• Connect with us

    Enter Books | นิยายแฟนตาซี กำลังภายใน ลึกลับ สืบสวน

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่านนิยาย เพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 9 บทที่ 1

    บทที่ 1

    ลอบเร้น

     

    แสงสุริยันเหลืองสลัวดุจฝนเกาทัณฑ์ยิงเฉียงลงจากช่องว่างระหว่างใบไม้ ส่องส่วนลึกของพงไพรที่ถูกไอหมอกและความมืดครึ้มปกคลุม

    ในลำแสงที่แผ่ไปด้วยฝุ่นควัน เงาประหลาดกำลังเคลื่อนไหว

    หากเหลือบมองไกลๆ อาจคิดว่าเป็นเพียงเงาใบไม้ต้องลม มีเพียงเข้าไปสำรวจอย่างละเอียดใกล้ๆ จึงจำแนกออกว่าเป็นเงาร่างของคนผู้หนึ่ง

    เงาร่างนั้นเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ลอบเร้นผ่านระหว่างต้นไม้ มิได้เปล่งเสียงดังออกมาแม้แต่น้อย พลังและฝีเท้าที่สะกดเอาไว้นั้นชวนให้จินตนาการถึงงูเหลือมที่กำลังเข้าใกล้เหยื่ออย่างเงียบๆ

    เจ้าของเงาร่างประหลาดนี้คือเมิ่งชีเหอหัวหน้าโจรภูเขา

    เฉกเช่นในค่ายเมื่อวาน เมิ่งชีเหอยังคงเปลือยท่อนบนอันผอมเกร็งเอาไว้ แต่กล้ามเนื้อสีทองแดงแต่เดิมทั้งหมดล้วนป้ายด้วยสีเขียวแกมน้ำเงิน…นั่นคือสีที่ใช้ใบไม้และผลไม้สีเขียวมาโขลกเป็นสีย้อมนำมาป้ายทาให้ร่างกับป่าโดยรอบกลมกลืนกันและอำพรางกลิ่นกายจนอาจหลอกได้แม้กระทั่งจมูกของสัตว์ป่า

    เมิ่งชีเหอยังใช้เถ้าถ่านทาเป็นลวดลายมากมายบนร่างที่ป้ายสีเขียว ยิ่งทำให้ยากที่จะเห็นลายเส้นเค้าโครง กางเกงสีน้ำตาลเข้มของมันยังพันไว้ด้วยเถาวัลย์ติดใบไม้จำนวนมากเป็นการพรางตัวอีกอย่างหนึ่ง

    สิ่งเหล่านี้บิดาที่เป็นนายพรานล้วนสอนให้แก่มัน

    เมิ่งชีเหอเดินอยู่กลางเส้นทางขรุขระในป่า บนพื้นมีกิ่งไม้แห้งและใบไม้ร่วงกระจายเกลื่อนกลาด ฝีเท้าผ่อนคลายเช่นเดินถนนยามปกติทว่าทุกก้าวกลับไร้สุ้มเสียง เห็นได้ชัดถึงทักษะอันประณีตของเพลงเท้าสำนักปากว้า

    สองปีก่อนตอนถูกกองกำลังที่นำโดยหวังโส่วเหรินล้อมจับ เมิ่งชีเหอก็อาศัยการพรางตัวและเพลงเท้านี้ ลอบเร้นผ่านแนวรับฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้เสียงไร้เงาเปิดช่องโหว่จากด้านหลัง จึงนำลูกน้องจำนวนหนึ่งฝ่าออกจากวงล้อมได้และหนีเข้าสู่ด้านในเขา

    วันนี้มันกำลังใช้ทักษะเดียวกันตอบแทนบุญคุณใต้เท้าหวัง

    เมิ่งชีเหอบรรลุถึงยอดของเนินลาดในป่าและนั่งย่อลง มือพลิกจับมีดสั้นที่ตัวถูกรมดำเล่มหนึ่ง รักษาท่วงท่าคุดคู้เอาไว้ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว สายตากวาดมองรอบทิศ โสตประสาทของหูทั้งสองเปิดกว้าง

    มันสังเกตการณ์อยู่พักหนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าด้านหน้าของป่าเขานี้ไม่มีทหารยามของฝ่ายศัตรูจึงลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงท่วงท่าการเคลื่อนไหว วิ่งกระโดดกลับไปยังทางที่มาประหนึ่งค่างที่อยู่ไม่สุขตัวหนึ่ง

    เมิ่งชีเหอวิ่งกลับมายังใต้ร่มไม้ผืนหนึ่งของไหล่เขา ที่แห่งนั้นเป็นเนินลาดที่ค่อนข้างราบเรียบ เงาร่างมากมายกำลังนั่งพักผ่อนบนหินผา ข้างกายพวกมันวางไว้ด้วยห่อสัมภาระอันหนักอึ้งกองใหญ่กองหนึ่ง

    ถังป๋าโจรภูเขาวัยเยาว์ที่ร่างสวมเกราะไม้ไผ่ เดิมทีกำลังนั่งตบยุงที่เกาะบนร่างอย่างกลัดกลุ้ม ครั้นมองเห็นหัวหน้ากลับมาก็รีบลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น

    “ด้านหน้าไม่มีคน พวกเราเดินต่อได้”

    ความจริงเมิ่งชีเหอวิ่งจนเหงื่อท่วมร่างแต่มันคร้านที่จะเช็ด กล่าวจบไม่ทันไรก็หยิบดาบยักษ์ปากว้าที่วางอยู่มุมหนึ่งของเนินขึ้นมาห้อยเฉียงไว้ด้านหลัง

    เงาร่างเหล่านั้นออกเดินทางต่อพร้อมกัน สิบเก้าคนล้วนเป็นโจรภูเขาใต้อาณัติของเมิ่งชีเหอ ทั้งหมดล้วนคัดเลือกผู้เด่นล้ำที่กำยำที่สุด พวกมันใส่ชุดง่ายๆ เดินทางเช่นเดียวกับหัวหน้า และสะพายหรือถือห่อผ้าที่ทั้งใหญ่และหนักเอาไว้ ถุงผ้าทั้งหมดล้วนปูดนูนขึ้นมา เห็นได้รางๆ ว่าภายในเก็บซ่อนไว้ด้วยสิ่งของขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ ขณะถือขึ้นมายังบังเกิดเสียงกระเบื้องกระทบกันเบาๆ

