• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่านนิยายสยบฟ้า พิชิตปฐพี เล่ม 16 ตอนที่ 3

    บทที่ 3 ใต้ต้นไทรริมบึง

     

    คนที่ยืนถอนใจกับท้องทะเลนั้นสามารถพบเห็นได้บ่อยครั้ง แต่คนที่ยืนถอนใจกับปลาเค็มกลับพบเห็นได้น้อยยิ่ง เพียงแต่เมื่อนึกย้อนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้ตรงหน้าจะเป็นแค่หลัวปลาเค็ม หลงชิ่งก็ยังอดทอดถอนใจออกมามิได้

    ทว่ามันรู้ดี การนั่งซึมเซาทอดถอนใจเป็นการกระทำที่โง่เขลายิ่ง เพราะนั่นรังแต่จะทำให้มันหวนกลับไปนึกถึงความเจ็บปวดและความสิ้นหวังในอดีต ดังนั้นมันจึงเตรียมจะเดินออกจากสะพานปลา ทว่าจู่ๆ ร่างมันก็หยุดชะงัก หันกลับมองไปที่ทะเล

    บนผิวน้ำที่อาบไล้ไปด้วยแสงอรุณห่างออกไปไกลมีเรือเล็กลำหนึ่งลอยกระเพื่อมอยู่ สายตาของหลงชิ่งในตอนนี้จะอย่างไรก็ยังดีกว่าของคนทั่วไป สามารถมองเห็นว่าบนเรือมีนักพรตชุดเขียวยืนอยู่คนหนึ่ง นักพรตผู้นี้รูปร่างหน้าตาธรรมดา ไม่มีจุดใดโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่มันกลับไม่สามารถดึงสายตากลับมาได้ ร่างกายแข็งทื่อไปด้วยความแตกตื่น

    บนดาดฟ้าที่เปียกลื่นของเรือเกือบทั้งหมดที่จอดอยู่ตามท่า ชาวประมงกับคนงานจับกังเดินสวนกันอย่างพลุกพล่านโดยมีหลัวปลาที่จับได้แบกอยู่บนหลัง ส่วนบรรดาพ่อค้าปลาที่ยืนคาบก้านยาสูบก็คอยใช้คางบุ้ยใบ้สั่งงานอยู่เป็นระยะ ได้ดั่งใจก็จะสูบยาพ่นควันฉุย ไม่ได้ดั่งใจก็จะแผดเสียงตวาดลั่น บรรยากาศบนสะพานปลาไม่เพียงเต็มไปด้วยเสียงเอะอะเอ็ดตะโรของคนเหล่านี้ บนผิวน้ำและตามเสากระโดงเรือก็ยังมีนกทะเลบินโฉบเฉี่ยวไปมาดูแล้วน่าเวียนหัวยิ่ง นอกจากหลงชิ่งจึงไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็นเรือลำนั้น

    หลงชิ่งจ้องมองนักพรตคนนั้นไม่วางตา ตอนนี้มันมิใช่ผู้ฝึกฌานแล้ว แต่สายตาของมันก็ยังคมกริบ รู้ดีว่านักพรตชุดเขียวจะต้องเป็นผู้ฝึกฌานคนหนึ่ง เพียงแต่ดูไม่ออกว่ามีด่านฌานลึกล้ำแค่ไหน

    นักพรตชุดเขียวหยั่งเท้ายืนอย่างมั่นคงอยู่ตรงหัวเรือ สองมือไพล่หลังมองดวงตะวันที่เพิ่งลอยพ้นขอบฟ้า คนคล้ายกำลังหลอมละลายอยู่กลางแสงสีแดงเพลิงของรุ่งอรุณ

    หลงชิ่งพลันบังเกิดความรู้สึกอยากหนีขึ้นวูบ ทว่าชั่วขณะนั้นเอง เสียงที่สงบนิ่งแต่แฝงความน่ายำเกรงก็ดังขึ้นในห้วงสมอง

    “ในโลกิยะมีสิ่งที่เรียกว่าความพอใจอยู่จริงๆ หรือ”

    นักพรตคนนั้นมิได้หันมา แต่หลงชิ่งรู้ดี เสียงในสมองของมันมาจากนักพรตคนนั้นอย่างแน่นอน

    พอได้ยินคำถาม มันก็ขมวดคิ้ว ใบหน้าแสดงความทุกข์ทรมานใจ หลุบตาลงมองกุ้งที่กำลังดีดตัวอยู่บนพื้น รำพึงรำพันว่า

    “ไม่พอใจแล้วจะทำอย่างไรได้”

    จากนั้นก็เงยหน้ากล่าวกับนักพรตชุดเขียวอย่างเคียดแค้นและท้อแท้ใจ

    “แสงสว่างทอดทิ้งข้าไปแล้ว ความมืดก็ไม่ยอมลดตัวลงมาสังหารข้า เศษสวะอย่างข้ายังมีสิทธิ์อะไรที่จะไม่พอใจ ชีวิตข้ายังจะคาดหวังอะไรได้อีกหรือ”

    แม้อยู่ห่างกันหลายร้อยจั้ง แต่เสียงของนักพรตชุดเขียวยังคงแจ่มชัดอยู่ในสมองของมัน

    “ถ้าเจ้าคือแสงสว่าง สิ่งที่เห็นก็คือแสงสว่าง ถ้าเจ้าคือความมืด สิ่งที่เห็นก็คือความมืด หนึ่งปีมานี้เจ้าผ่านเรื่องราวมามากมาย หรือยังไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างแสงสว่างกับความมืดอีก”

    หลงชิ่งนึกถึงความฝันตอนทดสอบเดินขึ้นเขาของสถานศึกษา ความฝันนั้นทำให้มันเจ็บปวดทรมาน ทำให้มันโอหังถือดี ทำให้มันโชติช่วงชัชวาล แต่ท้ายสุดกลับทำให้มันท้อแท้สับสนอย่างถึงที่สุด และพอนึกถึงแสงสีทองที่สาดส่องไปทั่วทั้งสี่ทิศในความฝัน จู่ๆ มันก็เข้าใจ เนื้อตัวเริ่มสั่นสะท้านแม้จะอยู่ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่น

    “แต่นั่นมิใช่ความเชื่อมั่นศรัทธาที่ข้ามีอยู่ในตอนแรก”

    มันจ้องนักพรตชุดเขียวตาเขม็ง เสียงสั่นพร่าที่เล็ดลอดออกจากไรฟันและริมฝีปากเย็นเฉียบแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด

    นักพรตชุดเขียวยังคงยืนมองแสงอรุโณทัย

    “ความเชื่อมั่นศรัทธาสามารถทำให้เจ้าพอใจได้หรือ”

