• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา 10 ครั้งที่ 3

    ตอนที่ 7

    นาง

     

    ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อคิดว่าสวีโหย่วหรงเพิ่งจะกลับจิงตูก็มาท้าประลองกับสำนักศึกษาศาสนาหลวงแล้ว แม้แต่วันเดียวก็ไม่ยอมให้ช้าไป ในใจของเฉินฉางเซิงก็อึมครึมขึ้นมา

    ทั้งสามคนจากกองสิบสามชิงเย่ากับสำนักศึกษาหนานซีเมื่อมองเห็นเขารับจดหมายไปแล้วก็ขอตัวลากลับ

    ในข่าวลือเฉินฉางเซิงขอร้องให้ใต้เท้าสังฆราชยกเลิกหนังสือสมรสฉบับนั้น แม้จนถึงตอนนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ

    สำหรับสำนักศึกษาหนานซีแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นการดูหมิ่นอย่างถึงที่สุด ดังนั้นศิษย์พี่หญิงผู้นั้นตั้งแต่ต้นจนจบจึงไม่ไว้หน้าเฉินฉางเซิง ต่อให้ตอนนี้เขาจะเป็นเจ้าสำนักของสำนักศึกษาศาสนาหลวงก็ตาม กลับกันศิษย์น้องหญิงที่อายุน้อยกว่าผู้นั้นไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูใดๆ กับเฉินฉางเซิง ก่อนจะจากไปยังมองเฉินฉางเซิงแล้วพยักหน้าให้ ดูเหมือนว่ามีอะไรอยากจะพูด

    “แม่นางน้อยผู้นั้นดูประหลาดอยู่บ้าง” ถังซานสือลิ่วเอ่ยขึ้น

    เฉินฉางเซิงเก็บจดหมายฉบับนั้นให้ดีๆ “ก็เป็นแม่นางน้อยที่ดูสะอาดสะอ้านดี มีอะไรที่น่าประหลาดรึ”

    “ตั้งแต่ต้นจนจบแม่นางน้อยผู้นั้นไม่มองหน้าข้าแม้แต่แวบเดียว เพียงแต่มองจ้องไปทางเจ้า”

    “นางชื่อเยี่ยเสี่ยวเหลียน น่าจะเป็นศิษย์นอกที่เพิ่งเข้าสำนักศึกษาหนานซีในปีนี้” แล้วเฉินฉางเซิงก็พูดย้ำเตือน “เมื่อปีก่อน ที่ทางเดินหลักของตำหนักหลีกง เจ้าด่าทอนางต่อหน้าคนมากมายขนาดนั้น แน่นอนว่านางต้องไม่มีความรู้สึกดีใดๆ ให้กับเจ้า”

    ถังซานสือลิ่วถึงได้นึกออกว่าแม่นางน้อยที่ชื่อเยี่ยเสี่ยวเหลียนเป็นใคร จึงส่ายหน้า “ยิ่งเป็นเช่นนี้นางก็ยิ่งต้องจดจำข้าได้แม่น อย่างที่เรียกกันว่าความรักก่อเกิดจากความแค้น…”

    เฉินฉางเซิงทนฟังต่อไม่ได้ จึงหันกายเดินไปทางอาคารหลังเล็ก

    ถังซานสือลิ่วตามหลังเขาไปแล้วพูดขึ้นอย่างปั้นปึ่ง “ว่าไปแล้วทำไมตอนนั้นข้าถึงด่านาง ไม่ใช่เพราะอยากจะช่วยเจ้าหรือไร ผลกลับเป็นอย่างเมื่อครู่ได้อย่างไร นางไม่มองข้า แต่กลับมองเจ้า ทั้งยังมีท่าทีมีใจให้อีก เช่นนี้จะไม่น่าประหลาดได้อย่างไร”

    “ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว เจ้าช่วยข้าออกความคิดหน่อย ต่อไปควรจะทำเช่นไร”

    “เมื่อคืนไม่ใช่ว่าพูดคุยกันเรียบร้อยแล้วหรือ สู้ก็สู้สิ” ถังซานสือลิ่วเพิ่มความเร็วฝีเท้าจนเดินมาถึงข้างตัวเขา หันมองพร้อมพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยสงบ “เจ้าคงไม่ได้คิดจะยอมแพ้จริงๆ หรอกนะ”

    เฉินฉางเซิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า

    “เจ็ดวันหลังจากนี้ที่บนสะพานไน่เหอ เจ้าอย่าได้ลงมือไม่ลงเพราะเห็นว่านางงดงามเชียว…ถึงแม้ข้าจะรู้ว่าเรื่องนี้ทำได้ยากอย่างมาก แต่เห็นท่าทีไม่ประสีประสากับเรื่องบุรุษสตรีของเจ้าเมื่อคืนก็อาจยังพอเป็นไปได้”

    เฉินฉางเซิงไม่เข้าใจ เหตุใดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสวีซื่อจี้หรือถังซานสือลิ่วล้วนมั่นใจว่าหากตนได้เห็นสวีโหย่วหรงแล้วจะต้องเปลี่ยนใจ

    เมื่อก่อนเขาเคยถามถังซานสือลิ่ว คำตอบของถังซานสือลิ่วในตอนนั้นเรียบง่ายอย่างมาก แต่วันนี้เขาดูจริงจังขึ้น

    “ข้าไม่เคยเจอสวีโหย่วหรงก็จริง แต่ข้าเคยเจอคนจำนวนมากที่เจอสวีโหย่วหรงแล้วผิดพลาดไปชั่วชีวิต” เขามองเฉินฉางเซิงแล้วพูดขึ้น “ก็เหมือนกับกระบี่ไร้ราคีของเจ้า ขอเพียงแค่แหลมคมพอ แหลมคมจนถึงที่สุด ก็สามารถเข้าไปอยู่ในทำเนียบร้อยศัสตราวุธได้ คนผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ขอเพียงแค่งดงามพอ งดงามจนถึงที่สุด ก็จะน่ากลัวเป็นอย่างมาก โจวอวี้เหรินในตอนนั้น จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ในวัยสาว แล้วยังมีสวีโหย่วหรงในตอนนี้ ก็ล้วนเป็นบุคคลเช่นนี้”

    เฉินฉางเซิงไร้หนทางเข้าใจในวิธีการพูดเช่นนี้

    “เหมือนกับภาพภาพหนึ่ง แจกันใบหนึ่ง ทะเลสาบแห่งหนึ่ง ภูเขาที่ไกลออกไปลูกหนึ่ง…คิดจะทำลายสิ่งเหล่านี้ ตัวเจ้าก็จะรู้สึกว่านั่นเป็นความผิด”

    เฉินฉางเซิงคิดๆ ดู ตั้งแต่ตนจากซีหนิงมายังจิงตู ไปจนถึงเมืองฮั่นชิว ได้เจอทิวทัศน์และผู้คนมากมาย คิดถึงทุ่งหญ้ารื่อปู้ลั่วกับสายฝนที่เมืองสวินหยาง เด็กสาวที่อยู่บนทุ่งหญ้า กับหวังพั่วที่อยู่กลางสายฝน ทันใดนั้นก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว

     

    การประลองที่ทุกคนรอคอยกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกเจ็ดวันให้หลัง สายน้ำที่อยู่ใต้สะพานไน่เหอเมื่อได้ยินข่าวนี้ก็ราวกับว่าไหลเชี่ยวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

    ที่ตอบสนองรวดเร็วที่สุดยังเป็นสี่โรงพนันใหญ่ การประลองครั้งนี้มีผลกระทบยิ่งใหญ่มาก บุคคลสำคัญจำนวนมากล้วนมาชมกันถึงที่ ไม่แน่ว่าแม้แต่จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์กับใต้เท้าสังฆราชก็อาจจะปรากฏตัว ถนนทางทิศตะวันออกและตะวันตกของสะพานไน่เหอเริ่มมีการทำความสะอาด เชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นถนนสองสายนี้จะได้รับการจัดวางจากราชสำนักกับตำหนักหลีกง ไม่ให้สี่โรงพนันใหญ่ต้องมาตั้งศาลากันเอง แต่สี่โรงพนันใหญ่ไม่มีทางพลาดโอกาสที่จะเปิดเดิมพันกับการประลองครั้งนี้แน่