    ในสิบเก้าคนมีเพียงถังป๋าและโจรภูเขาอีกคนหนึ่งที่มิได้ถือห่อผ้า แต่บนไหล่พวกมันแบกเฉียงไว้ด้วยม้วนเชือกที่ทั้งหยาบและใหญ่กองหนึ่ง ดูเหมือนมิได้เบาไปกว่าห่อผ้าเหล่านั้นมากนัก

    ทางที่พวกมันใช้ขึ้นเขาครานี้ล้วนเป็นป่ารกไร้ทางเดิน เต้มไปด้วยเนินเขาขรุขระ ป่ายังเป็นพุ่มรกผิดปกติ ยิ่งต้องแบกสิ่งของที่หนักเพียงนี้ยิ่งเดินได้ลำบากและเชื่องช้าอย่างยิ่ง กระทั่งยามสายัณห์จึงบรรลุครึ่งทางและเห็นว่าจวนเข้าสู่พลบค่ำแล้ว หลังจากนี้จำต้องคลำจับปีนป่าย ยิ่งลำบากขึ้นกว่าเดิม

    แต่คนทั้งสิบเก้าล้วนมิได้บ่นออกมาสักคำ เมื่อเมิ่งชีเหอสั่งการพวกมันก็ถือสิ่งของและเริ่มเดินทางต่ออย่างเงียบๆ

    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมิ่งชีเหอที่พวกมันนับถือกำลังนำอยู่เบื้องหน้า และพวกมันก็รู้ดีว่ามีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์กำลังอยู่ในเงื้อมมือของปีศาจจอมเวทปัวหลง มิอาจชักช้าได้

    แต่มิเพียงเพราะสาเหตุเหล่านี้

    ในพวกมัน…ยังมีคนที่ยี่สิบ

    เงาร่างนี้สูงใหญ่กว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด ในมือและแผ่นหลังพกวัตถุยาว ใช้ฝีเท้ากะเผลกเล็กน้อยเดินไปบนเขา

    นั่นคือเต่าจินหู่หลิงหลันที่สีหน้าเครียดขึง นางสะพายคันเกาทัณฑ์ยาว ใช้เชือกมัดด้ามกับฝักของดาบเหยี่ยไท่เข้าด้วยกันเพื่อใช้ต่างไม้เท้าเดินขึ้นเขาไปทีละก้าว

    แม้หู่หลิงหลันจะใช้แถบผ้าผูกบริเวณสะโพกอย่างแน่นหลายรอบ แต่ทุกย่างก้าวยังคงเจ็บปวด ทว่านางไม่ยอมชะลอฝีเท้าเป็นอันขาด

    ขอเพียงคิดว่าทุกขณะที่ชักช้าก็จะมีชาวบ้านถูกประหารหน้าวัดเขาชิงเหลียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ความเจ็บปวดของสังขารตนเองมิอาจนับเป็นเรื่องสำคัญ

    เมิ่งชีเหออดมิได้ที่จะมองดูมือดาบหญิงที่องอาจผู้นี้อีกครั้ง หู่หลิงหลันเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าบุรุษเนื้อหยาบสีครามเข้มเพื่อซ่อนเร้นร่องรอยในเขา แต่ยังคงมิอาจลดความอรชรของนางได้แม้แต่น้อย หลังเดินขึ้นเขาได้พักหนึ่ง เสื้อผ้านางล้วนถูกเหงื่อซึมเปียก ยิ่งปรากฏสัดส่วนของร่างกายอันงามงด โจรภูเขาที่เดินอยู่ด้านหลังต่างมองดูจนตาค้าง อดมิได้ที่จะกลืนน้ำลาย จากนั้นพ่นลมหายใจหนึ่งเฮือกพลางปลุกใจเดินทางต่อ

    เมิ่งชีเหอเห็นแล้วอดมิได้ที่จะยิ้มพลางลอบด่าในใจ

    ใต้เท้าหวัง จิ้งจอกเฒ่าเช่นท่าน…จงใจดึงนางเข้ามากระมัง

    เมิ่งชีเหออยู่ร่วมกับลูกน้องมาเนิ่นนานจึงรู้ดีถึงนิสัยของพวกมัน ยามปกติหากบีบบังคับพวกมันให้ทำงานขนย้ายของหนักขึ้นเขาเช่นนี้ ต่อให้เรื่องราวเร่งด่วนเพียงไร ขณะนี้ก็ต้องร้องโอดโอยและฝีเท้าช้าลงไม่มากก็น้อยเป็นแน่

    แต่ตอนนี้ทุกคนล้วนไม่ยอมรั้งท้ายพวกพ้องและแข่งกันปีนขึ้นบนเขา หลายคนที่เยาว์วัยยังแย่งกันถือห่อผ้าที่หนักอึ้งที่สุด ไม่ว่าใครก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าหญิงงามต่างแคว้นนางนี้…อ่อนเพลียทุกข์ยากล้วนเป็นเรื่องเล็ก แต่มาดของบุรุษเจียงซีจะเสียไปมิได้เป็นอันขาด

    เมิ่งชีเหอที่รูปร่างผอมเตี้ยแต่กำเนิดคุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกันกับคนที่สูงใหญ่กว่าตนเองนานแล้ว ยามเดินทางร่วมกับหู่หลิงหลันจึงหาได้รู้สึกติดขัดอันใด แต่ดาบใหญ่ที่นางใช้กลับสูงกว่ามันเสียอีก สิ่งนี้ทำให้เมิ่งชีเหอขัดเคืองเล็กน้อย

    มันกับกลุ่มบุรุษต่ำทรามอยู่ร่วมกันบนเขามานานแล้ว เห็นคนงามเช่นนี้ก็อดมิได้ที่จะเอ่ยหยอก

    “จอมยุทธ์หญิง เดินทางลำบากกระมัง? ต้องการให้ข้าแบกเจ้าหรือไม่” เมิ่งชีเหอตบไหล่ของตนเอง “มาๆๆ!”