    หลงชิ่งตอบ

    “เมื่อก่อนได้”

    นักพรตชุดเขียวไม่ได้พูดอะไร แต่หลงชิ่งก็ดูเหมือนจะเข้าใจ จึงก้มลงมองกุ้งที่ยังคงดีดตัวไปมาอยู่ข้างเท้าอีกครั้ง ถามอย่างทุกข์ทรมานใจว่า

    “ทำแบบนี้ได้หรือ”

    นักพรตชุดเขียวตอบสั้นๆ

    “ได้”

    หลงชิ่งถามอีก

    “คุ้มหรือ”

    นักพรตชุดเขียวตอบ

    “คุ้มหรือไม่คุ้ม ต้องดูว่าพอใจหรือไม่พอใจ หากเจ้าพอใจกับชีวิตในตอนนี้ก็ไม่คุ้ม หากไม่พอใจก็ถือว่าคุ้ม แต่ตามความเห็นของข้า คนเราไม่เคยมีความพึงพอใจอย่างแท้จริง ดังนั้นข้าจึงมั่นใจว่าเรื่องนี้คุ้มค่าที่จะลองทำดู”

    สุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่ปัญหาเดิมเรื่องพอใจหรือไม่ หลงชิ่งพยายามข่มความรู้สึกสับสนในจิตใจ คิดถึงชีวิตที่ผ่านมาและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง จากนั้นถามตัวเองอย่างจริงจัง

    มันพอใจแล้วจริงๆ หรือ

    ตอนอยู่เมืองเฉิงจิ่ง มันนำเหล่าขอทานแย่งชิงอาหาร ช่วงชิงอาณาเขต หลอกลวงขโมยเงิน จนในที่สุดก็สามารถรวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่งนำไปลงทุนเปิดร้านในแคว้นซ่ง จากนั้นค่อยทำปลาหมักเกลือขาย กลายเป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อนาคตก็คงจะได้แต่งงานกับสตรีที่งดงามอ่อนหวาน ทั้งยังอาจจะรับอนุภรรยาสักสองนาง มีลูกสักหลายคน เสพสุขกับชีวิตที่ปลอดภัยราบรื่นจนถึงวัยชรา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครในแคว้นเยี่ยนไล่ล่าสังหารอีกจึงค่อยพาครอบครัวกลับไปเฉิงจิ่ง คุกเข่าลงข้างถนนนอกวัง ชี้ไปยังจักรพรรดิที่แก่ชราพอๆ กันกับมันซึ่งกำลังเสด็จผ่านมา แล้วกล่าวเสียงแหบเครือกับหลานของตัวเองว่า สมัยก่อนมันกับปู่มีความสัมพันธ์กันไม่เลว แต่จริงๆ แล้วปู่สมควรจะได้นั่งอยู่บนเสลี่ยงหามนั่นต่างหาก

    และพอแก่หง่อมใกล้หมดลมหายใจ มันก็จะให้คนในบ้านหามไปที่เชิงเขาเถาซานในแคว้นเทพซีหลิง เบียดแทรกเข้าไปในกลุ่มคนป่วยจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนที่มากราบไหว้ขอรับการรักษา นอนมองบรรดาทหารม้าของอาศรมเทพและผู้คุ้มกฎขี่ม้าผ่านไปมาอย่างหยิ่งผยอง นอนมองวิหารสูงใหญ่หลายหลังที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันจากเปลหาม แล้วหลั่งน้ำตาอาบใบหน้าเหี่ยวย่น กล่าวด้วยเสียงอ่อนระโหยเจือสะอื้นว่า ข้าสมควรได้นั่งอยู่ในวิหารเหล่านั้น

    ชีวิตแบบนั้นจึงจะถูกต้องเหมาะสมมิใช่หรือ เพื่อชีวิตแบบนั้น ไม่ว่าจะต้องทำอะไรก็คุ้ม แม้จะต้องหันหลังให้กับความเชื่อมั่นศรัทธาที่เคยมีอยู่แต่เดิมก็ตาม

    หลงชิ่งยืนเซื่องซึมเหมือนร่างที่ไร้จิตวิญญาณอยู่ท่ามกลางแสงอรุโณทัยและกลิ่นคาวปลา ก่อนคุกเข่าดังโครม หัวเข่าบดขยี้กุ้งที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่บนพื้นจนแหลกเหลว

    มันทาบมือทั้งสองลงกับพื้นแล้วก้มคารวะนักพรตชุดเขียวจนหน้าผากติดพื้น หลั่งน้ำตากล่าวเสียงสั่นเครือ

    “ได้โปรดชี้ทางให้ข้าด้วย”

    เสียงของนักพรตชุดเขียวดังขึ้นในสมองของมันอีกครั้ง

    “ตามข้ามา”

    หลงชิ่งรู้สึกงุนงงอับจนหนทาง เพราะมันไม่รู้ว่าจะเข้าไปใกล้เรือลำนั้นได้อย่างไร

    ทว่าพอเงยหน้าขึ้น มันกลับพบว่าภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ามิใช่สะพานปลาอีกต่อไป แต่เป็นน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม รอบด้านมีนกทะเลคอยโฉบลงหาปลารบกวนความสงบสุขของแสงตะวันและผืนน้ำอยู่เป็นระยะ แผ่นหลังของนักพรตชุดเขียวอยู่ห่างจากมันไปเพียงแค่สองก้าวเท่านั้น

    หลงชิ่งมองนักพรตชุดเขียวด้วยความตื่นตระหนก และเมื่อเหลือบมองไปที่กราบเรือ ม่านตามันก็ยิ่งหดเล็กลงอีก

    เทียบกับทะเลตงไห่ ทะเลหนานไห่ค่อนข้างสงบกว่า แต่ถึงกระนั้นคลื่นลมก็ยังแรง เรือที่จะล่องในทะเลหนานไห่ไม่ว่าจะเป็นเรือเล็กหรือเรือใหญ่จะต้องถูกต่อด้วยช่างฝีมือที่มีความชำนาญ ไม้ที่นำมาสร้างก็จะต้องวางตากแดดตากฝนทิ้งไว้เป็นเวลานานให้ชินกับสภาพของภูมิอากาศ เพื่อลดการบิดตัว หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือไม้ที่นำมาสร้างเรือล้วนเป็นไม้ที่ตายนานแล้ว

    แต่มาบัดนี้ ตรงกราบเรือกลับมีดอกท้อเบ่งบานขึ้นดอกหนึ่ง ดอกท้องอกขึ้นจากไม้ที่ตายแล้ว!

