แล้วทันใดนั้นเองเงาสีแดงสายหนึ่งก็พุ่งปราดเข้ามาในป่า เถียนหลิงเอ๋อร์ขี่ ‘แพรแดงอำพัน’ ท่องมาในอากาศด้วยความเร็วปานสายฟ้า กางมือเป็นกรงเล็บคว้าหมับไปที่ตัวเจ้าวานรขนเทาคิดไม่ถึงเจ้าวานรจะฉลาดเป็นกรด พอหางตาเห็นเงาแวบๆ ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที มันคลายหางที่พันอยู่บนกิ่งไผ่ปล่อยตัวเองให้ตกลง เถียนหลิงเอ๋อร์คำนวณไว้ล่วงหน้าว่ามันอาจจะกระโจนหนี แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะทิ้งตัวลงในแนวดิ่ง ยามตะลึงจึงคว้าได้เพียงอากาศธาตุจางเสี่ยวฝานเตรียมรอจัดการอยู่ด้านล่าง ทว่าตกลงมาได้ครึ่งทางเจ้าวานรก็คว้าต้นไผ่ไว้ สองขาเกาะแน่น แต่มันรู้ว่าสาวน้อยชุดแดงนั้นฝีมือร้ายกาจ จึงไม่ชักช้ารีบไกวตัวกระโจนเกาะต้นไผ่อีกต้นแล้วก็อีกต้น ท่าทางคิดหนีอย่างชัดเจนเถียนหลิงเอ๋อร์มีนิสัยชอบเอาชนะ พลันแค่นเสียงตวาดว่า“ตาม!”มือซ้ายตวัดโบก ‘แพรแดงอำพัน’ ก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า จางเสี่ยวฝานรีบชักเท้าวิ่งตามทันทีหากเป็นกลางแจ้ง อาศัยความเร็วของ ‘แพรแดงอำพัน’ ไม่นานเถียนหลิงเอ๋อร์จะต้องจับเจ้าวานรขนเทาได้ แต่ตอนนี้อยู่กลางป่าไผ่ และเจ้าวานรขนเทาก็ฉลาดหลักแหลม ไม่ยอมกระโดดหนีตรงๆ แต่กลับกระโจนซ้ายทีขวาที วนอ้อมแล้ววิ่งหักศอกไปข้างหน้า เถียนหลิงเอ๋อร์ทางหนึ่งต้องจับจ้องการเคลื่อนไหวของเจ้าวานร อีกทางต้องคอยระวังต้นไผ่ที่ขึ้นหนาแน่นเต็มไปหมด นับเป็นงานที่ยากเอาการ สำหรับจางเสี่ยวฝานได้แต่วิ่งตามให้ทัน นอกจากนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยสองคนหนึ่งวานรไล่กวดกันอยู่เช่นนี้ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรจนจางเสี่ยวฝานเริ่มหอบ สองขาอ่อนแรง คิดว่าตนจะต้องวิ่งมาไกลโขแล้ว ส่วนเจ้าวานรขนเทายังส่งเสียงร้องเจี๊ยกๆ ไม่หยุดปากต้นไผ่เขียวขจีงอกเงยอยู่ทั่วทุกที่ ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด จางเสี่ยวฝานวิ่งจนคอแห้ง แล้วจู่ๆ มันก็เห็นเงาสีเทาทิ้งตัวลงมาตรงๆ มันดีใจสุดขีด กำลังใจเริ่มกลับมา ออกแรงวิ่งไปข้างหน้าเต็มฝีเท้า แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเถียนหลิงเอ๋อร์ตวาดเตือนอย่างร้อนใจ“ระวัง!”หน้าผาแห่งหนึ่งพลันปรากฏสู่สายตาอย่างกะทันหัน จางเสี่ยวฝานใจหายวาบรีบชะงักหยุด หวุดหวิดเกือบตกลงไป พอสงบใจก็ขยับเข้าใกล้ชะโงกมอง ปรากฏว่าเบื้องล่างเป็นหุบเหวลึกที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวจนแทบมองอะไรไม่เห็น ต้นไม้ที่งอกเงยมิใช่ไผ่ปล้องดำอีกต่อไป แต่เป็นไม้ป่าสารพัดชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นสนกับไป๋ ที่แท้พวกมันถึงกับวิ่งตามมาถึงหุบเขาลี้ลับที่อยู่ลึกมาทางหลังเขา