เถียนปู้อี้กำลังเดือดดาลแต่ต้องข่มกลั้น ยามนี้โทสะอัดแน่นเต็มอกไร้ที่ระบาย ที่ฉีเฮ่าพูดนั้นยังพอทำเนา แต่พอเห็นจางเสี่ยวฝานมานั่งคุกเข่าแก้ตัวแทนคนอื่นด้วยท่าทางโง่งม โทสะในใจก็ระเบิดเปรี้ยง ตวาดว่า“หุบปาก ไอ้ศิษย์ไม่ได้เรื่อง!”มันโบกแขนเสื้อวูบ จางเสี่ยวฝานรู้สึกเพียงลมหอบหนึ่งพุ่งปะทะหน้า ร่างพลันเบาหวิวดุจปุยนุ่น หมุนคว้างอยู่กลางอากาศตามสภาวะ ศีรษะหนักเท้าเบา และแล้วพลังดุดันปานเคลื่อนภูผาก็โหมกระหน่ำตามมาฟาดร่างมันลอยกระเด็นไปด้านหลังกระแทกใส่ผนังห้องดัง ‘โครม’ ร่างที่เจ็บจนจุกแอ้กรูดไถลลงมาตามผนังห้อง สมองหมุนติ้วตาเห็นดาวระยิบระยับ หวานเอียนที่คอก่อนกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งทุกคนต่างตะลึงกันถ้วนหน้า“ท่านพ่อ!”เถียนหลิงเอ๋อร์ร้องเสียงหลงก่อนจะวิ่งเข้าไปช่วยพยุง หลินจิงอวี่ดูเหมือนจะสะอึกกายเข้ามาในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อเห็นจางเสี่ยวฝานเลือดเต็มหน้าอกโทสะก็พุ่งปรี๊ด หากเปลี่ยนเป็นมันได้รับบาดเจ็บยังจะไม่เดือดดาลเท่านี้ แต่ที่จางเสี่ยวฝานเจ็บตัวเป็นเพราะแก้ตัวแทนมัน จึงไม่คำนึงถึงสิ่งใดอีกต่อไป หันขวับไปหาเถียนปู้อี้ตวาดลั่น“เจ้าอ้วน ข้าไม่ยอมเจ้าแล้ว!”ขณะพูด ‘กระบี่สยบมังกร’ ก็เปล่งรัศมีเจิดจ้าเหมือนจะตอบรับอารมณ์ของเจ้านายเถียนปู้อี้เลิกคิ้วสูงชัน เดือดดาลจนควันแทบพวยพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ด แล้วจู่ๆ ร่างมันก็หายวับไปกับตาฉีเฮ่ารีบร้องเตือน“ระวัง!”หลินจิงอวี่เห็นเถียนปู้อี้เคลื่อนไหววูบวาบดุจวิญญาณภูตพรายก็รีบยกกระบี่ขึ้นขวางหน้า ใช้รังสีของกระบี่คุ้มครองร่างอย่างระวังและแล้วมันก็รู้สึกละลานตาวูบ ร่างของเถียนปู้อี้พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า ไม่เห็นรังสีคมกริบของ ‘กระบี่สยบมังกร’ อยู่ในสายตา ทั้งที่รังสีอยู่ห่างจากร่างอ้วนเตี้ยเพียงสามเชียะแต่กลับไม่แทรกทะลุ หลินจิงอวี่ใจหายวาบ มันถอยกรูดอย่างหวาดผวาเมื่อหน้าถมึงทึงของเถียนปู้อี้ขยับเข้ามาประชิด แต่ถึงกระนั้น ‘กระบี่สยบมังกร’ ยังคงไว้ซึ่งอานุภาพ เปล่งรังสีเจิดจ้าออกคุ้มครองเจ้านายเถียนปู้อี้ยิ้มเย็น มือขวาขยับรวดเร็วกว่าสายฟ้าแลบ แทรกทะลุรังสีกระบี่เข้าไปตรงๆ แล้วเปล่งแสงสีแดงเรืองรองข่มรังสีสีเขียวไว้ได้ในพริบตา อึดใจต่อมาก็พลิกข้อมือคว้า ‘กระบี่สยบมังกร’ ไว้ในมือ