    ยังมีเวลาอีกเจ็ดวันการประลองครั้งนี้ถึงจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ในตอนนี้ก็มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการขึ้นมาแล้ว…การต่อสู้ที่สะพานไน่เหอ

    ดูเหมือนทุกคนจะมั่นใจว่าการประลองครั้งนี้ต้องถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์

    นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับความแข็งแกร่งของสวีโหย่วหรงและเฉินฉางเซิง พรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญเพียรของทั้งสองคนยากจะจินตนาการสักแค่ไหนนั้น สามารถพูดได้ว่าเป็นผู้ที่อยู่ในขั้นทะลวงอเวจีระดับปลายที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่อย่างไรเสียก็มีอายุเพียงสิบหกปี

    ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมาเทียบกับการต่อสู้ของผู้ครองภพโจวกับจักรพรรดิไท่จงท่ามกลางอาทิตย์อัสดงในตอนนั้น แม้แต่การต่อสู้กลางสายฝนที่เมืองสวินหยางเมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังห่างไกลกันมาก

    แต่ขอแค่ทั้งสองฝ่ายที่สู้กันเป็นสวีโหย่วหรงกับเฉินฉางเซิง เท่านี้ก็เพียงพอให้ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์แล้ว

    ไม่จำเป็นต้องพูดถึงสถานะธิดาเทพแห่งแดนใต้กับเจ้าสำนักของสำนักศึกษาศาสนาหลวง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงหนังสือสมรสฉบับนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งระหว่างสกุลเทียนไห่กับตำหนักหลีกง ขอเพียงแค่พูดถึงสองชื่อนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนึ่งปีที่ผ่านมาเหล่านั้นก็ล้วนปรากฏขึ้นในสมองของผู้คนโดยไม่ต้องให้ย้ำเตือน ทั่วทั้งโลกจึงพากันตื่นเต้น

    ทุกคนที่อยู่ในจิงตูยิ่งรอคอยการมาถึงของการประลอง ในราชสำนักกับตำหนักหลีกงมีคนจำนวนมากกำลังเตรียมการสำหรับเรื่องนี้

    ในฐานะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ แน่นอนว่าเฉินฉางเซิงเองก็ต้องมีการเตรียมตัวบ้าง ถึงแม้เขาจะเคยประมือกับผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในขั้นรวบรวมดวงดาวมามาก กระทั่งในเมืองสวินหยางก็ยังเคยประมือกับผู้แข็งแกร่งอย่างเหลียงหวังซุนกับเซียวจางหน้ากากวาดที่อยู่ในระดับนี้ ส่วนสวีโหย่วหรงเพิ่งจะอยู่ในขั้นทะลวงอเวจีระดับปลาย แต่เขาไม่มีทางประมาทเป็นอันขาด เขามั่นใจอย่างมากว่าสวีโหย่วหรงนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมดวงดาวระดับต้นเหล่านั้นที่เคยพ่ายแพ้ให้กับเขามากนัก

    คิดจะเอาชนะสวีโหย่วหรงผู้เป็นอัจฉริยะต้องเอาชนะให้ได้ก่อนที่อีกฝ่ายจะใช้พรสวรรค์ของสายเลือดหงส์ฟ้า แน่นอนว่าเขาได้เตรียมกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเอาไว้แล้ว

    ตั้งแต่ที่วันประลองได้ถูกกำหนดเป็นต้นมา เขาก็ใช้กระบี่ซึ่งก็คือเพลงกระบี่รอบรู้ภายใต้การช่วยเหลือของตำหนักหลีกงกับสกุลถังแห่งเวิ่นสุ่ย เขาได้รับบันทึกที่เกี่ยวข้องกับสวีโหย่วหรงเป็นจำนวนมาก นั่งตรงหน้าต่างแล้วเริ่มอ่านพิจารณาอย่างจริงจัง หมายที่จะค้นหาข้อมูลที่ตนต้องการจากในนั้น ให้ได้ข้อมูลที่มากเพียงพอ อาศัยตรงนั้นช่วยเหลือตนในการอนุมานออกมาว่าเพลงกระบี่นี้ควรจะลงมือเช่นไร

    อันดับแรกเขาต้องเข้าใจวิชาของสำนักศึกษาหนานซี ประวัติศาสตร์ของยอดเขาเซิ่งหนี่ว์ หลังจากที่ศาสนาหลวงแบ่งแยกเหนือใต้แล้ว ทางด้านวิชาแบ่งกันอย่างไร ไปจนถึงผลสำเร็จของธิดาเทพรุ่นต่างๆ ที่ทำความเข้าใจศิลาจารึกคัมภีร์สวรรค์ เพื่อการนี้ทางตำหนักหลีกงได้ส่งหนังสือมาให้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน กระทั่งยังส่งบันทึกที่เกี่ยวข้องกับสวีโหย่วหรงขณะทำการวิเคราะห์ศิลาจารึกคัมภีร์สวรรค์ในช่วงสองปีมานี้อีกเล่มหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็เริ่มทำความเข้าใจกับจวนขุนพลเทพตงอวี้ วิถีการนำทัพที่สวีซื่อจี้เคยชิน นิสัยของสวีฮูหยิน การใช้ชีวิตของสาวใช้ที่ชื่อซวงเอ๋อร์ก่อนเข้าจวนสวี จนถึงเรื่องที่นางถูกสวีโหย่วหรงพาเข้าจวนได้อย่างไร หลังจากที่สามารถเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างถ่องแท้แล้วเขาถึงจะเริ่มต้นจุดที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือการทำความเข้าใจสวีโหย่วหรง

    บันทึกที่เกี่ยวข้องกับสวีโหย่วหรงมีมากมายมหาศาล นอกจากทางตำหนักหลีกง สกุลถังแห่งเวิ่นสุ่ยก็ส่งมาถึงสองหีบ แต่หากตัดเนื้อหาการต่อสู้ที่ทั่วทั้งโลกล้วนรู้กันเหล่านั้นออกไป ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงก็มีน้อยมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นข่าวลือสมัยที่นางอยู่ในจิงตู หลังจากที่นางไปยอดเขาเซิ่งหนี่ว์แล้วก็ไม่มีบันทึกสักเท่าไร

    ยิ่งเฉินฉางเซิงได้อ่านก็ยิ่งไม่อาจเข้าใจสวีโหย่วหรง

    นี่ไม่ได้หมายความว่าสวีโหย่วหรงนั้นเป็นเด็กสาวที่ลึกลับอย่างมาก เพราะอันที่จริงแล้วตอนที่นางยังเล็ก ชาวเมืองจิงตูล้วนเคยเห็นนางกับตา

    ผู้คนเคยเห็นนางกระโดดจากบนสะพานหินลงไปในคลอง หลังจากที่ช่วยนางขึ้นมาทุกคนถามนางว่าทำไมถึงกระโดดลงไป นางพูดว่าเพราะในน้ำมีพระจันทร์

    ผู้คนเคยเห็นนางตอนไปเที่ยวที่สะพานเป่ยซิน กำลังจะกระโดดลงไปในบ่อน้ำร้างนั่น ดีที่ถูกคนห้ามเอาไว้ทัน ทุกคนถามนางว่าทำไม นางพูดว่าในบ่อน้ำมีมังกรอยู่

    มีคนเก่าคนแก่มากมายในจิงตูจนถึงตอนนี้ยังไม่ลืมภาพที่มักจะเกิดขึ้นด้านหน้าตำหนักหลีกงเมื่อสิบกว่าปีก่อน สวีโหย่วหรงที่ยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยมักจะปีนขึ้นไปบนเสาหินของตำหนักหลีกงเพื่อดูพระอาทิตย์ แล้วยิ้มแย้มอย่างมีความสุข เหล่านักบวชของตำหนักหลีกงอยู่ที่ด้านล่างทั้งโกรธทั้งร้อนรน แต่กลับไม่กล้าทำอะไร แม้แต่เสียงที่ใช้เรียกนางลงมาก็ยังอ่อนโยน

