• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน สยบฟ้าพิชิตปฐพี 37 บทที่ 1

    บทที่ 1

    ความหวังอยู่ที่โลกมนุษย์

     

    เยี่ยหงอวี๋เชื่อมั่นว่าเจ้าอารามเหนือกว่าสถานศึกษาลิบลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาที่หนิงเชวียบัญชาการ นางเชื่อมั่นยิ่งกว่าว่าตนวิเคราะห์ไม่ผิดพลาด การสังหารนางและพี่ชายไม่มีผลดีอะไรต่อนิกายเต๋าในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ตรงหน้าหรือผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่านั้น ดังนั้นนางจึงกล้าเลือกที่จะถอย ละทิ้งหลายสิ่งหลายอย่าง และวางตนเองอยู่ในตำแหน่งที่อันตรายโดยไม่ทำอะไรทั้งนั้น เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเฝ้ามองกันอย่างสงบ

    ทว่าการสนทนาในยามสนธยาจบลงได้ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แสงจันทร์บนฟ้ากำลังส่องสว่างกระจ่างตา การอนุญาตโดยดุษณีที่นางคิดว่าเกิดขึ้นบนลานหน้าผาหายไปในทันใด เจ้านิกายมาวิหารพิพากษาเพื่อฆ่านาง ตามมาด้วยเจ้าหนานไห่ และสุดท้ายนักพรตวัยกลางคนก็มาด้วย ทั้งสามคนอาจไม่รู้ก็ได้ว่าต่างฝ่ายต่างจะมาที่นี่ แต่ก็มารวมตัวเพื่อเป้าหมายร่วมกันเพียงหนึ่งเดียวซึ่งก็คือสังหารนาง

    เยี่ยหงอวี๋ขมวดคิ้ว บนใบหน้าที่ค่อนข้างขาวซีดมีลายเส้นบางๆ เพิ่มขึ้นมาสองเส้น ความสงสัยมิได้คลี่คลาย ความตกใจมิได้หายสูญ แต่เวลานี้ไม่มีเวลาให้ใคร่ครวญต่อแล้ว

    มองคนทั้งสามในวิหารพิพากษา ดวงตานางสว่างขึ้นเรื่อยๆ หากหนิงเชวียอยู่ที่นี่ย่อมมองออกว่านี่คือปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อนางพบศัตรูที่ร้ายกาจ ระวังตัวแต่ไม่สูญเสียความมั่นใจ เจอยอดฝีมือที่แท้จริงจึงตื่นเต้น จากนั้นนางจะใช้วิธีการอันแข็งกร้าวเอาชนะอีกฝ่าย

    ในช่วงเวลาของการฝึกฌานที่ผ่านมานางเคยเผยสายตาแบบนี้หลายต่อหลายครั้ง เช่นตอนเจอหนิงเชวีย แต่พริบตาที่ดวงตานางสว่างวาบสุดขีดอย่างแท้จริงคือที่หน้าหุบเขาชิงสยา เมื่อครั้งเผชิญหน้ากับจวินโม่

    คืนนี้ดวงตานางก็สว่างวาบสุดขีด ถึงขนาดสว่างกว่าที่อยู่หน้าหุบเขาชิงสยาเมื่อหลายปีก่อน เพราะยามนี้นางต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งถึงสามคนที่แต่ละคนต่างเทียบชั้นกับจวินโม่ได้

    เจ้านิกายแห่งอาศรมเทพ ยอดฝีมือด่านเบิกนภาผู้อยู่เหนือด่านทั้งห้า ฐานะนี้ของสยงชูโม่ไม่ได้พิเศษนัก แต่ไม่ได้หมายถึงซ้ำซากน่าเบื่อ ตรงข้ามกลับน่ากลัว เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูของด่านรู้ชะตาขั้นปลายการฝึกฌานจะเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง เป็นขีดขั้นที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง เยี่ยหงอวี๋เข้าใจดีว่าตนไม่อาจเอาชนะสยงชูโม่ได้โดยตรง เพราะหากทำได้ ช่วงหลังเทศกาลบูชาแสงสว่างหลายปีมานี้ ไม่ว่าเจ้าอารามจะคิดเห็นเช่นไรนางคงฆ่ามันไปนานแล้ว

    เจ้าหนานไห่มาจากเกาะหนานไห่ เป็นเชื้อสายของต้าเสินกวนหน่วยแสงสว่างที่แยกตัวจากอาศรมเทพเมื่อหกร้อยปีก่อน ความสำเร็จด้านวิชาเทพจัดอยู่อันดับสามของโลก มีต้นกำเนิดเดียวกับอาศรมเทพ แต่จัดเป็นคนละสาย ด่านฌานสูงส่งลึกล้ำคือด่านรู้ชะตาขั้นปลายของจริง ต่อให้สู้กับเยี่ยหงอวี๋ตัวต่อตัวก็ไม่ตกเป็นรองแน่นอน

    สยงชูโม่และเจ้าหนานไห่แน่นอนว่าคือบุคคลสำคัญที่ด่านฌานแข็งแกร่งและฐานะสูงสุดของอาศรมเทพในเวลานี้ เมื่อเทียบกับสองคนนี้นักพรตวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าวิหารพิพากษาก็ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

    ทว่ามันต่างหากที่เป็นคู่ต่อสู้ที่ทำให้เยี่ยหงอวี๋รู้สึกว่าต้องระวังตัวให้มาก ถึงขั้นพอจะทำให้รู้สึกหนาวนิดๆ

    นักพรตวัยกลางคนยืนอยู่ที่ปากประตูวิหารโดยไม่ได้ทำสิ่งใด แต่เหมือนตัดการเชื่อมต่อภายในกับภายนอกของวิหารพิพากษา ในช่วงเวลานี้เยี่ยหงอวี๋ใช้หลายวิธีที่จะส่งสัญญาณให้พวกผู้ใต้บังคับบัญชารับรู้ แต่ล้วนไม่ได้ผล

