องแบกรับภารกิจหนักเช่นนี้

    มันโยนหินแตกทิ้งไปและล้วงเสบียงกับกระบอกน้ำออกมาจากในถุงสัมภาระข้างรถม้า เดินไปเบื้องหน้าเยี่ยเฉินยวน

    “รองเจ้าสำนัก ท่านยังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน” ซีเสี่ยวเหยียนยื่นเสบียงและน้ำให้เยี่ยเฉินยวน “หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะไม่ดีต่อร่างกาย”

    เยี่ยเฉินยวนส่ายหน้าปฏิเสธ เพียงรับกระบอกไม้ไผ่มาเปิดจุกออกจิบน้อยๆ อึกหนึ่ง

    “ประเดี๋ยวข้ายังต้อง ‘ฝึกวิเวก’ อีกครั้ง สิ่งที่กินลงท้องเกรงว่ายังคงต้องบ้วนออกมา มิสู้ไม่กินจะดีกว่า”

    ซีเสี่ยวเหยียนสีหน้าแปรเปลี่ยน หลายวันนี้ตลอดทางล้วนเป็นเช่นนี้ เยี่ยเฉินยวนไม่ยอมนั่งว่างๆ ยืนกรานฝึกฝนจินตนาการเช่นนี้บนรถ เพราะเหตุนี้ทุกวันหลังพักผ่อนมันจึงกินเพียงหนึ่งมื้อ

    ซีเสี่ยวเหยียนที่วู่วามแต่กำเนิดแม้ไม่สันทัดทักษะฝึกวิเวกประเภทนี้ แต่สังเกตดูจากด้านข้างก็รู้ถึงความยิ่งใหญ่ที่จิตใจเยี่ยเฉินยวนแบกรับ โดยเฉพาะยามมันประลองล้มเหลวและตกอยู่ในอาการหน้ามืดครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ความเสื่อมโทรมของกายใจยิ่งสะสมไม่หยุด

    “อวี่ชวนบอกว่ายังเหลือระยะทางประมาณสองวัน”

    เยี่ยเฉินยวนเพียงหลับตาฟังพลางพยักหน้าเล็กน้อย ซีเสี่ยวเหยียนจำต้องเดินกลับไปด้านข้างรถม้า

    เหล่าถานกลับมาแล้ว มันปีนเข้าล้างทำความสะอาดในห้องโดยสารรถ ซีเสี่ยวเหยียนเห็นแล้วเกรงใจเล็กน้อย แต่เหล่าถานมิได้เผยสีหน้ารังเกียจสักนิด เพียงทำงานไปเงียบๆ

    ซีเสี่ยวเหยียนหารู้ไม่ว่าเหล่าถานผู้นี้เมื่อก่อนคือมืออันธพาลและนักพนันที่มีชื่อเสียงฝ่ายอธรรมในเมืองอันชิ่ง หากคนในพื้นที่มองเห็นมันเป็นสารถีเช่นนี้ ซ้ำยังทำงานล้างรถต่ำต้อยประเภทนี้ ต้องยากจะเชื่อเป็นแน่

    นอกจากเหล่าถานแล้ว ผู้ขี่ม้าอีกสองคนก็เป็นลูกน้องที่หลิงอวี่ชวนรับมาขณะอยู่อันฮุย ขณะมันสังหารองครักษ์เสื้อแพรหนีตายยังคงติดตามด้วยใจภักดี ควรค่าแก่การเชื่อถืออย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้หลิงอวี่ชวนจึงนำติดไว้ข้างกายช่วยกระทำการมาโดยตลอด

    ซีเสี่ยวเหยียนและเยี่ยเฉินยวนย่อมไม่ต้องการการคุ้มกันของสองคนนี้จริงๆ เพียงแต่การปลอมตัวเป็นพ่อค้านั่งรถม้าทว่าตลอดทางกลับไม่มีผู้คุ้มกันสักคนก็ไม่สมเหตุสมผลโดยแท้จริง

    หลิงอวี่ชวนกับซีเสี่ยวเหยียนกำลังแบ่งกันกินเสบียงกรัง ขณะหลิงอวี่ชวนเคี้ยวแป้งทอด ดวงตายังคงไม่ห่างจากเยี่ยเฉินยวนที่นั่งสมาธิอยู่ไกลๆ

    ซีเสี่ยวเหยียนรู้สึกว่ามันคล้ายมีคำพูดจะกล่าว อดมิได้ที่จะจ้องมัน

    “วันนั้น…” หลิงอวี่ชวนเอ่ยปากดังคาด “พบเจอพวกท่านที่เชิงเขา โชคดีจริงๆ”

    “หากมิใช่มีท่าน รองเจ้าสำนักคงจะ…”

    “แต่ข้าเกือบไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว”

    ซีเสี่ยวเหยียนได้ยินคำพูดนี้ของหลิงอวี่ชวนก็ตะลึงงัน

    หลิงอวี่ชวนกล่าวสืบต่อ “มีเรื่องหนึ่งที่ตลอดมาข้าไม่เคยบอกท่าน ความจริงในตอนนั้นข้ายังลังเล…ข้าหมายถึงตอนที่ถูกราชสำนักไล่ล่า ข้าเคยคิดว่าสมควรเป็นศิษย์อู่ตังสืบต่อ หรือว่าหนีไปโดยไม่เหลือบแล…”

    ซีเสี่ยวเหยียนฟังแล้วผิดคาดยิ่งนัก

    “ตอนที่อยู่ฮุยโจวข้ามีสตรีนางหนึ่ง ยังให้กำเนิดบุตรคนหนึ่ง…สองปีนั้นคลุกคลีอยู่บนวิถีทางที่ไม่เลวยิ่งนัก นอกจากลูกน้องเหล่านี้ยังสะสมเงินได้ไม่น้อย”

    สุดท้ายซีเสี่ยวเหยียนจึงรู้ว่าค่าใช้จ่ายในชีวิตของพวกมันที่เหลือรอดจากอู่ตังตลอดสองปีที่ผ่านมา ยาและการรักษาของเยี่ยเฉินยวน เสื้อผ้าและรถม้าของพวกมันขณะนี้…ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหลิงอวี่ชวนออกเงิน

    “ในตอนนั้นแม้ข้าไม่แน่ใจสาเหตุที่พวกสุนัขรับใช้ราชสำนักตามหาข้า แต่ก็คิดว่าต้องเกี่ยวข้องกับอู่ตังเป็นแน่ ภายหลังขาดการติดต่อกับสหายร่วมสำนักสายพญางูคนอื่นๆ ข้าก็ยิ่งแน่ใจ แต่ข้าเกิดความลังเลใจ ข้ารู้ว่าหากนำเงินกับครอบครัวหนีไปสถานที่ไกลสักหน่อย ราชสำนักคงไม่มีทางจับข้าได้…”

    หลิงอวี่ชวนเสียงเบาลงเมื่อกล่าวถึงตรงนี้

    “เพราะข้าลังเล มิได้แจ้งข่าวไปยังอู่ตังแต่แรก…ภายหลังจึงได้ยินข่าวราชองครักษ์ถึงเขาอู่ตังแล้ว…” มันกล่าวพลางสะอึกสะอื้น

    “ไม่แตกต่าง” ซีเสี่ยวเหยียนตบไหล่ของหลิงอวี่ชวน “ต่อให้เจ้าสำนักเหยารู้ก่อนสักหน่อย ก็ไม่มีทางตัดสินใจต่างกันแต่อย่างใด”