    ตั้งแต่เกิดนางก็ถูกจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์กับใต้เท้าสังฆราชตัดสินว่าในร่างมีสายเลือดของหงส์ฟ้า นางจึงกลายมาเป็นสมบัติที่ทั้งจิงตูไปจนถึงทั่วทั้งต้าโจวต้องทะนุถนอม อย่าว่าแต่ปีนขึ้นบนเสาหินศักดิ์สิทธิ์ของตำหนักหลีกงเลย แม้แต่องค์หญิงผิงกั๋วที่อยู่ในพระราชวังซึ่งอายุมากกว่านางหลายปีมักจะถูกนางทุบตีจนหน้าตาบวมปูด จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่สนใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนักบวชของตำหนักหลีกงเหล่านี้

    สรุปแล้วสวีโหย่วหรงในสมัยเด็กเป็นลูกลิงที่ซุกซนนิสัยเสีย เหมือนเด็กชายที่กำเริบเสิบสาน ไม่มีผู้ใดนึกภาพออกว่านางจะเปลี่ยนมาเป็นดังเช่นในตอนนี้

    และเป็นตอนที่นางอายุห้าปี สายเลือดหงส์ฟ้าของนางได้ตื่นขึ้นมา

    เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์กับใต้เท้าสังฆราชคาดการณ์เอาไว้ถึงสองปี

    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาสวีโหย่วหรงก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กระโปรงสีขาวก็ไม่มีฝุ่นเปื้อนอีกแล้ว เหลือเพียงความสงบและงดงาม

    นิสัยของนางก็เปลี่ยนเป็นสงบและงดงามเช่นกัน ไม่ว่าพบเจอเรื่องอะไรนางก็ล้วนสงบสุขุมอยู่เช่นนั้น

    นางไม่ได้พูดคำพูดเหลวไหลอย่างในคลองมีพระจันทร์ ในบ่อน้ำร้างมีมังกรอีกแล้ว และไม่เคยสร้างความวุ่นวายอีก

    นางเริ่มอ่านหนังสือและฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ และนางยังเยาว์ถึงเพียงนั้น

    ในตอนนั้นชาวเมืองจิงตูได้เห็นภาพตอนที่นางเข้าไปในพระราชวัง ราวกับว่าได้เห็นธิดาเทพตัวน้อยจริงๆ

    ความเคารพรักของจิงตูที่มีต่อนางอย่างบ้าคลั่งก็น่าจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น

    …อ่านบันทึก นึกถึงภาพเหล่านั้น เฉินฉางเซิงก็เหม่อลอยไปบ้าง

    ที่แท้ตอนยังเด็กนางก็เป็นคนเช่นนั้น

    เพียงแต่ทำไมตอนนั้นที่ส่งจดหมายหากันไม่ได้รู้สึกถึงจุดนี้ และไม่รู้สึกถึงความชื่นชมของชาวเมืองจิงตูนั่น

    มองดูแมลงปอไม้ไผ่ที่อยู่บนชั้นหนังสือ เขาค่อนข้างไม่เข้าใจ

    หลังจากที่มาจิงตูแล้วเกิดเรื่องขึ้นมากมาย เขาไม่อาจเหลือความรู้สึกดีใดๆ ต่อสวีโหย่วหรง ความคาดหวังที่เคยมีเหล่านั้นก็หายสาบสูญไปจนหมดสิ้นตั้งนานแล้ว อีกทั้งในตอนนี้พวกเขายังเป็นศัตรูกัน แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่ยอมรับไม่ได้ว่าสวีโหย่วหรงนั้นยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก เรื่องพระจันทร์ที่อยู่ในคลองนั้นเขาไม่เข้าใจ แต่เขาชัดเจนยิ่งกว่าใครว่าที่ใต้บ่อน้ำร้างตรงสะพานเป่ยซิน…มีมังกรอยู่จริงๆ และในตอนนั้นนางอายุยังไม่ถึงห้าปี


     

    ตอนที่ 8

    กระดานดวงดาวโชคชะตา

     

    ตอนอายุห้าปี สายเลือดพรสวรรค์ได้ตื่นขึ้น ดูเหมือนว่านางจะหาดวงดาวดวงหนึ่งมาเป็นดาวโชคชะตาของตนอย่างไม่ใส่ใจ แต่ความสว่างของดวงดาวดวงนั้นสามารถจัดอยู่ในสามอันดับแรกในรอบร้อยปีได้ ผ่านไปไม่กี่ปีนางก็เรียนจบจากกองสิบสามชิงเย่า ธิดาเทพแห่งแดนใต้มาที่จิงตูด้วยตัวเอง และพานางจากมือของใต้เท้าสังฆราชกับจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ไปสำนักศึกษาหนานซี

    เมื่อมาถึงสำนักศึกษาหนานซี ระดับของนางยังอยู่ที่ขั้นถอดจิต แต่กลับเริ่มต้นถอดแปลศิลาจารึกคัมภีร์สวรรค์ ดูจากบันทึกเหล่านั้นก็สามารถมองออกว่านางสามารถเข้าใจศิลาจารึกคัมภีร์สวรรค์ได้จริงๆ

    เขากับนางเป็นผู้ที่อยู่ในขั้นทะลวงอเวจีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาอาศัยปาฏิหาริย์กับเลือดของมังกรดำ แต่นางอาศัยเพียงพรสวรรค์ของสายเลือดตนกับสติปัญญา

    นางเหมือนกับชิวซานจวิน ในการฝึกบำเพ็ญเพียรไม่เคยได้พบเจออุปสรรคใดๆ ขอเพียงแค่คิดจะเรียนอะไรก็ล้วนสามารถเรียนได้สำเร็จ

    ไม่ว่าจะเป็นจำนวนของปราณแท้ ความแข็งแกร่งของดวงจิต ทักษะวิชายุทธ์ นางล้วนทิ้งห่างคนที่อยู่ในวัยเดียวกันไปไกล

    นางเป็นหงส์ฟ้าอย่างแท้จริง

    เฉินฉางเซิงนิ่งเงียบเป็นเวลานาน สำหรับการต่อสู้ในอีกเจ็ดวันให้หลังนั้นเขาไม่มีความมั่นใจใดๆ

    ในตอนนี้คนจำนวนมากล้วนพูดว่าเขาเป็นอัจฉริยะในการฝึกบำเพ็ญเพียร โดยเฉพาะในด้านมรรคากระบี่ แต่เมื่อได้เห็นช่วงชีวิตของสวีโหย่วหรง เขาถึงได้เข้าใจว่าอะไรที่เรียกว่าอัจฉริยะที่แท้จริง

    ก็เหมือนกับที่ถังซานสือลิ่วพูดเอาไว้ที่โรงเตี๊ยมหน้าสุสานเทียนซูเมื่อปีก่อน สวีโหย่วหรงก็คือคนที่ทำให้คนอื่นไร้คำพูด

    และก็เหมือนที่ถังซานสือลิ่วพูดเอาไว้เมื่อเร็วๆ นี้ การต่อสู้นี้อย่างไรเสียก็ต้องเกิดขึ้น เฉินฉางเซิงเป็นตัวแทนของสำนักศึกษาศาสนาหลวงกับตำหนักหลีกง ต่อให้สู้ไม่ได้ ต่อให้ไม่อยากจะสู้เพียงไร ก็จำเป็นต้องสู้ก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน

    เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าตู้เสื้อผ้า เตรียมจะหยิบเอาผ้าผืนใหม่ออกมาเช็ดหน้า

    เขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างมาก มีเพียงในด้านนี้เท่านั้นที่พิถีพิถัน ทุกครั้งที่พบว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นเขาล้วนต้องไปอาบน้ำให้สะอาดและเลือกใช้ผ้าผืนใหม่

