• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    Uncategorized

    ทดลองอ่านยอดเชฟเทพนักปรุง เล่ม 1 ตอนที่ 2

    [ส่วนผสมของแฮมเบิร์กสเต็ก]

    เนื้อวัว, หัวหอม,ไข่ไก่, แป้งขนมปัง, เกลือ,สมุนไพร, พริกไทยป่น, บราวน์ซอส (ซอส A1)

     

    อ๋อ บราวน์ซอสนี่เอง

    บราวน์ซอสเป็นซอสที่ถูกทำขึ้นในประเทศอังกฤษ โดยใส่น้ำตาลและพุทราหรือน้ำส้มสายชูลงไปในมะเขือเทศ ถ้ารสออกไปทางหวานก็จะเรียกว่าซอส HP ถ้ารสออกเปรี้ยวก็จะเรียกว่าซอส A1ซึ่งทั้งสองแบบแตกต่างกันที่ส่วนผสมบางชนิด ที่เกาหลีไม่ค่อยใช้ซอสนี้

    เขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับรสชาติของแฮมเบิร์กสเต็กสักเท่าไหร่ กลิ่นเนื้อก็แรง กลิ่นตับก็แรง ถ้าเป็นที่เกาหลีน่าจะไม่ค่อยได้รับความนิยม แต่คะแนนที่เห็นนั้นได้ถึงหกคะแนนเลยทีเดียว ถ้างั้นมันก็คงเป็นเมนูที่อร่อยสำหรับชาวอเมริกัน เพียงแต่เขาไม่คุ้นกับรสชาติสไตล์อเมริกันเท่านั้นเอง

    มินจุนพยายามที่จะเข้าถึงเมนูอาหารในมุมของคนอเมริกัน เพราะแกรนด์เชฟคือรายการของคนอเมริกัน หากเข้าไม่ถึงอาหารอเมริกันยังไงก็ไม่มีทางชนะ เขาจึงพยายามทำความเข้าใจกับรสชาติของแฮมเบิร์กสเต็ก เขาต้องฝืนและอดกลั้นต่อกลิ่นเนื้อที่ค่อนข้างแรงเพื่อสัมผัสรสชาติอันซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น

    คำแรกไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่ แต่พอกินไปคำที่สองและกินต่อไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ เข้าใจถึงรสชาติของมัน แล้วทันใดนั้นหน้าต่างก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า

     

    [คุณได้ชิมแฮมเบิร์กสเต็กจากแหล่งกำเนิดแล้ว]

    [โบนัสพื้นที่!ด้วยการชิมที่เข้าถึงอาหารจึงทำให้สกิล ‘ความเข้าใจในอาหารอเมริกัน’เพิ่มสูงขึ้น]

    [เมื่อความคิดในเรื่องอาหารกว้างขึ้น เลเวลการทำอาหารของคุณก็จะสูงขึ้น]

     

    เวลาที่หน้าต่างเด้งขึ้นมา ความรู้สึกแรกคือไม่ได้ดีใจ แต่ตกใจผสมรำคาญ เขาไม่ชอบที่ขณะกำลังมีสมาธิกับอาหารอย่างเต็มที่เป็นต้องถูกหน้าต่างนี้รบกวน ซึ่งมันจะทำให้การดื่มด่ำกับรสชาติอาหารนั้นถูกรบกวนไปด้วย

    “ถูกปากมั้ยคะ”

    “ตอนแรกก็แปลกๆ แต่พอกินไปเรื่อยๆ เริ่มอร่อยครับ นี่เป็นอาหารจานแรกที่ผมได้กินในอเมริกาเลย”

    “เวลาที่พูดถึงอเมริกาก็ขอให้นึกถึงอาหารฝีมือฉันเป็นอันดับแรกเลยนะคะ ฉันจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ”

    พอพูดจบเจนก็หัวเราะแบบเขินๆ มินจุนจึงหัวเราะตอบแล้วกลับมามีสมาธิกับอาหารอีกครั้ง ใช้เนื้ออะไรนะ เกลือนี่ก็เหมือนกัน ไม่เหมือนเกลือบริสุทธิ์ทั่วไป ถึงแม้ที่หน้าต่างส่วนผสมจะมีเกลือกับสมุนไพรแยกออกมา แต่ความจริงแล้วอาจจะเป็นเกลือสมุนไพรเลยก็เป็นได้ เพราะกลิ่นของสมุนไพรกับรสเค็มมันผสมกันอยู่อย่างแนบเนียนมากเหลือเกิน เมื่อรู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่ซับซ้อนเกินบรรยายนั้นเขาก็อิ่มอกอิ่มใจโดยไม่รู้ตัวพลางคิดว่าลิ้นของตนเองถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

     

    [เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเป็นเกลือสมุนไพรหรือเฮิร์บซอลต์]

    [ประสบการณ์การชิมเพิ่มสูงขึ้น]

     