    กลีบบอบบางของดอกท้อไหวระริกล้อลม ตัวดอกเป็นสีดำมะเมื่อม ดูกดดันคุกคามยิ่งนักเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงอรุณอันสดใส

     

    ในเขตหมู่บ้านชนบทของแคว้นต้าเหอ บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนั่งตกปลาอยู่ที่ริมบึงใต้ต้นไทร ดวงตาของมันมีแถบผ้าสีขาวพันไว้ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น การตกปลาโดยมองไม่เห็นฟองอากาศที่ปลาพ่นออกมา มองไม่เห็นสายเบ็ดขยับขึ้นลง จะต้องทำความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจให้ ทว่าบุรุษวัยกลางคนยังคงจับคันเบ็ดด้วยความหนักแน่นมั่นคง สีหน้าสงบนิ่งเหมือนไม่อนาทรร้อนใจแต่อย่างใด

    ทันใดนั้น ใต้น้ำพลันเกิดการเคลื่อนไหวเล็กน้อย บุรุษวัยกลางคนรีบยกคันเบ็ดที่บัดนี้งอโก่งเหมือนคันธนูขึ้น ปลาหลี่ตัวเขื่องพอถูกยกขึ้นเหนือน้ำก็ดิ้นพราดๆ อย่างสุดชีวิต บุรุษวัยกลางคนดึงคันเบ็ดเข้าหาตัวแล้วใช้มือซ้ายแกะปลาออกจากเบ็ดโยนใส่ข้องไม้ไผ่ การเคลื่อนไหวดูลื่นไหลเป็นธรรมชาติ คล้ายนี่คือกิจวัตรประจำวันของมัน

    สตรีนางหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง พอเห็นปลาในข้องก็ทอดถอนใจอย่างชื่นชม นางสวมใส่อาภรณ์สีอ่อน รูปแบบการตัดเย็บเรียบง่ายสมถะ ทั้งยังดูสะอาดสะอ้าน พิจารณาจากใบหน้าอายุนางน่าจะประมาณยี่สิบ แต่แววตาว้าเหว่ไม่นำพาต่อเรื่องน่ายินดีใดๆ กลับทำให้ดูคล้ายคนในวัยสามสิบ

    นางพูดกับบุรุษวัยกลางคนสองสามประโยค ก่อนพยุงมันเดินอ้อมต้นไม้ไปที่เรือนไม้เล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งรั้วเอียงใกล้ล้ม หญ้าที่ใช้มุงหลังคาก็แห้งกรอบ แม้สภาพภายนอกจะดูเก่าทรุดโทรมอยู่บ้าง แต่ภายในลานหน้าบ้านและตัวเรือนข้างในกลับถูกเก็บกวาดเป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกสะอาดสะอ้านไม่ต่างจากความรู้สึกที่ผู้คนได้รับเมื่อมองนาง

    “ดูท่าท่านจะชอบตกปลาจริงๆ หากยังมีปลาเหลือ พรุ่งนี้ข้าจะเอาเข้าเมืองไปแลกส่าเหล้ากลับมา ได้ยินว่าพวกปลาชอบกินของเหล่านี้”

    บุรุษวัยกลางคนกล่าวปฏิเสธ

    “ข้าไม่ได้ชอบตกปลา แต่เป็นเพราะผ่านมาหลายวันแล้วก็ยังมองอะไรไม่เห็น จิตใจร้อนรนกระวนกระวาย จึงคิดอยากทำใจให้สงบเท่านั้น”

    “ท่านหมอซ่งบอกแล้ว หากร่างกายท่านตอบรับกับยา วันนี้ตาของท่านก็น่าจะหายดี”

    นางพูดพลางพยุงมันไปนั่งที่เก้าอี้ มองหน้ามันอย่างเป็นกังวล ก่อนเอื้อมมือไปคิดจะแกะผ้าที่พันดวงตาออกให้ แต่แล้วก็ต้องชะงักด้วยกลัวว่าจะผิดหวัง

    บุรุษวัยกลางคนแม้มองไม่เห็น แต่ก็คล้ายจะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของนางทุกอิริยาบถ จึงยิ้มพลางกล่าวปลอบใจ

    “หากยังมองไม่เห็น ก็แสดงว่าเป็นลิขิตของฟ้า แกะผ้าออกเถิด”

    สตรีนางนั้นบีบมือตัวเองแน่นด้วยความหวั่นใจ แต่ปากยังกล่าวตำหนิมา

    “อย่าพูดเช่นนั้นเป็นอันขาด ดวงตาของท่านจะต้องหายดี”

    ว่าแล้วมืออันสั่นเทาก็ขยับเข้าแก้เงื่อนที่ผูกอยู่ด้านหลังศีรษะของบุรุษวัยกลางคน จากนั้นค่อยคลายผ้าที่พันไว้ออกทีละชั้นๆ จนหมด

    แสงตะวันลอดผ่านต้นไทรเข้ามาถึงในห้อง ก่อนส่องลงบนใบหน้าของบุรุษวัยกลางคน เห็นชัดว่าผิวหน้าบริเวณที่ถูกผ้าพันไว้หลายวันดูขาวซีดเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ

    บุรุษวัยกลางคนขมวดคิ้วหลับตาแน่น แม้มันจะพูดเองว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับลิขิตของฟ้า อีกทั้งตัวมันยังเป็นคนที่ไม่อินังขังขอบต่อสิ่งใด แต่ยามนี้ก็ยังอดรู้สึกตื่นเกร็งขึ้นมามิได้

    สตรีนางนั้นจ้องเปลือกตามันเขม็งขณะกล่าวให้กำลังใจ

    “ไม่เป็นไรหรอก ลองลืมตาดู ท่านจะต้องมองเห็นแน่ๆ”

    บุรุษวัยกลางคนหนังตาสั่นระริก มิทราบผ่านไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดมันก็ลืมตาขึ้น ดวงตาที่กลอกไปมาดูหมองหม่นไร้ประกาย

    สตรีนางนั้นมีสีหน้าผิดหวังไม่น้อย เหงื่อจากความเครียดกังวลเปียกเสื้อจนชุ่ม นางแบะคอเสื้อออกเล็กน้อยเพื่อให้ลมเข้า ก่อนพกพาความหวังสุดท้ายถามออกไปว่า

    “มองเห็นหรือไม่”

    ลมหอบหนึ่งปะทะเข้ากับต้นไทรหน้าเรือนจนกิ่งก้านส่ายไหว แสงตะวันที่ส่องลอดเข้ามาจึงวูบวาบไม่อยู่นิ่ง พอตกลงบนใบหน้าของบุรุษวัยกลางคน ดวงตาไร้ประกายก็ไหววูบตามดั่งระลอกคลื่นเล็กๆ ในหนองบึง ความมีชีวิตชีวาคล้ายเริ่มกลับคืนมาช้าๆ

