เสียง ‘เปรี้ยง’ ดังสนั่น รังสีกระบี่พุ่งเข้าปะทะ แม้ลำแสงสีขาวไม่ถูกตัดขาดในทันที แต่ก็ถูกกดดันจนถอยร่น ฉีเฮ่าสองตาเบิกกว้าง ทุ่มเทเรี่ยวแรงจนหมดสิ้น ในที่สุดก็สกัดรังสีกระบี่ที่ดุดันไว้ห่างจากตัวเพียงหนึ่งเชียะ ยามนี้นัยน์ตามันแสบพร่าไปหมด ไอเย็นเสียดแทงถึงกระดูก สภาพล่อแหลมเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวยังไม่ทันตั้งสติมั่น เจ้างวงแสงสีเขียวที่หมุนติ้วดุจคลื่นซัดก็เพิ่มแรงกดลงมา ฉีเฮ่าพยายามรักษาลำแสงสีขาวให้คงอยู่ในสภาพเดิม แต่เท้ากลับต้านรับไม่อยู่ ถูกแรงกดมหาศาลดันให้ถอยโซซัดโซเซตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบัดนี้เถียนปู้อี้ยังคงยืนอยู่ที่เดิม สองเท้ามิได้ขยับ แต่ ‘กระบี่สยบมังกร’ ในมือเปล่งประกายกดดันจนฉีเฮ่ากับหลินจิงอวี่หลุดออกไปนอกศาลา ยิ่งไปกว่านั้นพอออกพ้นศาลา รังสีกระบี่กลับยิ่งเพิ่มความสว่างเจิดจ้า ทุกจุดที่เคลื่อนผ่าน พื้นดินถูกกรีดเป็นรอยบังเกิดร่องลึกประมาณหนึ่งเชียะยาวเป็นทาง เห็นแล้วน่าสะท้านใจนักบัดนี้ฉีเฮ่ากับหลินจิงอวี่ถูกบีบคั้นให้ถอยเป็นระยะทางกว่าสามจั้ง ตัวฉีเฮ่าเองอยู่ห่างจากลำแสงสีขาวไม่ถึงคืบ ลมหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าบัดเดี๋ยวเขียวบัดเดี๋ยวแดง สองเท้าจมลึกลงดิน จนในที่สุดก็แผดร้องเสียงดัง หมดปัญญาจะต้านรับ ลำแสงสีขาวเลือนหาย ‘กระบี่เย็นยะเยือก’ ถูกพลังมหาศาลกระแทกลอยขึ้นฟ้า ขาดการควบคุมโดยสิ้นเชิงในช่วงวินาทีเป็นตาย รังสีกระบี่ที่กำลังจะทะลุทะลวงพลันหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศต่อหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือดของคนทั้งสองฉีเฮ่าฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อ เนื้อตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่กะพริบตาอึดใจที่เงียบสงัดรังสีกระบี่ก็อ่อนแสงลง เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา‘ฉึก!’‘กระบี่เย็นยะเยือก’ ดิ่งลงปักดินตรงหน้า ฉีเฮ่าเรียกขวัญที่หายไปกลับคืนมา หันหน้าไปทางศาลา โค้งตัวกล่าวอย่างนอบน้อม“ขอบคุณอาจารย์อาเถียนที่เมตตาออมมือ”หลินจิงอวี่เห็นคนบุคลิกธรรมดาแบบเถียนปู้อี้ถึงกับมีพลังฝีมือระดับนี้ก็อดก้มหน้าอย่างละอายมิได้เสียง ‘ฟิ้ว’ แหวกอากาศดังขึ้นอีกครั้ง ทำเอาสองหนุ่มสะดุ้งโหยง เห็นแสงสีเขียวพุ่งวาบออกจากศาลาเฝ้าสงบ เสียบลงพื้นดินตรงหน้า มันก็คือ ‘กระบี่สยบมังกร’ นั่นเอง ยามนี้ปักไขว้เป็นรูปกากบาทกับ ‘กระบี่เย็นยะเยือก’ พอดิบพอดี ด้ามกระบี่ยังสั่นกระเพื่อมไม่หยุด“พวกเจ้าไปเถอะ”