    ทันทีที่หน้าต่างแจ้งขึ้นมาแบบนั้นเขาก็มั่นใจไปอีกขั้น รสกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ของเกลือสมุนไพรทำให้รู้สึกดื่มด่ำยิ่งขึ้นไปอีก เขาค่อยๆ พินิจพิเคราะห์น้ำที่ชุ่มอยู่ในเนื้อที่แผ่ซ่านอยู่ภายในปากอย่างช้าๆ และขณะเดียวกันก็ไล่อ่านสูตรไปด้วย

    ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นแค่สูตรธรรมดาที่หั่นเนื้อวัวผสมกับแป้งขนมปังและไข่ไก่กับหัวหอมผัด เนื้อวัวถูกหั่น ไม่ได้ถูกสับแบบแฮมเบิร์กสเต็กทั่วไปในเกาหลี การหั่นนั้นทำให้เวลาเคี้ยวจะสัมผัสได้ถึงคุณภาพของเนื้อและรับรสความชุ่มฉ่ำของน้ำในเนื้อไปพร้อมกัน แถมยังต่างกันตรงที่ไม่ใส่เนื้อหมูเข้าไปอีกด้วย ที่เกาหลีส่วนใหญ่จะผสมเนื้อวัวกับเนื้อหมูสับในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งเพื่อให้รสนุ่มละมุนของเนื้อหมูช่วยดับกลิ่นแรงๆ ของเนื้อวัว แต่สำหรับแฮมเบิร์กชิ้นนี้ไม่ได้ใส่เนื้อหมูเข้าไปจึงทำให้รู้สึกแปลกๆ ในตอนแรกที่เคี้ยว

    ส่วนวิธีการทำอื่นๆ ก็เหมือนกันคือย่างแฮมเบิร์กสเต็กบนกระทะราดน้ำมัน ใส่พริกไทยลงในบราวน์ซอสแล้วเคี่ยวสักครู่ จากนั้นก็นำไปเทบนแฮมเบิร์กสเต็ก การที่อาหารจานนี้ไม่มีเคล็ดพิเศษอะไรแต่กลับได้ถึงหกคะแนนอาจเป็นเพราะมันเข้าถึงแก่นพื้นฐานของอาหารชนิดนี้ก็เป็นได้

    หลังจากกินแฮมเบิร์กสเต็กไปได้ประมาณครึ่งหนึ่ง มินจุนก็ขยับส้อมไปที่มะกะโรนีอบชีส ถ้ากินอาหารที่เข้มข้นแบบนี้พร้อมกันเห็นทีคงจะไม่รู้รสชาติว่าอะไรเป็นอะไรอย่างแน่นอน เขาจึงเลือกที่จะกินแฮมเบิร์กสเต็กที่รสชาติเข้มข้นน้อยกว่าก่อน

    อันที่จริงมะกะโรนีอบชีสก็ไม่ใช่เมนูที่มินจุนชอบอะไรมากมาย เขาไม่ชอบอาหารรสเค็ม ชอบอาหารที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใส่เครื่องปรุงหรือเครื่องเทศเยอะแยะ แค่ใส่เกลือหรือซอสธรรมดาแค่นั้นก็พอ ซึ่งมะกะโรนีอบชีสนั้นเขารู้สึกว่ามันเข้มข้นเกินไป นอกจากจะเคี่ยวจนชีสละลายแล้วยังมีเนยกับนมผสมลงไปในนั้นอีก ดังนั้นมันจึงไม่ใช่อาหารเบาๆ เลย

    พูดให้เข้าใจง่ายๆ มะกะโรนีอบชีสก็คือมะกะโรนีผสมกับชีส มันเป็นเมนูที่เอามะกะโรนีไปต้มโดยมีชีส นม และเนยจึงทำให้เลี่ยนมาก แต่พอตักมะกะโรนีอบชีสจานนี้กินไปคำหนึ่งกลับไม่เลี่ยนอย่างที่คิด รสชาติต่างจากที่เคยกินที่เกาหลี มีรสเผ็ดบางๆ และมีกลิ่นหอมแฝงอยู่ในนั้น เขาประทับใจกับรสชาตินี้มาก

    “มะกะโรนีอบชีสจานนี้อร่อยจริงๆ ครับ อร่อยที่สุดตั้งแต่ผมกินมา”

    “นี่เป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของเจนเลยนะ ลูกสาวของผมชอบมาก”

    ลูคัสพูดแล้วยิ้มกว้าง ระหว่างนั้นหน้าต่างสูตรก็เด้งขึ้นมา มินจุนจึงวิเคราะห์รสชาติในหัวอยู่เงียบๆ มีกลิ่นจางๆ ของพริกไทย ดังนั้นต้องมีพริกไทยอยู่ในนั้นแน่ๆ แต่ไม่เห็นมีผงสีดำอยู่เลย

    “ใส่พริกไทยขาวลงไปในนี้เหรอครับ”

    “ใช่แล้วค่ะ จมูกดีจริงๆ เลยนะคะ ปกติไม่ค่อยมีใครรู้หรอก”