    ภาพอันเลือนรางตรงหน้าชัดเจนขึ้น จนเห็นเป็นใบหน้ากระวนกระวายของสตรีรูปโฉมหมดจดงดงามนางหนึ่งซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงเรียบง่ายของแคว้นต้าเหอ

    บุรุษวัยกลางคนมองเหงื่อหยดจากลำคอกลิ้งหายไปในร่องอกขาวนวลของนางอย่างสงบขณะตอบ

    “ข้ามองเห็นแล้ว”

    สตรีนางนั้นสีหน้าแช่มชื่นขึ้นด้วยความดีใจ แต่พอสังเกตเห็นว่าสายตาของอีกฝ่ายหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าอกของตน ก็รีบเบี่ยงกายหลบอย่างขัดเขิน ลนลานจัดคอเสื้อ ก้มหน้าไม่ยอมสบตามัน

    บุรุษวัยกลางคนยิ้มน้อยๆ แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เมื่อหลายวันก่อนหากมิได้สตรีนางนี้คอยดูแลเอาใจใส่ ยอมทนสายตาแปลกๆ ของคนในหมู่บ้านออกไปหาหมอซื้อยา อาการบาดเจ็บที่ดวงตามันคงไม่หายดีแบบนี้ ผ่านไปหลายวันแล้ว มันยังไม่รู้ชื่อแซ่ของนาง รู้แต่เพียงว่านางเป็นหญิงหม้ายเท่านั้น

    “ขอบใจเจ้าที่หลายวันมานี้คอยช่วยดูแลข้า”

    บุรุษวัยกลางคนกล่าวจากใจจริง

    สตรีนางนั้นจัดคอเสื้อเสร็จก็หันมาถามว่า

    “ยังมิทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร”

    บุรุษวัยกลางคนตอบ

    “ข้ามีนามว่าเฉาเสี่ยวซู่ เฉาที่แปลว่าราชสำนัก เสี่ยวซู่ที่แปลว่าต้นไม้เล็กเหมือนกับต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านเจ้า”

    สตรีนางนั้นมองใบหน้าคมคายสดใสแต่สุขุมลุ่มลึกของมันแล้วก็รู้สึกประหม่าระคนเศร้าหมอง คิดในใจ ดูจากบุคลิกลักษณะแล้วคนผู้นี้จะต้องมีความเป็นมาไม่ธรรมดา เมื่อดวงตาหายดีแล้วคงอยากรีบไปจากที่นี่ทันที

    “นี่คือเงินค่ายาที่เหลือ”

    นางรีบล้วงเศษเงินจากในอกเสื้อยื่นส่งให้ เฉาเสี่ยวซู่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนรับเงินมาโดยมิได้บ่ายเบี่ยงแต่อย่างใด

    เห็นอีกฝ่ายมิได้ยกเงินที่เหลือให้ตนเป็นการแสดงความขอบคุณ สตรีนางนั้นก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง กำชับให้มันพักผ่อนให้มาก ใช้สายตาให้น้อย ก่อนเดินไปต้มน้ำเพื่อหุงข้าว

    กินข้าวเย็นเสร็จแล้วเฉาเสี่ยวซู่ก็อาบน้ำขัดถูเนื้อตัวอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา ก่อนสวมชุดชาวนาธรรมดาๆ ที่สตรีนางนั้นยื่นส่งให้ จากนั้นค่อยเดินไปที่ลานหน้าบ้านด้วยความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า มันแหงนหน้ามองก้อนเมฆสีเทาที่ลอยละล่องอยู่บนท้องนภายามราตรี พอเห็นขอบเมฆเป็นแค่รอยรางเลือนก็รู้ว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าสายตาจะกลับคืนสู่ปกติ

    ก้อนเมฆเหนือศีรษะทำให้มันนึกถึงกระบี่ทะลุเมฆาที่จู่โจมเข้ามาด้วยอานุภาพสะท้านฟ้า มันยิ้มแล้วส่ายหน้า คิดในใจว่า เทพกระบี่หลิ่วไป๋สมแล้วที่ได้ฉายายอดคนอันดับหนึ่งของแผ่นดิน

    การพ่ายแพ้ให้แก่หลิ่วไป๋มิได้ทำให้เฉาเสี่ยวซู่เคียดแค้นหรือท้อใจ ตรงกันข้าม มันกลับรู้สึกโชคดีอยู่บ้างที่ตัวเองสามารถเอาชีวิตรอดมาได้

    เฉาเสี่ยวซู่ไม่เหมือนคนหนุ่มอย่างหลงชิ่ง มันคลุกคลีอยู่ในวงการนักเลงของเมืองฉางอันมาหลายปี แม้จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครๆ ก็ต้องเคารพยำเกรง แต่ก็ไม่เคยมีความคิดว่าจะต้องเป็นยอดคนอันดับหนึ่งของแผ่นดินให้ได้ และเพราะเหตุนี้มันจึงไม่กลัวความพ่ายแพ้หรืออุปสรรค ตรงกันข้าม ขอเพียงความพ่ายแพ้และอุปสรรคนั้นมิได้ทำให้มันถึงตาย มันก็สามารถใช้เป็นบทเรียนเพื่อให้ตัวเองรุดหน้าต่อไป

    ขณะยืนรำลึกถึงเพลงกระบี่อันยอดเยี่ยมของหลิ่วไป๋ เสียงซู่ๆ ก็ดังแว่วมาจากในเรือน นี่เป็นเสียงน้ำราดรดเรือนร่างอันเปล่าเปลือยของสตรีนางนั้น

    เฉาเสี่ยวซู่มิได้หันกลับไปมอง แม้จะรู้ว่าภายในเรือนจุดตะเกียงไว้ หากหันกลับไปจะต้องเห็นเงาร่างอันน่าเย้ายวนใจของนางทาบอยู่บนกระดาษช่องหน้าต่างอย่างแน่นอน มันแค่ยิ้มพลางเงี่ยหูฟังเงียบๆ จนใจลอย

    สตรีนางนั้นอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกมายืนเป็นเพื่อนมัน ปลายผมของนางยังมีน้ำหยดอยู่เล็กน้อย อาภรณ์บนร่างยังเปียกชื้น กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยออกมาจากร่างงาม บรรยากาศเช่นนี้ช่างอบอุ่นวาบหวามนัก

    นางมองซีกหน้าด้านข้างของมัน แล้วจู่ๆ ก็ผวาเข้ากอดเอวไว้ ถามเสียงสั่นเครือ

    “ช่วยเล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังได้หรือไม่”

    เฉาเสี่ยวซู่ก้มมองนาง เงียบไปอึดใจ ก่อนออกตัวว่า

    “เรื่องของข้าน่าเบื่อยิ่ง”

