• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่านนิยายสยบฟ้า พิชิตปฐพี เล่ม 18 ตอนที่ 1

    บทที่ 1 เทศกาลตงจื้อ

     

    เยี่ยซูกล่าวกับเฉินผีผี

    “การมาเมืองฉางอันของข้าถือเป็นการเข้าสู่โลกิยะฝึกฌาน ทางที่ดีพวกเราอย่าพบกันจะดีกว่า แต่ถ้าเจ้าอยากมาจริงๆ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

    เฉินผีผีถาม

    “ศิษย์พี่ แล้วท่านจะกลับอารามเมื่อใด”

    เยี่ยซูนิ่วหน้า ย้อนถามด้วยน้ำเสียงตำหนิ

    “เจ้านั่นแหละ จะกลับไปเมื่อใด”

    นี่คือปัญหาน่าปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุดของนิกายเฮ่าเทียนในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา

    เฉินผีผีอ้ำๆ อึ้งๆ ก่อนตอบเสียงเบา

    “ข้าต้องถามอาจารย์ก่อน”

    “เช่นนั้นก็ไปถามเสีย”

    หลังไล่เฉินผีผีกลับไป เยี่ยซูก็สะบัดแขนเสื้อเดินเข้าอาราม เยี่ยหงอวี๋เดินตามหลังไปติดๆ แม้เพิ่งถูกตำหนิแต่นางก็ยังคงรู้สึกเบิกบานจนกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่

    เยี่ยซูเดินไปนั่งที่ริมหน้าต่าง หันมามองนางอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก

    เยี่ยหงอวี๋เก็บรอยยิ้ม สบตาพี่ชายตัวเองอย่างดื้อดึง

    ทว่าเยี่ยซูก็มิได้ตำหนิอะไรอีก ตรงกันข้ามกลับพูดเสียงราบเรียบ

    “เรื่องที่เจ้าลงจากเขาเถาซาน แม้จะดูหุนหันพลันแล่นไปบ้าง แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่เลว เศษสวะที่เกลือกกลั้วอยู่แต่ในน้ำครำของศาลามืดอย่างจ้าวบัลลังก์พิพากษาอย่าได้ยอมลงให้มันแม้แต่ก้าวเดียว ยิ่งไม่อาจค้อมศีรษะให้”

    เยี่ยหงอวี๋รับคำ

    “ข้าเข้าใจแล้ว”

    เยี่ยซูมองนางเงียบๆ อยู่ชั่วอึดใจก่อนเอ่ยขึ้น

    “หวังว่าวันข้างหน้าเจ้าจะพิสูจน์ให้ข้าเห็นได้ว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า”

    เยี่ยหงอวี๋กล่าวเสียงหนักแน่น

    “ข้าจะพิสูจน์ให้พี่ดู”

    เยี่ยซูดูเหมือนจะพอใจในคำตอบจึงพยักหน้ากล่าวว่า

    “ต่อไปผีผีจะต้องเป็นผู้นำสูงสุดของนิกายเฮ่าเทียน มันจำต้องได้คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวคอยช่วยเหลือ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวัง”

    เยี่ยหงอวี๋ไม่ตอบ เพียงเม้มปากก้มหน้าเงียบงันไป

    เห็นนางไม่ยอมรับปากเยี่ยซูก็เลิกคิ้วสูงชัน กล่าวเสียงกระด้าง

    “ปีนั้นเจ้าบีบคั้นมันให้ต้องหนีออกจากอาราม อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของเจ้า”

    เยี่ยหงอวี๋เงยหน้ามองพี่ชายอย่างไม่สะทกสะท้าน

    “นิกายเฮ่าเทียนสมควรเป็นของพี่”

    น้ำเสียงเยี่ยซูเย็นยะเยียบดุจน้ำแข็ง

    “ไหนลองพูดใหม่อีกทีซิ”

    เยี่ยหงอวี๋เชิดหน้า

    “ต่อให้พูดอีกหมื่นครั้งข้าก็จะพูดเช่นนี้ พี่คือศิษย์สัญจรทั่วปฐพีของนิกายเฮ่าเทียน เฮ่าเทียนกำหนดมาแล้วว่าพี่จะต้องได้สืบทอดตำแหน่งเจ้านิกาย

    อีกอย่างตอนนั้นข้าไม่ได้ทำอะไรมันเสียหน่อย ข้าแค่บอกว่าขอเพียงมันยังอยู่ในนิกาย เจ้าอารามจะต้องยกนิกายให้กับมันอย่างแน่นอน”

    “ตอนนั้นผีผียังเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง! เจ้าพูดกับมันอย่างนั้นได้อย่างไร!”