    ถ้าสัมผัสได้ถึงรสของพริกไทยแต่ไม่เห็นตัวพริกไทย นั่นก็แสดงว่าเป็นพริกไทยขาว พริกไทยขาวได้มาจากการตำเอาเปลือกสีดำของเม็ดพริกไทยออก แล้วบดเม็ดสีขาวข้างใน แต่กลิ่นจะไม่แรงเท่าพริกไทยดำ ส่วนใหญ่มักใช้ในเวลาทำอาหารที่ต้องการให้มีแต่สีขาว

    “ผมชอบทำอาหารครับ”

    “อ๋อ งั้นนี่ก็มาทัวร์ชิมอาหารน่ะสิคะ”

    “ตั้งใจว่าจะทัวร์ชิมอาหารด้วย และจะสมัครแข่งขันรายการทำอาหารแกรนด์เชฟด้วยน่ะครับ”

    “ฉันรู้จักค่ะ เคยดูบ่อยๆ”

    แล้วการสนทนาก็หยุดลง มินจุนตักมะกะโรนีอบชีสเข้าปากพลางพินิจพิเคราะห์รสชาติอีกครั้ง กลิ่นของชีสที่ผ่านปลายลิ้นและเพดานปากนั้นยากที่จะปฏิเสธได้ มีรสเผ็ดที่คล้ายกับรสชาติของมัสตาร์ด กลิ่นสมุนไพรที่ติดอยู่ตรงปลายรสชีสนั้นช่างคุ้นเคยเหลือเกิน มีรสเปรี้ยวด้วย แต่ก็คลุมเครือยิ่งนัก ไม่ใช่พวกผลไม้อย่างมะนาวหรือเลมอนแน่นอน และไม่ใช่กลิ่นของน้ำส้มสายชูเช่นกัน

    สุดท้ายมินจุนก็ยอมแพ้ เขาทำทีเป็นขยับมือ ขยายส่วนผสมในหน้าต่างสูตรที่โชว์อยู่ตรงหน้า

     

    [ส่วนผสมของมะกะโรนีอบชีส]

    มะกะโรนี, เชดด้าชีส,เนย, แป้งสาลี, นม,วูสเตอร์ซอส*, มัสตาร์ดดีฌง**, ผักชีฝรั่ง, พริกไทยขาว

     

    วูสเตอร์ซอสนั้นคนเกาหลีส่วนใหญ่จะคุ้นกับคำว่าซอสไก่งวงมากกว่า และตอนนั้นเองมินจุนก็ได้รู้ว่ารสเปรี้ยวที่แท้จริงของมันมาจากอะไร ซอสไก่งวงที่ทำมาจากการต้มหัวหอม แครอตและผักชีฝรั่งนั้นมีรสเค็มกับรสเปรี้ยว สำหรับคนเกาหลีแล้วมันเป็นกลิ่นที่แปลกใหม่ การที่ไม่ได้กลิ่นนั้นอาจจะเป็นเพราะมันถูกกลิ่นชีสกลบอยู่

    เขาไม่รู้ว่านี่คือสูตรทั่วไปหรือไม่ เพราะมันเป็นอาหารที่ปกติเขาไม่ค่อยได้ทำ ถ้าทำก็ใส่ชีส นม และรูส์ ซึ่งรูส์นั้นได้มาจากการผสมแป้งและไขมันแล้วนำไปทำให้สุก มันเป็นหนึ่งในส่วนผสมหลักที่ทำให้มะกะโรนีอบชีสข้น ควบคู่ไปกับการใส่ชีสในปริมาณที่เหมาะสม

    วิธีทำก็คือหลังจากต้มมะกะโรนีแล้วผสมนมกับแป้งรูส์ คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่ซอสไก่งวง มัสตาร์ดดีฌง และพวกเครื่องปรุงลงไป แล้วค่อยใส่ชีส ดูเหมือนวิธีการทำจะยุ่งวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้ยากมากขนาดนั้น

    “ทำซอสไก่งวงเองเหรอครับ”

    “ค่ะ ที่ขายทั่วไปรสชาติไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

    “ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ชิมรสชาติที่ลึกซึ้งของมะกะโรนีอบชีส จริงๆ แล้วผม…”

    ขณะที่มินจุนกำลังจะพูดต่อ เสียงเปิดประตูก็ดังมาจากหน้าบ้าน ทันใดนั้นใบหน้าของลูคัสก็ซีดเผือด พอหันไปมองที่ประตูก็เห็นนักเรียนหญิงผมสีบลอนด์แดงคนหนึ่งเดินเข้ามา ดูจากชุดนักเรียนก็คิดว่าน่าจะเป็นนักเรียนมัธยม เธอจ้องมองลูคัสด้วยดวงตาสีฟ้าที่เบิกกว้าง

    “นี่มัน…อะไรกัน”

    “เจสซี่ ฟังแม่ก่อน”

    “ผู้ชายคนนั้นมาทำอะไรที่นี่!”