    “แต่ข้ามิอาจให้อภัยตัวเอง” ดวงตาหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กคู่นั้นของหลิงอวี่ชวนแผ่กระจายด้วยเส้นเลือด “เป็นสายพญางู ข้ากลับมีความคิดเช่นนี้…ข้าจัดการส่งครอบครัวไปก่วงตงทันที แล้วนำคนสนิทไม่กี่คนนี้เร่งกลับไปที่เขาอู่ตัง แต่ตอนที่ข้าบรรลุถึงก็…”

    ซีเสี่ยวเหยียนรับฟังพลางนึกถึงตนเองที่ลงจากเขาอู่ตังโดยพลการเช่นเดียวกัน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายจึงเร่งกลับมาที่สมรภูมินอกอารามอวี้เจิน ยามนั้นในใจเอ่อล้นด้วยความเสียใจกับความละอายเช่นเดียวกัน

    แต่ตอนนี้หวนนึกขึ้นมา บางทีตนเองอาจกลับมาในตอนที่สำนักอู่ตังต้องการที่สุดพอดี บางทีทุกสิ่งอาจล้วนเป็นลิขิต

    มองดูหลิงอวี่ชวนที่ดวงตาชุ่มฉ่ำ ซีเสี่ยวเหยียนก็ออกแรงกดหัวไหล่ของมันอีกครั้ง

    “สุดท้ายเจ้าก็กลับมาแล้วมิใช่หรือ นี่ก็เพียงพอแล้ว นี่คือเจ้าที่แท้จริง”

    หลิงอวี่ชวนได้ยินคำพูดนี้ เหมือนถูกต่อลมหายใจใหม่อีกครั้ง ความกลัดกลุ้มบนหน้าสลายไป จ้องมองใบหน้าเด็ดเดี่ยวนั้นของซีเสี่ยวเหยียน

    “อีกทั้งทุกสิ่งหาได้สิ้นสุดไม่ ยังไม่สาย”

    ซีเสี่ยวเหยียนกล่าวพลางทอดมองทิศทางข้างหน้า

    ฟังคำสารภาพของหลิงอวี่ชวน มันเข้าใจแล้วว่าสหายร่วมสำนักเหล่านี้ต้องการมันเพียงไร อีกทั้งสิ่งที่ต้องการมิใช่เพียงดาบของมัน

    ข้าต้องอยู่ต่อไปเพื่อพวกมัน

    ซีเสี่ยวเหยียนยังนึกถึงคำพูดประโยคสุดท้ายที่ฮั่วเหยาฮวากล่าวขณะแยกจากตอนอยู่บนเขาหลังอู่ตัง

    ‘ห้ามตาย’

    อืม ข้ารักษาสัญญาแล้ว รอดกลับมาแล้ว

    เจ้าเล่า?

    วันเวลาเหล่านี้ซีเสี่ยวเหยียนนึกถึงเงาร่างเย้ายวนนั้นของฮั่วเหยาฮวาน้อยยิ่งนัก แต่ทุกครั้งพอนึกขึ้นมาก็หยุดมิได้

    มันรู้ว่าตนเองไม่ควรไปคาดหวังกับเรื่องที่ห่างไกลเพียงนั้น มันจึงนำนางวางไว้ส่วนลึกของก้นบึ้งหัวใจเพื่อให้รู้สึกอุ่นใจในการเดินทางที่ยาวนานและเป้าหมายรางเลือน

    แต่มันไม่รู้ว่าตอนที่อยู่หนานชาง ตนเองเคยห่างกับฮั่วเหยาฮวาเพียงถนนไม่กี่สาย

    ในดวงตาซีเสี่ยวเหยียนลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง ฝ่ามือที่แข็งแกร่งของมันตบเบาๆ อีกสองทีบนหัวไหล่ของหลิงอวี่ชวน ปากกล่าวพึมพำทวนคำอีกครั้ง

    “ยังไม่สาย”

     

    อามู่ที่เยาว์วัยและแข็งแรงแต่ลักษณะธรรมดาแฝงอยู่ในฝูงชนบนถนนโดยไม่มีคนสนใจมันอย่างสิ้นเชิง อามู่ปิดปากมิได้กล่าวคำ คำพูดที่มันจะกล่าวเดิมทีก็ไม่มาก มันจ้องมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนหลักชานเมืองนี้

    สามหลี่นอกประตูเมืองกั้นโจวจนถึงที่นี่ยาวเหยียดไปด้วยฝูงชนที่มาเฉลิมฉลอง หากเป็นยามปกติบุรุษแปลกหน้าเช่นอามู่ยืนอยู่บนถนนต้องถูกคนสงสัยถึงขั้นสอบสวนเป็นแน่…นับแต่ผู้ตรวจการเจียงซีใต้ดำเนินการระเบียบป้ายสิบเคหา สั่งการให้ประชาชนในพื้นที่ทุกสิบบ้านจัดเป็นหนึ่งป้าย บันทึกภูมิลำเนาเดิม ชื่อแซ่ อายุ รูปโฉม และหน้าที่การงาน หลังตรวจตรากันเองและรับโทษร่วมกัน คนนอกก็ยากที่จะกบดาน เป็นการปราบปรามหูตาสายลับของโจรภูเขา

    แต่บัดนี้กองทัพผู้ตรวจการที่ปราบปรามเหิงสุ่ยและถ่งกังคว้าชัยกลับมา ประชาชนต่างออกมาแสดงความยินดีบนทางแคบ คนปะปนกันมากมายเหลือเกิน อามู่ที่ธรรมดาและนิ่งเงียบยืนอยู่ในฝูงชน มวลชนเห็นมันแล้วคิดว่าเป็นทหารชาวบ้านที่หมู่บ้านใดเกณฑ์มา ทหารเห็นแล้วคิดว่ามันคือชาวบ้านในพื้นที่ ใครก็ไม่มีทางตั้งข้อสงสัย

    อามู่เดินผ่านถนนช้าๆ เห็นเพียงผู้คนโกลาหล ชาวบ้านนับร้อยนับพันร้องรำตีกลองเฉลิมฉลองอยู่ริมทาง พอเห็นกองทหารเคลื่อนผ่านก็โบกมือทักทายอย่างอบอุ่น ซ้ำยังมอบน้ำและเสบียงให้เพื่อปลอบขวัญ และรับช่วงขนส่งทหารบาดเจ็บในทัพ

    พื้นที่เจียงซีใต้ถูกโจรรังควานหลายปี ที่ผ่านมาการปราบปรามหลายครั้งของทางการล้วนแล้วแต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า หวังโส่วเหรินผู้ตรวจการเพิ่งดำรงตำแหน่งหนึ่งปี กลับทำลายค่ายโจรสองแห่งที่ใหญ่ที่สุดในคราวเดียว สังหารหัวหน้าโจรที่เปี่ยมด้วยความชั่วช้าสามานย์สำเร็จ มวลชนประหลาดใจสุดบรรยาย ยกกำลังกันมาเฉลิมฉลองเอง

    ชาวบ้านในพื้นที่เห็นหวังโส่วเหรินเป็นเหมือนผู้วิเศษโดยแท้ มีคนก่อสร้างกระโจมริมทางหมายตั้งศาลให้มัน หวังโส่วเหรินพอรู้ก็รีบส่งสารให้ลูกน้องที่กั้นโจวไปห้ามปราม

    อามู่ลอบเข้าใกล้กองทหารที่กลับมาก่อนเหล่านั้นหลายครั้ง ลอบฟังบทสนทนาของพวกมันกับชาวบ้าน คนเหล่านั้นบอกอีกว่าใต้เท้าหวังจะกลับถึงเมืองกั้นโจววันมะรืน อามู่รู้ชัดไม่ผิดพลาด จึงถอยออกจากในฝูงชนเงียบๆ

