• Connect with us

    Enter Books

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน ปริศนาด่านปีศาจอวี้เหมิน 1 บทที่ 5

    บทที่ 5

     

    การขับรถอยู่บนพื้นที่ผลึกเกลือทำให้คนรู้สึกคล้ายวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง เฝยถังจนปัญญาไม่สามารถแบ่งสมาธิไปที่กระเป๋าของเยี่ยหลิวซีได้

    ในเวลานี้เขาถึงตระหนักได้ถึงความยิ่งใหญ่ของคนงานซ่อมสร้างถนน แผ่นฟ้าผืนพสุธากว้างใหญ่ ซ่อมสร้างถนนใหญ่ยิ่งกว่า เวรเอ๊ย! แบบนี้มันเรียกว่าถนนได้ด้วยหรือไง

    รถแล่นโคลงเคลง เหมือนมีมือจำนวนนับไม่ถ้วนคอยดันอยู่ทางด้านล่าง กระแทกตึงตังจนรถเอียงซ้ายเอียงขวา เนื้อตัวชาไปหมด ครั้นรถหยุดโคลง คนกลับเนื้อตัวสั่นโยกซ้ายโยกขวาราวกับเป็นสันนิบาต ไม่ต่างอะไรกับถูกไฟช็อต

    ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นคือไม่เพียงแค่ซ้ายขวาหน้าหลัง ทว่าพื้นที่ตลอดสามร้อยหกสิบองศาล้วนแต่เป็นแบบนี้ จนยากจะบอกทิศทางได้ ล้อรถหากเบี่ยงออกไปแค่เพียงนิดเดียว ขับไปแค่สิบหลี่ก็พลัดหลงกันได้แล้ว ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่ามีรถสองคันตีคู่กันอยู่ดีๆ แต่เพราะเกิดพายุฝุ่นทรายทำให้มองไม่เห็นทาง แค่พริบตาเดียวต่างฝ่ายก็หากันไม่พบแล้ว…เดิมทีเขายังคิดว่านี่ก็แค่เรื่องโกหกพกลมเท่านั้น แค่ขับย้อนกลับทางเดิมไปก็ได้แล้วไม่ใช่หรือไง มาตอนนี้ถึงได้รู้ว่ามันไม่มีคำว่าทางเดิม

    ไร้กระบวนท่าเหนือกว่ามีกระบวนท่า ที่นี่ไม่มีทางแยกคดเคี้ยว แต่กลับทำคนตายมาแล้วเป็นจำนวนมาก บัดซบเอ๊ย นี่มันเขาวงกตที่ใหญ่ที่สุดในโลกชัดๆ

    เฝยถังอุ้งมือชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ สายตาจับจ้องอยู่ที่รถของชางตงไม่ยอมปล่อยให้คลาดสายตา เขาขับอยู่ด้านหลังราวกับคนสิ้นหวัง ความเร็วรถไม่ถึงเจ็ดแปดกิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยซ้ำ

    เยี่ยหลิวซีเองก็ถูกรถเหวี่ยงไปมาจนกระเพาะปั่นป่วน รู้สึกเหมือนจะอาเจียนออกมาได้ทุกเมื่อ เธอตบรถ บอก “จอดๆๆ นายขับแบบนี้ช้ากว่าฉันเดินเสียอีก ให้ฉันหยุดพักสักครู่ เดี๋ยวฉันจะลงเดินตามรถไปเอง”

    เฝยถังนึกอิจฉาอีกฝ่าย เขาเองก็อยากลงไปเดินเหมือนกัน ทว่าไม่ได้ คนมีไม่พอ ถ้าเขาลงไปเดินแล้วรถใครจะเป็นคนขับ

     

    ชางตงลังเลตัดสินใจไม่ถูก

    รถของเขาครึ่งหนึ่งได้รับการดัดแปลงเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นเส้นทางนี้จึงไม่นับว่าลำบากอะไร หนำซ้ำยังมีผู้คนใช้น้อยมาก อันที่จริงแล้วยังมีเส้นทางอีกสายหนึ่งที่ใช้ได้ สถานที่ดังกล่าวเป็นทุ่งเกลือ ถึงจะอ้อมไกลหน่อยแต่ก็เดินทางได้สะดวกกว่า…

    ชางตงเลือกใช้เส้นทางนี้เพราะมันใกล้กว่า ตัดเข้าสู่ตำบลหลัวปู้พัวได้ แต่นึกไม่ถึงว่ารถของเฝยถังจะไม่เอาไหนขนาดนั้น คงเพราะเป็นรถเช่า เกรงว่าหากดัดแปลงมันเต็มที่อาจต้องชดใช้ค่าเสียหายภายหลัง แต่เพราะแบบนี้ทำให้ความเร็วรถของเขาถูกเฝยถังรั้งไว้ ดังนั้นตอนนี้เขาควรไปต่อหรือเลือกใช้อีกเส้นทางหนึ่งจะดีกว่า…

    เขาชำเลืองดูกระจกรถมองหลังคราวหนึ่ง

    แปลกจริง ทำไมถึงมีคนมาเดินอยู่บนพื้นที่ผลึกเกลือได้

    ชางตงรีบจอดรถ เปิดประตูรถออกครึ่งหนึ่ง ยื่นคอตะโกนไปทางด้านหลัง “เยี่ยหลิวซี! ห้ามเดินบนผลึกเกลือ!”

    เพราะรอบด้านกว้างโล่ง เสียงตะโกนจึงกระจัดกระจายฟังไม่ถนัด ขณะที่เยี่ยหลิวซีเงยหน้ามองชางตงโบกไม้โบกมือ เท้าที่เหยียบอยู่บนผลึกเกลือจู่ๆ ก็ลั่นเปรี๊ยะ เธอไม่ทันได้ระวัง เท้าไถลไปทางด้านหลัง ผลึกเกลือบางแต่คมกริบทิ่มเข้าใส่ข้อเท้าของเธอทันที

    ไม่ทันได้รู้สึกเจ็บ เลือดก็พุ่งกระฉูดออกมาแล้ว เยี่ยหลิวซีนั่งถอนหายใจ

    บ้าจริงๆ! เข้าเขตหลัวปู้พัวมาได้ไม่ทันไร ตัวเองก็ซวยเป็นคนแรกเสียแล้ว! เดิมเธอคิดว่าต่อให้มีคนต้องตาย เฝยถังก็น่าจะเป็นคนแรก ชางตงคนที่สอง เธอรับหน้าที่ไว้ทุกข์ให้พวกเขา

    เห็นเยี่ยหลิวซีร่างกายโงนเงน ชางตงก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว เขาลงจากรถคว้าผ้าพันแผลหนาๆ ที่ทางการแพทย์ใช้ม้วนหนึ่งติดมือ สาวเท้าเดินไปหาเธอรวดเร็ว

    พื้นที่ผลึกเกลือใช่ว่าจะเดินกันได้ง่ายๆ แม้แต่นักปีนเขามืออาชีพก็ยังยอมรับ ความยากลำบากในการเดินเรียกว่าเหนือกว่าเส้นทางหลางถ่าสาย C* เสียอีก หนึ่งก็ด้วยเพราะมันสูงๆ ต่ำๆ ไม่เสมอกัน หากไม่ระวังอาจขาพลิกบาดเจ็บได้ สองผลึกเกลือพวกนั้นแม้จะแข็ง แต่เพราะถูกกัดเซาะมาเป็นเวลานานทำให้พวกมันพร้อมปริแตก เท้าเหยียบเจอก็แต่ความว่างเปล่าได้ทุกเมื่อ สามผลึกเกลือแหลมคม หนำซ้ำยังประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ถูกบาดเข้าบาดแผลจะหายช้ามาก พูดอีกอย่างคือถูกมีดบาดเสียยังดีกว่า

    ชางตงเดินตาม ‘ทางปลาลอด’ ผ่านช่องว่างแคบๆ ระหว่างผลึกเกลือที่โป่งนูนขึ้นมา เพราะพวกมืออาชีพพูดไม่สบอารมณ์ บอกเส้นทางแคบเหมือนให้ปลาว่ายลอด ดังนั้นการเดินอยู่บนเส้นทางแบบนี้จึงถูกเรียกว่าทางปลาลอด

    พอไปถึง เขาก็ได้ยินเสียงเยี่ยหลิวซีสูดปากเจ็บปวด กำลังใช้กระดาษทิชชูปิดปากแผล กระดาษทิชชูเปียกโชก เลือดไหลซึมผ่านร่องนิ้วออกมาหยดลงบนพื้นเป็นรอยด่าง สภาพกระเซอะกระเซิงสุดๆ

    ชางตงรีบคุกเข่าลงและดึงมือเธอออก ใช้ผ้าก๊อซกดปากแผลไว้ก่อนจะเอ่ยปากถาม “เดินไหวหรือเปล่า”

    อันที่จริงเขาก็รู้ดีแก่ใจ เธอไม่น่าจะเดินไหว แค่ถามดูเฉยๆ เท่านั้น สถานที่แบบนี้ให้กระโดดขาเดียวยังทำไม่ได้เลย

    เยี่ยหลิวซีกดปากแผล เพลิงโทสะเต็มท้องไม่มีที่ระบาย เธอยิ้ม “ฉันบินได้ คุณอยากดูหรือเปล่า”

    “เอาสิ งั้นก็ลองบินให้ผมดู”

    ห่างออกไปไม่ไกล เฝยถังจอดรถ เยี่ยหลิวซีบินไม่ได้

    ชางตงนั่งยองๆ ก้มคอลง ยื่นมือโอบเอวเธอไว้ ไม่พูดไม่จาอะไร รอจนอีกฝ่ายเข้าใจด้วยตัวเอง เยี่ยหลิวซีลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจยกมือขึ้นโอบคออีกฝ่าย ทันใดนั้นจู่ๆ ร่างของเธอก็เบาโหวง ชางตงช้อนร่างเธอขึ้น

    เขาย่างเท้าสุขุมระแวดระวัง พยายามเพิ่มความเร็วขึ้นอีก แต่ถึงอย่างนั้นเลือดก็ยังคงไหลหยดลงพื้นไม่หยุด

    ในเวลานี้พวกเขาอยู่ห่างจากแอ่งเลือดตอนแรกๆ ออกมาไกลพอสมควรแล้ว แต่จู่ๆ เสียงปุดๆ คล้ายน้ำเดือดก็ดังขึ้นสองคราว

     

    ชางตงวางเยี่ยหลิวซีลงบนรถ พับขากางเกงของเธอขึ้น ใช้ก้อนสำลีชุบแอลกอฮอล์ช่วยเธอทำความสะอาดปากแผล

    ปากแผลที่ถูกผลึกเกลือบาดเหวอะหวะไม่ราบเรียบ แถมยังมีฝุ่นทรายปะปน หากไม่ทำความสะอาดดีๆ วันหน้ารังแต่จะยิ่งยุ่งยาก แน่นอน ยิ่งจะให้แผลสมานเข้าหากันได้ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

    ชางตงขมวดคิ้ว ไม่พูดไม่จา สีหน้าจดจ่อ

    เยี่ยหลิวซีพิจารณาดูชางตงอยู่ครู่หนึ่ง ถึงเขาจะดูเป็นพวกไม่เอาไหน แต่ยามลงมือกลับจริงจัง ไม่ว่าจะนำทางหรือเรื่องอื่นๆ ที่เขาทำได้ เขาล้วนทำมันอย่างรอบคอบเหมาะสมทุกครั้ง ไม่เคยอืดอาดยืดยาด

    เธอชอบผู้ชายที่ทำอะไรจริงจัง

    ในที่สุดเฝยถังก็เข้ามา พอเห็นรอยเลือดบนข้อเท้าของเยี่ยหลิวซี เขาก็พูดเสียงสั่น “พี่ซี พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม”

    อันที่จริงน้ำเสียงสั่นสะท้านของเขาไม่ได้เพราะกลัวเลือด

    หากแต่เป็นเพราะเวียนศีรษะ ตื่นเต้น ระงับอารมณ์ไม่อยู่

    กว่าจะมีโอกาสได้เดินทางมาด้วยก็ต้องตื๊ออยู่เป็นนาน ทั้งหมดก็ด้วยเพราะต้องการแอบดูกระเป๋าของเยี่ยหลิวซี ด้านในมีของจุอยู่เต็มไปหมด ทั้งสมุดบันทึก ปากกา กล้องถ่ายรูปเก่าๆ ล้าสมัย ยังมีกระเป๋าสักหลาดใบเล็กอีก ตัวกระเป๋าตุงๆ ชวนให้เขากลั้นลมหายใจ