    ร่างของเจสซี่สั่นเทา ตอนนี้มินจุนกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางความบาดหมางของครอบครัวคนอื่น จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ ต้องทนนั่งอยู่ตรงนั้น แถมมะกะโรนีอบชีสที่อยู่ในท้องก็ดูเหมือนกำลังอืดได้ที่

    “เจสซี่ มานั่งก่อน กินข้าวแล้วค่อย…”

    “ไม่! หนูไม่กิน!”

    “แขกนั่งอยู่โทนโท่ ทำกิริยาแบบนี้ได้ยังไง ถ้าอย่างนั้นก็ขึ้นห้องไปเลย!”

    เจนตวาดเสียงดังใส่เจสซี่ที่จ้องมองลูคัสราวกับโกรธแค้นอะไรบางอย่าง ส่วนลูคัสก็ได้แต่เพียงมองเจสซี่ด้วยสีหน้าสลดใจ

    “หนูมันเป็นเด็กไม่ดีอยู่แล้วนี่”

    พอพูดจบเจสซี่ก็เดินกระแทกเท้าขึ้นไปบนชั้นสอง ตามด้วยเสียงปิดประตูดังปัง แล้วความเงียบก็เข้ามาปกคลุมโต๊ะอาหาร

    ลูคัสถอนหายใจแล้วพูดว่า

    “ขอโทษด้วยนะที่คุณต้องมาเจออะไรแบบนี้”

    “ไม่เป็นไรครับ ไม่จำเป็นต้องขอโทษเลย”

    มินจุนพูดพลางยกมือขึ้นโบก ระหว่างนั้นเจนก็ขอตัวไปคุยกับเจสซี่ โต๊ะอาหารจึงเหลือแค่ลูคัสกับมินจุน

    บรรยากาศแบบนี้ก็กินมะกะโรนีอบชีสต่อไม่ได้น่ะสิ เสียดายจัง มันอร่อยมาก

    อร่อยจริงๆ

     

    หลังมื้อเย็นวันนั้น ลูคัสก็เล่าเรื่องของตัวเองให้มินจุนฟังด้วยสีหน้าขมขื่น การเปิดใจกับคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรกอาจจะดูเป็นเรื่องแปลก แต่สำหรับเขาสองคนนั้นกลับสนิทสนมกันได้อย่างง่ายดายแม้จะเจอกันเพียงแค่วันเดียว

    ลูคัสเล่าให้ฟังว่าตัวเองเคยเป็นเจ้าของโรงงานเยลลี่ ถ้าได้ยินคำว่าเยลลี่คนทั่วไปคงนึกถึงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ แต่ลูคัสเป็นคนที่ทุ่มเทอย่างสุดกำลังเพื่อลบล้างอคติของคนส่วนใหญ่ และแล้วความพยายามนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นรายได้ที่น่าพอใจตามที่เขาต้องการ

    แต่จู่ๆ วันหนึ่งโรงงานที่เคยเจริญรุ่งเรืองก็พังทลายลงเพราะรายการอเมริกันรายการหนึ่งที่นำเสนอเรื่องความปลอดภัยของอาหารได้เพ่งเล็งมาที่โรงงานของลูคัส พวกเขานำเยลลี่ที่มีสิ่งปนเปื้อนไปออกรายการแล้วบอกว่าเป็นเยลลี่ของโรงงานลูคัส แถมรายการนั้นยังเป็นรายการยอดนิยมที่มีเรตติ้งสูงกว่า 10% อีกต่างหาก

    ลูคัสฟ้องร้องรายการนี้ แต่ระหว่างอยู่ในช่วงตัดสินคดีความ โรงงานก็ต้องปิดกิจการไป จนลูคัสผู้เคยฝันอยากเปิดโรงงานเยลลี่มาตั้งแต่เด็กๆ ต้องพบกับความผิดหวังและการสูญเสีย เขาจึงตัดสินใจออกจากบ้านและกลายเป็นคนเร่ร่อนในที่สุด

    หลังจากใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่เกือบสามเดือนเขาก็กลับมาที่ถนนหมายเลขเก้าสิบสองอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่กล้ากลับบ้าน ตอนที่มินจุนยื่นเงินให้ห้าดอลลาร์เขาก็คิดไปต่างๆ นานา หลักๆ คืออายต่อสภาพของตัวเองที่สกปรกซอมซ่อจนถูกมองว่าเป็นขอทาน แต่ความรู้สึกนั้นเองก็ทำให้เขาได้กลับบ้าน

    “เจสซี่คงจะไม่ยกโทษให้ผม”

    ลูคัสบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงที่หดหู่ เจนขึ้นไปข้างบนเพื่อเกลี้ยกล่อมเจสซี่ แต่สิ่งที่ได้ยินคือเสียงร้องไห้กับเสียงตะโกนด้วยความโกรธ ลูคัสจึงถอนหายใจพร้อมกับพูดว่า

    “ขอโทษนะที่มาพาคุณมาเจออะไรวุ่นวายแบบนี้”

    “เด็กวัยรุ่นก็แบบนี้แหละครับ ถ้าหายโกรธเมื่อไหร่ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมเอง”