    หลังจากที่เปิดประตูตู้เสื้อผ้าเขาก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ เพราะเขาพบว่ามีผ้าหายไปหนึ่งผืน

    ผ้านับสิบผืนพับซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ นอกจากตัวเขาเองก็คงจะไม่มีใครที่สามารถมองออกว่าผ้าหายไปผืนหนึ่ง

    คืนนั้นสวีโหย่วหรงหยิบผ้าผืนหนึ่งไปเช็ดหิมะที่อยู่บนโต๊ะ

    เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า ยืนอยู่เป็นเวลานาน

    ไม่รู้เพราะเหตุใด สุดท้ายเขาก็ไม่ได้หยิบผ้าออกมา ค่อยๆ ปิดประตูตู้เสื้อผ้าลง เดินกลับไปที่หน้าต่าง แล้วมองไปยังพระราชวังที่อยู่ไม่ไกล

    ในตอนนี้นางก็น่าจะอยู่ในพระราชวังใช่หรือไม่

     

    ในพระราชวังของต้าโจวมีตำหนักอยู่มากมาย แต่มีเพียงพวกคนเก่าคนแก่ที่ยังจำได้ ในนั้นมีอยู่ตำหนักหนึ่งที่เก็บเอาไว้ให้สวีโหย่วหรง

    ตำแหน่งที่ตั้งของตำหนักนี้อยู่ลึกเข้าไป มีความเงียบสงบเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีสวนที่พิเศษอย่างมาก ทิวทัศน์ที่อยู่นอกหน้าต่างงดงามอย่างถึงที่สุด

    นี่เป็นเรื่องที่เมื่อสิบกว่าปีก่อนจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ได้ตัดสินใจเอาไว้แล้ว ภายหลังเมื่อสวีโหย่วหรงไปที่ยอดเขาเซิ่งหนี่ว์ องค์หญิงผิงกั๋วคิดจะย้ายเข้ามาพักในตำหนักนั้น แต่ก็ไม่สมปรารถนา

    สวีโหย่วหรงในตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในตำหนักนั้น ที่นอกหน้าต่างมีหิมะโปรยปรายลงมา กิ่งไม้ถูกคลุมไปด้วยหิมะ ช่างดูงดงามเป็นอย่างมาก ทว่านางกลับไม่มีอารมณ์จะมาชมทิวทัศน์

    สายตาของนางหยุดอยู่ที่กระดานดวงดาวโชคชะตาที่อยู่ตรงหน้า

    นิ้วมือของนางขยับผ่านกระดานเบาๆ ตามการเคลื่อนไหวนี้ เส้นสายกับแผนภาพซับซ้อนที่แสดงอยู่บนกระดานดวงดาวโชคชะตาเหล่านั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงราวกับสายน้ำที่บ้างก็รวมตัวกันบ้างก็กระจายตัวออก เหมือนกับหมู่เมฆที่ยากจะจับต้อง กระทั่งในบางครั้งก็เหมือนกับศิลาจารึกคัมภีร์สวรรค์

    เส้นสายที่ต่างกันเหล่านั้นแสดงถึงปัจจัยนับไม่ถ้วน เนื้อหามีทั้งเรื่องราวในช่วงเวลานี้ ประวัติศาสตร์ของศาสนาหลวง การสืบทอดของตำหนักหลีกง อดีตของสำนักศึกษาศาสนาหลวง ซางสิงโจว ใต้เท้าสังฆราช ซูหลี ศิษย์พี่ที่อยู่ในข่าวลือผู้นั้น ถังซานสือลิ่ว หอเฉิงหู ล้วนแต่เป็นข้อมูลจำนวนนับไม่ถ้วนที่เกี่ยวข้องกับเฉินฉางเซิง แน่นอนว่ายังมีเพลงกระบี่เหล่านั้นที่เฉินฉางเซิงถนัดเป็นที่สุด

    ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง นางยังคงมองกระดานดวงดาวโชคชะตาอย่างสงบ ทำการอนุมานและคำนวณ

    เนิ่นนานในภายหลัง หิมะที่นอกหน้าต่างหยุดลงแล้ว เมฆในท้องฟ้าราตรีกระจายไป แสงดวงดาวส่องลงมาบนหิมะที่ทับถมบนพื้นพระราชวัง สะท้อนเข้ามาภายในห้อง สุดท้ายตกลงบนกระดานดวงดาวโชคชะตา

    นางยืนขึ้น ไพล่มือทั้งสองข้างไปด้านหลังแล้วเดินออกไปนอกตำหนัก

    กระดานดวงดาวโชคชะตายังวางอยู่บนโต๊ะอย่างสงบ เส้นทางกับแผนภาพที่เคลื่อนไหวเหล่านั้นค่อยๆ หยุดลง

    นั่นคือแผนที่ดวงดาว

     

    เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาตลอดหกวันเต็มทั้งในพระราชวังกับสำนักศึกษาศาสนาหลวง

    ข้างกายของเฉินฉางเซิงเต็มไปด้วยกองกระดาษ บนกระดาษเหล่านั้นเขียนเต็มไปด้วยเนื้อหาต่างๆ กับคำพูด เขายุ่งจนถึงขั้นไม่ค่อยได้อาบน้ำ แต่ก็ยังคงไม่หยุดทำการคำนวณ เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ทว่ากลับมีความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ

    สวีโหย่วหรงเองก็ใช้กระดานดวงดาวโชคชะตาทำการคำนวณและอนุมานไม่หยุด จนท้ายที่สุดได้รับแผนที่ดวงดาวกว่าสิบเจ็ดภาพ ทุกภาพของแผนที่ดวงดาวล้วนชี้ไปที่ชัยชนะอย่างไม่ต้องสงสัย

    บรรยากาศของจิงตูคึกคักขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศของพระราชวังกับสำนักศึกษาศาสนาหลวงกลับยิ่งตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

    เพราะคนจำนวนมากล้วนมองเห็นเฉินฉางเซิงกับสวีโหย่วหรงเตรียมการเพื่อการต่อสู้ครั้งนี้เป็นเวลานานมาก เพื่อเรื่องนี้มิรู้ว่าได้ทุ่มเทแรงใจไปเท่าไร

    หกวันผ่านไป มาถึงวันที่เจ็ด วันที่เจ็ดก็คือวันเริ่มการประลอง

    ยามเช้าตรู่ สถานที่อื่นในจิงตูล้วนเงียบเชียบ ชาวเมืองจำนวนนับไม่ถ้วนเดินเลียบไปตามแม่น้ำลั่วเหอ

    สถานที่ประลองของเฉินฉางเซิงกับสวีโหย่วหรงอยู่บนสะพานไน่เหอซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำลั่วเหอ ในสายตาของทุกคน ที่นี่เหมาะจะเป็นสนามประลองมากที่สุด

    ไม่ใช่เพราะทิวทัศน์ของสะพานไน่เหอนั้นมีชื่อเสียง คู่ควรที่จะเป็นสนามประลองของการประลองที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะต้องได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่เป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งของสะพานไน่เหอ

    ทางด้านตะวันตกของสะพานไน่เหอคือตำหนักหลีกง ด้านตะวันออกคือพระราชวัง และระยะห่างจากสถานที่ทั้งสองก็เท่ากัน

    การเลือกที่นี่เป็นสนามประลองไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีความหมายแฝงอยู่ และยังเพื่อความเป็นธรรม

    สวีโหย่วหรงพักอยู่ในพระราชวังมาโดยตลอด อีกครู่หนึ่งให้หลังก็น่าจะเดินออกมาจากพระราชวัง แต่เฉินฉางเซิงไม่ได้เดินทางมาจากตำหนักหลีกง เขาออกมาจากสำนักศึกษาศาสนาหลวง ทำเหมือนกับตามปกติ ตื่นขึ้นมาตอนยามห้า สงบจิตอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ลืมตา ภายใต้สายตาที่กระตือรือร้นของเซวียนหยวนพั่ว เขากินบะหมี่เนื้อไปสองชามใหญ่ๆ ภายใต้การช่วยเหลือของซูโม่อวี๋ เขานำชุดสำนักมาสวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นคอเสื้อ ความยาวของเสื้อคลุม หรือระยะระหว่างชายเสื้อกับรองเท้าก็ตรงกับหลักการอันเข้มงวดอย่างสมบูรณ์แบบ

