• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน ปล่อยแม่มดคนนั้นซะ 1 บทที่ 14 – 18

    บทที่ 14 ความสามารถ

     

    “ฝ่าบาท ทรงประสงค์ให้กำแพงเมืองสูงและกว้างเท่าไรพ่ะย่ะค่ะ”

    “อย่างน้อยสูงสิบห้าฟุต กว้างหกฟุต พอให้คนสี่คนเดินเรียงแถวหน้ากระดานได้” โรแลนด์แอบพยักหน้า มืออาชีพทำงานกันอีกแบบจริงๆ เริ่มต้นจากการถามข้อมูลทางเทคนิคก่อน จากนั้นจึงกำหนดแผนงานก่อสร้าง

    “หากจะให้ตัวกำแพงมั่นคงก็ต้องขุดร่องที่ลึกเท่าความสูงคน นอกจากนี้ถ้ากำแพงด้านบนกว้างหกฟุต สูงสิบห้าฟุตล่ะก็ ความกว้างด้านล่างก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” คาร์ลตอบอย่างรวดเร็ว “เช่นนี้แค่งานขุดร่องก็ต้องใช้คนมหาศาลแล้ว ฝ่าบาท หากทรงหาคนให้กระหม่อมได้สักร้อยห้าสิบคน กระหม่อมคงขุดร่องนี้เสร็จก่อนที่เดือนแห่งปีศาจจะมาถึงได้”

    “แค่ร่องน้ำป้องกันสัตว์อสูรไม่ได้หรอก” โรแลนด์ไม่แสดงท่าทีใดๆ

    “จริงของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ แต่ถ้าจะก่อตัวกำแพงด้วยก็ต้องใช้เวลาถึงสามปี หากฝ่าบาททรงประสงค์เพียงป้องกันสัตว์อสูร พวกเราอาจไม่ต้องใช้กำแพงสูงขนาดนั้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ เอาแค่ประมาณสิบสองฟุตก็ใช้ได้แล้ว ความกว้างลดลงไปสักหนึ่งในสาม ส่วนฐานก็ลดลงเหลือหกฟุต แล้วก็ขุดร่องพร้อมๆ กับก่อตัวกำแพงไปในเวลาเดียวกัน เพิ่มคนงานขึ้นเป็นสองร้อยคน…เช่นนี้กระหม่อมก็จะสร้างกำแพงเมืองได้เสร็จก่อนที่เดือนแห่งปีศาจปีหน้าจะมาถึงพ่ะย่ะค่ะ”

    คาร์ลหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “โปรดประทานอภัยที่กระหม่อมต้องเรียนตามตรง ฝ่าบาท เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมแก่การก่อสร้าง หากพวกเราก่อตัวกำแพงได้ไม่ทันเวลา ต่อให้ร่องถูกขุดไว้พร้อมแล้ว แต่ต้องแช่หิมะตลอดฤดูหนาวก็ไม่มีประโยชน์ ถึงตอนนั้นฝ่าบาทจะทรงเสียเวลาและกำลังคนมากขึ้นในการทำความสะอาดและทำให้ร่องอ่อนตัว แล้วยังต้องขุดร่องให้ลึกขึ้นอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”

    “แล้วหากให้กำแพงสูงสิบสองฟุต กว้างสี่ฟุตตามที่เจ้าว่าเจ้าต้องใช้เวลาขุดนานเท่าไร”

    “น่าจะประมาณหนึ่งเดือนครึ่งพ่ะย่ะค่ะ” คาร์ลตอบ

    “เช่นนั้นก็ทำตามแผนนี้ ขุดร่องและก่อกำแพงไปพร้อมกัน สร้างให้เสร็จก่อนที่เดือนแห่งปีศาจจะมาถึง” โรแลนด์โบกมือห้ามคาร์ลที่ทำท่าจะพูด “ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลเรื่องอะไร ลองดูสิ่งนี้เสียก่อน นี่คือผลงานชิ้นล่าสุดจากสำนักเล่นแร่แปรธาตุของเกรย์คาสเซิล”

    เขาไม่มีเวลามาโบกปูนให้ช่างหินดูอีกครั้ง เพียงแต่นำอิฐสองก้อนที่ติดกันแล้วมาให้ดู โชคดีที่ไม่ค่อยมีใครกล้าขัดใจเจ้าชายนัก เมื่อคาร์ลได้ยินว่าผลงานจากสำนักเล่นแร่แปรธาตุที่เรียกว่าซีเมนต์นี้ สามารถเปลี่ยนของเหลวให้เป็นของแข็งได้ในชั่วข้ามคืน ซ้ำยังมีแรงยึดเกาะสูงมาก ใบหน้าก็ผุดแววตกใจระคนเหลือเชื่อ

    คาร์ลผู้อุทิศกว่าครึ่งชีวิตให้แก่สมาคมช่างหินย่อมตระหนักได้ว่าการคิดค้นครั้งนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด นอกจากยึดหินได้แล้ว มันยังสามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ได้ตามใจ เปรียบได้กับหินที่ไม่ต้องตัดแต่งหรือขัดเงาใดๆ ก็มีรูปทรงได้ตามต้องการ สามารถข้ามขั้นตอนการแปรรูปที่เปลืองทั้งแรงและเวลาได้ทันที ไม่ว่าจะสร้างอะไรก็รวดเร็วทันใจ เท่านี้ก็เพียงพอให้เขาตื่นเต้นได้แล้ว!

    โรแลนด์มองสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ ก่อนจะถามอีกครั้ง “เป็นอย่างไร เจ้าคิดว่าเวลาสามเดือนพอหรือไม่”

    เสียงของคาร์ลสั่นเล็กน้อย “หากสิ่งที่ฝ่าบาทตรัสมาเป็นความจริง ไม่สิ กระหม่อมหมายถึง…หากสำนักเล่นแร่แปรธาตุบรรยายสรรพคุณของสิ่งนี้ไว้ไม่ผิด กระหม่อม…กระหม่อมก็ยินดีจะลองดูสักครั้งพ่ะย่ะค่ะ”

    “ดีมาก ข้าจะให้คนเขียนวิธีใช้ซีเมนต์อย่างละเอียดให้กับเจ้า หากต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม เจ้าสามารถบอกผู้ช่วยเจ้ากรมคลังของข้าได้” โรแลนด์ยิ้ม “คาร์ล ตอนนี้เจ้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของสำนักงานเมืองแล้วนะ”

    กว่าโรแลนด์จะได้พบนาน่าก็ล่วงเข้าช่วงบ่ายของวันต่อมา สาวน้อยมองอันนาอย่างงุนงง เธอขยำชายเสื้ออยู่เป็นนานก่อนจะพูดว่า “ข้า…ตายแล้วหรือนี่”

    ตอนได้เห็นนาน่าครั้งแรก โรแลนด์ต้องยอมรับว่าพลังของแม่มดไม่เพียงมอบความสามารถอันน่าอัศจรรย์ใจ แต่ยังเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และบุคลิกของพวกเธอด้วย นาน่ากับอันนาดูต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่ากลับมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ด้วยกันทั้งคู่ เสน่ห์ที่ว่านี้ไม่เกี่ยวกับอายุหรือสภาพความเป็นอยู่ เห็นได้จากตอนที่อันนารอความตายอยู่ในคุก เธอก็ยังเปล่งประกายออกมาอย่างเจิดจ้า พอเขาค้นความทรงจำดูก็พบว่าตัวเองไม่เคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้จากใครมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นโสเภณีตามหัวถนนในเกรย์คาสเซิลหรือสตรีสูงศักดิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี หากจะอธิบายให้เห็นภาพก็คือเมื่อจับแม่มดมายืนเทียบกับผู้หญิงพวกนี้แล้ว พวกเธอก็เปรียบเสมือนสีสันที่โดดเด่นออกมาจากรูปขาวดำ

    หลังพานาน่ามาส่งถึงที่นี่แล้ว คาร์ลก็ถอยออกไปอย่างรู้งาน ในสวนดอกไม้หลังปราสาทจึงเหลือเพียงโรแลนด์ อันนา และนาน่า

    “เจ้ายังไม่ตาย อันนาเองก็ยังมีชีวิตอยู่” โรแลนด์กลั้นหัวเราะ “ข้าคือเจ้าชายลำดับที่สี่ โรแลนด์ วิมเบิลดัน และเจ้าคือ…”

    “นาน่า ไพน์” พอได้ยินว่าตัวเองยังไม่ตาย ใบหน้าของสาวน้อยก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เธอวิ่งไปพูดคุยอันนาเจื้อยแจ้ว ไม่สนใจฐานะเจ้าชายแห่งเกรย์คาสเซิลของโรแลนด์เลยสักนิด โรแลนด์ย่อมไม่ถือสาสาวน้อยวัยสิบสี่สิบห้าอยู่แล้ว เขานั่งลงข้างโต๊ะกลม รินเบียร์ให้ตัวเอง แล้วมองดู ‘ช่วงเวลาปกติ’ ของแม่มดทั้งสอง

    อันนาดูไม่คุ้นเคยกับความเป็นกันเองของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด นาน่าพูดไปแล้วสิบประโยค เธอถึงจะขานตอบออกมาสักคำ ว่าไปแล้วพวกเธอก็อายุไม่ห่างกันเท่าไร แต่อันนากลับให้ความรู้สึกเหมือนพี่สาวคนโต โรแลนด์อดคิดไม่ได้ว่าหากเธอโตเป็นสาวเต็มตัวแล้วจะสวยสะกดตาขนาดไหน

