• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ฉางอันสิบสองชั่วยาม

    ทดลองอ่านนิยาย ฉางอันสิบสองชั่วยาม เล่ม 1 บทที่ 1

    บทที่หนึ่ง

    ปลายยามซื่อ

     

    รัชศกเทียนเป่าปีที่สาม เดือนอ้าย วันที่สิบสี่ ปลายยามซื่อ

    เมืองฉางอัน อำเภอฉางอัน ตลาดตะวันตก

     

    ต้นฤดูใบไม้ผลิหนาวเหน็บ แสงตะวันเจิดจ้า ท้องฟ้าเหนือเมืองฉางอันยามนี้ไร้เมฆ วันนี้น่าจะอากาศดี

    เสียงเอี๊ยดอ๊าด ประตูอันหนักอึ้งสองบานของตลาดตะวันตกเปิดออกช้าๆ ธงรูปสัตว์แลเห็นเด่นชัดผืนหนึ่งปักไว้สูงมากที่กลางวงกบนอน ขบวนอูฐสิบกว่าขบวนรวมตัวกันแล้วบนถนนใหญ่ด้านนอก เมื่อพวกมันเห็นธงแขวนสูงก็พลอยเคลื่อนไหวคึกคักทันที พวกคนงานใช้แส้หนังวัวอันเล็กไล่ให้บรรดาอูฐที่นอนอยู่ลุกจากพื้น นับจำนวนหีบสินค้า ร้องเรียกเพื่อนคนงาน เสียงร้องเรียกสำเนียงต่างชาติดังฟากนี้บ้างฟากนั้นบ้าง

    นี่เป็นขบวนพ่อค้าชาวหูกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางมาถึงฉางอันก่อนเทศกาลซั่งหยวน พวกมันออกเดินทางมาจากดินแดนแสนไกลต่างๆ เช่น ฝอหลิน ปอซือ เป็นต้น เร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืนเพื่อให้ทันเทศกาลสำคัญที่สุดของฉางอัน ควรรู้ว่าตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปงานโคมซั่งหยวนจะจัดต่อเนื่องสามคืน ยามขุนนางใหญ่และหมู่ชนสูงศักดิ์ของต้าถังจับจ่ายใช้สอยมิได้เพลามือแม้แต่น้อย

    เหล่านายตรวจของนายตลาดตะวันตก มือข้างหนึ่งถือสมุด มือข้างหนึ่งถือพู่กัน ยืนประจำสองฟากทางเข้าฝั่งตะวันตกของตลาดตะวันตก ใบหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึก ตรวจสอบหนังสือผ่านด่านกับสินค้า วันนี้เป็นวันพิเศษ ตลาดตะวันตกเปิดเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วยาม นายตรวจเหล่านี้ล้วนหมายจะเสร็จงานให้เร็วที่สุด กลับบ้านไปฉลองเทศกาล จึงตรวจเร็วกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว

    เจ้าหน้าที่เฒ่าผู้หนึ่งขึ้นทะเบียนให้พ่อค้าจากปอซือกลุ่มหนึ่งอย่างรวดเร็ว จากนั้นกวักมือเรียกคนที่เข้าแถวอยู่ด้านหลัง พ่อค้าชาวหูสวมชุดคลุมสั้นแบะคอปกสีน้ำตาลอมแดงผู้หนึ่งเดินเข้ามา ประคองหนังสือผ่านด่านด้วยสองมือส่งให้

    เจ้าหน้าที่เฒ่ารับมาดู ชะงักทันที

    หนังสือผ่านด่านฉบับนี้ไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด ผู้ยื่นขอชื่อเฉาพั่วเหยียน ชาวซู่เท่อจากแคว้นคัง มาฉางอันครั้งนี้นำคนมาทั้งหมดสิบห้าคน อูฐสิบห้าตัวและม้าตัวผู้หนึ่งตัว สินค้าที่นำมาคือพรมขนแกะสามสิบผืนกับเครื่องหนังหลากสี ขุนนางประจำด่านของด่านรายทางล้วนตรวจสอบประทับตราถูกต้อง

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หนังสือผ่านด่าน หากแต่อยู่ที่สินค้า

    เจ้าหน้าที่เฒ่าทำงานนี้มายี่สิบปี พบเห็นขบวนพ่อค้ากับสินค้ามากเหลือเกิน ฝึกฝนจนสายตาคมกริบราวเหยี่ยว สิบหกคน ทว่าขนสินค้ามาน้อยเช่นนี้เฉลี่ยแล้วต้นทุนต้องสูงมากเท่าไร ยิ่งกว่านั้นฉางอันเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว พรมทอย่อมขายได้น้อย หรือต่อให้ขายได้หมด เกรงว่ากระทั่งค่าเดินทางไปกลับยังไม่พอ…หนทางนับหมื่นลี้ ไหนเลยจะมีพ่อค้าโง่งมปานนี้เล่า

    เจ้าหน้าที่เฒ่ามิอาจไม่ขมวดคิ้ว เพ่งพินิจพ่อค้าต่างชาติที่เบื้องหน้าอย่างละเอียด เฉาพั่วเหยียนอายุราวสามสิบปี จมูกโด่ง เบ้าตาเว้าลึก คางแหลม เคราดำแข็งเหมือนแปรงขนม้า หากรวมหมวกสักหลาดยอดแหลมสีขาวที่มันสวมด้วย คนจะสูงร่วมเจ็ดฉื่อกว่า

    เจ้าหน้าที่เฒ่าถามคำถามง่ายดายหลายคำถาม เฉาพั่วเหยียนตอบทุกคำถาม ภาษาฮั่นของมันกระด้างมาก พูดไปพูดมาก็วนอยู่เพียงไม่กี่คำนั้น ใบหน้าเย็นชาไร้รอยยิ้มตลอดเวลา ไม่เหมือนพ่อค้าแม้แต่น้อย เจ้าหน้าที่เฒ่าสังเกตเห็นว่าคนผู้นี้ขณะกล่าววาจามือขวามักแตะช่วงเอวด้วยความเคยชิน นี่เป็นท่าถืออาวุธ น่าเสียดาย บนสายรัดเอวของมันตอนนี้มีเพียงตะขอทองแดงสำหรับแขวนพวงเหรียญอันว่างเปล่าเท่านั้น

    เพื่อความปลอดภัย ขณะเข้าเมืองอาวุธประจำกายของพ่อค้าทุกคนล้วนถูกทหารรักษาการณ์ริบเก็บ จะคืนให้เมื่อออกจากเมือง

    สีหน้าเจ้าหน้าที่เฒ่าเรียบเฉย วางสมุดพู่กันลง เดินวนรอบขบวนพ่อค้าของเฉาพั่วเหยียนหนึ่งรอบ สินค้าไม่มีปัญหาอันใด เป็นสินค้าธรรมดาทั่วไป คนในคณะสิบห้าคนล้วนเป็นชาวหู กางเกงรัดขา รองเท้าหัวแหลม อายุใกล้เคียงเฉาพั่วเหยียน พวกมันจูงอูฐคนละตัว ไม่พูดแม้สักคำ แต่ไหล่เกร็งเขม็งอยู่บ้าง

    คนเหล่านี้ท่าทางตึงเครียดมาก เจ้าหน้าที่เฒ่าคิดในใจ หยิบพู่กันเตรียมจะเขียนคำว่า ‘ไม่’ ลงบนหนังสือผ่านด่าน…ความหมายคือขบวนพ่อค้านี้น่าสงสัย มอบให้หัวหน้านายตลาดตรวจสอบอีกครั้ง ทว่าพู่กันยังไม่ทันจรดลงก็ถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งขวางไว้

    เจ้าหน้าที่เฒ่าเงยหน้ามอง พบว่าเป็นชาวฮั่นคิ้วหนาใบหน้าใหญ่ผู้หนึ่ง กำลังส่งยิ้มให้

    “ชุยลิ่วหลาง?”

    คนผู้นี้เป็นนายหน้าตัวแทนที่มีชื่อเสียงในตลาดตะวันตก คบหาผู้คนกว้างขวาง หากเป็นเรื่องขนสินค้าเช่าโรงเก็บ เช่าบ้านตามหาคน ฟ้องร้องเรื่องภาษีด่าน ให้มันเป็นคนกลางย่อมไม่มีเรื่องผิดพลาด ดังนั้นมันแม้ไร้ตำแหน่งขุนนาง แต่ในตลาดตะวันตกกลับมีคนไว้วางใจเรียกใช้สอยอยู่ไม่น้อย

    ชุยลิ่วหลางยิ้มตาหยีทักทายว่า “ยังไม่ได้กินมื้อเช้ากระมัง ข้านำขนมเปี๊ยะชิ้นหนึ่งมาให้ท่าน” จากนั้นยื่นขนมเปี๊ยะหน้างาทอดร้อนกรุ่นหนึ่งชิ้น ด้านบนโรยด้วยงาเมล็ดใหญ่มันวาว กลิ่นหอมฉุยปะทะจมูก เจ้าหน้าที่เฒ่าบีบดู พบว่าอีกด้านของขนมมีเงินติ้งขนาดเล็กหนึ่งแท่งฝังอยู่ มันลอบคะเนน้ำหนัก น่าจะราวสองตำลึง แม้ใช้เป็นเงินจับจ่ายไม่ได้ แต่ก็ทำปิ่นปักผมชั้นดีให้ลูกสาวได้สักชิ้น

    “สหายหลายท่านนี้มาฉางอันครั้งแรก กฎระเบียบต่างๆ ยังไม่เข้าใจนัก ยังต้องขอให้เหล่าฉื่อท่านช่วยผ่อนปรนสักหน่อย” ชุยลิ่วหลางลดเสียงกระซิบ

    เจ้าหน้าที่เฒ่าลังเลเล็กน้อย สุดท้ายยังคงรับขนมเปี๊ยะไว้ จากนั้นเขียน ‘ผ่าน’ ลงบนหนังสือผ่านด่าน อนุญาตให้เข้าเมือง ชุยลิ่วหลางประสานมือขอบคุณ หันกลับไปพูดภาษาซู่เท่ออย่างคล่องแคล่ว เฉาพั่วเหยียนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่แสดงอาการดีใจอีกทั้งไม่ตื่นเต้น

    ขบวนอูฐเล็กๆ ขบวนนี้เดินเรียงแถวผ่านช่องตรวจ เข้าตลาดตะวันตกภายใต้การนำทางของชุยลิ่วหลาง

    ผ่านช่องตรวจแล้วจะเจอสี่แยกใหญ่ สองฟากของถนนตรอกซอยอันกว้างใหญ่ทางตะวันออก ใต้ ตะวันตก เหนือ รวมสี่สายล้วนแล้วแต่เป็นร้านค้ามากมาย ทั้งร้านแพรไหม ร้านเครื่องเหล็ก ร้านเครื่องกระเบื้องดินเผา จนถึงร้านเครื่องอานม้า ร้านผ้า ร้านเครื่องประดับเพชรพลอย ร้านเครื่องดนตรีครบถ้วน หลังคาของร้านค้าเหล่านี้แตกต่างกับหลังคาอาคารบ้านเรือนในฉางอัน คือเป็นหลังคาราบกว้าง…มิใช่เพราะพ่อค้าชาวหูคิดถึงบ้านเกิด หากแต่เพราะที่ดินย่านนี้แพงมาก หลังคาราบกว้างสามารถวางกองสินค้าได้มากยิ่งขึ้น

    ขณะนี้แต่ละร้านกำลังทยอยเปิดหน้าร้าน แขวนป้ายร้านขึ้นสูง ป้ายร้านรายเรียง เกือบปิดด้านบนซอยไปเสียสิ้น ยันต์ไม้ท้อที่เพิ่งแขวนขึ้นไปเมื่อวันส่งท้ายปีเก่ายังไม่แกะออก ด้านข้างก็มีโครงไผ่แขวนโคมไฟสวยงามสารพัดแบบเพิ่มมาอีกหลายอัน…นี่ล้วนตระเตรียมเพื่อขบวนแห่โคมราตรีนี้ ยามนี้โคมไฟยังไม่แขวนก็จริง ทว่าบรรยากาศสนุกสนานแผ่กระจายไปทั่วแล้ว

    “เมืองฉางอันของเราทั้งหมดประกอบด้วยหนึ่งร้อยแปดฟาง ทิศใต้ทิศเหนือสิบสี่ถนน ตะวันออกตะวันตกสิบเอ็ดถนน แต่ละฟางมีกำแพงล้อมรอบ ไม่ว่าท่านกินข้าว หาความสำราญ เจรจาค้าขายหรือว่าพักแรม ล้วนต้องอยู่ในฟาง ปกติแล้วกลางคืนห้ามออกมาภายนอก จะผิดกฎห้ามสัญจรยามวิกาล ทว่าวันนี้ไม่ต้องกังวล คืนนี้มีเทศกาลโคมไฟ ยกเว้นกฎยามวิกาลชั่วคราว ความจริงนั้นวันเทศกาลซั่งหยวนเป็นวันพรุ่งนี้ แต่งานโคมไฟจะเริ่มตั้งแต่คืนนี้…”

    ชุยลิ่วหลางเดินไปพลางแนะนำเรื่องต่างๆ ในเมืองแก่อาคันตุกะอย่างเป็นกันเอง เฉาพั่วเหยียนกวาดตามองซ้ายขวา ประกายตาเปี่ยมความระมัดระวังตลอดเวลาดุจอินทรีระวังไพร รอบๆ ทั้งม้าทั้งล่อร้องดัง ล้อรถดังกึงกัง คนเดินทางต่างเร่งรีบ ไม่มีผู้ใดสนใจขบวนพ่อค้าเล็กๆ พวกนี้

    ทั้งสองคนเดินไปถึงกลางสี่แยก ชุยลิ่วหลางหยุดเท้า “ต่อจากนี้พวกเราไปที่ใด หาโรงเตี๊ยมสักแห่งหรือว่าท่านมีที่พักอยู่แล้ว”

    เฉาพั่วเหยียนหยิบกระดาษที่พับอย่างดีออกจากในอกเสื้อส่งให้ ชุยลิ่วหลางชะงักครู่หนึ่ง จากนั้นยิ้มร่า “ที่แท้ท่านจองไว้ก่อนแล้ว มา เชิญทางนี้” มันผายมือออก แขนเหยียดตรง ชี้ไปทางขวาด้วยอากัปกิริยาเกินจริง สาวเท้าก้าวเดินออกไป คนอื่นๆ ตามอยู่ด้านหลัง

    เฉาพั่วเหยียนหารู้ไม่ว่าความเคลื่อนไหวของมันกับชุยลิ่วหลางถูกพลเฝ้าระวังบนหอสังเกตการณ์ที่ไม่ไกลนักจับตามองอยู่

    หอสังเกตการณ์เป็นศาลาสูงทำด้วยไม้ทาสีดำ สูงเกินแปดจั้ง ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางตลาดตะวันตก อยู่บนนั้นสามารถมองลงมาเห็นความเคลื่อนไหวทั้งตลาด บนหอมีพลเฝ้าระวังประจำการ คนเหล่านี้ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด สายตาคมกริบ ความเคลื่อนไหวใดๆ ในเมืองล้วนไม่อาจหลุดรอดสายตาพวกมัน

    นับแต่ที่ชุยลิ่วหลางและเฉาพั่วเหยียนเข้ามาในเมืองก็ถูกหอสังเกตการณ์จับตามองตลอดเวลา เมื่อเห็นสัญญาณมือของชุยลิ่วหลาง พลเฝ้าระวังผู้หนึ่งเหยียดกายตรง หยิบธงสีดำล้วนหนึ่งผืนขึ้นมา โบกไปทางทิศตะวันออกสามครั้ง ก่อนจะทำซ้ำอีกสามเที่ยว

    ชั่วเวลาดีดนิ้วสองครั้งผ่านไป หอสังเกตการณ์ด้านตะวันออกห่างออกไปสามร้อยก้าวอีกหอหนึ่งก็โบกธงดำเช่นเดียวกัน ต่อจากนั้นหอสังเกตการณ์ด้านทิศตะวันออกถัดไปอีกตอบรับอย่างรวดเร็ว หอหนึ่งรับและส่งเช่นนี้ต่อเนื่อง ชั่วเวลาดีดนิ้วหลายสิบครั้ง ข่าวสารธงดำข้ามถนนใหญ่ไปหนึ่งสาย จากตลาดตะวันตกส่งไปถึงกวงเต๋อฟางที่อยู่ทางตะวันออก

    มุมตะวันออกเฉียงเหนือของกวงเต๋อฟางเป็นที่ทำการของศาลว่าการจิงจ้าว ด้านข้างเป็นวัดฉือเปย ระหว่างสถานที่ทั้งสองมีสวนข้างที่ไม่สะดุดตาแห่งหนึ่ง ที่นี่เคยเป็นบ้านเดิมของซุนซือเหมี่ยว ทว่าบัดนี้ไม่เหลือร่องรอยของราชันโอสถแล้ว ที่มาแทนคือหอสังเกตการณ์ใหญ่สีดำน่าเกรงขาม ตั้งตระหง่านอยู่ในลาน สูงใหญ่กว่าหอสังเกตการณ์อื่นค่อนข้างมาก

    พลเฝ้าระวังบนหอเห็นธงดำโบกอยู่แต่ไกล จึงจดบันทึกสีธงกับจำนวนครั้งที่โบกลงบนแถบไม้อันหนึ่ง โยนลงพื้นอย่างรวดเร็ว

    ด้านล่างหอ พลส่งสารร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งรับแถบไม้เอาไว้ รีบวิ่งไปส่งที่นอกตำหนักอันโอ่อ่าสว่างไสวซึ่งห่างออกไปสามสิบก้าว ด้านหน้าของตำหนักใหญ่แขวนแผ่นป้ายไม้ไว้ค่อนข้างสูง มีอักษรตัวบรรจงแบบข่ายซูสีทองสามตัวคำว่า ‘จิ้งอันซือ’ (กองพิทักษ์นครา) บนพื้นสีดำ ลายอักษรเส้นหนาหนักแน่นถึงกับเป็นลายมือของเหยียนเจินชิง

    เมื่อเข้าในตำหนัก สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกคือโต๊ะทรายผังเมืองฉางอันขนาดมหึมา ดินเหนียวแดงปั้นจำลองเป็นกำแพงเมือง ขี้ผึ้งตัวต่อปั้นเป็นกำแพงฟางทั้งหนึ่งร้อยแปดฟาง กับถนนใหญ่ยี่สิบห้าสายเรียงรายเป็นระเบียบคล้ายกระดานหมาก กระทั่งตรอกโค้งในฟางกับคลองลำเลียงและร่องน้ำล้วนแสดงอย่างละเอียด…แน่นอนว่าเขตวังมีแต่ความว่างเปล่า…หัวมุมด้านข้างตำหนักยังมีนาฬิกาน้ำรูปมังกรขนดสี่ชั้นหนึ่งชิ้น จังหวะเดียวกับนาฬิกาน้ำที่หน้าประตูซุ่นเทียน

    ยามก้มมองโต๊ะทรายนี้ มีนาฬิกาน้ำเสริมช่วย ดั่งก้มมองฉางอันจากบนเมฆขาว เห็นสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด

    ด้านข้างโต๊ะทราย ขุนนางสองคนกำลังจ้องมองอย่างพินิจพิจารณา ผู้อาวุโสผมเผ้าหนวดเคราขาว สวมชุดยาวสีม่วงคอกลมแขนเสื้อกว้าง เอวแขวนป้ายแถบปลาทอง คนที่อ่อนวัยกว่าใบหน้ากลมแต่เล็ก แววเดียงสาแบบเด็กยังไม่หมดไป ทว่าหว่างคิ้วกลับมีรอยเส้นจางๆ สามเส้น เห็นชัดเจนว่าเพราะใช้สมองขบคิดมากเกินไป มันสวมชุดยาวสีเขียวแขนเสื้อเล็ก แขวนป้ายแถบปลาเงินที่เอว มือถือแส้ปัดของสำนักพรต

    พลส่งสารมาถึงเบื้องหน้าขุนนางทั้งสอง ถือแถบไม้รายงานฉะฉาน เสียงก้องกังวานได้ยินทั่วทั้งโถง “สุนัขป่าเข้าตลาดตะวันตก ผ่านสี่แยกแล้ว!”