    ถังซานสือลิ่วไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่ยืนอยู่ที่ด้านข้าง ในมือถือไม้จิ้มฟันแคะฟันไม่หยุด เวลาเดียวกันก็บ่นพึมพำว่าเนื้อวัววันนี้ตุ๋นได้ไม่เปื่อยเลย

    ประตูของสำนักศึกษาศาสนาหลวงค่อยๆ เปิดออก เฉินฉางเซิงเดินออกไปพร้อมกับพวกถังซานสือลิ่วและพวกศิษย์ใหม่ เดินผ่านตรอกไป่ฮวา ไปยังถนนสายหลัก หลังจากนั้นก็อยู่ภายใต้การจับจ้องของสายตาจำนวนนับไม่ถ้วน มุ่งหน้าเดินไปตามแม่น้ำลั่วเหอ

    ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ในมือของถังซานสือลิ่วมีชามน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋สองตัวเพิ่มขึ้นมา

    นักบวชซินที่อยู่บนถนนได้เห็นภาพนี้เข้าก็ส่ายหัวพลางพูดขึ้นอย่างจนใจ “ในเวลาที่ตึงเครียดเช่นนี้ เจ้าถึงกับยังไม่ลืมเรื่องนี้อีก”

    “มีอะไรให้กังวล อย่างไรเสียก็มีแค่แพ้ชนะ ไม่ได้มีความเป็นความตายมาเกี่ยว ยิ่งไปกว่านั้นแต่ไหนแต่ไรมาอาหารเลิศรสก็อยู่เหนือความเป็นความตาย”

    ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อได้ยินคำพูดพวกนี้ ความรู้สึกของเฉินฉางเซิงก็สงบลงมาก

    แต่ในวันนี้ทั่วทั้งจิงตูได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะไม่อาจสงบลงได้อีก

    ข่าวที่เฉินฉางเซิงออกมาจากสำนักศึกษาศาสนาหลวงแล้วได้กระจายไปทั่วจิงตูตามการพัดพาของสายลมในฤดูหนาว

    “เฉินฉางเซิงออกจากตรอกไป่ฮวาแล้ว”

    “ศิษย์ของสำนักศึกษาศาสนาหลวงก็ตามมาด้วย”

    “คนของตำหนักหลีกงเข้ามารับเขาแล้ว”

    “พวกเขามาถึงสระโม่ฉือ (หมึก) แล้ว”

    “ผ่านสวนเทียนทง (ผ่านสวรรค์) ไปแล้ว”

    “เฉินฉางเซิงใกล้จะมาถึงอารามหุยหลง (มังกรหวน) แล้ว”


     

    ตอนที่ 9

    ทิวทัศน์ของสะพานไน่เหอ

     

    ที่ตรอกกองทัพเหนือซือเจิ้งเงียบสนิท ดอกของต้นไห่ถังทั้งสองต้นที่อยู่กลางสวนได้ร่วงโรยไปหมดสิ้นแล้ว แต่สองวันมานี้เป็นเพราะหิมะตก จึงราวกับทะเลดอกไม้ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

    โจวทงยืนอยู่ใต้ต้นไห่ถัง มองดูผู้ใต้บังคับบัญชาที่คุกเข่ารายงานอยู่เบื้องหน้า แล้วพูดขึ้นอย่างรำคาญ “เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ก็ยังต้องมารายงานด้วยหรือ”

    เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาล้วนไม่เข้าใจกันอย่างมาก ในใจคิดว่าการต่อสู้ระหว่างสวีโหย่วหรงกับเฉินฉางเซิงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในปีนี้ เหตุใดใต้เท้าถึงไม่สนใจเลยเช่นนี้

    “ในเมื่อไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย เช่นนั้นก็เป็นเรื่องเล็ก”

    โจวทงกับถังซานสือลิ่วมีความคิดเหมือนกัน เมื่อพูดประโยคนี้จบก็หันกายเดินเข้าไปในห้องและไม่สนใจเรื่องนี้อีก

    การต่อสู้ครั้งนี้โจวทงไม่สนใจ แต่ยังมีคนอีกมากที่แสนจะสนใจ

    ข้างทะเลสาบหิมะที่เงียบสงบแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเมือง เทียนไห่เฉิงอู่กำลังพิงรั้วมองหิมะ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้นึกถึงทะเลสาบที่อยู่นอกหอเฉิงหูนั้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกในใจจึงเปลี่ยนเป็นย่ำแย่

    หลายวันมานี้ตอนที่เขาพูดกับสวีซื่อจี้มักเกรงอกเกรงใจกว่าเมื่อก่อนอยู่บ้าง เพราะสวีโหย่วหรงกลายมาเป็นธิดาเทพเร็วกว่าที่ทุกคนคิด

    แต่อาจเป็นเพราะตอนนี้ความรู้สึกเขาค่อนข้างย่ำแย่ ทั้งยังเจือไปด้วยความกังวล ท่าทีที่เขามีต่อสวีซื่อจี้จึงกลับมาเป็นเหมือนสมัยก่อน กระทั่งยังเพิ่มความแข็งกร้าวและตรงไปตรงมายิ่งขึ้น

    “เจ้าคิดจะพึ่งตำหนักหลีกงก็ต้องดูด้วยว่าอีกฝ่ายยินยอมให้เจ้าพึ่งหรือไม่ ใต้เท้าสังฆราชฝืนถอดถอนหนังสือสมรส จวนขุนพลเทพถูกชาวโลกหัวเราะเยาะอีกครั้ง เรื่องนี้มีผลดีอะไรกับเจ้ากัน” เทียนไห่เฉิงอู่เอ่ยต่อ “ในเมื่อการต่อสู้ครั้งนี้อย่างไรก็ต้องสู้ ไยต้องทำเรื่องไร้ประโยชน์ก่อนหน้าเหล่านั้น”

    สวีซื่อจี้นิ่งเงียบไม่พูด ใบหน้าเรียบเฉย แต่อันที่จริงในใจนั้นโมโหจนถึงขีดสุด

    เทียนไห่เฉิงอู่แย้มยิ้ม “วันนี้ก็ต้องดูว่าสวีโหย่วหรงจะระบายอารมณ์แทนบิดาอย่างเจ้าเช่นไร”

     

    จำนวนคนของสำนักศึกษาศาสนาหลวงไม่ได้มีมากนัก ทั้งหมดรวมกันแล้วก็มีร้อยกว่าคน

    แต่เมื่อคนร้อยกว่าคนมาเดินพร้อมกันบนถนน แรงกดดันก็ข่มขวัญผู้คนอยู่บ้าง โดยเฉพาะด้านหลังยังมีชาวเมืองจิงตูนับพันตามมาด้วย เสียงจึงยิ่งดัง มองดูแล้วน่าตกตะลึงนัก

    พ้นอารามหุยหลงมาก็เจอกับแม่น้ำลั่วเหออีกครั้ง ด้านหน้าไม่ไกลพอจะมองเห็นสะพานมีชื่อแห่งนั้นแล้ว

    แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าไปใกล้ได้ นอกจากเฉินฉางเซิงแล้วถังซานสือลิ่วกับเหล่าศิษย์ที่ตามมาล้วนถูกขวางเอาไว้ที่ปากถนนปาหลิ่ว (หลิวแปดต้น)

    จากถนนปาหลิ่วถึงถนนซื่อฟาง (สี่ทิศ) โดยรอบของสะพานไน่เหอในรัศมีประมาณหนึ่งหลี่ล้วนถูกขวางกั้น