    อามู่เดินไปในป่าที่ไร้ผู้คนผืนหนึ่ง ในป่าหาได้มีหนทางไม่ แต่อามู่ที่หัวสมองมีข้อบกพร่องแต่กำเนิดกลับความจำดีเป็นพิเศษ ไม่นานก็ค้นพบสถานที่เก็บซ่อนสิ่งของ

    มันปัดหญ้าแห้งและใบไม้แห้งกองหนึ่งออก เผยให้เห็นกรงไม้ไผ่ ถุงผ้าทรงยาว และห่อของเล็กๆ ใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในออกมา

    อามู่ยกกรงไม้ไผ่ขึ้น สำรวจดูนกพิราบส่งสารสองตัวที่อยู่ภายใน เมื่อแน่ใจว่าพวกมันปลอดภัยดีจึงเปิดกรงไม้ไผ่ปล่อยพวกมันออกมา

    พิราบส่งสารสองตัวกระพือปีกบินสูงขึ้นจากป่า ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นจุดสีเทาเล็กๆ สองจุดบนท้องฟ้าทิศเหนือ

    พวกมันล้วนบินไปยังจุดหมายเดียวกัน ใช้พิราบสองตัวเพื่อป้องกันตัวใดตัวหนึ่งเกิดเหตุสุดวิสัย บนขาของทั้งสองตัวล้วนไม่ผูกจดหมายเพื่อหลีกเลี่ยงถูกคนดักลงมาลอบดู…ตัวพิราบเองคือข่าวสาร

    เหล่านี้ล้วนเป็นการจัดการของไช่ชิ่ง ที่ต้องรอบคอบเช่นนี้ เพราะเป้าหมายในการ ‘ค้าขาย’ ครั้งนี้ไม่เหมือนปกติ

    สังหารขุนนางใหญ่ขั้นสามแห่งราชสำนัก โทษของมันประหารทั้งโคตร

    ไช่ชิ่งกระจ่างยิ่งนักว่าหากมีอันใดผิดพลาด สิ่งที่พวกมันกังวลอันดับแรกหาใช่ราชสำนักไม่ แต่ในวันนั้นขณะมองดูกองทองคำที่เหยียนชิงถงพกมา ไช่ชิ่งกลับไม่ปฏิเสธอันใด

    หากใช้การค้าขายนี้เป็นการบอกลาคมอสูร ชีวิตนี้คงไม่เสียชาติเกิดแล้ว

    ไช่ชิ่งรู้ว่าด้วยฐานะนายหน้า การหวังแก่ลาภยศเช่นนี้คือเรื่องที่ไม่สมควรแก่อาชีพอย่างยิ่ง ทว่าการที่มันมาทำอาชีพนี้ได้มิใช่ไม่เคยเสี่ยงอันตราย

    …คุ้มค่า

    หลังรับเงินมัดจำ ไช่ชิ่งกำลังพยายามคิดว่าจะโน้มน้าวให้โหวอิงจื้อรับเงินนี้อย่างไร สิ่งที่ทำให้มันคาดคิดไม่ถึงคือหลังมันบอกโหวอิงจื้อว่าเป้าหมายคือผู้ใด โหวอิงจื้อก็ตอบรับโดยไม่กะพริบตา

    หรือว่าแท้จริงคนผู้นี้คือ…ฉะนั้นจะแก้แค้นราชสำนักหรือ…

    อามู่กระทำการรอบคอบอย่างยิ่ง หลังปล่อยพิราบส่งสารไปก็รีบย่ำเหยียบทำลายกรงพิราบทันที กระทืบจนเป็นชิ้นส่วนแหลกละเอียด ค่อยฝังมันลงในดินโคลน

    มันเก็บห่อของกับห่อผ้ายาวที่ใส่ ‘เครื่องมือ’ หนึ่งสั้นหนึ่งยาวสองเล่มขึ้นมาแล้วเดินออกจากวงล้อมของป่าไป

    ที่นี่มีเนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง บนยอดมีต้นไม้โดดเดี่ยวเอกายืนแห้งตายเพราะฟ้าฝ่าเมื่อหลายปีก่อน เหมือนเช่นสัญลักษณ์กิ่งไม้ขนาดใหญ่กิ่งหนึ่งที่สวรรค์ปักไว้บนเนินเขา ที่แห่งนี้ทอดมองเมืองกั้นโจวที่อยู่ห่างออกไปได้พอดี

    อามู่วางห่อผ้าเฉียงๆ ข้างต้นไม้แห้ง จากนั้นหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งกลิ้งไปข้างรากไม้แล้วนั่งลงด้านบน หลังนั่งเข้าที่มันจึงถอนหายใจอย่างผ่อนคลายเฮือกหนึ่ง วางห่อของนั้นไว้บนตักที่หุบชิดแล้วเปิดออก หยิบเสบียงกรังและน้ำที่อยู่ภายในขึ้นมาดื่มกิน

    อามู่รออยู่ใต้ต้นไม้แห้งเช่นนี้ มันมิได้กล่าวคำกับตนเองสักประโยค มันรู้ว่าต้องรอคอยเนิ่นนาน แต่ไม่เคร่งเครียด เพราะนี่คือความถนัดของมัน สำหรับอามู่แล้ว รอคอยหนึ่งวัน ห้าวัน สิบวันนี้เช่นนี้ล้วนมิได้แตกต่าง มันจะไม่รู้สึกกลัดกลุ้มหรือคลุ้มคลั่ง

    ‘ทุกคนบนโลกล้วนมีเรื่องที่ทำประโยชน์ได้’ เมื่อก่อนไช่ชิ่งเคยบอกอามู่เช่นนี้ อามู่มิได้เข้าใจคำพูดประโยคนี้ทั้งหมด แต่ในตอนนั้นมันฟังแล้วพยักหน้า

    ขอเพียงเป็นคำพูดที่ไช่ชิ่งกล่าวก็คือสิ่งที่ถูก ขอเพียงเป็นเรื่องราวที่ไชชิ่งกำชับมันก็จะไปกระทำ

    นี่คือความสุขที่มากสุดในชีวิตของอามู่

     

    ในคุกแม้ทั้งเหม็นและแออัด แต่มุมหนึ่งของส่วนลึกกลับว่างอย่างแปลกประหลาด ตรงมุมนั้นมีคนนั่งเพียงสามคน

    นักโทษสิบกว่าคนที่เหลือต่างเบียดกันเป็นหลายกองติดกับรั้วกั้นหรือกำแพง พยายามห่างจากสามคนนั้นให้มากที่สุด

    ในคุกอันมืดมน เห็นเสื้อผ้าเครื่องประดับแปลกประหลาดของสามคนนั้นได้รางๆ กางเกงปักด้วยสัญลักษณ์ต่างเผ่าหลากสี บนศีรษะสวมหมวกถักหนา

    นักโทษมากมายนั้นเดิมมิใช่คนดี ในนั้นมีโจรที่ปล้นจี้รีดไถ ยังมีสองคนเป็นคนในพรรคของเมืองจิ่วเจียงในพื้นที่ ทว่าพวกมันทั้งหมดล้วนรู้ว่าไม่ควรยั่วยุสามคนนี้

    เพียงเพราะพวกมันล้วนเคยได้ยินวีรกรรมของนักรบหมาป่าชาวจ้วงทางตะวันตกเฉียงใต้ ทหารชาวเขาเหล่านี้ถูกราชสำนักเกณฑ์ไปช่วยปราบโจรที่มณฑลใกล้เคียงเป็นประจำ รวมถึงในมณฑลเจียงซีแห่งนี้ ความกล้าหาญและชื่อเสียงของพวกมันล้วนเป็นที่ประจักษ์ทั้งใกล้ไกล ผู้คนล้วนรู้ว่าแม้แต่ทางการในพื้นที่ที่บัญชาการนักรบหมาป่าก็มิอาจควบคุมพวกมันได้ มักมีกองทัพทางการกระทบกระทั่งกับพวกมัน เมื่อสู้กันขึ้นมาถึงแม้จำนวนเหลื่อมล้ำ แต่นักรบชาวฮั่นที่มีมากกว่ามักถูกตีจนหนีเตลิดไป