    “นี่คือความจริง หากบอกว่ามันยังเป็นเด็ก ยอมรับความจริงไม่ได้ แล้วข้าล่ะ ตอนนั้นข้าก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกัน ข้ายอมรับความจริงนี้ไม่ได้ ข้าไม่ต้องการให้อารามตกเป็นของมัน ส่วนเฉินผีผีมันรู้ดียิ่งกว่าข้าเสียอีกว่าอารามควรตกเป็นของพี่ ดังนั้นมันจึงรู้สึกละอายใจ รู้สึกผิดต่อพี่ นี่จึงเป็นสาเหตุที่มันสู้แพ้ข้ามาตลอด และก็เป็นสาเหตุที่มันหนีออกจากอาราม”

    เยี่ยหงอวี๋พูดอย่างไม่นึกเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ สิ่งที่นางกำลังพูดคือเรื่องการสืบทอดนิกายเฮ่าเทียนที่มีความเปราะบางและสำคัญอย่างยิ่งยวดภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยแสงเจิดจรัส

    สีหน้าของเยี่ยซูยามนี้มิใช่เดือดดาล แต่เป็นสงบนิ่ง กระทั่งน้ำเสียงที่กล่าวออกมาก็ราบเรียบดั่งน้ำในบ่อ

    “เจ้ารู้ว่าสาเหตุจริงๆ ที่ทำให้มันละอายใจคืออะไร แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้

    ศิษย์น้องรู้สึกละอายใจเพราะมันมีจิตใจดีงาม มันเคารพรักข้า พอทราบว่าอาจารย์ตัดสินใจยกนิกายให้มัน มันจึงเศร้าเสียใจ

    เจ้ารู้ทั้งรู้ว่าเมื่อพูดออกไปแล้วมันจะทำอย่างไร แต่เจ้าก็ยังพูด นี่คือการใช้ประโยชน์จากจิตใจที่ดีงามของมันกับความเคารพรักที่มันมีต่อข้ามาตอบสนองตัณหาของตัวเอง”

    เยี่ยหงอวี๋ย้อนถามเสียงเรียบ

    “แล้วพี่จะทำไม”

    “ไม่ทำไมหรอก”

    เยี่ยซูยกมือขวาขึ้นเตรียมจะฟาดลงบนขม่อมของน้องสาว

    เยี่ยหงอวี๋มองฝ่ามือนั้นอย่างไม่กลัวเกรง แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและตัดพ้อ

    เห็นแววตานางแล้วความสงสารและความผูกพันทางสายเลือดที่เยี่ยซูฝืนลบออกจากจิตใจไปนานหลายปีจู่ๆ ก็ผุดขึ้น ฝ่ามือจึงเบนไปตกลงบนโต๊ะหนังสือข้างหน้าต่างแทน

    มันถอนใจดังเฮือกอย่างอับจนปัญญา รู้สึกเสียใจและละอายใจต่อนิกายเฮ่าเทียน

    ฝ่ามือเมื่อครู่ถูกรั้งพลังกลับช่วงวินาทีสุดท้ายจึงดูเหมือนไร้พิษสง แต่ในความเป็นจริงยังคงแฝงพลังฌานที่น่าแตกตื่นสะท้านใจของยอดคนด่านรู้ชะตาเอาไว้

    พร้อมๆ กับเสียงถอนใจ ผิวโต๊ะพลันปรากฏรอยแตกขึ้นมากมาย รอยแตกเหล่านี้ค่อยๆ ลามไปยังขาโต๊ะ พื้นห้อง กำแพง สุดท้ายไปถึงเสาคาน

    เพียงชั่วอึดใจเสียงเปรี๊ยะๆๆ ก็ดังขึ้นติดต่อกัน โต๊ะตัวนั้นพลันหักสะบั้นกลายเป็นเศษไม้ร่วงหล่นลงพื้นไปก่อน ตามมาด้วยขาโต๊ะที่แตกฉีกออกเป็นไม้ซีกเล็กๆ พื้นหินที่ร้าวลึกดั่งพื้นดินแตกระแหงมาเป็นเวลาหลายปี ดินที่ฉาบอยู่บนกำแพงกะเทาะร่วงกราว กระดาษตรงช่องหน้าต่างขาดกระจุย เสาคานโอนเอนไปมาก่อนหักออกเป็นท่อนๆ