    ครั้นเปิดออกดูเขาก็เห็นจุกจมูกทองคำนั่นกับโมราประดับลายเส้นนุ่มนวลอ่อนช้อย เฝยถังสองตาวับวาว ความหลงใหลมัวเมาในเงินทองจำนวนมหาศาลส่องสะท้อนอยู่ในดวงตาเปียกชื้นคู่นั้น

    มันอยู่กับเธอจริงๆ ด้วย

    ขอบคุณบรรพชนที่ถ่ายทอดศาสตร์ ‘โจวอี้’* ให้เขา ขอบคุณเครื่องมือทำนายกระดองเต่าสำริดนั่น ขอบคุณเหรียญทำนายเฉียนหลงทงเป่า ยิ่งขอบคุณตัวเองที่จมูกไว…โอกาสโปรดปรานก็แต่คนที่เตรียมพร้อมกล้าเสี่ยง

    เยี่ยหลิวซีบอก “ได้เรื่องจนได้…ไป ไปทำสัญลักษณ์ไว้ คราวหน้าเวลามาอีกรอบฉันจะขุดมันให้เกลี้ยง”

    บนรถของชางตงมีเหล็กเสียบกับผ้าทำธงไว้ใช้ทำธงสัญลักษณ์เวลาหลงทาง เฝยถังเดินงงๆ หมายจะไปหยิบมัน แต่กลับถูกชางตงตวาด “กลับขึ้นรถไป เกิดนายบาดเจ็บขึ้นมาอีกคนฉันจะให้นายคลานกลับมาเอง”

    เฝยถังรีบเผ่นกลับขึ้นรถ

     

    บนรถมีคนเจ็บเพิ่มไม่เหมาะจะเดินทางบนพื้นที่ผลึกเกลือ คนบาดเจ็บต้องได้รับการพักรักษา เดินทางบนเส้นทางผลึกเกลือไม่ต่างอะไรกับกระโดดหย็องแหย็งไปมา

    ชางตงใช้จีพีเอสค้นหาทิศทาง ก่อนจะเดินทางย้อนกลับไปยังจุดวกกลับที่ผ่านมา เขาค่อยๆ ออกจากพื้นที่ผลึกเกลือ หันไปใช้เส้นทางอ้อมบนทุ่งเกลือแทน ที่นี่มีผลึกเกลือลุ่มๆ ดอนๆ น้อยกว่า หลังจากขับไปได้ประมาณหนึ่ง เขาก็มองเห็นสันเขาทะเลทรายขนาดเล็กกระจัดกระจายอยู่ไกลๆ บ้างก็ยืนตระหง่านอยู่ลูกเดียวลำพัง บ้างก็เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันสองสามลูก สันเขาทะเลทรายจำพวกนี้แม้จะอยู่ไกล หนำซ้ำยังไม่เกาะกันเป็นกลุ่ม แต่ดูไปกลับน่ากลัวไม่ใช่น้อย ยิ่งดวงอาทิตย์กำลังใกล้ตกดิน พวกมันก็ยิ่งคล้ายหัวคนที่โผล่ออกมาจากพื้น บ้างก็คล้ายแมลงประหลาดกำลังหาอาหาร อย่าว่าแต่เฝยถังที่คอยโทรมาหาเป็นระยะๆ ราวกับคนเป็นโรคจิตเลย แม้แต่เยี่ยหลิวซีเองก็ยังรู้สึกขนลุกขนพอง

    มีเพียงชางตงเท่านั้นที่นิ่งเงียบราวกับคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี

    คืนนี้ยังคงต้องตั้งแคมป์กลางแจ้ง

    เพื่อหลบลม ชางตงเลือกสันเขาทะเลทรายที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เอารถสองคันจอดประกบไว้ เต็นท์เดี่ยวสามหลังตั้งอยู่ที่อีกด้านหนึ่ง

    เขาก่อกองไฟขึ้นบนพื้นที่ว่างตรงกลาง อาหารเย็นยังคงเป็นพวกอาหารแห้ง ชางตงต้มน้ำแกงหัวไช้เท้าหม้อหนึ่ง ใส่เห็ดหอมแห้งกับวุ้นเส้นลงไป

    ถึงจะทำขึ้นอย่างหยาบๆ แต่สำหรับสถานที่แบบนี้นี่นับว่าไม่เลวแล้ว เมื่อคืนเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้นหลังกินเสร็จเยี่ยหลิวซีจึงมุดเข้าไปในเต็นท์ พร้อมสั่งเฝยถัง “เอากระเป๋าฉันมาด้วย”

    เฝยถังยิ้ม ถึงในใจจะไม่อยากทำตาม แต่ก็ได้แต่จำใจส่งกระเป๋าเข้าไปให้อีกฝ่าย

    เขานึกหาสารพัดวิธี แต่ทุกอย่างก็ล้วนแต่ใช้การไม่ได้ ถ้าที่นี่เป็นในเมืองก็คงไม่ใช่ปัญหา พอได้ของปุ๊บก็มุดเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงชนปั๊บ เพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครหาเขาพบแล้ว ร้านในตรอกเฟิงหวานั้นไม่ต้องสนใจ ยังไงมันก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร ทันทีที่ปล่อยของได้ เขาก็จะไปทำศัลยกรรม เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่เสียใหม่ ใช้ชีวิตมั่งมีศรีสุข…

    แต่ที่นี่คือหลัวปู้พัว ถ้าไม่มีชางตงนำทาง เส้นทางอะไรเขาก็ล้วนไม่รู้จัก เกิดหนีออกไปไม่พ้นมิเท่ากับเพิ่มศพให้กับทะเลทรายโกบีหรือ…เพราะฉะนั้นที่เขาทำได้ตอนนี้จึงมีเพียงรอเวลาเท่านั้น จอกโมราหัวสัตว์อยู่ตรงหน้า มองเห็น สัมผัสได้ แต่กลับครอบครองไม่ได้ ไม่ต้องถามเลยว่าเขาจะรู้สึกอึดอัดคับใจขนาดไหน

    เยี่ยหลิวซีรับกระเป๋าไป หยิบเอาถุงใส่จอกโมราหัวสัตว์ออกมา ยัดมันเข้าถุงนอนต่อหน้าเฝยถัง เอนหลังนอนสบายอกสบายใจ

    เฝยถังรู้สึกผิดหวัง รู้จักเอามันยัดใส่ถุงนอนเสียด้วย ระมัดระวังตัวเป็นบ้า

    กองไฟลั่นดังเพียะพะ เยี่ยหลิวซีหลับไม่สนิท มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอสะลึมสะลือลืมตา เห็นเฝยถังขดตัวเล่นเกมมือถือคนเดียวอยู่ในเต็นท์ ส่วนชางตงก็กำลังก้มหน้า ใช้ด้ายเย็บส่วนหัวแขนขาลำตัวของหุ่นเงาเข้าด้วยกัน หนังวัวสีสันฉูดฉาดแต่ละแผ่นหลังถูกร้อยเข้าด้วยกันก็กลายเป็นมนุษย์ตัวน้อยที่คึกคักกระฉับกระเฉงโลดแล่นอยู่ท่ามกลางแสงไฟ…

    แก่ตัวลง ชางตงไม่แคล้วต้องกลายเป็นศิลปินพื้นบ้านแน่ๆ

    เสียงซิปขยับปลุกเธอตื่น ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว เธอรู้สึกว่าในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นทราย พอช้อนตาขึ้นมอง เยี่ยหลิวซีก็มองเห็นชางตงกำลังช่วยเธอรูดซิปประตูเต็นท์…เพราะก่อนนอนประตูเต็นท์ของเธอแง้มเปิดไว้ไม่ได้ปิดเพื่อระบายอากาศ

    เฝยถังกรนหลับไปแล้ว ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าคนที่ตัวผอมราวกับลิงนั่นทำไมถึงได้กรนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแบบนั้น

    พอเห็นเธอตื่น ชางตงก็ก้มหน้าอธิบาย “ท่าทางเหมือนจะมีพายุทราย ปิดประตูเถอะ”

    เยี่ยหลิวซีมองมาทางเขา พูดเหมือนมีความนัย “เกิดพายุทราย จะมีคนตายหรือเปล่า”

    มองสีหน้าชางตงไม่ออก “ไม่ ที่นี่ไม่ใช่ทะเลทราย อย่างมากก็แค่ฝุ่นมากหน่อยเท่านั้น พายุฝุ่นทราย”

    “คืนนั้น…ทำไมคุณถึงคิดว่าฉันคือข่งยาง”

    เธอยังคงดื้อรั้น ชางตงทำเป็นไม่ได้ยิน เขาดึงซิปประตูขึ้น “พรุ่งนี้ก็เข้าตัวตำบลแล้ว พวกเราพอจะแวะพักอยู่ที่นั่นได้สักครู่ ถ้ารีบหน่อย พรุ่งนี้เย็นก็คงพอไปถึงหลงเฉิงได้…”

    เห็นซิปกำลังจะปิดเข้าหากัน จู่ๆ เยี่ยหลิวซีก็ยื่นมือออกไป ยึดช่องว่างราวๆ ฝ่ามือนั้นไว้

    นิ้วของเธอเรียวยาว ปลายนิ้วโค้งอิ่มชุ่มชื้น ไม่เหมือนมือของคนทำงาน…ทว่าการที่จู่ๆ ก็พรวดพราดยื่นออกมาแบบนั้น ยังไงก็ทำชางตงตกใจไม่ใช่น้อย

    หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ซิปประตูก็ถูกดึงลง เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่ง

    “ชางตง ระหว่างพวกเราสองคนต้องมีอะไรบางอย่างเชื่อมโยงถึงกันแน่ เพียงแต่ตอนนี้ฉันยังนึกไม่ออก ส่วนคุณเองก็ยังไม่รู้…คิดอยากเดินทางต่อ คุณคือขาซ้าย ฉันคือขาขวา พวกเราน่าจะเปิดอกคุยกันแบบตรงไปตรงมา ไม่มีลับลมคมในต่อกันถึงจะถูก”

    เธอพูดถูก ชางตงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ “เช่นนั้นขาขวาก็ว่ามาก่อน”

    กว่าที่เยี่ยหลิวซีจะเข้าใจก็หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เธอก้มหน้าทำอะไรบางอย่างดังสวบสาบ ก่อนจะโยนสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งออกมา “ทั้งหมดอยู่ในนี้แล้ว”

    กองไฟดับแล้ว ชางตงหันตะเกียงค่ายไปอีกด้านก่อนจะนั่งลงข้างเต็นท์ของเธอ

    เขาพลิกดูหน้าแรก ข้อความประโยคแรกเขียนเอาไว้ว่า…

     

    ‘ธรรมชาติล้วนๆ ไม่ได้ทำศัลยกรรม’

     

    นี่…มันหมายความว่าอะไร

    เยี่ยหลิวซีชิงเอ่ยปากอธิบายออกมาก่อน ไม่รอให้เขาได้มีโอกาสตำหนิติติง “ในหนังมีอยู่ให้เห็นออกบ่อย ตัวเอกหลังสูญเสียความทรงจำจะถูกคนที่อยู่เบื้องหลังทำการแปลงโฉมเพื่อให้เข้าไปติดต่อกับคนกลุ่มหนึ่ง ตั้งใจวางแผนการร้าย…แต่ฉันไม่ใช่”

    พลิกไปอีกหน้า…

     

    ‘ฝีมือความสามารถจัดว่าใช้ได้ ไม่รู้จักทางมวย’

     

    เธออธิบายเสริม “หมายถึงพอเป็นมวยข้างถนน ฉันลองหาดูบนอินเตอร์เน็ตแล้ว ไม่ใช่พวกหมัดมวยของสำนักมวยอะไรพวกนั้น”

    พลิกต่อ…

     

    ‘ไร้ญาติขาดมิตร ไม่ก็ตายไปหมดแล้ว แฟนอาจเฮงซวย หรือไม่ก็ตายไปแล้ว’