    วัตถุหนึ่งจู่โจมพรวดถึงเบื้องหน้าเมิ่งชีเหอ มันใช้ฝ่ามือปากว้าปัดป้องสกัดปลายฝักที่แทงมาได้ทันท่วงที

    กระบวนท่านี้ของหู่หลิงหลันรวดเร็วยิ่ง ดาบยาวนั้นยังอยู่ในฝักจึงยิ่งหนักอึ้ง แต่นางกลับใช้มือเดียวออกกระบวนได้อย่างสบายมาก เมิ่งชีเหอสกัดการแทงนี้ออกไปได้อย่างเฉียดฉิวจึงอดมิได้ที่จะแลบลิ้น

    “พูดเล่น! พูดเล่น!” เมิ่งชีเหอกล่าวพลางแสดงเพลงเท้าเดินถอยขึ้นเนิน ยืดระยะห่างกับหู่หลิงหลันหนึ่งจั้ง ในใจคิดว่ามือดาบหญิงต่างแคว้นนางนี้ล่วงเกินมิได้ดังว่าจริงๆ

    “พี่ใหญ่หวังกินเต้าหู้* แต่ได้กินก้อนหินแทน!” โจรภูเขาด้านหลังหัวเราะเกรียวกราวขึ้นมา ขวัญกำลังใจต่างเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย นี่คือเรื่องที่เมิ่งชีเหอปรารถนา

    เมิ่งชีเหอหันกลับไปและเก็บรอยยิ้ม จดจ่อสมาธิทั้งหมดไปกับการเปิดทางขึ้นเขา

    แม้มันมิได้แบกของหนัก แต่ความจริงมิได้ผ่อนคลายไปกว่าลูกน้อง เพื่อป้องกันที่มั่นจอมเวทปัวหลงอาจวางกำลังลาดตระเวนไว้ที่ตีนเขาตะวันออกของเขาชิงหยวนนี้ เมิ่งชีเหอทำหน้าที่เป็นหัวลูกศรสำรวจ เมื่อแน่ใจว่าทางข้างหน้าไม่มีศัตรูค่อยกลับไปบอกขบวนให้เดิน ด้วยเหตุนี้ทุกระยะมันล้วนต้องเดินไปกลับถึงสามรอบ โดยเฉพาะการลอบเร้นอย่างไร้เสียงในครั้งแรกยิ่งสิ้นเปลืองพละกำลัง

    แม้โอกาสที่จอมเวทปัวหลงจะจัดวางกำลังป้องกันในป่านี้จะมีไม่มากนัก แต่เมิ่งชีเหอมิกล้าสะเพร่า เพราะมันรู้ดีว่ากองกำลังจู่โจมของตนเองสำคัญเพียงใดในยุทธศาสตร์บุกโจมตีวัดชิงเหลียนของหวังโส่วเหริน

    พอนึกถึงหวังโส่วเหริน ดวงตาของเมิ่งชีเหอก็สุกใสขึ้นในป่าที่มืดสลัวลงเรื่อยๆ

    มันหวนนึกถึงเช้าวันนี้ ขณะเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนที่จากมานาน

    เมิ่งชีเหอได้รับรายงานจากม้าเร็วถังป๋าเรื่องข่าวอันน่ากลัวที่จอมเวทปัวหลงจับคนหมู่บ้านซื่อถังสี่ร้อยกว่าคนไว้และกำหนดเวลาประหารทีละคน จึงรีบรวบรวมกำลังอย่างฉับพลันเร่งไปรวมตัวที่เมือง

    หนึ่งปีก่อนมันหนีเข้าป่าเป็นโจรอีกครั้งโดยปราศจากคนส่งอำลา ในใจทั้งเดือดดาลและอับจน ได้แต่อาศัยความมืดมิดยามค่ำคืนออกจากเมืองอย่างตะลีตะลาน วันนี้มันนำคนหนึ่งร้อยกลับมา ขณะชาวบ้านหลูหลิงเปิดประตูเมืองต้อนรับ แต่ละคนที่มองมันเดินผ่านล้วนเผยสีหน้าปลื้มใจและเฝ้ารอ เมิ่งชีเหอเห็นแล้วก็นึกทอดถอนใจ

    คราวก่อนแม้เมิ่งชีเหอได้รับการอภัยโทษจากหวังโส่วเหริน แต่ชีวิตที่หลูหลิงหาได้ดำเนินไปอย่างดีไม่ ที่สุดแล้วมันมิใช่คนไร้ราคี ขณะเป็นโจรก็เคยปลิดชีพคน อยู่ในเมืองจึงมักถูกดูหมิ่นอย่างเลี่ยงมิได้ พ่อค้าและเศรษฐีที่ค่อนข้างมีหน้ามีตาล้วนมิกล้าว่าจ้างมัน ทำได้เพียงงานใช้แรงต่ำต้อย ซ้ำยังถูกขุนนางเหยียดหยามเป็นประจำ

    ถือกำเนิดที่หลูหลิง เติบโตที่หลูหลิง ตลอดชีวิตยี่สิบกว่าปีของเมิ่งชีเหอไม่เคยได้รับเกียรติเหมือนเช่นวันนี้

    เป็นหวังโส่วเหรินทำให้มันพบคุณค่าที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์

    แต่เมื่อมารวมตัวกับหวังโส่วเหรินหน้าศาลเทพเจ้ากวนอวี่ คนทั้งสองกลับมิได้กล่าวอะไร หวังโส่วเหรินเพียงมองเมิ่งชีเหอแวบหนึ่ง ไม่มีแม้คำทักทายสักนิดและแสดงภาพลักษณะพื้นที่ของวัดชิงเหลียนที่วาดอย่างลวกๆ ก่อนเริ่มอธิบายกลยุทธ์ที่ร่างเอาไว้ให้มันฟัง

    ตอนนี้มิใช่เวลาพูดคุยความหลัง มีอะไรจะพูด รอหลังจากช่วยคนและฆ่าศัตรูสำเร็จ

    ในอดีตเมิ่งชีเหอเป็นศัตรูกับหวังโส่วเหริน นี่เป็นการถูกอีกฝ่ายบัญชาการเป็นครั้งแรก แต่เมิ่งชีเหอมีประสบการณ์โชกโชนในการนำโจรภูเขากลุ่มใหญ่อยู่แล้ว พอฟังกลยุทธ์ของใต้เท้าหวังก็เข้าใจได้ทันทีและจัดลูกน้องไปหาอาวุธที่จำเป็นต้องใช้อย่างรวดเร็ว ซ้ำยังคัดเลือกลูกน้องยี่สิบคนเพื่อทำการ ยังไม่พ้นยามอู่พวกมันพร้อมม้ายี่สิบสองตัวรวมทั้งม้าบรรทุกสิ่งของสามตัวก็เดินทางออกจากเมืองแล้ว