    พวกขุนนางสีหน้าเรียบเฉย หญิงรับใช้ใบหน้างดงามที่ด้านข้างเดินหน้าหนึ่งก้าว หยิบเคียวไม้ที่ใช้เล่นตีคลีอันหนึ่งขึ้นมา ผลักตุ๊กตาดินเผาสีดำตัวหนึ่งบนโต๊ะทรายจากถนนใหญ่นอกตลาดตะวันตกไปในตลาด สอดคล้องกับตำแหน่งของชุยลิ่วหลางและเฉาพั่วเหยียน

    ในห้องโถงเงียบและกดดันอยู่ชั่วครู่ ชายหนุ่มเอ่ยปากหยั่งถามขึ้นก่อน “ผู้ตรวจการเฮ่อ?”

    หลังถามซ้ำหลายครั้ง ผู้อาวุโสจึงลืมตาขึ้น “ฉางหยวน จัดวางกำลังอย่างไร”

    ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย ใช้แส้ปัดชี้ไปยังโต๊ะทราย “ชุยชี่นำกำลังไปด้วยตัวเอง กองพลหลี่ว์เปินห้าสิบนายแฝงตัวอยู่ในตลาดตะวันตกแล้ว รอเพียงลิ่วหลางส่งข่าวออกมา ชุยชี่จะพังประตูเข้าไปจับพวกมันทันที วงล้อมด้านนอกมีมือปราบปู้เหลียงเหรินของอำเภอฉางอันร้อยกว่านายเฝ้าอยู่ทุกตรอก ส่วนตลาดตะวันตกทหารเวรยามสามารถปิดตายทั้งสองประตูทุกเวลา กำแพงเหล็กสามชั้น การไล่ล่าครั้งนี้ไร้หนทางหนีรอดแม้แต่น้อย”

    หญิงรับใช้วางตุ๊กตาดินเผาสีแดงทีละตัวอย่างรวดเร็วตามตำแหน่งที่แส้ปัดชี้ไป บนโต๊ะทราย หุ่นสีแดงโอบล้อมหุ่นสีดำเอาไว้แน่นหนาทันทีทันใด

    “ลูกสุนัขป่าเหล่านี้เข้าใจว่าปลอมตัวเป็นพ่อค้าซู่เท่อ ใช้เงินซื้อคนในเมืองก็สามารถตบตาปิดฟ้าข้ามทะเลสำเร็จ หารู้ไม่ว่าตั้งแต่ต้นจนปลายนั้นพวกเรากำลังตกปลา ผู้วางแผนลงมือต่อเป้าหมายที่ไร้การป้องกัน ไร้เหตุผลที่จะไม่ชนะ” ชายหนุ่มเก็บแส้ปัด เชิดคางเล็กน้อย เห็นชัดว่ามั่นใจยิ่งนัก ผู้อาวุโสรับคำดังอืมหนึ่งครา หลับตาลงอีกครั้ง ไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ

    เว้นระยะไม่นานนัก พลส่งสารผู้มีเสียงก้องกังวานวิ่งเข้ามา รายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดของชุยลิ่วหลางกับเฉาพั่วเหยียน

    “สุนัขป่าผ่านร้านเครื่องอานม้าฝานจี้ มุ่งไปสี่แยกตะวันตกเฉียงเหนือ!”

    “สุนัขป่าผ่านร้านแพรไหมหรูอี้ซิน เลี้ยวขวาเข้าตรอกโค้งเอ้อร์หุย!”

    “สุนัขป่าผ่านสะพานสามข้ามคูน้ำก่วงทง เลี้ยวเข้าถนนข้างตรอกซ้ายของตู๋หลิ่วซู่”

    หญิงรับใช้ถือเคียวไม้ เลื่อนหุ่นดินสีดำไปตำแหน่งที่สอดคล้องไม่หยุดหย่อน เส้นทางเคลื่อนไหวของเฉาพั่วเหยียนปรากฏต่อสายตาผู้รับผิดชอบทั้งสอง ขบวนพ่อค้านี้กำลังออกห่างจากย่านคึกคัก เข้าใกล้ตู๋หลิ่วซู่แถบตะวันตกเฉียงใต้ของตลาดตะวันตก

    ตู๋หลิ่วซู่เป็นสถานที่ที่ตลาดตะวันตกใช้ประหารนักโทษ คนทำการค้ารังเกียจว่าอัปมงคล ส่วนใหญ่จะเลือกอยู่ไกลจากที่นี่ ดังนั้นรอบด้านผู้คนยิ่งมายิ่งน้อย

    ชายหนุ่มเอียงคอเล็กน้อย “หัวหน้าสวี ละแวกนั้นมีสิ่งปลูกสร้างอะไรบ้าง”

    ด้านหลังขุนนางทั้งสองคือโต๊ะที่กองเต็มไปด้วยม้วนหนังสือตำราล้อมอยู่สิบกว่าตัว ขุนนางระดับล่างหลายสิบคนต่างกำลังก้มหน้าง่วนอยู่กับงาน บัณฑิตวัยกลางคนค่อนข้างอ้วนคนหนึ่งได้ยินเสียงเรียก รีบวางม้วนหนังสือในมือลง วิ่งมาหน้าโต๊ะทราย สายตาของมันไม่ดีนัก จำเป็นต้องพิงขอบชะโงกตัวเข้าไปจึงค่อยมองเห็นตำแหน่งของตุ๊กตาสีดำ

    หัวหน้าสวีครุ่นคิดครู่หนึ่ง รีบตอบเหมือนท่องตำรา “ตรอกตะวันออกเฉียงเหนือหลุมบ่อมาก มีน้ำขัง สร้างโรงเก็บสินค้าไว้เพียงสิบหกโรง ด้านข้างติดคูน้ำก่วงทง รัชศกไคหยวนปีที่สิบห้าเคยประสบฝนหนัก น้ำเอ่อล้น สินค้าของพ่อค้าชาวหูสามคนเสียหาย มูลค่าห้าพันก้วน…” ความจำของบุรุษผู้นี้น่าตื่นตะลึงยิ่ง ตอบได้ทันที ไม่สะดุดแม้เพียงน้อย

    ชายหนุ่มตัดบทคำพูดยาวเหยียดของมัน “โรงเก็บของสิบหกโรงนี้ รอบๆ มีทางออกหรือไม่”

    “ไม่ ไม่มี แต่ว่า…”

    ในเวลานี้นี่เอง พลส่งสารวิ่งเข้ามาในตำหนักใหญ่อีก หยุดคำพูดมันอีกครั้ง “สุนัขป่าเข้าโรงเก็บสินค้าปิ่งหก ยังไม่ออกมา!”

    บรรยากาศในห้องถูกข่าวนี้ปลุกเร้า สายตาของทุกคนต่างจ้องมาที่โต๊ะทราย

    “ที่นี่เอง!” ประกายตาชายหนุ่มเจิดจ้าในบัดดล “ถ่ายทอดคำสั่งให้ชุยชี่เตรียมลงมือ ให้ปู้เหลียงเหรินปิดกั้นด้านนอกโรงเก็บสินค้าทันที ห้ามทุกคนเข้าออกตลาดตะวันตก ทั้งสองประตูเตรียมพร้อมรับคำสั่ง” คำสั่งสั้นเปี่ยมพลังออกจากปากมัน ในน้ำเสียงแฝงแววลิงโลดที่ปิดบังไม่อยู่

    พลส่งสารจดคำสั่ง ออกจากตำหนักอย่างรวดเร็ว สองแขนของชายหนุ่มยันขอบโต๊ะทราย ร่างโน้มไปด้านหน้า มองตุ๊กตาดินเผาสีดำพลางพึมพำกับตัวเอง

    “ข้ากลับจะรอดูว่าลูกหมาทูเจวี๋ยพวกนี้มาเยือนฉางอัน แท้จริงแล้วคิดกระทำการใด”

     

    คำสั่งถ่ายทอดจากตำหนักใหญ่จิ้งอันซือไปถึงหอสังเกตการณ์ จากนั้นผ่านรหัสธงชุดต่างๆ ข้ามผ่านถนนใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว ย้อนกลับไปตลาดตะวันตกที่บนหอสังเกตการณ์ฟากเหนืออีกครั้ง พลเฝ้าระวังจดรหัสธงลงบนแถบไม้ โยนลงไปด้านล่างหอพร้อมตะโกนแจ้ง “นายกองชุย รับคำสั่ง!”

    แถบไม้ยังไม่ถึงพื้น มือใหญ่ข้างหนึ่งพลันคว้าไว้

    ผู้คว้าแถบไม้เป็นบุรุษฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ หนวดเครารกครึ้ม คนผู้นี้แขนใหญ่ปานท่อนไม้ มันคว้าแถบไม้ กวาดสายตามองคำสั่งอย่างรวดเร็ว ลิงโลดทันที หันกลับมาร้องสั่ง “ทั้งหมดรวมพล!”

    กองพลหลี่ว์เปินห้าสิบนายเรียงแถวออกมาจากในห้องเก็บของข้างกายมันอย่างรวดเร็ว พวกมันแต่ละคนสวมเกราะทหารเดินเท้าสีหมึก ถือหน้าไม้ เอวแขวนดาบเหิงตาว ที่ด้ามดาบไร้ห่วง สิบคนในกลุ่มนี้ยังสะพายธนูยาว ระหว่างการรวมพลไม่มีผู้ใดกล่าววาจา ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าหนักทึบกับเสียงหายใจหนักหน่วง

    ชุยชี่ใบหน้าเคร่งเครียด กวาดตามองรอบหนึ่ง “เป้าหมายอยู่ที่โรงเก็บสินค้าปิ่งหก โอบล้อมรอจู่โจม พยายามจับเป็น อีกครู่ขอให้ทุกคนตื่นตัว ใช้ไหวพริบสักหน่อย ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าทำให้กองพลหลี่ว์เปินขายหน้า!” กล่าวจบโบกมือ วิ่งนำไปด้านนอก เหล่าทหารห้าคนหนึ่งแถว ตามติดอยู่ด้านหลังผู้บังคับบัญชา แรกเริ่มวิ่งเหยาะๆ สักครู่จึงเร่งฝีเท้าเร็วรี่

    พวกมันผ่านสี่แยก เลี้ยวเข้าตรอกโค้ง มุ่งหน้าไปยังฟางทิศใต้ของตลาดตะวันตกอย่างคุ้นเคย ผู้คนและพ่อค้าแม่ค้าตามถนนเห็นฝุ่นคละคลุ้งบนถนน ทหารมากมายปานนี้ตะบึงวิ่งมา ต่างตกใจมาก ยังไม่ทันสุมหัวกระซิบกระซาบก็มีปู้เหลียงเหรินกลุ่มใหญ่เดินเข้ามา ขอให้ร้านค้าปิดประตูชั่วคราว คนเดินถนนก็ถูกเชิญเข้าไปพักในร้านละแวกใกล้เคียง ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามไปจากที่นี่

    ที่ทางเข้าของตลาดตะวันตกทั้งฟากตะวันออกและตะวันตก ทหารยามเฝ้าประตูยกดาลทำจากหินขึ้นจากหลุมแล้ว สามารถปิดประตูได้ทุกเวลา

    วงข่ายใยแมงมุมชั้นแล้วชั้นเล่าถักทอขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนูแหลมคมหนึ่งดอกยิงตรงออกไป

    หลังจากเข้าเขตโรงเก็บสินค้าปิ่งหก ชุยชี่ส่งสัญญาณมือหลายครั้ง กองพลหลี่ว์เปินที่ประสานกันอย่างพร้อมพรักแบ่งเป็นสามทาง เข้าประชิดโรงเก็บปิ่งหกอย่างไร้สุ้มเสียง ปู้เหลียงเหรินปิดถนนรอบบริเวณอย่างเงียบเชียบ ที่นี่ยังมีฝูงม้าฝูงสัตว์ของขบวนพ่อค้าผูกอยู่ คนสองสามคนเฝ้าอยู่ ปู้เหลียงเหรินเดินเข้าไปคุยพักหนึ่ง คนเฝ้ารีบจูงสัตว์ออกไปไกลๆ

    ถึงเวลานี้ โรงเก็บสินค้าปิ่งหกถูกตัดขาดจากตลาดตะวันตกอย่างเด็ดขาดแล้ว

    ชุยชี่คุกเข่าหนึ่งข้างอยู่ที่มุมกำแพงดินไม่ไกลจากโรงเก็บสินค้า ปลดกระจกป้องกันที่หน้าอกมาแขวนไว้กับปลายดาบ ยื่นไปด้านนอกอย่างระมัดระวัง อาศัยภาพสะท้อนจากกระจกป้องกัน มันไม่จำเป็นต้องชะโงกออกไปดูก็เห็นสภาพด้านในชัดเจน

    โรงเก็บสินค้าปิ่งหกเป็นสิ่งปลูกสร้างไม้ ยาวหกสิบก้าว กว้างสี่สิบห้าก้าว เกือบเป็นสี่เหลี่ยม มีทางเข้าเพียงทางเดียว ทั้งสี่ด้านมีช่องระบายอากาศ แต่เล็กมาก คนผ่านไม่ได้ เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ใกล้คูน้ำ ฤดูร้อนน้ำท่วมบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงมีพื้นโล่งยกสูง ใช้เสาไม้สิบหกต้นรับอยู่ ลักษณะคล้ายสิ่งปลูกสร้างแถบหลิ่งหนาน

    หน้าประตูมีชาวหูจมูกโตคนหนึ่งเฝ้าอยู่ เป็นหนึ่งในผู้ติดตามสิบห้าคนของเฉาพั่วเหยียน กำลังพิงประตูไม้ ก้มหน้าเล่นลูกประคำคล้องข้อมือเป็นพักๆ เห็นชัดว่าใจลอย ชุยชี่คะเนระยะธนู หากต้องลงมือจริงๆ มันมั่นใจว่าสามารถทำลายประตูเข้าไปภายในชั่วเวลาดีดนิ้วสิบครั้ง

    ชุยชี่จ้องไปที่ทางเข้า กลั้นหายใจ ทุกสิ่งตระเตรียมพร้อมสรรพ รอเพียงในโรงเก็บสินค้ามีความเคลื่อนไหว

     

    ข้างในโรงเก็บที่กั้นภายในภายนอกด้วยผนังไม้ เฉาพั่วเหยียนสองมือกอดอกยืนหันหลังให้มุมห้อง หันหน้าสู่ทางเข้า มันปลดหมวกสักหลาดยอดแหลมสีขาวออกแล้ว เผยให้เห็นเปียใหญ่สีดำ คนอื่นๆ กระจายไปตามชั้นสินค้า สองสามคนพูดคุยกระซิบกัน แต่ที่ใช้ไม่ใช่ภาษาซู่เท่อ หากแต่เป็นภาษาทูเจวี๋ย…แน่นอนว่าชุยลิ่วหลางที่ยืนข้างหน้าต่างแสร้งปั้นหน้าไม่เข้าใจ

    ชุยลิ่วหลางถูมือพลางถามยิ้มๆ “เฉากง ผู้ใดหาสถานที่นี้ให้ท่าน ที่นี่ชื้นมาก รอบบริเวณก็ไม่มีร้านค้าอาหารอันใด มิสู้ให้ข้าหาที่อื่นให้ท่าน”

    เฉาพั่วเหยียนคล้ายไม่ได้ยินคำถามนี้ ตอบเย็นชา “พูดเรื่องงาน”

    ชุยลิ่วหลางก็ไม่ขัดเขิน “ได้ๆ ท่านมาหาข้าแท้จริงแล้วมีเรื่องอันใด ตอนนี้สามารถบอกได้แล้วกระมัง”

    เฉาพั่วเหยียนดีดนิ้วเปาะหนึ่ง ผู้ติดตามสองคนเดินเข้ามา กางผืนผ้าฝ้ายหนึ่งผืนปูลงบนพื้น จนเห็นตารางกว้างยาวทรงสี่เหลี่ยม จากนั้นพวกมันหยิบพู่กันขนสุนัขป่าหนึ่งด้าม แท่งหมึกหนึ่งแท่ง จานฝนหมึกหนึ่งใบออกมา ชุยลิ่วหลางชะงัก ไม่รู้อีกฝ่ายมีเจตนาใด หรือว่าจะเปิดสอบจอหงวนเขียนโคลงกลอนที่นี่?

    มันมองผืนผ้าฝ้ายเหลืองแข็งนั้นอีกครั้ง มิอาจไม่สูดลมหายใจหนาวเหน็บอย่างหวั่นหวาด บนผ้าวาดเส้นตั้งเส้นขวางช่องตารางถี่แน่นนับไม่ถ้วน เป็นแผนที่หนึ่งร้อยแปดฟางแห่งฉางอัน ทว่าแผนที่นี้หยาบมากเกินไป เพียงวาดเค้าโครงฟางกับชื่อ

    “สิ่งนี้มีเฉพาะในพระคลังลับวังหลวงเท่านั้น ราษฎรผู้ใดลอบเก็บส่วนตัว โทษถึงตาย!”

    เฉาพั่วเหยียนหรี่ตา “…เจ้าไม่กล้า?”