    ได้ยินว่าหากนักรบหมาป่าบ้าเลือดบนสมรภูมิมักฟาดฟันโดยไม่แบ่งแยกฝักฝ่าย ยังมีคนลือกันว่านักรบหมาป่าจะดื่มโลหิตสดจากศพศัตรูเพื่อเสริมความกล้า…

    หนงคุนที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่บนพื้นมุมห้องขังยามนี้ลืมตาขึ้นกวาดมองนักโทษเบื้องหน้าเล็กน้อย คนเหล่านั้นต่างเบี่ยงเบนสายตาหนีอย่างรีบร้อน หนงคุนยิ้มน้อยๆ แล้วหลับตาอีก

    มันกับพวกพ้องสองคนข้างกายอยู่ในคุกจวนว่าการจิ่วเจียงแห่งนี้สองวันแล้ว แต่พวกมันไม่สนใจ แม้ในคุกจะสกปรกไปหน่อย กลางคืนห้องขังที่สร้างด้วยศิลาแห่งนี้ก็ค่อนข้างเย็น แต่คนทั้งสามมิได้ขมวดคิ้วสักนิด เทียบกับเขตภูเขาที่พวกมันใช้ชีวิต คุกแห่งนี้ไม่นับเป็นปัญหา ทุกวันไม่ต้องลงมือก็มีข้าวกิน และไม่จำเป็นต้องมองดูท้องนภา

    …อนึ่งพวกมันรู้ว่าตนเองต้องเข้ามาเพื่ออะไร

    ไม่นานด้านนอกก็ถ่ายทอดเสียงไขกุญแจกับเสียงฝีเท้า นี่หาใช่เวลาส่งอาหารไม่ นักโทษคิดในใจว่าคงจะมีคนใหม่เพิ่มเข้ามาอีก

    แต่พวกมันผิดแล้ว ผู้ที่เดินมาถึงด้านนอกรั้วกั้นมีเพียงหัวหน้าพัศดีจางและพัศดีสามคน

    หัวหน้าพัศดีจางปิดจมูกพลางชี้ไปยังส่วนลึกของห้องขัง

    พัศดีคนหนึ่งรีบเข้าไปเปิดกลอนประตู อีกคนหนึ่งใช้ไม้พลองในมือชี้พวกหนงคุนทั้งสามที่อยู่ด้านในสุด

    “พวกเจ้าสามคน! ออกมา!”

    …มาแล้ว

    หนงคุนคิด มุมปากยังเผยยิ้มน้อยๆ มันยืนขึ้นพร้อมกับชาวชนเผ่าสองคนซ้ายขวา ท่าทางนั้นปราดเปรียวประหนึ่งแมวดาว มิได้รับผลกระทบจากการคุมขังสักนิด นักโทษคนอื่นเห็นแล้วแนบร่างกายชิดกำแพงยิ่งกว่าเดิม

    เหมือนเช่นอยู่ห้องเดียวกับหมาป่าจริงๆ

     

    ตั้งแต่คุกตลอดจนออกจากจวนว่าการเมืองจิ่วเจียง ไม่มีผู้ใดพูดกับพวกมันสักประโยคเดียว พัศดีคืนสิ่งของที่ถูกอายัดให้พวกมันเงียบๆ รวมถึงมีดล่าสัตว์ชาวจ้วงของพวกมัน ก่อนจากไปหัวหน้าพัศดีจางยังยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่ในมือหนงคุนโดยไม่กล่าวสักคำ

    หนงคุนเปิดออกมา เป็นภาพแผนที่ถนนหนทางอย่างง่ายภาพหนึ่ง ตำแหน่งสำคัญเขียนชื่อ ‘หอเหอเซียง (บัวหอม)’ กำกับไว้

    หนงคุนออกจากจวนว่าการ มันคร้านจะมองดูแผนที่นั้นจึงจับพ่อค้าแผงลอยคนหนึ่งบนถนนตามอำเภอใจแล้วนำกระดาษยัดให้แก่มัน

    พ่อค้าแผงลอยมองดู มันรู้จักตัวหนังสือไม่มาก แต่มองดูสัญลักษณ์ภาพถนนนั้นอีกครั้ง มันนึกออกว่าสามตัวนั้นคืออักษรอะไร

    “อ้อ เป็นหอเหอเซียง…”

    หนงคุนผลักพ่อค้าแผงลอยผู้นั้น พ่อค้าแผงลอยมองดวงตาที่สาดประกายดุร้ายของหนงคุน ซ้ำยังมองดูมีดล่าสัตว์บนเอวของมันก็ขนลุกขนพองในใจ รีบตะโกนเรียกคนใกล้เคียงมาเฝ้าแผงสินค้าแทนมัน แล้วเข้าไปนำทางให้พวกหนงคุนทั้งสามอย่างตื่นตระหนก

     

    หอเหอเซียงแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งอันดับสองในบรรดาร้านอาหารจำนวนมากทางใต้ของเมืองจิ่วเจียง ใกล้กับท่าเรือริมแม่น้ำสวินหยางที่เรียงรายไปด้วยร้านค้า ในยามบ่ายเช่นนี้ยิ่งยุ่งวุ่นวาย หอสองชั้นขนาดใหญ่ดูเหมือนมีแขกเต็มแล้ว

    พวกหนงคุนทั้งสามถึงหน้าประตูร้านอาหารจึงปล่อยพ่อค้าแผงลอยที่นำทางผู้นั้นกลับไป ในขณะเดียวกันมีบุรุษผู้หนึ่งที่รออยู่นอกประตูเข้ามาต้อนรับ

    “เชิญทางนี้” บุรุษผู้นั้นนำคนทั้งสามเดินไปยังตรอกเล็กข้างหออย่างเคารพนอบน้อม อ้อมห้องครัวของประตูด้านหลัง หนงคุนเข้าใจแล้วว่านี่เป็นเพราะหากพวกมันชาวจ้วงทั้งสามคนเข้าจากทางประตูหลักจะสะดุดตาเกินไป ด้วยเหตุนี้จึงไม่คัดค้าน ติดตามคนผู้นั้นเดินอย่างเงียบๆ

    ผู้ที่ทำงานในห้องครัวมิได้มองดูพวกมันสี่คนสักแวบเดียว เหมือนเช่นพวกมันล่องหนก็มิปาน หนงคุนย่อมรู้ว่านี่เป็นเพราะเหล่าพ่อครัวล้วนรู้จักบุรุษที่นำทางผู้นั้น อีกทั้งรู้ว่าอย่ายุ่งเรื่องของผู้อื่นมากนัก

    บุรุษผู้นั้นนำพวกมันขึ้นบันไดที่เล็กและแคบข้างห้องครัว ค่อยทะลุผ่านเฉลียงทางเดินอันมืดสลัวของหอ หยุดลงหน้าประตูห้องห้องหนึ่ง

    “เชิญ” บุรุษผู้นั้นผลักประตูห้องออก กวักมือไปยังพวกหนงคุน

    หนงคุนไม่แม้แต่จะคิดและมิได้ชะโงกมองดูก่อนสักแวบ ก็นำพวกพ้องทั้งสองเดินเข้าไปในห้อง เหมือนทุกสิ่งนัดหมายไว้ก่อนแล้ว