    ก่อนเคลื่อนพล เมิ่งชีเหอมอบกำลังหลักกลุ่มใหญ่ที่เหลือให้เหลียงฝูทงคนสนิทตาเดียวบัญชาการ อีกทั้งกล่าวไปยังลูกน้องที่ต้องแยกกันชั่วคราว

    ‘วันนี้อย่าไว้ไมตรีเป็นอันขาด’ เมิ่งชีเหอกวาดมองลูกน้อง แม้มันจะเป็นโจรแต่อย่างไรก็หาใช่พวกป่าเถื่อนชอบการฆ่าฟัน ยามปกติขณะทำการค้าและต่อต้านขุนนางมักควบคุมลูกน้องให้ทำร้ายคนน้อยที่สุด

    แต่วันนี้ถึงเวลายกเลิกคำสั่งห้ามแล้ว

    ‘ครั้งนี้พวกมันต่างหากคือโจร!’

    เมิ่งชีเหอยกดาบยักษ์ปากว้าตะโกนและควบม้าออกเมืองภายใต้เสียงโห่ร้องตอบสนองของพี่น้อง

    ในกลยุทธ์ของหวังโส่วเหริน สิ่งที่เมิ่งชีเหอและพวกหู่หลิงหลันยี่สิบคนรับหน้าที่คือการจู่โจมซึ่งสำคัญที่สุด ภารกิจแรกคือต้องหลบหูตาจอมเวท ด้วยเหตุนี้จึงต้องอ้อมทางไกลตะบึงไปยังตะวันออกของเขาชิงหยวน กองกำลังที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วยามก็บรรลุถึงเชิงเขา

    ทว่าป่าอันตรายของตีนเขาตะวันออกกลับบุกฝ่ายากยิ่งกว่าที่เมิ่งชีเหอคาดไว้ หลังขึ้นเขาได้ไม่นานก็มีพี่น้องคนหนึ่งข้อเท้าแพลงมิอาจเดินต่อต้องรั้งอยู่ท้ายจึงเหลือเพียงสิบเก้าคนนี้

    …เป็นเช่นนี้ต่อไปมิได้ ทุกครึ่งชั่วยามด้านโน้นจะต้องมีคนตายหนึ่งคน อีกทั้งพวกเราต้องผสานกับกำลังหลักเข้าโจมตี ต้องปีนให้ถึงยอดเขาก่อนเที่ยงคืน

    เมิ่งชีเหอซึ่งอยู่ด้านหน้าใช้เคียวที่ถังป๋าให้ตัดกิ่งไม้เปิดทางไปพลางเร่งฝีเท้าขึ้นเขาไปพลาง บีบให้พวกพ้องที่อยู่ด้านหลังเพิ่มความเร็วตามมา มันรู้ดีว่าการทำเช่นนี้เป็นการเผาผลาญแรงกายของเหล่าลูกน้องจนถึงขีดจำกัด อาจจะมีคนบาดเจ็บมากกว่าเดิมอย่างเหนือคาดได้ทุกเมื่อ แต่มันไร้ซึ่งทางเลือก

    เสียงหอบหายใจด้านหลังค่อยๆ หนักขึ้นและไม่ได้ยินเสียงหยอกล้ออีก กระทั่งการดำรงอยู่ของหู่หลิงหลันเองก็หมดประโยชน์ในการปลุกกระตุ้น พวกโจรภูเขาไม่มีอารมณ์มามองนางอีกสักแวบเดียว

    กลับเป็นตัวหู่หลิงหลันเองที่ยังคงทนแผลดาบบนเอวตามติดฝีเท้าของเมิ่งชีเหอไปอย่างไม่ลดละ เมิ่งชีเหอขยี้ผมยุ่งเหมือนรังนกของมันอย่างประหลาดใจต่อความเพียรของสตรีนางนี้

    …นางเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด คนเหล่านี้เป็นใครกันแน่

    เมื่อเช้าเมิ่งชีเหอสนเพียงเตรียมรบอยู่ในเมือง ไม่ว่างมาทำความรู้จักกับหกกระบี่บ้านแตก เมื่อวานเยียนเหิงมือกระบี่หนุ่มสำนักชิงเฉิงขึ้นเทือกเขาผีหมามาค่ายทำให้เมิ่งชีเหอตกใจอย่างมาก แต่คิดไม่ถึงว่าสหายของเยียนเหิงแต่ละคนยังแปลกประหลาด มิใช่ดรุณีงดงามพกอาวุธก็เป็นหลวงจีนสวมเกราะศึก ตาเฒ่าประหลาดที่ห้อยอาวุธทั่วร่างผู้นั้นก็มิใช่ธรรมดา

    เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เมิ่งชีเหอจดจำได้อย่างลึกซึ้งคือบุรุษล่ำสันผู้นั้นที่ขาเป๋ข้างหนึ่ง แขนซ้ายที่บาดเจ็บห้อยอยู่บริเวณอก ร่างสวมชุดเกราะและเสื้อฟางสีดำ

    ‘ข้าชื่อว่าจิงเลี่ย’

    มันคือคนแรกที่เข้ามาทักทายเมิ่งชีเหอ ใบหน้าที่พันเฉียงด้วยแถบผ้าดำๆ ฉีกรอยยิ้มเจิดจ้าองอาจ

    เมิ่งชีเหอพยักหน้าให้ มันดมออกว่าจิงเลี่ยและตนเองมีกลิ่นที่ใกล้เคียงกัน เป็นนิสัยดิบเถื่อนอันยากทำให้เชื่อง จึงเกิดความรู้สึกดีกับจิงเลี่ยทันที

