• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    Uncategorized

    ทดลองอ่าน ความลับแห่งสามก๊ก เล่ม 1 ตอนที่ 1

    หยางผิงวางข้อศอกบนราวกั้น มองทิวทัศน์ที่คล้อยไปข้างหลังอย่างเหม่อลอย

    ท่าทีของหยางจวิ้นยิ่งทำให้เขารู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก แต่ก่อนทุกครั้งเวลาพบหน้า บิดาจะถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ของเขาไม่มากก็น้อย แต่ตอนนี้บิดากลับเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ราวกับเจ้าพนักงานผู้เข้มงวดที่คุมตัวนักโทษเข้าเมืองหลวง เย็นชาผิดปกติ

    เรื่องนี้ไม่ปกติ เรื่องนี้ไม่ปกติอย่างแน่นอน

    หยางผิงนิสัยอ่อนโยน แต่หาใช่คนโง่ เขารู้ว่าเมื่อเรื่องราวผิดไปจากปกติย่อมมีเหตุอะไรแน่ เขาหวังมาตลอดว่าหลังออกจากอำเภอเวินเซี่ยนแล้วบิดาจะบอกเหตุผลนี้ แต่หยางจวิ้นทำให้เขาผิดหวัง แม้เร่งเดินทางมาหนึ่งคืนแล้ว หยางจวิ้นกลับไม่พูดอะไรกับหยางผิงสักคำ เอาแต่เร่งคนขับรถไม่หยุดให้เร็วขึ้นอีก เวลาอื่นๆ ก็หลับตาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไร

    หยางผิงหลับสนิทไปพร้อมกับความฉงนสงสัย ลอบหวังว่าหลังจากตื่นขึ้นมาตัวเองจะยังนอนอยู่ในห้องนอนของจวนสกุลซือหม่า

    ล้อรถกลิ้งไปบนถนนเงียบๆ เมื่อขอบฟ้าเริ่มปรากฏสีขาวท้องปลา หยางจวิ้นก็ลืมตาทันใด ก่อนพูดกับคนขับรถเบาๆ ว่า “หยุดรถ”

    ดูเหมือนคนขับรถจะไม่เข้าใจคำสั่งนี้นัก ตอนนี้พวกเขาวิ่งอยู่บนถนนระหว่างเนินเขาสีเหลืองที่ทอดยาวต่อเนื่อง เพราะขาดการซ่อมแซมมานาน จึงแทบไม่เห็นร่องรอยของทางหลวงแล้ว ในรัศมีหลายสิบลี้ออกไปล้วนเป็นพื้นที่รกร้างกันดาร ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แม้แต่ต้นไม้ยังมีไม่มากนัก พวกเขาเร่งเดินทางมาทั้งคืน ไยต้องหยุด ณ สถานที่แห่งนี้ด้วย

    “หยุดรถ” หยางจวิ้นพูดซ้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเจือแววรำคาญเล็กน้อย

    คนขับรถอดขุ่นใจไม่ได้ ตอนเขาอยู่สวี่ตูและถูกส่งไปฉวี่เหลียงรับตัวหยางจวิ้น ไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องอ้อมมาอำเภอเวินเซี่ยน เขาอยากรีบกลับสวี่ตู แต่ก็ไม่กล้าล่วงเกินใต้เท้าที่มีป้ายคำสั่งในมือผู้นี้ จึงได้แต่หยุดรถ

    ช่างเถอะ จะได้ให้ม้าหยุดพัก ป้อนขนมกากถั่วให้หน่อย ข้าจะได้หาอะไรรองท้องด้วยคนขับรถคิดเช่นนี้

    หยางผิงที่เดิมทีกึ่งหลับกึ่งตื่นรู้สึกได้ว่าแรงสั่นสะเทือนหยุดลงจึงลืมตา สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่สายตาคือมีดสั้นที่เปล่งประกายสว่างจ้า หยางผิงตื่นตระหนก ร่างกายกระถดไปข้างหลังโดยสัญชาตญาณ จากนั้นเขาพลันเห็นคนขับรถร่วงตกลงจากรถม้าอย่างแข็งทื่อ ใบมีดสั้นในมือหยางจวิ้นมีโลหิตหยดลงมาหลายหยด

    หยางผิงแข็งทื่อไปทั้งตัวในทันที รีบยื่นมือไปคลำกระบี่พกที่เอวโดยไม่รู้ตัว แต่กลับเจอเพียงความว่างเปล่า จึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังสวมชุดล่าสัตว์ของเมื่อวาน ไม่ทันได้เปลี่ยน