    จนกระทั่งนาน่าเริ่มพูดช้าลง เขาถึงได้กระแอมถามว่า “คุณหนูไพน์ ได้ยินอาจารย์เจ้าบอกว่าเจ้าตื่นรู้ขึ้นมาเป็นแม่มดหรือ”

    เทียบกับคำว่า ‘ใฝ่ต่ำ’ ไปเป็นแม่มดอย่างที่ผู้คนมักจะใช้กันแล้ว โรแลนด์ชอบคำว่าตื่นรู้มากกว่า เขาไม่ได้ใสซื่อขนาดที่คิดว่าแม่มดทุกคนเป็นกระดาษขาวไร้มลทิน หากคนชั่วได้รับพลังวิเศษไปย่อมนำมาสู่ภัยร้ายแรง พลังวิเศษก็เปรียบได้กับอาวุธ มันสามารถสร้างความรุนแรงได้ แต่ก็สามารถต้านทานความรุนแรงได้เช่นกัน สำคัญที่ว่าอาวุธนั้นอยู่ในมือของใคร บางทีข่าวลือเรื่องความชั่วร้ายของแม่มดที่ศาสนจักรพร่ำบอกอาจมีมูลความจริงก็ได้ แต่การเหมารวมว่าแม่มดทุกคนเป็นคนชั่วก็ดูจะอยุติธรรมเกินไปหน่อย

    นาน่าชะงักไปก่อนจะถามเสียงเบา “ฝ่าบาทจะทรงแขวนคอหม่อมฉันหรือไม่เพคะ”

    “ไม่…ไม่แน่นอน คนที่ถูกแขวนคอน่ะมีแต่นักโทษคดีอุกฉกรรจ์เท่านั้น เจ้าไม่ใช่ อันนาก็ไม่ใช่ ดังนั้นอย่ากังวลไปเลย”

    เธอสูดหายใจแล้วพยักหน้า “หม่อมฉันเองก็ไม่แน่ใจ…อาจารย์บอกว่าแม่มดถูกปีศาจล่อลวงถึงได้รับพลังจากปีศาจ แต่…แต่ว่าหม่อมฉันยังไม่เคยเห็นปีศาจเลยเพคะ”

    “เจ้ารู้ตัวเมื่อไรว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น”

    “น่าจะประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนเพคะ” นาน่าพึมพำ “หม่อมฉันเห็นนกตัวหนึ่งขาหัก รู้สึกอยากช่วยมันมาก จากนั้น…ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากมือหม่อมฉัน”

    “อะไรบางอย่างพุ่งออกมาอย่างนั้นหรือ” โรแลนด์ซัก “แล้วหลังจากนั้นเล่า”

    “เอ่อ…มันก็โอบล้อมอยู่รอบๆ นกตัวนั้นเหมือนกับน้ำเหนียวๆ” นาน่าเอียงศีรษะคิด “จากนั้นขาของนกก็หายเป็นปกติเพคะ”

    หรือว่าพลังของเธอจะเป็นประเภทเยียวยา โรแลนด์ใจเต้นตึกตัก เขารู้ดีว่าความสามารถนี้มีค่ามากแค่ไหน…

    ในยุคที่ไม่มียาปฏิชีวนะ ไม่มีวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ ผู้คนสามารถเสียชีวิตจากการบาดเจ็บหรือติดเชื้อได้อย่างง่ายดาย การสมานบาดแผลที่รวดเร็วเทียบได้กับการต่อชีวิต ความสามารถนี้อาจไม่มีบทบาทในการขับเคลื่อนความเจริญของเมืองมากนัก ทว่ามีค่ามหาศาลต่อชีวิตมนุษย์แต่ละคน

    เขาเดินไปที่ประตูสั่งให้อัศวินที่เฝ้าอยู่ด้านนอกไปหานกมาหนึ่งตัว หากพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เธอพูดมาเป็นความจริง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะอาศัยสิ่งนี้มาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกดขี่แม่มดอย่างไร้ความปรานีที่เมืองชายแดนได้

     

     

    บทที่ 15 คิดไปเอง

     

    หลังอัศวินรับคำสั่ง โรแลนด์ก็กลับมานั่งข้างโต๊ะอีกครั้ง “เจ้ารักษาสัตว์ตัวเล็กๆ ได้ เหตุใดจึงคิดว่าแม่มดเป็นสิ่งชั่วร้ายเล่า”

    “เพราะอาจารย์บอกหม่อมฉันว่าแม่มดสามารถทำเรื่องที่คนธรรมดาทำไม่ได้ บางครั้งอาจดูไม่มีพิษมีภัย แต่จริงๆ แล้วเป็นกับดักที่ปีศาจวางไว้เพื่อหลอกล่อคนให้มาเป็นแม่มดเพิ่มขึ้น…” เสียงของสาวน้อยเบาลง ก่อนจะพูดต่อ “แต่หม่อมฉัน…หม่อมฉันไม่เคยเห็นปีศาจจริงๆ นะเพคะ หม่อมฉันสาบานได้”

    “เจ้าย่อมไม่เคยเห็นอยู่แล้ว เพราะนั่นคือคำลวงของศาสนจักร อาจารย์ของเจ้าก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกหลอกลวงเช่นกัน” โรแลนด์ปลอบ

    “ศาสนจักรหลอกพวกเราหรือเพคะ” นาน่าอ้าปากค้าง “เพราะเหตุใด”

    โรแลนด์ส่ายหน้า เขาไม่คิดอธิบายอะไรต่อ พูดไปพวกนางก็ไม่มีวันเข้าใจ ในยุคที่ความเจริญยังพัฒนาไม่ถึงระดับที่น่าพอใจ เรื่องราวประเภทนี้มักปรากฏให้เห็นเสมอ ต่อให้ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ มาจูงใจ มนุษย์ก็ยังเชื่อว่าภัยธรรมชาติ ภัยมนุษย์ ตลอดจนปรากฏการณ์ยากจะเข้าใจเหล่านี้ ล้วนเป็นฝีมือของสิ่งเหนือธรรมชาติที่จินตนาการขึ้นเองอยู่ดี…ดูจากประวัติศาสตร์เอาก็ได้ ผู้หญิงมักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของหายนะอยู่เสมอ

    และในโลกยุคนี้ เมื่อแม่มดได้ครอบครองพลังอันไร้ที่มา ก็ย่อมตกเป็นเป้าโจมตีของศาสนจักรไปโดยปริยาย แค่คิดก็เดาได้แล้ว ศาสนจักรไม่มีทางปล่อยให้ปรากฏการณ์ประหลาดนี้เกิดขึ้นโดยไม่ทำอะไรแน่ หากไม่ยกฐานะแม่มดขึ้นเป็นนักบุญโดยอ้างว่าเป็นบัญชาของพระเจ้า ก็ต้องไล่ล่าแม่มดโดยอ้างว่าพวกเธอเป็นทูตของปีศาจ หากพวกเขาเลือกทางแรก ความศักดิ์สิทธิ์ของเอกเทวนิยมก็จะถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง…เพราะการปรากฏตัวของแม่มดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนจักร นอกจากนี้ถ้าแต่ละศาสนจักรต่างยกแม่มดขึ้นเป็นนักบุญเหมือนกัน แม่มดก็จะกลายเป็นคนที่พระเจ้าของศาสนจักรนั้นๆ เลือกสรร เช่นนั้นแล้วพระเจ้าของศาสนจักรใดกันเล่าจึงจะเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว

    ส่วนพหุเทวนิยมนั้นคงอยู่ได้ด้วยสมมติฐานที่ว่าพระเจ้ามีหลายองค์ แต่ละองค์มีอำนาจหน้าที่แตกต่างกันไป แต่ในเมื่อพระเจ้าไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ เท่านั้น เหตุใดต้องยอมให้กลุ่มคนที่ยึดถือความเชื่ออื่นมาร่วมแบ่งปันโลกใบนี้ด้วยเล่า ดังนั้นศาสนจักรในกลุ่มเอกเทวนิยมจึงประกาศว่าพระเจ้าที่ตนนับถือคือพระเจ้าที่แท้จริง ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจะต้องถูกกำจัดทิ้งสถานเดียว ด้วยเหตุผลนี้พวกเขาจึงเลือกทางหลังอย่างไม่ต้องสงสัย คือไล่ล่าแม่มดอย่างสุดความสามารถ

    เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความชอบหรือความเกลียด ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทั้งนั้น

    ทางห้องครัวย่อมมีไก่ตัวเป็นๆ ตอนที่อัศวินหิ้วปีกเข้ามานั้น มันยังดิ้นกระโดดไปมาอยู่เลย

    เหตุการณ์ต่อมาทำให้นาน่าตกตะลึงจนตาค้าง โรแลนด์หยิบมีดสั้นสีเงินออกมาจากเอว ให้อัศวินจับไก่ให้มั่นแล้วแทงมัน จากนั้นก็ให้นาน่ารักษา พอมันหายดีก็ทดลองด้วยวิธีอื่นต่อ…ทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด

    จนกระทั่งไก่ซึ่งถูกทรมานอยู่ครู่ใหญ่ตายลง โรแลนด์จึงพอเข้าใจพลังของนาน่าได้อย่างคร่าวๆ