    นักพรตที่ดูเหมือนธรรมดาๆ ผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

    สมัยก่อนเจ้าอารามถูกจอมปราชญ์ขับไล่ไปเกาะหนานไห่ อารามจือโส่วในช่วงเวลานั้นได้นักพรตผู้นี้เป็นผู้ดูแล ตำแหน่งของมันในนิกายเต๋าไม่เคยด้อยลง เช่นนี้แล้วมันจะธรรมดาได้อย่างไร

    สยงชูโม่ เจ้าหนานไห่ และนักพรตวัยกลางคน…

    สามคนนี้ที่ไหนทั่วโลกล้วนไปได้ ไม่ว่าใครพวกมันก็ฆ่าได้

    ต่อให้อวี๋เหลียนมาเจอ นางอาจต้องแปลงเป็นจักจั่นแล้วหนีเข้าป่าลึก ต่อให้เซียนเซิงใหญ่มาเจอ สายคาดเอวก็คงต้องสั่นไหวแล้วหลีกหนีไปไกล ต่อให้เป็นปีศาจสุรา คนขายเนื้อ หรือเจ้าคณะฝ่ายเทศนาก็อาจถูกสามคนนี้เข้ารุมเข่นฆ่า

    เยี่ยหงอวี๋คิดในใจว่าตนจะชนะได้อย่างไร

    วิหารพิพากษาเงียบสนิท ตะเกียงไฟบนผนังศิลาสีดำส่องแสงอ่อนโยนสวยงาม ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันสว่างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด หรือถูกสิ่งใดกระตุ้นให้ทำงาน

    สยงชูโม่ เจ้าหนานไห่ และนักพรตวัยกลางคนต่างยืนนิ่งเงียบ ยึดครองวิหารทั้งที่ไกลสุด ตรงกลาง และที่ใกล้ กระแสปราณปกคลุมทั่ว ปิดตายวิหารอันใหญ่โตมโหฬารหลังนี้โดยสมบูรณ์

    ในวิหารพิพากษาอันกว้างขวางมีนางเพียงคนเดียว

    นางเดินจากระเบียงมาอยู่ข้างบัลลังก์หยกดำ ยกมือขึ้นทาบบัลลังก์หยกเบาๆ นิ่งเงียบอยู่นานก่อนเอ่ยกับนักพรตวัยกลางคนว่า

    “เฮ่าเทียนย่อมให้โอกาสในการตัดสินใจหรือคำอธิบายแก่สานุศิษย์”

    นักพรตวัยกลางคนไม่เอ่ยอะไร

    สยงชูโม่ค่อนข้างงุนงง แม้มันเป็นถึงเจ้านิกาย แต่กลับไม่รู้โดยสิ้นเชิงว่าเหตุใดสถานการณ์จึงดำเนินมาเช่นนี้ มันต้องการยั่วโทสะเยี่ยหงอวี๋แล้วถือโอกาสสังหาร แต่เหตุใดเจ้าอารามจึงส่งเจ้าหนานไห่และนักพรตวัยกลางคนมาช่วยมัน ที่จริงมันก็อยากรู้เหตุผลเช่นกัน

    เยี่ยหงอวี๋มองมันพลางเอ่ยอย่างเย็นชาว่า

    “ข้าไม่เข้าใจมาตลอดว่าคนชั้นธรรมดาอย่างมันเหตุใดจึงฝึกฌานจนเหนือด่านทั้งห้าได้ เฮ่าเทียนตาบอดไปแล้วหรือไร”

    นักพรตวัยกลางคนตอบว่า

    “เจ้านิกายแข็งแกร่งเพราะไร้เดียงสา”

    เยี่ยหงอวี๋เลิกคิ้วก่อนเอ่ยเย้ยหยัน

    “ไร้เดียงสาก็คือเด็กทารกน่ะหรือ”

    นักพรตวัยกลางคนยิ้มน้อยๆ

    “มรรควิถีหมื่นพัน ฝึกจนถึงที่สุดแล้วยังต้องใฝ่หาใจที่บริสุทธิ์ไม่ปรุงแต่งและกลับสู่สภาวะจิตเดิม บางทีอาจไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นเด็กทารกหรือความโหดร้ายทารุณ”

    “ใจที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา…”

    เยี่ยหงอวี๋เอ่ยกับสยงชูโม่เหมือนกำลังครุ่นคิดว่า

    “ทั้งกายใจล้วนเน่าเสียฟอนเฟะ บุ่มบ่ามเบาปัญญา ศรัทธาต่อสิ่งที่ศรัทธาและเชื่อฟังโดยไม่สงสัย ความไร้เดียงสาแบบนี้ก็นำมาซึ่งความแข็งแกร่งได้หรือ การที่ทุกคนต่างพูดว่าเฉินผีผีคือผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากของนิกายเต๋าหรือว่าก็เพราะเหตุผลนี้ด้วย”

    นักพรตวัยกลางคนครุ่นคิดก่อนตอบว่า

    “ผีผีไร้ทุกข์ไร้กังวลจึงรู้ชะตา ดูไปแล้วไม่เหมือนกัน”

    เยี่ยหงอวี๋มองตามันพลางถามว่า

    “ข้าไม่สนว่าคนไร้เดียงสาหรือโง่เขลาเบาปัญญาพวกนี้รู้ชะตาได้อย่างไร ข้ารู้เพียงว่าเจ้าอารามบอกว่าจะให้ชีวิตมันแก่ข้า เวลานี้ดูเหมือนจะกลับคำพูด”

    นักพรตวัยกลางคนสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เอ่ยเสียงเรียบว่า

    “บางทีปลายฤดูสารทของปีใดสักปี เจ้าอารามช่วยให้เจ้านิกายกลับแดนเทพแล้วไปพบท่านจ้าวบัลลังก์ที่นั่นก็ถือเป็นการมอบให้เหมือนกัน”