    ในตอนนั้นเมิ่งชีเหอกำลังทาเยื่อไม้สีเขียวบนร่าง จิงเลี่ยมองดูอย่างประหลาดใจ เดาได้ว่านี่คือวิธีการที่ใช้อำพรางในป่าเขาจึงยิ้มพลางตบเข่าฉาด ‘สิ่งนี้น่าสนใจจริงๆ สอนให้ข้าได้หรือไม่’

    ‘ได้’ เมิ่งชีเหอตอบอย่างตรงไปตรงมา จากนั้นเสริมอีกประโยคหนึ่ง ‘หากพวกเราล้วนรอดกลับมา’

    ชายฉกรรจ์ทั้งสองมองหน้าและหัวเราะด้วยกัน…

    เมิ่งชีเหอเคยเห็นบาดแผลที่กลุ่มหกกระบี่บ้านแตกได้รับจึงจินตนาการได้ว่าการรบพุ่งกับจอมเวทปัวหลงของพวกมันก่อนหน้าช่างอันตรายยิ่งนัก

    พวกมันล้วนสู้มาถึงขั้นนี้เพื่อชาวบ้านที่ไม่รู้จักกันอย่างสิ้นเชิง ลูกหลานหลูหลิงอย่างเราจะเทียบได้อย่างไร

    เมิ่งชีเหอขบกรามแน่น กวัดแกว่งเคียวอย่างรุนแรงไปยังกิ่งไม้มีหนามพุ่มหนึ่ง เร่งสืบเท้าขึ้นไป

    หู่หลิงหลันที่ตามอยู่ด้านหลังมันก็กำลังคิดถึงจิงเลี่ยอยู่เช่นเดียวกัน

    ในเมืองเมื่อเช้า ตอนที่หู่หลิงหลันรู้ว่ากลยุทธ์ของหวังโส่วเหรินต้องให้นางกับจิงเลี่ยแยกกันดำเนินการ นางก็รีบคัดค้านอย่างร้อนใจทันที

    ‘ไม่! ข้าจะไปกับมัน!’

    แม้แต่ถงจิ้งเองก็ผิดคาดที่ได้ยินคำพูดนี้ แม้ล่วงรู้ว่าพี่หลันรักใคร่พี่จิงมานานแล้ว แต่พี่หลันที่กร้าวแกร่งใช้ความเฉยชาอำพรางตลอดมา น้อยครั้งยิ่งนักที่จะเถรตรงเช่นนี้

    เห็นได้ว่าการบาดเจ็บสาหัสนี้ของพี่จิงทำให้นางปวดใจเพียงไร…

    ‘อย่าพูดเอาแต่ใจ’

    จิงเลี่ยปฏิเสธหู่หลิงหลันอย่างเด็ดขาด

    ‘ครั้งนี้หลายร้อยชีวิตล้วนผูกอยู่บนตัวพวกเรา’

    ‘แต่ว่า…’ หู่หลิงหลันหน้าแดง พยายามจะโต้แย้ง

    หลายร้อยชีวิต ไม่สำคัญเท่าเจ้า…

    แต่คำพูดเช่นนี้นางมิอาจกล่าวออกจากปากได้

    ‘เจ้าหวังให้ข้าปลอดภัยก็ทุ่มเททำหน้าที่ที่ใต้เท้าหวังมอบให้เจ้าให้สำเร็จ’ จิงเลี่ยกล่าว ‘ก่อกวนและทำร้ายศัตรูให้มากที่สุด อันตรายทางข้าก็จะน้อยลง’

    ขณะหู่หลิงหลันควบม้าออกจากเมืองกับเมิ่งชีเหอ นางได้หันหน้ามองจิงเลี่ยที่สวมชุดสีดำ

    นางหวนนึกถึงคืนนั้นในเมืองฮั่นหยาง มันกุมมือกล่าวเรื่องจะแต่งนางเป็นภรรยา…

    มิผิด เกิดเป็นบุตรีตระกูลนักสู้ เต่าจินหู่หลิงหลันก็ตั้งใจจะแต่งเป็นภรรยาของนักสู้

    เช่นนั้นก็ควรมีบุคลิกของภรรยานักสู้

    หู่หลิงหลันใช้ดาบเหยี่ยไท่ยันภูผา ยกขายาวที่บาดเจ็บขึ้นพลางกัดริมฝีปากแดงเรื่อ พยายามฝืนขึ้นไปยังทิศทางแห่งชัยชนะ

    …มันกำลังรอข้าอยู่ด้านโน้น

     

    หมู่บ้านเติงหลงเชิงเขาทางทิศเหนือของเขาชิงหยวน ร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยอึกทึกเหมือนสายัณห์นี้

    ถึงแม้แต่ก่อนจะเป็นช่วงเวลาสงบสุข มีผู้เดินทางขึ้นไปเยี่ยมชมวัดชิงเหลียนอย่างคับคั่งและแวะพักเท้าระหว่างทางที่โรงเตี๊ยมในหมู่บ้าน หรือครึ่งปีก่อนที่กลุ่มจอมเวทมาถึงดั่งฝูงตั๊กแตน จับคนปล้นหมู่บ้านในวันนั้น สถานที่เล็กๆ เช่นหมู่บ้านเติงหลงก็มิได้อัดแน่นไปด้วยคนมากมายเหมือนเช่นขณะนี้

    หวังโส่วเหรินนำทัพอาสาหลูหลิงหกร้อยกว่าคนเติมเต็มหมู่บ้านเล็กๆ ที่รกร้างเพราะถูกจอมเวทปัวหลงยึดชิงแห่งนี้ในชั่วประเดี๋ยวเดียว ระหว่างบ้านร้างแต่ละแถวมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งในทันใด

    ตะวันยามเย็นค่อยๆ ลับหายไปทางตะวันตกเหลือแสงสุดท้ายเพียงเส้นเดียว เหล่าผู้กล้าต่างก่อไฟขึ้นมาส่องสว่างในแต่ละแห่งของหมู่บ้านและเฝ้าทางเข้าออกอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันศิษย์จอมเวทอาศัยความมืดลอบเข้ามาก่อความวุ่นวาย มีบางคนรับหน้าที่ก่อไฟทำอาหารในบ้าน

