• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

    มุมชงกาแฟ

    ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา ความสนุก ลุ้นระทึก และการต่อสู้สุดมันส์มาถึงเล่ม 8 นิยายแฟนตาซีเรื่องเยี่ยมโดย Mao Ni ผู้เขียน ‘สยบฟ้าพิชิตปฐพี’

    ...ตลอดชีวิตของ ‘เฉินฉางเซิง’ นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ
    เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย
    ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้
    สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว
    ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม
    แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา
    แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง
    เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา

         ‘ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา’ นวนิยายกำลังภายในแฟนตาซีเรื่องเยี่ยมอีกหนึ่งเรื่องโดย Mao Ni ผู้เขียน ‘สยบฟ้าพิชิตปฐพี’ ที่ครองใจคอนิยายจีนทุกคน ‘ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา’ จัดว่าโด่งดังไม่แพ้กัน และได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ซีรี่ส์มาแล้ว

         ขณะนี้การเดินทางของนิยายเรื่อง ‘ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา’ มาถึงเล่มที่ 8 พร้อมด้วยความเข้มข้นแบบทวีคูณขึ้นจากเล่มก่อนหน้า ความสนุกและน่าติดตามดูวี่แววแล้วไม่น่าจะลดลงได้เลย มีแต่จะมากขึ้นอีก แต่ก่อนจะไปพูดถึงเล่มล่าสุดจะขอพาคอนิยายจีนที่เพิ่งผ่านมาไปทำความรู้จักกับนิยายเรื่อง ‘ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา’ กันสักหน่อย

         ‘ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา’ มียี่สิบสองเล่มจบ ถ้าลงมืออ่านไม่นับว่าจำนวนมากเลย เรียกได้ว่าน่าติดตาม ได้ลุ้นไปกับเหล่าตัวละคร ทำให้อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป อีกทั้งยังสอดแทรกมุกตลกและแง่คิดไม่ขาดสาย เรื่องราวเริ่มต้น ณ ลำธารสายเล็กๆ แห่งหนึ่ง ลำธารแห่งนี้ใสสะอาด สงบเยือกเย็น ในลำธารมีอ่างไม้ใบหนึ่งกำลังล่องลอยอยู่ ในอ่างนั้นมีเด็กทารกอยู่คนหนึ่ง เด็กน้อยมาจากที่ใดก็สุดรู้ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทอดทิ้ง ระหว่างที่ทารกน้อยกำลังหลับกลับมีนัยน์ตาของมังกรทองยักษ์จ้องมองอ่างน้ำอยู่ไม่ห่าง มันจ้องอย่างไม่ละสายตา และหวังจะขย้ำเด็กน้อย ทว่าตอนนั้นเองกลับมีเด็กน้อยผู้หนึ่งเข้ามาช่วยเหลือเด็กน้อยในอ่างไม้ เขาอายุราวสามถึงสี่ขวบ ดวงตาข้างหนึ่งมองไม่เห็น หูขาดไปข้างหนึ่ง ขาข้างหนึ่งพิการ และแขนข้างหนึ่งหายไป เขาเอาตัวเข้าขวางมังกรทองยักษ์อย่างกล้าหาญ ชั่วพริบตาต่อมาก็มีนักพรตวัยกลางคนเข้ามาช่วยเหลือเด็กทั้งสองคนไว้

    นักพรตซึ่งเป็นอาจารย์ของเด็กชายพิการรับเด็กน้อยมาเลี้ยงดูและรับเป็นศิษย์ของเขาอีกคน ‘เฉินฉางเซิง’ คือชื่อของเขา และเด็กน้อยที่ช่วยเหลือเฉินฉางเซิงก็คือศิษย์พี่ของเขานั่นเอง

    “โชคชะตาของเจ้าช่างไม่ดีจริงๆ ”

    เขาจ้องมองทารกที่ถูกผ้าป่านห่อไว้กล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจ

    ‘นักพรตวัยกลางคนซึ่งได้ช่วยเหลือและเลี้ยงดูเขาเอาไว้’