    ครืน! ในที่สุดห้องของเยี่ยซูซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เงียบสงบที่สุดของอารามแห่งนี้ก็พังราบเป็นหน้ากลอง ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่ว ทว่ารอยแตกยังไม่หยุดลง ยังคงลามไปยังสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ อีก

    ไม่นานสิ่งปลูกสร้างภายในอารามก็ค่อยๆ ถล่มลงทีละส่วนๆ ยังดีที่รอยแตกมีความแปลกพิสดาร พวกมันตัดเฉือนแผ่นไม้ อิฐและก้อนหินจนเป็นชิ้นเล็กจิ๋ว ทำให้คนที่อยู่ข้างในไม่ถูกของหนักหล่นทับจนเกิดอันตรายแต่อย่างใด

    อากาศภายในอารามที่เดิมทีสดชื่นเพราะฝนเพิ่งหยุดตก บัดนี้กลับมีแต่ฝุ่นฟุ้งตลบ นักพรตผอมและพรตน้อยอีกสองคนคลานขึ้นมาจากกองซากปรักหักพัง เนื้อตัวขะมุกขะมอมเต็มไปด้วยเศษอิฐเศษไม้ พวกมันใช้แขนเสื้อปิดจมูกไอแค่กๆ จนหน้าดำหน้าแดง ดูแล้วน่าอเนจอนาถยิ่ง

    เยี่ยซูเองก็ยืนอยู่ท่ามกลางกองฝุ่นเศษไม้ ทว่าตัวมันกลับสะอาดสะอ้าน ไม่มีฝุ่นธุลีเกาะแม้แต่นิดเดียว

    ยามเต็มใจปีนบันไดขึ้นไปแกะกระเบื้องซ่อมหลังคา เนื้อตัวมันสามารถเปียกฝนและเลอะเทอะไปด้วยคราบโคลน แต่หากไม่เต็มใจ ต่อให้ฝนตกลงมาจนพื้นเต็มไปด้วยโคลนเลนก็อย่าหวังว่าจะมาแปดเปื้อนชายเสื้อของมันได้

    “อย่าบีบให้ข้าต้องฆ่าเจ้า หากยังขืนยืนอยู่ตรงหน้าข้าด้วยท่าทีดื้อรั้นไม่สำนึกผิดอีก ข้าจะฟาดเจ้าให้ตายจริงๆ”

    เยี่ยหงอวี๋เช็ดน้ำตาที่ผสมกับฝุ่นดินจนเป็นคราบบนใบหน้าทิ้ง

    “สักวันข้าจะต้องแข็งแกร่งกว่าพี่ให้ได้ ถึงตอนนั้นข้าจะชิงเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรเป็นของพี่กลับมา แล้วมายืนอยู่ตรงหน้าพี่อีกครั้ง”

    พูดจบก็หันกายเดินออกจากอารามไป

    เยี่ยซูเงียบงัน มองตามร่างนางจนหายลับไปจากสายตา

    “สวรรค์! เกิดอะไรขึ้นกันนี่!”

    นักพรตผอมร้องอุทานพลางตีอกชกหัวอย่างเจ็บปวดใจขณะมองซากปรักหักพังตรงหน้า มันนึกถึงความเหนื่อยยากลำบากที่ทุ่มเทลงไปกับภาพที่ตัวเองต้องเที่ยวขอเรี่ยไรเงินบริจาคจากชาวบ้านมาสร้างและซ่อมแซมอารามหลังนี้ตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา แล้วเนื้อตัวก็สั่นสะท้าน ร่างโงนเงนแทบล้มลง

    เยี่ยซูขมวดคิ้วหันไปกล่าวกับมัน

    “ข้าจะออกเงินสร้างอารามใหม่ให้เจ้าเอง”

    “นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ!”

    นักพรตผอมตะโกนอย่างขุ่นแค้น มือกุมอกตัวเองไว้แน่น หัวใจคล้ายถูกคนต่อยตี รู้สึกเจ็บปวดเจียนตาย มันโอดครวญเสียงแหบแห้ง

    “อิฐทุกก้อนไม้ทุกท่อนในอารามนี้ล้วนเป็นข้าซื้อหามาด้วยตัวเอง ข้ารู้ตำแหน่งของพวกมันทั้งหมด แต่ตอนนี้…ตอนนี้ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ข้าลืมไปหมดสิ้นแล้วว่าพวกมันควรอยู่ตรงที่ใดบ้าง พวกมันคือชีวิตจิตใจของข้า! ไม่ใช่สิ่งที่เงินทองจะสามารถซื้อหากลับมาได้!”