     

    ชางตงมองดูเธอปราดหนึ่ง

    เยี่ยหลิวซีบอก “ถ้าไม่อย่างนั้นฉันหายตัวไปตั้งนานแบบนั้นทำไมถึงไม่เคยมีใครตามหาฉัน แม้แต่ประกาศหาคนหายก็ยังไม่มี”

    จู่ๆ เธอก็รู้สึกเหนื่อยหน่าย

    ชางตงพลิกดูหน้าแล้วหน้าเล่า

    เห็นได้ชัดว่าเยี่ยหลิวซีไม่ได้เขียนมันขึ้นภายในวันเดียว แต่ค่อยๆ เขียนสะสมมันทีละวันๆ ปากกาที่ใช้ไม่เหมือนกัน ลายเส้นบางครั้งก็หวัดบางครั้งก็บรรจง บางครั้งก็ถึงกับกากบาทขีดทิ้ง ดูท่าคงรู้สึกว่าการอนุมานในช่วงนั้นไม่ถูกต้อง

    เรื่องจริงก็คือเรื่องจริง ชางตงเชื่อที่เธอบอก

    แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขาประหลาดใจมากขึ้น

    บนไหล่ของเธอมีแผลถูกแทงทะลุ เธอเขียนเล่าว่าหน้าหลังล้วนมีรอยแผล เล็กใหญ่พอๆ กัน ไม่ใช่รอยกระสุน หากกลับคล้ายถูกโลหะแทงทะลุ

    ตรงน่องขวาก็มีรอยถูกลวก รูปร่างเหมือนถูกเหล็กร้อนนาบ เธอใช้ปากกาวาดรูปของมันออกมา ภาพนั้นแลดูเก้งก้างน่าเกลียด คล้ายภาพหน้าคนดุดัน

    เธอวิพากษ์วิจารณ์อยู่ข้างๆ ว่าไม่รู้เป็นฝีมือของไอ้บ้าคนไหน รอก่อนเถอะ เจอตัวเมื่อไหร่รับรองว่าวันตายของคนคนนั้นได้มาถึงแน่

    ชางตงอดมองดูอีกฝ่ายปราดหนึ่งไม่ได้ เยี่ยหลิวซียังพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ต่อให้มีความแค้นใหญ่หลวงต่อกันสักขนาดไหน อัดกันให้น่วมก็พอแล้ว แต่นี่ยังนาบฉันจนเป็นแผลเป็น ถ้าเขาคิดว่านับแต่นี้ฉันจะไม่กล้านุ่งกางเกงขาสั้นล่ะก็ เขาคิดผิดแล้ว”

    ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นคนอย่างเยี่ยหลิวซียอมรับว่าตนเองก็มีจุดบกพร่อง ‘รสนิยมแต่ก่อนโคตรห่วย’ เหตุผลคือรอยสักบนข้อมือซ้ายน่าเกลียดสุดๆ

    รอยสักนั้นตอนเจอกันครั้งแรกชางตงก็สังเกตเห็นแล้ว มันแลดูคล้ายงู มองเผินๆ ยังคิดว่าเป็นประคำข้อมือเสียอีก ตอนนี้พอพิจารณาดูโดยละเอียด ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่งู บนตัวของมันมีกรงเล็บอินทรี บนหัวค่อนข้างกลมนั่นมีปอยผมสะบัดไหวอยู่ปอยหนึ่ง แลดูพิลึกพิลั่น

    หลังอ่านจบ ชางตงก็รู้สึกเหมือนตกอยู่ท่ามกลางเมฆหมอก ในสมองคล้ายเต็มไปด้วยจินตนาการเหลวไหลที่มีก็แต่ในหนังสือนิยายอย่างยืมซากคืนชีพ คนสมัยโบราณกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ความทรงจำสองภพ…

    เหมือนจะไม่ใช่ เธอเอ่ยปากปฏิเสธ

    ชางตงคืนสมุดบันทึกให้เยี่ยหลิวซี หากเขายังปิดบังต่อ คงไม่เป็นการยุติธรรมสักเท่าไหร่

    เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ที่ผมเผลอเรียกคุณว่าข่งยาง จะบอกว่าเลอะเลือนไปชั่วขณะก็คงไม่ใช่ทั้งหมด อันที่จริงคุณกับข่งยางพูดได้ว่ารูปร่างมีส่วนคล้ายกันอยู่”

    ทั้งคู่ต่างรูปร่างผอมบางและสูงพอๆ กัน โลกนี้คนที่มีรูปร่างคล้ายๆ กันมีอยู่มากมาย แต่คนเป็นแฟนกันต่อให้แยกแยะได้ยังไงก็ต้องพิจารณาดูโดยละเอียดอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นตอนนั้นก็เป็นตอนกลางคืน อยู่ห่างกันขนาดนั้น หนำซ้ำยังเห็นแค่เพียงปราดเดียว

    เยี่ยหลิวซีรอฟังเขาพูดต่อ

    “แต่การปรากฏตัวของรูปร่างแบบนี้ มันไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดคิดของผมแม้แต่น้อย”

     

    หลังเกิดพายุทรายขึ้นที่เนินทรายเอ๋อโถว ชางตงก็ได้รับการค้นหาช่วยเหลือทันที…เขาได้เตรียมคนขับรถให้มารับข่งยางอยู่ก่อนแล้ว คนขับรถอาศัยอยู่ที่เหมือง ขับรถราวๆ สองชั่วโมงก็มาถึงเนินทรายเอ๋อโถวได้แล้ว ว่ากันว่าคืนนั้นที่เหมืองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน พายุทรายดังคำราม ไม่ต่างอะไรกับภูตผีปีศาจร่ำไห้ตอนกลางคืน

    คนขับรถนึกเป็นห่วง วันที่สองเขารีบขับรถมุ่งหน้ามาที่เนินทรายเอ๋อโถวแต่เช้า โทรศัพท์ดาวเทียมใช้การไม่ได้ และเพราะรู้สึกได้ถึงลางไม่ดี ระหว่างทางจึงติดต่อหน่วยกู้ภัยไปด้วย

    หลังไปถึง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเอาเขาถึงกับเข่าอ่อน หัวห่านหายไปแล้ว พื้นทรายถูกพลิกกลบแทบจะกลายเป็นที่ราบ หลังจากเดินโซซัดโซเซได้สองก้าว เข่าของเขาก็กระแทกเข้ากับอะไรบางอย่าง พอรื้อดูเขาก็พบกับชั้นวางสัมภาระบนหลังคารถออฟโรดเอียงกระเท่เร่

    ขนาดรถทั้งคันยังถูกกลบฝัง!

    การค้นหารอบแรกไม่พบชางตง รอบสองพวกเขาเพิ่มกำลังคน ในเวลาเดียวกันก็ขยายวงช่วยเหลือออก ถึงพบชางตงอยู่บนเนินทรายห่างจากตำแหน่งหัวห่านเดิมไปสองกิโลเมตร ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในทราย แขนเหยียดยื่นอย่างสุดกำลัง คนทั้งคนสลบไสลไม่ได้สติ

    ทีมกู้ภัยรู้สึกว่าเรื่องนี้อัศจรรย์สุดๆ พายุทรายโถมกระหน่ำ รถหนักขนาดนั้นยังถูกพัดกลิ้ง ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ที่ตั้งแคมป์ถูกกลบฝังจนหมด ส่วนคนกลับช่วยได้แค่คนเดียว หนำซ้ำยังมีชีวิตอยู่ เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกันได้ง่ายๆ

    พอเขาฟื้นขึ้นมาทุกคนก็ต่างบอกกับเขาว่า ‘ชีวิตนี้สวรรค์มอบให้ คุณมีชีวิตรอดมาได้นับว่าทำบุญทำกุศลไว้ไม่น้อย’

    ที่หน้าเตียงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ถามเขาถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ก่อนเขาหมดสติ ชางตงบอก ‘จู่ๆ พายุก็โหมกระหน่ำเข้าใส่ หัวห่านพังถล่ม ผมในตอนนั้นจูงข่งยาง ตั้งใจจะวิ่งไปที่รถ…’

    เต็นท์เบาเกินไป ในเวลานั้นมีเพียงรถเท่านั้นที่พอจะเป็นที่พึ่งได้

    ทว่าวิ่งไปได้ไม่ถึงสองก้าว พวกเขาก็มองเห็นคลื่นพายุขนาดยักษ์บนเนินทราย รถไม่ต่างอะไรกับของเด็กเล่น กลิ้งหมุนอยู่ทางด้านหน้า เสียงตะโกนร้องของบรรดาลูกทีมต่างถูกพายุทรายพัดกระจัดกระจาย หลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้อีก

    เขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ พูดไปสองมือก็สั่นสะท้าน

    เจ้าหน้าที่ถอนหายใจบอก ‘ตอนนี้อารมณ์คุณยังไม่นิ่ง พักผ่อนให้ดีก่อน พวกเราในเวลานี้ยังไม่ได้ล้มเลิกการค้นหา…’

    อันที่จริงทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจ ทะเลทราย ไม่มีน้ำ แสงอาทิตย์เจิดจ้าอุณหภูมิกลางวันกลางคืนแตกต่างกันมาก หากสองวันแรกยังหาไม่พบ นั่นก็เท่ากับว่าไม่มีโอกาสหาพบแล้ว

    คืนนั้นชางตงตื่นขึ้นกลางดึก ในห้องผู้ป่วยเงียบสงัด ม่านถูกดึงไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงจันทร์แขวนตัวส่องแสงอ่อนโยนอยู่บนท้องฟ้า

    จู่ๆ เขาก็นึกถึงภาพเหตุการณ์หนึ่งขึ้นได้

    นั่นเป็นภาพตอนกลางคืน หลังพายุทรายสงบ หน่วยกู้ภัยยังมาไม่ถึง

    เขาลืมตาอย่างยากลำบาก บนเนินทรายสูงๆ คล้ายมีเงาร่างเลือนรางของคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่

    ในใจเขารับรู้ได้เลาๆ ว่าคนพวกนั้นคือเพื่อนร่วมเดินทางของเขา คือข่งยาง พวกเขาตายแล้ว กำลังเดินทางจากไป

    ชางตงริมฝีปากขมุบขมิบอยู่ครู่หนึ่ง ยื่นมือหมายฉวยคว้า เขาเปล่งเสียงอ่อนระโหยออกมา ‘ข่งยาง…’

    ข่งยางหันหน้ากลับมา

    เปลือกตาของเขาหนักอึ้ง ภาพตรงหน้าเลือนรางลงทีละน้อย ก่อนเปลือกตาจะค่อยๆ ปิดลง ทุกอย่างกลับกลายเป็นมืดมิดเงียบงัน

     

    พายุฝุ่นทรายกำลังมา เศษหินกรวดลอยปะทะเข้ากับตัวรถเกิดเป็นเสียงกึงกัง เต็นท์ว่างเปล่าของชางตงเต็มไปด้วยลม ราวกับว่าวที่กินลมเข้าไปจนเต็ม พยายามทะยานขึ้นอย่างสุดกำลัง แต่กลับถูกเชือกสมอที่ตอกตรึงอยู่กับพื้นยึดไว้ไม่อาจขยับ

    เยี่ยหลิวซีถามเขา “เรื่องนี้คุณไม่ได้บอกกับเจ้าหน้าที่?”