    “จะเป็นแบบนั้นได้เหรอ ผมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้วหนีไป ทิ้งลูกทิ้งเมีย นึกถึงแต่ความทุกข์ของตัวเอง ผมเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้เลย”

    “ไม่มีพ่อคนไหนบนโลกนี้เป็นซูเปอร์แมนที่สมบูรณ์แบบหรอกครับ”

    พอได้ยินคำนั้นลูคัสก็หัวเราะร่า

    “แต่ลูกทุกคนก็อยากให้พ่อของตัวเองเป็นซูเปอร์แมนนะ”

    แล้วบทสนทนาของทั้งคู่ก็จบลงตรงนั้น ลูคัสขอตัวไปนอนในสภาพที่ไร้เรี่ยวแรง ส่วนมินจุนก็กลับเข้าห้องพักของตัวเอง มีแต่เรื่องวุ่นวายอยู่เต็มหัว ไหนจะปัญหาของตัวเอง ไหนจะปัญหาของบ้านนี้ แน่นอนว่าการเข้าไปยุ่งเรื่องครอบครัวของคนอื่นมันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

    ปัญหาของเขาคือแผนการต่อจากนี้ ก่อนอื่นต้องเข้าไปในตัวเมืองเพื่อทำบัตรต่างๆ ที่หายไป และต้องหาที่อยู่ใหม่ที่ไม่ใช่บ้านของลูคัส

    “จะถามดีมั้ยนะว่าพรุ่งนี้ต้องขึ้นรถบัสที่ไหน”

    แต่ครอบครัวนี้กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี มินจุนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงแล้วถอนหายใจ ระหว่างนั้นเสียงประตูของห้องข้างๆ ก็ดังขึ้น ห้องนั้นคือห้องของเจสซี่ ดึกดื่นขนาดนี้เธอจะไปไหนนะ หรือว่าจะหนีออกจากบ้าน?

    หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่สักพักมินจุนก็ค่อยๆ เปิดประตูออกแล้วตามไปดู เจสซี่กำลังเดินย่องไปที่ห้องครัว พอเห็นเจสซี่ตักมะกะโรนีอบชีสที่เย็นชืดขึ้นมากิน มินจุนก็ถอนหายใจ ไม่ได้กินข้าวเย็นก็น่าจะหิวอยู่หรอก

    พอหันมาเห็นมินจุน เจสซี่ก็สะดุ้งด้วยความตกใจ

    “หวัดดี”

    “…”

    “หิวเหรอ ก็อยากจะช่วยนะ แต่ที่นี่มันไม่ใช่ครัวของฉัน”

    เขาไม่กล้าหยิบจับอะไรตามอำเภอใจในครัวของคนอื่น แต่เจสซี่คงจะทำได้ เขาจึงพูดต่อ

    “เอาน้ำเติมลงไปอีกหน่อย ใส่น้ำส้มสายชูด้วย แล้วก็อุ่นใหม่ ทีนี้ก็จะน่าพอกินได้อย่างอร่อยแล้ว”

    “…”

    เจสซี่ไม่ได้ตอบอะไร แต่ใส่น้ำส้มสายชูกับน้ำลงไปในกระทะแล้วเปิดเตาแก๊สตามที่มินจุนแนะนำ น้ำส้มสายชูจะช่วยให้มะกะโรนีมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่มันอาจจะมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ดังนั้นควรใส่ในปริมาณที่พอดี

    หลังจากนั้นสักครู่มะกะโรนีก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างหยาบๆ แล้วเจสซี่ก็เริ่มกินอย่างรวดเร็วโดยมีมินจุนยืนมองอยู่

    “มองทำไม”

    “ฉันได้คุยกับพ่อเธอแล้ว”

    “ถ้าจะพูดเรื่องนั้นก็เงียบปากไปเลย”

    เจสซี่ตอบด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง แต่เขาก็ไม่ใส่ใจกับท่าทีต่อต้านของเธอ เพราะเขาเคยเป็นครูมากว่าสองปีจึงเข้าใจและคุ้นเคยกับอารมณ์และท่าทีแบบนี้ของวัยรุ่น

    “ฉันไม่ได้จะมาเตือนอะไร แค่จะมายินดีเฉยๆ”

    “ยินดีอะไร”

    “ก็ที่พ่อกลับมาไง ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีหรอกเหรอ”

    เจสซี่ไม่ตอบอะไร ขนตายาวๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวตะวันตกหลุบลงอย่างเศร้าๆ นั่นแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้โกรธผู้เป็นพ่อในแบบที่แสดงออกมา ตรงข้ามเธอกลับคิดถึงพ่อเสียด้วยซ้ำ

    “เดี๋ยวฉันก็ไปแล้ว”

    “หมายความว่าไง”

    “หมายความว่าเธอไม่ต้องอายหรอก แสดงมันออกมาเลย การที่พ่อกลับมามันเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่ใช่เหรอ ดังนั้นก็ต้องยินดีสิ การอดข้าวมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ”

    “ถ้างั้น…”

    “หือ”

    “ต้องทำยังไงล่ะ”