    นางซบศีรษะกับอกมัน กล่าวเสียงแผ่วเบา

    “ข้าอยากฟังทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับท่าน เพื่อที่ว่าหลังท่านจากไปแล้ว อย่างน้อยข้าก็ยังมีเรื่องราวเหล่านั้นให้คำนึงถึง”

    เฉาเสี่ยวซู่ลูบไล้เรือนผมเปียกชื้นของนาง รับรู้ว่าร่างในอ้อมอกร้อนผะผ่าวมากขึ้นทุกที สตรีนางนั้นกัดริมฝีปากรวบรวมความกล้า สอดมือขวาเข้าไปในอกเสื้อมัน ลูบคลำอกแกร่งอย่างเงอะงะ ก่อนเงยหน้าเขย่งปลายเท้าขึ้นทาบริมฝีปากอ่อนนุ่มไปบนริมฝีปากของมัน

    “ข้าไม่อยากรักนวลสงวนตัวอีกต่อไปแล้ว”

    นางกล่าวเสียงอู้อี้

    เฉาเสี่ยวซู่จุมพิตตอบนางเบาๆ มือขวาเลื่อนจากเอวคอดกิ่วขึ้นลูบคลำความอวบหยุ่นผ่านเสื้อที่เปียกชื้น ถามว่า

    “ยังอยากฟังเรื่องของข้าอยู่หรือไม่”

    สตรีนางนั้นอายจนหน้าแดงก่ำ แต่กลับดื้อรั้นไม่ยอมถอยห่าง นางจุมพิตมันอย่างลุ่มหลง ร่างบางสั่นสะท้าน

    “ข้ารู้ว่าท่านกำลังจะจากไป ข้าไม่อยากฟังเรื่องเหล่านั้นแล้ว แต่อยากให้ท่านมอบเรื่องที่เป็นของพวกเราให้ข้า”

    เฉาเสี่ยวซู่ดันร่างนางออกเบาๆ แล้วจุมพิตที่หน้าผาก กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า

    “ข้าไม่รีบร้อนจากไปหรอก ยังคงเล่าเรื่องก่อนเถอะ”

    สายลมพัดผ่านรั้วเข้ามาต้องเสื้อผ้าที่เริ่มหมาด ความหนาวเย็นทำให้สตรีนางนั้นได้สติ ค่อยรับรู้ว่าเมื่อครู่ตนได้ทำเรื่องน่าอายออกไป แก้มนวลยามนี้ร้อนซู่ ทว่ารสชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ที่ริมฝีปากกับความอบอุ่นจากแผ่นอกผึ่งผายตรงหน้ากลับทำให้ยากที่จะตัดใจขยับออกห่างได้

    “ท่านจะไม่กลับบ้านหรือ”

    “ข้าไม่รีบ”

    เฉาเสี่ยวซู่ตอบ แม้เมืองฉางอันจะประเสริฐตรงที่มีสหาย มีองค์จักรพรรดิ มีบิดารอมันอยู่ แต่ตอนนี้มันยังไม่อยากกลับ เพราะที่นี่มีแต่ความสุขสงบ มีต้นไทร และมีสตรีที่รักและเอาใจใส่มันยิ่งอยู่นางหนึ่ง

    สตรีนางนั้นแย้งเบาๆ

    “แต่คนที่บ้านท่านจะเป็นห่วงเอาได้”

    เฉาเสี่ยวซู่กล่าว

    “ข้าจะเขียนจดหมายไปบอกพวกมัน”

    สตรีนางนั้นเห็นว่าตัวเองอุตส่าห์รวบรวมความกล้าโถมเข้าใส่อ้อมอกมัน แต่สุดท้ายกลับถูกปฏิเสธ ก็อดอับอายมิได้ จึงหันกายเดินกลับเข้าเรือนไป อ้างว่าจะไปปูเตียง

    ร่างอันงดงามของนางถูกแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันส่องเป็นเงาทาบอยู่บนบานหน้าต่าง เฉาเสี่ยวซู่ดวงตาเพิ่งหายดี สำหรับมันภาพที่เห็นจึงดูงดงามมากเป็นพิเศษ

    คืนนั้น มันกับนางยังคงนอนคนละเตียงเหมือนเดิม ส่วนใครจะพลิกตัวกระสับกระส่ายตะแคงซ้ายตะแคงขวา ใครจะรู้สึกเสียใจตงิดๆ นี่เป็นเรื่องที่มิอาจรู้ได้ รู้แต่เพียงว่าคืนนั้นเสียงร้องของจักจั่นเรไรฟังดูอ่อนหวานยาวนานกว่าปกติ เสียงเตียงลั่นยามพลิกตัวก็ฟังราวกับเป็นเสียงออดอ้อนคร่ำครวญ

    รุ่งเช้า จู่ๆ ที่นอกเรือนก็มีเสียงดังเอะอะ ทำลายความเงียบสงบและความอบอุ่นอ่อนหวานไปจนหมดสิ้น

    คนในหมู่บ้านหลายสิบคนถือเหล็กง่ามหรือไม่ก็จอบเสียมเข้าล้อมเรือนน้อยไว้ภายใต้การนำของชายชราหลายคน ก่อนช่วยกันถีบรั้วที่เอียงกระเท่เร่อยู่แล้วอย่างแรงจนแตกหักล้มครืน

    สตรีนางนั้นกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำกับข้าวจนเหงื่อโทรมกาย พอได้ยินเสียงก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมา เห็นผู้มาล้วนเป็นคนในตระกูลเดียวกันกับสามี นางก็ถามเสียงสั่นด้วยความตกใจ

    “ซื่อเหล่าเหยีย (นายผู้เฒ่าคนที่สี่) มีอะไรหรือ”

    ที่นางถามคือชายชราผมขาวที่ยืนอยู่หน้าสุด ชายชราผู้นี้คือหัวหน้าตระกูล มีอิทธิพลกว้างไกล คนทั้งหมู่บ้านรวมถึงผู้คนในเมืองล้วนต้องฟังมัน

    หัวหน้าตระกูลมิได้ตอบคำถาม เอาแต่มองนางอย่างเย็นชา คนที่ตอบนางกลับเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำแข็งแรงพร้อมก้อนโคลนในมืออีกหลายก้อน

    “นางแพศยา”

    ชายฉกรรจ์คนนั้นด่าทออย่างหยาบคายด้วยสีหน้าถมึงทึง จากนั้นคนอื่นๆ ก็เริ่มปาก้อนโคลนเหม็นคลุ้งใส่นางจนชุดสะอาดๆ บนร่างงามสกปรกเลอะเทอะดูไม่ได้