    “จะให้พูดยังไง ขนาดตัวผมเองยังบอกไม่ได้ว่านั่นเป็นความฝันหรือว่าตัวเองได้สติขึ้นมาแล้วจริงๆ กันแน่”

    หากพูดให้ดูลึกลับขึ้นไปอีก ก็อาจเป็นไปได้ว่ามันเป็นการติดต่อกันทางกระแสจิตท่ามกลางความเป็นความตายของคนที่สนิทสนมกัน ข่งยางในเวลานั้นอาจกำลังบอกลาเขา…

    ชางตงช่วยเยี่ยหลิวซีดึงซิปประตูขึ้น “รีบนอนเถอะ”

    เขาดับตะเกียงค่าย มุดตัวเข้าไปนอนอยู่ในเต็นท์เดี่ยวคับแคบ

    ทีมงานกู้ภัยไม่พบศพของข่งยางกับเพื่อนร่วมทีมของชางตงคนอื่นๆ เรื่องนี้มอบความหวังเหลวไหลไร้สาระให้เขา บางทีคืนนั้นพวกเขาอาจลุกขึ้นยืน สะบัดฝุ่นทรายบนตัว รวมกลุ่มเดินทางจากไปแล้วก็เป็นไปได้

    หลังสงบสติอารมณ์ได้ เขาก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ ข่งยางอ่อนแอขนาดนั้น อยู่ในทะเลทราย เธอไม่มีทางทนไหว อีกอย่างในกลุ่มยังมีคนที่เพิ่งเป็นพ่อคน หากทุกคนยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาทำไมถึงไม่กลับบ้าน

    ก่อนบากหน้าไปหาติงโจว เขาเคยขับรถเข้าทะเลทรายเพียงลำพัง ตระเวนไปตามหมู่บ้านที่กำลังจะถูกทิ้งร้างกลางทะเลทราย สอบถามพวกชาวบ้านที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่นั่นถึงตำนานพายุทราย

    คนที่ตายอยู่ในทะเลทรายพวกนั้นหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยได้จริงงั้นหรือ

    เขาเองก็ไม่รู้ชัดว่าตัวเองกำลังเฝ้ารออะไรอยู่

    บางทีอาจกำลังรอ คืนไหนที่ดวงจันทร์สุกสว่าง พอจอดรถ เขาอาจมองเห็นข่งยางนั่งสายตาเศร้าสร้อยอยู่บนเนินทรายที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ต่อให้เขาไม่อาจเข้าใกล้เธอได้อีก ต่อให้เธอเป็นเพียงวิญญาณบอบบางกลุ่มหนึ่งก็ตาม

    แต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้น

    ไม่ว่าจะคนขับรถบรรทุก คนเลี้ยงอูฐ หรือพรานล่าสัตว์ต่างบอกเล่าให้เขาฟังถึงความน่ากลัวของทะเลทรายโกบีอย่างไม่รู้จักเหนื่อยหน่าย อย่างหลังเกิดพายุทราย คุณจะเห็นข้าวของต่างๆ ถูกลมพายุพัดล้มคว่ำ ซากศพที่ไม่รู้ว่าตายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือที่นี่มีสนามแม่เหล็กแปลกประหลาด เครื่องมือทันสมัยอะไร พอเข้าไปถึงที่นั่นก็ล้วนแต่ใช้การไม่ได้

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในหมู่บ้านชายขอบที่มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านอี้จยาชุน’ (หมู่บ้านหนึ่งครัวเรือน) หญิงชราที่ใช้น้ำเกลือซักผ้าเคยพูดจาอู้อี้บอกเขาถึงเรื่องด่านอวี้เหมิน

    ‘ยายของฉันบอกว่ามีเมืองใหญ่อยู่เมืองหนึ่งชื่อด่านอวี้เหมินถูกพายุถล่มจนพังพินาศไม่มีเหลือ…’

    ‘หลายปีผันผ่าน นับแต่อดีตจนถึงตอนนี้ ด่านอวี้เหมินกลับมีชีวิตขึ้นใหม่นานแล้ว’

    ‘ดึกดื่นมืดค่ำ พายุทรายโถมกระหน่ำ คุณต้องปิดประตูให้ดี จะออกไปเดินเล่นข้างนอกไม่ได้ หากไป อาจเผลอเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปโดยไม่รู้ตัว’

    พูดถึงตรงนี้ อีกฝ่ายก็ทำทีเป็นปริศนา ริมฝีปากแห้งเหี่ยวขมุบขมิบปิดๆ เปิดๆ ‘ด่านอวี้เหมิน มีชื่อเรียกอีกชื่อคืออินกวน (ประตูวิญญาณ)…’

    ลมแรงขึ้นทุกขณะ ชางตงหลับตาอ่อนล้า

    ไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ท่ามกลางเสียงลมหวีดแหลม เสียงปืนดังขึ้นเลาๆ

    ชางตงลุกขึ้นนั่งรวดเร็วและเปิดประตูเต็นท์เดินออกมา ลมพัดโถมกระหน่ำ เม็ดทรายปลิวว่อนอยู่กลางอากาศ บางครั้งก็สาดซัดใส่แก้ม ทิ้งความรู้สึกเจ็บแปลบไว้บนใบหน้า

    ชางตงหันหน้าไปทางลม คุกเข่า เอียงกายฟังเสียงการเคลื่อนไหวที่ดังลอยมาตามลม เยี่ยหลิวซีก็ชะโงกหน้าออกมาเช่นกัน “ชางตง?”

    เขาส่งสัญญาณบอกให้เธอเงียบ

    เขาพิจารณาฟัง คล้ายมีเสียงร่ำไห้แผ่วเบาดังลอยมาอยู่รางๆ แล้วยังมีเสียงโลหะกระทบกัน…

    ชางตงหนาวสะท้านไปทั้งใจ เขาหันหน้ากลับมากำชับสั่งเยี่ยหลิวซี “เก็บของ เร็วเข้า”

    หลังจากนั้นเขาก็สาวเท้ายาวๆ ไปที่ข้างเต็นท์ของเฝยถัง ยื่นมือคว้าเสาค้ำเต็นท์ แทบจะยกเต็นท์กับคนขึ้นพร้อมกัน “ลุกขึ้น เกิดเรื่องแล้ว”

    เพียงหนึ่งถึงสองวินาทีประตูเต็นท์ก็เปิดออก เฝยถังกลิ้งออกมาจากด้านใน ถูกปลุกตื่นกะทันหันกลางดึก ผนวกกับน้ำเสียงแบบนั้นของชางตง เฝยถังก็ยิ่งหวาดกลัวหนัก “พี่ตง เกิดอะไรขึ้น”

    “อาจมีการปล้นกันเกิดขึ้น ลงมือเก็บข้าวของให้ไว เร็วเข้า”

    เฝยถังใจเต้นโครมคราม อุ้งมือเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ไม่มีเวลาสนใจเก็บของให้เป็นระเบียบ ทำเพียงรวบข้าวของทั้งหมดจับโยนใส่รถ เต็นท์ที่ตอนกางต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ตอนนี้กลับลงมือเก็บลวกๆ แค่สองนาทีก็เป็นอันเรียบร้อย

    เขาหันกลับไปกวาดตาดูว่าตัวเองหลงลืมอะไรไว้บ้างหรือเปล่า สองขาสั่นระริกไม่ต่างอะไรกับกระด้งฝัดข้าว

    ได้ยินชางตงบอกกับเยี่ยหลิวซี “อาจมีการปล้นกันเกิดขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าพวกโจรขโมยสุสานถือโอกาสปล้นทรัพย์สินเงินทอง และคงไม่ปล้นเหยื่อแค่รายเดียว แต่แวะปล้นไปตามทาง ตำแหน่งที่พวกเราอยู่ในตอนนี้อาจเป็นที่ผ่านทางของโจรพวกนั้น ขืนอยู่ต่ออาจเป็นอันตรายได้”

    มีคนที่ทำงานเป็นคนนำทางแบบเดียวกับชางตงเคยบอกกับเขาว่าหลัวปู้พัวมีคนหายสาบสูญทุกปี นอกจากอุบัติเหตุแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็ใช่ว่าจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมอันตรายของดินแดนไร้ผู้ครอบครอง เรื่องทำลายศพกลบเกลื่อนร่องรอยนี้คนเองก็ทำได้…พวกขุดเหมืองผิดกฎหมาย พวกโจรขุดสุสานบางกลุ่มเวลาคิดจะปล้นขึ้นมาก็มักจะเล็งเป้าไปยังพวกที่เดินทางเพียงลำพัง

    เฝยถังขี้ขลาดตาขาว ไม่เคยประสบพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผนวกกับเสียงแปลกประหลาดที่เกิดจากลมพายุพัดโถมเข้าใส่สันเขาทะเลทรายครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองพร้อมจะหยุดเต้นได้ทุกเมื่อ “พี่…พี่ตง พวกเราแจ้ง…แจ้งตำรวจไหม”

    “ก็ได้…แต่กว่ารถตำรวจจะเข้ามาถึงที่นี่ได้ คาดว่าคงต้องรอถึงพรุ่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่แน่ว่าจะมาได้ด้วย”

    เฝยถังกลืนน้ำลายเนื้อตัวสั่น

    ก่อนหน้านี้เขามักบ่นว่าในเมืองผู้คนแออัดยัดเยียดมากเกินไป ตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่ามันก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเอาเสียเลย อย่างน้อยพวกตำรวจก็ออกตรวจตราตามเวลา ทว่าที่นี่ตะโกนขอความช่วยเหลือไปก็ไม่มีใครหน้าไหนขานรับ

    เยี่ยหลิวซีถาม “แล้วตอนนี้จะเอายังไง”

    “มีอยู่สองทาง หนึ่งขับรถแยกย้ายกันไปคนละทาง ที่นี่พื้นที่กว้างโล่ง แต่ขับรถตอนกลางคืนยังไงก็ต้องเปิดไฟ ค่ำมืดดึกดื่นคนพวกนั้นย่อมเห็นได้แต่ไกล หากคนพวกนั้นคิดขวาง พวกเราย่อมไม่ต่างอะไรกับเป้าเคลื่อนที่ สองคือรออยู่ที่นี่ ถ้าพวกมันไม่มาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามา พวกเราก็ไม่ต่างอะไรกับเป้านิ่ง”

    ได้ยินแบบนั้นเฝยถังก็ตะลึงตาค้าง ก่อนจะกัดฟันพูด “งั้นขับรถกันเถอะ ต่างก็สี่ล้อเหมือนกัน ใครเร็วกว่าใครก็ยังไม่รู้แน่”

    รถของพวกเขาทั้งสองคันล้วนเป็นรถออฟโรด แข่งกันขึ้นมาไม่แน่ว่าจะแพ้

    ก่อนขึ้นรถ เยี่ยหลิวซีหยิบเอามีดขึ้นมาถือไว้ มีดหั่นแตงยาวฉื่อกว่า ปลอกทำจากกระดาษคราฟต์หนาๆ

    เห็นชางตงมองดูตัวเองแบบนั้น เยี่ยหลิวซีก็ยิ้มให้เขาทีหนึ่ง “ฉันกลัวว่าอีกเดี๋ยวอาจต้องสู้กัน”

    ชางตงบอกกับตัวเองในใจ ไม่เกิดอะไรขึ้นเป็นดีที่สุด

     

    รถแล่นออกไป แสงไฟสาดออกไป ทุกแห่งล้วนมีแต่หมอกเหลือง เม็ดทรายปลิวว่อน ใต้ล้อรถ เสียงเกล็ดเกลือถูกบดแตกดังลอยมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ

    กลัวอะไรก็มักเจอสิ่งนั้น

    เฝยถังสังเกตเห็นเป็นคนแรก น้ำเสียงของเขาที่ดังผ่านวอล์กกี้ ทอล์กกี้มาผิดเพี้ยนไม่เหมือนกับทุกครั้ง “แย่แล้ว พี่ตง มีรถตามผมมาที่ด้านหลัง”

    ด้านหลังมีรถไล่ตาม คาดว่าด้านหน้าต้องมีรถคอยขวางแน่

    ชางตงนึกขึ้นได้ถึงแผนการสองสามอย่าง เยี่ยหลิวซีเห็นเขาไม่มีทีท่าลนลานก็อดนึกหมั่นไส้ไม่ได้ “ไม่งั้นก็ทิ้งเฝยถังซะ ทหารเลวปกป้องแม่ทัพ ข้าวของบนรถคันนี้อย่างน้อยก็พอให้พวกเราสองคนได้ใช้”

    เฝยถังพูดกระหืดกระหอบ “พี่ซี พี่ทำแบบนี้ได้ยังไง พวกเราเป็นพวกเดียวกันนะ!”