    “ตายแล้วค่อยมอบให้ นั่นคือการบูชา”

    “การบูชาก็คือการมอบให้”

    เยี่ยหงอวี๋นิ่งเงียบไป เมื่อบุคคลเช่นเจ้าอารามเริ่มใช้กลอุบายเหมือนเด็กเล่นขายของแบบนี้ โลกนี้น่าจะมีไม่กี่คนที่เป็นคู่ต่อสู้ของมันได้

    “เช่นนั้นโปรดให้คำอธิบาย”

    นางเอ่ยกับนักพรตวัยกลางคนอย่างจริงจัง

    “โปรดให้คำอธิบายที่แท้จริงแก่ข้า”

    ต้องพบจุดจบทั้งที่ไม่รู้เหตุผลเป็นเรื่องที่นางไม่อาจรับได้

    นักพรตวัยกลางคนเอ่ยว่า

    “ขออภัย ข้ามิอาจบอกกล่าว”

    เยี่ยหงอวี๋มองเจ้าหนานไห่

    เจ้าหนานไห่ที่นิ่งเงียบมาตลอดตั้งแต่เข้าวิหารมาในที่สุดก็เอ่ยวาจา

    “ขออภัย ข้าไม่รู้”

    สุดท้ายนางมองไปที่เจ้านิกาย

    “เช่นนั้นก็เข้ามา”

     

    ห่างจากซีหลิงไปพันลี้มีทุ่งนาที่อุดมสมบูรณ์และหมู่บ้านยากจนอยู่มากมาย รวมทั้งมีเมืองด้วย

    ยังไม่ถึงยามราตรี เศษหิมะในฉางอันประดุจที่ว่างสีขาวในภาพวาดใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่อง หากเศษหิมะบนกำแพงเมืองดำรงอยู่ได้สมบูรณ์กว่า ดูแล้วจึงเหมือนกระดาษขาวที่ยังไม่ถูกขีดเขียน

    บนกำแพงเมืองด้านทิศใต้ บนกระดาษขาวที่ว่ามีจุดดำสองสามจุด นั่นคือกระโจมและบ้านไม้ชั่วคราว นอกบ้านมีเตาดินเผาสองเตา ในเตามีไอร้อนทะลักออกมา เถ้าถ่านที่สีเข้มกว่าหิมะอย่างมากเหล่านั้นคงร้อนมาก

    หนิงเชวียนั่งยองอยู่ข้างเตาจ้องมองเถ้าถ่านร้อนๆ เหล่านั้นรอเวลาที่มันเผาสุก จิตใต้สำนึกกลับนึกถึงหลุมฝังศพโดดเดี่ยวสองหลุมนอกเมือง โถสองใบในหลุมฝังศพ และเถ้าอัฐิในโถรวมถึงคนที่ถือเถ้าอัฐิในตอนนั้น พลันรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกจึงเดินไปที่ริมกำแพง

    เมื่อยืนอยู่ตรงนี้ร่างของมันดูเดียวดายยิ่ง มันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย และไม่ชอบให้พวกทหารที่อยู่ข้างหลังรู้สึกเช่นนี้ด้วย เหตุนี้มันจึงมองไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่คิดจะขยี้ตา

    ทัศนียภาพด้านในกำแพงเมืองคือถนนหนทางในฉางอันรวมถึงผู้คนในนั้น มันคิดว่าสภาพในเมืองที่คึกคักเช่นนี้ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ ทว่าเมื่อมองเห็นทะเลสาบเยี่ยนหมิงที่อยู่ไกลซึ่งพอจะเห็นได้รำไรจึงรู้ว่าความหวังเช่นนี้เป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ส่วนร้านเหล่าปี่ไจที่ซ่อนอยู่ในซอยที่ไม่เป็นระเบียบทางเขตนครตะวันออกมองไม่เห็นเลย นี่ยิ่งทำให้มันหดหู่ใจมากเข้าไปอีก ได้แต่เฝ้าปรารถนาว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในเร็ววัน

    ฆ่าคนไปนับพันนับหมื่น โลหิตที่ไหลหลั่งเพียงพอให้ย้อมแม่น้ำซื่อจนแดงฉาน มันจึงได้โอกาสในการเจรจากับนิกายเต๋าและความเป็นไปได้ที่จะถ่วงเวลามา และจึงส่งข้อความสองข้อความไปที่เขาเถาซานได้

    ข้อความหนึ่งถึงเจ้าอาราม ส่วนข้อความถึงเยี่ยหงอวี๋อีกข้อความหนึ่ง สองข้อความนี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่อันที่จริงมันครุ่นคิดอย่างเต็มสติปัญญา ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีจากทั้งสองโลก ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดของสถานศึกษารวมถึงราชสำนักต้าถังล้วนเป็นได้เพียงเชิงอรรถของข้อความ ต่อผลลัพธ์ของสองข้อความนี้มันย่อมตั้งความหวังไว้อย่างสูง

    มันกำลังรอข่าวดีจากเขาเถาซาน แต่มันคิดไม่ถึงหรอกว่าตนเองกำลังจะได้รับข่าวเช่นใด เพราะถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่ซังซังที่คำนวณได้ทุกเรื่องราว มัน…เป็นเพียงคนธรรมดา

    หนิงเชวียคือคนธรรมดา เช่นนั้นเหตุใดมันถึงได้มั่นใจขนาดนี้ว่าข้อความของมันจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจโดยไม่ปลิวหายไปกับสายลม คำตอบก็เพราะสองข้อความนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามทางจิต ข้อความที่พูดกับเจ้าอารามคือความรู้จากโลกก่อน ส่วนข้อความที่พูดกับเยี่ยหงอวี๋คือประสบการณ์จากโลกนี้ มันคำนวณไปมาโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้วไม่พบช่องโหว่แต่ประการใด ไม่ว่าจะมองอย่างไรล้วนถูกต้อง ไม่ว่าจะคิดอย่างไรล้วนมีโอกาสสำเร็จ เหตุผลสำคัญอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจของมันที่มีต่อเจ้าอารามและเยี่ยหงอวี๋