    เยี่ยซูมองกองอิฐกองไม้บนพื้น เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า

    “เจ้าพูดได้ถูกต้อง อิฐกับไม้ที่ซื้อมาใหม่ย่อมสร้างได้แค่อารามหลังใหม่ ของที่ถูกทำลายไปแล้วล้วนเอากลับคืนมาไม่ได้ ในโลกนี้ไม่เคยมีการฟื้นคืนชีพ มีแต่การเกิดใหม่เท่านั้น”

    พูดจบมันก็ยืนตะลึงตัวแข็งทื่อ

    มิรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด อารามเล็กๆ ซึ่งกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้วหลังนี้จึงสามารถทำให้จิตใจมันสั่นไหวได้ มันรู้แต่เพียงว่านับตั้งแต่ออกสัญจรไปทั่วปฐพี ฝ่าด่านเป็นตายสำเร็จ ด่านฌานของมันแม้ผสานเข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน แต่ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย ทว่าหลังเกิดการสั่นไหวไปเมื่อครู่ ที่เคยปักหลักนิ่งไม่ขยับก็เริ่มเขยื้อนคล้ายจะทะยานไปข้างหน้าอีกครั้ง

    นักพรตผอมไหนเลยจะล่วงรู้ถึงสภาพจิตใจของเยี่ยซูในขณะนี้ มันแค่นเสียงดังเฮอะก่อนเดินเช็ดน้ำตาพาพรตน้อยไปรื้อเศษไม้เศษอิฐออก หวังว่าจะเก็บอะไรที่ยังพอใช้ประโยชน์ได้กลับมาบ้าง

    เสียงอารามถล่มลงมาดังไปไกล ชาวบ้านแถบนั้นวิ่งกรูกันออกมาดูด้วยความตกใจ พอเห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถของตัวอารามก็หันหน้าเข้าปรึกษากัน จากนั้นค่อยเดินกลับบ้านไปหยิบเครื่องไม้เครื่องมือออกมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ อันที่จริงบ้านของพวกมันก็เพิ่งเสียหายจากฝนที่ตกกระหน่ำ แต่พอเห็นนักพรตผอมทั้งชราทั้งร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งพรตน้อยทั้งสองก็ยังเป็นเด็ก ร่างกายผอมแห้งไม่มีพละกำลัง จะให้ซ่อมแซมกันเองคงเป็นไปได้ยาก จึงมิอาจนิ่งดูดายเป็นกังวลอยู่แต่ปัญหาของตัวเองอีก

    ด้วยเหตุนี้อารามที่เมื่อครู่ยังมีแต่เศษซากทับถมไร้ซึ่งความหวังใดๆ บัดนี้จึงมีแต่ผู้คนพลุกพล่านวุ่นวายเต็มไปหมด แม้จะไม่สามารถสร้างอารามให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่เสียงฮูฮาๆ ช่วยกันออกแรงและเสียงหัวเราะพูดคุยให้กำลังใจกันระหว่างทำงานก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่าอีกไม่นานอารามเล็กๆ หลังนี้ก็จะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิม

    นักพรตผอมเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเหี่ยวย่น สองมือคารวะขอบคุณไปรอบด้านด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มซาบซึ้งใจ

    ใกล้พลบค่ำเยี่ยซูตื่นขึ้นจากภวังค์ มันมองดูมือไม้ที่กำลังง่วนอยู่กับงานและใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของบรรดาชาวบ้านเหล่านั้น แล้วขบคิดถึงคำพูดที่นักพรตผอมเคยกล่าวเอาไว้

    นักพรตผอมเดินเข้ามา นึกอยากก่นด่ามันที่เอาแต่ยืนเฉยราวกับเป็นท่อนไม้ แต่เพราะความเกรงกลัวที่ยังมีอยู่ในใจจึงได้แต่ถลึงตาใส่ ทว่าพริบตานั้นนักพรตผอมก็นึกถึงคำพูดของเยี่ยซูเมื่อครู่นี้ขึ้นมาได้ จึงรีบถูมือถามด้วยความตื่นเต้น