    เธอทำให้ส่วนที่ได้รับความเสียหายกลับมาเป็นปกติได้ ไม่ว่าจะเป็นรอยถลอกฟกช้ำ แผลฉีก หรือกระดูกหัก ในกรณีที่อวัยวะส่วนนั้นๆ ขาดหายไป เช่น ถูกฟันจนขาขาด เธอจะไม่สามารถทำให้ขางอกออกมาใหม่ได้ แต่ถ้าเอาขาท่อนที่ถูกฟันขาดไปมาต่อ เธอก็สามารถเชื่อมบาดแผลให้หายดีดังเดิม และสุดท้ายเธอไม่สามารถชุบชีวิตได้ หากไก่ตายไปแล้ว การรักษาใดๆ ล้วนไร้ประโยชน์

    ตลอดขั้นตอนการรักษา โรแลนด์ไม่เห็น ‘น้ำเหนียวๆ’ ที่เธอบรรยายไว้ นาน่าเพียงวางมือลงบนบาดแผลที่ตัวไก่ แล้วบาดแผลนั้นก็สมานกันด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้ทำการทดลองกันอยู่ครู่ใหญ่ แต่นาน่าดูเหมือนจะเสียแรงไปไม่มาก อย่างน้อยเหงื่อก็ไม่ท่วมหัวเหมือนตอนที่อันนาฝึก

    นาน่าเป็นคนเดียวที่ไม่พอใจการทดลองนี้ เธอรู้สึกว่ามันโหดร้ายกับไก่เกินไป จึงเอาแต่เบะปากจ้องโรแลนด์จนจบการทดลอง

    “เอาน่า เลิกจ้องข้าได้แล้ว มากินขนมกันดีกว่า” โรแลนด์เห็นดังนั้นก็ใช้อุบาย ‘จิบชายามบ่าย’ มาเบนความสนใจ ลูกไม้นี้ใช้ได้ผลกับอันนาเสมอ เขาคิดว่าคงมีเด็กผู้หญิงในวัยนี้เพียงไม่กี่คนที่ปฏิเสธความเย้ายวนของขนมหวานได้ และความคิดนั้นก็ได้รับการพิสูจน์ เมื่อเผชิญหน้ากับขนมหน้าตาน่ากินพวกนี้ นาน่าก็ไม่ได้ควบคุมตัวเองได้ดีไปกว่าอันนาเลย

    โรแลนด์เรียกให้คนไปส่งนาน่าหลังจากกินขนมกันเสร็จแล้ว อันนาถามเขาอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดฝ่าบาทไม่ทรงรั้งนางไว้เพคะ นางก็เป็นแม่มดเหมือนกัน”

    “นางยังมีครอบครัวอยู่ และพวกเขายังไม่รู้เรื่องที่นางเป็นแม่มด”

    อันนาพึมพำเสียงเบา “แค่รอเวลาสินะ”

    “ถูกต้อง แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น” โรแลนด์ถอนหายใจ “ดังนั้นหากจะช้าไปบ้างก็ไม่เป็นไร ว่าแต่เจ้า…คิดถึงพ่อบ้างหรือไม่”

    เธอส่ายหน้าดวงตาที่สงบนิ่งราวผิวน้ำทะเลไม่ปรากฏระลอกคลื่นแม้แต่น้อย ดูท่าแล้วการถูกพ่อบังเกิดเกล้าหักหลังคงทำให้อันนาผิดหวังอย่างรุนแรง แต่ต่อให้เธอไม่มีคนในครอบครัว เธอก็ยังมีเพื่อนได้

    “นาน่าจะมาที่นี่บ่อยๆ ความจริงแล้ว ข้าตั้งใจให้นางมาฝึกพลังที่นี่ทุกๆ สองวัน”

    พอได้ยินดังนั้นเธอก็กะพริบตาแล้วพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

    “เจ้าอยากกลับไปที่โรงเรียนของคาร์ลเหมือนนางหรือไม่ ไปเรียนหนังสือกับเด็กคนอื่นๆ”

    อันนาไม่ตอบ แต่เขาก็พอจะเดาความคิดของเธอได้

    “อีกไม่นานหรอก…ตราบใดที่ข้ายังอยู่ พวกเจ้าจะต้องได้ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา จะเดินไปที่ใดก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาจับตัวหรือส่งพวกเจ้าไปแขวนคอ วันนั้นจะต้องมาถึงแน่นอน” โรแลนด์เน้นทุกคำทุกประโยค “ข้ารับรอง”

     

    นับตั้งแต่คาร์ลรับผิดชอบดูแลงานก่อสร้าง เจ้าชายโรแลนด์ก็มีเวลาว่างมากขึ้น

    ทุกบ่ายเขาจะอยู่ดูอันนาหรือนาน่าฝึกพลังในสวนดอกไม้ของปราสาท เวลานี้เขาไม่จำเป็นต้องเตรียมชุดสำรองให้อันนาแล้ว ต่อให้เปลวไฟผุดขึ้นมาจากทุกนิ้ว เธอก็ยังควบคุมมันได้อย่างชำนาญ ไม่เผลอทำหมวกตัวเองไหม้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

    นาน่าเองก็เปลี่ยนเป็นชุดแม่มดแบบเดียวกัน แม้เธอจะไม่ค่อยเต็มใจฝึกด้วยวิธีนี้นัก แต่เพราะเห็นแก่ชายามบ่าย จึงยอมฝึกทั้งที่ยังเบะปากอย่างไม่มีทางเลือก โรแลนด์มองดูแม่มดสองคนเดินวุ่นไปทั่วสวน ลึกๆ รู้สึกพออกพอใจไม่น้อย

    เขาไปดูงานก่อสร้างที่เชิงเขาทิศเหนือบ้างบางครั้ง หลังก่อสร้างไปแล้วสองสัปดาห์ กำแพงเมืองก็สร้างเสร็จไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร ในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือการวัด คาร์ลให้พวกช่างใช้ท่อนไม้ในการกำหนดระยะห่างและความเรียบเสมอกันโดยอาศัยเงาจากแสงอาทิตย์ในเวลาเดียวกัน ทุกๆ สิบไม้ต้องตั้งหอสังเกตการณ์ขึ้นหนึ่งแห่ง เพื่อเสริมความมั่นคงแก่กำแพงเมือง

    การใช้แรงงานคนจำนวนมากเช่นนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของพวกขุนนางในเมือง ทว่านอกจากไปสืบความจากบารอฟแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรอีก ราวกับเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตน โรแลนด์เองก็ไม่เก็บมาคิดใส่ใจ ทรัพย์สมบัติของขุนนางพวกนี้ล้วนอยู่ที่ป้อมปราการลองซอง พวกเขาไม่มีวันอยู่ช่วยป้องกันเมืองชายแดนแน่นอน โรแลนด์ถึงขั้นจินตนาการได้ว่าขุนนางพวกนี้คงกำลังจับกลุ่มหัวเราะเยาะหาว่าเขาไม่รู้จักประมาณกำลังตัวเองด้วยซ้ำ

    ไม่เพียงพวกขุนนางเท่านั้น พวกพ่อค้าเองก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน บรรดาพ่อค้าเร่ที่รับซื้อขนสัตว์จากเมืองชายแดนเป็นประจำเห็นว่ารอบนี้ไม่มีของให้ซื้อ จึงทยอยกันหอบความไม่พอใจเดินทางกลับป้อมไปมือเปล่า แน่นอนว่าต้นสายปลายเหตุทั้งหมดถูกโยนให้เป็นความผิดของโรแลนด์ ผู้ปกครองเมืองชายแดนคนปัจจุบัน เรื่องโง่เขลาเบาปัญญาอย่างการก่อสร้างครั้งใหญ่ช่วงใกล้จะถึงเดือนแห่งปีศาจของโรแลนด์ วิมเบิลดัน เจ้าชายลำดับที่สี่แห่งเกรย์คาสเซิลได้แพร่กระจายไปตามแม่น้ำเรดริเวอร์

    ขณะนั้นไม่มีใครคิดว่าเขาจะรักษาเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไว้ได้ คนส่วนใหญ่ไม่แม้แต่จะคิดว่าเขาจะกล้าทำด้วยซ้ำ ตัดสินกันจากภาพจำของเจ้าชายองค์นี้ อย่างไรเสียก็ไม่มีทางลุกไปรบทัพจับศึกกับใครเขาได้อยู่แล้ว ไม่ว่าเวลานี้เขาจะเล่นพิเรนทร์อะไร สุดท้ายก็ต้องลี้ภัยไปที่ป้อมอยู่ดี

    ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนเหล่านี้ โรแลนด์ก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวแรกหลังจากย้อนเวลามา


    บทที่ 16 ทางข้างหน้า

     

    ไฟในเตาผิงกำลังลุกโชนขับไล่ความหนาวที่เล็ดลอดเข้ามาทางช่องประตูและหน้าต่าง บนกำแพงเหนือเตาผิงมีหัวกวางแขวนไว้ แสงจากเปลวไฟทำให้เงาของเขากวางที่ทาบประทับบนกำแพงด้านหลังดูหงิกงอราวกับกรงเล็บขนาดมหึมา