    สตรีนางนั้นรู้ทันทีว่าเรื่องที่ตัวเองกลัวมากกว่าสิ่งใดในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ ขณะมองคราบโคลนบนตัวที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ความหวาดกลัวและความน้อยเนื้อต่ำใจก็ถาโถมเข้าสู่จิตใจจนน้ำตาไหลพราก นางถามหัวหน้าตระกูลเสียงสั่นพร่า

    “นี่มันเรื่องอะไรกันเล่า”

    ชายฉกรรจ์คนเดิมถลึงตามองนางอย่างเดือดดาล ตวาดเสียงดังลั่น

    “เจ้าพาชายต่างถิ่นเข้ามาไว้ในบ้าน ยังมีหน้ามาถามว่าเรื่องอะไร นางหญิงแพศยา เจ้าทำให้คนทั้งตระกูลต้องอับอาย”

    สตรีนางนั้นก้มหน้าเงียบ นางอยากจะบอกว่าระหว่างนางกับบุรุษผู้นั้นมิได้มีอะไรกัน แต่ก็รู้ว่าทุกคนจะต้องไม่เชื่อ ที่สำคัญคือนางรู้ดีว่าตัวเองไม่รักษาจรรยาของหญิงหม้าย อยากให้เกิดเรื่องบางอย่างระหว่างตัวเองกับชายต่างถิ่นคนนั้นจริงๆ

    ถึงตอนนี้ หัวหน้าตระกูลค่อยกระแอมกระไอเสียงดังเป็นเชิงให้ทุกคนหยุดมือ จากนั้นค่อยเดินไปหยุดลงตรงหน้าสตรีนางนั้น ปรายตามองหน้าอกอวบอิ่มแวบหนึ่งก่อนถอนใจกล่าวว่า

    “หลินจื่อ แม้เจ้าจะเป็นคนแคว้นเยวี่ยหลุน แต่หลังจากแต่งเข้ามาในหมู่บ้านเราแล้ว พวกเราเคยไม่ดีต่อเจ้าหรือ”

    ที่แท้สตรีนางนี้มีนามว่าหลินจื่อ นางก้มศีรษะตอบเสียงสั่น หางเสียงเจือแวววิงวอนขอร้อง

    “หลายปีมานี้โชคดีที่ได้ซื่อเหล่าเหยียกับคนในตระกูลคอยดูแล”

    สีหน้าหัวหน้าตระกูลพลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง น้ำเสียงกระด้างขึ้นทันที

    “หลังพี่เฉิงตายไปแล้ว ข้าก็ช่วยตัดสินใจให้เจ้าแต่งงานใหม่ แต่เจ้ากลับไม่ยินยอม อ้างว่าอยากจะรักษาตัวให้แก่พี่เฉิง ดังนั้นพวกเราจึงตามใจเจ้า แล้วดูตอนนี้สิ เจ้านับเป็นตัวอะไร”

    หลินจื่อได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้ามองชายฉกรรจ์ที่เริ่มปาโคลนใส่นางเป็นคนแรก คิดในใจอย่างเศร้าสลด หัวหน้าตระกูล ท่านอยากให้ข้าแต่งงานกับบุตรชายของท่าน เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ตอนพี่เฉิงขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรแล้วพลัดตกจากหน้าผา มันก็อยู่ตรงนั้นด้วย ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้วตอนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น

    ขณะนั้นเอง เฉาเสี่ยวซู่ก็เดินออกมาจากในเรือน

    คนในหมู่บ้านพอเห็นชายต่างถิ่นคนนี้ไม่เพียงไม่หลบหนี มิหนำซ้ำยังกล้าออกมาปรากฏตัวราวกับต้องการจะท้าทาย ก็ยิ่งโกรธแค้นหนักขึ้น ต่างยกจอบเสียมในมือเตรียมโถมเข้าไปฟาดให้ตายคาที่ ทว่าแปลกที่หัวหน้าตระกูลกลับห้ามพวกมันไว้

    เฉาเสี่ยวซู่ยืนฟังอยู่ในเรือนสักพักแล้ว ทั้งยังรู้ด้วยว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ตอนอยู่ในฉางอันมันเคยได้ยินว่าชาวต้าเหอเป็นคนยึดมั่นในกรอบประเพณีอย่างคร่ำครึ นอกจากนี้หญิงต่างแคว้นที่เป็นหม้ายยังมีฐานะต่ำต้อยมากอีกด้วย เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะต่ำต้อยถึงเพียงนี้ มันเดินไปหาชายแก่ที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ พยายามจะอธิบาย แต่ชายแก่กลับส่ายหน้ากล่าวว่า

    “เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ข้าเป็นถึงหัวหน้าตระกูล จะปล่อยหญิงแพศยาไร้ยางอายคนนี้ไปได้อย่างไร”

    เฉาเสี่ยวซู่ถามเสียงราบเรียบ

    “หากข้ากับนางมีอะไรกันจริง หัวหน้าตระกูลก็จะลงโทษข้าด้วยใช่หรือไม่”

    หัวหน้าตระกูลขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า

    “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นชาวถัง ดังนั้นขอเพียงเจ้ากล่าวขอขมาและทิ้งเงินไว้ก้อนหนึ่งเป็นการชดใช้ก็สามารถจากไปได้”

    เฉาเสี่ยวซู่เห็นหลินจื่อตัวสั่นด้วยความกลัว ก็ถามว่า

    “เช่นนั้นพวกเจ้าคิดจะจัดการกับนางอย่างไร”

    หัวหน้าตระกูลยังมิทันได้ตอบ ชายฉกรรจ์คนนั้นก็แสยะยิ้มอย่างดุร้าย รีบตอบแทนมา

    “จับใส่กรงสุกรแล้วถ่วงน้ำ!”

    สำหรับคนเหล่านี้ คำว่าจับใส่กรงสุกรแล้วถ่วงน้ำดูเหมือนจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่น้อย ทันทีที่ได้ยิน เสียงตะโกนก็ดังอื้ออึงไปทั่วลานบ้าน มีทั้งบอกให้จับหญิงแพศยานี่ใส่กรงสุกรแล้วถ่วงน้ำ มีทั้งบอกให้จับนางเปลือยกายตีด้วยไม้กระดานก่อน สีหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ

    เฉาเสี่ยวซู่มองไปรอบๆ เห็นแววตาหื่นกระหายและใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปด้วยความสนุกสนานเร้าใจของบุรุษเหล่านั้น ก็กล่าวว่า

    “คนพวกนี้สมควรฆ่าให้ตาย”

    พริบตานั้น รอบด้านพลันเงียบกริบ ทุกคนคล้ายไม่เชื่อหูตัวเอง ใบหน้าหัวหน้าตระกูลเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำทันที ขณะจะกล่าวอะไรออกมา เฉาเสี่ยวซู่ก็หันไปถามหลินจื่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