    ห้องนั้นไม่ใหญ่แต่กลับเงียบสงัดและงามสง่ายิ่งนัก โต๊ะกลมใหญ่ตัวหนึ่งตรงกลางวางเต็มไปด้วยผักผลไม้และป้านสุราหลากรูปแบบก่อนแล้ว ที่นั่งหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามนั่งไว้ด้วยปัญญาชนวัยกลางคนผู้หนึ่ง เป็นหลี่จวินหยวนมันสมองของตำหนักหนิงอ๋อง ด้านข้างคือชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมหาญคนหนึ่ง เป็นเฟิงสือชีที่มีภูมิหลังเป็นโจร ขุนพลกององครักษ์ตำหนักอ๋อง หนงคุนเห็นแล้วกลับมิได้ทักทายหลี่จวินหยวน มันนั่งลงกับพวกพ้อง ดื่มกินอย่างตะกรุมตะกรามทันที หลี่จวินหยวนเห็นแล้วอดมิได้ที่จะขมวดคิ้ว อีกทั้งนึกถึงความทรงจำที่ไม่สบอารมณ์ก่อนหน้า หลายปีก่อนในเมืองจิ่วเจียงแห่งนี้ ขณะมันพยายามชวนพวกจิงเลี่ยเข้ารับใช้ตำหนักหนิงอ๋อง ฉากแรกพบนั้นแทบจะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ทุกครั้งที่นึกถึงหกกระบี่บ้านแตก ในใจหลี่จวินหยวนมักบังเกิดความหนาวเย็นเล็กน้อยจึงยกจอกขึ้นจิบสุราอึกหนึ่งเพื่อขับไล่เงามืดหนาวเย็นนั้น

    นักรบหมาป่าชาวจ้วงดื้อรั้นยากกำราบ หลี่จวินหยวนเคยได้ยินมาก่อนแล้ว กอปรกับสามคนนี้ถูกคุมขังในคุกมาสองวัน มองเห็นอาหารโอชะและสุราบริสุทธิ์โต๊ะหนึ่งย่อมอดรนทนไม่ไหว

    สหายร่วมชนเผ่าทางซ้ายของหนงคุนยื่นมือหยิบไก่ตัวหนึ่งกลางโต๊ะขึ้นมาฉีกเป็นสองส่วน ตนเองกินครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งยื่นให้หนงคุน ส่วนนักรบหมาป่าอีกด้านหนึ่งเอาแต่ร่ำดื่มสุรา

    หลี่จวินหยวนมองดู อดมิได้ที่จะยิ้มน้อยๆ กล่าว “พวกท่านกินอย่างวางใจยิ่งนัก”

    หนงคุนหยุดมือลง หยิบน่องไก่ในปากออกมา มองมือดาบรอบห้องซ้ายขวา ยักไหล่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “หากพวกเราสามคนออกจากห้องนี้มิได้ สหายร่วมชนเผ่าด้านนอกก็จะไม่ให้พวกท่านออกจากเมืองจิ่วเจียง”

    หลี่จวินหยวนฟังแล้วดวงตาลุกวาว ความจริงไม่ต้องให้หนงคุนกล่าว เส้นสายในเมืองจิ่วเจียงของมันก็บอกก่อนแล้ว ชาวจ้วงที่มาจากแดนไกลกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อย…มันไม่มีทางมาจากหนานชางเพื่อนักรบหมาป่าเพียงสามคน

    “พวกท่านมีทั้งหมดเท่าใด” หลี่จวินหยวนถามหยั่งเชิง

    หนงคุนแค่นเสียงไม่ยอมตอบคำ การตอบสนองนี้หลี่จวินหยวนเองก็คาดการณ์เอาไว้

    “อย่าคิดว่าข้าน้อยมีแผนการอันใด” รอยยิ้มของหลี่จวินหยวนไม่เปลี่ยนแปลง “เพียงแต่สุราอาหารเช่นนี้ พวกท่านเองก็อยากแบ่งปันกับสหายร่วมชนเผ่ากระมัง พวกท่านคงมิได้กินของดีเพียงนี้มานานมากแล้ว”

    “พวกเราคุ้นเคยกับการอยู่บนสมรภูมินานแล้ว ขอเพียงกินอิ่มก็พอ” หนงคุนเคี้ยวน่องไก่พลางกล่าว

    “แต่กินดีสักหน่อยก็ไม่เลวกระมัง” หลี่จวินหยวนหยั่งเชิงอีกครั้ง “พวกท่านจากภูมิลำเนามาก็เพื่อเช่นนี้มิใช่หรือ จะว่าไปข้าน้อยแปลกใจยิ่งนัก เหตุใดพวกชาวจ้วงจึงเดินทางไกลมาถึงที่นี่ ใช่ว่าจะได้รับการเกณฑ์จากทางการ”

    หนงคุนมองหลี่จวินหยวน ในใจคล้ายครุ่นคิดครู่หนึ่ง สีหน้าจึงอ่อนลงบ้าง

    “พวกเราหางานทำที่บ้านเกิดมิได้ จึงออกมาทำธุรกิจ นำสินค้าพื้นเมืองมาขาย ค่อยซื้อสินค้ากลุ่มหนึ่งกลับไป” หนงคุนดื่มชาพลางกล่าว “สามปีก่อนพวกข้าเองก็เคยทำครั้งหนึ่ง ได้กำไรไม่น้อย แต่ครั้งนี้…ขณะซื้อสินค้ากลับถูกหลอกเงินหมดเกลี้ยง แม้แต่ค่าเดินทางกลับบ้านก็ไม่เหลือ”

    “ฉะนั้นจึงไปบุกปล้นบ้านเรือนหรือ…” เฟิงสือชียิ้มพลางกล่าว

    นักรบหมาป่าทางขวาของหนงคุนโยนจอกสุราทิ้งไปและทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ ถ้วยชามต่างกระเด้งขึ้นมา

    “หากท่านกล้ายิ้มอีก กำปั้นของข้าจะต่อยฟันแถวนั้นทิ้ง!” มันกล่าวโดยแฝงสำเนียงต่างเผ่า “พวกเราทำเรื่องนั้นเพื่อให้สหายร่วมชนเผ่ากินอิ่ม! ล้วนเป็นพวกท่าน ชาวฮั่นทั้งหมดเจ้าเล่ห์เพียงนี้!”

    องครักษ์รอบด้านวางมือบนด้ามดาบด้วยความเคร่งเครียด บนหน้าเฟิงสือชีเองก็ปรากฏแววโกรธเกรี้ยว

    หลี่จวินหยวนผุดลุกขึ้น ยื่นมือห้ามเอาไว้

    “ขออภัย เป็นข้าไม่ถูกต้อง เพื่อกินข้าวอิ่มหนึ่งมื้อ ไม่มีอันใดน่าขัน” หลี่จวินหยวนกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ จากนั้นมันทอดสายตาไปยังหนงคุนที่เห็นได้ชัดว่าเป็นหัวหน้าอีกครั้ง “พวกท่านมีคนเท่าใดกันแน่”

    หนงคุนคิดในใจพักหนึ่ง สุดท้ายกล่าว “เจ็ดสิบคน”