    มันคิดว่าคนอย่างเจ้าอารามต้องคล้อยตามมันแน่นอน มันคิดว่าคนอย่างเยี่ยหงอวี๋ต้องคล้อยตามมันแน่นอน บุคคลอย่างสองคนนี้ย่อมต้องมีสักคนที่คล้อยตามมัน

    หากเจ้าอารามคล้อยตาม โลกมนุษย์ก็จะอยู่ในกำมือ นี่ย่อมดีที่สุด หากเยี่ยหงอวี๋คล้อยตาม นิกายเต๋าจะแตกแยก สถานศึกษาต้องได้ชัยชนะในท้ายที่สุดแน่นอน นี่ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน ส่วนเยี่ยซู…

    เยี่ยซูอาจตาย หลังจบเรื่องเยี่ยหงอวี๋คงคิดว่ามันใจดำและโง่เง่า หรือบางทีตอนนี้นางอาจคิดถึงจุดนี้แล้วก็ได้ ทว่าก็ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่สถานศึกษา

    หนิงเชวียยืนมองทะเลสาบเยี่ยนหมิงอยู่บนกำแพงเมืองแล้วพบว่าตรงขอบฟ้ามีหิมะตก พลันรู้สึกว่ามือที่ทาบกำแพงอยู่เย็นขึ้น ดวงตาค่ายกลในอกเสื้อแทบกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง

    ใช่ นับแต่ซังซังล่องมหานาวาจากโลกมนุษย์กลับสู่แดนเทพ มันแน่ใจว่านางคงไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่มีทางได้พบกันอีกแล้ว นับแต่นั้นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เริ่มเกิดขึ้น

    เมืองเว่ยถูกฆ่าล้างเมือง แม่ทัพหม่าตายแล้ว นางก็ตายแล้ว ต่อโลกนี้ ต่อแดนเทพ และต่อคนทั้งโลกมันไม่อาจรักษาอารมณ์ความรู้สึกอันอบอุ่นไว้ได้ ความคิดและการกระทำแข็งกร้าวเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ

    ไม่ใช่เพราะเจ็บปวดจึงด้านชา และไม่ใช่เพราะผิดหวังจึงต้องโหดเหี้ยม แต่เพราะคนที่เคยทำให้ใจมันอบอุ่นล้วนไม่อยู่แล้ว มันจึงค่อยๆ กลายกลับเป็นหนิงเชวียคนเดิมในอดีต

    เจ้าเด็กถือมีดในห้องเก็บฟืนที่ไม่ยอมตายต่อหน้านายน้อยและพ่อบ้าน เจ้าเด็กที่ไม่ยอมตายท่ามกลางซากศพและพวกคนกินคน เด็กหนุ่มที่ไม่ยอมตายท่ามกลางพวกสัตว์ป่าที่อันตรายรวมถึงนายพรานที่อันตรายยิ่งกว่า เด็กหนุ่มที่ไม่ยอมตายและฆ่าคนราวตัดฟืนริมทะเลสาบซูปี้

    นี่คือหนิงเชวียในอดีต คือตัวมันที่แท้จริง ไม่มีผิดชอบชั่วดี ไม่รู้ว่าอะไรคือคุณธรรม ไม่สนใจความเป็นความตายของผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าใครล้วนเป็นเพียงเครื่องมือที่มันใช้ประโยชน์

    ก่อนที่ศิษย์พี่สามจะจากไปได้บอกความลับเรื่องที่เยี่ยหงอวี๋เคยถูกย่ำยีศักดิ์ศรีในอดีตให้มันรู้ มันเห็นใจอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ลังเลเลยที่จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้

    แน่นอนว่าเยี่ยหงอวี๋ยังคงเป็นคนพิเศษสำหรับมัน ดังนั้นมันจึงสั่งเฉินชีว่าถ้าไม่ถึงท้ายที่สุดจริงๆ ไม่ต้องเปิดเผยเรื่องนี้ หรือต่อให้ต้องเปิดเผยมันก็ใส่ใจเรื่องถ้อยคำที่จะใช้เพื่อไม่ให้คนอื่นล่วงรู้เรื่องดังกล่าวและเพื่อรักษาชื่อเสียงของเยี่ยหงอวี๋ไว้ เช่นนี้มันจึงไม่รู้สึกละอายใจ

    ส่วนเยี่ยซูมันไม่สนใจความเป็นความตายของผู้ก่อตั้งนิกายใหม่ผู้นี้ เพราะนั่นเป็นเรื่องภายในของนิกายเต๋า หากเยี่ยซูรอดชีวิตมาช่วยเผยแผ่นิกายใหม่ สถานศึกษาก็มีแผนต่อไป แต่หากเยี่ยซูตาย เช่นนั้นต้องบรรลุเป็นผู้หยั่งรู้แน่นอน สำหรับการเผยแผ่นิกายใหม่และเป้าหมายของสถานศึกษาก็ยิ่งเป็นผลดี

    ในบางแง่มุมมันคือศิษย์ของจอมปราชญ์ที่เรียนรู้วิชาของสถานศึกษาและรับสืบทอดบาตรจีวรของเคอเฮ่าหราน ทว่าโดยแก่นแท้แล้วมันคือผู้สืบทอดของเหลียนเซิง

    จวินโม่อยู่ไกลถึงทุ่งร้างตะวันตก ศิษย์พี่ใหญ่คุมเชิงปีศาจสุรา บัดนี้คนที่รับผิดชอบงานและกำหนดทิศทางของสถานศึกษาคืออวี๋เหลียนและมันที่ต่างอยู่ในวิถีมารมานานแล้ว

    โปรดอย่าลืมว่าก่อนที่อวี๋เหลียนจะกลายเป็นประมุขพรรคมารนางคือความหวังของเหลียนเซิง