    “เจ้าว่าคนพวกนี้สมควรตายหรือไม่”

    หลินจื่อตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ เดิมทีนางรู้สึกสิ้นหวังแล้ว ทว่าพอได้เห็นสีหน้าอบอุ่นอ่อนโยนของเฉาเสี่ยวซู่ก็รู้ได้ในทันทีว่ามันจะไม่ทิ้งให้นางเผชิญหน้ากับสถานการณ์เลวร้ายเพียงลำพังอย่างแน่นอน นางหันไปมองใบหน้าที่น่าชิงชังรังเกียจเหล่านั้น แล้วเนื้อตัวก็สั่นสะท้านอย่างแรง ตอบพลางสะอื้นว่า

    “ข้าไม่ใช่คนที่นี่ ข้าอาศัยอยู่ในป่าลึกแคว้นเยวี่ยหลุนก่อนถูกพ่อค้าทาสจับมาขายที่นี่ พอสามีที่แก่ชราของข้าตายแล้ว พวกมันก็อยากให้ข้าแต่งกับบุตรชายของหัวหน้าตระกูล แต่ข้าไม่อยากแต่ง ข้าไม่อยากแต่ง…”

    คำพูดเหล่านี้นางไม่เคยกล่าวกับคนนอก เพราะหมู่บ้านชนบทที่อยู่ห่างไกลผู้คนและเดินทางไปมาไม่สะดวกแห่งนี้ไม่มีคนนอก ที่นี่ไม่มีใครฟังคำพูดของนาง หรือต่อให้ฟังก็ไม่มีใครกล้าเห็นใจนาง นางเป็นคนแคว้นเยวี่ยหลุน เมื่อสามีตายนางก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป นางอยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกภายนอก อยากเป็นส่วนหนึ่งของโลกภายนอกบ้าง หรืออย่างน้อยก็ขอใช้ชีวิตที่อยู่ห่างไกลจากคนเหล่านี้ เพราะคิดจะมีชีวิตอยู่สืบต่อไป นางจึงตอบว่า

    “สมควร”

    เฉาเสี่ยวซู่กราดสายตามองทุกคนที่ยืนอยู่ในลานบ้าน ถามอีกว่า

    “คนไหนบ้าง”

    หลินจื่อชี้ไปที่หัวหน้าตระกูลกับบุตรชายของมัน ตอบเสียงสั่นเครือ

    “พ่อลูกคู่นี้สมควรตายที่สุด”

    เฉาเสี่ยวซู่ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ผู้คนที่มารุมล้อมต่างอุทานฮือฮาเสียงดัง รีบยกจอบเสียมในมือขึ้น

    รั้วบ้านที่ทำจากลำไผ่ถูกพวกมันเตะถีบจนพังพินาศ เฉาเสี่ยวซู่ก้มลงเก็บลำไผ่ขึ้นมาซีกหนึ่ง ตวัดมือควับๆ สองที ศีรษะของหัวหน้าตระกูลกับบุตรชายก็หลุดลอยออกจากร่าง

    พวกที่กำลังเงื้อง่าจอบเสียมพอเห็นก็ตกตะลึง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นขาวซีด ร้องโวยวายไม่เป็นภาษาคน ก่อนวิ่งเตลิดไปคนละทิศละทาง ไม่มีผู้ใดสนใจร่างไร้ศีรษะของสองพ่อลูกที่นอนจมกองเลือดอยู่ข้างรั้วเลยแม้แต่น้อย

    “ฆ่าคนตาย!”

    “รีบไปแจ้งทางการ!”

    เสียงร้องอย่างเสียขวัญดังไปทั่วทั้งหมู่บ้าน สร้างความแตกตื่นให้กับมัจฉาน้อยใหญ่ในบึงและเหล่าวิหคบนต้นไทร ฉีกกระชากความวิเวกวังเวงของที่นี่จนขาดกระจุย

    หลินจื่อหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทา แต่ดวงตาที่หม่นหมองมาเป็นเวลาสิบกว่าปีบัดนี้กลับเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นเป็นครั้งแรก

    เฉาเสี่ยวซู่ถามนาง

    “ยังมีความอาลัยอาวรณ์ต่อหมู่บ้านหรือเรือนหลังนี้หรือไม่”

    หลินจื่อส่ายหน้า

    “จะมีได้อย่างไร”

    “เช่นนั้นก็ตามข้าไปเถอะ”

    หลินจื่อได้ยินคำชักชวนก็ตะลึงลาน แววตาเต็มไปด้วยความลิงโลดยินดี รีบตอบรับอย่างตื่นเต้น

    “ตกลง”

    นางไม่ถามมันสักคำว่าจะไปยังที่ใด ขอเพียงได้ไปจากที่นี่ ไม่ว่าที่ไหนๆ นางก็จะติดตามมันไป

    เฉาเสี่ยวซู่อยู่ๆ ก็เงียบงันไป สองคิ้วขมวดมุ่น มันกำลังลังเลใจ เพราะมีคำพูดบางอย่างมิทราบว่าสมควรพูดออกไปดีหรือไม่

    หลินจื่อเห็นเช่นนั้นหัวใจก็กระตุกวูบ พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น

    “ถูกต้อง ข้าเป็นหญิงไร้ยางอาย ไม่สงวนเนื้อตัว จะพากลับไปบ้านได้อย่างไร มิทราบว่าท่านจะให้เงินข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่ ข้าจะไปของข้าเอง เฮ้อ ดูเอาเถอะ สุดท้ายก็ยังต้องขอเงินจากท่าน แต่ตอนนี้ข้าไม่สนใจแล้วว่าจะโดนท่านหัวเราะเยาะเอาหรือไม่”

    เฉาเสี่ยวซู่มองนางขณะกล่าวว่า

    “ข้าเพียงให้เงินแก่สตรีประเภทเดียวเท่านั้น”

    หลินจื่อหน้าสลด กล่าวอย่างเศร้าหมอง

    “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แต่ข้าคงต้องปฏิเสธ เพราะแม้ว่าข้าจะเป็นหญิงหม้ายที่ไร้ยางอาย อยากมอบร่างกายให้ท่าน แต่นั่นก็ด้วยความเต็มใจ หากต้องใช้ร่างกายตัวเองแลกกับเงิน ข้าทำไม่ได้”

    สายตาเฉาเสี่ยวซู่มีแต่ความอ่อนโยน

    “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้ากำลังจะบอกว่า ข้าเพียงให้เงินแก่สตรีที่เป็นภรรยาเพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านเท่านั้น ไม่รู้ว่าเจ้ายินดีรับเงินประเภทนี้ไว้หรือไม่”