    มีเสียงสะอื้นผสมอยู่ในคำถามนั้น เจสซี่กัดริมฝีปากราวกับต้องการปิดซ่อนความอ่อนแอของตัวเองเอาไว้

    “พอเห็นพ่อปุ๊บก็โกรธขึ้นมาทันที แต่ก่อนพ่อทั้งเท่และสง่าผ่าเผย แต่มาตอนนี้พ่อกลับตัวเล็กลงและดูซอมซ่อมาก”

    “ไม่ได้ตัวเล็กลงหรอก แต่พ่อของเธออายุมากขึ้นจนเธอมองเห็นว่าแผ่นหลังของพ่อแคบลงต่างหาก”

    จะมีพ่อบนโลกนี้สักกี่คนที่มีแผ่นหลังกว้างอยู่ตลอด พ่อทุกคนล้วนกลัวว่าตัวเองจะมีแผ่นหลังไม่กว้างพอเมื่ออยู่ต่อหน้าลูก แต่ยังไงวันนั้นก็ต้องมาถึง วันที่คนเป็นพ่อแก่ชราลง

    “ฉันไม่ชอบสั่งสอนใครหรอกนะ แต่อยากจะถามแค่คำเดียว เธออยากกอดแผ่นหลังแคบๆ ของพ่อรึเปล่า”

    “ไม่ใช่ว่าไม่อยาก…”

    “งั้นก็หมายความว่าอยาก”

    มินจุนพูดแล้วยิ้มให้ เจสซี่จึงหันหน้าที่แดงก่ำไปทางอื่น เธอเป็นเด็กดี อย่างน้อยก็ไม่คิดจะเกลียดพ่อแม่ ความจริงแล้วเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ เมื่อเกิดความรู้สึกต่อต้าน ปลายทางก็คือห้องตัวเอง แต่ถ้าเป็นเด็กที่คิดไม่ได้คงจะหนีออกจากบ้านไปเลย

    “ฉันเป็นกำลังใจให้ก็แล้วกัน จะลองทำดูมั้ย”

    “ทำอะไร”

    มินจุนตอบกลับไปว่า

    “ก็ทำสิ่งที่พ่อของเธอรักที่สุดไง”

    ยกตัวอย่างเช่นเยลลี่

    “เยลลี่น่ะเหรอ”

    เจสซี่ถามอย่างคาดไม่ถึง แน่นอนว่าเจสซี่เองก็รู้ดีว่าสิ่งที่ลูคัสรักที่สุดคือเยลลี่ ไม่งั้นคงไม่ถึงขนาดเปิดโรงงานเยลลี่หรอก แต่การทำเยลลี่เป็นของขวัญให้ลูคัสนั้นเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยคิดเลยสักครั้ง มันก็คงเหมือนกับการให้พิซซ่าเป็นของขวัญแก่เจ้าของร้านพิซซ่า แต่สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างออกไป เพราะโรงงานเยลลี่ก็ไม่มีแล้ว ดังนั้นเยลลี่จึงไม่ได้อยู่ใกล้ตัวลูคัสอีกแล้ว

    ทำเยลลี่ให้พ่อตอนนี้น่ะนะ เจสซี่เงยหน้ามองมินจุน ภายในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นมีภาพของมินจุนสะท้อนอยู่ สำหรับเธอแล้วเขาคือคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบเป็นวันแรก แต่คนแปลกหน้าคนนี้กลับชวนเธอทำเยลลี่ให้พ่อ แถมเธอยังคล้อยตามอีกต่างหาก บางทีความแปลกประหลาดของเขาอาจจะทำให้เขาดูน่าเชื่อถือก็ได้

    “ไม่รู้ว่าฉันจะทำได้รึเปล่า”

    “ไม่ต้องห่วง ฉันทำเป็น”

    ความจริงแล้วมินจุนก็ไม่ได้มั่นใจว่าตัวเองทำเยลลี่เก่ง แต่การได้ลงมือทำนั้นสำคัญที่สุดในตอนนี้ ส่วนรสชาติเป็นเรื่องรอง ขอแค่เป็นเยลลี่ที่เจสซี่ทำเองก็มีความหมายมากพอแล้ว

    พอคิดได้แบบนั้นมินจุนก็พลันตระหนักว่าแม้จะเป็นอาหารชนิดเดียวกัน ใส่จานเดียวกัน แต่ก็จะต่างกันโดยสิ้นเชิงตามแต่ว่าใครเป็นคนทำและทำด้วยจุดประสงค์อะไร

    แล้วตัวเราเองจะต้องทำอาหารด้วยจิตใจแบบไหนล่ะ

    จู่ๆ ก็เกิดคำถามนี้ขึ้นในใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาครุ่นคิดเรื่องของตัวเอง

    แม้มินจุนจะพูดเองว่าครัวของบ้านนี้ไม่ใช่ครัวของเขา แต่ในช่วงเวลาแบบนี้เขาก็เชื่อว่าเจนคงจะเข้าใจ แต่ถึงเจนจะไม่เข้าใจและต่อว่าเขาก็ไม่สนใจ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสมานรอยร้าวระหว่างพ่อกับลูกให้ได้