    หลี่จวินหยวนลอบยินดีในใจ จำนวนเท่านี้มองผ่านๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ขอเพียงเป็นผู้ที่จัดเจนการทหารสักหน่อยก็รู้ว่านักรบหมาป่าทางตะวันตกเฉียงใต้นี้เทียบกับกองทัพทางการธรรมดาของราชสำนัก กำลังรบเพียงหนึ่งยังต้านสิบได้ อีกทั้งเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง ขวัญกำลังใจพังทลายไม่บ่อยนัก ซ้ำยังทำศึกยาวนานได้ทั้งเช้าค่ำ เคลื่อนทัพในพื้นที่เลวร้ายเหมือนเช่นพื้นที่ราบเรียบ หากรับทหารกล้ากลุ่มนี้เข้าตำหนักได้ย่อมเป็นความชอบไม่น้อยในสายตาท่านอ๋อง สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือภายหน้าอาจอาศัยพวกหนงคุนระดมนักรบหมาป่าได้มากยิ่งขึ้น

    ขอเพียงมีทหารกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมา ย่อมถ่วงดุลกับซางเฉิงอวี่ ยิ่งเพิ่มแต้มต่อมากขึ้น…

    “ท่านรู้ไหมว่าพวกเราคือผู้ใด” หลี่จวินหยวนถาม

    หนงคุนมองดูถ้วยชามอันหรูหราเหล่านั้นบนโต๊ะ ซ้ำยังสังเกตเสื้อผ้าเครื่องประดับบนร่างหลี่จวินหยวน กล่าวช้าๆ “ข้ารู้เพียงพวกท่านคือคนมีเงิน อีกทั้งอยากให้พวกเรากระทำการบางอย่างยิ่งนัก”

    “ท่านรู้ไหมว่ากระทำเรื่องใด”

    หนงคุนทำท่าคล้ายรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจงใจถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

    “คงมิใช่ค้าขายกระมัง”

    หลี่จวินหยวนแย้มยิ้มอีกครั้ง แรกเริ่มมันกังวลว่าคนผู้นี้จะไม่ค่อยเฉลียวฉลาด มันไม่ชอบบัญชาการคนโง่ “หากกระทำการให้พวกเรา ข้ารับรองว่าเงินที่พวกเจ้าจะนำกลับบ้านเกิดเพียงพอที่จะทำให้ชาวเผ่าทั้งหมดกินอิ่มไปหลายปี”

     

    เยวี่ยหลางกำลังนำนักรบหมาป่าแปดคนเคลื่อนที่เร็วอยู่ในที่ร้างชานเมืองระยะสี่หลี่ทางตะวันตกนอกเมืองจิ่วเจียง

    พวกมันเก้าคนแต่ละคนกัดเชือกคล้องป้ายยันต์ที่ทำจากไม้นั้น เผยสีหน้าระแวดระวังออกมาพลางเคลื่อนไปข้างหน้าเป็นทิวแถว ฝีเท้าสิบแปดข้างหาได้วิ่งไม่ แต่ใช่ว่าจะช้ากว่าคนทั่วไปวิ่ง นี่คือวิธีก้าวเดินเมื่อต้องออกล่าสัตว์ระยะไกลที่ถ่ายทอดกันในเผ่าพวกมัน ใช้เดินทางไกลได้อย่างทนทาน

    ลักษณะเช่นนี้ของเยวี่ยหลางคล้ายไม่แตกต่างอะไรกับนักรบหมาป่าเยาว์วัยอีกแปดคน แต่ความจริงทุกข้อต่อของร่างกายมันล้วนกำลังสาปแช่งมันอยู่ เยวี่ยหลางอดทนไว้ บนหน้ามิได้เผยท่าทีเจ็บปวดออกมาแม้แต่น้อย เป็นหัวหน้านักรบหมาป่า มันไม่อาจให้ลูกน้องเห็นจุดอ่อนได้

    ยามนี้มันยังหวนนึกถึงเงาร่างผมขาวผู้นั้นในหกกระบี่บ้านแตกขึ้นมา เมื่อครั้งรู้ว่าที่แท้เลี่ยนเฟยหงแก่กว่าตนเองสิบกว่าปี เยวี่ยหลางก็ประหลาดใจอย่างมาก นับจากนั้นทุกครั้งที่นึกถึงเลี่ยนเฟยหง เยวี่ยหลางก็จะรู้สึกว่าปณิธานต่อสู้ในร่างกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ความเจ็บปวดก็ลดลง พวกมันต่างเป็นเช่นเดียวกัน

    ไม่นานเยวี่ยหลางจะย่างเข้าสู่อายุห้าสิบแล้ว ในใจคิดว่าครั้งนี้อาจเป็นศึกสุดท้ายในชีวิตของตนเอง ก่อนหน้ามันไม่เคยคิดว่าศึกนี้จะรบเพื่อช่วยสตรีนางหนึ่ง แต่มันหาได้บ่นอะไรไม่ ใช้สิ่งนี้ตอบแทนบุญคุณของพยัคฆ์ทั้งหก นี่คุ้มค่ายิ่งนัก หลังจากศึกนี้มันวางแผนมอบอำนาจบัญชาการให้หนงคุนที่เยาว์วัย ทุกอย่างน่าพึงพอใจอย่างยิ่ง

    เยวี่ยหลางประเมินว่าพวกหนงคุนทั้งสามนำหน้าพวกมันประมาณหนึ่งหลี่กว่า ขณะนี้น่าจะรวมตัวกับพยัคฆ์ทั้งหกแล้ว หน้าที่ของพวกเยวี่ยหลางทั้งเก้าคือตามรับรองว่าไม่มีคนสะกดรอยตามหนงคุนตลอดทางจากเมืองจิ่วเจียง ผลสุดท้ายหามีผู้สะกดรอยตามไม่ เยวี่ยหลางแน่ใจต่อเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะไม่มีผู้ใดหนีพ้นสายตาของนายพรานชาวจ้วงที่อยู่ในที่ร้างชานเมืองแห่งนี้ได้

    หลังแน่ใจว่าคนของตำหนักหนิงอ๋องมิได้สะกดรอยตาม เยวี่ยหลางจึงนำคนทั้งแปดเร่งความเร็วฝีเท้า กลับไปยังจุดรวมตัวเป็นเส้นตรง พวกมันออกจากทุ่งกว้างเข้าสู่ป่าผืนหนึ่ง อาศัยความจำและสัญชาตญาณทะลุผ่านป่า เมื่อออกจากป่าอีกครั้ง ตรงหน้าคือเนินเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง มีหินผายื่นออกมาจากผนังเขาก่อตัวเป็นที่ร่มโดยธรรมชาติด้านล่าง ในเงาดำนั้นกระจุกอย่างแน่นขนัดด้วยคนหลายสิบคน

    ผู้ที่ต้อนรับพวกเยวี่ยหลางอยู่ก่อนนอกป่ากลับเป็นอาไหลสุนัขล่าสัตว์ มันยืนมองตรงไปยังเก้าคนนี้อยู่บนหินก้อนหนึ่ง แม้มิได้ส่งเสียงเห่าออกมาเพราะจำกลิ่นของพวกเยวี่ยหลางได้ แต่สายตายังคงพกพาความระแวดระวัง

    “เป็นสุนัขล่าสัตว์ที่ดีตัวหนึ่งจริงๆ” เยวี่ยหลางยิ้มน้อยๆ พลางอยากเข้าไปลูบหัวของอาไหล แต่ลองคิดดูแล้ว ตัดสินใจไม่เสี่ยงอันตรายนี้จะดีกว่า

    เหล่านักรบหมาป่าล้วนรวมตัวรอคอยอยู่ ในนั้นรวมถึงพวกหนงคุนทั้งสาม พวกมันกำลังแบ่งกันกินสุราอาหารกองใหญ่ที่หนงคุนนำกลับมาจากหอเหอเซียง

