• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    Uncategorized

    ทดลองอ่าน สยบฟ้าพิชิตปฐพี เล่มที่ 29 ตอนที่ 2

    หนิงเชวียยืนก้มหน้าอยู่บนถนน เลือดไหลซึมออกมาจากนิ้วมืออยู่ตลอดเวลา เลือดที่จับตัวเป็นก้อนเพราะความหนาวเย็นถูกเลือดที่ไหลออกมาใหม่ดันออกมาอยู่เป็นระยะ เห็นแล้วน่าเวทนา หนิงเชวียมือหนึ่งกำดวงตาค่ายกล มือหนึ่งกุมด้ามดาบ แต่มันเขียนยันต์ไม่ออกและไม่มีแรงเหวี่ยงดาบแล้ว ถ้าไม่มีดาบค้ำยันอยู่ก็อาจล้มลงทุกเมื่อ มันไม่ได้มองตาเจ้าอาราม เพราะเพียงสบตาเจ้าอารามก็อาจถึงตายได้ จึงได้แต่มองเท้าเจ้าอาราม สายตาจับอยู่ที่ฝุ่นใต้หิมะ

    หนิงเชวียโลหิตโซมกาย นอกจากเลือดของตนแล้วส่วนใหญ่เป็นเลือดของคนธรรมดาที่ตายด้วยน้ำมือเจ้าอาราม มันรู้สึกว่าเลือดใหม่เหล่านี้ร้อนกว่าเลือดของตน เลือดของมันจึงร้อนขึ้นเพราะถูกกระตุ้น ทว่าสิ่งที่ทำให้มันรู้สึกเศร้าใจคือร่างกายของมันเย็นเยียบ ใจของมันชาแข็ง แม้มีความไม่ยอมแพ้มากกว่านี้ก็ถูกความหนาวเย็นของลมปราณแห่งการดับสูญแช่แข็งจนไร้พลังชีวิต ย่อมหาขุมกำลังใดๆ ไม่เจอ เหลือเพียงความเหนื่อยล้าและความจำใจ

    ยันต์รูปอี้จำนวนนับไม่ถ้วนยังคงลอยอยู่ตามถนนและตรอกซอกซอย ซ่อนแฝงอยู่ท่ามกลางลมหิมะ พลังที่ยืมมาจากค่ายกลสยบเทวะไม่เคยสลายไป นี่คือวิธีการที่ยอดเยี่ยมของหนิงเชวีย แต่ตอนนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ายังไม่สามารถชนะเจ้าอาราม

    หนิงเชวียมองเท้าเจ้าอาราม คล้ายมองเห็นศพมดมากมายใต้รองเท้าของเจ้าอาราม มดเหล่านี้ล้วนกล้าหาญและไม่กลัวตาย เพียงแต่ตอนนี้ตายหมดแล้ว ความกล้าหาญที่น่าตื่นตกใจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความแตกต่างระหว่างฟ้ากับมนุษย์ เช่นนั้นแล้วทุกคนบนโลกมนุษย์นอกจากต้องยอมสยบต่อเฮ่าเทียนแล้วยังจะทำอะไรได้ แม้ไม่ยอมแพ้แต่จะมีประโยชน์อันใด

    เจ้าอารามฝึกฌานมาทั้งชีวิต สิ่งที่ฝึกคือความไร้หัวใจของเฮ่าเทียน ทั้งยังคำนวณสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ มีความอดทนอดกลั้นสูง คนที่สามารถอดทนอดกลั้นจนเป็นนิสัยย่อมไม่มีสิ่งใดที่อดทนอดกลั้นไม่ได้ ชาวถังที่แย่งกันเดินเข้าหาความตายในวันนี้แม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงบทสรุปของการต่อสู้ แต่ภาพอันน่าเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ทำให้มันตกใจระคนประหลาดใจ

    นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับการไม่อาจทนเห็น แต่คือความไม่เข้าใจ

    เจ้าอารามเคยเห็นคนจำนวนมากที่สามารถเผชิญหน้ากับจุดจบของตนอย่างสงบ แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นยอดผู้ฝึกฌานที่อยู่เหนือโลกิยะ คนธรรมดากลับพบเห็นได้น้อย ทว่าในฉางอันกลับมีคนธรรมดาที่ยอมรับความตายได้อย่างสงบมากมายถึงเพียงนี้ในเวลาเดียวกัน เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของมัน หรืออาจกล่าวว่าอยู่เหนือการประเมินค่าที่มันมีต่อคนธรรมดา

    “ชาวถัง…มีความพิเศษอยู่บ้างจริงๆ”