    “เจ้ายอมออกเงินจริงๆ หรือ”

    เยี่ยซูพยักหน้า น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

    “หากเจ้าต้องการ แม้แต่วิหารเทพข้าก็สามารถสร้างให้เจ้าได้”

     

    บนเขาหลังสถานศึกษา

    ศิษย์พี่รองฟังเสียงครืนครันราวกับเสียงฟ้าคำรนของน้ำตกตรงหน้าพลางมองละอองน้ำที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ มิทราบผ่านไปนานเท่าใดจึงเปรยกับศิษย์พี่ใหญ่

    “ได้ยินว่าอารามที่มันอาศัยอยู่พังลงมา”

    ศิษย์พี่ใหญ่ถอนใจดังเฮือก

    “นี่เป็นจังหวะและโอกาสของมัน อย่าไปอิจฉาเลย”

    ศิษย์พี่รองเลิกคิ้วสูง

    “ไยข้าต้องอิจฉามัน”

     

    เมืองฉางอัน ริมทะเลสาบเยี่ยนหมิง

    บนโต๊ะอาหารมีโถดินขนาดใหญ่ที่ใส่ต้มเครื่องในแพะวางไว้ใบหนึ่ง น้ำแกงสีขาวดั่งนมสด ผักชีที่โรยหน้าพอถูกความร้อนของน้ำแกงก็ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั้งห้อง

    หนิงเชวียใช้ปลายตะเกียบบี้เต้าหู้ยี้ในจานให้เละขณะรอซังซังทุบกระเทียมให้ละเอียด เจ้าดำที่อยู่ในลานบ้านยืนมองมาจากหน้าประตู นัยน์ตามันยามนี้เบิกกว้าง รูจมูกบานกลมเชิดร่อน มิทราบเป็นเพราะอยากรู้อยากเห็นหรือเพราะตะกละอยากกินกันแน่

    “บ่ายวันนี้อารามที่เยี่ยซูพำนักอยู่ถล่มลงมา”

    หนิงเชวียพูดแล้วก็ต้องหัวเราะขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ก่อนบอกอีกว่า

    “ตามที่ได้ยินมา…ศิษย์พี่รองพอรู้เรื่องก็ไปยืนอยู่หน้าน้ำตกนานครึ่งค่อนวัน สุดท้ายเดินกลับไปพังเรือนของตัวเองบ้าง”

    ซังซังเคยไปเรือนน้อยอันแสนสงบน่าอยู่ของศิษย์พี่รองมาก่อน พอนึกถึงว่าที่นั่นบัดนี้ได้กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้วก็อดรู้สึกเสียดายมิได้ ต้องถามด้วยความงุนงง

    “เซียนเซิงรองพังบ้านตัวเองทำไม”

    หนิงเชวียส่ายหน้า

    “ใครจะรู้ว่าศิษย์พี่รองกับเยี่ยซูคิดอะไรอยู่ ข้ารู้แต่ว่าคนที่มีด่านฌานสูงมักสติไม่ค่อยดี อ้อ ได้ยินจากศิษย์พี่คนอื่นๆ ว่าตอนอารามถล่มลงมาเยี่ยซูคล้ายจะรู้แจ้งในอะไรบางอย่าง ที่ศิษย์พี่รองพังเรือนตัวเองก็น่าจะเป็นเพราะอยากรู้แจ้งในอะไรบางอย่างด้วยกระมัง”

    แม้ตอนนี้ซังซังจะเริ่มฝึกฌานอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่มีปัญญาจะเข้าใจความคิดของยอดคนด่านรู้ชะตาเหล่านั้น นางคิดในใจ นายน้อยพูดถูก คนพวกนี้สติฟั่นเฟือนไปแล้วจริงๆ

    กว่าเยี่ยหงอวี๋จะกลับมา เนื้อแพะกับเครื่องในก็ถูกคีบกินหมดแล้ว เหลือน้ำจิ้มกับเต้าหู้ยี้ติดก้นถ้วยอยู่เล็กน้อยเท่านั้น ซังซังเดินไปเก็บผ้า ภายในห้องจึงเหลือหนิงเชวียนั่งอยู่คนเดียว

    หนิงเชวียเห็นเยี่ยหงอวี๋เดินเข้าประตูมาก็ถาม

    “ทำไมถึงกลับมาเย็นมืดนัก ในเมื่อเจ้าไม่จ่ายค่าเช่าบ้านก็สมควรช่วยงานในบ้านบ้างสิ”