         ‘เฉินฉางเซิง’ ต่างจากคนทั่วไป ร่างกายของเขาอ่อนแอจนไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ และยังมีกลิ่นกายหอมเป็นพิเศษสามารถดึงดูดสัตว์ต่างๆ ให้เข้าหา แถมอาจารย์ยังบอกกับเฉินฉางเซิงอีกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุยี่สิบปีเท่านั้น เมื่อบำเพ็ญเพียรไม่ได้อาจารย์ของเขาจึงสอนให้อ่านตำราคัมภีร์แห่งเต๋านับพันเล่ม การอ่านตำราคัมภีร์แห่งเต๋ามากมายเช่นนี้ทำให้เขารู้ทุกศาสตร์ทุกวิชาลับที่ไม่เปิดเผยที่ไหน

    ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

         ในวัยหกขวบมีกระเรียนขาวบินมาที่วัดพร้อมหนังสือสมรสฉบับหนึ่ง ในอดีตอาจารย์ของเขาเคยช่วยชีวิตขุนนางใหญ่ท่านหนึ่งไว้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณขุนนางผู้นั้นจึงได้ส่งหนังสือหมั้นหมายระหว่างหลานสาวของตนกับทายาทของนักพรต โดยผู้ที่ได้หมั้นหมายก็คือ ‘เฉินฉางเซิง’ เพราะศิษย์พี่ของเขามีร่างกายไม่ปกติ
         เวลาล่วงไปกระเรียนขาวก็ได้บินมาพร้อมจดหมายและของแทนใจเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ แต่หลังจากเขาอายุสิบเอ็ดปีกระเรียนขาวก็ไม่ได้มาที่วัดอีกเลย เขาจึงเข้าใจว่าคู่หมั้นอาจจะไม่ได้อยากแต่งงานกับเขาแล้ว
         พออายุครบสิบสี่ปี ‘เฉินฉางเซิง’ ตัดสินใจออกเดินทางไปยังเมืองหลวงของแคว้นต้าโจว เขามีหลายอย่างที่ต้องทำ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขาตั้งใจมากเพราะมันหมายถึงการมีชีวิตอยู่ต่อไปของเขาคือ ‘การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเอง’ นอกจากนั้นยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่เขาต้องทำนั่นคือ การคืนหนังสือหมั้น และการเข้าเป็นศิษย์ของหนึ่งในสำนักศึกษาหกแห่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของจิงตู หรือที่เรียกว่าสำนักไม้เลื้อย

         หากเข้าไปศึกษาที่สำนักหนึ่งในหกแห่งนี้ได้ จะสามารถเข้าสู่สนามสอบใหญ่ประจำปีของราชวงศ์ต้าโจว ซึ่งจักรพรรดิไท่จู ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์ต้าโจวเป็นผู้ริเริ่ม สำหรับผู้ที่สอบได้คะแนนขั้นเอกสามขั้นเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติเข้าไปใน ‘สุสานเทียนซู’ ศึกษาคัมภีร์สวรรค์ และผู้ที่ได้อันดับหนึ่งของขั้นแรกเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปใน ‘หอหลิงเยียน’ สถานที่แห่งนี้คือเป้าหมายที่ ‘เฉินฉางเซิง’ ต้องการจะเข้าไป เขาเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขาได้

         เมื่อมาถึงจิงตู ที่แรกที่เขาไปคือจวนขุนพลเทพตงอวี้ ซึ่งเป็นบ้านของ ‘สวีโหย่วหรง’ คู่หมั้นของเขา ทว่าคนที่นั่นกลับดูถูกเหยียดหยามเขา จากความตั้งใจเดิมที่นำหนังสือหมั้นไปคืน เขาจึงเปลี่ยนใจไม่คืนหนังสือหมั้นนั้นแล้ว