    ฝั่งตรงข้ามเตาผิงคือโต๊ะตัวยาวสีแดงเข้ม บนนั้นเต็มไปด้วยหนังสือและม้วนกระดาษ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารราชการที่รอเขาลงนาม โดยปกติโรแลนด์จะจัดการงานเอกสารที่นี่…นับตั้งแต่ดัดแปลงห้องชั้นสามของปราสาทให้เป็นสำนักงาน เขาก็เริ่มชอบห้องนี้มากขึ้นทีละนิด

    มองผ่านหน้าต่างบานยาวด้านหลังจะเห็นเมืองที่ทอดตัวออกไปสุดลูกหูลูกตา ปลายทางเป็นกลุ่มภูเขาที่เชื่อมต่อกันไม่รู้จบ นั่นคือเทือกเขาสิ้นวิถีซึ่งพาดผ่านเกือบทั้งดินแดน กั้นแบ่งอาณาจักรเกรย์คาสเซิลกับผืนดินรกร้างออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก เนินเขาทิศเหนือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทือกเขาสิ้นวิถีเท่านั้น

    ด้านล่างเนินเขาเป็นสวนดอกไม้ที่ถูกล้อมไว้ด้วยรั้ว กระท่อมซึ่งเคยเป็นที่ฝึกพลังของอันนาถูกรื้อออกแล้ว สระอิฐถูกดัดแปลงเป็นโต๊ะตัวยาวสำหรับวางอุปกรณ์จิบชายามบ่าย ในวันที่อากาศดี โรแลนด์จะลงไปอาบแดดอยู่ข้างล่าง หรือไม่ก็นอนงีบบนเก้าอี้โยกซึ่งสั่งทำขึ้นโดยเฉพาะ

    แม้ปราสาทแห่งนี้จะไม่ใหญ่โตมากนัก แต่อย่างไรเสียก็เรียกได้ว่าเป็นปราสาทขนาดกลางที่มีสวนดอกไม้เป็นของตัวเอง หากเป็นชาติที่แล้ว เขาไม่มีทางได้ครอบครองปราสาทหินแท้เช่นนี้แน่ แค่จะเข้าไปดูยังต้องจ่ายค่าเข้าชมเลย มาตอนนี้นอกจากจะได้ครอบครองปราสาทแห่งนี้แล้ว เขายังได้ปกครองเมืองอีกด้วย

    “ฝ่าบาท เวลานี้ค่าใช้จ่ายสำหรับจ้างช่างและคนงานเบ็ดเตล็ดรวมแล้วเป็นเงินก้อนใหญ่มาก เงินจำนวนนี้เป็นเงินส่วนพระองค์เอง หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป กระหม่อมเกรงว่าพวกเราจะอยู่ได้ไม่ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า” บารอฟถือกระดาษหนังแกะหนึ่งปึก รายงานสถานะทางการเงินระยะนี้ให้โรแลนด์ฟัง

    รายรับและรายจ่ายของเมืองชายแดนไม่มีอะไรซับซ้อน ทางแรกมาจากการขายแร่และอัญมณี ทางเส้นนี้ถูกป้อมปราการลองซองผูกขาดไว้แล้ว ใช้ผลผลิตของเหมืองเนินเขาทิศเหนือแลกเปลี่ยนกับข้าวสาลีและขนมปัง ไม่มีการเก็บภาษีใดๆ เพราะทางป้อมจะส่งคนมาแลกเปลี่ยนสินค้าเอง หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือเหมืองเนินเขาทิศเหนือเป็นแหล่งลงทุนในลักษณะหุ้นส่วนของกลุ่มขุนนางชั้นสูงจากป้อมปราการลองซอง ส่วนพวกขุนนางที่ประจำอยู่ในเมืองชายแดนนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ดูแลที่พวกหุ้นส่วนส่งมาอีกที ที่ดินของพวกเขาส่วนใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกของป้อม มาประจำอยู่ที่นี่เพียงชั่วคราว และคนที่มาแต่ละปีก็ไม่เคยซ้ำหน้ากันเลย

    ความจริงแล้ว เมืองชายแดนแห่งนี้เพิ่งก่อตั้งได้ไม่ถึงสามสิบปี เทียบกับป้อมปราการลองซองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบสองร้อยปีแล้วย่อมไม่ต่างจากทารกแรกเกิด คราแรกดยุกไรอันตั้งใจจะใช้ที่นี่เป็นด่านหน้าสำหรับเตือนภัยยามสัตว์อสูรมาเท่านั้น ทว่าพวกนักบุกเบิกพบแหล่งทรัพยากรแร่อันอุดมสมบูรณ์ทางเนินเขาทิศเหนือเข้า เขาจึงตัดสินใจตั้งเมืองขึ้นที่นี่โดยใช้ชื่อว่าเมืองชายแดน หรือในอีกแง่หนึ่ง เมืองนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีเหมืองเนินเขาทิศเหนือแท้ๆ

    เพื่อป้องกันการทุจริต ดยุกไม่รับข้อเสนอที่พวกขุนนางขอส่งคนของตัวเองไปขุดเหมือง แต่ใช้วิธีร่วมกันว่าจ้างคนท้องถิ่นและผู้อพยพบริเวณนั้น หรือแม้กระทั่งใช้นักโทษมาขุดเหมืองแทน แร่ที่ขุดได้จะถูกแบ่งสันปันส่วนตามอัตราการลงทุนของแต่ละตระกูล ทางป้อมมีหน้าที่เพียงจ่ายค่าจ้างบางส่วนและมอบเสบียงตลอดปีให้แก่ลูกจ้างเท่านั้น ค่าตอบแทนนี้เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน ไม่มีเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามปริมาณการผลิต ในบรรดาประชากรสองพันกว่าคนของเมืองชายแดน มีจำนวนกว่าครึ่งที่ทำงานให้เหมือง

    ส่วนรายได้อีกทางมาจากกิจการอื่นๆ ภายในเมือง…เช่น โรงตีเหล็ก ร้านเหล้า โรงทอ และอื่นๆ ภาษีอันน้อยนิดของเมืองชายแดนก็ได้มาจากคนกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่ ทว่าตลอดปีก็เก็บได้ไม่มากนัก ผู้ปกครองคนก่อนไม่ได้เห็นเมืองแร้นแค้นแห่งนี้สำคัญอะไร ตั้งแต่พระราชาแห่งเกรย์คาสเซิลส่งโรแลนด์มาอยู่ที่นี่ เขาก็ย้ายกลับป้อมแล้วไม่มาเหยียบที่นี่อีกเลย

    ดังนั้นหากโรแลนด์คิดจะจ้างคนสร้างกำแพงเมืองก็ต้องควักเงินตัวเอง เจ้าชายตัวจริงคงไม่มีวันทำอย่างนี้แน่ แต่สำหรับโรแลนด์แล้ว ขอแค่ทำให้เมืองแห่งนี้มั่นคงได้ ต่อให้ต้องผลาญทรัพย์สินทั้งหมดที่มีก็คุ้มค่า อย่างไรเสียต่อไปเขาจะไม่ยอมขายแร่แลกเสบียงแล้ว หากเปลี่ยนจากเสบียงเป็นเงินได้ การลงทุนครั้งนี้ก็ถือว่าเล็กน้อยมาก

    ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือป้อมปราการลองซองจะยอมยกเลิกการผูกขาด แล้วทำการค้าแบบปกติกับเมืองชายแดนหรือไม่…ข้อนี้ดูไม่ต่างจากการแย่งเนื้อจากปากเสือทีเดียว แต่เอกสารอ้างอิงของบารอฟแสดงให้เห็นว่าเหมืองแห่งนี้มีกำลังการขุดต่ำและการขนส่งที่ไม่สะดวก ทำให้ปริมาณแร่ที่ขุดได้ในแต่ละปีมีมูลค่าเพียงหนึ่งพันกว่าเหรียญทอง เทียบกับรายได้ทั้งหมดของป้อมแล้วเป็นเพียงเศษเงิน ผู้เสียผลประโยชน์ก็มีแต่กลุ่มขุนนางที่ลงทุนร่วมกันเท่านั้น

    เมื่อคำนึงถึงการพัฒนาเมืองชายแดนในระยะยาวแล้ว เขาจะต้องเอารายได้ทางนี้กลับมาให้ได้ โรแลนด์รู้ดีว่าต่อให้ระยะเวลาคืนทุนของเหมืองเนินเขาทิศเหนือคือเมื่อสิบกว่าปีก่อน พวกคนจากป้อมปราการก็คงไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ อยู่ดี ยุงตัวเล็กแค่ไหนก็ยังมีเนื้อ แล้วนับประสาอะไรกับกิจการที่นอนอยู่เฉยๆ ก็โกยเงินมาได้เล่า โรแลนด์ยินดีให้ส่วนลดและค่าชดเชยแก่หุ้นส่วนเก่าแก่เหล่านั้น เช่นว่าขายแร่ให้ในราคาครึ่งเดียว แต่หากจะให้เขาส่งเรือบรรทุกแร่ไปเต็มลำแล้วแลกกลับมาเป็นเสบียงเพียงครึ่งลำอีก เขาไม่มีวันยอมเด็ดขาด

    ขณะที่โรแลนด์กำลังจ้องใบรายการสินค้าอย่างครุ่นคิดอยู่นั้น บารอฟก็กำลังจับสังเกตโรแลนด์

    สามเดือนที่ผ่านมานี้ หรือพูดให้ถูกก็คือหนึ่งเดือนให้หลังนี้ เจ้าชายเปลี่ยนแปลงไปมากจนยากจะอธิบาย คนนอกอาจยังไม่รู้สึก แต่เขาซึ่งอยู่กับเจ้าชายทุกวันจะมองข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างไร