    เช่นนี้ดูแล้วสถานศึกษาในเวลานี้ไม่ได้เดินบนเส้นทางของจอมปราชญ์ แต่เป็นเส้นทางของเหลียนเซิง เหลียนเซิงหากได้รับรู้จะปลาบปลื้มยินดีจนถึงขั้นเสียสติไหมนะ

    แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างอยู่บ้าง

    ความต่างที่เด่นชัดที่สุดคือหนิงเชวียไม่ได้เสียสติ มันคิดคำนวณอย่างสุขุม วางแผนอย่างเฉียบขาด ไตร่ตรองลึกซึ้งยิ่งกว่าเจ้าอาราม มันให้ฉู่โหยวเสียนและเฉินชีเป็นทูตไปเขาเถาซาน ใช้วิธีการรุนแรงเช่นนี้ล้มโต๊ะอาหาร ฉีกม่านหน้าต่างเพราะต้องการบีบคั้นให้นิกายเต๋าโต้ตอบ

    มันเข้าใจเป็นอย่างดีว่าขอเพียงเจ้าอารามไม่เสียสติ เยี่ยซูจะไม่ตาย เยี่ยหงอวี๋ก็ไม่ต้องทรยศนิกาย นิกายเต๋าได้แต่ใช้การสงบสยบเคลื่อนไหวควบคุมโลกมนุษย์ให้อยู่ในความสงบ

    บทสรุปเช่นนี้ดูเหมือนเท่ากับว่าแผนการของมันเป็นที่น่าเย้ยหยัน ทว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าเดิมทีนี่ก็คือเป้าหมายของสถานศึกษา เพราะตอนนี้มันต้องการเวลาเป็นอย่างมาก

    หนิงเชวียพิงกำแพงที่ปกคลุมด้วยหิมะมองท้องฟ้าสีเทาหม่น มองดวงจันทร์ที่ยังไม่ปรากฏให้เห็น คิดในใจว่ายากนักที่อาจารย์จะชนะศึกในครั้งนี้ แต่ก็ต้องช่วยถ่วงเวลาให้สถานศึกษา

    โลกมนุษย์ในตอนนี้มีเพียงบุคคลอย่างเจ้าอารามหรือปีศาจสุราที่มีฤทธาอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงมองเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยละเอียดของแดนเทพได้ชัดเจน หนิงเชวียยังห่างจากขีดขั้นนั้นอีกไกล แต่มันมีค่ายกลเมืองฉางอันสนับสนุน ดังนั้นมันจึงมองเห็นได้ชัดเจนเช่นกัน มันรู้ว่าดวงจันทร์กำลังหมองลงอย่างช้าๆ หมองลงอย่างน่าเศร้าใจ

    จอมปราชญ์กำลังอ่อนแอลงในการต่อสู้กับเฮ่าเทียน กาลเวลาดูเหมือนอยู่ข้างนิกายเต๋าซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสถานศึกษาเป็นอย่างยิ่ง แต่มันไม่คิดเช่นนั้น ทุกเรื่องที่มันทำล้วนเพื่อให้ได้มาซึ่งเวลา

    ต้องมีเวลาอย่างเพียงพอมันจึงจะเตรียมการไปทีละน้อยเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ราบเซี่ยงหวั่นได้ จึงรอข่าวดีจากทุ่งร้างตะวันตกได้ จึงรอให้รอยร้าวที่ไม่อาจซ่อมแซมของนิกายเต๋าขยายกว้างขึ้นได้ และเรื่องที่สำคัญจริงๆ คือตามกาลเวลาที่ล่วงไปผู้คนที่ศรัทธานิกายใหม่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เฮ่าเทียนก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ

    ได้รับการสั่งสอนจากจอมปราชญ์ ได้รับบาตรจีวรจากอาจารย์อา ได้รับการชี้แนะจากเหลียนเซิง ได้รับความเมตตาจากฉีซานต้าซือ ฝึกพุทธในแดนสุขาวดีนับพันปี รวมร่างกับซังซังเดินทางนับหมื่นลี้ มันฝึกเต๋า ฝึกพุทธ ฝึกมาร ไม่มีสิ่งใดที่ฝึกไม่ได้ สำหรับเรื่องศรัทธามันเข้าใจลึกซึ้งจนถึงแก่น ในสายตามันเฮ่าเทียนไม่ได้สูงส่งอีกต่อไป

    เมื่อนานมาแล้วนิกายเต๋าเลือกเฮ่าเทียนให้แก่มวลมนุษย์ หลังจากนิกายใหม่ปรากฏนิกายเต๋าก็ค่อยๆ เสื่อมโทรม เฮ่าเทียนก็อ่อนแอลง ดูเหมือนนี่เป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป ทว่าเป็นความจริง

    ดังนั้นสำหรับสถานศึกษาและแคว้นต้าถังนิกายใหม่สำคัญอย่างใหญ่หลวง เยี่ยซูก็สำคัญอย่างใหญ่หลวง

    นิกายใหม่ต้องการเวลาในการเผยแผ่ไปให้กว้างไกล รับสานุศิษย์มาให้มากขึ้น เยี่ยซูต้องได้รับตำแหน่งผู้หยั่งรู้ผู้ก่อตั้งนิกาย ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม

    เพื่อการนี้หนิงเชวียไม่สนใจว่าต้องฆ่าคนเป็นพันเพื่อหนุนหลังเยี่ยซูและนิกายใหม่ แต่กลับไม่วิจารณ์หรือแทรกแซงใดๆ ต่อการจัดการกับเยี่ยซูของนิกายเต๋า

    มันมองท้องฟ้าที่หม่นหมอง มองหิมะตกอันห่างไกล แล้วนิ่งเงียบไปนาน

    มันคิดว่าตนรู้เท่าทันความคิดของเจ้าอารามได้ เพราะถึงอย่างไรดวงจันทร์ก็กำลังหมองลง