    เยี่ยหงอวี๋มองเศษน้ำแกงที่เหลืออยู่บนโต๊ะก่อนขมวดคิ้วตอบ

    “เจ้ามีทั้งพ่อบ้านและสาวใช้ไม่ใช่หรือ”

    หนิงเชวียหัวเราะฮิฮะ กล่าวตอบ

    “แต่จะสุขสำราญเหมือนได้ผู้งมงายยุทธ์มาล้างจานยกน้ำให้หรือ จ้าวบัลลังก์แสงสว่างก็เคยมาเก็บกวาดล้างจานอยู่ในร้านของข้า ฉะนั้นเจ้าเรียนรู้เรื่องพวกนี้ไว้ก็ไม่เสียหลาย เพราะต่อไปนี่จะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของอาศรมเทพแห่งซีหลิงที่จะต้องถ่ายทอดกันไปเรื่อยๆ จากรุ่นสู่รุ่น และยังจะกลายเป็นเกียรติประวัติอันดีงามให้แก่สกุลหนิงของข้าอีกด้วย”

    เยี่ยหงอวี๋นั่งลงไม่พูดไม่จา ดูจากสีหน้าก็รู้ว่าอารมณ์ไม่ดีนัก

    แต่หนิงเชวียไม่คิดจะสงบปากสงบคำ ยังคงกล่าวต่อ

    “จะว่าไปข้ายังเข้าใจว่าพี่ชายเจ้าอย่างน้อยก็คงจะรั้งตัวเจ้าไว้กินข้าวด้วยสักมื้อ”

    เยี่ยหงอวี๋ปรายตามองมันอย่างน่ากลัว กล่าวเสียงเย็น

    “เจ้าคิดว่าจะใช้ชีวิตอย่างสบายใจเฉิบอยู่ในฉางอันแบบนี้ไปได้อีกนานหรือ”

    หนิงเชวียตอบยิ้มๆ

    “ข้าเป็นชาวถัง ซ้ำยังมีฐานะเป็นถึงศิษย์ชั้นสองของสถานศึกษา ข้านึกไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะโง่ถึงขั้นมารบกวนการใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญใจของข้า”

    “เจ้าลืมฐานะตัวเองที่เป็นบุตรของหมิงหวังไปแล้วรึ”

    เยี่ยหงอวี๋ถามเสียงเยาะๆ

    หนิงเชวียตะลึงลาน เมื่อหลายวันก่อนเยี่ยหงอวี๋เคยพูดโพล่งออกมาว่ามันเข้าสู่วิถีแห่งมาร บัดนี้ยังมาเอ่ยวาจาอันน่ากลัวเยี่ยงนี้อีก

    “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร”

    “หากเจ้าคือบุตรชายของอดีตแม่ทัพเซวียนเวยจริงดั่งที่กำลังเล่าลือกัน เช่นนั้นเจ้าก็คือเงาดำที่จ้าวบัลลังก์แสงสว่างมองเห็น บางคนอาจจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ข้าไม่เคยลืม”

    “เจ้าเชื่อเรื่องนี้อย่างนั้นรึ”

    หนิงเชวียจ้องตานางถามอย่างคาดคั้น

    เยี่ยหงอวี๋ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า

    สีหน้าเคร่งเครียดของหนิงเชวียค่อยคลายลง

    “ทำไมเล่า”

    เยี่ยหงอวี๋ยักไหล่

    “สัญชาตญาณ”

    หนิงเชวียยกนิ้วหัวแม่มือให้ กล่าวชมจากใจจริง

    “สัญชาตญาณของเจ้าดีเยี่ยม มาๆๆ กินต้มเครื่องในแพะก่อน ข้าเหลือไว้ให้อยู่ในครัว”

    เยี่ยหงอวี๋มิได้ยิ้ม จ้องตามันเขม็ง

    “ข้าไม่เชื่อมิได้หมายความว่าอาศรมเทพจะไม่เชื่อ พี่ชายข้าบอก ที่มาฉางอันก็เพื่อต้องการมาดูให้แน่ใจว่าเรื่องที่ซย่าโหวจะกลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบจะราบรื่นไม่มีอุปสรรค แต่ข้าคิดว่าความจริงแล้วพี่ข้าต้องการมาดูเจ้าต่างหาก”