    เหตุการณ์ขณะพบกับสวีฮูหยินผู้เป็นมารดาของสวีโหย่วหรง

    “นายท่านได้จากไปเมื่อสี่ปีก่อน เช่นนั้นหนังสือสมรสถือเป็นโมฆะ”
    สวีฮูหยินจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าพร้อมเอ่ยต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาด เช่นนั้นเรามาคุยกันอย่างคนฉลาดคุยกันไม่ดีกว่ารึ ตอนนี้เจ้าไม่ต้องขบคิดถึงเรื่องหนังสือสมรสหรือการหมั้นหมายนั้นแล้ว แต่ควรคิดว่าจะให้พวกข้าชดเชยพวกเจ้าอย่างไรจึงจะเพียงพอ เจ้าคิดว่าข้อเสนอข้างข้าเป็นอย่างไร”
    เฉินฉางเซิงเอามือออกมาจากเสื้อ ทว่าไม่ได้ล้วงเอาหนังสือสมรสออกมา เขาเพียงโค้งตัวกล่าวว่า “ข้อขอถามว่าเพราะเหตุใดได้หรือไม่”
    “เพราะเหตุใดหรือ นี่ไม่ใช่คำถามที่คนฉลาดควรจะถาม”
    สวีฮูหยินจ้องมองใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกใดๆ ของเขาพร้อมเอ่ยว่า “เพราะถึงแม้วิชาแพทย์ของอาจารย์เจ้าจะไม่เลวนัก ทว่าก็เป็นเพียงคนธรรมดา แต่ที่นี่คือจวนขุนพลเทพ เจ้าคือเด็กหนุ่มยากจนที่สวมใส่เสื้อผ้าคร่ำครึ แต่บุตรสาวของข้าเป็นถึงคุณหนูของจวนขุนพลเทพ เจ้าเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาเช่นกัน จวนขุนพลเทพมิใช่ที่ที่จะให้คนธรรมดาเข้ามาย่างกราย ข้าพูดชัดเจนหรือไม่”

         นอกจากนั้นยังมีสาวใช้ข้างกายของคุณหนู ‘สวีโหย่วหรง’ ได้ติดตามออกมาพบเฉินฉางเซิง หลังจากที่เขาออกมาจากจวน นางปรารถนาดีบอกความจริงให้กับเฉินฉางเซิงได้รับรู้ ทว่าเฉินฉางเซิงผู้นี้ช่างแตกต่างจากคนทั่วไป เขามิได้หลงใหลไปกับลาภ ยศและคำสรรเสริญ ทว่ามีความคิดสุขุมอีกทั้งกิริยาท่าทางยังสุภาพเรียบร้อย ไม่ล่วงเกินผู้อื่นแม้เขาจะถูกล่วงเกินก็ตาม

    “ในใต้หล้านี้มีเพียงคุณหนูของข้าที่มีสายเลือดของหงส์ฟ้าอย่างแท้จริง นางหาได้เป็นสองรองใครไม่!”
    “ในสมุดบันทึกของศิษย์พี่ข้ามีประโยคหนึ่งที่แต่ไหนแต่ไรข้าคิดว่าช่างมีเหตุผล ตอนนี้จะมอบมันให้เจ้า หวังว่าเจ้าจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นั่นคือประโยคว่า

    ผู้คนบนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่ไม่เป็นสองรองใคร’ ”

    เฉินฉางเซิงมองนางพลางกล่าวอย่างจริงจัง

    ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

    ‘สวีโหย่วหรง’ คุณหนูของจวนขุนพลเทพ

         สวี่ซื่อจี้มีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือสวี่โหย่วหรง กล่าวกันว่านางนั้นคือหงส์ฟ้ากลับชาติมาเกิด มีสายเลือดที่มีคุณสมบัติพิเศษน่ามหัศจรรย์ สำเร็จขั้นชำระล้างกระดูกตั้งแต่เยาว์วัย อายุสิบสองปีได้เดินทางไปร่ำเรียนที่ยอดเขาเซิ่งหนี่ว์ (ธิดาเทพ) ทางแดนใต้ ชื่อเสียงดังก้องโลก มีคนเคารพรักมากมาย คาดการณ์กันว่านางจะต้องได้รับตำแหน่งธิดาเทพแห่งนิกายฝ่ายใต้รุ่นต่อไป
    เมื่อผู้คนพูดถึงว่าสามีในอนาคตของสวีโหย่วหรงว่าจะเป็นอย่างไร พวกเขามักนึกถึงชื่อหนึ่ง ชื่อที่เต็มไปด้วยเกียรติยศ
         ชิวซานจวิน!
         ชิวซานเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของแดนใต้ ผู้นำสกุลชิวซานรุ่นนี้มีบุตรชายอยู่หนึ่งคนคือชิวซานจวิน กล่าวกันว่าเขาคือเทพมังกรกลับชาติมาเกิด เป็นศิษย์พี่แห่งพรรคฉางเซิง ผู้นำของ ‘เจ็ดบัญญัติแดนเทพ’ ฝึกบำเพ็ญเพียรกับผู้อาวุโสในแดนใต้ ปีนี้อายุเพียงสิบแปดปี แต่คนทั่วไปคาดการณ์ว่าในภายภาคหน้าเมื่อเขามีอายุหลายร้อยปี ใต้หล้านี้เขาคงเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นแน่
         เทพมังกรกับหงส์ฟ้า ชิงซานจวินกับสวีโหย่วหรง ใต้หล้ามองว่าพวกเขาช่างเหมาะสมกันอย่างยิ่ง เปรียบได้ว่าเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างมาคู่กัน มิอาจหาคนที่สามที่จะเทียบกับทั้งสองคนได้