    บิดาทำอะไร เขาจะฆ่าข้าหรือเปล่าความคิดนับไม่ถ้วนผุดออกมาจากหัวสมองของหยางผิง

    หยางจวิ้นเห็นหยางผิงตื่นแล้ว กลับเพียงพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่เอ่ยอะไร ราวกับเมื่อครู่เพิ่งทำเรื่องธรรมดาสามัญ หยางผิงกระโดดลงจากรถอย่างลนลาน เข้าไปประคองคนขับรถและพบว่าอีกฝ่ายสิ้นใจไปแล้ว

    มีดสั้นของหยางจวิ้นแทงเข้าไปในหัวใจอย่างแม่นยำ เลือดไหลทะลักออกมาจากหน้าอกของผู้ตาย สายตาของหยางผิงถูกอาบย้อมด้วยโลหิตสีแดง กลิ่นคาวเลือดรุนแรงพุ่งเข้ามาในจมูก เขารู้สึกหายใจลำบากเล็กน้อย อาการเกร็งกระตุกผุดขึ้นมาจากลำคอ

    “อย่าสนใจเขาเลย พวกเรายังมีอย่างอื่นต้องทำ” หยางจวิ้นพูด

    ความหวาดกลัวและความโกรธปะทุขึ้นในใจหยางผิงพร้อมกัน ใบหน้าขาวซีดของเขาเริ่มเป็นสีแดง ไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองควรจะหันหลังวิ่งหนี หรือพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อหยางจวิ้นและคำรามใส่อีกฝ่ายโดยไม่สนใจความอาวุโส บังคับให้บิดาอธิบายว่าทั้งหมดนี้มันเรื่องอะไรกันแน่

    เวลานี้เอง เสียงแผ่วเบาดังมาจากอีกด้านของเนินเขา รถม้าอีกคันเหมือนโผล่ออกมาจากใต้ดิน เพียงครู่เดียวก็แล่นมาตรงหน้าคนทั้งสองและหยุดลง

    รถม้าคันนี้ใหญ่กว่ารถม้าที่พวกเขานั่ง ล้อใหญ่หลังคาสูง แต่กลับไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ รอบด้านแขวนม่านสีดำ มิอาจเห็นความเคลื่อนไหวภายในรถ ซี่ล้อกับขอบล้อถูกยัดด้วยผ้าป่าน ดุมล้อยังผูกหญ้ากกไว้ เวลาวิ่งเกิดเสียงน้อยยิ่ง เหมือนวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น คนขับรถเป็นชายฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยหนวดเครา ภายใต้เสื้อตัวบางมองเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดที่นูนขึ้นมา คนผู้นี้สวมหมวกสาน สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้ความรู้สึก เหมือนไม่ใส่ใจสรรพสิ่งรอบด้าน มือแห้งเหี่ยวข้างหนึ่งเลิกม่านรถจากข้างใน เผยให้เห็นดวงหน้าแก่ชรา ชายชราเหลือบมองคนขับรถบนพื้น จากนั้นมองหยางจวิ้น สุดท้ายเลื่อนสายตาไปยังหยางผิง ชั่วขณะที่เขาสบสายตากับหยางผิง รูม่านตาพลันหดลงกะทันหัน สีหน้าสุขุมเยือกเย็นแปรเปลี่ยนเล็กน้อยจนยากสังเกตเห็น แต่เพียงชั่วครู่ก็หายไป

    หยางจวิ้นพูดเสียงทุ้ม “ท่านลุง ทุกอย่างเป็นไปตามที่นัดหมาย”

    ชายชราเคาะนิ้วบนราวจับเบาๆ คนขับรถกระโดดลงจากที่นั่งทันที และลากศพศพหนึ่งลงมาจากรถม้า หยางผิงสังเกตเห็นว่าศพนี้มีรูปร่างใกล้เคียงกับตน เพียงแต่ใบหน้าถูกฟันจนเละเทะ บอกอายุไม่ได้ คนขับรถวางศพหน้าเละข้างๆ ศพคนขับรถม้า จัดท่าให้ดูเหมือนต่อสู้จนตัวตาย สุดท้ายปัดมืออย่างพึงพอใจและยืดตัวขึ้น

    หยางผิงเห็นท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนขับรถก็รู้สึกขนลุก หยางจวิ้นตบไหล่เขา “ขึ้นรถเถอะ” พร้อมชี้รถม้าคันใหญ่

    หยางผิงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ “บิดา หากท่านต้องการให้ข้าไปตาย ข้าจะแสดงความกตัญญูให้ถึงที่สุด แต่ข้าหวังว่าจะได้ตายอย่างรู้เหตุผลแจ่มแจ้ง”

    หยางจวิ้นมุ่นคิ้วเล็กน้อย “ไม่มีใครอยากให้เจ้าตาย ขึ้นรถเถอะ คนในรถจะบอกทุกอย่างกับเจ้า”

    “ไม่ ข้าต้องการรู้ตอนนี้!” หยางผิงปฏิเสธอย่างเฉียบขาด เขาถูกบิดาพาออกจากบ้านที่อาศัยอยู่มาสิบกว่าปีโดยไม่บอกอะไรสักคำ จากนั้นบิดาสังหารคนขับรถที่ราชสำนักส่งมาต่อหน้าต่อตาเขา บัดนี้มีรถม้ากับตาแก่จากไหนไม่รู้โผล่มาอีก หยางผิงทนกับความคลุมเครืออันน่าทรมานพวกนี้ไม่ไหวแล้ว

    เมื่อกี้มีคนคนหนึ่งตายไปอย่างแท้จริง ทั้งยังตายไปต่อหน้าเขา นี่เป็นครั้งแรกที่หยางผิงเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตา ความสะเทือนใจที่แจ่มชัดเป็นพิเศษทำให้ตอนนี้เขายังวิงเวียนตาลายไม่หาย หยางผิงเหมือนเห็นภาพเหตุการณ์ตอนกวางหมีลู่กำลังจะถูกตนยิงธนูใส่ หัวใจเหมือนถูกบางสิ่งขยุ้มไว้อย่างแรง

    หยางจวิ้นเห็นหยางผิงไม่ยอมขึ้นรถจึงคิดจะเข้าไปดึงแขนเสื้อเขา ทว่าชายชรากลับห้ามไว้ “ข้าจัดการเอง” หยางจวิ้นถอยไปก้าวหนึ่งอย่างนอบน้อม

    ม่านเลิกออกอีกนิด ชายชรายื่นศีรษะออกมา ครั้งนี้มือเขามีของเพิ่มมาหนึ่งอย่าง “เด็กน้อย เจ้ามาดูของสิ่งนี้” หยางผิงก้าวไปรับมาดูด้วยความฉงน พบว่าเป็นตราประทับหัวเต่าสีเหลืองอร่ามทำจากเงินผสมทองแดง ถืออยู่ในมือแล้วค่อนข้างหนักอึ้ง เขาพลิกดูด้านล่าง เห็นบนนั้นแกะสลักอักษรเสี่ยวจ้วน ‘ตราประทับหยางเปียว (เอียวปิด)…’

    “หยางเปียว…หยางไท่เว่ย*?” หยางผิงมือสั่น ตราประทับสี่เหลี่ยมเกือบร่วงลงบนพื้น

    “เป็นข้าเอง” หยางเปียวตอบ

    ตาแก่บนรถคือหยางเปียว! ขุนนางคนสำคัญที่ปกป้องจักรพรรดิสุดกำลัง ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า! หยางเปียวนับเป็นขุนนางแบบอย่างในยุคสมัยที่ราชวงศ์ฮั่นเผชิญมรสุม จากลั่วหยาง (ลกเอี๋ยง) ถึงฉางอัน (เตียงฮัน) จากฉางอันสู่สวี่ตู โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันระหกระเหินอยู่หลายปี แต่เขากลับจงรักภักดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ทอดทิ้งจากไป เป็นผู้นำเหล่าขุนนางด้วยตำแหน่งไท่เว่ย คอยรับใช้ข้างกายจักรพรรดิ กล่าวได้ว่าเป็นเสาหลักอันมั่นคงของราชวงศ์ฮั่น บัณฑิตทั่วหล้าไม่มีผู้ใดไม่สรรเสริญเขา

    สี่ปีก่อนโอรสสวรรค์ย้ายมาประทับที่สวี่ตู เฉาเชาวางแผนโค่นล้มหยางไท่เว่ยผู้นี้หมายจะลงโทษให้ถึงตาย แต่บารมีของหยางเปียวยิ่งใหญ่เกินไป แม้แต่เฉาเชาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่บีบให้เขาสละตำแหน่งไท่เว่ย กลายเป็นสามัญชนในสวี่ตูที่ไร้ตำแหน่งหน้าที่ คนส่วนใหญ่ล้วนคิดว่าชีวิตการเมืองของขุนนางผู้ภักดีคนนี้จบสิ้นลงแล้ว