    ชุยลิ่วหลางหัวเราะฮ่าๆ ถอยหลังหนึ่งก้าวนั่งขัดสมาธิบนพื้น “หากข้าไม่กล้าก็ไม่นำพวกท่านเข้าตลาดตะวันตกแล้ว คิดร่ำรวยสูงศักดิ์ต้องเสี่ยงภัยแสวงหา ทำอาชีพเยี่ยงข้า มีสักกี่คนที่ใส่ใจกฎหมายต้าถัง มาสิ หมึกพู่กันรอท่า พวกท่านคิดวาดอันใด”

    “ข้าต้องการให้วาดจุดสำคัญทั้งประตูลับ ทางน้ำใต้ดิน ซอกแคบระหว่างกำแพง…บรรดานี้ทั้งหมดบนแผนที่ฟางของฉางอันผืนนี้” เฉาพั่วเหยียนเน้นทีละคำ

    ชุยลิ่วหลางรับคำพลางครุ่นคิดเร็วรี่ สภาพตัวเมืองฉางอันซับซ้อน ไม่ง่ายดายเพียงถนนยี่สิบห้าสายแนวตั้งแนวนอนเท่านี้ ระหว่างแต่ละฟางมีทางน้ำทางบก ระหว่างแต่ละกำแพงมีซอก ใต้สะพานมีร่องน้ำ ข้างเนินมีแนวคันดิน แต่ละส่วนเชื่อมต่อกันและเป็นตาข่ายได้อย่างไร เชื่อมต่อไปที่ใด คนฉางอันส่วนใหญ่ชาตินี้ก็ไม่อาจเข้าใจชัดเจน

    หากมีแผนที่สมบูรณ์ถ้วนเยี่ยงนี้อยู่ในมือสักฉบับ ย่อมล่วงรู้สภาพต่างๆ ของเมืองฉางอันกว่าครึ่ง ไปมาได้ดั่งใจ ดูท่าเป้าหมายของคนทูเจวี๋ยเหล่านี้ไม่เล็ก…

    คนผู้หนึ่งล้วงถุงหนังออกมา เทน้ำสะอาดเล็กน้อยลงบนจานฝนหมึก สักครู่เดียวก็ฝนได้น้ำหมึกจางๆ ชุยลิ่วหลางเลียปลายพู่กันขนสุนัขป่า จุ่มหมึก ยกพู่กันวาดลงไปหลายขีด ทว่าพลันหยุดมือ “เฉากง ท่านไม่ใช่คนภาคกลาง ไม่คุ้นกับผ้า ผ้านี้ไม่เหมาะ นี่เรียกผ้าอิ้งหวง ใช้ตัดเย็บเสื้อผ้าเหมาะสม หากใช้เขียนหมึกกลับไม่ซึมนัก มิสู้ให้ข้าไปซื้อกระดาษเซวียนจื่ออย่างดีกลับมา…”

    “ห้ามออกไป” เฉาพั่วเหยียนปฏิเสธเด็ดขาด

    ชุยลิ่วหลางส่ายหน้า ยกพู่กันเริ่มวาด เพิ่งวาดมุมหนึ่งของเมืองฉางอันเสร็จ มันเงยหน้ากล่าวอีก “เมืองฉางอันใหญ่เกินไป ถ้าวาดรายละเอียดทั้งใหญ่ทั้งเล็กลงไป สามวันสามคืนก็วาดไม่สำเร็จ เฉากง ท่านจะนำแผนที่นี้ไปทำอะไร ถ้าข้าเข้าใจแล้วย่อมวาดละเอียดและย่อได้”

    เฉาพั่วเหยียนตัดบท “นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

    ชุยลิ่วหลางผายมือทั้งสองออก “ท่านต้องการให้ข้าเติมแผนที่เมืองฉางอันเสร็จสิ้นในสองชั่วยาม ทว่าจะนำไปใช้อย่างไรกลับไม่ยอมบอก…ขออภัย ไม่อาจวาดได้”

    เฉาพั่วเหยียนได้ยินวาจายาวเหยียดเหล่านี้ก็เดือดดาลมาก สาวเท้าเข้าหาชุยลิ่วหลาง ยื่นมือบีบคอมัน

    ชุยลิ่วหลางลังเลครู่หนึ่ง ไม่หลบหลีก มันรู้ว่าคนของจิ้งอันซืออยู่ที่ด้านนอก เพียงร้องตะโกน คนทูเจวี๋ยเหล่านี้ไม่อาจหนีรอดแม้สักหนึ่งคน ทว่าหากทำเช่นนี้ หยาดเหงื่อหยาดเลือดที่ทุ่มเทไปย่อมสูญสิ้นเปล่า มันยอมเสี่ยงว่าเวลานี้เฉาพั่วเหยียนเพียงข่มขู่ ยังไม่ได้แผนที่ฟาง ย่อมไม่ลงมือจริง

    เพียงลวงอีกสักคราสองครา ย่อมล่วงรู้เป้าหมายแท้จริงของพวกมันได้

    เฉาพั่วเหยียนคลายมือที่บีบลำคอชุยลิ่วหลาง ชุยลิ่วหลางลอบดีใจ รู้ว่าตัวเดิมพันถูกแล้ว เฉาพั่วเหยียนค้างอยู่ในท่านั้น พลันเอียงคอมองออกไปทางนอกหน้าต่าง คล้ายกำลังเงี่ยหูฟัง ชุยลิ่วหลางตื่นเต้นอยู่บ้าง หรือว่าคนของกองพลหลี่ว์เปินเลินเล่อกระทำเสียงดังอันใด มันรีบถามว่า “เฉากง มีอะไร”

    “ได้ยินอะไรหรือไม่” เฉาพั่วเหยียนชี้ไปยังนอกหน้าต่าง

    ชุยลิ่วหลางเงี่ยหูฟัง ด้านนอกเงียบยิ่งนัก มันส่ายหน้าอย่างเลื่อนลอย “ไม่มีเสียงอะไรแม้แต่น้อย”

    “ใช่ ไม่มีอะไรแม้แต่น้อย” เฉาพั่วเหยียนยิ้มชั่วร้ายเยี่ยงสุนัขป่าในทุ่งเถื่อน นิ้วมือเค้นแรงทันที “เมื่อครู่ตอนเข้ามา เห็นชัดเจนว่าด้านนอกผูกสัตว์ไว้หลายตัว ผู้คนคึกคักนัก ตอนนี้กลับไม่มีแม้แต่เสียงม้าร้อง”

    พอได้ยินคำนี้ สีหน้าชุยลิ่วหลางแปรเปลี่ยนรุนแรง ตอนแรกตื่นตกใจ จากนั้นเพราะลมหายใจขาดห้วง

     

    ชุยชี่รอคอยอยู่ด้านนอก กระวนกระวายมากกว่าเดิม ทางด้านโรงเก็บสินค้าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทว่ายังคงรู้สึกว่าบางอย่างผิดปกติ มันเป็นทหารเจนศึก ที่ผ่านมาสัญชาตญาณของตนมักแม่นยำมาก

    มันใช้ปลายดาบยื่นกระจกป้องกันออกไปอีกครั้ง ครั้งนี้มุ่งไปยังหน้าต่างของโรงเก็บสินค้าปิ่งหก ช่องเล็กมาก บนกระจกพอจะเห็นเพียงเงาร่างคนส่ายไหวไปมาเท่านั้น ทันใดนั้นร่างหนึ่งหายไปจากข้างหน้าต่าง พร้อมกับเสียงดังตึงคล้ายสิ่งของหนักๆ ล้มกระแทกพื้น

    ไม่ได้การ! หัวใจชุยชี่พลันเต้นรุนแรง มันดึงดาบเหิงตาวกลับมาทันที ตะโกนสั่ง “ทลายประตู! เร็ว!”

    กองพลหลี่ว์เปินประจำตำแหน่งรบพร้อมแต่แรกแล้ว เมื่อมีคำสั่ง ศรแปดดอกยิงออกจากสามทิศ ปักชาวทูเจวี๋ยที่เฝ้าประตูกลายเป็นตัวเม่นทันที ในเวลาเดียวกันนั้น ทหารสองนายพุ่งผ่านขั้นบันไดไม้หน้าประตู ทะยานข้ามศัตรูที่ร่างระทวยล้มลง ใช้ไหล่หนาบึกบึนชนบานประตูอย่างหนักหน่วง

    บานพับไม้ไผ่ทานแรงอัดไม่ได้ แตกทลายเสียงดังโครมทันที ร่างทหารพร้อมทั้งบานประตูล้มเข้าข้างใน ที่ด้านหลังพวกมัน ทหารอีกสองนายก้าวข้ามร่างพวกพ้อง พุ่งเข้าด้านในโดยไม่ลังเล หน้าไม้ในมือยิงเข้าด้านในเป็นระลอกแรก จากนั้นย่อร่างลงทันที บัดนี้ทหารสองนายที่หมอบอยู่แทบพื้นพลิกร่างลุกขึ้นแล้ว ยกบานประตูขึ้นใช้ต่างโล่ชั่วคราว คอยคุ้มกันให้พวกเดียวกันมีเวลาขึ้นสายหน้าไม้

    การเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นจนจบนี้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน เหมือนฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน

    ชาวทูเจวี๋ยหลายคนที่อยู่ใกล้พวกทหารที่สุดร้องคำรามกระโจนเข้ามา ทว่าต้องล้มคว่ำกับพื้นทันที แผดร้องเจ็บปวดโหยหวน ธนูยาวสามดอกยิงมาจากที่ไกลออกไป ลูกศรหัวเหล็กยาวสองฉื่อพุ่งผ่านช่องเล็กของโรงเก็บสินค้าปักต้นขาของพวกมันอย่างแม่นยำ

    การจู่โจมรอบนี้ช่วงชิงเวลาได้เพียงพอแล้ว ทหารอีกส่วนหนึ่งถือหน้าไม้บุกเข้าโรงเก็บสินค้า รุกประชิดหน้าพร้อมร้องตะโกน “ก้มลง! ก้มลงแล้วจะไว้ชีวิต!”

    ทว่าชาวทูเจวี๋ยคล้ายฟังไม่เข้าใจ กรูกันออกจากมุมชั้นสินค้า พวกมันร้องเรียกชื่อข่าน มือหมัดเท้าเปล่าพุ่งเข้ามา สำหรับกองพลหลี่ว์เปินแล้วคนเหล่านี้ไม่ต่างจากเป้ามีชีวิต ภายในโรงเก็บสินค้าพลันบังเกิดเสียงหนักทึบของโลหะชำแรกเข้าในเนื้อมนุษย์กับเสียงแผดร้องโหยหวนดังไม่ขาดสาย

    ฝ่ายทหารกลับไม่รีบร้อนรุกคืบหน้า สามคนหนึ่งหมู่ คุ้มกันให้แก่กัน คืบไปข้างหน้าช้าๆ เพียงชาวทูเจวี๋ยปรากฏตัวก็จะถูกศรหลายดอกปักร่างทันที

    คำสั่งที่เหล่าทหารได้รับมาคือพยายามจับเป็น ดังนั้นจึงพยายามยิงจุดไม่ถึงชีวิต ทว่าสุนัขป่าในทุ่งเถื่อนที่สิ้นหวังเหล่านี้ไม่กลัวตาย แม้หลงเหลือเพียงหนึ่งลมหายใจก็จะโต้กลับ ทหารหลายนายเนื่องเพราะไม่สามารถฆ่าได้ เกิดลังเลชั่วครู่ จึงถูกโจมตีบาดเจ็บ บางคนถึงตาย ส่วนคนทูเจวี๋ยเหล่านั้นถึงแม้จะไร้แรงตอบโต้ กลับจะฆ่าตัวตายโดยไม่ลังเลทันที

    ทั้งบริเวณกลับคืนสู่ความเงียบอย่างรวดเร็ว หลงเหลือเพียงศพทอดร่างระเกะระกะบนทางเดินกับชั้นไม้ หลังจากจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิตทหารสามนาย ในที่สุดกองพลหลี่ว์เปินจึงควบคุมโรงเก็บสินค้าได้ทั้งหมด

    เหล่าทหารยังคงตื่นตัวระมัดระวัง ไล่ตรวจค้นไปทีละชั้นสินค้าอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นชาวทูเจวี๋ยที่เดิมทีทอดร่างอยู่บนพื้นคนหนึ่งพลันทะลึ่งตัว กระโดดเข้าหาทหารคนที่ใกล้ตัวที่สุด ทหารผู้นั้นไม่ทันระวังตัว ถูกมันรัดเอว ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ชาวทูเจวี๋ยอ้าปากกว้าง กัดจมูกอีกฝ่าย ทว่ามันชะงักกะทันหัน ร่างหงายกระแทกพื้น ศรสีดำปักเข้าท้ายทอย

    สุดปลายทางเดิน สหายศึกของผู้ถูกโจมตีถือหน้าไม้เปล่า แขนห้อยลงช้าๆ ประกายตาตื่นตกใจ เดิมมันควรละเว้นชีวิตชาวทูเจวี๋ย ทว่าเพื่อนร่วมรบตกอยู่ในอันตรายทำให้มันลืมคำสั่ง

    “เจ้าโง่! ข้าสั่งเจ้าไว้อย่างไร!”

    ชุยชี่ชิงหน้าไม้ของทหารผู้นั้นมา ตบหน้าหนึ่งฉาด ใบหน้าดำคล้ายฉาบสีตะกั่วเทาคล้ำหมองไร้ประกายทันที

    ทลายประตูใช้เวลาเพียงชั่วเวลาดีดนิ้วสิบครั้ง สังหารศัตรูทั้งหมดภายในชั่วเวลาดีดนิ้วยี่สิบหกครั้ง เทียบบรรดากองพลองครักษ์ประจำนครหลวง นับเป็นผลงานเยี่ยมยอด ทว่าชาวทูเจวี๋ยดุร้ายยิ่งนัก ถึงกับไม่ทิ้งไว้แม้สักหนึ่งชีวิต น่าเสียดาย นี่ไม่ใช่ผลที่เบื้องบนต้องการ

    ชุยชี่เดินฉุนเฉียวไปตามทางเดิน กวาดตามองศพเหล่านั้น นิ้วมือกุมด้ามดาบอย่างกระวนกระวายแต่แล้วก็คลายออก ทันใดนั้นมันพลันสะดุด ตะลึงตาค้าง ก้าวพรวดไปสองก้าว ด้านหน้าเป็นศพของชุยลิ่วหลาง

    สองตาเหลือกลาน ลำคอปรากฏรอยนิ้วชัดเจน ไม่ต้องชันสูตรก็รู้ว่าถูกบีบคอตาย

    “ท่านพี่!”

    ชุยชี่ร้องคำรามอย่างโศกเศร้า คุกเข่าข้างเดียวบนพื้น คิดก้มลงไปกอดคนตาย ทั้งสองใบหน้าละม้ายคล้ายคลึง เป็นพี่น้องฝาแฝดนั่นเอง น่าเสียดายหนึ่งในนั้นไม่อาจลืมตาอีกแล้วชั่วนิรันดร์

    “หากข้าออกคำสั่งเร็วขึ้นกว่านี้อีกสักชั่วดีดนิ้วสามครั้ง…หากข้าทลายประตูด้วยตนเอง…” ความสำนึกเสียใจดั่งฝูงมดรุมกัดแทะหัวใจของชุยชี่ นิ้วมือของมันสั่นรุนแรง เกือบจับมือพี่ชายไว้ไม่อยู่

    กองพลหลี่ว์เปินวิ่งเข้ามา เห็นสีหน้าหัวหน้าก็ไม่กล้าเข้าใกล้นัก ชุยชี่หันหน้ามาดู ใช้สายตาถามมัน ทหารนายหนึ่งรีบยืนตรงแน่ว “เมื่อครู่ตรวจนับศพเสร็จสิ้น ทั้งหมดสิบห้าศพ”

    ตัดชุยลิ่วหลางออก มีชาวทูเจวี๋ยเข้ามาในโรงเก็บสินค้าทั้งหมดสิบหกคน หรือหมายความว่าตอนนี้ยังจับไม่ได้อีกหนึ่งคน? หลังจากแยกแยะ น่าจะเป็นเฉาพั่วเหยียนตัวหัวหน้า ชุยชี่สูดหายใจแรงๆ เฮือกหนึ่ง ผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาเหมือนมีเปลวไฟพวยพุ่ง

    “ค้น!” มันตวาดสั่งการด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

    โรงเก็บสินค้าไม่ใช่บ้านพักอาศัย เป็นโรงใหญ่ ไม่กั้นแบ่งสัดส่วน ตรงกลางมีชั้นสินค้าทำด้วยไม้ ชุยชี่เดินตรวจหาในโรงเก็บสินค้าหลายรอบ ไม่พบสิ่งผิดปกติใด สถานที่โล่งแจ้งเช่นนี้ทอดตามองไปมันจะซ่อนตัวที่ใดได้ หรือว่าคนผู้นี้รู้คาถาอาคมอันใดจึงสามารถผ่านทะลุกำแพงได้?

    ชุยชี่พลันรู้สึกเหนือหัวมีสายลมเย็นเล็กน้อย มันหยุดเท้า รีบเงยหน้าฉับพลัน นัยน์ตาหรี่เล็กทันที เหนือศีรษะเป็นฝาปิดทำจากไม้ขนาดปากบ่อน้ำ ฝาปิดเอียงอยู่บ้างเล็กน้อย เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามแถบหนึ่ง

    ถึงกับมีช่องระบายลมอยู่ที่นี่!