    หนงคุนเข้าไปสวมกอดเล็กน้อยกับเยวี่ยหลางผู้เป็นหัวหน้า

    “เจ้าเหม็นนัก” เยวี่ยหลางบีบจมูกขณะกล่าว

    “สถานที่โกโรโกโสเช่นห้องขังนั้น จนปัญญาจะสะอาด” หนงคุนดึงผ้าโพกศีรษะของตนเองลง เช็ดไปเช็ดมาบนลำคอ

    หนงคุนเงยหน้าขึ้น ทอดมองหินผาคล้ายร่มบังแดดผืนนั้นเบื้องบน เมื่อครู่พอออกจากป่า มันก็สังเกตเห็นแล้วว่ามีเงาคนด้านบน ขณะนี้เดินใกล้เข้ามายิ่งขึ้นจึงจำแนกได้ว่านั่นคือผู้ใด

    จิงเลี่ยยืนอยู่ปลายสุดของหินผานั้น สองเท้าแยกออกตั้งเป็นท่วงท่าเหมือนสัตว์ร้าย กล้ามเนื้อและข้อต่อหลายแห่งของร่างกายกำลังหมุนบิดยืดเหยียดด้วยวงที่กว้างที่สุด มันเปลือยท่อนบนที่เต็มไปด้วยรอยสัก รับลมเหมันต์ท่ามกลางขุนเขานั้นที่พัดต้องผิวหนัง แต่มันที่โลหิตไหลเวียนทั่วร่างไม่รู้สึกหนาวสักนิด เปียเส้นเล็กหลายพวงนั้นที่มันมัดไว้ตลอดหลายปีถูกแก้ออกแล้ว แผ่ผมยาวกระเซิงม้วนงอราวกับเคยถูกอสนีบาตออกมา ปลิวขึ้นลงอยู่ในสายลมอย่างเอ้อระเหย

    สิ่งที่มันกำลังฝึกฝนคือท่าทางของคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นสำนักเส้าหลิน หลังจากได้รับการถ่ายทอดสิ่งล้ำค่านี้จากหยวนซิ่งเพราะอาการบาดเจ็บ จิงเลี่ยก็ฝึกฝนเช้าค่ำจวบจนทุกวันนี้ รู้สึกเพียงมีประโยชน์มากอย่างยิ่งต่อความสามารถในการยืดหยุ่นและความทนทานของร่างกาย

    ฝึกฝนคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นทำให้ประสาทสัมผัสของจิงเลี่ยฉับไวเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน มันรับรู้ได้ถึงการจับจ้องจากเบื้องล่าง จิงเลี่ยมองเห็นเยวี่ยหลางกลับมาแล้วจึงรีบเก็บท่วงท่า หยิบเสื้อผ้าที่วางอยู่บนหินด้านข้างขึ้นมา เดินไปยังผนังเขา

    เยวี่ยหลางมองดูจิงเลี่ยกระโดดซ้ายขวาตามหินผาลงมาอย่างรวดเร็ว ทักษะเช่นนี้พบเห็นได้ยากในหมู่ชาวจ้วง ในใจอดมิได้ที่จะเลื่อมใส

    ยามนี้หู่หลิงหลัน หยวนซิ่ง และเลี่ยนเฟยหงเองก็เดินออกมาจากในหมู่นักรบหมาป่า ทักทายไปยังเยวี่ยหลาง พวกมันทั้งสามต่างก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเครื่องประดับของชาวจ้วงแล้ว หู่หลิงหลันสวมอาภรณ์บุรุษและใช้ดินขาวพอกบนหน้าอำพรางรูปโฉม

    “ลำบากแล้ว” หู่หลิงหลันกล่าวขอบคุณไปยังเยวี่ยหลาง แม้ปกปิดรูปลักษณ์อันงดงาม แต่สุ้มเสียงไพเราะนั้นยังคงทำให้เยวี่ยหลางหวั่นไหวในใจ มันพยักหน้าไม่เอ่ยคำ

    “ลำบากอะไรกัน พวกเราสามคนต้องติดคุกต่างหากลำบากที่สุด!” หนงคุนเองก็อดมิได้ที่จะชิงดีชิงเด่นต่อหน้าหู่หลิงหลัน สำหรับบุรุษเผ่าจ้วงกลุ่มนี้แล้ว ได้ร่วมเดินทางไปกับสาวงามตงอิ๋งผู้นี้คือความสบายใจอย่างยิ่งยวดที่สุดในการเดินทางไกลต่างถิ่นเที่ยวนี้

    จิงเลี่ยสวมเสื้อไปพลางเดินไปพลาง อกเสื้อยังคงเปิดอยู่ ทุกครั้งที่มองเห็นรอยสักรูปเสือตัวนั้นตรงอกซ้ายของมัน หู่หลิงหลันมักอดมิได้ที่จะยิ้มหวานน้อยๆ

    เยวี่ยหลางกับจิงเลี่ยพยักหน้าให้กันด้วยความเคารพ ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรมาก

    “ประเสริฐ คนมาครบ เริ่มกันได้แล้ว” หยวนซิ่งที่อยู่ด้านข้างถูไม้ถูมือพลางมองหนงคุน เลี่ยนเฟยหงที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็จับผมขาวอย่างร้อนรนเช่นกัน

    “พี่จิงมิได้เดาผิด” หนงคุนกล่าว “เป็นคนแซ่หลี่ผู้นั้นมาหาพวกเราดังว่า”

    หกกระบี่บ้านแตกทั้งสี่ร้องประเสริฐในใจพร้อมกัน

    พวกมันกับนักรบหมาป่าเผ่าจ้วงหกสิบกว่าคนมาเจียงซีครานี้เพื่อช่วยเหลือฮั่วเหยาฮวา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคิดว่าจะบุกเข้าตำหนักหนิงอ๋องที่รั้วรอบขอบชิดได้อย่างไร จิงเลี่ยเคยครุ่นคิดก่อนยืมกำลังแล้วว่าในเมื่อตำหนักหนิงอ๋องระดมกำลังอย่างขะมักเขม้นเช่นนี้ เช่นนั้นวิธีที่ดีที่สุดย่อมเป็นการใช้นักรบหมาป่าที่กล้าหาญดึงดูดฝ่ายตรงข้าม ทำให้มันเปิดประตูออกเอง

    จิงเลี่ยไตร่ตรองแล้ว หากส่งนักรบหมาป่าไปหน้าประตูตำหนักอ๋องแห่งหนานชางเองก็จะเป็นการใจร้อนเกินไป อาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามสงสัยได้ ด้วยเหตุนี้มันจงใจอ้อมเป็นครึ่งวงกลม กลับมาลงใต้เข้าจิ่วเจียงที่อยู่ทางเหนือของหนานชาง ผ่านการชักชวนของหลี่จวินหยวนคราวก่อน จิงเลี่ยจึงรู้ว่าจิ่วเจียงคือพื้นที่ในอิทธิพลจวนอ๋องเช่นเดียวกัน เส้นสายหูตามีไม่น้อย ชาวจ้วงกลุ่มใหญ่เข้าเมืองย่อมดึงดูดความสนใจของตำหนักอ๋อง แล้วค่อยส่งหนงคุนออกไปจงใจก่อคดีและพลาดพลั้งให้ถูกจับ จึงลดทอนความสงสัยของคนในตำหนักอ๋องยิ่งขึ้น พลอยเชื่อมั่นว่าพวกมันคือพวกบ้าบิ่นซึ่งไร้ที่ไปกลุ่มหนึ่ง

    ผลสุดท้ายผู้ที่ออกหน้าชักชวนนักรบหมาป่าคือหลี่จวินหยวน พิสูจน์ว่าการคาดคำนวณทุกอย่างของจิงเลี่ยล้วนถูกต้อง