    นิกายเต๋าและสถานศึกษาต่างคิดว่ากาลเวลาเป็นประโยชน์ต่อตน

    ที่เหลือก็ดูว่าสถานศึกษาและนิกายใหม่รวมพลังกันแล้วทำให้เฮ่าเทียนอ่อนแอลงได้ก่อน หรือนางจะชนะอาจารย์ก่อน

    มันลงเดิมพันส่วนหน้า เจ้าอารามหากไม่คล้อยตามมันก็เท่ากับลงเดิมพันส่วนหลัง

    หนิงเชวียมั่นใจในการเดิมพันครั้งนี้ เพราะในอดีตกาลนิกายเต๋าเลือกเฮ่าเทียนให้มวลมนุษย์ สุดท้ายกลับฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เฮ่าเทียน ส่วนมันและสถานศึกษาฝากความหวังไว้ที่แคว้นต้าถังที่จะรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว รวมถึงเยี่ยซูและนิกายใหม่ ทั้งหมดล้วนเป็นความหวังที่อยู่ในโลกมนุษย์

    ความหวังอยู่ที่โลกมนุษย์

    ความหวังเดิมทีก็ควรอยู่กับมนุษย์อยู่แล้ว

    มันมองฟ้าแล้วคิดเช่นนี้

     

    นอกเมืองหลินคังมีภูเขา บนภูเขาจู่ๆ ก็ปรากฏหอไม้เล็กๆ หลังหนึ่งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งฤดูสารท

    พอเข้าเหมันต์เริ่มมีหิมะตก ผู้คนก็เริ่มมาเยือน สานุศิษย์เฮ่าเทียนนับร้อยนับพันคุกเข่าอยู่บริเวณเนินเขากราบนมัสการหอไม้นั้นไม่หยุด แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าฝ่าแนวป้องกันของทหารม้าอาศรมเทพเข้าไป

    จักพรรดิองค์ใหม่สิ้นพระชนม์ ศาลากระบี่พังทลาย บรรดาขุนนางและราษฎรของหนานจิ้นต้องผ่านเรื่องราวมากมายในปีนี้ เห็นอยู่ว่าสงครามกำลังจะระเบิด ใกล้จะต้องสู้รบกับแคว้นที่แข็งแกร่งทางทิศเหนืออย่างเอาเป็นเอาตาย อาณาประชาราษฎร์ย่อมรู้สึกกดดันและไม่สบายใจเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้หอไม้ที่ลือกันว่ามีเทพเซียนสถิตอยู่จึงกลายเป็นที่เคารพสักการะ

    คนสองคนในหอไม้ไม่รู้เรื่องพวกนี้ หรือต่อให้รู้ก็คงไม่สนใจ ด้วยตำแหน่งที่สูงส่งของพวกมันในโลก หากจะบอกว่าเป็นเทพเซียนที่จริงก็ไม่นับว่าเกินเลย

    ปีศาจสุราพิงรั้วดื่มสุราอยู่ หิมะบนรั้วถูกแขนเสื้อกวาดร่วง มีบางส่วนที่เปรอะอกเสื้อ เมื่อรวมตัวกับคราบสุราที่หกเปรอะอกเสื้อมันมาหลายวันก็ส่งกลิ่นสุราแบบแปลกๆ ออกมา

    ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ที่ริมผานอกหอไม้ มองทิศตะวันออกอยู่เงียบๆ

    หลายวันก่อนราชองครักษ์ลับส่งข่าวมาจากที่นั่น เป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก…แคว้นซ่งอาจเกิดเรื่อง มีคนของนิกายเต๋าไปถึงที่นั่นแล้ว

    มันอยากไปดูสักหน่อยเพราะเยี่ยซูอยู่ที่นั่น แต่ไม่อาจไปเพราะปีศาจสุราอยู่ที่นี่ บางทีที่จริงแล้วปีศาจสุราก็ควรอยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน แต่ที่ยังดื่มสุราอยู่ที่นี่ก็เป็นเพราะมัน

    ไม่อาจไปไหนมาไหนคนเดียว นี่คือเรื่องระหว่างศิษย์พี่ใหญ่และปีศาจสุรา ทั้งคือสัญญาและหลักการที่สำคัญที่สุดระหว่างสถานศึกษาและนิกายเต๋า ใครก็ไม่อาจฝ่าฝืน ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับสงคราม

    มันและปีศาจสุราหากกลับสู่โลกมนุษย์ไม่ได้ บางทีโลกมนุษย์อาจยังพอมีหวัง

    ทั้งคู่ไม่เคลื่อนไหว นี่คือหลักการที่สำคัญที่สุดระหว่างสถานศึกษาและนิกายเต๋าในเวลานี้ ปีศาจสุราดื่มสุราอยู่ในหอไม้ แต่สายตากลับมองไปทางตะวันออก ส่วนศิษย์พี่ใหญ่ยืนอยู่ริมหน้าผามองไปทางนั้นอยู่ตลอด ทั้งคู่ต่างล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่าย ต่างอยากไปแคว้นซ่ง แต่กลับไม่อาจไป เพราะไม่ว่าใครไปล้วนจะเกิดปัญหา

    ไม่อาจไปจากหอไม้จึงได้แต่ดื่มสุราหรือไม่ก็มองอยู่ไกลๆ อดรู้สึกเบื่อมิได้ นานวันเข้าจึงต้องคุยเล่นกันเพื่อฆ่าเวลาอันแสนน่าเบื่อนี้

    “ฆ่าคนไปหลายพัน…หนิงเชวียมันคุยเก่งจริงๆ จึงได้สิทธิ์คุยกับนิกายเต๋า ทำให้พวกคนบนเขาเถาซานต้องอดทนฟัง แต่ว่ามีปัญหาอย่างหนึ่ง”

    ปีศาจสุรายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดคราบสุราที่มุมปาก