    ส่วนหลังคาของโรงเก็บสินค้าปิ่งหกเป็นโครงสร้างแผ่นไม้ซ้อน ดังนั้นไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าหลังคาถึงกับมีช่องระบายลม ว่ากันโดยปกติแล้วมีเพียงบ้านหลังคาเรียบจึงออกแบบเช่นนี้

    นี่อาจเป็นผู้ใช้งานก่อนหน้านี้สักคนลอบเปิดช่องนี้เอง ไม่แจ้งต่อนายตลาดตะวันตก ชุยชี่ก่นด่าอย่างแค้นใจ สั่งคนนำบันไดมา จากนั้นบรรจุศรที่ดึงหัวโลหะออก ความคั่งแค้นยังไม่ทำให้ชุยชี่สูญเสียสติปัญญา นี่เป็นคนสุดท้าย ต้องให้มันมีชีวิตอยู่ ไม่เช่นนั้นแผนทั้งหมดย่อมล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

    รอบบริเวณโรงเก็บสินค้าบัดนี้มีแต่ทหารหลี่ว์เปิน มาตรว่าเฉาพั่วเหยียนหนีขึ้นหลังคาก็ยังคงไร้ทางรอดเช่นกัน ย่อมประดุจจับตะพาบในไห

    ชุยชี่หวาดกลัวจะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอีก ปีนขึ้นบันไดด้วยตนเองไปจนถึงบนสุด ขณะชุยชี่กำลังจะผลักเปิดฝาไม้ ทันใดนั้นรู้สึกถึงรังสีมัจจุราช มันรีบหดหัวกลับ ท่อนไม้ติดตะปูเฉียดผ่านหนังหัวไป มันยกหน้าไม้ยิงสวนทันที เสียงดังฉึกคล้ายปักเข้าสิ่งอันใด ชุยชี่ดีใจมาก ใช้ทั้งมือทั้งขารีบปีนขึ้นไป ทว่ากลับพลาดท่า ถูกสายรัดเอวฟาดเข้าที่ตาซ้ายอย่างไม่ทันระวังตัว

    สายรัดเอวนี้ทำจากหนังวัวต้มจนแข็งมาก ชุยชี่เจ็บปวดมึนงง หัวสายรัดเอวมีขอทองแดงตัวเล็ก เมื่อดึงกลับก็เกี่ยวแก้มมันเป็นแผลยาวมากสายหนึ่ง ถูกลอบโจมตีครั้งนี้กลับกระตุ้นความห้าวหาญของชุยชี่ มันไม่ถอยแต่กลับรุกคืบหน้า พลิกมือคว้าจับสายรัดเอว ออกแรงดึง ทะลึ่งกายขึ้นบนหลังคา

    ยังไม่ทันยืนมั่นคง มันพลันรู้สึกสายรัดเอวหย่อนคลาย รู้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามคลายมือออกแล้ว ชุยชี่เสียสมดุล ลนลานป่ายแขน ทุลักทุเลกว่าจะยืนได้มั่นคงอีกครั้ง จังหวะนี้มันได้ยินเสียงเท้าย่ำบนแผ่นกระเบื้องดังเปรื่องปร่างไม่ขาดสายก่อนจะเป็นเสียงกระโดดตุ้บ เสียงหนักทึบดังมาแต่ไกล ตามด้วยเสียงน้ำดังซ่า

    เสียงนี้ประหลาดอยู่บ้าง ไม่เหมือนเสียงตกบนพื้นดิน ชุยชี่ร้อนใจมาก ตาซ้ายของมันปวดบวมมองไม่ชัดเจน ทว่าสมองยังแจ่มใส มันรู้ตัวแล้วว่าตนเองกระทำเรื่องผิดพลาดใหญ่หลวง

    ด้านข้างโรงเก็บสินค้าปิ่งหกมีคูน้ำก่วงทงติดกำแพงฟาง คูน้ำสายนี้เมื่อหนึ่งปีก่อนถูกขยายใหญ่ขึ้น ใช้เป็นคลองลำเลียงสำหรับขนไม้จากเทือกเขาฉินหลิ่ง ดังนั้นจึงลึกมาก น้ำก็มาก กว้างจนเดินเรือได้ ยามนี้เดือนอ้ายน้ำในคูยังไม่ละลาย ชั้นน้ำแข็งบางๆ ปกคลุมด้านบน ราบเรียบราวกับผิวถนนจูเชวี่ย ไม่มีกำลังทหารจัดวางที่ประตูน้ำแม้แต่น้อย…แผนก่อนหน้านี้ชุยชี่ก็จัดวางกำลังเฉพาะทางบก ถึงกับลืมเลือนเรื่องนี้

    ที่มันได้ยินเป็นเสียงเฉาพั่วเหยียนกระแทกตัวใส่ผิวน้ำแข็ง ตกลงไปในคูคลองนั่นเอง

    คูน้ำก่วงทงไหลออกจากตลาดตะวันตกไปบรรจบกับคูหย่งอัน คูชิงหมิง เชื่อมไกลออกไปถึงคูหลงโส่วกับคูน้ำเขตพระราชฐาน ไหลผ่านเขตฟางต่างๆ มากถึงสามสิบกว่าแห่ง ผ่านพื้นที่กว่าครึ่งเมือง…หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าเพียงเฉาพั่วเหยียนดำน้ำผ่านประตูน้ำของตลาดตะวันตกก็สามารถหนีออกจากวงล้อมอย่างง่ายดาย จะขึ้นฝั่งที่ใดก็ได้ทั่วทั้งเมือง

    ชุยชี่แค้นใจอยากตบหน้าตนเองสักฉาด ความผิดพลาดนี้ช่างโง่บัดซบยิ่งนัก

    ยามร้อนใจ มันทะยานร่างลงไปในร่องน้ำด้านล่างทันที กลับลืมไปว่าบนร่างสวมเกราะหมิงกวงที่หนาและหนัก พลันเมื่อสองเท้ากระทบผิวน้ำแข็ง ผิวน้ำแข็งก็แตกออก ฉุดร่างนายกองผู้นี้ลงใต้น้ำทันที

    ก่อนจมลงในน้ำ ตาขวาของมันเหลือบเห็นฟองน้ำสายหนึ่งพุ่งไปทางประตูน้ำเร็วรี่

    ระหว่างร่องน้ำกับโรงเก็บสินค้ามีพนังตลิ่งสูงมากกั้นอยู่ กองพลหลี่ว์เปินได้แต่อ้อมไปอีกด้านหนึ่ง เสียเวลาไปไม่น้อย จากนั้นพวกมันพากันถอดเสื้อเกราะพุ่งลงน้ำ ช่วยกันคนละไม้คนละมือลากหัวหน้าขึ้นฝั่ง เสียเวลาไปเพราะเหตุนี้ เฉาพั่วเหยียนก็หายลับไปอีกด้านของประตูน้ำแล้ว

    ชุยชี่ถูกช่วยขึ้นมาบนสันตลิ่ง นอนฟุบอาเจียนน้ำเย็นออกมาคำใหญ่ คำแล้วคำเล่า สีหน้าเขียวคล้ำ ในมือมันยังกำสายรัดเอวหนังวัวติดขอทองแดงเส้นหนึ่ง

    นี่คือสิ่งเดียวที่ได้จากปฏิบัติการไล่ล่าครั้งนี้

     

    บรรยากาศในตำหนักจิ้งอันซือบีบอัด แต่ละคนต่างมือเบาเท้าเบา ไม่กล้าส่งเสียงดัง ทั้งเกรงทั้งกลัวจะทำให้ผู้บังคับบัญชาที่สีหน้าย่ำแย่ทั้งสองเดือดดาล

    ไม่ว่าผู้ใดล้วนคาดคิดไม่ถึง การจับกุมที่มั่นใจเต็มที่ครั้งนี้ถึงกับปล่อยให้เป็ดที่ต้มสุกแล้วบินหนีไปได้ การจู่โจมเมื่อครู่สมบูรณ์มาก ทว่าไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ไม่มีคนมีชีวิตสักคนหลงเหลือ

    ชุยชี่คุกเข่าข้างเดียวอยู่หน้าตำหนัก ทั่วร่างเปียกปอนยังไม่ทันเช็ดแห้ง หยดน้ำก่อเกิดคราบน้ำกระจัดกระจายอยู่บนพื้น หลังจากเฉาพั่วเหยียนหนีไปแล้ว มันถูกเรียกตัวกลับจิ้งอันซือโดยด่วน ผู้บังคับบัญชาร้อนใจอยากรู้ว่าขั้นตอนใดกันแน่ที่บังเกิดปัญหา อีกทั้งรหัสธงของหอสังเกตการณ์ไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลซับซ้อนมากเกินไป มันจึงได้แต่เดินทางมาด้วยตนเอง

    อยู่ต่อหน้าหัวหน้าจเรและผู้บัญชาการกองจิ้งอันซือ ชุยชี่ไม่กล้าปิดบัง คุกเข่าอยู่บนพื้นบอกเล่าเรื่องทั้งหมดแต่ละช่วงอย่างละเอียด เล่าจบแล้วก้มหน้า รอฟังคำตัดสิน ผู้อาวุโสสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง ทอดถอนใจยาวมาก “แรกคิดเชิญท่านลงโอ่ง ทำไปทำมาบัดนี้กลับกลายเป็นชักนำสุนัขป่าเข้าห้องเสียแล้ว…”

    ทุกคนล้วนรู้ความสำคัญร้ายแรงของคำพูดนี้ดี เมื่อครู่เฉาพั่วเหยียนเผยให้เห็นความโหดเหี้ยม เจ้าเล่ห์และพลิกแพลงรับสถานการณ์ดีเยี่ยม ชาวทูเจวี๋ยที่อันตรายเยี่ยงนี้บุกเข้าเมืองฉางอันก่อนหน้าเทศกาลซั่งหยวน ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจากนี้ไปจะบังเกิดเรื่องอันใดอีกบ้าง

    ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเกือบจะพูดได้ว่าตลอดทางที่ผ่านมา สุนัขป่าฝูงนี้ถูกกองพิทักษ์นคราชักนำเข้ามาเอง ความรับผิดชอบนี้หากสืบสาวเอาความ ผู้ใดก็แบกรับไม่อยู่

    “ผู้น้อยส่งคนตามล่าตลอดลำน้ำแล้ว” ชุยชี่เสริมอย่างระมัดระวัง หวังจะลดความละอายใจเนื่องจากทำงานผิดพลาดลงได้บ้าง

    ชายหนุ่มสีหน้าเขียวคล้ำ สะบัดแส้ปัดครั้งหนึ่ง “คนน้อยเพียงนี้ทำอันใดได้! เจ้าก็รู้ว่าคูก่วงทง หย่งอัน ชิงหมิง หลงโส่วเหล่านี้ยาวเท่าไร เรียกพลเฝ้าระวังกับพลประจำยามที่ถนนกับร้านค้าต่างๆ กลับมาให้หมด ปิดตายทุกฟาง ค้นทีละฟาง!”

    “ฉางหยวน แส้ปัดมิใช่ใช้ฟาดคนหรอกนะ” ผู้อาวุโสยกฝ่ามือขึ้น ห้ามมันไว้อย่างอ่อนโยนทว่าเด็ดเดี่ยว “เมื่อครู่ปิดตายตลาดตะวันตกครึ่งชั่วยามคล้ายจะละเมิดกฎแล้ว หากจะปิดเมืองค้นหาอีกครั้ง ทั้งฉางอันต้องวุ่นวายโกลาหล…มิหนำซ้ำวันนี้เป็นเทศกาลโคมไฟซั่งหยวน ตอนนี้บนถนนกำลังตกแต่งประดับโคมไปทั่วทุกแห่ง หากเคลื่อนไหวใหญ่โต กระทั่งฝ่าบาทก็คงเอาเรื่อง”

    ชายหนุ่มยังคิดโต้แย้ง “ผู้ตรวจการเฮ่อไม่เข้าใจเรื่องนี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเฉาพั่วเหยียนสิบหกคนนี้เป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้าเมืองมา พวกมันมีพรรคพวกที่ลอบเข้าเมืองมาก่อนหน้านี้จำนวนมากแล้ว หากไม่รีบสืบให้รู้จุดประสงค์ของชาวทูเจวี๋ยโดยเร็วที่สุด เกรงว่าฉางอันจะประสบมหันตภัย”

    น้ำเสียงของมันจวนเจียนเข้าขั้นไร้มารยาท แต่ผู้อาวุโสกลับหามีโทสะไม่ ยื่นนิ้วออกมาหนึ่งนิ้ว ชี้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นตำแหน่งที่ตั้งวังหลวง “ข้ามิได้บอกว่าจะไม่ใส่ใจไยดี ทว่าจับกุมโดยเปิดเผยมิอาจกระทำเด็ดขาด ไม่สามารถทำให้ท่านผู้นั้นเดือดร้อนไปด้วย”

    เมื่อได้ยินผู้อาวุโสอ้างถึง ‘ท่านผู้นั้น’ ประกายตาชายหนุ่มอับแสงลงเล็กน้อย มันนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ทันใดนั้นพลันฉายแสงแผดร้อนรุนแรงยิ่งอีกครั้ง “ในเมื่อผู้ตรวจการเฮ่อเห็นว่าไม่อาจกระทำโดยเปิดเผย ถ้าเช่นนั้นหากข้าส่งยอดฝีมือเพียงไม่กี่คนออกไปลอบจับกุมเล่า”

    ผู้อาวุโสลูบเคราคล้ายกำลังลังเลต่อข้อเสนอแนะนี้

    ชุยชี่ได้ยินวาจานี้ เงยหน้าร้องเสียงดังทันใด “ผู้น้อยรู้ว่าตนเองกระทำผิดพลาดใหญ่หลวง ไม่คิดขอเว้นโทษ เพียงขอสังหารศัตรูด้วยมือตัวเอง ล้างแค้นให้พี่ชาย” วันนี้ล้มเหลว มันผิดพลาดซ้ำซ้อน หากไม่อ้างเรื่องล้างหนี้เลือดให้พี่ชาย สร้างผลงานชดใช้โทษ เกรงว่าชะตากรรมต้องย่ำแย่ยิ่งนัก

    ทว่าชายหนุ่มกับผู้อาวุโสล้วนส่ายหน้าพร้อมกัน

    ราษฎรในฉางอันมีเกือบร้อยหมื่นคน ทั้งชาวฮั่นชาวหู หมู่ขุนนางแลเก้าลัทธิ มากมายหลายกลุ่มอำนาจอาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นวังน้ำวนทั้งเปิดเผยทั้งปกปิดซับซ้อน ชุยชี่เพิ่งมารับตำแหน่งที่ฉางอันเมื่อครึ่งปีก่อน ออกศึกสังหารศัตรูมิมีปัญหา หากหวังให้มันแทรกซึมลัดเลาะเสาะหาคนในเมือง นี่ไม่ใคร่สอดคล้องความเป็นจริงนัก

    จิ้งอันซือรวบรวมยอดฝีมือมาจากทุกหนแห่ง มีเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการค้าขาย เงินทองและพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีหัวหน้าและที่ปรึกษาผู้ชาญตำราผ่านตามิลืมเลือน มีทหารกล้าเหี้ยมหาญดุดัน มีกระทั่งเจ้าหน้าที่ชาวหูคอยแทรกซึมสืบข่าวต่างแดน…บัดนี้ขาดเพียงสุนัขล่าเนื้อที่สามารถวิ่งไปทั่วสถานที่อับลับในเมืองฉางอัน จมูกตามกลิ่นได้ว่องไวหนึ่งตัว

    เดิมทีพวกมันมีตัวเลือกเหมาะสมที่สุดก็คือชุยลิ่วหลางพี่ชายของชุยชี่ น่าเสียดายที่พลีชีพในหน้าที่แล้ว ชุยชี่รู้ว่าผู้บังคับบัญชาเสียดายอันใด สองตาของมันแดงดุจโลหิต หมัดต่อยลงพื้น ถึงกับกระแทกอิฐแตกเป็นรอยแยกเล็กๆ สายหนึ่ง

    เงียบอยู่ชั่วครู่ ผู้อาวุโสหยิบหมวกแพรบนโต๊ะด้านข้างขึ้น จัดสวมตั้งตรง จากนั้นเอากระเป๋าเครื่องเขียนและผ้าเช็ดหน้าผูกเข็มขัด ชายหนุ่มชะงัก รีบถามผู้ตรวจการเฮ่อว่าจะไปที่ใด ผู้อาวุโสถอนใจตอบว่า “วังหลวงให้ความสำคัญต่อเรื่องนักรบสุนัขป่ามาก เรื่องวันนี้คงปิดบังได้ไม่นาน ข้าเข้าวังสักครั้ง พยายามยื้อเวลาสักหลายชั่วยาม ฉางหยวนเอ๋ย ทางที่ดีช่วงนี้จงคิดแผนรับมือ ชดเชยความผิดพลาดก่อนหน้า หาไม่แล้ว…” คิ้วขาวของชายชราห้อยตก ไม่เอ่ยประการใดอีกต่อไป

    ชายหนุ่มผ่อนไหล่ลงเล็กน้อย ลอบผ่อนลมหายใจครั้งหนึ่ง พร้อมกับนึกดูแคลนอยู่ในใจ ตาเฒ่าผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก เห็นสถานการณ์ย่ำแย่ก็หาเหตุตีจาก ไม่ยอมรับผิดชอบการวางแผนใดๆ…แต่หนีไปเช่นนี้ก็ดี ไม่ต้องมีคนคอยขวางมือขวางเท้า

    ตอนนี้เวลาหนึ่งเค่อมีค่าดั่งทอง ไม่มีเวลามาเสียเปล่ากับพวกเดียวกันมากนัก

    ชายหนุ่มน้อมส่งผู้อาวุโสถึงหน้าฉากบังลม จากนั้นย้อนกลับมาด้านใน เห็นชัดเจนว่าท่าทางผ่อนคลายลงไม่น้อย มันปรายตาไปทางชุยชี่ที่ยังคงคุกเข่าอยู่ด้านล่างบันไดแวบหนึ่ง สะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง “เวลาวิกฤตเช่นนี้ เรื่องลงโทษยกไว้ก่อน ต่อนี้ไปเจ้าไม่อาจสะเพร่าอีกแม้แต่น้อย!”

    ใบหน้าชุยชี่เคร่งเครียด ประสานมือถอยออกไป มันรู้ว่าเฒ่าแซ่เฮ่อผู้นั้นเพียงแขวนชื่อไว้ ผู้ควบคุมจิ้งอันซือกับชีวิตตนเองที่แท้จริงคือชายหนุ่มนามหลี่ปี้ที่เบื้องหน้านี้ต่างหาก อย่ามองว่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้นี้ยังหนุ่มนัก ยามลงมือเฉียบขาด ยามสังหารมิลังเล ทั้งจิ้งอันซืออยู่ใต้อำนาจโดยดุษณี

    คาดโทษชุยชี่เสร็จสิ้นแล้วหลี่ปี้เคาะมุมโต๊ะอย่างแรง เรียกที่ปรึกษาทุกฝ่ายมาพร้อมหน้า “ตอนนี้ทุกคนจงคิดให้ดีว่ามีผู้ใดเหมาะสม สามารถแทนชุยลิ่วหลางได้ จำไว้ว่าข้าต้องการคนเก่งฉกาจที่สุด”

    หัวหน้าฝ่ายต่างๆ ที่อยู่ในห้องทุกคนพากันครุ่นคิด ไม่กล่าววาจาแม้สักคน ห่างจากงานเทศกาลโคมอีกเพียงสี่ชั่วยาม จะหาตัวเฉาพั่วเหยียนให้ได้ก่อนเริ่มงานเทศกาลดูเหมือนเป็นภารกิจที่ไม่อาจเป็นไปได้ งานนี้หากปฏิบัติการสำเร็จใช่ว่าจะต้องได้ดีตอบแทน ตรงข้ามหากปฏิบัติการผิดพลาดอาจกลายเป็นแพะรับบาป กระทั่งคนแนะนำก็อาจเคราะห์ร้าย

    หลี่ปี้เห็นบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาพากันอึกอัก ขณะกำลังจะออกปากตำหนิ สายตาพลันสะดุดหยุดลง เห็นหัวหน้าสวีดวงตาแฝงแววกังวลกำลังยกมือขึ้นอย่างลังเล มันรู้ว่าคนผู้นี้ชื่อสวีปิน เดิมทีอยู่กรมทะเบียนราษฎร์ กินตำแหน่งเจ้าหน้าที่สารบรรณ ความจำดีอย่างน่าอัศจรรย์ อ่านตำรับตำราผ่านตาไม่ลืมเลือน ดังนั้นจึงถูกโยกย้ายมาประจำกองพิทักษ์นคราจิ้งอันซือ รับตำแหน่งจู่ซื่อหรือหัวหน้าฝ่ายงานกึ่งที่ปรึกษา เพียงแต่วาจาติดอ่างอยู่บ้าง หลี่ปี้กระดกคางเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้มันพูดได้

    หัวหน้าสวีลังเลครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ผะ…ผู้…ผู้น้อยมีตัวเลือกคนหนึ่ง มิทราบว่าจะถูกใจท่านหรือไม่”

    “ว่ามา”