    จวนจะเริ่มค่ำคืนอันยาวนาน แต่ก่อนสู้รบย่อมต้องกินให้อิ่มท้อง

    หวังโส่วเหรินเดินสำรวจในหมู่บ้าน ด้านหลังติดตามด้วยลูกศิษย์หกคน และอยู่ภายใต้การคุ้มกันซ้ายขวาของเยียนเหิงและเลี่ยนเฟยหง มันทักทายผู้กล้าหลูหลิงที่พกอาวุธจำนวนมากตามทางด้วยตัวเองเพื่อปลุกขวัญกำลังใจของพวกมัน

    “พวกมัน…ยังคงกลัวอยู่มาก” เลี่ยนเฟยหงที่อยู่ข้างขวาของหวังโส่วเหรินใช้น้ำเสียงเป็นห่วงกล่าวอย่างแผ่วเบา แขนขวามันที่บาดเจ็บพาดด้ามดาบข้างเอวไว้ อีกมือหนึ่งลูบเคราขาว

    เยียนเหิงพินิจมอง ภายใต้แสงไฟที่ขับให้เด่น หน้าตาของบุรุษเหล่านั้นล้วนขาวซีดและเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

    “จนปัญญา” บัดนี้พวกมันหาได้เฝ้าเมืองไม่ แต่เหยียบมาถึงค่ายของจอมเวทปัวหลง สำหรับชาวบ้านธรรมดาเหล่านี้ไม่ต่างอันใดกับยื่นมือเข้าในปากเสือ แม้คนหลายร้อยเป็นผู้กล้าที่สมัครใจ แต่อย่างไรหลายวันก่อนหน้าพวกมันเพิ่งเอาชีวิตรอดมาจากกรงเล็บปีศาจของจอมเวท

    ทัพอาสาขบวนนี้นอกจากหกกระบี่บ้านแตกและโจรภูเขาสิบกว่าคนที่เหลือของเมิ่งชีเหอแล้ว คนที่เหลือห้าร้อยกว่าคนคือชายฉกรรจ์ที่สมัครใจเข้าร่วมจากอำเภอหลูหลิงและหมู่บ้านใกล้เคียง เนื่องจากจอมเวทก่อกรรมมานาน คนหนุ่มฉกรรจ์ที่ออกจากบ้านเกิดไปดำรงชีวิตที่อื่นได้ในแถบหลูหลิงล้วนหนีไปแล้ว หรือผู้ที่เหมือนเมิ่งชีเหอก็เป็นโจรพเนจร บุรุษที่เหลือมิใช่อ่อนเยาว์เกินไปก็แก่ชราเกินไป หวังโส่วเหรินรวบรวมมาได้จำนวนเท่านี้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว

    แม้ภายนอกมีความได้เปรียบด้านกำลังพลหลายเท่า แต่หวังโส่วเหรินรู้ดีว่าผู้กล้ากลุ่มนี้หาใช่กำลังรบที่พึ่งพาได้ ใช้จัดวางกำลังเฝ้าเมืองยังพอใช้ทำเนา แต่บัดนี้ต้องออกเมืองรุกโจมตีย่อมเป็นการฝืนเกินไป มันมิได้มุ่งหวังให้คนเหล่านี้ไปตีวัดชิงเหลียนให้แตก แต่หลักๆ ก็เพื่อเสริมอำนาจ

    แต่หากถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เลวร้ายที่สุด คงต้องให้พวกมันสู้ตาย…

    ในผู้กล้าเองก็มีเด็กหนุ่มอายุใกล้เคียงกับเซวียจิ่วหนิว หวังโส่วเหรินเห็นแล้วแม้ในใจไม่อยากส่งพวกมันลงสมรภูมิ แต่ก็ไม่มีทางเลือก

    หากศึกนี้ไม่สำเร็จ ทุกคนล้วนไม่มีวันพรุ่งนี้

    เยียนเหิงมองดูสีหน้ากังวลของหวังโส่วเหรินอยู่ด้านข้าง

    การเป็นผู้นำ…ก็ต้องรับผิดชอบความเป็นความตายของผู้อื่น ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ

    มันคิดว่าหากตนเองต้องฟื้นฟูสำนักชิงเฉิงจริงๆ สักวันหนึ่งก็ต้องรับบทบาทเช่นนี้จึงต้องเรียนรู้จากใต้เท้าหวังให้เต็มที่ เมื่อวานมันเห็นกับตาตนเองแล้วว่าใต้เท้าหวังทำให้เมิ่งชีเหอนับถือได้เช่นไร การกล่าวอ้างหลักทำนองคลองธรรมให้ตระหนักถึง ชวนให้เลื่อมใสได้โดยแท้

    ยามนี้ที่กลางหมู่บ้านมีสุ้มเสียงร้องไห้คร่ำครวญของบุรุษถ่ายทอดมา

    หวังโส่วเหรินเกรงว่าขวัญกำลังใจไพร่พลจะได้รับผลกระทบจึงรีบเร่งไปตรวจหาสาเหตุ เห็นเพียงบันไดศิลาหน้าศาลบรรพชนของหมู่บ้านเติงหลงมีชายฉกรรจ์สองคนนั่งอยู่ ผู้ที่อายุค่อนข้างมากกำลังถือป้ายบรรพบุรุษ คนทั้งสองกอดกันร่ำไห้ ผู้กล้าคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงต่างเข้ามามุงล้อมมองดูอย่างประหลาดใจ

    คนทั้งสองเห็นหวังโส่วเหรินเดินเข้ามาใกล้ก็คุกเข่าโขกศีรษะให้มัน “ขอบคุณใต้เท้าหวังที่นำเราสองพี่น้องกลับบ้าน! บรรพบุรุษยังอยู่! บรรพบุรุษยังอยู่!”