    เยี่ยหลิวซียิ้มหยัน “ตอนนี้เรียก ‘พวกเรา’ ตอนนินทาฉันลับหลังไม่เห็นนายจะสมัครสมานสามัคคีแบบนี้”

    เฝยถังคิดจะยืนกรานปฏิเสธ นึกไม่ถึงจู่ๆ ชางตงก็พูดแทรกขึ้น “ทำไมคุณถึงรู้ว่าเขานินทาคุณลับหลัง คุณได้ยินงั้นหรือ”

    เขาลดความเร็วรถลง สายตาลุ่มลึก จ้องมองดูความเคลื่อนไหวรอบๆ พลางจงใจจุดชนวนสงครามวิวาทะ

    เยี่ยหลิวซีบอก “นินทาคุณได้ก็ต้องนินทาฉันได้เหมือนกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องได้ยิน”

    ชางตงบอก “ก็จริง”

    เฝยถังโมโหจนหน้ามืดตาลาย เขาแอบด่าชางตงว่าเป็นคนนำทางสมองหมู ด่าเยี่ยหลิวซีว่าใจดำอำมหิต ที่ร้ายกาจที่สุดคือใจสตรี ถึงกับคิดจะทิ้งเขาหนีเอาตัวรอดไปกันสองคน…มนุษย์จิตใจชั่วช้า ตัวเองบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเกินไปจริงๆ

    แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดออกไป ยังคงเลือกที่จะไปกับชางตงเหมือนเก่า ตอนมองผ่านกระจกมองหลัง เห็นรถที่ตามมาเกาะติดราวกับวิญญาณแบบนั้นเขาก็หนาวสะท้านขึ้นมาทันที ก่อนจะนึกบันดาลโทสะ บัดซบเอ๊ย ถ้าชางตงทิ้งกันจริงๆ ล่ะก็ รับรองเขาได้ขับรถพุ่งชนแน่ จะตายก็ตายด้วยกัน! ดูซิว่าใครต้องกลัวใครกันแน่

    ในที่สุดรถที่อยู่ด้านหน้าก็ปรากฏ แสงไฟจากรถสองคันสว่างขึ้นกะทันหัน ดูท่าคนพวกนี้คงรู้จักลักษณะภูมิประเทศแถบนี้ดีถึงได้กล้าขับรถดึกๆ ดื่นๆ ราวกับคนตาบอดอยู่กลางวิสัยทัศน์ย่ำแย่กลางพายุฝุ่นทรายแบบนี้

    แสงไฟแม้จะอยู่ไกลแต่ก็สว่างเจิดจ้า แสงไฟสองลำจับจ้องอยู่ที่กระจกหน้ารถของชางตง สว่างจ้าจนคนลืมตาไม่ขึ้น ชางตงอดยกมือขึ้นบังไม่ได้ ดวงตาหรี่ครึ่งลืมครึ่ง มองดูเงาร่างที่โผล่ยื่นออกมาจากรถของฝ่ายตรงกันข้าม ท่าทางคล้ายโยนอะไรบางอย่างเป็นสายลงบนพื้น

    แย่แล้ว

    เยี่ยหลิวซีเองก็ยกมือขึ้นบังตา “มีรถทั้งหมดสามคัน ยังไม่ล้อมวงเข้ามาทันที พวกเรารีบฝ่าออกไปเถอะ”

    เฝยถังรีบเอ่ยปากสนับสนุน “ใช่ๆ ฝ่าออกไปเถอะพี่ตง รัศมีสามร้อยหกสิบองศา รถสามคันอย่างมากก็คุมได้แค่สามมุม”

    ชางตงบอก “ไม่ได้ คนพวกนั้นโรยตะปูเจาะยางไว้”

    เจ้าของสิ่งนี้สมัยโบราณเรียกว่าโคกกระสุนเหล็ก ทำขึ้นจากการเอาเหล็กงอที่มีปลายแหลมทั้งสองด้านสองอันมาหลอมประกบเข้าด้วยกัน กลายเป็นตะปูเหล็กแหลมสี่ด้าน แรกเริ่มมันมีเอาไว้เพื่อล้มม้าศึก

    ตอนนี้ยังมีคนใช้มันอยู่ ทว่าไม่รู้พัฒนากันไปกี่ระดับแล้ว บ้างก็สามารถเด้งขึ้นมาได้เองโดยอัตโนมัติทันทีที่เจอเข้ากับแรงกด ไม่ต่างอะไรกับกับระเบิด บ้างก็เป็นสาย ตรงกลางมีรู ร้อยต่อกันเป็นเส้น สะดวกต่อการจัดเก็บ…เมื่อครู่ตอนเห็นอีกฝ่ายทำท่าคล้ายกับเหวี่ยงแหแบบนั้น เขาก็รู้แก่ใจได้ทันที

    รถสามคันเคลื่อนเข้ามาไม่เร็วไม่ช้า คุมทางไว้เพียงสามมุมก็จริงอยู่ ทว่าท่ามกลางวงล้อม ไม่รู้ว่าตรงไหนมีการโรยตะปูเอาไว้บ้าง ขืนบุ่มบ่ามฝ่าออกไปล้อคงพังยับไม่มีชิ้นดี

    ตอนนี้พอลองคิดดู พื้นผลึกเกลือก็กำลังกัดกินยางรถ เพียงแต่มันค่อยๆ กัดกินช้าๆ ทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้น อย่างน้อยก็ยังอ่อนโยนกว่า ไม่เหมือนกับคนที่ลงมือไร้ปรานี

    ชางตงหยุดรถ เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของเฝยถังดังผ่านวอล์กกี้ ทอล์กกี้ออกมา

    อีกฝ่ายหยุดลงเช่นกัน

    ลมพัดแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รถสี่คันนิ่งประจันหน้ากันอยู่กลางพื้นที่โล่งแจ้ง

    ชางตงบอก “เอาอย่างนี้ ผมจะลงไปเจรจากับพวกเขา ดูซิว่าพอมีทางผูกมิตรกันได้หรือเปล่า”

    เยี่ยหลิวซีพูด “ถ้าคุณคิดจะลงไปข่มขู่เจ้าพวกนั้น ฉันลงไปเองน่าจะดีกว่า”

    เธอชูมีดในมือขึ้น ยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

    ก็จริง ถ้าคิดจะข่มขู่อีกฝ่าย ค่ำมืดดึกดื่นกลางทะเลทรายเปลี่ยวร้าง ให้ผู้หญิงท่าทางลึกลับถือมีดลงจากรถไป ไม่ว่าใครก็ต้องระวังตัวเพิ่มมากขึ้นด้วยกันทั้งนั้น

    ชางตงบอก “คุณนิ่งไว้ก่อนจะดีกว่า พวกนั้นมีปืน อีกอย่าง หมอบต่ำลงหน่อยได้หรือเปล่า ผมไม่อยากให้พวกเขารู้ว่าผมพาสาวสวยมาด้วยคนหนึ่ง”

    คงเพราะคราวนี้ชางตงพูดรื่นหู เยี่ยหลิวซีจึงยอมให้ความร่วมมือด้วยแต่โดยดี เธอเลื่อนตัวลงต่ำเล็กน้อย ระดับสายตาเสมออยู่กับขอบล่างของกระจกรถ “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปเถอะ ถ้าไม่ไหวค่อยตะโกนเรียกฉัน”

    ไปเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหนกัน ชางตงคร้านเกินกว่าจะนึกสนใจ

    เขาหยิบเอาบุหรี่ซองหนึ่งออกมาจากช่องเก็บของก่อนจะเปิดประตูรถ

    หลังลงจากรถ เขาก็ชูสองมือขึ้นเหนือหัว เป็นสัญญาณบอกอีกฝ่ายว่าเขาไม่มีเจตนาร้าย หลังจากนั้นก็ตะโกนเสียงดัง “ผมจะเดินไปครึ่งทาง เอาบุหรี่ไปด้วย ถ้าไม่รังเกียจที่จะคบหาเป็นสหาย คุณก็ยื่นไฟมา”

    รถที่จอดขวางอยู่หน้าสุดคือรถแลนด์วินด์ X9 ชายที่นั่งอยู่เบาะหลังกำลังใช้ไม้จิ้มฟันแคะฟันอยู่ พอได้ยินเสียงของชางตง เปลือกตาเขาก็เลิกขึ้น “เอ๋ รู้จักธรรมเนียมดีเสียด้วย”

    เขาหยิบเอาไฟแช็กที่อยู่ข้างๆ โยนให้คนที่กำลังจะลงจากรถ “ลองไปดูซิ พูดจากับคนให้สุภาพๆ หน่อย”

     

    ชางตงกะดูระยะห่างระหว่างรถของตนเองกับอีกฝ่ายด้วยสายตา หลังเดินไปได้ครึ่งทางเขาก็หยุดลง

    ผ่านไปได้ครู่หนึ่ง ฝั่งตรงกันข้ามก็มีคนเดินส่ายอาดๆ เข้ามา อีกฝ่ายรูปร่างผอมคล้ำ ใบหน้ายับย่นเต็มไปด้วยริ้วรอย ท่าทางคล้ายพวกคนงานก่อสร้าง สะพายปืนยาวไว้บนหลัง พอเข้ามาใกล้ก็ชำเลืองตามองชางตงปราดหนึ่งก่อนถาม “ว่าไง พวกนายมาทำอะไรที่นี่”

    ที่แขวนอยู่บนท้องของอีกฝ่ายคือวอล์กกี้ ทอล์กกี้เครื่องหนึ่ง มีจุดเขียวสว่างอยู่ทางด้านบน แสดงว่าเครื่องกำลังเปิดอยู่ ช่วยให้คนที่ควบคุมเรื่องนี้รับรู้ถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นได้

    ชางตงยื่นบุหรี่มวนหนึ่งให้อีกฝ่าย

    “มาเก็บศพ งานยากลำบาก ไม่รู้ว่าพี่ชายพอจะช่วยเปิดทางอำนวยความสะดวกให้ได้หรือเปล่า งานของผมเชื่อว่าน่าจะไม่ได้รบกวนเส้นทางร่ำรวยของพวกคุณ”

    คนจำนวนไม่น้อยหายสาบสูญไปในหลัวปู้พัว เพราะครอบครัวไม่อาจตัดใจ จึงจ้างมืออาชีพเข้ามาค้นหา เรียกกันทั่วๆ ไปว่า ‘เก็บศพ’ นับเป็นงานยากลำบากไม่ใช่น้อย หนึ่งเพราะคนตายเป็นใหญ่ สองเพราะรถแบบนี้ไม่มีอะไรให้แสวงหาผลประโยชน์ได้ หากไม่ใช่พวกชั่วช้าสามานย์จริงๆ แล้วล่ะก็ ไม่ว่าใครก็ล้วนปล่อยพวกเขาไปด้วยกันทั้งนั้น

    หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงจากวอล์กกี้ ทอล์กกี้ก็ดังขึ้น “ส่งไฟให้เขาไป เอาแค่น้ำสองขวดพอ”

    ‘น้ำสองขวด’ ที่ว่าไม่ได้หมายถึงน้ำจริงๆ แต่เป็นสแลงของพวกโจร หมายถึงเรียกเอาผลประโยชน์เล็กน้อยพอเป็นพิธีก็พอ หากเป็นที่อื่นอาจบอกว่า ‘เอาเนื้อสักสองจินก็พอ’ แต่ที่นี่คือหลัวปู้พัว น้ำเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นจึงใช้คำว่า ‘เอาน้ำสองขวด’ แทน เรียกได้ว่าเป็นลักษณะพิเศษประจำถิ่น

    คนคนนั้นหยิบเอาไฟแช็กออกมา ยื่นให้ชางตงจุดบุหรี่ ก่อนจะรับมันมายัดใส่เข้าปาก ถามงึมงำ “บนรถมีเหล้าหรือเปล่า”

    “มีเบียร์สองสามกระป๋อง”

    “ขอดูหน่อย”

    คนคนนั้นชักเท้าเดินไปที่รถ

    เยี่ยหลิวซีขดตัวอยู่บนที่นั่งรถ มองดูชางตงพูดคุยกับอีกฝ่าย ครั้นเห็นประกายไฟตอนจุดบุหรี่ส่ายไหวอยู่กลางสายลม เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจไม่ใช่น้อย…บางคนรอดพ้นจากอันตรายได้ บางคนถูกลอกคราบไม่เหลือแม้แต่กางเกงใน วิชาคบค้าสมาคมนี้มีค่าให้ศึกษาจริงๆ