    บัดนี้อดีตไท่เว่ยที่หมดอำนาจกลับนั่งรถม้าแต่งกายเรียบง่าย ปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่รกร้างแห่งนี้ ทำให้หยางผิงประหลาดใจยิ่งนัก

    “ไม่ทราบว่าชื่อของข้าทำให้คุณชายเชื่อถือได้หรือไม่” หยางเปียวเชิดคางเล็กน้อย เผยความเมตตาอารีออกมา ชีวิตการเป็นขุนนางตลอดหลายปีทำให้เขามีกลิ่นอายความน่าเกรงขามตามธรรมชาติ

    “แน่นอน แน่นอน…”หยางผิงรู้สึกหน้าผากมีเหงื่อซึม “หยางไท่เว่ยชื่อเสียงโด่งดัง ผู้น้อยหรือจะกล้าสงสัย”

    ชายชรายิ้มน้อยๆ เลิกม่านออกครึ่งหนึ่ง หยางผิงรีบปีนขึ้นรถม้า ก่อนหันกลับไปพบว่าบิดาหยางจวิ้นยังยืนอยู่ข้างนอกไม่ขยับ

    “หยางจวิ้น พวกเราไปแล้ว เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี” หยางเปียวพูดเสียงเรียบ

    หยางจวิ้นประสานมือ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว

    “บิดาไม่ไปกับพวกเราหรือ” หยางผิงสงสัย

    หยางเปียวพูด “เขายังมีธุระของเขา” สิ้นเสียง คนขับรถรูปร่างกำยำพลันถือดาบเหล็กเดินเข้าไปหา ประกายเยียบเย็นวาบขึ้น แขนขวาของหยางจวิ้นถูกฟันหล่นลงบนพื้น หยางผิงที่เห็นการเปลี่ยนแปลงกะทันหันร้องออกมา ลุกขึ้นและกำหมัดแน่น คิดจะโผเข้าไปช่วยเหลือ หยางจวิ้นกดแผลที่โลหิตพุ่งทะลักเอาไว้ ใช้สายตาห้ามบุตรชายไม่ให้วู่วาม หยางเปียวใช้มือกดไหล่หยางผิงเบาๆ เป็นการบอกให้เขาอยู่เฉยๆ

    คนขับรถเก็บดาบและฉีกผ้าจากชายเสื้อของหยางจวิ้นออกมา สาดผงยาลงบนแผลและพันแผลให้เขา จากนั้นหันหลังเดินขึ้นรถ หยางจวิ้นเดินโซเซไปข้างทาง หลังพิงหินก้อนหนึ่งและนั่งลง ใบหน้าซีดเผือด แต่กลับไม่ปริปากพูดสักคำ

    “ไปเถอะ” หยางเปียวหน้าไม่เปลี่ยนสี ราวกับมองไม่เห็นเหตุการณ์สยดสยองตรงหน้า หยางผิงในรถม้าใบหน้าไร้สีเลือด ความคิดในใจสับสนวุ่นวายเหมือนเชือกป่านที่ขมวดกันยุ่ง

    ม่านรถถูกปล่อยลงช้าๆ ทิวทัศน์ข้างนอกและแสงสว่างถูกปิดกั้น รถม้าสั่นไหวน้อยๆ จากนั้นจึงเริ่มเร่งความเร็ว หยางผิงไม่รู้ว่าเหตุใดบิดาที่สูญเสียแขนไปข้างหนึ่งต้องนั่งอยู่ที่เดิมกับศพสองศพ สัญชาตญาณบอกเขาว่าเรื่องราวประหลาดที่ไร้เหตุผลพวกนี้ซุกซ่อนแผนการบางอย่างไว้ ทว่าตั้งแต่กลับเข้าเมืองเมื่อวาน เหตุการณ์แล้วเหตุการณ์เล่าที่ประดังประเดเข้ามาทำให้เขาไม่มีเวลาจะขบคิด

    ตอนนี้เขาต้องการคำอธิบายอย่างยิ่ง หาไม่เขาอาจเป็นบ้าไปจริงๆ หยางผิงส่งสายตาสงสัยไปยังหยางเปียว พบว่าอีกฝ่ายจับจ้องตนอยู่ตลอด