    หลินจื่อตะลึงลานไปครึ่งค่อนวันกว่าจะตั้งสติได้อีกครั้ง นางนวดหัวตาตัวเอง รู้สึกอยากจะร้องไห้ แต่ก็รู้สึกขายหน้าเป็นกำลังด้วย

    เฉาเสี่ยวซู่ยิ้มแล้วตบไหล่นางเบาๆ ก่อนเดินเข้าเรือนไปเก็บของ พอเดินกลับออกมา เห็นนางยังยืนนิ่งอยู่กับที่ก็กล่าวชวนว่า

    “ไปกันเถอะ”

    หลินจื่อรีบรับห่อผ้าจากมือมันมาถือไว้ จากนั้นสาวเท้าก้าวตามมันไปพร้อมกับรอยยิ้มชื่นบาน

     

    หนิงเชวียมีปัญหาให้ต้องขบคิดอยู่สามข้อ

    ข้อแรก เพราะเหตุใดหลวงจีนบำเพ็ญทุกรกิริยาเต้าสือจึงสามารถหาตัวมันได้อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้มีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่

    ข้อสอง เฉาเสี่ยวซู่ไม่อยู่ในศาลากระบี่ แล้วมันไปอยู่ที่ใดกันแน่

    ข้อสาม จะตอบคำขอของอาศรมเทพที่จะนำตัวซังซังไปซีหลิงอย่างไรดี

    สองข้อแรกมันยังไม่รู้จะไปหาคำตอบจากที่ใด แต่ข้อสุดท้ายมันคล้ายจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรดี ทว่าเรื่องนี้มิอาจถ่วงเวลาได้อีก สมควรแก่เวลาที่มันจะต้องไปเยือนอารามเฮ่าเทียนฝ่ายใต้แล้ว แต่หากต้องการเจรจาต่อรองกับบุคคลระดับต้าเสินกวนหน่วยโองการฟ้า ก่อนอื่นฝ่ายมันจะต้องมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันเสียก่อน นิ้วทั้งห้าหากไม่ยินยอมพร้อมใจจะงอเป็นกำปั้นได้อย่างไร

    “สตรีบางคนก็มีความฝันของตัวเอง ดูอย่างผู้งมงายยุทธ์สิ ความฝันของนางชัดเจนเรียบง่าย คืออยากเดินไปให้สุดเส้นทางของการฝึกฌาน ลองดูคนอื่นบ้าง อย่างซือถูอีหลัน นางใฝ่ฝันที่จะเป็นแม่ทัพหญิงที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์แคว้นต้าถัง แม้แต่นางหนูน้อยถังเสี่ยวถังนั่นก็ยังฝันที่จะเป็นสตรีที่เข้มแข็งทรงพลังที่สุดในแผ่นดิน”

    หนิงเชวียยืนพูดกับซังซังที่กำลังนั่งอยู่ข้างบ่อ นางกำลังตั้งอกตั้งใจทำปลาเหลืองหมักเกลือ เห็นได้ชัดว่าไม่สนใจฟังและไม่อยากจะพูดคุยกับมันในเรื่องนี้

    “มีความฝันจึงจะมีการแสวงหา ชีวิตที่มีการแสวงหาจึงจะมีแก่นสาร สตรีที่ไม่มีความฝัน สุดท้ายก็จะกลายเป็นลูกกะตาปลาที่ไร้ประกาย กลายเป็นปลาเค็มที่ไม่มีวันพลิกตัวได้อีก”

    หนิงเชวียมองแผ่นหลังผอมบางของซังซังแล้วแสร้งถอนใจ กล่าวว่า

    “แน่นอน ข้าย่อมตัดใจให้เจ้าจากไปไม่ได้ แต่ในเมื่อเจ้ามีความสามารถ จะปล่อยความสามารถของเจ้าให้หมดไปกับงานบ้านเหล่านี้ก็กระไรอยู่ ข้ากลัวว่าพอเจ้าแก่ตัวลงจะสำนึกเสียใจกับการเลือกในวันนี้”

    ซังซังวางปลาหมักเกลือลงในเข่ง ล้างมือด้วยน้ำเย็นในบ่อ ก่อนหันมากล่าวกับมัน

    “ข้าคิดเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากไปซีหลิงอยู่ดี”

    หนิงเชวียในใจลิงโลด แต่ยังแสร้งปั้นหน้าขรึมถามว่า

    “เพราะเหตุใด”

    ซังซังตอบ

    “ยังคงเป็นปัญหาเดิมนั่นแหละ คือข้าไปแล้วใครจะหุงข้าวตักน้ำล้างเท้าให้ท่าน”

    หนิงเชวียร้องอืม

    “นี่เป็นปัญหาที่ยุ่งยากน่าปวดหัวจริงๆ หาเด็กรับใช้มาสักหลายคนนั้นไม่มีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่เวลาไม่มีเจ้า ข้านอนไม่ค่อยหลับ”

    ครู่หนึ่งให้หลังมันก็ส่ายหน้า กล่าวอย่างกลัดกลุ้ม

    “แต่จะใช้เหตุผลนี้มาอ้างจนเป็นเหตุให้บัลลังก์ของหน่วยแสงสว่างไม่มีคนนั่งก็ไม่ได้ หากเรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ศพข้ามิต้องถูกคนรุ่นหลังขุดขึ้นมาปู้ยี่ปู้ยำหรอกหรือ”

    คืนนั้น สองนายบ่าวจึงต้องสุมหัวกันคิดหาคำตอบที่เหมาะสม จนล่วงเข้ากลางดึกจึงค่อยได้ข้อสรุปออกมา ก่อนจะผล็อยหลับกันไปอย่างอ่อนล้า

    เช้าวันรุ่งขึ้น หนิงเชวียกับซังซังล้างหน้าหวีผมเสร็จก็ลงมือกินอาหารเช้า เตรียมตัวจะไปขอพบต้าเสินกวนหน่วยโองการฟ้าที่อารามเฮ่าเทียนฝ่ายใต้ แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงมโหรีดังแว่วมาจากที่ไกล เสียงมโหรีพอไปถึงที่ใดก็จะมีเสียงผู้คนตะโกนถามกันให้ขรมว่าเป็นบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของบ้านใดเล่นมโหรีแต่เช้าตรู่ แต่ไม่นานเสียงตะโกนจากทางนั้นทางนี้ก็เงียบกริบเป็นเป่าสาก

    หนิงเชวียรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง จึงเปิดประตูเดินออกไปดูที่หน้าปากซอย เห็นที่กลางถนนมีกลีบบุปผาปลิวให้ว่อน เสลี่ยงคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงมโหรีก้องกังวานและการอารักขาอย่างเข้มงวดของกองกำลังทหารเกียรติยศ

    จ้าวบัลลังก์โองการฟ้ามาแล้ว!

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    Facebook