    ทว่าสถานการณ์เหมือนจะไม่สู้ดีนัก ทำไมคนถึงเดินมาทางนี้

    เฝยถังลนลาน “พี่…พี่ซี นี่หมายความว่ายังไง พี่ตงขายพวกเราแล้วใช่หรือเปล่า”

    คนที่คิดจะขายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลามักกลัวถูกผู้อื่นขายอยู่เสมอ

    เยี่ยหลิวซีเองก็ไม่เข้าใจ ทว่าเหตุผลที่ว่า ‘ชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ’ นั้นเธอเข้าใจดี อีกอย่าง ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ท่าทางยังไงก็เป็นสิ่งสำคัญ จะปล่อยให้คนเข้ามาใกล้ เห็นตัวเองอกสั่นขวัญแขวนซุกตัวหลบอยู่ในรถไม่ได้

    เธอลดกระจกหน้าต่างลง มือจับเหล็กกันโคลงที่ติดตั้งอยู่ภายใน ออกแรงส่งลำตัวครึ่งท่อนบนออกผ่านหน้าต่างรถไปด้วยท่าทีคล่องแคล่วไม่ต่างอะไรกับงู ก่อนจะขึ้นไปนั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง เอนตัวไปทางด้านหลังเล็กน้อย มือค้ำยันอยู่กับโครงเหล็กบนหลังคารถ เส้นผมไม่ยาวนั้นถูกลมพัดปิดหน้าปิดตา

    แสงไฟสาดมาทางเธอ แผ่นฟ้าผืนพสุธากว่าครึ่งเลือนราง เงาร่างแลดูเปี่ยมเสน่ห์

    คนคนนั้นไม่ทันได้ตั้งตัว เขาเงยหน้ามองดูเธอ

    เยี่ยหลิวซีใช้มือจัดผมเผ้ายุ่งเหยิง ถาม “ว่าไง ตกลงเจรจากันได้หรือเปล่า”

    คนคนนั้นพิจารณาดูเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังชักเท้าวิ่งตื๋อกลับไปที่รถแลนด์วินด์คันนั้น เยี่ยหลิวซีรู้สึกประหลาดใจกับท่าทางราวกับเห็นผีของอีกฝ่าย

    ชางตงเห็นคนคนนั้นวิ่งไปเกาะอยู่ที่หน้าต่างรถชี้มือชี้ไม้ รับเอาสมุดเล่มหนึ่งมาถือไว้ พลิกหน้ากระดาษไปมา

    หลังจากนั้นคนที่เป็นคุมเรื่องคนนั้นก็ลงมาจากรถ

    คนคนนั้นอายุสี่สิบเศษ รูปร่างไม่สูงนัก หัวเตียนโล่ง นัยน์ตาเรียวแคบ พุงโตไม่ต่างอะไรกับพระสังกัจจายน์

    เขาแนะนำตัวบอกตนเองชื่อฮุยปา ฮุยปาเดินอ้อมผ่านชางตงไป

    น่าสนใจ เขามุ่งหน้าตรงไปหาเยี่ยหลิวซี

    ชางตงเดินตามไป ได้ยินฮุยปาเอ่ยปากขอโทษไม่หยุด “ต้องขอโทษด้วย ไม่รู้ว่าเป็นพี่ซี ผมมันตาถั่ว สมควรถูกตบๆ”

    เขาพูดพลางตบหน้าตัวเองไม่แรงไม่เบาสองที

    เยี่ยหลิวซียังคงนั่งอยู่บนกรอบหน้าต่าง หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน “พวกเราเคยเจอกันมาก่อน?”

    “ไม่เคย แต่ตอนนี้พวกเราเท่ากับได้รู้จักกันแล้ว พี่ซีรีบเร่งเดินทางหรือเปล่า คืนนี้ลมแรง ถ้าไม่แวะไปพักที่ผมก่อนก็ได้”

    เยี่ยหลิวซีมองไปทางชางตง

    ชางตงพยักหน้า

     

    รถแล่นเลี้ยวลดคดเคี้ยว ในที่สุดก็มาจอดอยู่หน้าเต็นท์หลังใหญ่กลางสันเขาทะเลทราย ในเต็นท์มีการลากสายต่อหลอดไฟไว้ โดยมีเครื่องปั่นไฟพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับออกค่ายเป็นตัวจ่ายไฟให้ ดังนั้นแสงสว่างที่ได้จึงไม่สว่างมากนัก ด้านในมียามคอยเฝ้าอยู่สองสามคนกำลังล้อมวงนั่งเล่นโป๊กเกอร์กันอยู่ พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว พวกเขาก็เลิกประตูออกมารับหน้า

    เฝยถังเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามา รู้สึกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนี้ไม่ต่างอะไรกับฝัน แรกๆ เขาคิดว่างานนี้ไม่แคล้วต้องได้สู้กันแน่ๆ แล้วทำไมจู่ๆ อีกฝ่ายถึงออกอาการเกรงอกเกรงใจ ชวนพวกเขาให้ ‘แวะพัก’ ก่อนแบบนี้

    ด้านหลังมีคนพูดขึ้น “หลีกๆ”

    เขารีบเปิดทาง เห็นมีคนอุ้มน้ำกับอาหารแห้งจำนวนมากเข้ามา ขณะเดียวกันก็มีคนแบกกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กเข้ามาด้วย เพราะเปิดกุญแจรหัสไม่ออก จึงตกลงจะใช้คีมตัดกุญแจทิ้ง

    คาดว่าคงเป็นของที่ปล้นมา เขามองเข้าไปในเต็นท์ พบว่ามีพลั่ว อีเตอร์ขุดดิน ขวาน ค้อนกองอยู่ที่มุมด้านหนึ่ง เฝยถังไม่กล้าส่งเสียง ทำเพียงเดินตามชางตงกับเยี่ยหลิวซีไปติดๆ

    ฮุยปาลากพรมสองสามผืนเข้ามา ภายใต้แสงไฟ เขาเปิดเบียร์ยื่นให้พวกเยี่ยหลิวซีคนละขวด ก่อนจะฉีกกับแกล้ม เทถั่วลิสง พุทรา แอปปริคอตแห้ง เมล็ดแตงลงไปในแก้วกระดาษ วางเรียงรายเต็มไปหมด ทว่าในสถานที่แบบนี้ เรื่องราวเช่นนี้กลับไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของชางตงแต่อย่างใด

    ฮุยปาพูดไม่หยุดปาก “ต้องขอโทษจริงๆ ปีนี้อับโชคเป็นบ้า ขนาดขุดเหมืองมาตั้งสองแห่งแล้วแต่ก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง พอคันไม้คันมือขึ้นมาเลยคิดจะหาเงินใช้นิดหน่อย แต่เพราะข้างนอกมืดไม่มีไฟ อีกทั้งยังเห็นไม่ชัด…”

    เยี่ยหลิวซีพูดตัดบท “ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน แล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็นฉัน”

    ฮุยปาหัวเราะหึๆ “เรื่องนี้…จะพูดยังไงดี”

    ฮุยปายื่นสมุดบันทึกให้เธอ “ลองพลิกดู ใช่ พลิกอีก นั่นแหละ”

    ชางตงที่อยู่ข้างๆ เข้าใจได้ทันที ที่เขียนอยู่ด้านบนก็คือคำว่าเยี่ยหลิวซี

    บนกระดาษพิมพ์สีเคลือบมันนั้นดูคล้ายจะเป็นภาพถ่าย เยี่ยหลิวซีกำลังนั่งอยู่บนทุ่งเกลือ สวมใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว ชายเสื้อยัดอยู่ในกางเกงยีน บูตยาวสูงถึงกลางน่อง สองตาจับจ้องมาทางเลนส์กล้อง บนหัวคือหมวกสักหลาดปีกกว้างของชาวจั้ง* พบเห็นได้ทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยว

    ท่าทางองอาจผึ่งผายราวกับโคบาลสาวตะวันตก

    ด้านหลังมีลายเซ็นหวัดๆ เขียนไว้ว่า ‘พี่ซี’

    พอลองพลิกดูหน้าอื่น เธอก็พบว่ายังมีภาพถ่ายของคนอื่นๆ อีก ด้านหลังล้วนมีคำอธิบายเล็กๆ เขียนกำกับไว้ บ้างก็เขียนว่า ‘ลูกชายเสมียนอำเภอปาเซี่ยน’ บ้างก็เขียนว่า ‘เถ้าแก่เปาเซี่ยน’

    นี่มันอะไรกัน

    เยี่ยหลิวซีรู้สึกประหลาดใจ ชางตงเหมือนพอเข้าใจอะไรได้บางอย่าง เขารอให้ฮุยปาพูดต่อ

    ฮุยปากระแอมออกมาทีหนึ่ง

    “คือแบบนี้ คนอย่างพวกเราเนี่ย ต่างก็เป็นคนทำมาหากินเหมือนกัน พอทำอะไรได้ก็ทำ ไม่ได้คิดจะเป็นศัตรูกับทางการ ดังนั้นกับพวกขาโจ๋ที่เข้าออกหลัวปู้พัวเป็นประจำ ยังไงก็ต้องทำความรู้จักไว้บ้าง…”

    คนบางกลุ่มดื้อด้านดึงดัน ทำไปทำมากลายเป็นหาเรื่องใส่ตัว แต่คนบางกลุ่มกลับเน้นคบหาผูก ‘มิตร’ แน่นอนย่อมต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

    สมุดเล่มนี้เป็นของส่วนตัว สืบทอดต่อกันเป็นการภายในก่อนจะหลุดรอดออกมา ไม่มีภาพอะไรมากนัก เป็นแค่สำเนาเสริมเล่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับรายชื่อขุนนางเรืองอำนาจประจำท้องถิ่นที่จย่าอวี่ชุนมอบให้เสี่ยวหวงเหมินใน ‘ความฝันในหอแดง’ มีใจอยากกินข้าวร่วมหม้อ ก็ต้องรู้จักหน้าค่าตากันไว้ จะได้ไม่ล่วงเกินเข้าให้จนต้องลำบากใจ

    เยี่ยหลิวซีบอก “มันเขียนอะไรถึงฉันไว้บ้าง”

    ฮุยปาตอบไม่ถูก สมุดเล่มนี้บอกไม่ได้ว่ามีที่มาที่ไปยังไง ได้ยินว่าคนอื่นมี เขาก็เลยเก็บไว้บ้างเล่มหนึ่ง บังเอิญเจอหน้ากันก็ได้อัพเดตทีหนึ่ง ใช่ว่าเขาจะรู้จักเบื้องหลังของภาพถ่ายทุกใบ

    ทว่ามีเธออยู่ในสมุดก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร จะมีผู้หญิงสักกี่คนกันที่ใจกล้าแบบนั้น ขนาดถูกปล้นยังกล้าโผล่ออกจากรถ แสดงตัวเอ่ยปากถาม ‘ตกลงเจรจากันได้หรือเปล่า’

    เพราะเข้าใจว่าเยี่ยหลิวซีตั้งใจหาเรื่องเขา จึงออกอาการหน้าเสียเล็กๆ

    ลมพายุเหมือนจะแรงขึ้นอีก เต็นท์ทั้งหลังวูบเอียงไปด้านหนึ่ง

    หลอดไฟกะพริบ ฮุยปาหันไปร้องด่า “เสียบปลั๊กให้มันแน่นๆ หน่อยสิวะ”

    ยังไม่ทันสิ้นเสียง ไฟก็ดับสนิท

    เสียงฮือฮาลั่นดังราวกับเสียงร้องคำราม

    ท่ามกลางความมืด ชางตงพูดขึ้นประโยคหนึ่ง “แน่จริงๆ มีรายชื่ออยู่ในสมุดบันทึกเสียด้วย”

    เยี่ยหลิวซีตอบ “อิจฉาหรือไง”

    ชางตงยิ้ม “ทำให้คนพวกนี้กลัวได้ คุณคงต้องพยายามนึกหน่อยแล้วว่าตัวเองตกลงเป็นใครกันแน่…พูดกันตามตรง วันนี้ท่าทางตอนคุณโผล่ออกมาจากหน้าต่างรถดูยโสโอหังสุดๆ”