    เจ้าอารามมือไพล่หลังมองเหล่าคนอ่อนแอที่อยู่เบื้องหน้า มองใบหน้าที่ไร้ความกลัวเหล่านั้นแล้วพลันถามว่า

    “ตายเหมือนมดปลวกอย่างนี้ พวกเจ้ายินยอมหรือ”

    คนที่ตอบคำถามมันคือเฉาเหล่าไท่เหยีย

    เฉาเหล่าไท่เหยียถือไม้เท้า ตัวสั่นเทาเดินมาหน้าฝูงชน เอ่ยตอบว่า

    “ยินยอมคือยินดี คือรู้สึกสบาย กับคำถามที่ว่าจะทำให้ตนเองรู้สึกสบายได้อย่างไรนั้น ข้าไม่รู้ว่าคนอื่นจะตอบเช่นไร แต่สำหรับพวกเราคนแก่คนเฒ่าของฉางอัน ขอเพียงตอนตายไม่รู้สึกละอายใจก็รู้สึกสบายแล้ว”

    “ที่แท้การยินยอมก็อธิบายเช่นนี้ได้”เจ้าอารามเอ่ยพลางมองเฉาเหล่าไท่เหยีย “ตาเฒ่าไม่ธรรมดาเลย เจ้าชื่ออะไร”

    เฉาเหล่าไท่เหยียตอบว่า

    “ข้าแซ่เฉา ชนรุ่นหลังเรียกข้าว่าลุงรอง ข้าคิดว่าข้าอายุมากกว่าเจ้า เจ้าเรียกข้าว่าลุงรองก็ได้ นี่ไม่ถือว่าข้าเอาเปรียบเจ้า อีกทั้งข้าไม่มีสิ่งใดไม่ธรรมดา พวกเราเป็นแค่คนธรรมดา เพียงแต่ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือว่าไม่ธรรมดา อย่างไรก็คือคน ขอเพียงเป็นคนล้วนต้องตาย”

    ความหมายของเฉาเหล่าไท่เหยียนั้นชัดเจน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเจ้าอารามแห่งอารามจือโส่วหรือสาวกของเฮ่าเทียน เมื่อตายแล้วย่อมต้องกลายเป็นธุลีดินหรือเถ้ากระดูก เช่นนั้นแล้วทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน

    “เพราะเหตุนี้จึงมีคนมากมายขนาดนี้แย่งกันมาตาย”เจ้าอารามมองศพชาวถังที่เกลื่อนกลาดบนถนนจูเชวี่ยพลางกล่าวอย่างครุ่นคิด

    สีหน้าของเฉาเหล่าไท่เหยียเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

    “การเดินเข้าหาความตายคือสิ่งที่ชาวถังเราสืบทอดกันมา ครั้งแรกเริ่มที่ทำศึกกับแคว้นต่างๆ ช่วงเวลาแห่งลมมรสุม ไม่มีชาวถังคนใดยอมจำนน เมื่อครั้งสู้รบกับชาวฮวง ไม่มีชาวถังคนใดยอมจำนน ตั้งแต่ปักอาณาเขตที่ริมแม่น้ำเว่ยและแม่น้ำซื่อ ต้าถังเราก็สถาปนาแคว้นมาจนถึงบัดนี้พันกว่าปีแล้ว คนที่เดินเข้าหาความตายอย่างห้าวหาญมีมากมหาศาลจนนับไม่ถ้วน ที่ต้าถังแข็งแกร่งได้เพราะชาวถังกล้าตาย

    ในอดีต เพื่อทูตคนหนึ่งปฐมจักรพรรดิยอมเสี่ยงอันตรายต่อการล่มสลายของแคว้น ทุ่มกำลังทั้งหมดยกทัพขึ้นเหนือจนกระทั่งตัดศีรษะศัตรูได้จึงยอมยกทัพกลับ

    ในฤดูสารทปีนั้น เพื่อเด็กหญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งสถานศึกษากล้าสู้รบกับนิกายพุทธและเต๋า เซียนเซิงรองฟันพระพุทธรูปศิลาที่วัดลั่นเคอจนพังทลายจึงลบล้างความเกลียดชังในใจได้บ้าง ที่ต้าถังแข็งแกร่งได้เพราะกล้าเกลียดชัง

    ความแข็งแกร่งของต้าถังอยู่ที่ชาวถังเอง

    ต้าถังเราตั้งแต่โบราณมามีคนก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก มีคนฝืนทำงานอย่างสุดชีวิต เมื่อพบเจอความไม่ยุติธรรมและการกดขี่รังแกกันก็มีคนกล้าตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น เมื่อพบเจอการรุกรานของศัตรูก็มีคนกล้าเดินเข้าหาความตายอย่างห้าวหาญ…”