    “มันเป็นสหายคนหนึ่งของผู้น้อย ชะ…ชื่อ…ชื่อจางเสี่ยวจิ้ง ก่อนนั้นกินตำแหน่งสือฉางประจำกองรักษาเขตแดนอันซี ต่อมามีความชอบ ถูกเรียกเข้าฉางอัน เป็นหัวหน้าปู้เหลียงเหรินประจำอำเภอวั่นเหนียนมาเก้าปีแล้ว ผู้น้อยคิดว่าบางทีอาจถูกใจผู้บัญชาการหลี่…”

    “อ้อ” หลี่ปี้หรี่ตา

    ประวัติการทำงานฟังดูธรรมดา ทว่าเมื่อครุ่นคิดละเอียดแล้วกลับมิใช่สามัญ หัวหน้าปู้เหลียงเหรินเป็นผู้ช่วยของนายกองประจำอำเภอ หน้าที่ป้องกันและปราบปราม เป็นตำแหน่งชั้นสูงสุดของบรรดาขุนนางจากแดนไกล แบ่งหน้าที่ดูแลรักษาความสงบ สือฉางผู้ต่ำต้อยในชายแดนถึงกับสามารถย้ายมากินตำแหน่งหัวหน้าปู้เหลียงเหรินประจำอำเภอเป็นเรื่องยากยิ่งนัก ยิ่งมิพักกล่าวถึงว่านี่ไม่ใช่อำเภอทั่วไป หากแต่เป็นถึงอำเภอวั่นเหนียน

    เมืองฉางอันแบ่งเป็นตะวันออกกับตะวันตกสองอำเภอ ฟากตะวันตกอำเภอฉางอัน ฟากตะวันออกอำเภอวั่นเหนียน อำเภอวั่นเหนียนนี้อยู่แทบฝ่าพระบาท ทั้งเบื้องสูงและเหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงล้วนพำนักอยู่ที่นี่เป็นอันมาก มีความสัมพันธ์ซับซ้อนต่อกัน คนผู้นี้ถึงกับสามารถอยู่ในตำแหน่งอย่างเหนียวแน่นถึงเก้าปี หลี่ปี้พลันสนใจขึ้นบ้างเล็กน้อย

    “ตอนนี้มันอยู่ที่ใด”

    “ปะ…ปี…ปีที่แล้วมันกระทำผิด ขณะนี้อยู่ในคุกอำเภอฉางอัน รอประหาร” สวีปินเลือกคำพูดอย่างรอบคอบ คนรอบข้างกระซิบต่อกัน หัวหน้าสวีเลอะเลือนแล้วหรือ ไฉนแนะนำนักโทษ ซ้ำยังเป็นนักโทษรอประหาร นี่ไม่ใช่หาเรื่องให้ผู้เป็นนายชิงชังหรอกหรือ

    ใครจะทราบได้ว่าใบหน้าหลี่ปี้กลับไร้ความรู้สึก “ที่ข้าต้องการไม่ใช่ผู้พ้นโลกีย์ แต่เป็นผู้มีความสามารถ…คนผู้นี้เหมาะที่สุดหรือ”

    สวีปินรีบพูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม “ในฉางอัน สืบสวนจับโจร ไร้ผู้เทียบเทียม”

    ป้ายแถบปลาเงินชิ้นหนึ่งลอยโค้งข้ามอากาศ สวีปินลนลานยื่นมือออกรับ เกือบคว้าไว้ไม่ทัน หลี่ปี้สั่ง “ใช้ม้าของข้าไปรับ ภายในเวลาสองเค่อ ข้าต้องเห็นคนผู้นั้นที่นี่”

    สวีปินชะงัก ก่อนจะเข้าใจเจตนาของหัวหน้า มันรีบผูกป้ายแถบปลาเงินเข้าเข็มขัด แต่กลับรู้สึกไม่เหมาะสม รีบร้อนปลดลงมาประคองไว้ในมือ ไม่รอช้าวิ่งออกจากตำหนักทันที

    หลี่ปี้มองไปรอบด้านพบว่าคนอื่นๆ พากันเหยียดยืดคอ ชะเง้อมองไปด้านนอก มิอาจไม่เกรี้ยวกราดบริภาษ “พวกเจ้ายังเหม่ออันใดอยู่อีก รีบตรวจสอบเดี๋ยวนี้! สภาพหนังสือผ่านด่านทั้งตลาดตะวันออกตะวันตก บันทึกตรวจสอบของทหารรักษาประตู รายงานของแต่ละถนนแต่ละร้าน ตรวจสอบให้หมด ตรวจหาให้ถึงเนื้อถึงกระดูก เร็ว!”

    ขุนนางเจ้าหน้าที่ของจิ้งอันซือรีบพากันย้อนกลับประจำตำแหน่งตนเอง ก้มหน้าทำงานทันที สภาพในตำหนักกลับคืนสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง หลี่ปี้รับผ้าเช็ดหน้าแพรปักดอกไม้นูนที่รีดด้วยน้ำร้อนแล้วผืนหนึ่งจากบ่าวหญิงประจำตัว เช็ดใบหน้าอย่างแรง พลันนึกอันใดขึ้นได้ เอ่ยปากว่า “เหยาหรู่เหนิง เจ้าไปศาลว่าการจิงจ้าว นำบันทึกประวัติทั้งหมดของจางเสี่ยวจิ้งมานี่”

    เจ้าหน้าที่หนุ่มชั้นผู้น้อยผู้หนึ่งรีบลุกขึ้น วิ่งออกไปในบัดดล

    หลี่ปี้คลี่แบะอกเสื้อตัวนอก สองแขนยันด้านข้างโต๊ะทราย ร่างโน้มไปด้านหน้า ก้มมองโต๊ะทรายเมืองฉางอันอีกครั้ง สายตาแหลมคมของมันกวาดมองสิ่งปลูกสร้างทุกหลัง คล้ายคิดใช้สายตาขุดสุนัขป่าตัวนั้นออกมา

    หยดน้ำของนาฬิกาน้ำที่มุมตำหนักยังคงหยดลงมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน ไม่ว่าเรื่องราวในโลกเร่งร้อนปานใด มันไม่เคยเปลี่ยน

     

    ทะเลทราย ซากปรักหักพัง ยังมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรง

    ไกลออกไปเห็นทหารม้าชุดดำนับไม่ถ้วนห้อม้ากลับไปกลับมา เหนือแม่น้ำฉางเหอที่อยู่แต่ไกล ดวงตะวันกลมโตสีโลหิตใกล้ลับขอบฟ้า ในเมืองอันเดียวดาย ควันสุนัขป่ากำลังทิ่มแทงขึ้นสู่ท้องฟ้าสายัณห์

    มันฝืนลุกขึ้นยืนมั่น ร้องตะโกนเตือนอย่างเดือดดาล ทว่ารอบกำแพงเมืองเป็นภูเขาศพทับซ้อน ไม่มีแม้สักคนลุกขึ้นมาตอบรับเสียงร้องตะโกนเตือนของมัน มีเพียงธงมังกรขาดวิ่นผืนหนึ่งห้อยระอยู่ยอดป้อม เสาธงเอียง จวนหักกลาง

    ตึง ตึง ตึง กลองศึกเข้าตีของศัตรูดังขึ้น ธนูกระดูกหนาแน่นดั่งฝูงตั๊กแตนบิน ครั้งนี้ มีเพียงมันผู้เดียวเผชิญหน้า…

    จางเสี่ยวจิ้งสะดุ้งตื่น จึงค่อยรู้ตัวว่าตนเองหาได้อยู่ดินแดนประจิมไม่ หากแต่อยู่ในคุกนักโทษประหารของอำเภอฉางอัน เครื่องจองจำพันธนาการคอและสองมือของตนเอง กระทั่งสะดุ้งตื่นจากฝันก็ยังขยับร่างไม่ได้

    เสียงตึงๆ ของกลองศึกในฝันนั้นที่แท้มีคนใช้ด้ามแส้ตีไม้ซี่กรงขัง มันลืมตา เห็นหน้าประตูกรงมีคนยืนอยู่สองคน คนหนึ่งคือพัศดีประจำคุกนักโทษประหาร ยังมีอีกคนหนึ่งใบหน้าแคบ คิ้วสั้น เครายาวห้าแฉกที่ปลายคางยุ่งเหยิง ประกายตาเปี่ยมความห่วงใย

    “สวีปิน สวีโหย่วเต๋อหรือ” จางเสี่ยวจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง หัวเราะขึ้นทันที ทักว่า “คิดไม่ถึงว่าคนสุดท้ายที่มาส่งข้าเดินทางถึงกับเป็นท่าน” ระหว่างกล่าววาจาถึงกับไม่มีวี่แววความหดหู่ใจก่อนตายแม้แต่น้อย

    สวีปินรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดแล้ว ทว่าไม่สะดวกจะอธิบาย ได้แต่ประสานมือต่อพัศดีพลางบอกว่า “รบกวนเปิดประตูกรง ถอดเครื่องจองจำด้วย” พัศดีถลึงตาที่ค่อนข้างโปนคล้ายคางคกอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ทว่าเมื่อมันกวาดตามองป้ายแถบปลาเงินที่สวีปินกุมอยู่ในมือขวาก็ให้นึกระย่อ ได้แต่ล้วงลูกกุญแจ ไขแม่กุญแจเปิดกรงเสียงดัง สั่งผู้คุมสองคนเข้าไปถอดเครื่องจองจำ

    ผู้คุมทั้งสองท่าทางหวาดกลัวคล้ายกริ่งเกรงต่อจางเสี่ยวจิ้งมาก ตื่นเต้นจนไม่ว่าอย่างไรก็ถอดเครื่องจองจำไม่ออก จางเสี่ยวจิ้งแค่นเสียงอย่างเย็นชา “โง่เง่า นี่เป็นกุญแจงูสามชั้น นิ้วหัวแม่มือต้องดึงจากด้านล่าง ออกแรงตรงกลาง” ผู้คุมทำตามคำบอก เสียงดังแกร็ก ในที่สุดเครื่องจองจำหลุดออกเป็นสองส่วน สองคนแยกจับคนละส่วน ถอยกลับอย่างร้อนรน จางเสี่ยวจิ้งใช้หางตามองพัศดีแวบหนึ่ง พัศดีตัวสั่นสะท้าน รีบหลบสายตามัน

    จางเสี่ยวจิ้งรูปร่างไม่สูง แต่แข็งแกร่งจนคล้ายศิลาเขาไท่ซาน หน้าผากนูนออกเล็กน้อย ล่างหน้าผากคือคิ้วหนาสั้นเหมือนหนอนไหมสีดำสะดุดตาสองตัว มันสะบัดข้อมือที่ปวดชา มองซ้ายมองขวา ตะโกนก้อง “สุราอาหารอยู่ที่ใด ตามระเบียบอำเภอจัดสุรามื้อสุดท้ายก่อนตัดศีรษะเป็นเงินห้าร้อย พวกเจ้าอย่าเบียดบังไปเสีย”

    คนรอบข้างพากันหลบออกปานหลบคนป่วยด้วยโรคระบาด ไม่มีผู้ใดต่อคำ สวีปินก้มเอวเดินลอดเข้าในกรง ประคองแขนมัน เอ่ยเสียงแผ่วเบา “มีคนต้องการพบท่าน…”

    “หืม?”

    จางเสี่ยวจิ้งสีหน้าประหลาดใจ ที่แท้สวีปินมิได้มาเยี่ยมก่อนตาย แต่กลับมารับคนเช่นนั้นหรือ ทว่าคนดีเช่นมันจะมีอิทธิฤทธิ์ช่วยคนคุกที่เป็นนักโทษประหารได้อย่างไร

    สวีปินไม่ได้อธิบายมากนัก เพียงเร่งพัศดีรีบดำเนินขั้นตอน เจ้าหน้าที่ออกหนังสือฉบับหนึ่งอย่างรวดเร็ว ขอให้สวีปินลงนาม พลันที่จางเสี่ยวจิ้งเห็นด้านข้างซองก็รู้ทันที นี่ไม่ใช่หนังสือปล่อยตัวนักโทษ หากแต่เป็นหนังสือเคลื่อนย้ายนักโทษ โดยทั่วไปใช้สำหรับสำนักศาลยุติธรรมต้าหลี่หรือกรมอาญาในการรับตัวนักโทษจากคุกอำเภอ…ทว่าทั้งสองแห่งนี้ยามเคลื่อนย้ายนักโทษมิได้ถอดเครื่องจองจำนักโทษก่อนแต่อย่างใด

    จางเสี่ยวจิ้งสงสัยยิ่งนัก ทว่าในเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาซักถาม มันจึงได้แต่นิ่งเงียบ

    สวีปินเขียนชื่อตนเองลงไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นคนทั้งหมดออกจากคุกนักโทษประหารอันมืดชื้น กลับสู่บนพื้น แสงตะวันส่องผ่านประตูเข้ามาตกลงบนบันไดขั้นสุดท้าย แสงสว่างเจิดจ้าเคียงคู่อยู่กับความมืดก่อเกิดการเปรียบเทียบ จางเสี่ยวจิ้งเหยียบลงบนบันไดขั้นสุดท้ายพลันหยุดเท้า บนใบหน้าแฝงแววสะทกสะท้อนใจอยู่หลายส่วน

    บันไดขั้นนี้คือเส้นแบ่งแยกเป็นตาย เดิมใจมันมุ่งสู่ทางตายแล้ว หากแต่คิดไม่ถึงว่าวนอยู่หน้าด่านประตูผีรอบหนึ่งแล้วยังสามารถกลับมาได้ ประหลาดพิสดารโดยแท้

    จากนี้ไป เป็นตายร้ายดียังไม่ทราบ ทว่าถึงอย่างไรก็ได้ชมดูแสงตะวันมากขึ้น คุ้มค่าแล้ว!

    จางเสี่ยวจิ้งไม่แยแสผู้ใด เดินตรงไปยังบ่อน้ำ เช่นนี้จะมากจะน้อยย่อมไม่สอดคล้องกฎระเบียบอยู่บ้าง แต่ผู้คุมรอบข้างต่างยืนอยู่ไกลๆ ไม่มีใครตวาดห้าม สองแขนปานคีมเหล็กของจางเสี่ยวจิ้งสลับดึงเชือกบ่อน้ำ น้ำบ่อที่มีก้อนน้ำแข็งประปรายหนึ่งถังถูกสาวดึงขึ้นมาทันที มันยกถังน้ำเหนือหัว เทราดรด น้ำเย็นไหลพรูลงบนศีรษะ คนตัวสั่นพร้อมทั้งเผยความพึงพอใจ ล้างคราบไคลสกปรกและสิ่งอัปมงคลในคุกทิ้งไป

    จางเสี่ยวจิ้งวางถังน้ำ แหงนหน้าสุดกำลัง น้ำเย็นหยดลงมาตามเส้นผม แววห้าวหาญกร้าวแกร่งแฝงเร้นอยู่บนร่าง ในเวลานี้ดวงอาทิตย์กำลังร้อนแรง แสงตะวันสีทองสาดลงมาส่องเข้าเบ้าตาซ้ายของมัน ในนี้ไม่มีลูกตามานานแล้ว มีเพียงรอยแผลดาบลึกมากสายหนึ่ง ภายใต้แสงแดดยิ่งสะท้อนความโหดเหี้ยม

    “ฟ้าดินเอ๋ย จากมาสบายดีหรือ”

    มันชูหมัดขึ้นสูง กวัดแกว่งให้กับท้องฟ้า พริบตานั้นแสงเงาสะบัดไหว ใบหน้าด้านข้างที่คล้ายถูกดาบเฉือนขวานถากดูน่าสะพรึงกลัว

    จัดการขั้นตอนหนังสือเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้น สวีปินรีบพาจางเสี่ยวจิ้งออกจากที่ว่าการอำเภอฉางอัน สวีปินใจร้อนรุ่มปานเพลิงเผา กระทั่งชุดนักโทษก็ไม่ทันให้มันเปลี่ยน ด้านหน้าหินผูกม้าหน้าที่ว่าการมีอาชาเหลียงโจวสองตัว หน้าผากม้าพ่วงพีมีผ้าคาดกระดองเต่าทะเลสะดุดตาหนึ่งผืน นี่หมายความว่าม้าพาหนะสองตัวนี้สามารถวิ่งบนถนนใหญ่ทุกสาย หรือรวมกระทั่งถนนหลวงอย่างถนนจูเชวี่ย ไม่ถูก ‘บัญญัติสัญจร’ บังคับควบคุม

    ทั้งสองคนแยกขึ้นหลังม้าคนละตัว จางเสี่ยวจิ้งถามว่า “ไปที่ใด”

    สวีปินตอบ “พะ…พวก…พวกเรากลับจิ้งอันซือที่กวงเต๋อฟาง” มันเหลือบมองนาฬิกาแดดหน้าที่ว่าการแวบหนึ่ง “ต้องรีบไป อืม ต้องรีบ…ต้องถึงภายในหนึ่งเค่อครึ่ง”

    “ถึงภายในหนึ่งเค่อแน่นอน” จางเสี่ยวจิ้งใช้นิ้วนางถูหูม้า เจ้าม้ามีการตอบสนองต่อสัมผัสที่ฉับไว มันแสดงปฏิกิริยาพึงพอใจมาก

    เขตนอกของฉางอันถูกแบ่งด้วยถนนจูเชวี่ย ฟากตะวันออกขึ้นกับอำเภอวั่นเหนียน ฟากตะวันตกขึ้นกับอำเภอฉางอัน ดังนั้นคุกของอำเภอฉางอันจึงตั้งอยู่ที่หย่งต๋าฟางของเมืองตะวันตก จะไปกวงเต๋อฟางต้องไปทางตะวันตกผ่านถนนใหญ่สามสาย วกขึ้นเหนือผ่านทางแยกอีกสี่ถนน ระยะทางทั้งหมดราวสิบลี้ คิดไปถึงภายในหนึ่งเค่อจำเป็นต้องเร่งม้าสุดกำลัง มิอาจติดขัดเสียเวลาแม้แต่น้อย

    ทั้งสองสะบัดแส้เร่งม้าพุ่งทะยานไปบนถนนใหญ่ อาชาสูงใหญ่สองตัววิ่งห้อตะบึงไป ไม่ว่าคนเดินถนนหรือว่าเกี้ยวแบกหามตามถนนกลัวจะถูกชนต่างพากันหลบออก เห็นชัดเจนว่าฝีมือบังคับม้าของสวีปินไม่สู้จางเสี่ยวจิ้ง ทั้งร่างของมันฟุบหมอบอยู่บนหลังม้า สองมือจับสายบังเหียนสุดกำลัง สภาพทุลักทุเล

    จางเสี่ยวจิ้งลดความเร็วลงเล็กน้อย ตีคู่กับสวีปิน เหลือบมองด้วยตาเดียว “โหย่วเต๋อ นี่เป็นเรื่องใดกันแน่”

    สวีปินฝืนทรงกายบนหลังม้ามั่นคง หอบหายใจครั้งหนึ่งแล้วจึงเอ่ยปาก “ที่เอาตัวท่านออกมาคือจิ้งอันซือ”

    “จิ้งอันซือหรือ” จางเสี่ยวจิ้งประหลาดใจอยู่บ้าง มันคุ้นเคยกับระบบขุนนางของฉางอัน ทว่ากลับไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