    พี่น้องแซ่จ้าวคู่นี้เดิมคือชาวบ้านเติงหลง ในวันที่จอมเวทปัวหลงมาถึงเขาชิงหยวน จ้าวต้าเป็นพ่อสื่อนำน้องชายไปหมู่บ้านอื่นพอดี เป็นเหตุให้หนีพ้นเคราะห์กรรม แต่ตลอดมากลับบ้านมิได้ ภรรยาของจ้าวต้าถูกกลุ่มศิษย์จอมเวทข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้ง เมื่อวานซืนจึงได้จิงเลี่ยและเซวียจิ่วหนิวช่วยกลับมาที่เมือง มันพี่น้องสองคนรู้สึกซาบซึ้งบุญคุณของจอมยุทธ์จึงสมัครใจเข้าร่วมทัพอาสาอย่างเด็ดเดี่ยว ขณะนี้ได้ติดตามกองกำลังกลับสู่บ้านเกิดในที่สุด เมื่อเห็นป้ายบรรพบุรุษยังไม่ถูกพวกอมนุษย์ทำลายจึงตื้นตันจนร้องไห้ขึ้นมา

    ลูกศิษย์ของหวังโส่วเหรินเข้ามาพยุงคนทั้งสองขึ้นอย่างรีบร้อน ผู้กล้าที่มุงดูเหล่านั้น บ้านเกิดของแต่ละคนก็ถูกจอมเวทข่มเหงมานานแล้ว มองเห็นเหตุการณ์ของพี่น้องตระกูลจ้าวก็รู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาอย่างเลี่ยงมิได้ พวกมันสั่งสมความขมขื่นไว้นานแล้ว คนไม่น้อยอดมิได้ที่จะหลั่งน้ำตาตาม

    ยามนี้เงาร่างเงาหนึ่งกระโดดเข้ามาใช้ขาเตะก้นบุรุษคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้อยู่ด้านข้างจนคนผู้นั้นร้องเสียงดังหน้าคว่ำลงกับพื้น

    “ร้องไห้อะไร ขี้แยเป็นสตรี!” เคราขาวของเลี่ยนเฟยหงถูกลมพัดปลิว สีหน้ามันเปี่ยมด้วยความน่าเกรงขามและใช้สายตารังเกียจกวาดมองกลุ่มผู้กล้า ขู่จนพวกมันล้วนเงียบเสียง

    “พวกเจ้าคิดว่าตอนนี้มาทำอะไร”

    เลี่ยนเฟยหงยกแขนขวาที่มีแผลฉกรรจ์จากกระบี่ปีศาจของจอมเวทปัวหลงขึ้น เหล่าผู้กล้าเห็นแล้วล้วนนึกถึงโลหิตสดที่จอมยุทธ์ชราท่านนี้หลั่งเพื่อช่วยหลูหลิง

    “วันนี้ พวกเจ้าต้องนำบ้านเกิดของตนเองกลับคืนมา!”

    เมื่อได้ยินคำกล่าว บรรยากาศเศร้าใจแต่เดิมก็มลายหายไป

    มิผิด…เดิมทีคือของพวกเรา

    ไม่มีเหตุผลให้ผู้อื่นชิงไปโดยมิทำอันใด

    พวกมันล้วนมองดูบนเขาชิงหยวนอันมืดมิดนั้น

    เปลวเพลิงลุกขึ้นในใจ แม้ยังไม่เพียงพอที่จะขับไล่ความกลัวออกไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็มีความกล้าหาญที่จะขึ้นเขาลูกนั้น

    หวังโส่วเหรินมองเลี่ยนเฟยหงและพยักหน้าให้

    “ไม่มีอะไร” เลี่ยนเฟยหงยักไหล่ “ที่ข้าเกลียดที่สุดก็คือพวกกลัวโน่นกลัวนี่” มันมองเยียนเหิงและยิ้มพลางกล่าวอีก “แต่ก่อนที่สำนักคงถงข้าเคยเตะก้นศิษย์ไม่รู้เท่าใดแล้ว”

    อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน จิงเลี่ยในชุดเกราะสีดำราวกับหลอมกลืนในความมืดมนอนธการ

    มันยืนอยู่ด้านข้างม้าที่ชิงมาจากเหมยซินซู่ กำลังจัดและตรวจดูเข็มขัดหนังของอานม้าให้แน่ใจว่าจะไม่หลุด ก่อนลูบไล้ขนแผงคอม้าและมองดูกลุ่มคนในหมู่บ้าน

    เห็นเพียงโจรภูเขาที่นำโดยเหลียงฝูทงลูกน้องเมิ่งชีเหอหลายสิบคนสมัครสมานสามัคคี ล้อมวงกินดื่มรื่นเริงด้วยกัน กิริยาท่าทางสงบเสงี่ยม ค่อนข้างสงบนิ่งกว่าผู้กล้าอย่างมาก

    อย่างไรพวกมันก็เคยชินกับการใช้ชีวิตบนคมมีด ครั้นติดตามหัวหน้าอย่างเมิ่งชีเหอก็ทุ่มสุดตัวจึงไม่คิดมากเรื่องความเป็นความตาย แน่นอนว่าจะกล่าวถึงขั้นไร้ซึ่งความกลัวแม้แต่น้อยย่อมเป็นการหลอกลวง แต่ชายฉกรรจ์พวกนี้อยู่ยามในค่ายก็ชอบการต่อสู้ชิงชัยอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าพวกพ้อง

    จิงเลี่ยมองดูบ้านเรือนโดยรอบอีกครั้งพลางหวนนึกถึงเหตุการณ์ขณะลอบเข้ามากับเซวียจิ่วหนิวเมื่อสองคืนก่อนและคำพูดที่เซวียจิ่วหนิวเคยกล่าวกับมัน

    …เด็กน้อย ตอนนั้นข้าพ่ายให้เจ้าแล้ว

    จิงเลี่ยยื่นมือลูบดาบแคว้นวอที่แขวนอยู่ข้างอานม้า

    เมื่อวานเซวียจิ่วหนิวใช้ชีวิตของตนเองเพื่อส่งมันจนถึงมือจิงเลี่ย

    จิงเลี่ยดึงดาบแคว้นวอออกมาชุ่นกว่า คมสีเงินนั้นสะท้อนแสงกองไฟที่อยู่ไกลๆ

    คืนนี้ข้าจะตัดหัวของพวกมันนำกลับไปเซ่นเจ้า

    มันกระแทกดาบคืนฝักบังเกิดเสียงเหล็กดังกังวานกลางเวหา

    ขณะเดียวกันไม่ใกล้ไม่ไกล หยวนซิ่งกำลังนั่งเงียบๆ อยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง ด้านหลังมีชาวบ้านคนหนึ่งถือมีดช่วยโกนผมบางๆ ของมันจนหมดเกลี้ยง