     

    กองกำลังปราบแดนใต้ยังอยู่บริเวณป่าเขาแถบเหยาซาน เดินทัพไปทางหุบเขาชิงสยาอย่างยากลำบาก

    น้ำฝนที่หนาวเย็นซึมเข้าไปในเสื้อผ้า นำพาความอบอุ่นจากไป นำพาโรคภัยไข้เจ็บเข้ามา มีทหารพลัดตกหน้าผาอยู่เป็นระยะ บรรดาสหายยืนสงบนิ่งที่ริมหน้าผาครู่หนึ่ง จากนั้นเดินทางต่อ

    พวกมันเหน็ดเหนื่อยจนต้องก้มหน้า แม้รู้ว่าสายเกินไปแล้วแต่ยังไม่ยอมหยุดเท้า เสี่ยงชีวิตเร่งเดินทางอย่างเต็มกำลัง

     

    หยางเอ้อร์สี่ฟันทหารชาวหมานนายหนึ่งล้มลง

    มันทะนุถนอมดาบโค้งที่ได้มาจากสนามรบมาก จึงเก็บดาบเข้าฝักแล้วหยิบคราดจากบ่าแทงลงไปอย่างแรงจนแน่ใจว่าชาวหมานคนนั้นตายสนิท

    เสียงการสู้รบในไร่นาค่อยๆ สงบลง หยางเอ้อร์สี่เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก หอบหายใจแล้วมองไปรอบๆ เห็นสหายสนิทหลายคนล้มอยู่ในนาข้าวที่มีหิมะบางๆ ปกคลุม

    การสู้รบสิ้นสุดแล้ว มันยืนอยู่หน้ากองดินเตี้ยๆ จำนวนหนึ่ง นิ่งเงียบอยู่นาน จากนั้นมองไปทางหมู่บ้าน มันคิดถึงขาหมูตุ๋นที่ภรรยาทำมาก

    กำแพงของสถานศึกษาหลวงในหมู่บ้านยังทาสีไม่เสร็จ

    ตอนนั้นเพราะรู้สึกว่าทางการให้ค่าจ้างไม่ยุติธรรม จึงยืนกรานไม่ยอมรับงานนี้และทะเลาะกับหัวหน้าหมู่บ้าน ถึงขั้นเกือบจะทุ่มโต๊ะสุรา ทั้งเตรียมจะไปร้องเรียนต่อที่ว่าการอำเภอ จนกระทั่งทนความโมโหของบุตรีและการบ่นของภรรยาไม่ไหว จึงรับทำงานนี้อย่างไม่สุขใจแม้แต่น้อย

    แต่ทาไปได้เพียงครึ่งเดียวก็เห็นประกาศของทางการ มันจึงแบกคราด สุรา และเนื้อออกจากหมู่บ้านมาที่ชายแดนตะวันออกที่ห่างไกล กำแพงของสถานศึกษาหลวงไม่รู้เมื่อใดจะทาสีเสร็จ

    ไม่รู้ว่ายังมีโอกาสไปทาให้เสร็จไหม

    อย่างน้อยก็ด้วยฝีมือมัน

    หยางเอ้อร์สี่มองไปทางทิศที่ตั้งของหมู่บ้านพลางคิดเรื่องพวกนี้ที่ทำให้มันรู้สึกหงุดหงิด โมโหจนคิ้วขมวด บาดแผลที่เพิ่งได้มาใหม่เปิดออกอีกแล้ว เลือดไหลออกมา มันยกแขนขึ้นแล้วใช้แขนเสื้อเช็ด พลันนึกถึงอาจารย์สอนหนังสือที่สถานศึกษาหลวงจึงคิดได้ว่าตอนนี้ไม่ควรโมโหเพราะกำแพงที่ยังทาสีไม่เสร็จ แล้วมันก็หัวเราะอย่างเบิกบาน

     

    การสู้รบที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์เซี่ยงหวั่นยังคงดุเดือด

    นายทหารร่างเตี้ยถูกดาบโค้งของชาวหมานกดจนต้องคุกเข่าลงไปข้างหนึ่ง สถานการณ์กำลังคับขัน

    มันฝืนยันไว้สุดชีวิต

    เงาดำสายหนึ่งลอยโฉบมาจากด้านข้าง กระแทกร่างของชาวหมานพวกนั้นอย่างหนักหน่วง ดาบโค้งเป็นประกายวาววับวาดผ่านทุ่งหญ้าที่คล้ายถูกเผาไหม้ เงาดำสายนั้นร่วงลงพื้น หน้าอกโดนไปสองดาบ เลือดหยดติ๋งๆ เห็นได้ชัดว่าไม่รอดแน่แล้ว