    ในเมื่อไม่อาจเข้าไปใกล้ได้ ชาวเมืองที่มาชมการประลองจึงทำได้เพียงยืนอยู่ที่สองฝั่งของแม่น้ำลั่วเหอ ตอนนี้มีคนมาถึงเป็นจำนวนมากแล้ว แนวต้นไม้สองฝั่งแม่น้ำมีคนยืนอยู่เต็มไปหมด เรียงแถวไกลออกไปจนมองไม่เห็นปลายแถว

    ผู้คนกำลังพูดคุยกันถึงการประลองที่กำลังจะเริ่มขึ้น วิเคราะห์กันว่าใครจะแข็งแกร่งยิ่งกว่า ใครจะได้รับชัยชนะ

    ต่างกับเวลานี้ของเมื่อปีก่อนอย่างสิ้นเชิง เฉินฉางเซิงในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การประลองกระบวนท่ากระบี่กับโก่วหานสือที่งานชุมนุมไม้เลื้อย การได้อันดับหนึ่งของการสอบใหญ่อันไม่อาจจินตนาการได้ ตอนที่อยู่ในสุสานเทียนซูก็ได้ทำให้แสงดวงดาวสาดส่องมายังจิงตู เขาถูกคนมากมายเอาไปเปรียบเทียบกับหวังจือเช่อในปีนั้น ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสวนโจว แล้วยังการต่อสู้เหล่านั้นที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับใต้ เพียงแค่พูดถึงช่วงต้นฤดูร้อนมาจนถึงตอนนี้ สำนักศึกษาศาสนาหลวงได้รับคำท้าประลองนับไม่ถ้วน เฉินฉางเซิงนั้นยังไม่เคยแพ้แม้แต่ครั้งเดียว ที่ยิ่งทำให้คนต้องตกตะลึงคือเขาเอาชนะยอดฝีมือที่อยู่ในขั้นรวบรวมดวงดาวระดับต้นติดต่อกันถึงหกคน จากสิ่งนี้ในที่สุดผู้คนถึงได้พบว่าที่แท้การเอาชนะข้ามขั้นที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย แต่เป็นเรื่องที่ควรเป็นไปเช่นนั้น ความรู้สึกของผู้คนเริ่มจากตกตะลึงพรึงเพริดไปจนถึงเป็นไปตามธรรมชาติ กระทั่งค่อนข้างจะชินชา เฉินฉางเซิงได้ทำให้โลกนี้ตกอกตกใจมากเกินไปแล้ว

    อีกฝ่ายที่อยู่ในการประลองครั้งนี้ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เดิมทีสวีโหย่วหรงก็เป็นการดำรงอยู่ที่พิเศษอยู่แล้ว นางที่มีสายเลือดของหงส์ฟ้าก็เหมือนกับชิวซานจวิน ตั้งแต่เริ่มฝึกบำเพ็ญเพียรเป็นต้นมาก็ก้าวข้ามขอบเขตที่คนธรรมดาจะสามารถจินตนาการได้ไปแล้ว อีกทั้งยังก้าวข้ามขอบเขตของคนรุ่นเดียวกัน นางไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการสอบใหญ่ นางมีคุณสมบัติที่จะเข้าไปในสุสานเทียนซูได้ตลอดเวลา อันที่จริงตั้งแต่ที่นางอายุสิบปีก็เริ่มศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์สวรรค์แล้ว ไม่มีใครรู้ว่านางเคยประมือกับยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในขั้นรวบรวมดวงดาวระดับต้นหรือไม่ แต่คนจำนวนมากรวมไปถึงเฉินฉางเซิงล้วนไม่ลังเลที่จะเชื่อว่านางต้องทำเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดายอย่างแน่นอน

    หากพูดว่าหนึ่งปีมานี้เฉินฉางเซิงได้ทำให้โลกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เช่นนั้นเดิมทีสวีโหย่วหรงก็เป็นการดำรงอยู่ที่น่าตกตะลึงและน่ายินดีที่สุดในโลก

    “พวกเขามาแล้ว!”

    ริมฝั่งแม่น้ำมีชาวเมืองบางส่วนพบว่าเฉินฉางเซิงกับคนของสำนักศึกษาศาสนาหลวงได้มาถึงแล้ว จึงพากันตะโกนขึ้นมา บริเวณนั้นเกิดความคึกคักวุ่นวาย

    มีชาวเมืองบางส่วนทำความเคารพเขาอย่างนับถือ มีชาวเมืองบางส่วนตะโกนถามอะไรบางอย่างเสียงดัง แต่ไม่มีใครให้กำลังใจเขา ในถ้อยคำจำนวนนับไม่ถ้วนไม่ได้ยินสักคำที่บอกว่า ‘เจ้าจะต้องชนะให้ได้นะ’

    “จากข่าวที่สี่โรงพนันใหญ่ส่งมา นอกจากสำนักศึกษาศาสนาหลวงกับสำนักการศึกษาแล้วก็ไม่มีผู้ใดลงเดิมพันข้างเจ้า แม้แต่นักบวชจำนวนมากของตำหนักหลีกงก็ล้วนลงข้างสวีโหย่วหรง” ถังซานสือลิ่วพูดปลอบใจ “แต่เจ้าสามารถเข้าใจได้ว่านี่คือความชอบของชาวเมืองจิงตู ไม่ใช่การประเมินความแข็งแกร่งของพวกเจ้า”

    เฉินฉางเซิงคิดในใจ นี่ถือว่าเป็นการปลอบใจด้วยหรือ

    เขาเอ่ยถามถังซานสือลิ่ว “แล้วเจ้าเล่า”

    “ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า”

    ความเชื่อมั่นนี้ไม่ใช่การเชื่อแบบหลับหูหลับตา ยิ่งไม่เกี่ยวข้องกับมิตรภาพความใกล้ชิด แต่อยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ชัดเจน

    ถังซานสือลิ่วชัดเจนเป็นอย่างมาก เจ็ดวันมานี้เฉินฉางเซิงเตรียมตัวอย่างจริงจังและยากลำบากขนาดไหน ทุกวันได้เห็นภาพเฉินฉางเซิงทำการคำนวณและอนุมานอยู่ในห้อง กระทั่งเขายังรู้สึกว่าบนโลกนี้คงหาคนที่จริงจังยิ่งกว่าเฉินฉางเซิงไม่เจออีกแล้ว อย่างที่เรียกว่าสวรรค์มีตา ขอเพียงดวงดาวบนท้องฟ้ายังส่องสว่างอยู่ คนที่จริงจังเช่นเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพ่ายแพ้

    “ข้าแนะนำให้เจ้าลงข้างที่ข้าแพ้”

    เฉินฉางเซิงตบบ่าของเขา หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปทางถนนปาหลิ่วภายใต้การนำทางของนักบวช

    มองดูเงาหลังของอีกฝ่าย ถังซานสือลิ่วคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้พูดอะไร เขาพอจะรู้สึกได้ว่าคำพูดทิ้งท้ายนั้นเหมือนจะบ่งชี้ไปที่บางสิ่ง

    เซวียนหยวนพั่วเห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดของเขาจึงถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย ดังนั้นจะเป็นอย่างไรก็ได้ ทำไมในตอนนี้ถึงเริ่มกังวลขึ้นมาเล่า”

    “ข้าไม่ได้กังวลว่าเขาจะแพ้หรือไม่ แต่ข้ากำลังกังวลเรื่องเงินของข้า” ถังซานสือลิ่วหันไปทางผู้คนแล้วเดินออกไป

    เซวียนหยวนพั่วยิ่งมึนงง ตะโกนไล่หลัง “เจ้าจะไปไหน”

    ถังซานสือลิ่วตอบโดยที่ไม่ได้หันหน้ากลับมา “ข้าจะไปที่สี่โรงพนันใหญ่เพื่อยกเลิกการเดิมพัน”

     

    ถนนปาหลิ่วเงียบสงบเป็นอย่างมาก นอกจากนักบวชที่นำทางผู้นั้นแล้วก็มองไม่เห็นผู้ใดอีก