    “นัดหมายแล้ว เจ็ดวันให้หลัง พวกมันจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกข้าในตำหนักอ๋อง” หนงคุนกล่าวพลางหยิบห่อผ้าห่อหนึ่งออกมาจากข้างเอว ภายในคือเงินที่หนักอึ้ง “นี่คือ ‘น้ำใจ’ ที่ช่วยเหลือพวกข้าระหว่างนี้ คนผู้นั้นมือเติบเสียจริง”

    “ประเสริฐเหลือเกิน” จิงเลี่ยยิ้มพลางกล่าว “กะว่าอีกสองวันหากพวกมันยังไม่ปรากฏตัว พวกเราจะเข้าเมืองไปทลายคุก”

    เนื่องเพราะจิ่วเจียงคือพื้นที่ในเขตอิทธิพลของหลี่จวินหยวน น่ากลัวว่าจะถูกจำได้ หกกระบี่บ้านแตกจึงหาได้ตามนักรบหมาป่าเข้าเมืองไม่ เหล่านักรบหมาป่าฟังคำพูดของจิงเลี่ยแล้วล้วนแย้มยิ้มขึ้นมา เรื่องราวดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่นี่ก็สื่อความหมายว่าพวกมันหกสิบกว่าคนกำลังจะเข้าสู่ถ้ำพยัคฆ์แล้ว เหล่านักรบหมาป่ากลับไม่เคร่งเครียดสักนิด แต่กลับเหมือนกำลังรอคอยการต่อสู้

    “อย่าผ่อนคลายเกินไป” เยวี่ยหลางกล่าวเสียงดุหลังรับรู้ถึงบรรยากาศนี้ ทำให้เหล่านักรบมิได้ยิ้มอีก “ศัตรูมิได้ว่างเว้น หากพวกเราเข้าไป พวกมันต้องจ้องตาไม่กะพริบเป็นแน่ ต้องคิดให้ดีๆ ว่าจะกระทำการอย่างไร”

    จิงเลี่ยฟังพลางพยักหน้าให้เยวี่ยหลาง

    “เหลืออีกเจ็ดวัน…” เลี่ยนเฟยหงกล่าว “เช่นนั้นดูเหมือนพวกเรารอถงจิ้งและเยียนเหิงไม่ได้แล้ว” ตลอดทางถงจิ้ง ‘ศิษย์รัก’ ผู้นี้ไม่อยู่ข้างกาย ทำให้เลี่ยนเฟยหงร้อนรนไม่เป็นสุขอยู่นานแล้ว

    พวกมันและเยียนเหิงกับถงจิ้งเดิมทีนัดหมายรวมตัวกันในที่ซึ่งใต้เท้าหวังโส่วเหรินอยู่ ทว่าขณะพวกจิงเลี่ยบรรลุถึงจวนว่าการกั้นโจว ใต้เท้าหวังนำทหารลงใต้ปราบโจรพอดี จึงคลาดโอกาสพบพาน

    หวังโส่วเหรินดำเนินการตรวจตราและลงโทษด้วยกฎหมายภายในเมืองอย่างเคร่งครัดเพื่อจัดการโจรผู้ร้าย พวกจิงเลี่ยน่าสงสัยอย่างยิ่งในสายตาคนท้องถิ่น หกกระบี่บ้านแตกยังคงเป็นนักโทษหมายจับจึงมิอาจเปิดเผยสถานะ และอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามแจ้งไปยังใต้เท้าหวังให้จัดการ จิงเลี่ยเกรงว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้น ถึงขั้นข่าวรั่วไปถึงหนานชางเพราะเหตุนี้ จึงตัดสินใจล่วงไปก่อนโดยไม่รอพวกพ้องทั้งสอง ก่อนออกเดินทางเพียงฝากข้อความให้คนของจวนว่าการถึงใต้เท้าหวังว่า

     

    ‘สหายเก่าหลูหลิง ครานี้กำลังไปสถานที่พิพาท’

     

    ภายหลังหากเยียนเหิงกับถงจิ้งได้รู้ข้อความนี้ผ่านใต้เท้าหวัง ก็จะรู้ว่าพวกมันเดินทางไปหนานชางก่อนแล้วก้าวหนึ่ง

    ยามนี้จิงเลี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นส่ายหน้า “หากถ่วงเวลาที่หนานชาง ฝ่ายตรงข้ามอาจแคลงใจ…มิอาจรอพวกมันสองคน”

    มันกวาดมองเหล่านักรบแวบหนึ่งแล้วกล่าวอีก “พี่เยวี่ยหลางมิได้กล่าวผิด พวกเรายังมีเรื่องราวมากมายต้องเตรียมการ โดยเฉพาะในตำหนักหนิงอ๋องมีผู้ที่ร้ายกาจอย่างยิ่งสองคน ต้องกำจัดพวกมันทิ้งก่อน”

    หกกระบี่บ้านแตกอีกสามคนพอได้ฟังย่อมรู้ว่าผู้ที่จิงเลี่ยกล่าวคืออูจี้หงจอมเวทปัวหลงและ ‘รองเจ้าสำนักอู่ตัง’ ผู้นั้น

    เหล่านักรบหมาป่าหาได้รู้จักสองคนนี้ไม่ แต่จากสีหน้าของพยัคฆ์ทั้งหกก็จินตนาการได้ว่าศัตรูเหล่านี้น่ากลัวเพียงใด

    ยามนี้จิงเลี่ยมองเลี่ยนเฟยหง “เลี่ยนเฟยหง เพื่อการนี้ท่านต้องอยู่ที่จิ่วเจียงสามวัน กระทำเรื่องหนึ่งก่อน จึงค่อยไปหาพวกเราที่หนานชาง”

    “มีเรื่องให้ทำก็ประเสริฐที่สุดแล้ว!” เลี่ยนเฟยหงหัวเราะขึ้นมาเหมือนเด็ก “ข้าเกลียดการรอคอยที่สุด”

    “ถูกต้อง ข้าก็เช่นกัน” จิงเลี่ยกล่าวพลางบีบกำปั้น

    เมื่อนึกถึงจอมเวทปัวหลง ความจริงในใจจิงเลี่ยอยากพบกับมันอีกเป็นอย่างมาก เพื่อดูว่าตนเองในวันนี้ที่ก้าวหน้าขึ้นและหายดีเป็นปลิดทิ้งเทียบกับปีศาจตนนั้นแล้วจะเป็นเช่นไร

    ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้ที่ร้ายกาจกว่ามันอีกคนหนึ่ง…

    แต่จิงเลี่ยรู้ว่าต้องระงับความปรารถนานี้เอาไว้ อย่างน้อยก็มิใช่ครานี้ มันมองดูหู่หลิงหลัน เพียงแวบเดียวหู่หลิงหลันก็เข้าใจว่าจิงเลี่ยคิดอะไรอยู่

    ความจริงหัวใจของนางรุ่มร้อนยิ่งกว่าจิงเลี่ย นางรู้ตัวว่าติดค้างฮั่วเหยาฮวามากกว่าติดค้างมันเสียอีก…

    เจ้ารออีกไม่กี่วัน พวกเราก็ถึงปากทางแล้ว

    หู่หลิงหลันอธิษฐานอยู่ในใจ

     

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    นิยายยอดนิยม

    Uncategorized

    มนุษย์ครึ่งเทพขอระบาย!!! นิยายเทพเจ้ากับอะไรๆ ก็โยนมาให้พวกเขาแก้

    เคยสงสัยไหมในนิยายที่มีโครงเรื่องมาจากพวกเทพปกรณัม ไม่ว่าจะปกรณัมกรีกอย่าง ‘เพอร์ซีย์ แจ็กสัน’ หรือ ปกรณัมนอร์สอย่าง ‘แม...

    Facebook