    “จะใช้ผลไม้อะไรดี ถ้าไม่มี ใช้น้ำผลไม้แทนก็ได้”

    “น่าจะมีแอปเปิ้ลเหลืออยู่นะ แต่น่าจะเปรี้ยว”

    “ถ้างั้นก็ดีน่ะสิ ผลไม้ที่ใช้ทำเยลลี่เนี่ยยิ่งเปรี้ยวหน่อยๆ ยิ่งอร่อยนะ”

    “อ้อ…”

    เจสซี่พยักหน้าพร้อมหยิบแอปเปิ้ลและน้ำตาลมาให้ ถึงจะไม่มีเจลาตินก็ไม่เป็นไร เพราะมินจุนรู้วิธีที่จะใช้อย่างอื่นแทน

    “ตอนเด็กๆ เคยลองทำเยลลี่มั้ย”

    “เคยนะ แต่ชอบกินมากกว่า”

    “ไม่เป็นไร ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ ยังไงก็ต้องอร่อยแน่นอน”

    มินจุนพูดพร้อมกับฉีกยิ้ม เจสซี่จึงถามอย่างสงสัย

    “คุณเป็นเชฟเหรอ”

    “เปล่าหรอก แต่ฝันอยากจะเป็นน่ะ”

    “แล้วจะทำได้เหรอ”

    “หืม เธอกลัวเยลลี่ออกมาไม่อร่อยเหรอ”

    เจสซี่ไม่ตอบ มินจุนจึงยื่นแอปเปิ้ลกับมีดให้

    “แอปเปิ้ลนี่คว้านไส้แล้วแบ่งออกเป็นสี่ส่วนนะ จากนั้นแบ่งครึ่ง แต่ไม่ต้องปอกเปลือก”

    “ทำไมไม่ต้องปอกล่ะ”

    “ก็เพราะในเปลือกมีเพกตินอยู่ไงล่ะ เราจะใช้มันแทนเจลาติน”

    ในเปลือกและในเนื้อผลไม้ใต้เปลือกนั้นมีสารเพกตินซึ่งสำคัญมากในการทำเยลลี่ เขาเคยอ่านจากบล็อกทำอาหารมาก่อนหน้านี้ว่าสารเพกตินจะทำให้เยลลี่มีความเหนียวเกาะติดกันเหมือนกับเจลาติน

    “จะทำได้จริงๆ ใช่มั้ย”

    “ได้สิ ของแค่นี้สบายมาก”

    เจสซี่จับมีดด้วยท่าทางที่เงอะงะ เธอใช้มืออีกข้างหนึ่งจับแอปเปิ้ล แต่กลับวางมีดแตะแอปเปิ้ลโดยไม่คิดจะใช้มือกดสันมีดเลย

    “ใช้มือกดที่สันมีดสิ นั่นแหละ แบบนั้น”

    มินจุนมองดูอยู่เฉยๆ โดยไม่ช่วยทำ เพราะถ้าเขาช่วยมันก็ไม่มีความหมายอะไร ดังนั้นเจสซี่ต้องเป็นคนทำเองเพื่อพ่อของเธอและเพื่อตัวเธอเอง

    “หั่นเสร็จแล้วก็ใส่ลงไปในหม้อ แล้วเติมน้ำเย็นลงไปให้ส่วนบนของแอปเปิ้ลโผล่เหนือน้ำนิดหน่อย จากนั้นก็เปิดไฟอ่อนๆ”

    “ให้ฉันทำทั้งหมดเลยจริงๆ เหรอ”

    “อยากให้ฉันช่วยเหรอ”

    “…ไม่เป็นไร ฉันจะลองทำเอง”

    เจสซี่เทน้ำลงบนแอปเปิ้ลในปริมาณที่เหมาะสม ความจริงแล้วในขั้นตอนนี้คนเริ่มทำเยลลี่ใหม่ๆ จะทำผิดพลาดมากที่สุด มินจุนเองก็เช่นกัน หลังจากเทน้ำใส่ลงไปแล้วก็ต้มทิ้งไว้สักพักเพื่อให้ความชื้นในเนื้อผลไม้ระเหยออก แต่ถ้าใส่น้ำน้อยเกินไปผลไม้ก็จะไหม้ ดังนั้นการจะทำเยลลี่สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ในปริมาณน้ำในขั้นตอนนี้นั่นเอง

    “แล้วทำอะไรต่อ”

    “รอสักพัก ให้แอปเปิ้ลอ่อนตัวลงอีกตัวหน่อยค่อยนำมาบดให้ละเอียด ระหว่างนี้ก็มาเตรียมขั้นตอนต่อไป เอาผ้าขาวบางกับชามมาหน่อย”

    “ได้เลย”

    เจสซี่ทำตามคำสั่งทุกอย่าง หลังจากที่วางผ้าขาวบางกับชามที่มุมหนึ่งของโต๊ะอาหาร มินจุนกับเจสซี่ก็หันไปมองหม้อที่กำลังเดือดปุดๆ