    “ข้าอาจทิ้งเจ้าไว้ที่นี่เพื่อบีบให้ต้าถังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เพราะข้าพบเห็นความเป็นความตายมามาก ไม่มีอะไรในโลกให้เสียดาย หนิงเชวียไม่ใช่ข้าหรือคนขายเนื้อ ไม่มีประสบการณ์ของการผ่านกาลเวลาอันยาวนานและความเป็นความตายนับไม่ถ้วน จะเป็นไปได้อย่างไรที่มันไม่มีอะไรในโลกให้เสียดาย หากมันไม่อาจทำให้ผู้คนเชื่อตรงจุดนี้ก็ไม่อาจคุกคามเจ้าอารามได้”

    ศิษย์พี่ใหญ่นิ่งเงียบนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนที่ภูเขาหลังสถานศึกษา มันยืนอยู่ข้างหลังอาจารย์มองเด็กชายผู้รู้แจ้งโดยกำเนิดในฉางอัน และนึกถึงคำพูดของอาจารย์ในตอนนั้น

    “ศิษย์น้องเล็ก…คือแขกผู้มาเยือน การเป็นแขกในต่างแดนหลายสิบปีอาจเกิดความรักความผูกพันขึ้นบ้าง แต่หากต่างแดนไม่มีเจตนาดีต่อมัน เช่นนั้นความรักความผูกพันก็ย่อมสลายไปโดยง่าย

    คนนอกอาจไม่รู้ แต่เจ้าอารามต้องรู้เรื่องนี้แน่ เฮ่าเทียนจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ศิษย์น้องเล็กย่อมไม่มีสิ่งใดในโลกให้เสียดายอีกต่อไป เจ้าอารามจะไม่กลัวได้อย่างไร”

    ปีศาจสุรานิ่งเงียบไปนานก่อนเอ่ยว่า

    “ต่อให้เป็นเช่นนี้ ต่อให้มันทำให้นิกายเต๋าฟังสิ่งที่มันพูดได้ แล้วมันจะทำอะไรได้ อย่างมากก็ทำได้แค่ถ่วงเวลา”

    “หากถ่วงเวลาได้สักหน่อยก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว”

    ปีศาจสุราผูกกาสุราไว้ที่เอวดังเดิมแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าไม่แยแสว่า

    “ถ่วงเวลาไปก็เปลี่ยนแปลงสถานการณ์โดยรวมไม่ได้ สถานการณ์โดยรวมของโลกมนุษย์เป็นที่แน่นอนแล้ว เจ้าน่าจะเข้าใจดีว่าดวงจันทร์กำลังหมองลง กาลเวลาไม่เข้าข้างพวกเจ้าสถานศึกษา นิกายเต๋ารอได้ พวกเจ้าเล่ารอได้หรือ หรือจะบอกว่าพวกเจ้าถ่วงเวลาเพื่อหาวิธีฆ่าข้ากับคนขายเนื้อ?”

    ศิษย์พี่ใหญ่หันไปมองมันแล้วเอ่ยอย่างสงบนิ่งจริงใจว่า

    “จะสังหารท่านและคนขายเนื้อผู้อาวุโสทั้งสองอย่างไรนั้นสถานศึกษามีแผนอยู่แล้ว ศิษย์น้องเล็กถ่วงเวลาแน่นอนว่าเพื่อการอื่น”

    ปีศาจสุราพลันสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นก็เลิกคิ้วเพราะเข้าใจแล้ว

    “ที่แท้เป็นเยี่ยซู”

    กาลเวลาคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด ควรใช้เฉพาะกับเรื่องที่สำคัญ ปีศาจสุราคิดไปเองว่าในสถานการณ์ปัจจุบันมีเพียงชีวิตของมันและคนขายเนื้อเท่านั้นที่สำคัญที่สุด ในเมื่อสถานศึกษาไม่ได้ให้ความสำคัญกับพวกมันสองคน เช่นนั้นก็ต้องให้ความสำคัญกับคนหรือสิ่งอื่นที่เพียงพอให้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของโลก

    ด้วยสติปัญญาของมัน ใช้เวลาไม่นานก็วิเคราะห์ได้ว่าสิ่งนั้นคือนิกายใหม่รวมถึงเยี่ยซู

    หากโลกมนุษย์ในเวลานี้คือกลหมากล้อมที่ยากจะคลี่คลาย ตาหมากที่กำหนดความเป็นความตายบนกระดานอยู่ที่แคว้นซ่ง ซึ่งก็คือเยี่ยซู

    หนิงเชวียเป็นคนเลือดเย็น ถ้ามันแน่ใจว่าตนแก้กลหมากนี้ไม่ได้ ช่วยเม็ดหมากเยี่ยซูเม็ดนี้ไม่ได้ มันต้องทิ้งเยี่ยซูโดยไม่ลังเลแน่นอน จากนั้นก็หาประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากการนี้

    ปีศาจสุรานิ่งเงียบไตร่ตรอง คิดในใจว่าหากตนเป็นหนิงเชวียก็คงทำเช่นนี้เหมือนกัน

    สถานการณ์สุดซับซ้อน แต่สถานการณ์ที่แคว้นซ่งกลับง่ายดาย จำนวนยอดฝีมือของนิกายเต๋าและสถานศึกษาต่อให้เด็กน้อยใช้นิ้วนับก็ยังนับได้ถูกต้อง ถ้านิกายเต๋าทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อสังหารเยี่ยซู สถานศึกษาก็ไม่มีทางใดที่จะหยุดยั้งได้ เพราะตั้งแต่ต้นเยี่ยซูก็ไม่ได้เลือกไปฉางอันเพื่อรับการคุ้มครองจากสถานศึกษาอยู่แล้ว

    “ศิษย์น้องเล็กสนทนากับเจ้าอารามเพราะต้องการให้เยี่ยซูมีชีวิตรอด”

    ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยกับปีศาจสุรา

    “มันเชื่อว่าตนเองโน้มน้าวเจ้าอารามได้”

