จางเสี่ยวฝานเห็นเจ้าวานรกระโจนลงไปแล้วก็ทำวิธีเดิม คือจับกิ่งไม้แล้วไกวตัวเพื่อชะลอความเร็วในการตก พอเท้าแตะพื้นก็วิ่งหนีต่อขณะร้อนใจก็ได้ยินเสียงลมดังขึ้นเหนือศีรษะ ปรากฏว่าเป็นเถียนหลิงเอ๋อร์ท่องอากาศมาถึง ยื่นมือขาวผ่องดุจหยกให้มันพลางร้องว่า“ขึ้นมา”จางเสี่ยวฝานรีบส่งมือให้โดยไม่คิดมาก เถียนหลิงเอ๋อร์ออกแรงกระชากดึงมันขึ้นไปยืนบน ‘แพรแดงอำพัน’ เจ้าแพรแดงยุบตัวลงเล็กน้อยแล้วกลับคืนสู่สภาพปกติในพริบตาจางเสี่ยวฝานเพิ่งมีประสบการณ์ขี่เวทอาวุธเป็นครั้งแรก มันตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก เถียนหลิงเอ๋อร์ดึงมันไปยืนอยู่ด้านหลัง สั่งกำชับว่า“กอดเอวข้าไว้ ยืนให้มั่น”จางเสี่ยวฝานรีบทำตาม พริบตาแพรแดงก็พุ่งวาบไปข้างหน้าดุจสายฟ้าสายลมพัดหวีดหวิวอยู่ข้างหู ปะทะหน้าจนจางเสี่ยวฝานลืมตาแทบไม่ขึ้น เจ้า ‘แพรแดงอำพัน’ นี้เหยียบแล้วยวบยาบไม่อ่อนไม่แข็ง ความไม่เคยชินทำให้มันกลัวตกอยู่บ้าง จึงหลับตาปี๋กอดเอวเถียนหลิงเอ๋อร์ไว้แน่น พอจิตใจสงบลงก็ลืมตามอง เห็นแผ่นหลังอันงดงามราวเทพธิดาของสาวน้อยในชุดแดงแนบชิดอยู่ตรงหน้า ทั้งกลิ่นกายหอมระรื่นที่โชยเข้านาสิก หัวใจแทบระเบิดด้วยความสุข ภาวนาให้เวลาหยุดลงตรงนี้ตลอดไปเถียนหลิงเอ๋อร์มีหรือจะอ่านความคิดฟุ้งซ่านของเด็กหนุ่มด้านหลังออก สมาธิของนางจดจ่ออยู่แต่เจ้าวานรขนเทา นางได้รับความรักจากพ่อแม่และการตามใจจากศิษย์พี่ทุกคนจนเคยชิน นิสัยจึงโอหังอวดดีชอบเอาชนะอยู่บ้าง วันนี้หากตามวานรตัวหนึ่งไม่ทันย่อมเป็นเรื่องขายหน้าที่ยอมรับไม่ได้ดังนั้นท่ามกลางหุบเหวลึกและเงาไม้มืดครึ้ม ขอเพียงยังเห็นเงาสีเทาอยู่ตรงหน้า เงาสีแดงก็จะไล่กวดตามหลังอย่างไม่ลดละ ทั้งสองฝ่ายไล่กันอยู่อย่างนั้นนานเป็นครึ่งชั่วยาม วานรตัวนั้นไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไร ถูกไล่ตามนานขนาดนี้กลับไม่มีวี่แววจะเหน็ดเหนื่อย ยังคงกระโจนข้ามต้นไม้ได้ไวเหมือนเดิม ส่วนเถียนหลิงเอ๋อร์ไล่ตามอยู่นานก็เริ่มคุ้นเคยกับสภาพป่าและวิธีการเจาะทะลุ จึงย่นระยะการตามเหลือสั้นลงเรื่อยๆ