    สวีปินอธิบาย “จิ้ง มาจากสยบความวุ่นวาย อัน มาจากสี่ทิศไร้เภทภัย กองพิทักษ์นคราจิ้งอันซือเป็นหน่วยราชการที่ราชสำนักเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ดูแลเรื่องปราบโจรรักษาความสงบของฉางอัน…เรื่องเหล่านี้มีขึ้นหลังจากท่านเข้าไปแล้ว…ขณะนี้กำลังรวบรวมยอดฝีมือ ดังนั้นข้าจึงเสนอชื่อท่าน”

    จางเสี่ยวจิ้งเลิกคิ้วคล้ายหนอนไหมขึ้นสูง ที่ผ่านมากรมกองที่รับผิดชอบความสงบสุขของเมืองฉางอันมีกองกำลังจินอู๋ มีกองกำลังลาดตระเวนของสำนักตรวจการ มีกองปราบประจำอำเภอฉางอันและวั่นเหนียน นี่ต้องเป็น ‘โจร’ ประเภทใด จึงสามารถบีบคั้นราชสำนักให้ก่อตั้งหน่วยงานกรมกองใหม่มารับมือ

    สวีปินพูดต่ออีกว่า “ผู้บัญชาการจิ้งอันซือชื่อหลี่ปี้ ชื่อรองฉางหยวน อาศัยตำแหน่งราชบัณฑิตไต้จ้าวควบคุมกองพิทักษ์นคราจิ้งอันซือ และเป็นผู้บัญชาการหลี่ที่ต้องการพบท่าน”

    จางเสี่ยวจิ้งส่งเสียงลอดไรฟัน ยิ่งสงสัยมากกว่าเดิม ยิ่งแปลกประหลาดกว่าปกติ ภาระหน้าที่ของจิ้งอันซือคือ ‘ดูแลเรื่องปราบโจรรักษาความสงบ’ ภารกิจย่อมมีมากมาย ให้ขุนนางบุ๋นตำแหน่งไม่สลักสำคัญอย่างราชบัณฑิตไต้จ้าวมาดูแลจับโจร นี่มิใช่ล้อเล่นหรอกหรือ

    สมองของจางเสี่ยวจิ้งค้นหาชื่อเร็วรี่ พลันคิดขึ้นได้ “หรือว่า…เป็นทารกเทพร่ายหมากผู้นั้น”

    สวีปินพยักหน้าอย่างมีความหมายลึกซึ้ง

    รัชศกไคหยวนปีที่สิบสาม เด็กอัจฉริยะวัยเจ็ดขวบนามหลี่ปี้ถูกส่งเป็นราชบรรณาการเข้าสู่วัง จักรพรรดิกำลังทรงหมากกับราชเลขาจางซัว พระองค์ทรงให้จางซัวกับหลี่ปี้แต่งโคลงหัวข้อ ‘เหลี่ยมกลมไหวนิ่ง’ ที่จางซัวเขียนคือ ‘เหลี่ยมดั่งกระดาน กลมดั่งตัวหมาก ไหวดั่งหมากเดิน นิ่งดั่งหมากตาย’ ส่วนหลี่ปี้เขียนว่า ‘เหลี่ยมดั่งเดินธรรม กลมดั่งเดินปัญญา ไหวดั่งสำแดงเดช นิ่งดั่งโอนอ่อน’ เป็นที่โปรดปรานมากจนมีรับสั่งส่งตัวเข้าวังตะวันออก ให้เล่าเรียนร่วมกับรัชทายาท

    คำนวณดูแล้ว บัดนี้หลี่ปี้อายุยี่สิบหกปี พอดีเป็นวัยทะเยอทะยาน ปรารถนาสร้างชื่อเสียง ผู้บัญชาการจิ้งอันซือตำแหน่งต่ำทว่าอำนาจสูง หากสามารถสั่งสมผลงานสร้างความดีความชอบ ย่อมเป็นบันไดไต่เต้าอันดียิ่ง คิดถึงตรงนี้จางเสี่ยวจิ้งใช้นิ้วหัวแม่มือที่ค่อนข้างเล็กกรีดเบ้าตาซ้าย หัวเราะหึๆ “ผู้บัญชาการหลี่กระหายผู้มีฝีมือเยี่ยงนี้ ดูท่าจิ้งอันซือเผชิญปัญหายุ่งยากใหญ่หลวงเข้าแล้วกระมัง” ยามอดีตนักโทษผู้นี้กล่าววาจามักแฝงแววเสียดสีอยู่เล็กน้อย

    สวีปินรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง รีบเบนสายตาหลบ สายตาของสหายมันร้ายกาจมาก วาจาคารมก็ตรงเกินไปอีก สองสิ่งนี้รวมอยู่ด้วยกันทำให้ผู้คนยากจะทานทนได้จริงๆ

    “ขออภัย เรื่องนี้ข้ายังไม่สามารถพูดได้ อะ…อีก…สักครู่ผู้บัญชาการหลี่จะบอกต่อท่านเอง”

    จางเสี่ยวจิ้งหัวเราะร่า “ได้ ไม่ถาม เรื่องใดๆ ล้วนไม่สำคัญแล้ว ยังจะมีเรื่องใดอนาถไปยิ่งกว่าถูกตัดหัวอีกเล่า”

    สายตาของสวีปินจ้องไปด้านหน้า สีหน้าเคร่งเครียด “เรื่องนี้…เกรง…เกรงว่าอาจอนาถยิ่งกว่า”

     

    ขณะที่ทั้งสองกำลังเร่งรีบมุ่งไปจิ้งอันซือ เฉาพั่วเหยียนเพิ่งปีนขึ้นตลิ่งคูน้ำอันสูงชัน ข้างตลิ่งมีป้ายศิลาชิงสือสูงกว่าสองจั้ง สลักอักษรสี่ตัว ‘คูเหนือหย่งอัน’ มันใช้ทั้งมือทั้งเท้าตะกายไปหาป้าย นั่งพิงป้ายหินสีหน้าขาวซีด หอบหายใจไม่หยุด

    ศอกซ้ายของมันงออยู่ตลอดเวลา เงี่ยงปลายศรสีดำยื่นออกมาจากในข้อศอก แขนเสื้อมีคราบเลือดประปราย มันโชคดีมาก หากติดหัวลูกศร เกรงว่าแขนต้องพิการแล้วทั้งท่อน

    ทันใดนั้น ใบหูเฉาพั่วเหยียนกระดิก คนหมอบร่างลงอย่างรวดเร็ว ใช้ป้ายหินกำบังตน บนถนนใหญ่ที่ไม่ไกลนัก พลลาดตระเวนของกองกำลังจินอู๋กลุ่มหนึ่งเคลื่อนขบวนมาอย่างเอิกเกริก ถนนสายนี้คนเดินทางและรถม้ามากมายถึงขั้นเบียดเสียด พลลาดตระเวนมิอาจไม่ร้องตวาดจึงพอจะเปิดทางออกสายหนึ่ง…ในสภาพเช่นนี้แทบไม่มีผู้ใดสนใจความเคลื่อนไหวในคลอง

    รอจนพลลาดตระเวนไปไกลแล้ว เฉาพั่วเหยียนจึงใช้มือขวากุมศอกซ้าย ลุกขึ้นช้าๆ มันมองไปรอบกาย ขณะจะก้าวเดินออกไป ทันใดนั้นในหัวพลันเย็นเยียบ ไม่ไกลนักมีคนผู้หนึ่งเดินหลบออกถนนใหญ่ ก้าวข้ามร่องระบายน้ำ กำลังเดินโงนเงนมาทางป้ายศิลา

    บุรุษเมามายวัยสี่สิบกว่า สวมเสื้อคลุมสีขาวเป้ากางเกงขาด อกเสื้อมีรอยเปียกชุ่ม เดินหนึ่งก้าวเอียงเซสามครั้ง ดูท่าคงดื่มไปไม่น้อย เฉาพั่วเหยียนได้แต่ย่อตัวลงต่ำอีกครั้ง พยายามกดเสียงหายใจลงเบาที่สุด

    คนเมานี้เดินมาถึงหน้าป้ายศิลา ส่งเสียงเรอดังมาก จากนั้นเลิกด้านข้างชุดยาวขึ้น ปลดสายรัดเอวเสียงดังสวบสาบ ถึงกับปัสสาวะรดป้าย ปัสสาวะครั้งนี้นานมาก ชายเมามายยังนึกคะนอง ประคององคชาตฉีดชำระฝุ่นดินบนป้าย พอปัสสาวะเสร็จแล้วผูกสายรัดเอว หมุนตัวจะเดินออกไป พลันก้มหน้าลงส่งเสียงอุทาน “เอ๋?”

    มันเห็นบนตลิ่งมีรอยน้ำเปรอะเปื้อนจากคลองมาถึงป้ายศิลา อีกทั้งรอยเท้าสับสนบนรอยน้ำ คนเมาอยากรู้อยากเห็น เดินไปด้านหน้าอีกหลายก้าว อ้อมป้ายหิน พอดีประจันหน้ากับเฉาพั่วเหยียนที่ด้านหลังป้าย

    คนเมาชะงัก จากนั้นหัวเราะฮ่าๆ ปากก็พูดว่า “จื่อเหม่ย ที่แท้เจ้ากลับมาแล้ว มาๆ พวกเราดื่มกันสักจอก”

    เฉาพั่วเหยียนยื่นมือออก รัดคอมันเอาไว้ อีกฝ่ายยังคงพูดพล่ามว่าอย่าล้อเล่น เพียงพริบตาถัดมาเสียงกระดูกคอหักดังมาจากหลังแผ่นศิลาใหญ่ เสียงพูดพล่ามเงียบหายทันที

    ไม่นานนัก เฉาพั่วเหยียนสวมเสื้อคลุมยาว เดินไปตามถนนใหญ่ด้วยท่าทางไม่มีพิรุธ ชาวหูสวมชุดยาวของชาวฮั่นพบเห็นได้ดาษดื่นในฉางอัน มันจึงเดินปะปนเข้าในหมู่คนเหมือนเม็ดทรายหนึ่งเม็ดตกเข้าไปในทะเลทรายเช่นนี้เอง

     

    จางเสี่ยวจิ้งกับสวีปินมาถึงกวงเต๋อฟาง พอดีใช้เวลาหนึ่งเค่อ แต่ต้องจ่ายค่าทดแทนด้วยผ้าโพกของสวีปินที่ปลิวหลุดไป ผ่านด่านตรวจค้นตัวอย่างเคร่งครัดแล้วทั้งสองคนเข้าพบหลี่ปี้ที่อุทยานอันเงียบสงัดด้านหลังตำหนักใหญ่จิ้งอันซือ

    ที่นี่เป็นห้องพักผนังขาวกระเบื้องเทา นั่งพื้นกับโต๊ะอย่างเรียบง่าย ใต้หน้าต่างปล่อยให้ดอกเหริ่นตง เถาจื่อจิงม่วง และไผ่เหลืองหลายกระถางอยู่ในสภาพกึ่งเหี่ยวแห้งตามยถากรรม ชัดเจนว่าเจ้าของสถานที่ไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องการตกแต่งประดับประดาแต่อย่างใด สิ่งพิเศษเพียงหนึ่งอย่างคือนาฬิกาแดดชี้เอียงสู่ท้องฟ้า เห็นได้ว่าผู้เป็นเจ้าของใส่ใจต่อเวลามาก รอบนาฬิกาแดดมีร่องน้ำเล็กล้อมอยู่ น้ำใสไหลรินเคี้ยวคดไปสวนด้านหลัง

    สวีปินคืนป้ายแถบปลาเงิน โค้งกายแล้วถอยกลับออกไป เหลือเพียงจางเสี่ยวจิ้งกับหลี่ปี้ตามลำพัง

    จางเสี่ยวจิ้งประสานมือโค้งคารวะ ดวงตาข้างเดียวฉวยโอกาสมองสำรวจอย่างรวดเร็ว ‘ทารกเทพร่ายหมาก’ ผู้มีใบหน้างามใสนี้สวมชุดขุนนางสีเขียวเข้ม สอดรับกับตำแหน่งขุนนางระดับหกอย่างราชบัณฑิตไต้จ้าว ทว่าป้ายปลาต้องเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับห้าขึ้นไปเท่านั้นจึงมีไว้ประจำกายได้ มันได้รับพระราชทานป้ายแถบปลาเงิน แสดงว่าจักรพรรดิพระราชทานข้ามระดับขั้น…จากจุดเล็กน้อยนี้ก็สามารถรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นขุนนางคนโปรดมากปานใด

    อย่างไรก็ตาม ยามนี้หลี่ปี้กลับมิได้อิ่มเอมใจ แม้คนพยายามบังคับจิตใจให้นิ่งสงบอย่างเต็มกำลัง ทว่ากล้ามเนื้อปลายคิ้วและริมฝีปากเขม็งตึงตลอดเวลา จางเสี่ยวจิ้งมองออกในแวบแรก คนหนุ่มผู้นี้กำลังแบกรับแรงกดดันใหญ่หลวง

    ที่น่าสนใจคือหลี่ปี้ถึงกับถือแส้ปัด ไม่ทราบว่าหัวหน้าของจิ้งอันซือเหตุใดถึงถือข้าวของสำหรับประกอบพิธีกรรมแบบนักพรต

    หลี่ปี้โบกแส้ปัดครั้งหนึ่ง ไม่โอภาปราศรัยทักทายใดๆ แต่โพล่งตรงประเด็นทันที “สิ่งที่ข้าจะกล่าวกับท่านจากนี้ไปเป็นความลับสูงสุดของราชสำนัก ท่านมีทางเลือกเพียงสองทาง ทำเรื่องให้ข้า หรือกลับไปรอความตาย”

    จางเสี่ยวจิ้งยังคงนิ่งเงียบ มันรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามหาได้ต้องการคำตอบไม่ เป็นเพียงย้ำตำแหน่งผู้ชี้นำการสนทนาเท่านั้น

    หลี่ปี้เดินไปข้างโต๊ะ ออกแรงดึงผ้าขาวบางผืนกว้างบนผนังลงมา เผยให้เห็นแผนที่ชายแดนต้าถังฉบับสมบูรณ์ ใช้แส้ปัดชี้ไปยังจุดหนึ่งทางด้านเหนือ

    “รัชศกเทียนเป่าปีที่หนึ่ง เดือนแปด ในทูเจวี๋ยเกิดความวุ่นวาย อูซูหมี่ซือข่านองค์ใหม่นำทหารก่อกบฏไม่ยอมสยบ แม่ทัพเจี๋ยตู้สื่อแห่งซั่วฟางหวังจงซื่อร่วมกับเผ่าป๋าซีมี่ หุยหู เก๋อหลัวลู่ ยกทัพปราบปราม ทำศึกหนึ่งปีครึ่ง บัดนี้ข่านทูเจวี๋ยจนตรอกแล้ว”

    น้ำเสียงกระจ่างสดใส สงบเยือกเย็น ลำดับขั้นตอนการถ่ายทอดเรื่องราวดียิ่ง คล้ายฝึกซ้อมมาหลายครั้ง

    หลี่ปี้พูดพลางหยิบบันทึกที่ใช้แพรแดงทำเป็นที่คั่นลงมาจากบนชั้นหนังสือด้านข้าง โยนให้จางเสี่ยวจิ้ง นี่เป็นม้วนหนังสือขนาดยาว มีแถบกระดาษติดแนวขวางมากมาย ลายพู่กันบนแถบกระดาษหวัดมาก ที่ยาวร้อยตัวอักษร ที่สั้นก็หนึ่งตัวอักษร จัดเรียงตามวันเวลา แยกออกมาดูเดี่ยวๆ ล้วนความหมายไม่ละเอียด ทว่าเมื่อเปิดบันทึกยาวออกเพิ่ม จางเสี่ยวจิ้งกลับยิ่งอ่านยิ่งตกตะลึง

    “ปีที่สอง ต้นเดือนเก้า สำนักตรวจการหลิวโฮ่วฟากอุดรส่งหนังสือลับฉบับหนึ่งมา รายงานว่าข่านทูเจวี๋ยส่งกำลังพลพิเศษสุนัขป่าหลายหมู่ลอบเข้าฉางอัน ประสงค์ร้ายต่อโอรสสวรรค์ หวังกอบกู้การศึกที่แนวหน้า นักรบสุนัขป่าเหล่านั้นเป็นสุดยอดนักรบอันน่าสะพรึงกลัวแห่งดินแดนทุ่งหญ้า โหดเหี้ยม ฉลาดเจ้าเล่ห์ จงรักภักดีต่อข่านสุดชีวิต เพื่อรับมือป้องกันยอดนักรบเหล่านี้โดยเฉพาะ ราชสำนักจึงจัดตั้งจิ้งอันซือ” หลี่ปี้หยุดครู่หนึ่งค่อยกล่าวสืบต่อ “ทว่าแท้จริงแล้วแผนของชาวทูเจวี๋ยเป็นเช่นไรกันแน่ พวกเรากลับไม่ทราบ สำนักตรวจการหลิวโฮ่วกับจิ้งอันซือทุ่มเทสุดกำลังก็เพียงพอจะสืบรู้ความเคลื่อนไหวของหนึ่งหมู่ในนั้นเท่านั้นเอง”

    พูดถึงตรงนี้ หลี่ปี้ใช้ข้อนิ้วมือเคาะโต๊ะเตี้ยไม้สนเบาๆ “เดิมทีจิ้งอันซือวางแผนเชิญท่านลงโอ่ง คิดใช้พวกนักรบสุนัขป่ากลุ่มนี้เป็นเหยื่อล่อผู้ซุ่มซ่อนอื่นๆ น่าเสียดายที่ผู้ใต้บัญชาข้าไร้ความสามารถ ล้มเหลวในจังหวะสุดท้าย ครึ่งชั่วยามก่อนถึงกับปล่อยคนร้ายสำคัญหนีหลุดรอดไป!”