         เมื่อเฉินฉางเซิงทราบเรื่องราวทั้งหมด ความตั้งใจเดิมของเขายังคงอยู่นั่นคือการคืนหนังสือหมั้น เขาไม่ปรารถนาจะแต่งงานกับสวีโหย่วหรง ไม่ใช่เพราะว่าหวาดกลัวหรือยอมจำนน ทว่าเมื่อได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ เป็นต้นว่าร่างกายของเขาซึ่งมีโรคที่ไม่อาจรักษาให้หาย หรือหากหายก็อาจใช้เวลานาน จึงไม่ปรารถนาให้วัยสาวของสวีโหย่วหรงสูญเสียไป เขาจึงตัดสินใจว่า เมื่อเขาสบายใจกว่านี้จะนำหนังสือหมั้นไปคืนอีกครั้ง

    การสอบเข้าสำนักศึกษาในจิงตู

         เฉินฉางเซิงได้เดินทางไปสอบที่สำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงในจิงตูหลายแห่งทว่าไม่มีที่ใดรับเขาไว้ทั้งที่สอบผ่านเกณฑ์ เขาพบว่าจวนขุนพลเทพอาจมีส่วนขัดขวางไม่ให้เขาเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเหล่านี้ได้ จนมาถึงสำนักไม้เลื้อยแห่งสุดท้ายซึ่งก็คือสำนักศึกษาศาสนาหลวง เขาได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาศาสนาหลวง เนื่องจากใต้เท้าสังฆราชเข้ามาแนะนำและทานอำนาจของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ไว้ จึงทำให้เขาได้เข้าไปศึกษาในสำนักแห่งนี้ การได้เข้าไปศึกษาในที่แห่งนี้อาจเป็นสิ่งที่เฉินฉางเซิงคาดไม่ถึง 

    ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

    เจ้าของไร้ประโยชน์

         เมื่อเฉินฉางเซิงได้เข้ามาศึกษาที่สำนักศึกษาหลวงเขาก็ได้รับความสะดวกเป็นอย่างดี ได้อ่านตำราคัมภีร์มากมาย เขามีความรู้มากยิ่งขึ้น เฉินฉางเซิงได้เริ่มฝึกบำเพ็ญเพียรขั้นชำระล้างกระดูกด้วยการดึงแสงดาวเข้าร่าง หากชำระล้างกระดูกได้สำเร็จร่างกายจะแข็งแกร่งเกินขีดจำกัดของมนุษย์ปกติ ทว่าเขากลับไม่รู้สึกว่าร่างกายของเขามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงดำเนินการชำระล้างกระดูกต่อไป ทว่าแม้เขาไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของตน กลับมีใครบางคนกลับรู้สึกแทน
         อีกฝากฝั่งของกำแพงสำนักศึกษาศาสนาหลวงคือ ‘สวนไป่เฉ่า’ ที่นี่มีคนสำคัญของต้าโจวพักอาศัยอยู่ นางมีชื่อว่า ‘ลั่วลั่ว’ เด็กสาวอายุสิบสี่เป็นองค์หญิงแห่งเผ่ามาร ซึ่งมีพรสวรรค์สามารถรับรู้ถึงดวงดาวได้ และนางก็รู้ว่าคืนนั้นที่เฉินฉางเซิงบำเพ็ญเพียรมีใครบางคนจุดดาวดวงนั้นที่ไกลแสนไกลให้สว่างขึ้น
         อีกทั้งนางยังได้กลิ่นหอมโชยมาจากอีกฟากฝั่งของกำแพง กลิ่นนี้คือกลิ่นเหงื่อของเฉินฉางเซิงขณะเขาชำระล้างกระดูกนั่นเอง ในคืนหนึ่งลั่วลั่วสบโอกาสปีนข้ามกำแพงเพื่อจะมาพบกับเฉินฉางเซิง แต่กลับพบกับผู้แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจที่แฝงตัวอยู่ในจิงตูมานานเพื่อทำการลอบสังหารนาง ช่วงเวลาที่นางเกือบพลาดท่าเสียทีก็ได้เฉินฉางเซิงซึ่งออกมาจากหอตำรามาช่วยเหลือนาง ความจริงเขาเห็นเหตุการณ์มาสักพัก แต่เขาไม่มีพลังยุทธ์จึงไม่รู้ว่าจะช่วยนางอย่างไร ทว่าการต่อสู้ของมือสังหารกับลั่วลั่วทำให้เขาคิดถึงตำราที่เคยอ่านจึงแนะนำให้นางต่อสู้จนสามารถพลิกสถานการณ์เอาชนะได้ นับจากเหตุการณ์นี้ลั่วลั่วจึงได้กราบเฉินฉางเซิงเป็นอาจารย์ แต่เขาไม่มีอะไรจะสอนนาง

    สู่เส้นทางการพลิกโชคชะตา

         วันหนึ่งอาจารย์จากสำนักเทียนเต้าซึ่งเป็นสำนักศึกษาอันดับหนึ่งมาที่สำนักศึกษาศาสนาหลวง เพื่อแจ้งข่าวงานชุมนุมไม้เลื้อยซึ่งจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ สำนักศึกษาศาสนาหลวงเป็นหนึ่งในหกของสำนักไม้เลื้อยจึงมีสิทธิ์ได้รับเชิญ งานชุมนุมไม้เลื้อยจะใช้กฎระเบียบเช่นเดียวกับการสอบใหญ่ แบ่งการทดสอบเป็นสามแบบ การทดสอบความรู้ ทักษะวิชายุทธ์ และการประลองต่อสู้ ซึ่งสำนักศึกษาแต่ละแห่งจะต้องมีผู้เข้ารับการทดสอบอย่างน้อยสองคน ขณะนั้นสำนักศึกษาศาสนาหลวงมีเฉินฉางเซิงเป็นศิษย์เพียงผู้เดียว อาจารย์จากสำนักเทียนเต้าผู้นั้นจึงกล่าวปรามาสเฉินฉางเซิง เฉินฉางเซิงจึงรับลั่วลั่วเป็นศิษย์ ณ ตรงนั้น ดังนั้นสำนักศึกษาศาสนาหลวงจึงมีจำนวนศิษย์ครบสองคน และจะเข้าร่วมการชุมนุมอย่างแน่นอน

         เหตุผลที่เฉินฉางเซิงต้องการเข้าร่วมงานนี้ก็เนื่องจากเขาต้องการรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการสอบใหญ่ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกันกับงานชุมนุมไม้เลื้อย แน่นอนว่าในเนื้อหาส่วนนี้ นักอ่านจะได้ติดตามชมการต่อสู้อันดุเดือด ชิงไหวชิงพริบกันอย่างเข้มข้น เฉินฉางเซิงและสำนักศาสนาหลวงจะรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้และดำรงอยู่ต่อไปจนถึงการสอบใหญ่ได้อย่างไร พวกเขาจะได้พบกับใคร และที่สำคัญคือเขาจะเข้าใกล้เป้าหมายที่ตนรอคอยได้หรือไม่ แนะนำว่าไม่ควรพลาด