    แต่ตอนที่มาถึงตรอกข้างถนนปาหลิ่วที่จะทะลุไปถึงข้างแม่น้ำลั่วเหอ นักบวชผู้นั้นก็หยุดเท้าลง ผายมือเชิญให้เฉินฉางเซิงเดินไป

    เฉินฉางเซิงพยักหน้าแล้วเดินไปในตรอก ไม่นานก็มาถึงข้างแม่น้ำลั่วเหอ เดินขึ้นบันได มาถึงด้านล่างของสะพานไน่เหอ

    สะพานไน่เหอเป็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่บนแม่น้ำลั่วเหอ บนสะพานมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถให้รถม้าหลายคันขับผ่านพร้อมกัน ตัวสะพานเองก็สูงอย่างมาก ทว่าไม่ลาดชัน เมื่อเทียบกับสะพานแห่งอื่นก็ค่อนข้างจะราบกว่า เมื่อยืนที่ด้านล่างของสะพานแล้วมองไปจะรู้สึกว่าบนสะพานเหมือนเป็นลานแห่งหนึ่งเสียมากกว่า

    เฉินฉางเซิงเดินขึ้นไปบนสะพาน ไม่นานก็มาถึงกึ่งกลางของสะพาน

    บนสะพานไน่เหอไม่มีใครอยู่ ฝั่งตรงข้ามของสะพานเองก็ไม่มีคน กระทั่งสถานที่ที่สามารถมองเห็นได้ก็ล้วนไม่มีคน ช่างว่างเปล่าและเงียบสงบเป็นอย่างมาก

    เขายืนอยู่บนสะพาน มองดูสายน้ำที่ไหลอยู่ใต้สะพานแล้วพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา

    เสาของสะพานไน่เหอเมื่อสองปีก่อนเคยถูกเรือบรรทุกสินค้าพุ่งชน ราชสำนักได้เสียเงินไปเป็นจำนวนมากเพื่อซ่อมแซมและใช้ค่ายกลเสริมความแข็งแรง

    ค่ายกลที่ว่าอยู่ที่ใต้สะพาน

    เช่นเดียวกัน ประตูน้ำหลายแห่งที่สำคัญของแม่น้ำลั่วเหอก็มีค่ายกลติดตั้งไว้ เช่นนี้แล้วถึงจะสามารถรับรองได้ว่าในฤดูหนาวที่หนาวจัด น้ำจะไม่กลายเป็นน้ำแข็ง เรือขนเสบียงกับเรือสินค้าจากทางใต้เหล่านั้นยังคงสามารถเดินทางได้อย่างอิสระ เพียงแต่วันนี้หลายที่ของจิงตูถูกจำกัดการเข้าถึง โดยเฉพาะรอบๆ สะพานไน่เหอ ตามปกติบนแม่น้ำจะต้องมีเรือผ่านไม่หยุด ยามนี้กลับเงียบสงบเป็นอย่างมาก

    เช่นเดียวกับสะพานแห่งนี้

    คนสักคนยังไม่มี เรือสักลำก็ไม่มีเช่นกัน

    ขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องพวกนี้เขาก็ได้เห็นว่าที่ด้านล่างมีเรือลำใหญ่ลำหนึ่งค่อยๆ แล่นเข้ามา

    เรือลำนั้นใหญ่โตเป็นอย่างมาก น่าจะเป็นเรือรบของกองทัพเรือของต้าโจว ดาดฟ้าเรือนั่นแทบจะอยู่ในระนาบเดียวกับสะพานไน่เหออยู่แล้ว

    เรือใหญ่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก บนดาดฟ้าเรือก็มีคนยืนอยู่ไม่น้อย ส่วนมากล้วนเป็นคนที่เขารู้จัก

    เสียงน้ำดังขึ้นเบาๆ เรือใหญ่ค่อยๆ หยุดลงแล้วทอดสมอ โดยมีระยะห่างจากสะพานไน่เหอประมาณหนึ่งหลี่

    เฉินฉางเซิงมองเห็นอย่างชัดเจนว่าบนดาดฟ้าเรือมีขุนพลเทพที่สวมชุดเกราะยืนอยู่หลายคน ที่เขารู้จักก็คือเซวียสิ่งชวน เฟ่ยเตี่ยน…เซวียเหอก็คาดไม่ถึงว่าจะกลับมาแล้ว แน่นอนว่าต้องมีสวีซื่อจี้ แล้วก็ยังมีอาจารย์ผู้ดูแลของสำนักไม้เลื้อยต่างๆ ตรงกลางคือเจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักเทียนเต้า จวงจือฮ่วน ถัดมาด้านหน้าเล็กน้อยมีบุคคลสำคัญของราชสำนักกับศาสนาหลวงยืนอยู่ เขามองเห็นเหมาชิวอวี่ มองเห็นราชันแห่งหลิงไห่กับนักพรตซือหยวน มองเห็นเสนาบดีกรมพิธีการ และยังมองเห็นโม่อวี่กับองค์ชายเฉินหลิวอีกด้วย

    แต่บุคคลสำคัญเหล่านี้ยังคงไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด

    ที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือคือจิตรกรสามคนที่มาจากหอเทียนจี หนึ่งในนั้นเคยได้ชมการประลองของเฉินฉางเซิงกับโจวจื้อเหิง จิตรกรอีกสองคนเพิ่งจะรีบตามมาจากหอเทียนจี ทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นรวบรวมดวงดาว ตอนที่อยู่ในเมืองสวินหยางได้เห็นนักฆ่าที่อยู่ในขั้นรวบรวมดวงดาวอย่างหลิวชิงทุกคนล้วนรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อแล้ว แต่นี่ถึงกับเป็นจิตรกรที่อยู่ในขั้นรวบรวมดวงดาว

    เฉินฉางเซิงมองคนที่อยู่บนเรือ

    คนบนเรือก็มองเขาที่อยู่บนสะพาน

    นักพรตซือหยวนพูดขึ้น “ถึงแม้ข้าจะรู้สึกมาตลอดว่านี่เป็นเรื่องเหลวไหล แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นเจ้าสำนักของสำนักศึกษาศาสนาหลวง หวังเพียงว่าเขาอย่าได้แพ้ให้ไม่น่าดูเกินไปนัก”

    เหมาชิวอวี่ที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นอย่างสงบ “ยังไม่เริ่มก็พูดเรื่องแพ้ชนะแล้ว ออกจะเร็วเกินไปกระมัง”

    ราชันแห่งหลิงไห่กล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “ผลแพ้ชนะได้ออกมาแล้ว”

    ในสายตาของเหล่าผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในระดับสูงสุดของขั้นรวบรวมดวงดาวซึ่งห่างจากขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์เพียงก้าวเดียว รายละเอียดใดๆ ก็ตามก่อนการต่อสู้ล้วนสามารถส่งผลกระทบถึงผลแพ้ชนะในท้ายที่สุด

    ราชันแห่งหลิงไห่คิดว่าในเมื่อเฉินฉางเซิงมาถึงก่อน เช่นนั้นก็จะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย ตอนนี้ยังห่างจากเวลาที่นัดหมายอยู่มาก เขามาก่อนเวลาขนาดนี้แสดงให้เห็นว่าใจของเขาไม่สงบพอ อีกทั้งตอนนี้เขายังยืนอยู่บนสะพานไน่เหอเพียงลำพัง ต่อให้คิดจะสงบใจก็เกรงว่าจะทำได้ยากแล้ว

    สภาพการณ์นี้หมายความว่าเขากำลังรอคอย เมื่อรอคอยก็หมายความว่าจิตใจย่อมถูกทำให้สั่นไหวได้ ช่วงเวลาที่รออยู่บนสะพานจำเป็นต้องใช้การครุ่นคิดมาเติมเต็ม ซึ่งก่อนการต่อสู้ครั้งใหญ่การคิดมากมายเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี

    “นี่เป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดี” เหมาชิวอวี่มองไปทางสะพานไน่เหอ พูดขึ้นอย่างสงบ “มาถึงก่อนบางทีอาจเพราะฟุ้งซ่านและร้อนรน บางทีอาจสงบนิ่ง มาเพื่อปรับตัวให้ชินกับสภาพแวดล้อมก่อน อย่างไรเสียก็ต้องดูนิสัยของคนผู้นั้น”

    คำพูดนี้มีเหตุผลเป็นอย่างมาก

    ที่จริงแต่ละฝ่ายก็ต่างมีเหตุผลของตน เพียงแต่เพราะจุดยืนที่ต่างกัน เป้าหมายต่างกัน ดังนั้นเหตุผลที่เอ่ยอ้างและสนับสนุนย่อมต้องขัดแย้งกัน

    สามารถมองออกว่าคนที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้มีจุดยืนอย่างไรจากเหตุผลสนับสนุนกับคำพูดที่ใช้

    “ข้าไม่เข้าใจเรื่องการฝึกบำเพ็ญเพียร แต่เมื่อดูจากเจ้าสำนักเฉินในอดีตที่ผ่านมา หากพูดถึงความสงบกับความอดทนก็ไม่จำเป็นต้องสงสัยกันแล้ว”

    คนที่พูดคือเสนาบดีกรมพิธีการ

    คนจำนวนมากล้วนมองมาด้วยสายตาตกตะลึง แม้แต่องค์ชายเฉินหลิวก็ยังเอียงตัวมามองขุนนางอาวุโสผู้นี้แวบหนึ่ง จนกระทั่งถึงตอนนี้ผู้คนถึงได้รู้ ที่แท้เสนาบดีกรมพิธีการก็แบ่งใจให้กับเชื้อพระวงศ์เก่า!

     

    ในสำนักศึกษาศาสนาหลวง เจ๋อซิ่วมองออกไปยังท้องฟ้าสีเทาที่นอกหน้าต่าง นิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็ยืนขึ้น หยิบเอาไม้เท้าจากบนผนังแล้วเดินออกไป

    ตอนที่เขาเดินออกจากอาคารหลังเล็กก็รู้สึกว่าใบหน้าเย็นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เมื่อยื่นมือออกไปจับก็พบว่าเป็นหิมะเกล็ดหนึ่งที่กำลังละลาย

    เขาเงยหน้าขึ้นไปมองฟ้าถึงได้รู้ว่าที่แท้หิมะเริ่มตกอีกครั้งแล้ว

     

    “หิมะตกแล้ว” มีคนบนเรือพูดขึ้น

    เกล็ดหิมะที่ค่อยๆ โปรยปรายลงมาทำให้ผู้คนที่อยู่บนเรือลำใหญ่มีการเคลื่อนไหว หลังจากนั้นก็เงียบเสียงลงอีกครั้ง

    ผู้คนมองไปยังเฉินฉางเซิงที่อยู่บนสะพาน ในใจคิดว่าหากหิมะตกหนักกว่านี้ก็เป็นไปได้ว่าจะรบกวนจิตใจของเขา

    มองดูหิมะที่ตกลงมา สวีโหย่วหรงจะมาเร็วขึ้นอีกหน่อย หรือจะจงใจมาให้สายอีกหน่อยกัน

    เกล็ดหิมะค่อยๆ กลายเป็นแผ่นหิมะ

    ผ่านไปไม่นาน บนร่างของเฉินฉางเซิงก็ถูกหิมะคลุมจนเป็นสีขาวไปแถบหนึ่ง

    ชาวเมืองที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำลั่วเหอพลันยกร่มขึ้นมา ร่มนับหมื่นคันกางขึ้นพร้อมกัน ภาพที่เห็นออกจะน่าตื่นตาอยู่บ้าง

    เฉินฉางเซิงมองไม่เห็นภาพเหตุการณ์นี้ เขามองเห็นเพียงแค่หิมะที่ตกลงตรงหน้า

    เขายืนนิ่งๆ บนสะพานมานานมาก แต่ก็เหมือนกับที่ราชันแห่งหลิงไห่วิเคราะห์เอาไว้ จิตใจของเขายังคงไม่อาจสงบลงอย่างสมบูรณ์

    เพราะเขาในตอนนี้กังวลเป็นอย่างมาก

    พูดให้ถูกคือเขากังวลอย่างมากมาโดยตลอด

    ตั้งแต่ที่เห็นนกกระเรียนขาวบินลงมาที่ข้างทะเลสาบในสำนักศึกษาศาสนาหลวง เขาก็เริ่มเป็นกังวล กังวลมาตลอดหลายวัน จนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม

    เขาไม่เคยชินกับความรู้สึกกังวล เขารู้ดีแก่ใจว่าความรู้สึกเช่นนี้ไม่ดีต่อร่างกาย และยิ่งส่งผลกระทบถึงความสามารถที่เขาจะใช้ออกมาในการต่อสู้

    ดังนั้นเขาจึงค่อยๆ ร้อนรนขึ้นมา

    สาเหตุของความกังวลและร้อนรนแน่นอนว่าเป็นเพราะการประลองนี้ แต่เหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือคู่ต่อสู้ในการประลองคือนาง

    จากซีหนิงมาถึงจิงตูได้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย ต้นเหตุทั้งหมดล้วนเป็นนาง และในที่สุดเขาก็จะได้พบเจอกับนางแล้ว

    หลายวันก่อนหน้านี้ ในการคำนวณอนุมานเขาอดสงสัยไม่ได้ว่าหลังจากที่ได้เจอกับนางจริงๆ แล้วควรจะพูดอะไร

    เขาคิดไม่ออก

    เมื่อคิดไม่ออกก็ไม่คิดแล้ว

    ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้

    เขาไม่ได้มองไปที่เรือลำใหญ่กับคนที่อยู่บนนั้นแล้ว เพราะนั่นเป็นเรื่องทางโลกซึ่งซับซ้อนเกินไป

    เขาไม่มองหิมะที่ตกลงมาจากฟ้าอีก เพราะหิมะนั้นเคลื่อนไหวอย่างไร้ร่องรอย ยากที่จะคาดคะเน

    เขามองไปที่สายน้ำซึ่งอยู่ใต้สะพาน

    แม่น้ำลั่วเหอในฤดูหนาวนั้นสงบนิ่ง แต่ส่วนลึกใต้ผิวน้ำลงไปมีการไหลอย่างต่อเนื่อง

    ความสงบนิ่งและการไหลผสานรวมเป็นหนึ่ง นี่คือการเคลื่อนไหวผสานกันเป็นหนึ่ง

    เขามองไปที่ใต้สะพาน ปล่อยให้จิตใจไหลไปตามสายน้ำ จากนั้นค่อยๆ สงบลง กระทั่งลืมเลือนสรรพสิ่ง เกิดเป็นความว่างเปล่า

    เป็นในตอนนี้เอง สวีโหย่วหรงมาถึงแล้ว

    นางเดินมาจากถนนสายยาวทางด้านนั้น ราวล่องลอยมากับสายลมและเกล็ดหิมะ มาอย่างไร้สุ้มเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหวใด

    สามลมและหิมะเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติอย่างมาก การมาถึงของนางก็เป็นธรรมชาติอย่างมาก ถึงกับไม่มีคนรู้ตัวนางก็มาถึงใต้สะพานไน่เหอแล้ว

    เฉินฉางเซิงกำลังมองทิวทัศน์น้ำไหลอยู่บนสะพาน

    นางมองคนผู้นั้นที่มองทิวทัศน์อยู่บนสะพาน

    นกกระเรียนขาวบินมาจากที่ห่างไกล พัดเกล็ดหิมะกระจัดกระจาย แล้วร่อนลงบนชายคาสีดำของเรือนหลังหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังสะพาน

    นี่ก็เป็นทิวทัศน์ที่แสนจะงดงามอย่างมากภาพหนึ่ง 

     

    (ติดตามต่อได้ในฉบับรูปเล่ม ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา 10)

     

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    Facebook