    หลี่ปี้สั่งคนนำบันทึกโต้ตอบการไล่ล่านั้นมาให้อีกฝ่ายอ่านดู คล้ายคิดทดสอบไปด้วย จางเสี่ยวจิ้งพลิกอ่านรอบหนึ่ง ชี้ที่บันทึกหนึ่งในนั้นก่อนเอ่ยว่า “ชาวทูเจวี๋ยมาจากดินแดนทุ่งหญ้า หูจึงไวต่อเสียงม้าที่สุด ผู้บัญชาการหลี่ ท่านออกคำสั่งไล่คนไล่สัตว์รอบๆ โรงเก็บสินค้าเร็วเกินไป จากมีเสียงจู่ๆ กลายเป็นไร้เสียง ย่อมสะกิดความหวาดระแวง”

    หลี่ปี้ได้ฟังมิอาจไม่ตะลึงพรึงเพริด ก่อนหน้านี้จิ้งอันซือเคยถกเถียงเรื่องเฉาพั่วเหยียนไหวตัวจากเหตุใด ผลสรุปคือไร้ข้อสรุป ต่างคนก็เห็นต่างกัน หลี่ปี้เข้าใจมาตลอดว่าชุยลิ่วหลางไร้ความสามารถจึงเผยพิรุธ คิดไม่ถึงว่าต้นเหตุถึงกับอยู่ที่ตนนี่เอง เดิมทีมีเจตนาทดสอบคนผู้นี้ หยั่งเชิงว่ามีความสามารถหรือไม่ ผลสุดท้ายกลับถูกจี้จับจุดผิดพลาดของตนได้

    เมื่อคิดถึงตรงนี้ แรกสุดหลี่ปี้ค่อนข้างละอายใจอยู่บ้าง ทว่าสุดท้ายกลับยิ้มเล็กน้อย…นี่มิใช่บุคคลที่จิ้งอันซือกำลังเสาะหาหรอกหรือ

    จางเสี่ยวจิ้งกลับสีหน้าเรียบเฉย มันเป็นหัวหน้าปู้เหลียงเหรินในฉางอันเก้าปี คดีประหลาดพิสดารใดๆ ล้วนผ่านมือมาหมดสิ้น เรื่องอนุมานเหตุการณ์ง่ายดายเช่นนี้ไม่อาจนับเป็นอันใดได้

    หลี่ปี้ถอนหายใจ เอ่ยว่า “เมื่อแผนเชิญท่านลงโอ่งล้มเหลว เบาะแสทุกอย่างขาดสะบั้น หนึ่งเดียวที่เราแน่ใจคือพวกนักรบสุนัขป่าต้องลงมือในเทศกาลโคมซั่งหยวนคืนนี้แน่นอน!” พูดถึงตรงนี้ก็มองไปยังนาฬิกาแดดนอกหน้าต่าง ประกายตาเย็นเยียบ

    จางเสี่ยวจิ้งได้ฟังก็ตกใจมาก ที่ผ่านมาเทศกาลโคมซั่งหยวน ยามโหย่วจุดโคม บัดนี้ผ่านยามซื่อแล้ว นับเต็มที่เหลือเพียงสี่ชั่วยามเท่านั้น

    ภายในสี่ชั่วยามจิ้งอันซือต้องควานหานักรบสุนัขป่าทั้งหมดออกมาจากในหมู่คนนับร้อยหมื่นของเมืองฉางอัน นี่เกือบจะเป็นภารกิจที่ไม่อาจกระทำสำเร็จ

    บัดนี้จางเสี่ยวจิ้งเข้าใจแล้วว่าเหตุไฉนหลี่ปี้รีบร้อนนำตัวมันออกจากคุกนักโทษประหาร เรื่องนี้สำคัญเกินไป ยากเกินไป กระชั้นเกินไป วิธีธรรมดาใช้ไม่ได้แม้แต่น้อย ขุนนางหนุ่มผู้นี้มิอาจไม่ใช้แผนความเสี่ยงสูงยิ่ง ลดตัวลดศักดิ์ศรีลงมาสนทนากับนักโทษประหาร

    ร่างสูงเพรียวของหลี่ปี้โน้มมาด้านหน้า “ภายในสี่ชั่วยาม สามารถกระทำได้หรือไม่”

    จางเสี่ยวจิ้งย้อนถาม “ไฉนเลือกข้า”

    “ข้าตรวจดูประวัติของท่านแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านอยู่แดนประจิมเคยคลุกคลีกับชาวทูเจวี๋ย สมควรมีประสบการณ์รับมือพวกมัน อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าปู้เหลียงเหรินที่ฉางอันเก้าปี เกรงว่าไม่มีผู้ใดคุ้นเคยสภาพเมืองนี้ดีไปกว่าท่านอีกแล้ว” ผู้พูดเจตนาหยุดครู่หนึ่ง จากนั้นยกมือข้างหนึ่งขึ้น “ขอเพียงกระทำเรื่องนี้สำเร็จ ข้ารับประกันด้วยราชโองการอภัยโทษ”

    สำหรับนักโทษประหาร ไม่มีสิ่งใดมีค่ายิ่งกว่าราชโองการอภัยโทษอีกแล้ว

    ทว่าจางเสี่ยวจิ้งไม่เผยท่าทีให้เห็นว่าตื่นเต้นยินดี ตาข้างเดียวของมันหรี่ลงเล็กน้อยคล้ายกำลังครุ่นคิดอันใด จากนั้นประสานมืออย่างนอบน้อม “ขอบคุณความปรารถนาดีของท่านผู้บัญชาการ ผู้น้อยยินยอมกลับคุกรอความตาย”

    หางคิ้วหลี่ปี้กระตุกครั้งหนึ่ง ถึงกับปฏิเสธโอกาสสามารถมีชีวิตรอดเพียงหนึ่งเดียวหรือ เพราะเหตุใด

    “ฉางอันมีหนึ่งร้อยแปดฟาง คิดหาตัวพวกทูเจวี๋ยออกมาภายในสี่ชั่วยาม กระทั่งเทพเซียนก็จนปัญญา ถึงอย่างไรล้วนมีแต่ความตาย ตอนนี้ข้ากลับคุกยังตกตายอย่างสบายกว่า” จางเสี่ยวจิ้งผายสองมือออก จากนั้นหันกายเดินกลับ

    “แต่งตั้งเป็นขุนพลเซวียนเจี๋ยและเพิ่มตำแหน่งแม่ทัพซั่งฝู่อีกตำแหน่งหนึ่ง พอหรือไม่”

    “นี่มิใช่ปัญหาเรื่องค่าตอบแทนแต่อย่างใด”

    สีหน้าหลี่ปี้เคร่งเครียดทันที “ข้าไม่อาจเสียเวลาอีกแล้ว บอกเงื่อนไขของท่านมา!” แทบไม่เชื่อว่าจะมีคนละทิ้งโอกาสเช่นนี้ นอกจากไม่คิดมีชีวิตแล้ว

    จางเสี่ยวจิ้งก้าวเดินต่อ “ข้าบอกไปแล้ว นี่มิเกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนมากน้อยแต่อย่างใด ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้”

    “ท่านแค้นชาวทูเจวี๋ยหรือไม่” ทันใดนั้นหลี่ปี้ถามเรื่องไม่เกี่ยวข้อง

    จางเสี่ยวจิ้งชะงักเท้าทันที

    “แค้น” เสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก

    เสียงหลี่ปี้ดังขึ้นกว่าเดิมกะทันหัน “ในเมื่อเคียดแค้นชาวทูเจวี๋ยปานนั้น หรือคิดนั่งดูดายปล่อยสัตว์ป่าพวกนั้นอาละวาดทำลายฉางอัน”

    จางเสี่ยวจิ้งยังคงหันหลังให้ “ฉางอันเบื้องบนมีโอรสสวรรค์ร้อยขุนนาง เบื้องล่างมีทหารกล้านับสิบหมื่น ไฉนเรื่องจับชาวทูเจวี๋ยกลับตกเป็นภาระของนักโทษประหารเช่นข้า” ในน้ำเสียงของมันแฝงแววเสียดสีอยู่บ้าง

    หลี่ปี้ตวาดเกรี้ยวกราด “เพราะว่าตอนนี้คนที่สามารถกอบกู้เมืองฉางอันมีเพียงท่าน!” วาจานี้เค้นออกอย่างอับจนปัญญา ขณะจางเสี่ยวจิ้งกำลังจะส่ายศีรษะเดินจาก คิดไม่ถึงว่าหลี่ปี้สาวเท้าเร็วรี่มาตรงหน้า ไม่คำนึงถึงบรรดาศักดิ์ของตัวเอง ดึงรั้งแขนเสื้อมันเอาไว้ พลิกร่างขวางอยู่เบื้องหน้า คิ้วกระบี่สองสายขมวดเข้าหากันเกือบชิดติด

    “จางเสี่ยวจิ้ง ข้ารู้ว่าท่านยังเคืองแค้นราชสำนัก แต่เรื่องวันนี้เกี่ยวพันถึงการรักษาพระเกียรติ และไม่ใช่เพื่อเส้นทางขุนนางของข้าหลี่ปี้ แต่เพื่อความปลอดภัยของราษฎรทั้งเมือง! เข้าใจหรือไม่ เพื่อราษฎร หากท่านละทิ้งไปจะตอบมโนธรรมเยี่ยงไร! ข้าไม่อยากรู้ว่าท่านคิดเช่นไร แต่ท่านจะต้องกระทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ! นี่คือชีวิตคนหลายสิบหมื่น! ชีวิตคน!”

    พูดถึงตอนท้าย เสียงหลี่ปี้ถึงกับสั่นเล็กน้อย ฟังออกชัดๆ ว่าเป็นเพราะอารมณ์พลุ่งพล่าน นี่มิได้พบเห็นบ่อยนัก

    จางเสี่ยวจิ้งคิดไม่ถึงว่าขุนนางหนุ่มผู้นี้จะเสียกิริยากะทันหัน เมื่อได้ยินคำว่า ‘ชีวิตคน’ ในใจมันหวั่นไหวเล็กน้อย ไม่ทราบเพราะเหตุใดภาพภูเขาศพทะเลเลือดในความฝันปรากฏขึ้นอีกครั้ง ธงสุนัขป่าอันน่าสะพรึงกับเสียงร้องไห้ปนเป หลังจากนิ่งเงียบยาวนาน สุดท้ายมันค่อยทอดถอนใจยาวๆ “เอาเถิด ผู้บัญชาการหลี่ ท่านชนะใจข้าแล้ว”

    หลี่ปี้คลายแขนเสื้อของอีกฝ่าย ถอยหลังหนึ่งก้าว คืนกลับสู่กิริยาไว้ตัวอีกครั้ง “ที่ข้ารับปากก่อนหน้า ยังคงมีผล”

    จางเสี่ยวจิ้งนิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “แต่ข้ามีเรื่องขอร้อง ทางการยามลงมือกระทำเรื่องต่างๆ มีสิ่งต้องคำนึงมากเกินไป ไม่ว่ากระทำอันใดล้วนถูกมัดมือมัดเท้า หากต้องการให้ข้าจับโจรพวกนี้ภายในสี่ชั่วยามก็ต้องทำตามกฎของข้า”

    “กฎของท่าน…คือสิ่งใด”

    “ก็คือไม่แยแสกฎใดๆ” ตาขวาของจางเสี่ยวจิ้งฉายประกายอันตรายกร้าวแกร่ง

    หลี่ปี้เป็นคนฉลาด เข้าใจความหมายของจางเสี่ยวจิ้งทันที น้ำในเมืองฉางอันลึกเกินไป ผู้มีอำนาจมากมายหลายกลุ่มคานอำนาจกันและกัน กระทำการใดล้วนติดขัดหลายชั้น หากไร้ดาบสะบั้นเชือกปอวุ่นวายกลุ่มนี้ มิพักกล่าวถึงสี่ชั่วยาม กระทั่งสี่เดือนก็ไม่แน่ว่าจะมีผลสัมฤทธิ์ จางเสี่ยวจิ้งต้องจับกุมชาวทูเจวี๋ยในฉางอันภายในสี่ชั่วยาม จำเป็นต้องมีอำนาจเด็ดขาดที่สามารถบดทำลายทุกอย่างได้…คิดกระทำสิ่งใดก็กระทำสิ่งนั้น ทุกคนต้องให้ความร่วมมือ ไม่มีใครสามารถขัดขวาง

    หลี่ปี้ลังเลครู่หนึ่ง คนผู้นี้เป็นหัวหน้าปู้เหลียงเหรินแห่งฉางอันนานเก้าปี ฝีมืออำมหิตใดๆ ล้วนมีพร้อม หากกระทำการต่างๆ โดยมิต้องถูกผูกมัดเข้าจริง ยากคาดเดาว่าจะก่อเกิดผลกระทบใหญ่หลวงปานใด

    จางเสี่ยวจิ้งเห็นมันไม่กล่าววาจาก็หัวร่อหึๆ อย่างเย็นชา หมุนกายจะเดินออกไป

    “ช้าก่อน!”

    ในที่สุดหลี่ปี้ตัดสินใจเด็ดขาด มันยกมือขวา เผยให้เห็นป้ายห้อยเอวเหลืองอร่าม สลักตัวอักษรสี่ตัว ‘จิ้งอันพิทักษ์’

    “นับแต่บัดนี้ไปท่านก็คือผู้บัญชาการทหารประจำนครหลวงของจิ้งอันซือ เมื่อถือป้ายนี้ พลเฝ้าระวังของหอสังเกตการณ์ ผู้ควบคุมฟาง ผู้ควบคุมหลี่ รวมถึงทหารรักษาความสงบย่านร้านค้า พลเดินเท้า พลลาดตระเวนม้า ทหารรักษาประตูเมือง ปู้เหลียงเหรินทั้งสองอำเภอของศาลว่าการจิงจ้าวในเมืองฉางอัน ล้วนต้องเชื่อฟังคำสั่งท่าน เห็นป้ายดุจเห็นข้า”

    จางเสี่ยวจิ้งรับป้ายห้อยเอวไปอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ผูกเข้ากับสายรัดเอว มัดปมจิ่วเหอแน่นหนา ตั้งแต่นี้ไปมันก็คือนักโทษประหารที่มีอำนาจมากที่สุดทั่วทั้งฉางอัน

    หลี่ปี้พลันถามว่า “ข้าให้อำนาจยิ่งใหญ่ปานนี้ หากท่านหลบหนีไปจะทำเช่นไรเล่า”

    “ไม่มีคำสัญญา” จางเสี่ยวจิ้งตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “คน เป็นท่านเลือก ทาง ข้าเป็นคนเลือก พวกเราต่างต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือก”

    การสนทนายุติลงเช่นนี้ หลี่ปี้สั่นกระดิ่งบนโต๊ะ เรียกหญิงรับใช้มาสองคน พวกนางนำจางเสี่ยวจิ้งไปห้องปีกที่ไม่ไกลนัก ให้มันถอดชุดนักโทษสกปรกทิ้ง เปลี่ยนเสื้อและกางเกงฝ้ายสีน้ำตาลเคลื่อนไหวสะดวก เมื่อเสร็จสิ้นแล้วหลี่ปี้นำจางเสี่ยวจิ้งมาตำหนักใหญ่ของจิ้งอันซือด้วยตนเอง

    ที่นี่คือศูนย์กลางของทั้งหน่วยงาน ชุมนุมยอดฝีมือจากฝ่ายต่างๆ ศูนย์รวมข่าวสารทางการทหารจากทุกหนทุกแห่ง ศึกษา แยกแยะ นำไปใช้ ในห้องปีกยังมีคลังขนาดมหึมา ด้านในวางทับซ้อนไปด้วยม้วนหนังสือตำราทุกด้าน ตั้งแต่ข้อมูลของหกกรมแห่งฉางอันไปจนถึงตลาดสองฟากนคร สามารถพลิกอ่านสืบค้นทุกเวลา สวีปินมีความสามารถด้านนี้จึงถูกโยกย้ายข้ามมา

    ที่จางเสี่ยวจิ้งตื่นตาตื่นใจที่สุดคือหอสังเกตการณ์ของจิ้งอันซือ

    ในแต่ละฟางทั่วฉางอันต่างตั้งหอสังเกตการณ์สองถึงสามหอ ยามปกติใช้จับตาโจรขโมย แจ้งเตือนอัคคีภัย ภายใต้มือหลี่ปี้ บัดนี้หอสังเกตการณ์เพิ่มความสามารถขึ้นอีกหนึ่งอย่าง จัดตั้งพลเฝ้าระวังควบคุมธงเป็นกรณีพิเศษ พวกมันสามารถสื่อสารด้วยรหัสธงที่กำหนดไว้แล้ว กลางวันใช้ธง กลางคืนใช้ความสว่างและมืดจากโคมไฟ

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ยามหอสังเกตการณ์ใดๆ พบเห็นเหตุในเมือง ล้วนสามารถส่งข่าวถึงศูนย์กลางจิ้งอันซืออย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกัน ศูนย์กลางจิ้งอันซือก็สามารถออกคำสั่งต่อจุดใดๆ ได้อย่างรวดเร็ว

    เห็นชัดเจนว่าสิ่งนี้ลอกแบบมาจากหอสัญญาณควันชายแดน ทว่าคล่องตัวกว่าหอควันมาก ระยะห่างของแต่ละหอสังเกตการณ์ราวครึ่งลี้ ข่าวการทหารสามารถข้ามเมืองได้ในอึดใจ มองเพียงแวบเดียวจางเสี่ยวจิ้งก็รู้ซึ้งถึงประโยชน์ใช้สอยของสิ่งนี้ นี่หมายความว่าไม่ว่ามันอยู่ที่ใดในฉางอันล้วนสามารถติดต่อกับจิ้งอันซือผ่านหอสังเกตการณ์ได้ทุกเวลา เหมือนมีดวงตาไร้สภาพใหญ่มหึมามองฉางอันจากเบื้องบน

    เพียงแต่โครงสร้างหอสังเกตการณ์ชุดนี้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมหาศาล มีเพียงหน่วยราชการพิสดารเยี่ยงจิ้งอันซือนี้เท่านั้นจึงจะสามารถใช้งานได้

    ในเวลานี้ชุยชี่ก็อยู่ในตำหนักด้วย กำลังสนทนาแผ่วเบากับหญิงรับใช้ผู้รับผิดชอบเลื่อนย้ายวัตถุบนโต๊ะทราย หลี่ปี้ร้องเรียกชื่อมัน ชุยชี่รีบวิ่งเข้ามาหา คุกเข่าลงหนึ่งข้าง มันยังไม่ลืมว่าตนเองยังมีทัณฑ์ติดตัว

    หลี่ปี้กล่าวเสียงราบเรียบ “นายกองชุย การตายของลิ่วหลางสาเหตุเกิดจากการขับไล่คนและสัตว์อย่างเลินเล่อ ข้าก็ต้องรับผิดชอบ ย่อมพิจารณาโทษของตนภายหลัง” ชุยชี่เงยหน้าทันใด เกือบจะไม่เชื่อหูตัวเอง มันคิดไม่ถึงว่าสาเหตุการตายของพี่ชายถึงกับเป็นเพราะความประมาทเพียงน้อยนิดเช่นนี้ เรื่องที่สองที่คาดคิดไม่ถึงคือขุนนางใหญ่ท่านนี้ถึงกับประกาศรับผิดด้วยตนเอง หรือว่า…นี่คือกลวิธีซื้อใจคน?

    หากหลี่ปี้ล่วงรู้ความคิดอีกฝ่ายคงได้เหยียดปาก ขณะนี้มันหามีเวลาสำแดงกลวิธีซื้อใจคนไม่ เพียงแต่ทระนงในศักดิ์ศรีถึงระดับที่ว่าไม่คิดป้ายความผิดแก่ผู้อื่นเท่านั้น มันชี้ไปที่จางเสี่ยวจิ้ง “เป็นแม่ทัพจางท่านนี้ไขปริศนา จากนี้ไปมันจะแทนที่พี่ชายเจ้า ไล่ล่าพลสุนัขป่า”

    ชุยชี่กวาดตาสำรวจจางเสี่ยวจิ้งแวบหนึ่ง ในแววตามีทั้งสำนึกขอบคุณทั้งสงสัย

    มันรู้ว่าจางเสี่ยวจิ้งเป็นนักโทษประหาร ไม่เข้าใจว่าไฉนหลี่ปี้จึงมอบอำนาจให้ ทว่าทหารมีหน้าที่เชื่อฟังคำสั่งและปฏิบัติตามคำสั่ง มันกระทำความเคารพตามขนบทหาร เอ่ยเสียงสะท้าน “ใต้บังคับบัญชาข้ามีกองพลหลี่ว์เปินสามร้อยนาย เคลื่อนไหวได้ทั้งเดินเท้าทั้งขี่ม้า สามารถไปถึงทุกตรอกทุกซอยของฉางอันภายในสองเค่อ…หวังว่าท่านจางจะให้โอกาสข้าชำระแค้นพี่ชายด้วยมือข้าเอง!”