    หนิงเชวียส่ายหน้า

    “เท่าที่ข้าได้ยินมา รวมถึงที่ซังซังรู้มาจากเว่ยกวงหมิง ตอนนั้นอาศรมเทพเป็นฝ่ายยุติเรื่องนี้เอง อีกทั้งยังจับเว่ยกวงหมิงขังไว้นานกว่าสิบปี แสดงว่านิกายเฮ่าเทียนก็ไม่เชื่อเรื่องบุตรหมิงหวังในตำนานเช่นกัน”

    “อาศรมเทพไม่เชื่อ มิได้หมายความว่านิกายพุทธจะไม่เชื่อ”

    เยี่ยหงอวี๋เปิดประเด็นขึ้นมาอีก

    หนิงเชวียนึกถึงหลวงจีนสองรูปที่มันพบบนกลางถนนในเช้าวันนั้น รวมทั้งคำสนทนาหน้าหลุมศพกับหน้าพระพุทธรูปศิลาในโลกแห่งจิตวิญญาณ ก็เงียบงันไปครู่หนึ่ง

    “อย่าพูดถึงเรื่องน่าเบื่อพวกนี้เลย มาๆๆ กินต้มเครื่องในแพะก่อน ของแบบนี้ต้องกินตอนร้อนๆ ถึงจะอร่อย”

    มันเปลี่ยนเรื่อง ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

    เยี่ยหงอวี๋นิ่วหน้า

    “ยังไม่ถึงเทศกาลตงจื้อ จะมากินต้มเครื่องในแพะอะไรกันตอนนี้”

    “ใครบอกว่าจะต้องกินต้มเครื่องในแพะในวันตงจื้อเท่านั้น อีกอย่างใครบอกว่าในเทศกาลตงจื้อจะต้องกินเฉพาะต้มเครื่องในแพะ ใครบอกว่าหอกที่ไม่มีหัวหอกแทงคนไม่ตาย”

    ประโยคหลังของหนิงเชวียฟังดูแปลกหูอยู่บ้าง อย่างน้อยก็สำหรับเยี่ยหงอวี๋ ในนั้นแฝงความหมายบางอย่างเอาไว้ซึ่งมีเพียงมันเท่านั้นที่เข้าใจ

    มันกล่าวต่อว่า

    “ไม่แน่ว่าพอถึงวันตงจื้อ ข้าอาจจะไม่ว่างก็ได้”

    เยี่ยหงอวี๋แม้ถูกบีบให้ต้องลงจากเขาเถาซาน แต่ในฐานะที่เคยเป็นหัวหน้าใหญ่หน่วยพิพากษา นางยังคงมีหูตาของตัวเองอยู่ในเมืองฉางอันมากมาย ดังนั้นพอได้ยินคำพูดประโยคนี้ของมัน คิ้วก็ขมวดเป็นปม ดวงตาฉายแววสงสัยก่อนเปลี่ยนเป็นแตกตื่น

    เพราะวันตงจื้อก็คือวันที่ซย่าโหวจะกลับบ้านเกิดพร้อมกับเกียรติยศอันสูงสุด!

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่านนิยาย เพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 11 บทที่ 2

    บทที่ 2 วัดร้าง   ป่าทึบมืดลึกที่แม้แต่ลมก็พัดไม่เข้าผืนหนึ่ง บนพื้นล้วนปกคลุมไปด้วยวัชพืชสูงเท่าเอว ต้นไม้รอบด้านห...

    หนังสือเอ็นเธอร์

    ผ่านครึ่งทางของการผจญภัย สองภาคแรกของนิยายกำลังภายใน ‘สยบฟ้าพิชิตปฐพี’

    ในวาระที่นิยายกำลังภายในสายแฟนตาซีเรื่อง ‘สยบฟ้าพิชิตปฐพี’ ผลงานของนักเขียน Mao Ni แปลโดย มดแดง ได้เดินทางมาจนจบภาคที่สอ...

    หนังสือเอ็นเธอร์

    นิยายแฟนตาซีผลงานนักเขียนไทย อ่านสบายๆในหน้าฝน

    ช่วงหน้าฝน ไปไหนก็แสนจะชุ่มฉ่ำ ออกจากบ้านแต่ละทีต้องเตรียมตัวให้พร้อม ไม่เสื้อกันฝนก็ต้องมีร่มสักคันพกติดตัว แต่ถ้าไม่อย...

    Facebook