    “อยู่ ม.ปลาย เหรอ”

    “จะขึ้น ม.ปลาย ปีหน้า แล้วคุณล่ะ”

    “ฉันยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ชื่อโชมินจุน”

    “หนูชื่อเจสซี่ ดีน แล้วคุณมาจากประเทศอะไรเหรอ”

    “คิดว่ามาจากประเทศไหนล่ะ”

    “เอ่อ ไม่จีนก็เกาหลี เพราะคนญี่ปุ่นผมไม่เรียบร้อยแบบนี้หรอก”

    มินจุนนึกภาพตามแล้วพยักหน้า

    “คนเกาหลีน่ะ มาเที่ยว”

    “ทำไมถึงชอบมาเที่ยวนิวยอร์กกันนะ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

    “คนเราน่ะนะ อะไรที่อยู่ใกล้ตัวก็มักจะไม่เห็นคุณค่าเสมอ”

    ดูเหมือนว่าเจสซี่จะเข้าใจความหมายที่มินจุนสื่อ

    “ที่ทำอยู่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยกโทษให้พ่อนะ”

    “ก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษให้ แต่ลองนึกภาพตามนะ ความฝันที่ไขว่คว้ามาทั้งชีวิตกลับต้องมาพังทลายเพียงชั่วพริบตา ไม่มีพ่อคนไหนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ในสถานการณ์แบบนั้นหรอก”

    พอได้ฟัง เจสซี่ก็ก้มหน้านิ่ง หลังจากเงียบไปสักพักเธอก็เปิดปากพูด

    “แต่ลูกสาวทุกคนอยากให้พ่อเป็นฮีโร่”

    เธอพูดถูก มินจุนจึงเอาช้อนมาปิดตาเจสซี่พร้อมกับพูดว่า

    “บางครั้งฮีโร่ก็มีช่วงที่ต้องซ่อนตัวเหมือนกัน ดูอย่างสไปเดอร์แมนสิ”

    เจสซี่หัวเราะคิกคัก

    “เลิกพูดเรื่องฮีโร่ได้แล้ว ไปดูที่หม้อซิ แอปเปิ้ลน่าจะได้ที่แล้ว เอาทัพพีบี้เนื้อมันซะ”

    “ได้เลย”

    เจสซี่เปิดฝาหม้อ กลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งออกมาพร้อมกับเสียงเดือดปุดๆ มันเป็นกลิ่นหอมสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแอปเปิ้ล พอบี้เนื้อแอปเปิ้ลจนเกือบจะละเอียดหมดแล้วมินจุนก็เอาผ้าขาวบางชุบน้ำแล้ววางบนชาม

    “เทลงบนชามช้าๆ นะ”

    พอเอียงหม้อ น้ำกับกากผลไม้ก็ไหลลงบนผ้าขาวบาง ตอนนั้นเองเจสซี่ก็จับผ้าขาวบางแล้วก็บีบคั้นน้ำผลไม้ออกมา มินจุนจึงรีบตะโกนห้าม

    “ไม่ได้นะ!”

    “อ้าว ทำไมล่ะ”

    “ถ้าทำแบบนั้นเนื้อจะไหลออกมาจากผ้าขาวบาง น้ำก็ขุ่นหมดสิ ต้องปล่อยไว้ ให้น้ำมันไหลออกมาเอง”

    “เอ่อ แบบนี้น่าจะใช้เวลานานมากเลยนะ”

    “เยลลี่เป็นขนมที่ต้องใช้ความอดทน”

    สุดท้ายเจสซี่ก็ได้แต่ถอนหายใจและรอจนกว่าน้ำแอปเปิ้ลจะไหลผ่านผ้าขาวบางไปจนหมด หลังจากนั้นก็ผสมน้ำตาลกับน้ำผลไม้ในอัตราส่วนสี่ต่อสามและใส่ลงไปในน้ำร้อนพร้อมกับคนให้เข้ากัน ต้มไปจนกว่าเยลลี่จะลื่นและเคลือบอยู่บนช้อน หลังจากนั้นก็นำไปใส่ในภาชนะ ปล่อยให้เย็นลง กว่าจะเสร็จทุกขั้นตอนก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่า เจสซี่ตาปรือพลางบิดขี้เกียจไปมา มินจุนจึงเอ่ยถาม

    “เป็นไง ความรู้สึกที่ทำอาหารให้ใครสักคน”

    “ไม่รู้สิ มันเหมือนกับทำอะไรสำเร็จสักอย่าง ตอนนี้ไม่ค่อยเครียดแล้ว”

    “ดีใจด้วยนะสำหรับก้าวแรกของเธอ”

    ก้าวแรกสำหรับเรื่องอะไร เรื่องที่เข้าใจพ่อ หรือว่าเรื่องที่เริ่มทำอาหาร แม้จะสงสัยแต่เจสซี่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in Uncategorized

    นิยายยอดนิยม

    Facebook