    “เหมือน…ช่างเหมือนเหลือเกิน…” ชายชราหรี่ตา ตบเข่าช้าๆ สีหน้าฉายแววยินดีระคนตื้นตัน ทั้งยังมีความเศร้าที่สังเกตได้ไม่ง่ายนัก

    “หยางไท่เว่ย ข้า…” พอหยางผิงเอ่ยปาก ก็ถูกหยางเปียวยกมือห้ามไว้

    “อย่าเพิ่งใจร้อน ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง” หยางเปียวเอ่ยปากช้าๆ จากนั้นเลิกม่านออกเล็กน้อยเหลือบมองท้องฟ้า ก่อนจะปิดลงโดยเร็ว “ก่อนถึงสวี่ตู มีเรื่องบางอย่างที่เจ้าจะต้องรู้”

    พวกเรายังจะเดินทางไปสวี่ตูอีกหรือ…หยางผิงคิดในใจ

    “จะเริ่มตรงไหนดีนะ…อืม เริ่มจากบิดาเจ้าหยางจวิ้นก็แล้วกัน” น้ำเสียงของหยางเปียวเชื่องช้า ราวกับทุกคำพูดล้วนต้องอมอยู่ในปากใคร่ครวญให้ดีก่อนรอบหนึ่ง หยางผิงนั่งตรงข้ามเขา สองขาหุบเข้าด้วยกัน มือวางบนหัวเข่า ตั้งอกตั้งใจฟัง

    “นั่นยังเป็นรัชศกกวงเหอ ตอนนั้นข้าเป็นเว่ยเว่ย* ในรัชสมัยจักรพรรดิหลิงตี้(พระเจ้าเลนเต้) บิดาเจ้าเป็นขุนพลจั่วตูโหวภายใต้บังคับบัญชาของข้า ข้าคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เก่งกาจสามารถทีเดียวจึงชื่นชมเขามาก เขาเป็นชาวอำเภอฮั่วจยาในเหอเน่ย แม้ข้าจะเป็นชาวอำเภอฮว่าอินในหงหนง แต่แซ่หยางเหมือนกัน จึงรับเขาเป็นหลานในสกุล หยางจวิ้นเป็นคนเก่ง มากด้วยความคิดและอุบาย พูดหนึ่งซ่อนสิบ เป็นบุคคลที่ไหว้วานเรื่องสำคัญได้…”

    พูดถึงตรงนี้เขาก็ยืดหลังที่ค่อมงอให้ตรงขึ้นเล็กน้อย

    “รัชศกกวงเหอปีที่สี่ ในวังเกิดเรื่องใหญ่ หวังเหม่ยเหริน**(อองบีหยิน) พระสนมองค์หนึ่งของจักรพรรดิหลิงตี้ให้กำเนิดองค์ชายชื่อว่าหลิวเสีย ตอนนั้นพระมเหสีเหอ (โฮเฮา) ให้กำเนิดรัชทายาทหลิวเปี้ยน(หองจูเปียน) แล้ว จึงมิอาจยอมรับเรื่องนี้ได้ ทำให้เกิดการวางยาพิษสังหารหวังเหม่ยเหริน พระพันปีต่ง(ตังไทฮอ) เกรงว่าองค์ชายหลิวเสียจะถูกปองร้ายจึงรับไปอยู่ด้วยและเลี้ยงดูด้วยพระองค์เอง ภายหลังจักรพรรดิเส่าตี้*** ถูกต่งจั๋ว (ตั๋งโต๊ะ) ปลดจากตำแหน่ง องค์ชายหลิวเสียได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิต้าฮั่น โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน”

    หยางผิงเอียงคออย่างแปลกใจ เรื่องพวกนี้ใต้หล้ารู้กันทั่ว ไยต้องพูดซ้ำอีกรอบด้วย หยางเปียวพลันขมวดคิ้วกะทันหัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “แต่สิ่งที่ใต้หล้าไม่รู้คือตอนนั้นหวังเหม่ยเหรินให้กำเนิดฝาแฝด เป็นองค์ชายสององค์!”

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in Uncategorized

    นิยายยอดนิยม

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน สยบฟ้าพิชิตปฐพี 37 บทที่ 1

    บทที่ 1 ความหวังอยู่ที่โลกมนุษย์   เยี่ยหงอวี๋เชื่อมั่นว่าเจ้าอารามเหนือกว่าสถานศึกษาลิบลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึ...

    Facebook