    ท้าลิขิตพลิกโชคชะตามาถึงเล่มที่ 8

         เอาละนักอ่านทุกคน การต่อสู้อันดุเดือด มิตรภาพที่น่าประทับใจ การผจญภัยสุดตื่นเต้นและน่าทึ่ง อีกทั้งบุคคลที่น่าชื่นชมอย่างเฉินฉางเซิงและอีกหลายตัวละครเดินทางมาถึงเล่มที่ 8 ซึ่งเล่มที่ 6-7 ที่ผ่านมา เฉินฉางเซิงกับสวีโหย่วหรงได้พบกัน อีกทั้งยังได้ร่วมชะตากรรม ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน ทว่าทั้งสองต่างฝ่ายต่างก็ปิดบังตัวตน ทำให้ไม่รู้ว่าสหายแปลกหน้าในสวนโจวนี้คือเจ้าของหนังสือสมรสที่ตนไม่พึงใจ ด้วยเหตุนี้ความชื่นชมไปจนถึงความชมชอบจึงเกิดขึ้น และก่อนจะแยกจากกัน พวกเขาก็ได้ให้สัญญาว่าจะกลับมาพบกันอีก

    ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

          ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา เล่มที่ 8 เรื่องราวการต่อสู้ต่อเนื่อง เมื่อเฉินฉางเซิงทุ่มสุดตัวเพื่อปกป้อง ‘ซูหลี’ ทว่าใต้หล้าอยากให้เขาตาย ทั้งใต้เท้าสังฆราชและจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ยังเห็นด้วยกับการฆ่าซูหลี เฉินฉางเซิงกลับไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น เขาเอาตัวเข้าแลก ปกป้องซูหลีจากจากลมฝนแปดทิศ เขาจะรอดชีวิตได้อย่างไร
          ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เฉินฉางเซิงต้องเผชิญหน้ากับ ‘นักฆ่าหลิวชิง’ ซึ่งติดตามพวกเขามาตั้งแต่ทุ่งหิมะ หลิวชิงฉวยจังหวะเล่นงานซูหลี อีกฝ่ายมีฝีมืออยู่ในขั้นรวบรวมดวงดาวระดับปลาย แน่นอนว่าเฉินฉางเซิงยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาด้วยซ้ำ
         ในช่วงเวลาเดียวกัน ณ เขาหลีซาน เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น เจ้าสำนักหอกระบี่เขาหลีซานและศิษย์ส่วนหนึ่งถูกผู้อาวุโสเขาหลีซานและพรรคฉางเซิงนำคนขึ้นมาปิดล้อม บีบบังคับให้เจ้าสำนักส่งมอบตำแหน่งและค่ายกลหมื่นกระบี่ให้กับตน อ้างว่าซูหลีกับชีเจียนทรยศเผ่ามนุษย์ไปเข้ากับเผ่าปีศาจ โดยมีหลักฐานคือความลับสุดยอดของหอกระบี่เขาหลีซาน ความลับนั้นคืออะไร แล้วซูหลีจะมีชีวิตรอดกลับแดนใต้หรือไม่

         สำหรับท้าลิขิตพลิกโชคชะตาเล่มที่ 8 นี้ สิ่งที่ซูหลีถ่ายทอดให้เฉินฉางเซิง ไม่ใช่แค่เพลงกระบี่ ยังมียุทธวิธีทำศึกอีกด้วย ดังนั้นรับรองว่าการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบจะเข้มข้นขึ้นอีกและจัดเต็มไม่มีแผ่วอย่างแน่นอน รอติดตาม ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา เล่ม 8 พร้อมกันในวันที่ 26 สิงหาคม นี้ เป็นต้นไป

    คอนิยายแฟนตาซีแปลจีน ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา ทดลองอ่านคลิกที่นี่

    ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

    สนใจสั่งซื้อหนังสือ ‘ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา’ 1-8 (22 เล่มจบ) ผ่านช่องทางต่างๆ
    - ช้อปผ่านช่องทางออนไลน์: คลิกที่นี่
    - ช้อปผ่านทาง Shopee jamsai_official : คลิกที่นี่
    - ช้อปที่ Jamclub (ซอยแซมมี่ อยู่ในซอยด้านข้างเมเจอร์ สาขาปิ่นเกล้า) หรือช้อปออนไลน์กับ Jamclub คลิกที่นี่
    - ช้อปที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in มุมชงกาแฟ

    นิยายยอดนิยม

    Facebook