    เขาได้ยินกิตติศัพท์ความเลวร้ายของเจ้าชายโรแลนด์ วิมเบิลดันตั้งแต่ตอนอยู่เกรย์คาสเซิลแล้ว ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ยโสโอหัง ไร้ซึ่งสมบัติผู้ดี…ขึ้นชื่อก็แต่เรื่องประเภทนี้ สรุปแล้วแม้ไม่เคยก่อปัญหาร้ายแรงใหญ่โต แต่นำพาปัญหาจุกจิกกวนใจมาได้ไม่เว้นวัน ยังห่างไกลจากพี่ชายทั้งสองคนอยู่มากโข

    เขาเคยผิดหวังอย่างรุนแรงเมื่อรู้ว่าพระราชาจะส่งเขามาที่นี่ หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายสัญญาว่าหลังสิ้นสุดการชิงตำแหน่งรัชทายาทแล้วจะแต่งตั้งเขาเป็นเจ้ากรมคลังอย่างเป็นทางการล่ะก็ เขาไม่มีทางมาที่นี่แน่นอน

    ช่วงสองเดือนแรกที่มาถึงเมืองชายแดน เจ้าชายมักแสดงพฤติกรรมน่าระอาอย่างที่เคยทำ เที่ยวล่วงเกินขุนนางทุกคนที่ล่วงเกินได้ โชคดีที่เมืองแห่งนี้มีขนาดเล็กมาแต่ไหนแต่ไร ต่อให้ไม่มีขุนนางฝ่ายบริหารอยู่รั้งตำแหน่ง เขากับพวกขุนนางอีกสิบกว่าคนที่พามาด้วยก็ยังพอช่วยประคับประคองเมืองต่อไปได้

    ทว่าหลังจากนั้นบางอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป

    ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรนะ เขาคิด น่าจะ…ตั้งแต่ตอนที่ช่วยชีวิตแม่มดคนนั้นไว้

    ใช่ว่าบารอฟไม่เคยสงสัยว่าเจ้าชายอาจถูกปีศาจเข้าสิงหรือถูกแม่มดบงการอยู่ในเงามืด แต่ความเป็นไปได้ข้อนี้น้อยมาก หากปีศาจหรือแม่มดมีความสามารถเช่นนี้จริงจะมาบงการเจ้าชายทำไม สู้ไปบงการพระราชาหรือพระสันตะปาปาไม่ดีกว่าหรือ และอีกเหตุผลที่หักล้างข้อสงสัยนี้ คือเขาเห็นเจ้าชายถือตรวนลงทัณฑ์แห่งพระเจ้ากับตาตัวเอง

    ของสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นไม้ตายที่ศาสนจักรใช้รับมือกับแม่มด พลังปีศาจใดๆ ล้วนพ่ายแพ้ต่อตรวนลงทัณฑ์แห่งพระเจ้า ทว่าโรแลนด์กลับสัมผัสมันได้โดยตรง หรือพูดอีกอย่างก็คือต่อให้เขาไม่ใช่เจ้าชายลำดับที่สี่ แต่เป็นราชาปีศาจที่ไม่กลัวแม้แต่พลังของพระเจ้า บารอฟก็ไม่จำเป็นต้องเปิดโปงอีกฝ่าย สู้รักษาชีวิตตัวเองไว้ไม่ดีกว่าหรือ

    เจ้าชายยังคงยโสโอหังและชอบทำอะไรตามใจตัวเองเหมือนเคย แต่เจ้าชายคนนี้กับคนก่อนหน้ากลับให้ความรู้สึกที่ต่างลิบลับ ไม่สิ บารอฟคิด ต้องบอกว่าตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิงมากกว่า

    จุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นเป้าหมาย เขารู้สึกว่าเจ้าชายคนนี้กำลังวางแผนอะไรบางอย่าง และเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น จึงจำเป็นต้องใช้วิธีที่คนธรรมดาทั่วไปเข้าไม่ถึง เหมือนอย่างตอนที่เจ้าชายเคยอธิบายให้เขาฟังว่าเหตุใดถึงช่วยชีวิตแม่มดไว้ ต่อให้แผนการนั้นจะยังไม่รอบคอบ เต็มไปด้วยช่องโหว่รอบด้าน แต่เจ้าชายก็กำลังเดินตามแผนที่วางไว้จริงๆ ซ้ำยังเชื่อมั่นในผลลัพธ์มากเสียด้วย

    นี่คือจุดที่น่างุนงงที่สุด แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าราชบัลลังก์จะตกเป็นของทายาทคนใด แต่มันจะไม่ตกมาถึงมือเจ้าชายลำดับที่สี่อย่างแน่นอน เรื่องนี้เจ้าชายเองก็คงรู้ดี คิดจะพัฒนาเมืองเล็กๆ อย่างเมืองชายแดนนี่น่ะหรือ ต่อให้เป็นผู้วิเศษก็ทำไม่ได้! โรแลนด์กำลังวางแผนที่บ้าบิ่นมาก เพ้อพกถึงขั้นบอกว่าจะทำให้เมืองเล็กๆ ซึ่งอยู่นอกแนวชายแดนเจริญกว่าเมืองวาเลนเซีย คิดว่าจะบังคับให้เขาปักใจว่าแผนนี้จะสำเร็จได้อย่างนั้นหรือ

    หากเป็นเพียงความเพ้อฝันของคนบ้าก็ว่าไปอย่าง ทว่ากำแพงเมืองที่เจ้าชายทุ่มทุนสร้างอยู่นี้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น เจ้าชายคิดจะอยู่รักษาเมืองที่นี่จริงๆ โดยอาศัยผลผลิตจากการเล่นแร่แปรธาตุอย่าง ‘ซีเมนต์’ มาสร้างกำแพงเมืองที่ไม่น่าจะสร้างเสร็จได้ตามหลักการก่อสร้างทั่วไป

    ในตระกูลของบารอฟก็มีนักเล่นแร่แปรธาตุเหมือนกัน แต่เขาไม่เคยได้ยินว่ามีพวกเล่นแร่แปรธาตุที่ผลิตของชนิดนี้ออกมาได้ การวางอนาคตงานก่อสร้างไว้กับสิ่งที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อนเช่นนี้ ไม่รู้จะเรียกว่าความมั่นใจหรือความสะเพร่าดี ในแผนการทั้งหมดที่โรแลนด์วางไว้ ยังมีเรื่องที่เขาไม่รู้อีกมากเพียงใด บารอฟพบว่าตัวเริ่มจะสนใจอนาคตข้างหน้าขึ้นมานิดๆ แล้ว


    บทที่ 17 ทูต (1)

     

    “ที่นี่ยังทรุดโทรมเหมือนเดิม” ตอนที่เปโร ทูตจากป้อมก้าวเท้าออกจากห้องโดยสารของเรือ กลิ่นไม้เก่าๆ ก็ลอยโชยมาทักทาย อากาศโดยรอบทั้งชื้นและอึดอัด ชวนให้รู้สึกไม่สบายตัวยิ่งนัก เขาสูดจมูกเงยหน้ามองท้องฟ้าอึมครึม คล้ายกับเมฆฝนกำลังก่อตัว

    “ครั้งล่าสุดที่ท่านมาที่นี่น่าจะเมื่อหนึ่งปีก่อนกระมัง” ผู้ช่วยคลุมเสื้อคลุมให้ทูตอย่างใส่ใจ “ที่นี่ไม่มีอะไรสักอย่าง นอกจากก้อนหิน”

    “หนึ่งปีครึ่ง” เปโรแก้ “ท่านดยุกจะเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ ทุกฤดู ครั้งก่อนที่ข้ามา เมืองชายแดนยังเป็นฤดูร้อนอยู่ นอกจากก้อนหินแล้ว ยังมีขนสัตว์ดีๆ มากมาย แล้วก็…”

    “อะไรหรือขอรับ” ผู้ช่วยมีสีหน้างุนงง

    เปโรส่ายหน้า ไม่ได้ตอบอะไร เขาก้าวข้ามกราบเรือเหยียบท่าเรือที่เต็มไปด้วยตะไคร่เขียว แผ่นไม้ใต้เท้าส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด อีกไม่กี่ปีท่าเรือแห่งนี้คงจะพัง เขาคิด เมืองชายแดนมีทั้งหิน ขนสัตว์ รวมถึง…ที่ดิน แต่เรื่องนี้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ผู้ช่วยเป็นเพียงเสมียนตัวเล็กๆ ของสำนักงานเมือง ไม่มีทางเข้าใจจุดนี้หรอก

    ระหว่างเมืองชายแดนกับป้อมปราการลองซองมีที่ดินผืนใหญ่ซึ่งยังไม่มีใครเข้าไปจับจอง ด้านหนึ่งคือเทือกเขาสิ้นวิถี อีกด้านคือแม่น้ำเรดริเวอร์ ที่ดินผืนนี้ลักษณะคล้ายกับระเบียงแคบๆ ยาวๆ หากเมืองชายแดนสามารถรักษาแนวป้องกันในฐานะด่านหน้าของป้อมไว้ได้ ที่ดินผืนใหญ่นี้ก็จะตกอยู่ในมือของป้อมปราการ ที่ดินนี้ไม่เคยผ่านการเพาะปลูกมาก่อน ไม่จำเป็นต้องพักดินก็เพาะปลูกได้หลายรอบ ยิ่งมีปราการธรรมชาติขนาบสองข้างด้วยแล้ว หากป้อมคิดจะเข้ามายึดครองก็ไม่จำเป็นต้องลงแรงมาก เพียงเท่านี้ก็ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่ตามมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรภายในป้อม ขณะเดียวกันเมืองชายแดนก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของป้อม หมดโอกาสแยกตัวเป็นอิสระเหมือนเช่นทุกวันนี้

    ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือพวกเขาต้องเสียเวลาดำเนินงานเป็นนานสามถึงห้าปี และยังต้องควักเงินลงทุนก้อนใหญ่ด้วย

    น่าเสียดายเหลือเกิน หากพูดถึงเรื่องการลงทุนแล้ว วิสัยทัศน์ของขุนนางส่วนใหญ่ยังเทียบกับพ่อค้าผู้ต่ำต้อยไม่ได้ด้วยซ้ำ

    “เอ๋? เหตุใดลานกองสินค้าจึงว่างเปล่าเล่า” ผู้ช่วยชี้ไปยังพื้นที่ว่างไกลๆ “พวกเขาน่าจะเตรียมแร่ไว้แล้วไม่ใช่หรือ”

    เปโรถอนใจเบาๆ “พวกเราไปเข้าเฝ้าเจ้าชายที่ปราสาทกันเถอะ”

    “ช้าก่อน…ท่านทูต จะไม่รอขบวนต้อนรับก่อนหรือขอรับ”

    จะมีหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เขาคิดแต่ไม่ได้พูดออกไป “ไปเถอะ คอกม้าอยู่ข้างหน้านี่เอง”

    ตอนนี้เค้าลางความยุ่งยากจากการแยกตัวของเมืองชายแดนเริ่มก่อตัวชัดแล้ว พระราชโองการชิงตำแหน่งรัชทายาทของพระราชาได้นำเจ้าชายลำดับที่สี่มายังดินแดนแร้นแค้นแห่งนี้ หากเป็นชนชั้นสูงหรือเชื้อพระวงศ์ทั่วไปจะทำอย่างไร แน่นอนว่าต้องยึดทุกสิ่งทุกอย่างของดินแดนนี้ไว้เองอย่างไม่ต้องสงสัย เขาจะเอาแร่อัญมณีมาแลกกับธัญพืชและขนมปังหรือ อย่างเจ้าชายคงสนใจแต่เงินทองเท่านั้น

    หากเป็นเขา เขาก็จะทำอย่างนี้เหมือนกัน ใครจะทนดูผลผลิตในดินแดนของตัวเองถูกขายออกไปอย่างด้อยค่าเช่นนั้นได้ ไม่แน่ว่าเจ้าชายอาจไม่ลี้ภัยไปที่ป้อมด้วยซ้ำ พวกตระกูลเหล่านั้นคงลืมความจริงข้อนี้ไปแล้ว แม่น้ำเรดริเวอร์ไม่ได้ไหลผ่านเฉพาะป้อมปราการลองซองเท่านั้น เจ้าชายอาจคิดเอาแร่ไปขายให้เมืองวิลโลว์ สันเขาฟอลเลนดรากอน หรือเมืองเรดริเวอร์ แล้วพาชาวเมืองไปหลบภัยที่เมืองพวกนั้น…เพียงแต่ต้องยอมเดินทางไกลเอาหน่อย

    ถึงตอนนั้นป้อมปราการลองซองจะทำอะไรได้ ปิดทางน้ำ ขวางทางเรือเจ้าชายหรือ นั่นเท่ากับการแข็งข้อต่อราชวงศ์เกรย์คาสเซิลอย่างโจ่งแจ้งชัดๆ! แม้ทุกคนจะรู้ว่าเจ้าชายลำดับที่สี่ไม่เป็นที่โปรดปรานของพระราชา แต่อย่างไรเสียเขาก็มีสายเลือดของพระราชา ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเลย

    พวกเขาทั้งสองขี่ม้าที่เช่ามา เดินทางไปตามถนนหินริมน้ำอย่างไม่เร่งร้อน ในคอกมีแต่ม้าแก่ ขนไม่สวย ทั้งยังผอมจนหนังติดกระดูก แค่เดินก็สั่นไปทั้งตัว และเพื่อม้าห่วยๆ สองตัวนี้ เขาต้องเสียเงินมัดจำถึงสองเหรียญทองทีเดียว

    “ท่านดูซิ นั่นมันเรือของเมืองวิลโลว์นี่นา”

    เมื่อหันมองตามทิศทางที่ผู้ช่วยชี้ เขาถึงเห็นเรือกำปั่นที่แขวนธงรูปใบไม้กับดาบโค้งแล่นตามน้ำมาอย่างช้าๆ เส้นระดับน้ำที่ข้างเรือสูงมากเห็นได้ว่าบรรทุกสินค้ามาเต็มลำ

    เปโรพยักหน้าอย่างไร้อารมณ์ ทว่าในใจหม่นหมองอย่างมาก อีกฝ่ายเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คิดไว้เสียอีก หากเจ้าชายเริ่มติดต่อกับพวกเมืองทางตอนล่างของแม่น้ำแล้ว เงินในมือเขาก็จะน้อยลงไปหนึ่งส่วน ตอนแรกเขาคิดจะเกลี้ยกล่อมให้พ่อเขายอมซื้อแร่ในราคาต่ำกว่าท้องตลาดร้อยละสามสิบ เช่นนี้พวกเขาก็ยังได้กำไรอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำไรจากสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างอัญมณีที่จะมีมูลค่าเพิ่มอีกหลายเท่าตัวหลังจากเจียระไน น่าเสียดายที่คนมีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ใช่เขา แล้วก็ไม่ใช่ตระกูลฮันนี่ซัคเคิลด้วย ผู้ร่วมลงทุนในกิจการเหมืองที่เมืองชายแดนมีทั้งหมดหกตระกูล หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ก็อย่าหวังจะทำอะไรได้

    แต่สายไปแล้วจริงๆ พวกเขาคิดว่าสถานการณ์ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง…หรือไม่ก็อาจคิดว่าผลผลิตจากเหมืองพวกนั้นไม่มีค่าพอให้เจียดเวลามาสนใจ อย่างไรเสียอีกห้าตระกูลที่เหลือก็นิ่งดูดาย ขนาดพ่อยังปฏิเสธเขาอย่างมั่นอกมั่นใจ แต่ความจริงแล้วพวกเขาได้ทำพลาดอย่างใหญ่หลวง สาเหตุที่เหมืองให้ผลผลิตต่ำเป็นผลมาจากรูปแบบการค้าที่แลกเปลี่ยนสินค้าด้วยสิ่งของ หากใช้รูปแบบการค้าปกติที่ยิ่งผลิตมากยิ่งได้เงินมาก ปริมาณผลผลิตแร่ในปีหน้าก็คงเพิ่มขึ้นได้อีก

    วิธีผูกขาดอย่างที่พวกเขาทำก่อนหน้านี้คงไม่น่าจะ ไม่สิ ไม่มีทางดำเนินต่อไปได้อีก เปโรคิด ดูจากลานกองสินค้าที่ว่างเปล่าก็รู้แล้ว เจ้าชายไม่คิดจะเอาหินพวกนั้นมาแลกกับข้าวสาลีชั้นเลวอีกต่อไป เขากำลังติดต่อกับผู้ซื้อรายอื่น

    หากยังคิดจะค้าขายกับทางนี้อยู่ เขาอาจต้องใช้ไม้ตายสุดท้าย ต่อรองด้วยราคาที่ลดลงร้อยละสามสิบ ระยะทางระหว่างเมืองวิลโลว์กับเมืองชายแดนทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งแร่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้เมืองวิลโลว์ยังรับซื้อแร่จากหลายแห่ง ราคาที่พวกเขาเสนอน่าจะต่ำกว่าราคาตลาดถึงครึ่ง ยิ่งสันเขาฟอลเลนดรากอนและเมืองเรดริเวอร์ก็น่าจะกดราคาต่ำลงไปอีก บางทีข้อเสนอนี้อาจทำให้เจ้าชายยอมผูกขาดกับป้อมปราการลองซองเหมือนเดิมก็ได้…โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการค้าอัญมณี

    แต่ปัญหาก็คือหากเขาตัดสินใจทำสัญญาโดยพลการ พ่อของเขาจะเห็นด้วยหรือไม่ แล้วไหนจะอีกห้าตระกูลที่เหลือ พวกเขาจะถือว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการยอมจำนนต่อเมืองชายแดน ละทิ้งผลประโยชน์ของตระกูลหรือไม่

    อย่างไรเสียในสายตาพวกเขา เมืองชายแดนก็ไม่ต่างจากทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่คนของทางป้อมควบคุมอยู่ จะกอบโกยผลประโยชน์อย่างไรก็ได้อยู่แล้ว

    คนทั้งสองเดินทางมาถึงปราสาทซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง เปโรไม่ได้เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก เพียงแต่ครั้งนี้ ปราสาทได้เปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว

    พอทหารเห็นหลักฐานแสดงฐานะทูต ก็รีบเข้าไปรายงานเจ้านายด้านใน

    เจ้าชายโรแลนด์ วิมเบิลดันเรียกเปโรเข้าพบอย่างรวดเร็ว ตอนที่คนทั้งสองถูกพามาถึงโถงรับแขกนั้น เจ้าชายกำลังนั่งรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว

    “ท่านทูต เชิญนั่งก่อน”

    โรแลนด์ปรบมือเรียกให้สาวใช้ยกอาหารจำนวนมากขึ้นโต๊ะ มีทั้งไก่อบ เห็ดตุ๋นขาหมูป่า ขนมปังเนย และซุปผักชามใหญ่ เห็นได้ชัดว่าต่อให้อยู่เมืองชายแดน เจ้าชายก็ยังคงดื่มด่ำกับการใช้ชีวิตเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

    เปโรเองย่อมไม่เกรงใจ การแล่นเรือจากป้อมมาถึงเมืองชายแดนครั้งนี้ แม้จะเดินทางตามกระแสลมก็ยังกินเวลาถึงสองวัน ยิ่งเป็นเรือสินค้าลำใหญ่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อย่างต่ำก็ใช้เวลาสามถึงห้าวัน ที่สำคัญคือบนเรือไม่มีครัว เขาต้องกินเนื้อแห้งและขนมปังกรอบที่นำติดตัวมาเอง เมื่อเห็นอาหารที่ร้อนจนไอขึ้นวางลงตรงหน้า เขารู้สึกได้เลยว่าตัวเองกำลังกลืนน้ำลายอึกใหญ่

    ทว่าการอบรมสั่งสอนในตระกูลผู้ดีมานานปีทำให้เขายังคงรักษามารยาทการกินอาหารได้อย่างไม่บกพร่อง ในขณะที่กิริยามารยาทของเจ้าชายกลับตรงกันข้าม…โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทางตอนใช้มีดและส้อม เปโรสังเกตว่านอกจากเวลาหั่นเนื้อที่ต้องใช้มีดแล้ว เจ้าชายจะหยิบจับอาหารด้วยแท่งไม้เล็กๆ คู่หนึ่งเสมอ มิหนำซ้ำแท่งไม้สองแท่งนั้นยังดู…ใช้สะดวกกว่าส้อมมากเสียด้วย

    “ท่านว่าเป็นอย่างไร” โรแลนด์ถามขึ้นตอนที่ใกล้จะกินอาหารเสร็จ

    “เอ่อ อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” คนเป็นทูตยังตั้งสติไม่ทัน

    “สิ่งนี้” อีกฝ่ายแกว่งแท่งไม้ในมือ ก่อนจะพูดต่อโดยไม่รอคำตอบจากเปโร “ส้อมเหล็กถือเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับคนส่วนใหญ่ ยิ่งส้อมเงินยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนการหยิบจับอาหารด้วยมือก็อาจทำให้สิ่งสกปรกติดมากับอาหาร โรคภัยจากปากน่ะ ท่านรู้หรือไม่”

    ทูตไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร เขาไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ‘โรคภัยจากปาก’ นัก แต่จากความเข้าใจประโยคก่อนหน้าแล้วคงหมายความว่าการกินอาหารที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรกจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย แต่ทุกคนก็อยู่กันมาเช่นนี้นี่นา ไม่เคยเห็นใครป่วยตายเพราะเหตุนี้สักราย

    “ในป่าเร้นลับมีไม้โอ๊กเช่นนี้เหลือเฟือ ทั้งสะอาดและหาได้ง่าย ข้าตั้งใจจะเผยแพร่ของสิ่งนี้ในเมืองชายแดน” เจ้าชายจิบเบียร์ “แน่นอนว่าตอนนี้ประชาชนของข้ายังแทบไม่มีเนื้อสัตว์ให้กิน แต่ต่อไปจะต้องค่อยๆ ดีขึ้นแน่นอน”

    เปโรถอนหายใจอย่างโล่งอก คราวนี้เขารู้แล้วว่าควรต่อบทอย่างไร ต้องแสดงความเห็นตามด้วยคำอวยพรอย่างที่ทำมาตลอด แม้ใจเขาจะไม่คิดอย่างนั้นก็ตาม ให้ประชาชนมีเนื้อกินหรือ เหลวไหลทั้งเพ แม้แต่เกรย์คาสเซิลยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับดินแดนห่างไกลความเจริญอย่างเมืองชายแดน

     

    บทที่ 18 ทูต (2)

     

    แม้จะแอบด่าในใจ แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องร่วมโต๊ะอาหารกันอยู่

    บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นนับว่าดีพอสมควร แต่เพราะเจ้าชายไม่ได้พูดถึงแร่ เขาเลยไม่สะดวกจะพูดอะไรมาก

    สบโอกาสตอนที่เจ้าชายสั่งให้สาวใช้ไปนำของหวานเข้ามา เปโรจึงลองหยั่งเชิงดู “ฝ่าบาท ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว วันนี้ควรเป็นวันแลกเปลี่ยนแร่ แต่กระหม่อมกลับไม่เห็นแร่ใดๆ ในลานกองสินค้าเลยพ่ะย่ะค่ะ”

    โรแลนด์วางแท่งไม้เล็กๆ ในมือลงก่อนจะพยักหน้า “โชคไม่ดีเลย ก่อนหน้านี้เหมืองที่เนินเขาทิศเหนือเกิดถล่ม หนึ่งเดือนที่ผ่านมาคนของข้ากำลังเร่งฟื้นฟูการผลิตอยู่ แต่ก็ยังเก็บกวาดพวกเศษหินที่ถล่มลงมาไม่แล้วเสร็จ ดูจากความคืบหน้าตอนนี้ กว่าจะเริ่มทำเหมืองได้อีกทีคงปีหน้า”

    ถล่มหรือ เปโรอึ้งไปครู่หนึ่ง บังเอิญถึงเพียงนี้เลย? ทว่าเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องโกหก มิฉะนั้นเขาเดินทางไปดูเนินเขาทิศเหนือด้วยตัวเองก็พิสูจน์ความจริงได้แล้ว การโกหกคำโตเช่นนี้มีแต่จะทำลายเกียรติตัวเองเปล่าๆ

    “แล้ว…สองเดือนก่อนหน้านี้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ”

    “ขุดได้ไม่มากเท่าไร ถ้าทำตามธรรมเนียมที่ว่าผลผลิตเพียงเท่านี้เลี้ยงปากท้องประชาชนของข้าไม่ได้หรอก” โรแลนด์เน้นคำว่าธรรมเนียม “ท่านทูต ท่านคงจำเดือนแห่งปีศาจเมื่อสองปีก่อนได้กระมัง”

    เปโรย่อมจำได้แน่นอน ฤดูหนาวอันโหดร้ายกินเวลานานถึงสี่เดือน ทำให้ชาวเมืองชายแดนเกือบร้อยละยี่สิบอดตาย สาเหตุมาจากการทุจริตของเจ้าหน้าที่เทศบาลเฟอร์เรโน ใช่ว่าภายในกลุ่มขุนนางจะไม่มีคนต่อต้าน บางคนยังถึงกับเรียกร้องให้ลงโทษเฟอร์เรโนด้วยซ้ำ ทว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็เงียบไป เพียงเพราะเขาเป็นสามีลูกสาวคนรองของดยุก

    พอได้ยินเจ้าชายพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เปโรก็เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี

    “ครั้งนี้เลวร้ายกว่าด้วยซ้ำ” โรแลนด์ถอนใจ “หากทำการค้ารูปแบบเดิมเหมือนเมื่อก่อน ทางข้าคงแลกข้าวสาลีได้สำหรับสองเดือนเท่านั้น และประชาชนของข้าก็คงอยู่ได้ไม่พ้นฤดูหนาว ท่านทูต การค้ารูปแบบเดิมจะต้องถูกล้มเลิก”

    เปโรอ้าปากพะงาบๆ ไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไรดี เขาไม่ใช่นักการทูตมืออาชีพ ยิ่งได้ยินเหตุผลที่มีน้ำหนักเช่นนี้ จึงไม่รู้จะเล่นประเด็นใดต่อ ได้แต่ถ่วงเวลาออกไปก่อน “ฝ่าบาท กระหม่อมรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างยิ่ง แต่คราวนี้จะไม่มีโศกนาฏกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก กระหม่อมจะขอให้ทั้งหกตระกูลแจกจ่ายเสบียงล่วงหน้าให้ก่อนหนึ่งเดือน หลังจากการผลิตแร่กลับมาเป็นปกติแล้ว ฝ่าบาทค่อยให้ประชาชนของฝ่าบาททยอยชำระคืนได้”

    “แต่ถ้าข้าขายแร่ให้เมืองวิลโลว์แทน ทางข้าก็ไม่จำเป็นต้องทยอยชำระคืน”

    “แต่…”

    “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น” โรแลนด์ขัด “พวกเขายินดีใช้เงินซื้อแร่ ขณะเดียวกันก็ยินดีขายข้าวสาลี เนยแข็ง ขนมปัง น้ำผึ้งตามราคาตลาด…พวกเขาขายทุกอย่างที่สามารถใช้เงินซื้อได้ นอกจากนี้ ท่านทูต ต่อให้ท่านยินดีให้ทางข้าเบิกเสบียงสำหรับหนึ่งเดือนล่วงหน้า อีกห้าตระกูลที่เหลือจะเห็นด้วยกับท่านหรือ เท่าที่ข้ารู้มาดยุกไรอันไม่ใช่คนที่จะบรรลุข้อตกลงอะไรง่ายๆ”