    จางเสี่ยวจิ้งสังเกตว่าอีกฝ่ายเรียกขานมันท่านจาง มิใช่แม่ทัพจาง กระบี่แหลมคมที่หลี่ปี้มอบให้เล่มนี้คล้ายใช้งานไม่ง่าย

    เวลาบีบคั้นเหลือเกิน การจัดแจงจากนี้ไปเร่งรัดและถี่แน่น จางเสี่ยวจิ้งจดจำรหัสธงของหอสังเกตการณ์กับวิธีการติดต่อที่สำคัญจำเป็นบางอย่าง ก่อนจะเดินไปถึงด้านหน้าโต๊ะทรายใหญ่ ฟังสรุปย่อเรื่องชาวทูเจวี๋ย

    ผู้สรุปคือหญิงรับใช้รูปงามที่ถือเคียวไม้ นางหันหน้าเข้าหาโต๊ะทราย เลื่อนไม้ไปพลางอธิบายไปพลาง เสียงดังสดใสชัดเจน ทั้งยังแฝงสำเนียงต่างชาติเล็กน้อย จางเสี่ยวจิ้งจ้องมองนางเนิ่นนาน นานจนค่อนข้างไร้มารยาท แม่นางนามถานฉีผู้นี้สันจมูกสูงโด่ง มวยผมสีดำ น่าจะเป็นเลือดผสมระหว่างชาวฮั่นและชาวหู

    “ที่สำคัญคือนักรบสุนัขป่าคิดลงมือเช่นไร” จางเสี่ยวจิ้งถาม

    ถานฉีตอบ “ตอนนี้ยังไม่ทราบ ข่าวลับเพียงหนึ่งเดียวมาจากสำนักตรวจการหลิวโฮ่วฟากอุดร หัวหน้าเผ่าของทูเจวี๋ยผู้หนึ่งเคยประกาศว่า ทั้งเมืองฉางอันกำลังจะกลายเป็นเชว่เล่อฮั่วตัว…เข้าใจหรือไม่ว่าคือสิ่งใด”

    จางเสี่ยวจิ้งพยักหน้า เชว่เล่อ เป็นคำภาษาทูเจวี๋ย ใกล้เคียงกับคำว่านรกเลือด ส่วนฮั่วตัว หมายถึงสลายเป็นฝุ่นธุลี ทั้งสี่คำนี้เป็นคำสาปแช่ง อีกทั้งเป็นสัตว์ร้ายชนิดหนึ่งในตำนานด้วย อักษร ‘เชว่เล่อฮั่วตัว’ สี่ตัวนี้ แม้ไม่เข้าใจภาษาทูเจวี๋ยก็สามารถรับรู้ถึงรังสีฆ่าฟันท่วมท้องฟ้าในถ้อยนั้นได้

    ฉางอันกำลังจะกลายเป็นเชว่เล่อฮั่วตัว นี่อาจเป็นคำกล่าวอันเกินเลย และก็อาจเปรียบเทียบถึงบางสิ่ง ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

    ถานฉีรู้ว่าเวลาเหลือน้อยนักจึงพูดเร็วมาก “…นี่เป็นเศษผ้าที่พวกเราพบจากโรงเก็บปิ่งหก เขียนผังครึ่งเมืองของฉางอันไว้อย่างหยาบๆ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าที่เฉาพั่วเหยียนต้องการคือแผนที่ละเอียดของฟางทั้งหมดทั่วฉางอัน”

    เมื่อได้ยินคำว่าแผนที่ฟางประจำฉางอัน คิ้วหนอนไหมของจางเสี่ยวจิ้งขมวดแน่น หลี่ปี้สังเกตเห็นสีหน้าของมันเคร่งเครียดทันที จึงถามว่า “ตามความเห็นของท่าน ชาวทูเจวี๋ยต้องการแผนที่นี้เพื่อสิ่งใด…อืม ข้าควรเปลี่ยนวิธีถาม หากได้แผนที่มาแล้ว พวกมันสามารถกระทำการใดได้บ้าง”

    “แพร่พิษลงคลอง วางเพลิงระหว่างแต่ละเขตฟาง ลอบสังหารยามวิกาล ปล่อยข่าวลือชั่วร้าย บุกเข้าวังหลวง…หากเป็นเทศกาลโคมซั่งหยวน เพียงโปรยเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญกลางฝูงชนที่รวมตัวชมโคม เช่นที่ฉงเหรินฟาง เหยียนโซ่วฟาง พระราชวังซิงชิ่ง แม่น้ำชวีเจียง ล้วนสามารถก่อเหตุจลาจลสร้างความโกลาหล หากได้แผนที่ช่วยชี้ทาง พวกมันย่อมสัญจรไปมาได้ดั่งใจทั่วเมือง เรื่องที่สามารถกระทำได้เกรงว่ามีมากมายเหลือคณานับ”

    จางเสี่ยวจิ้งนับนิ้วมือ พูดออกมาตามตรง กล่าวแต่ละประโยคสีหน้าผู้คนรอบข้างก็เหน็บหนาวขึ้นหนึ่งส่วน

    หลี่ปี้หน้าเคร่งเครียด มันประเมินสภาพไว้เลวร้ายเพียงพอแล้ว ทว่าคิดไม่ถึงว่ายังมีวิธีเลวร้ายเหลือเชื่อเยี่ยงนี้อีก คนของจิ้งอันซือล้วนมีพื้นเพจากฝ่ายขุนนาง ความรอบรู้ด้านนี้มิอาจใกล้เคียงอดีตหัวหน้าปู้เหลียงเหรินผู้พบเห็นลูกไม้เล่ห์กลมาอย่างโชกโชน

    “ตามความเห็นของท่าน หากไม่สามารถไล่ล่าจับกุมโดยเปิดเผย สมควรลงมือเยี่ยงไร” หลี่ปี้ถาม

    จางเสี่ยวจิ้งตอบว่า “ลอบซุกซ่อนแผนที่ฟางของวังหลวง โทษทัณฑ์ใหญ่หลวงถึงขั้นตัดหัว นอกจากทางการ คนทั่วไปไม่อาจครอบครอง ในเมื่อเฉาพั่วเหยียนไม่สามารถได้จากชุยลิ่วหลาง ถ้าไม่ไปขโมยในวังหลวงก็ไป…” สายตาของมันเลื่อนไปบนโต๊ะทราย เคลื่อนกายไปหาถานฉี จนไหล่เคียงไหล่กับนาง “หอสังเกตการณ์เห็นเฉาพั่วเหยียนครั้งสุดท้ายที่ใด”

    ถานฉีตกใจอยู่บ้างที่มันใจกล้าเยี่ยงนี้ นางลังเลครู่หนึ่งจึงตอบว่า “เฉาพั่วเหยียนปีนข้ามประตูน้ำเร็วยิ่ง หอสังเกตการณ์ไม่ทันพบเห็น ทว่าตามที่พวกเราคะเน มันอาจขึ้นตลิ่งละแวกเหยียนโซ่วฟางกับปู้เจิ้งฟาง สองแห่งนี้ผู้คนหนาแน่น เหมาะซ่อนตัว พวกเราส่งคนไปตรวจค้นแล้ว”

    จางเสี่ยวจิ้งปรารภ “ข้าคาดว่ามันไปไม่ไกล สุดท้ายยังคงต้องกลับมาที่นี่” กล่าวจบชี้นิ้วไปบนโต๊ะทราย

    “ตลาดตะวันตกหรือ” ชุยชี่ตกใจอยู่บ้าง

    หลี่ปี้กลับพยักหน้าเล็กน้อย รับคำเสียงเดียวกันกับจางเสี่ยวจิ้ง “ร้านพ่อค้าชาวหู!”

    ร้านของพ่อค้าชาวหูส่วนใหญ่อยู่รวมกันที่ตลาดตะวันตก มีแต่พ่อค้าใหญ่ผู้ร่ำรวย แผนที่ฟางของเมืองฉางอันมีประโยชน์ต่อการค้ามหาศาล พวกมันลอบเก็บซ่อนสักชิ้นก็ไม่แปลก จางเสี่ยวจิ้งคุ้นกับนิสัยพวกมันยิ่งนัก คนเหล่านี้ชมชอบแสวงหาเงินทองโดยสันดาน ถุงน้ำดีใหญ่กว่าอูฐเสียอีก

    หลังชุยลิ่วหลางพลาดเผยตัวแล้ว เฉาพั่วเหยียนไม่กล้าติดต่อชาวฮั่นอีก หากคิดได้แผนที่ฟางในเวลาอันสั้น มันไร้ทางเลือกอื่น มีเพียงติดต่อกับชาวหูเท่านั้น

    “แต่ท่านรู้ว่าจะไปหาพ่อค้าคนใดหรือ” หลี่ปี้ขมวดคิ้วถาม ตลาดตะวันตกมีร้านค้าชาวหูมากมายเกินไป ไม่อาจไล่ตรวจค้นทีละราย

    จางเสี่ยวจิ้งกำหมัด ตอบเรียบเฉย “เวลาวิกฤตย่อมมีแผนยามวิกฤต” เห็นชัดเจนว่าหลี่ปี้ตื่นเต้น ทว่าวาจาที่มาถึงริมฝีปากยังคงถูกกลืนลงไป

    เกรงว่า ‘แผนยามวิกฤต’ ที่คนผู้นี้อ้างจะเป็นวิธีไม่สอดคล้องคุณธรรม ทว่ายามนี้ไม่มีเวลาเสวนาเรื่องกฎหมายกับเมตตาธรรมใด นาฬิกาน้ำที่มุมตำหนักน้ำยังคงหยดกระทบถังบอกเวลาทีละหยดๆ แต่ละหยดอาจหมายถึงชีวิตคนนับร้อยดับสูญ

    “แม่ทัพจาง ชะตาของราชสำนัก ความปลอดภัยของราษฎรทั้งเมืองล้วนต้องฝากฝังแล้ว” หลี่ปี้สะบัดแขนเสื้อใหญ่ สองมือประคองหมัดอย่างจริงใจ กระทำคารวะอย่างจริงจัง เหล่าขุนนางเจ้าหน้าที่ที่ด้านหลังมันเห็นดังนี้ก็ลุกขึ้นยืนประสานมือโดยพร้อมเพรียง

    จางเสี่ยวจิ้งมิได้คารวะตอบ เพียงใช้มือเช็ดฝุ่นละอองในเบ้าตาซ้าย เปรยเสียงเฉยเมย “ข้าทำเพื่อชาวเมืองฉางอัน อื่นใดนั้นข้าไม่สนใจ ทุกท่านอย่าเข้าใจผิด”

    สีหน้าทุกคนเปลี่ยนแปลงรุนแรงทันที นี่เป็นวาจาใดกัน แม้ทุกคนจะลอบไม่พอใจราชสำนัก ทว่าไหนเลยจะโพล่งออกมาตรงๆ

    จางเสี่ยวจิ้งแสยะยิ้ม หันกายเดินออกจากตำหนัก เหล่าคนในจิ้งอันซือหวาดกลัวลนลาน พากันมองหลี่ปี้ สีหน้าหลี่ปี้กลับเป็นปกติ แส้ปัดพาดบนแขน คล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

    คนผู้นี้กำลังส่งสัญญาณบอกตนเองว่า มันไม่ยินยอมถูกผู้ใดควบคุมบงการ

     

    ที่ประตู ชุยชี่จัดเตรียมยุทธภัณฑ์ไว้พร้อมสรรพหนึ่งชุดแล้ว มีดสั้นหลอมตีอย่างดี เกราะอ่อนแนบกาย ระเบิดควัน เชือกเอ็นวัว เป็นต้น ยังมีหน้าไม้อีกหนึ่งคัน จางเสี่ยวจิ้งติดตั้งยุทธภัณฑ์เหล่านี้อย่างคล่องแคล่วแล้วนั่งยองๆ ใช้เชือกปอสองท่อนมัดขากางเกงแน่นหนา สวมติดประจำกายครบครันแล้วพลันเผยแววเหี้ยมหาญ แผ่รังสีอำมหิต

    จางเสี่ยวจิ้งหยิบหน้าไม้ขึ้นมาดึงสายเปล่าขึ้นลงซ้ำๆ ไปมา จากนั้นใช้หูฟังแล้วบอกกับชุยชี่ว่า “รื้อศูนย์ออก ขันเดือยขอขึ้นอีกสองเฟิน” ชุยชี่ได้ยินก็ชะงักงัน ศูนย์มีไว้เพื่อช่วยเล็งเป้า แต่ก็ค่อนข้างเกะกะ คนยิงแม่นมักถอดออก ส่วนปรับเดือยขอนั้นก็เพื่อความเร็วของลูกศร ยิ่งเร็วพลังยิ่งมาก ทว่ายากควบคุมให้แม่นยำ…ดูท่าคนผู้นี้เป็นยอดฝีมือเชี่ยวชาญใช้หน้าไม้

    มันรีบนำหน้าไม้ไปให้ช่างปรับแต่ง จางเสี่ยวจิ้งฉวยโอกาสดึงสวีปินไปอีกด้าน ลดเสียงพูดเบาลง

    “รบกวนโหย่วเต๋อท่านช่วยส่งคนไปตุนอี้ฟาง มุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่นั่นมีร้านเครื่องหอมชื่อเหวินจี้ นำวาจาข้าไปบอกกับเถ้าแก่ ให้รีบไปจากฉางอันทันที ห้ามเสียเวลาแม้เค่อเดียว ทางที่ดีให้บอกคนในครอบครัวท่านออกจากเมืองโดยเร็วที่สุด ห้ามไปเที่ยวงานโคมไฟเด็ดขาด”

    สวีปินเหลือกตา ไม่เข้าใจเจตนาของมัน

    น้ำเสียงจางเสี่ยวจิ้งจริงจังสุดขีด “ข้าอยู่เมืองฉางอันนานปีเช่นนี้ รู้ดีกว่าทุกผู้คนว่าเมืองนี้เปราะบางปานใด หากสิ่งที่ผู้บัญชาการหลี่กล่าวไว้เป็นความจริง ข้าคาดว่า…” เปรยถึงตรงนี้มันลังเลครู่หนึ่ง น้อยครั้งนักที่จะลังเลเช่นนี้ จากนั้นเน้นเสียงอีกครา

    “ครั้งนี้ฉางอันยากรอดพ้นมหันตภัย”

     

    เวลานี้เฉาพั่วเหยียนยืนอยู่ที่ประตูฟางแห่งหนึ่ง ตอนนี้มันสวมหมวกไผ่สานปีกกว้างหนึ่งใบ หากไม่ปลดหมวกลงก็ไม่เห็นใบหน้าแม้แต่น้อย

    ประตูฟางยามนี้เปิดกว้าง คนค้าขายมากมายนับไม่ถ้วนวางแผงขายของอยู่เชิงกำแพง เสียงตะโกนดังไปทั่ว ที่ลานว่าง พวกไร้เรื่องราวกระทำจำนวนสิบกว่าคนดึงสองปลายของเชือกเส้นใหญ่ละเล่นชักเย่อ ส่วนผู้มาล้อมดูมีมากกว่านับสิบเท่า ด้านข้างประตูฟางสร้างล้อจักรแขวนโคมทำจากซีกไผ่ขนาดใหญ่สูงกว่าห้าจั้ง ทุกมุมบนล้อแขวนโคมแพรหลากสีห้อยย้อย รอเวลาค่ำจึงจุดตะเกียง

    เฉาพั่วเหยียนหลุบปีกหมวกลงต่ำ เดินผ่านข้างกายทหารประจำหลี่มุ่งเข้าในฟาง จิ้งอันซือมีคำสั่งลงมาฉบับหนึ่ง ให้ทหารประจำหลี่ทุกฟางจับตาชาวหูไว้เคราผู้หนึ่ง ทว่าเนื่องจากเป็นข่าวแจ้งกะทันหัน ไม่มีภาพส่งมาด้วย เหล่าทหารประจำหลี่ที่กำลังส่งเสียงโห่ร้องต่อการละเล่นชักเย่อ เมื่อพวกมันเห็นเฉาพั่วเหยียนไม่ได้สวมชุดแบบชาวหู กระทั่งมองสำรวจก็ยังคร้าน จึงปล่อยมันเข้าไปในฟาง

    เฉาพั่วเหยียนเดินไปยังที่เปลี่ยวข้างสี่แยก ล้วงม้วนกระดาษม้วนเล็กออกจากในอกเสื้อ มองดูแวบหนึ่ง จากนั้นกวักมือเรียกเด็กที่วิ่งผ่านมาคนหนึ่ง สอบถามว่าร้านเครื่องไม้ไผ่หลี่จี้อยู่ที่ใด เด็กน้อยเห็นใบหน้าดุร้ายก็รีบบอกว่า บ้านหลังท้ายสุดของถนนด้านหลัง

    มันเดินไปตามทางชี้บอก เห็นกลุ่มบ้านทำเครื่องไม้ไผ่ ทางเดินกับหน้าประตูกองเต็มไปด้วยโครงโคมยังไม่ทาแป้งเปียกติดกระดาษกับเส้นตอก มีทั้งหงส์วิเศษ มีทั้งมังกรดั้นเมฆ ยังมีทวยเทพกับสัตว์มงคลต่างๆ นานา ดูท่าที่นี่การค้าไม่เลว ถึงวันเทศกาลซั่งหยวนแล้วยังเร่งมือรีบทำงานกันอยู่อีก

    เคาะประตู ยาวสามครั้ง สั้นหนึ่งครั้ง จากนั้นยาวอีกสองครั้ง ในบ้านเงียบอยู่ชั่วครู่ก่อนที่ช่างไผ่ร่างผอมเกร็ง จมูกโด่ง ตาเว้าลึกคนหนึ่งยื่นหน้าออกมา ถือมีดจักตอกเล่มหนึ่งที่หน้าอก

    “พรมขาวกระโจมทองอยู่ที่ใดของเวียงวัง” มันถามด้วยภาษาทูเจวี๋ยอย่างกะทันหัน

    “จ้าวอินทรีแห่งดินแดนทุ่งหญ้ามิหวาดพายุคลั่ง” เฉาพั่วเหยียนเปิดหมวกปีกกว้าง ตอบด้วยภาษาทูเจวี๋ยเยี่ยงเดียวกัน

    ฝ่ายตรงข้ามแง้มช่องเล็กๆ ให้มันลอดเข้าไป

     

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

     

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ฉางอันสิบสองชั่วยาม

    นิยายยอดนิยม

    Facebook