    นายทหารร่างเตี้ยจำได้ว่านั่นคือองครักษ์ของตน มันตะโกนอย่างเสียใจและคั่งแค้น ดาบในมือละจากเหนือศีรษะแล้วฟันไปข้างหน้า เวลานี้มันไม่สนใจแล้วว่าดาบโค้งที่อยู่เหนือศีรษะจะผ่าตนออกเป็นสองซีกหรือไม่

    โชคดีมากที่ชาวหมานซึ่งล้อมมันอยู่ถูกมันฆ่าตายโดยที่ตัวมันไม่ตาย ไหล่ของมันโดนฟันไปหนึ่งดาบ เลือดไหลออกมาดุจสุราสีเข้มไหลออกจากถุงสุราที่ถูกฟันขาด เรื่องที่น่าหวาดเสียวที่สุดคือหมวกเกราะของมันถูกดาบของศัตรูฟันร่วง คมดาบของศัตรูหลังจากฟันหมวกเกราะแล้วยังตัดมวยผมของมันด้วย เส้นผมดำขลับสยายลงมาประบ่า ประกอบกับใบหน้างดงามที่ไม่มีหมวกเกราะบดบัง ตอนนี้ทุกคนจึงมองออกว่าที่แท้นายทหารผู้นี้เป็นสตรี

    นางคือซือถูอีหลัน

    นางถือดาบหนักอึ้ง พาโทสะและบาดแผลเต็มตัวนำผู้ใต้บังคับบัญชากลุ่มสุดท้ายเข้าสู้รบอีกครั้ง นางไม่รู้ว่าต้องสู้จนถึงเวลาใด แต่รู้ว่าต้องสู้จนตัวตายหรือไม่ก็ได้ชัยชนะ

     

    “ฉางอันมีคำกล่าวว่าผู้ที่ฝากเด็กกำพร้าเยาว์วัยไว้ให้ดูแลได้…”เฉาเหล่าไท่เหยียกล่าวพลางมองเจ้าอาราม

    ยามนี้วังหลวงที่อยู่ห่างไกลถูกหิมะปกคลุม ถังเสี่ยวถังยืนอยู่บนพื้นหิมะหน้าตำหนัก มองมาทางทิศใต้อยู่เงียบๆ พระอัครมเหสีจูงมือจักรพรรดิน้อยยืนอยู่หลังธรณีประตู มองหิมะนอกตำหนักที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ

    ฟากหนึ่งของถนนหิมะมีเสียงไอดังมา ศิษย์พี่ใหญ่เดินออกมาจากที่นั่น เสื้อนวมของมันเละเทะไปนานแล้ว ปุยฝ้ายที่โผล่ออกมาขาวราวหิมะ บางจุดถูกย้อมเป็นวงสีแดงราวสีโลหิต ดูสวยสดใสน่าประทับใจ

    หนิงเชวียยืนอยู่อีกฟากถนน เลือดโซมกาย มือหนึ่งกุมดวงตาค่ายกลอยู่ เลือดผสานดวงตาค่ายกลกับเนื้อหนังเข้าด้วยกัน ดวงตาค่ายกลนี้ ค่ายกลสยบเทวะนี้ เมืองฉางอันนี้ คือสิ่งที่อาจารย์ทั้งสองและองค์จักรพรรดิฝากฝังให้มันดูแล เพราะฉะนั้นมันไม่มีทางปล่อยมือจนกว่าจะตาย

    มือที่จับไม้เท้าของเฉาเหล่าไท่เหยียสั่นเทา น้ำเสียงพลันฮึกเหิม

    “ผู้ที่มอบชะตาของแผ่นดินให้คอยปกปักได้…”

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in Uncategorized

    นิยายยอดนิยม

    Uncategorized

    ขนหนังสือมาให้อ่านจุกๆ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25

    [siteorigin_widget class="SiteOrigin_Widget_Image_Widget"][/siteorigin_widget][siteorigin_widget class="SiteOrigin_Widge...

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน วิหคชาดพิฆาตกล ภาค 1 พายุเพลิงผลาญ บทที่ 4-5

    บทที่ 4 ทดสอบรอบแรก   วังหลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย การจับหัวขโมยที่เต็มไปด้วยอุปสรรคในที่สุดก็ยุติลงเมื่อจิงอีเฟ...

    Facebook