    หนำซ้ำยังคล่องมากด้วย

    เทียบกับฮุยปาแล้ว เธอคล้ายพวกดักปล้นเสียยิ่งกว่า

    เสียงด่าพ่อล่อแม่ดังไปทั่วเต็นท์ คนพวกนี้อาศัยเครื่องจ่ายไฟกับหลอดไฟมาเป็นเวลานาน ไม่มีอุปกรณ์ฉุกเฉินอะไรให้ใช้ ชางตงดูแคลนคนพวกนี้ และไม่คิดจะเอาตะเกียงค่ายออกมาให้พวกเขาได้ร่วมใช้

    ลำแสงจากไฟฉายสองสามกระบอกกวาดไหวไปมาอยู่ภายในเต็นท์ มีคนเคาะฝาครอบเหล็กของเครื่องจ่ายไฟเต็มแรง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ฮุยปาก็ร้องด่า “ไม่มีประโยชน์ ไว้ฟ้าสว่างแล้วค่อยจัดการ”

    หลังจากนั้นก็วาดไฟฉายกลับมา “อีกนานกว่าฟ้าจะสว่าง พี่ซี พวกพี่รีบเดินทางหรือเปล่า ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็พักอยู่ที่นี่ก่อนก็ได้”

    เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องเขตเวลาทำให้ที่นี่สว่างช้ากว่าที่ปักกิ่งอยู่มากโข ทะเลทรายโกบีเปลี่ยวร้าง แต่ไหนแต่ไรก็มีข้อห้ามไม่ให้รีบเร่งเดินทางตอนกลางคืนอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพายุฝุ่นทรายด้านนอกก็ยังโถมกระหน่ำ

    ชางตงลุกขึ้นไปหยิบเอาเสื่อกับถุงนอนจากในรถมา เต็นท์หลังนี้กว้างขวางใหญ่โตเพียงพอให้นอนกันได้สิบกว่าคน…ถึงเขาจะไม่ใช่คนจุกจิกจู้จี้ แต่ยังไงชายหญิงก็ยังมีความต่าง ดังนั้นเขาจึงปูเสื่อลงที่มุมด้านหนึ่ง ให้เยี่ยหลิวซีนอนชิดเต็นท์ ส่วนตัวเองนอนห่างจากเธอประมาณหนึ่ง คอยเป็นตัวกั้นระหว่างเธอกับเฝยถังอีกที

    หลังเอนตัวลงนอน เสียงเอะอะมะเทิ่งก็เริ่มเบาลง ทว่ากว่าทุกคนจะหลับคงต้องรออีกสักระยะ นั่นก็หมายความว่าบทสนทนากลางดึกคงยังมีไปอีกครู่หนึ่ง

    เฝยถังไม่ต่างอะไรกับหนอน เขาขยับตัวเข้าไปหาชางตงพร้อมกับถุงนอน จู่ๆ ต้องเข้ามานอนอยู่ในรังโจรแบบนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนัก

    ทันทีที่ชางตงเอียงหน้าไป เขาก็รับรู้ได้ถึงลมหายใจของเฝยถังที่พ่นใส่หน้าตนเอง เขารู้สึกไม่พอใจ ตวาดออกไปประโยคหนึ่ง “นอนกระเถิบไปอีกหน่อย”

    เฝยถังไม่ขยับ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็กระซิบถามระแวดระวัง “พี่ตง ภูมิหลังของพี่ซีไม่ธรรมดาใช่หรือเปล่า”

    “ไม่แน่ ฉันเตือนแล้วไม่ใช่หรือไงว่าให้อยู่ห่างๆ เข้าไว้”

    เฝยถังบอก “ผมเองก็รู้สึกแบบนั้น”

    ขนาดคนอย่างฮุยปาที่ในมือมีทั้งคนทั้งรถทั้งอาวุธยังแสดงท่าทีเกรงอกเกรงใจออกมาแบบนั้น เฝยถังก็แทบจะล้มเลิกแผนการขโมยจอกโมราหัวสัตว์ทำศัลยกรรมหลบหนีไปในทันที หากเปลี่ยนเป็นเขา ถ้ามีคนมาขโมยสมบัติล้ำค่าไป เขามีหรือจะไม่ไล่ล่าล้างแค้นอีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย ยิ่งไปกว่านั้นเยี่ยหลิวซีเองก็ใช่ว่าจะชอบใจเขานัก ไม่อย่างนั้นตอนถูกปล้นคงไม่เอ่ยปากว่า ‘งั้นก็ทิ้งเฝยถังซะ’

    จากเดิมที่คิดว่าดินแดนไร้ผู้ครอบครองคือไม่มีคน มีน้ำจำกัด ขาดแคลนเนื้อ ตอนนี้หลังพบเจอกับเหตุการณ์สารพัดสารพันขึ้นติดๆ กันเขาถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังแย่ สถานการณ์หลังจากนี้โคตรน่าเป็นห่วง จะรอดพ้นออกไปได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่าล้วนเป็นปัญหา

    ผู้กล้ารู้จักคุกเข่า ผู้รู้สถานการณ์คือวีรบุรุษ

    “งั้นถ้าหลังจากนี้ไปผมทำตัวดีๆ พี่ว่าจะยังทันหรือเปล่า”

    เฝยถังคนนี้แทบจะเป็นพวกประจบประแจง รู้จักแต่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนของแท้อยู่แล้ว ชางตงบอก “ก็ต้องดูว่านายต้องการอะไร ถ้าอยากเดินทางโดยสวัสดิภาพ งั้นก็ทำตัวดีๆ ถึงตอนนั้นพวกเขาย่อมไม่ทำอะไรนาย…”

    ขณะกำลังพูด จู่ๆ ฮุยปาก็พูดเสียงดัง “เอ่อ คือว่า…ผมลืมบอกไป พวกคุณ ถ้าตอนกลางคืนได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอะไรก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน”

    เยี่ยหลิวซีตอบ “ได้ยังไงกัน เกิดมีคนขโมยของ ขับรถหนีไป ฉันก็ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเนี่ยนะ”

    ขณะที่ฮุยปากำลังคิดว่าควรพูดยังไงดี เสียงแหบพร่าของใครคนหนึ่งก็ดังลอยมาจากมุมเต็นท์ “ที่นี่ดินแดนสกปรกห่างไกลผู้คน ยิ่งคืนพายุทรายโถมกระหน่ำ…”

    ใครบางคนหัวเราะคิกๆ รับลูกต่อ “ผีจะออกมาหลอก”

    แปลกดีแท้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคนพูดคำว่า ‘ผีหลอก’ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติราวกับกำลังบอกว่า ‘พรุ่งนี้อาทิตย์ขึ้น’ ยังไงอย่างงั้น ชางตงค่อยๆ ลุกขึ้น “หมายความว่าอะไร”

    คนพวกนั้นแย่งตอบกันเป็นพัลวัน

    “เวลาพายุพัดโถม ฟังดูสิ เสียงดังหวีดหวิวนั่นก็คือเสียงภูตผีปีศาจคร่ำครวญ”

    “น่ากลัวจะตายชัก เสียงนั่นดังลั่นอยู่เหนือหัว ทุกคนต่างพากันหลับตาปี๋ ไม่มีใครกล้าลืมตา ทำเหมือนไม่ได้ยิน ลืมตาเมื่อไหร่มีหวังได้จบกันแหงๆ…”

    ชางตงบอก “พวกคุณพักอยู่กลางสันเขาทะเลทราย ที่นี่ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วไม่ใช่หรือไง เพราะรูปร่างแปลกประหลาดของพวกมัน ทำให้เวลาลมพัดผ่าน กระแสอากาศถูกกักให้หมุนเวียนอยู่ด้านใน เกิดเป็นเสียงประหลาด หลักการเดียวกับการเป่าขลุ่ยเป่าซวิน*”

    จู่ๆ บรรยากาศก็กลับกลายเป็นเงียบสงัด ฮุยปาบอก “เฮ้อ คุณคิดจะคุยเรื่องนี้กับเจ้าพวกนี้เนี่ยนะ…”

    เขารู้จักลูกน้องของตัวเองดี ลูกน้องของเขาพวกนี้มีทั้งพวกต่างถิ่นที่ออกมาค้าแรงงาน มีทั้งพวกเกษตรกรในพื้นที่ ตัวหนังสือที่พวกเขารู้จักมีอย่างมากก็ไม่เกินเลขสองหลัก เหตุผลวิทยาศาสตร์อะไรล้วนยากเกินเข้าใจ เทียบไม่ได้กับเรื่องภูตผีปีศาจ…ขนาดของหายก็ยังพึ่งพาภูตผี

    มีคนไม่ยอมแพ้จริงๆ “เมื่อคืนฉันยังเห็นลูกไฟปีศาจอยู่เลย มีแสงขาววาบผ่านด้วย หรือจะบอกว่าพวกนั้นล้วนเกิดจากลม”

    ชางตงบอก “ที่นี่ไม่เหมือนกับที่อื่น ในดินมีเกลือเป็นองค์ประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก จุลธาตุอย่างฟอสฟอรัส โพแทสเซียมเองก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย บางครั้งเวลาลมแรง พอปะทะเข้าด้วยกันเลยเกิดปฏิกิริยาเป็นประกายแสงสีขาวกะพริบอยู่ท่ามกลางความมืดไม่หยุด ปรากฏการณ์แบบนี้พบเห็นได้บ่อยที่ไป๋หลงตุย…”

    เยี่ยหลิวซีรู้สึกว่าเขากำลังเสียแรงเปล่า เธอกระซิบ “จะจริงจังไปทำไม พูดให้ตายพวกเขาก็ฟังไม่เข้าหูหรอก”

    จริงดังว่า คนพวกนั้นส่งเสียงประชดออกจมูก ไม่ไว้หน้าเขาแม้แต่น้อย เสียงแหบพร่านั่นดังขึ้นอีกครั้งอย่างเย็นชา “พวกเราไม่รู้เรื่องหลักวิทยาศาสตร์ของคนนอกอย่างพวกคุณ ทว่าบรรพบุรุษตลอดทั้งสามรุ่นของพวกเราล้วนอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขาพูดไม่เหมือนกับพวกคุณ”

    ชางตงยิ้ม “แล้วพวกคุณคิดว่ายังไง”

    “สันเขาทะเลทรายเดิมคือเมือง คนที่อยู่ในเมืองเพราะไม่เคารพเทพเจ้าจึงถูกสวรรค์ลงโทษ เมืองกลายเป็นเศษซาก ผู้คนถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง พวกเขาต่างอาฆาตแค้น เฝ้าร้องไห้คร่ำครวญอยู่ใต้ดิน เมื่อลมพัดแรง เสียงร้องไห้นั่นก็จะลอยตามลมขึ้นมา…ปู่ของผมบอกว่าปิดประตู ห้ามลืมตา ห่มผ้าคลุมโปงหลับไปทั้งอย่างนั้น ถ้าไม่ไปรบกวนมัน มันก็จะไม่รบกวนคุณ”

    คำพูดแบบนี้ชางตงเคยได้ยิน ในหนังสือบางเล่มก็มีการอ้างอิงถึงเช่นกัน จัดเป็นตำนานพื้นบ้านของคนในพื้นที่ เขาเองก็ไม่นึกอยากถกเถียงอีก พูดมากกว่านี้เดี๋ยวคนพวกนี้จะโอดครวญกันออกมาว่า ‘ใครอยากฟังคุณพูดพล่ามกัน แค่ไม่ลืมตาก็ได้แล้วไม่ใช่หรือไง’

    เขามุดตัวเข้าไปในถุงนอนและหลับตา เสียงพายุครวญคร่ำนี้ หากเคยชินมันก็ไม่ต่างอะไรกับการสะกดจิต

     

    ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ขณะกำลังหลับสบาย อากาศในถุงนอนกำลังอบอุ่น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงคนเคลื่อนไหวดังขึ้นใกล้ๆ

    ปกติแล้วชางตงไม่ใช่พวกตื่นง่าย ทว่าเวลาเดินทางประสาทสัมผัสเขาจะเขม็งตึงไม่เหมือนตอนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะเวลาที่ต้องไปนอนในที่ที่ไม่คุ้นเคย ร่างกายจะตื่นตัวรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวผิดปกติได้รวดเร็ว

    เขาปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองดูเยี่ยหลิวซีที่กำลังคลานออกจากถุงนอน

    ชางตงงึมงำถาม “คุณคิดจะทำอะไร”

    เยี่ยหลิวซีสะดุ้ง หลังได้สติ เธอก็พูดเสียงแผ่วออกมาประโยคหนึ่ง “ไปห้องน้ำ”

    เสียงกรนรายรอบดังขึ้นเป็นระยะๆ ทุกคนต่างหลับสนิทจนชางตงนึกอิจฉา

    “ต้องไปให้ได้?”