    เปโรเงียบ เจ้าชายพูดถูกทุกประการ ไม่ต้องพูดถึงห้าตระกูลที่เหลือ แค่กับพ่อของตัวเอง เขายังไม่แน่ใจเลยว่าจะเกลี้ยกล่อมได้สำเร็จ หากทางป้อมต้องการรักษาสิทธิ์ผูกขาดนี้ไว้ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการค้า ทว่าเขาไม่มีอำนาจมากพอจะตัดสินใจได้ แม้ได้ชื่อว่าเป็นทูต แต่แท้จริงแล้วเป็นแค่กระบอกเสียงเท่านั้น ดยุกไม่ต้องการให้ใครแอบทำข้อตกลงกับเมืองชายแดนเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าคนที่ตกลงด้วยจะเป็นผู้ปกครองคนก่อนหรือเจ้าชายก็ตาม นั่นคือเหตุผลที่ดยุกเปลี่ยนคนมาที่นี่ทุกฤดู และคนที่มาจะต้องไม่ถืออำนาจอันใดในตระกูลอีกด้วย

    แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เขาก็ต้องลองเสี่ยงดู พอคิดถึงตรงนี้เปโรก็แบไพ่ใบสุดท้ายออกมา “ร้อยละสามสิบ” เขาชูนิ้วสามนิ้ว “ทางป้อมจะรับซื้อแร่และอัญมณีดิบด้วยราคาที่ต่ำกว่าตลาดร้อยละสามสิบ กระหม่อมคิดว่าราคานี้น่าจะสูงกว่าที่เมืองวิลโลว์เสนอให้กระมัง ฝ่าบาท”

    โรแลนด์แบมือ “จริงอยู่ที่สูงกว่า แต่ก็ยังไม่พ้นปัญหาเดิม ข้อเสนอของเจ้าจะได้รับความเห็นชอบจากทั้งหกตระกูลหรือ”

    “พรุ่งนี้กระหม่อมจะเดินทางกลับป้อมปราการลองซอง หลังตกลงกันได้แล้ว กระหม่อมจะนำสัญญาฉบับใหม่มาที่นี่”

    “แต่ประชาชนของข้ารอนานถึงเพียงนั้นไม่ไหว ท่านคงรู้ว่าการตกลงกันในหมู่ขุนนางมักกินเวลานานเสมอ”

    “ฝ่าบาท ให้ความร่วมมือกับทางป้อมจะเป็นการดีต่อฝ่าบาทและประชาชนของฝ่าบาทมากกว่า เมืองวิลโลว์อยู่ไกลมากนัก แม้ว่าพวกฝ่าบาทจะสามารถไปหลบลี้เดือนแห่งปีศาจที่นั่นได้” เปโรพูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกลำคอแห้งผาก “แต่ว่าระหว่างทางอาจเกิด…อุบัติเหตุได้ง่าย”

    ใจเขาเต้นตุ้บๆ สวรรค์ ให้ตายเถอะ นี่ข้ากำลังทำอะไรอยู่ ข้ากำลังข่มขู่เจ้าชายหรือนี่

    “ฮ่าๆๆ” โรแลนด์ไม่ได้โมโหเดือดดาลอย่างที่คิดกลับหัวเราะร่วน “ท่านทูต ดูเหมือนท่านจะเข้าใจอะไรผิดไปกระมัง ข้าไม่ได้คิดจะไปเมืองวิลโลว์เลย”

    “ความหมายของฝ่าบาทคือ…”

    “แน่นอนว่าข้าก็ไม่ได้คิดจะไปป้อมปราการลองซองเช่นกัน” โรแลนด์สังเกตสีหน้าครุ่นคิดของอีกฝ่าย “ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น”

    เปโรสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือไม่

    โชคดีที่เจ้าชายไม่ปล่อยให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนนี้คงอยู่นาน เขาอธิบายเพิ่มว่า “ข้าจะอยู่ที่เมืองชายแดนตลอดฤดูหนาวนี้ เมืองชายแดนจะเป็นพรมแดนใหม่ของอาณาจักรเกรย์คาสเซิล ไม่ต้องตกใจถึงเพียงนั้นก็ได้ สหายข้า ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหล ประเดี๋ยวข้าจะพาท่านไปดูกำแพงเมืองที่ข้าเพิ่งสร้าง อยู่ที่เชิงเขาทิศเหนือนี่เอง”

    “กำแพง…เมืองหรือพ่ะย่ะค่ะ”

    “ใช่ กำแพงหินที่เชื่อมระหว่างเชิงเขาทิศเหนือกับแม่น้ำเรดริเวอร์ สูงสิบสองฟุต กว้างสี่ฟุต หากมีกำแพงเมือง พวกเราก็อยู่รับมือกับสัตว์อสูรที่เมืองชายแดนได้”

    เปโรรู้สึกเหมือนสมองของตัวเองเริ่มใช้งานไม่ได้แล้ว ตอนที่ทูตคนก่อนกลับไปไม่เห็นพูดอะไรเกี่ยวกับกำแพงเมืองสักคำ ไม่สิ ตอนนั้นผู้ปกครองเมืองชายแดนยังเป็นคนของทางป้อม จะสร้างกำแพงด้วยกำลังคนที่จำกัดได้อย่างไร หรือพูดอีกอย่างคือเจ้าชายเริ่มสร้างกำแพงเมืองตั้งแต่มาที่นี่อย่างนั้นหรือ ต่อให้เป็นอย่างนั้นจริง จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เพิ่งสามเดือน ด้วยเวลาเพียงเท่านี้จะสร้างอะไรได้

    ช้าก่อน…เมื่อครู่นี้เจ้าชายพูดว่าอะไรนะ สูงสิบสองฟุต กว้างสี่ฟุต มิหนำซ้ำยังเชื่อมระหว่างเชิงเขาทิศเหนือกับแม่น้ำเรดริเวอร์ด้วยอย่างนั้นหรือ เปโรนึกคำนวณในใจ กำแพงขนาดเท่านี้ต้องใช้เวลาก่อสร้างหลายปี ไม่มีทางหาช่างฝีมือมาช่วยตัดหินมากมายถึงเพียงนั้นได้! เมืองชายแดนไม่ใช่เกรย์คาสเซิล คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นพวกใช้แรงงานทั้งนั้น

    โรแลนด์ไม่รอให้เขาย่อยข้อมูลนี้ กลับยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้เขาต่อด้วยคำพูดถัดมา

    “ส่วนเรื่องการขายแร่นั้น นับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ข้ายินดีลดราคาให้พวกท่านถึงร้อยละห้าสิบ ท่านทูต แต่ข้าคงไม่ได้ขายแร่ทั้งหมดให้แก่ป้อมปราการลองซอง เพราะพวกท่านคงไม่ได้ต้องการแร่มากมายถึงเพียงนั้น ข้าว่าหากเทียบกับแร่ดิบที่ด้อยค่าแล้ว พวกท่านน่าจะชอบเครื่องมือโลหะอย่างพวกเสียมหรือพลั่วมากกว่า” พอพูดถึงตรงนี้เขาก็หยุดเล็กน้อย คล้ายรอให้เปโรทำความเข้าใจความหมายแฝงในถ้อยคำเหล่านั้นก่อน “ส่วนพลอยดิบพวกนั้นข้าจะขายในรูปแบบการประมูล คนที่ให้ราคาสูงสุดจะเป็นคนได้ไป แม้ว่าใจจริงข้าอยากจะเจียระไนเพื่อเพิ่มมูลค่าก่อน แต่น่าเสียดายที่เมืองชายแดนยังไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น”

    แต่มีความสามารถจะสร้างกำแพงเมืองให้เสร็จภายในเวลาไม่กี่เดือนนี่นะ เปโรตะโกนอยู่ในใจ แล้วคำว่าไม่ต้องการแร่มากมายถึงเพียงนั้นหมายความว่าอย่างไร ผลผลิตของเหมืองในแต่ละปีมีมูลค่าเพียงหนึ่งพันเหรียญทองเท่านั้น ต่อให้เพิ่มปริมาณการผลิตได้จริง อย่างมากก็เพิ่มขึ้นมาอีกเท่า เงินสองพันเหรียญทองนี้ทางป้อมจะไม่มีปัญญาจ่ายเชียวหรือ โอหังเกินไปหน่อยแล้วกระมัง

    เขาพยายามสะกดกลั้นโทสะในใจเพื่อรักษามารยาทอย่างสุดกำลัง “สิ่งที่ฝ่าบาทตรัสมากระหม่อมจะจดจำไว้ กลับถึงป้อมเมื่อไร กระหม่อมจะรีบเรียกประชุมหกตระกูลทันที เพียงแต่ กำแพงเมืองที่ฝ่าบาทตรัสถึงนั้น…กระหม่อมขอไปดูได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

    “ย่อมได้แน่นอน” โรแลนด์หัวเราะ “แต่ท่านไม่ต้องรีบนักก็ได้กินขนมพื้นเมืองพวกนี้เสร็จแล้วค่อยไปก็ยังไม่สายกระมัง ท่านทูต”

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่าน หนึ่งความคิดนิจนิรันดร์ 1 บทที่ 1 – 10

    บทที่ 1 ชื่อของเขาคือไป๋เสี่ยวฉุน   เขาเม่าเอ๋อร์ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาตงหลิน ตีนเขามีหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งตั้งตนโดดเด...

    Facebook