    ปีศาจสุราถามว่า

    “แล้วเฮ่าเทียนเล่า”

    ศิษย์พี่ใหญ่มองมันนิ่งพร้อมเอ่ยช้าๆ แต่หนักแน่นว่า

    “เฮ่าเทียน…สามารถไม่มี”

    ปีศาจสุรามองตามันแล้วนิ่งเงียบไปนาน ก่อนเอ่ยว่า

    “ข้าไม่อาจยอมรับ”

    สำหรับสถานศึกษาแน่นอนว่าเฮ่าเทียนสามารถไม่มี ต่อให้เป็นนิกายเต๋าหรือเจ้าอารามเฮ่าเทียนก็สามารถไม่มี แต่สำหรับปีศาจสุราและคนขายเนื้อเฮ่าเทียนไม่อาจไม่มี

    หากหนิงเชวียโน้มน้าวเจ้าอารามได้ โลกมนุษย์กลับสู่ความสงบ นิกายใหม่เผยแผ่ เฮ่าเทียนอ่อนแอ สักวันแดนเทพจะถูกทำลายและถูกแทนที่ด้วยโลกมนุษย์ เช่นนั้นมันและคนขายเนื้อจะไปมีชีวิตนิรันดร์ที่ใด

    หลายปีก่อนซังซังไปที่เมืองเล็กๆ ให้สัญญากับมันและคนขายเนื้อในร้านขายเนื้อ ถ้าแม้แต่นางยังตาย สัญญาเหล่านั้นจะยังมีความหมายอันใด

    “ผู้อาวุโสไม่จำเป็นต้องยอมรับ”

    ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ย

    “ศิษย์น้องเล็กบอกว่าท่านและผู้อาวุโสคนขายเนื้อถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับ หากมันโน้มน้าวเจ้าอารามได้ เช่นนั้นสิ่งที่โลกมนุษย์จะทำเป็นอันดับแรกก็คือสังหารพวกท่าน”

    ปีศาจสุรารู้สึกว่าสุราวันนี้แรงไปหน่อย ไม่เช่นนั้นเหตุใดจึงรู้สึกเมานิดๆ มันยิ้มหยัน

    “จะฆ่าพวกเราไม่ใช่เรื่องง่าย”

    “เผชิญหน้ากับคนทั้งโลก ต่อให้เป็นผู้อาวุโสทั้งสองก็ต้องถอยหนี”

    ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยเสียงเรียบ

    “เพราะพวกท่านไม่ใช่อาจารย์ที่คือโลกมนุษย์ และพวกท่านก็ไม่ใช่อาจารย์อาที่แม้เผชิญหน้าคนนับพันนับหมื่นก็กล้าเดินเข้าหา พวกท่านคงถอยเปิดทาง หรือไม่ก็ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ มองดูว่าที่สุดแล้วโลกมนุษย์จะตัดสินใจเช่นไร การทำเช่นนี้ที่จริงก็คือการยอมรับ”

    นี่เป็นการตัดสินถึงสภาวะจิตเดิมซึ่งออกมาจากปากศิษย์พี่ใหญ่ผู้ไม่เคยกล่าวเท็จ จึงทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น เหมือนมีดเล่มหนาผ่าลงกลางกระหม่อมปีศาจสุราอย่างแรง

    ปีศาจสุราไม่รู้ว่าตนเองเจ็บหรือไม่ รู้เพียงว่าไร้คำโต้แย้ง

    “ดังนั้นโลกมนุษย์ในเวลานี้จึงกำลังดูว่าเจ้าอารามจะตัดสินใจเช่นไร”

    ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยปิดท้าย

    ท้องฟ้าทางตะวันออกเหนือเมืองหลินคังมีเมฆครึ้มปกคลุม ตอนที่เสียงสนทนาในหอไม้เพิ่งหยุดลงก็มีเกล็ดหิมะโปรยลงมาจากชั้นเมฆ จากนั้นชั่วพริบตาก็ตกหนักขึ้น

    สายตาปีศาจสุรามองทะลุเกล็ดหิมะไปยังเขาเถาซานที่อยู่ห่างไกล นิ่งเงียบอยู่เป็นนานก่อนเอ่ยว่า

    “บางที…หนิงเชวียมันทำสำเร็จแล้วจริงๆ”

    ศิษย์พี่ใหญ่มองไปทางทิศใต้ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า

    กลิ่นสุราจางลงตามสายลม เพียงพริบตาก็หายไป

    ปีศาจสุราหายไปจากหอไม้ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้

    ครู่ต่อมามันมาถึงเมืองเล็กๆ

    มันไม่ได้ไปร้านน้ำชาเพื่อพบสหายที่หลายปีก็ยากพบพานผู้นั้น แต่ตรงไปยังร้านขายเนื้อเพื่อหาสหายที่รู้จักกันมานับหมื่นปี นั่งลงอย่างนิ่งเงียบ เนิ่นนานไม่ปริปาก

    คนขายเนื้อเห็นสีหน้ามันเหนื่อยล้า ในดวงตามีฝุ่นละออง มือที่จับมีดปังตอจึงอดกำแน่นมิได้

    “เกิดเรื่องอะไร”

    ปีศาจสุราตอบว่า

    “ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรจึงไม่สบายใจ”

    ไม่รู้ว่าโลกมนุษย์กำลังจะเกิดเรื่องอะไร ไม่มีใครรู้ว่าหนิงเชวียพูดอะไรไปบ้าง ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าอารามจะตัดสินใจเช่นไร ตั้งแต่ทิศเหนือที่หนาวเย็นจนถึงเกาะหนานไห่ที่อบอุ่น ทุกผู้คนต่างรอคอยอย่างนิ่งเงียบและเป็นกังวล

    ถึงอย่างไรยังไม่รู้ก็เท่ากับยังมีหวัง

    แต่ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเป็นจริง ความหวังอาจกลายเป็นความสิ้นหวังก็ได้

     

     

    (To Be Continued…)

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    Facebook