    เยี่ยหลิวซีรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายเหลวไหลสิ้นดี “ไม่อย่างนั้นฉันจะลุกขึ้นมาทำไม”

    ชางตงถอนหายใจ ขยี้ตา ลุกขึ้นนั่ง

    จำไม่ได้แล้วว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ น่าจะยุคปลดแอกช่วงแรกๆ มีทีมสำรวจกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าไปในทะเลทราย ตอนกลางคืนสมาชิกที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งต้องการเข้าห้องน้ำ หลังจากออกไปเธอก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย เป็นไม่พบคน ตายไม่พบศพ

    ต่อมามีคนเดาว่าบางทีเธออาจเจอบ่อทรายดูด ถอดกางเกงแล้วนั่งยองๆ ลงตรงนั้น เลยถูกทรายดูดลงไป

    คาดว่าคงเพราะเรื่องนี้เป็นเหตุ ทำให้คนนำทางกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา ตอนกลางคืนหากต้องการไปเข้าห้องน้ำ จำเป็นต้องไปด้วยกันสองคน โดยเฉพาะพวกผู้หญิง ห้ามไปคนเดียวลำพังเด็ดขาด

    แน่นอนว่าเยี่ยหลิวซีไม่รู้กฎข้อนี้ พอเห็นเขาลุกขึ้น เธอก็รู้สึกยากเกินเข้าใจ “คุณลุกขึ้นมาทำไม”

    “ผมจะไปเป็นเพื่อน”

    เยี่ยหลิวซีกดไหล่เขา “ไม่ได้ ฉันไปเข้าห้องน้ำ คุณจะตามไปทำไม”

    น่าขันชะมัด ถ้าเขาตามไป เธอจะทำธุระส่วนตัวได้ยังไง

    “ผมจะยืนรออยู่ห่างๆ…”

    “ยังไงก็ไม่ได้ คุณนอนของคุณไป”

    “งั้นผมเองก็อยากไปห้องน้ำเหมือนกันได้หรือเปล่า”

    “ไม่ได้” เธอออกแรงกดไหล่เขาจนเจ็บ “ฉันก่อน…”

    ทั้งคู่ต่างออกมาจากเต็นท์ ทว่าจู่ๆ เยี่ยหลิวซีก็ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา สายตาจับจ้องไปยังเต็นท์ที่อยู่ทางด้านหลังของชางตงด้วยสีหน้าผิดปกติ

    ชางตงหันไปดู

    เต็นท์หลังนั้นด้านนอกมีแสงไฟเขียวๆ คล้ายหิ่งห้อย กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าลอยอยู่ พายุลมแรงแต่พวกมันกลับไม่ถูกพัดปลิว ผ้าเต็นท์ค่อยๆ สว่างคล้ายจอหนังยุคเก่า

    ท่ามกลางเสียงลมหายใจประเดี๋ยวหนักประเดี๋ยวเบา เยี่ยหลิวซีพูดเสียงแผ่วคล้ายกำลังกระซิบ “นั่น…นั่นมันอะไร ไฟวิญญาณ?”

    มีไฟวิญญาณก็ไม่แปลก เจ้าของสิ่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าไฟฟอสฟอรัส ที่ไหนที่มีกระดูกคนตาย ที่นั่นก็เป็นไปได้ว่าจะมีเจ้าสิ่งนี้ปรากฏ เพราะในกระดูกคนมีฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบ พูดกันให้ชัดๆ นี่เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี…เมื่อหลายปีก่อนในชนบทห่างไกล ยามฤดูร้อนอากาศแห้งแล้ง ช่วงกลางคืนมักพบเจอเจ้าสิ่งนี้ได้บ่อยๆ

    แต่ปัญหาอยู่ตรงนี้ ทำไมพวกมันถึงรวมตัวกันอยู่ที่นอกเต็นท์หลังหนึ่ง

    จู่ๆ เยี่ยหลิวซีก็ใจหายวาบ

    ชางตงเองก็สังเกตเห็น บนผืนผ้าว่างเปล่า จากล่างขึ้นบน ภาพโครงร่างเงาของฝูงอูฐกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนที่เป็นแนวเฉียงขึ้นไปบนยอดเต็นท์

    จะบอกว่าเป็นภาพโครงร่างเงาก็ไม่ถูกนัก

    ชางตงคุ้นเคยกับภาพดังกล่าวดี ถึงแม้ว่าภาพอูฐแข็งทื่อพวกนั้นจะเป็นเพียงภาพโครงร่างสีดำ ทว่าที่นั่งอยู่บนนั้นกลับเป็นหุ่นเงาหนัง

    จากความโปร่งแสงของมัน หุ่นเงานั่นน่าจะทำจากหนังลูกวัว ผ่านการซักน้ำซ้ำๆ ผ่านการขัดสีมาจนราบเรียบผิวลื่นเป็นมัน การอบรีดน้ำในช่วงสุดท้ายก็ทำได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงสามารถแนบอยู่กับจอผ้าได้สนิทไร้ช่องว่าง ลายเส้นละเอียดสีสันสดใส กาวหนังวัวผสมกับสีที่ได้จากพืชและหินแร่ส่งผลให้สีที่ได้งดงามเอิบอิ่ม

    หลังจากนั้นมันก็มืดดับ รวมแล้วไม่เกินห้าวินาที

    ชางตงเนื้อตัวแข็งทื่อ เสียงตูมตามดังลั่นอยู่ในสมอง

    หุ่นเงางั้นหรือ ใช่ รูปแบบเหมือนหุ่นเงาส่านซีบนถนนตงลู่ รูปร่างค่อนข้างเล็ก งานสลักเด่นชัด

    แต่จะบอกว่าไม่ใช่ก็ได้เหมือนกัน บนจอผ้าไม่มีเงาเสาเอ็นผลุบๆ โผล่ๆ ให้เห็น นั่นก็แปลว่าไม่มีคนควบคุม…หุ่นพวกนั้นอาศัยอะไรถึงเคลื่อนไหวได้เองแบบนั้น หนำซ้ำยังกลอกตามาทางเขาได้ด้วย

    หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็ได้ยินเสียงของเยี่ยหลิวซี “ฉัน…ฉันตาฝาดไปเองใช่หรือเปล่า คุณเองก็เห็นเหมือนกันใช่ไหม”

    ชางตงก้มหน้า คางสัมผัสอยู่กับเส้นผมของเธอ ไม่รู้ว่าเธอขยับเข้ามาตอนไหน แน่นอนว่าอาจเป็นเขาก็ได้ที่ขยับเข้าไป

    ความกลัวทำให้คนนึกอยากกอดกันแน่นโดยไม่รู้ตัว

    เขาไม่พูดอะไรอยู่เป็นนาน กว่าจะถอนหายใจขุ่นหนักออกมาเฮือกหนึ่งก็หลังจากผ่านไปพักใหญ่ หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหัวใจเต้นของเยี่ยหลิวซี ยังมีของเขาอีกคน ต่างเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ…ปฏิกิริยาของพวกเขาสองคนล้วนเป็นไปอย่างเชื่องช้า กว่าจะนึกกลัวก็หลังจากทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว

    เขากระซิบ “คุณเห็นแล้วใช่ไหม”

    ม่านเต็นท์จู่ๆ ก็ถูกลมพัดเปิด ทั้งสองต่างมองไปที่ทางเข้า

    เพื่อกันลม วัสดุที่ใช้ทำประตูเต็นท์จึงมักมีน้ำหนัก ที่ใช้กันบ่อยๆ ก็อย่างผ้าสักหลาดหนาๆ ด้านล่างยังถ่วงของหนักๆ ไว้ แต่ถึงอย่างนั้นบางครั้งก็ยังต้านแรงลมที่พัดกระโชกมาเป็นครั้งคราวไม่อยู่ ประตูมุมหนึ่งเลิกเปิด

    ชายที่นอนอยู่ข้างประตูกระแอมเสียงหงุดหงิดออกมาสองที ก่อนจะพลิกตัวนอนต่อ

    ชางตงถาม “คุณอยากออกไปดูหรือเปล่า”

    …ปิดประตู อย่าลืมตา ห่มผ้าคลุมโปงหลับ แค่หลับเดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านพ้น

    เยี่ยหลิวซี “…ได้”

    เธอหยิบเอามีดของตัวเองที่อยู่ข้างถุงนอนออกมา

    เพราะรู้ว่าขาของเธอตอนนี้ยังออกแรงไม่สะดวก ชางตงจึงเข้าไปช่วยพยุง เดินอ้อมคนที่นอนระเกะระกะบนพื้นไปอย่างระมัดระวัง…คนพวกนี้ส่วนใหญ่ยังคงหลับฝันหวานอยู่ บางครั้งหัวสมองปลอดโปร่ง หูตาสว่างก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี

    เลิกม่านเดินออกมา

    บางทีอาจเพราะสันเขาทะเลทรายพวกนั้นมืดเกินไป เลยขับดุนให้ความมืดที่ปกคลุมพื้นที่ว่างแลดูจางลง เสียงลมเองก็ไม่ได้แรงเหมือนก่อน ชางตงส่องไฟฉายไปรอบๆ เต็นท์ ไม่มีรอยเท้าใดๆ ปรากฏให้เห็น

    เยี่ยหลิวซีเนื้อตัวสั่นสะท้าน รู้สึกขนลุกขนพอง หันมองกลับไปที่เต็นท์หลังใหญ่มืดดำนั่น จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าที่นั่นถึงจะปลอดภัยที่สุด

    อย่างน้อยก็มีคนอยู่กันหลายคน

    เธอบอกกับชางตง “พวกเรากลับกันเถอะ”

    ชางตงพยักหน้า พยุงเธอเดินกลับไปได้สองก้าว จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นได้ “คุณยังอยากเข้าห้องน้ำหรือเปล่า”

    เธอเองก็ลืมไปแล้ว พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ท้องน้อยก็เหมือนจะปวดหน่วงขึ้นมาเล็กๆ

    เยี่ยหลิวซีหันหน้ามองไปทางสันเขาทะเลทรายรูปร่างบิดเบี้ยวพวกนั้น พลันเกิดความรู้สึกขัดแย้งขึ้นในใจ เห็นได้ชัดว่าเธอต้องเดินไปทำธุระหลังสันเขาทะเลทรายที่อยู่ค่อนข้างไกลนั่น ทว่าหลังเกิดเรื่องเมื่อครู่ขึ้น เธอก็ไม่นึกอยากเสี่ยงอันตรายอะไรทั้งนั้น

    “อีกนานแค่ไหนกว่าฟ้าจะสว่าง”

    ชางตงดูนาฬิกา นึกคำนวณเวลา “คงอีกสักสองชั่วโมงกว่า”

    เยี่ยหลิวซีตอบอย่างยากลำบาก “งั้นพวกเรากลับไปก่อนก็แล้วกัน”

    เธอตัดสินใจอั้นมันไว้สักพัก

     

    ติดตามต่อได้ในฉบับรูปเล่ม ปริศนาด่านปีศาจอวี้เหมิน 1

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน นาโนมาชิน 1 ครั้งที่ 1

    บทนำ จุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตา   ตั้งแต่โบราณนานมา เหล่านักรบในจงหยวนต่างเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้เพื่อใช้ป้องกันตัวจากศัต...

    Uncategorized

    บูธ ENTER BOOKS O38 งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 BOOK EXPO THAILAND 2022 12-23 ต.ค. 65

    กลับมาแล้วงานหนังสือที่คิดถึง กับสถานที่ที่คุ้นเคย! ขอต้อนรับสู่ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27  ณ ศูนย์การประชุม...

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน นาโนมาชิน 1 ครั้งที่ 2

    บทที่ 2 ใครบอกให้ท่องตำรา (1)   แม้ชอนยออุนจะยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม แต่เขาก็ไม่ได้โง่เขลา ในช่วงชีวิตสิบห้าปีที่ผ่านมา...

    Facebook