    ตอหนวดบนแก้มและคางของหยวนซิ่งต่างก็ถูกโกนจนหมดแล้ว มันลูบใบหน้าอันเกลี้ยงเกลากล่าวไปยังชาวบ้านที่ช่วยโกนผม “มีดนี้ไม่เลวจริงๆ”

    “แน่นอน” คนผู้นั้นยิ้มพลางตอบ “มีดสั้นนี้แต่ก่อนหานสือจื่อเซียนเซิงเคยจับลับ คมสุดๆ เชียวล่ะ ลับครั้งเดียวเท่านั้น ใช้มาหนึ่งปีกว่าก็ไม่ทื่อแม้แต่น้อย”

    ถงจิ้งนั่งย่ออยู่ด้านข้าง กระบี่สงัดนิ่งวางอยู่ไว้ตรงตัก มือทั้งสองจับกระบี่ไว้ มองดูสภาพหนวดเคราเกลี้ยงเกลาของหยวนซิ่ง

    “หลวงจีน ท่านโกนหนวดเช่นนี้ค่อนข้างดีกว่า ดูอ่อนเยาว์กว่าเดิมตั้งสิบกว่าปี”

    “อย่าพูดเหลวไหล” หยวนซิ่งหน้าแดงขึ้นมาขณะกล่าว อย่างไรมันก็เติบโตที่วัดตั้งแต่เด็ก พูดคุยกับสตรีน้อยอย่างยิ่ง ถูกแม่นางอ้อนแอ้นจ้องหน้าเช่นนี้ก็รู้สึกขัดเขินอย่างมาก

    ยามนี้โกนศีรษะเสร็จแล้ว หยวนซิ่งลองลูบดูกลับรู้สึกยังไม่ชินเหมือนกองผมยุ่งยามปกติ หลวงจีนที่ไม่ชอบโกนศีรษะเช่นนี้ในใต้หล้าคงจะมีเพียงมัน

    “เพราะเหตุใดต้องโกนจนเกลี้ยง” ถงจิ้งถามอย่างสงสัย

    “เป็นคำสั่งของใต้เท้าหวัง” หยวนซิ่งยิ้มน้อยๆ อย่างลึกลับและหยิบห่อผ้าเล็กที่วางอยู่บนพื้นด้านข้างขึ้นมามอบให้ถงจิ้ง “ตอนนี้ถึงตาเจ้าแล้ว”

    ถงจิ้งรับห่อผ้ามาอย่างไม่เข้าใจ

    “นี่คือ…อะไร”

    “ใต้เท้าหวังเป็นผู้สั่ง” หยวนซิ่งกล่าว “เจ้าคือดรุณี มือค่อนข้างละเอียดอ่อน แล้วก็ชอบวาดภาพกระมัง?”

    ถงจิ้งเปิดห่อผ้าออก ภายในเป็นจานฝนหมึกและพู่กันเล็กๆ ด้ามหนึ่ง ชาวบ้านผู้นั้นยังหยิบชามที่ใส่น้ำสะอาดมาให้

    นางเปี่ยมด้วยความสงสัยว่าจะให้ทำอันใด ก่อนจะเห็นชาวบ้านที่อยู่เบื้องหลังหยวนซิ่งหยิบชุดตัวหนึ่งออกมาจากถุงผ้าขนาดใหญ่

    เมื่อเห็นชุดนั้นถงจิ้งที่เฉลียวฉลาดกระจ่างโดยพลัน

    “ข้าว่าแล้ว…ใต้เท้าหวังคือจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์จริงๆ”

    นางกล่าวพลางฝนหมึก ถงจิ้งแม้เกิดในตระกูลพรรคทรงอำนาจ มิอาจจะเกี่ยวดองกับพ่อค้าของทางการที่ขาวสะอาด แต่ถงป๋อสยงผู้เป็นบิดายังคงมีความหวังกับบุตรีโทนคนนี้อยู่บ้าง หลังบุตรีรู้เรื่องรู้ราวก็เชิญอาจารย์มาสอนนางอ่านเขียนหนังสือในบ้าน

    “ใช่แล้วแม่นางถง…” หยวนซิ่งมองนางพลางถาม “เจ้ามาติดตามพวกจิงเลี่ยได้อย่างไร”

    ถงจิ้งฝนหมึกไปพลางกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นขณะอยู่ที่เฉิงตูไปพลาง เมื่อหวนนึกถึงตอนพบพานกับเยียนเหิงก็รู้สึกเพียงทั้งน่าโมโหทั้งน่าขบขัน

    “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ตั้งแต่เด็กยามอยู่ในสาขาใหญ่ของพรรค พอมองเห็นศัสตราวุธที่วางอยู่ เห็นคนในพรรคฝึกยุทธ์ต่อสู้ ข้าก็ชอบ”

    คิ้วหนาของหยวนซิ่งกระตุกพลางจับศีรษะโล้น “ข้าเองก็ด้วย! อยู่ในวัดเส้าหลินแต่เด็ก ทั้งวันล้วนอยากออกหมัดเล่นพลอง ไม่อยากอ่านพุทธคัมภีร์ ไม่รู้ถูกอาจารย์ตำหนิกี่หนแล้ว มันลงโทษให้ข้าคัดคัมภีร์ ข้าก็นั่งท่านั่งม้าไปพลางคัดไปพลาง ฮาๆ!”

    ถงจิ้งพบคนถูกคอก็อดมิได้ที่จะแย้มยิ้มเผยฟันหน้าเหมือนกระต่ายขึ้นมา

    “เสร็จแล้ว” ถงจิ้งฝนหมึกเสร็จก็ใช้พู่กันเล็กกวนหลายครั้ง “มา ไต้ซือ นั่งลงดีๆ อย่าขยับนะ”

    หยวนซิ่งกะพริบตาปริบๆ “จำไว้ วาดให้น่ากลัวสักหน่อย”

    ถงจิ้งยกปลายพู่กันขึ้นแต้มลงบนแก้มของหยวนซิ่ง

     

    กุฏิกว้างขวางหลังหนึ่งด้านหลังวัดชิงเหลียนประดับประดาคล้ายคลังสินค้า ทุกแห่งกองเต็มไปด้วยขยะ ชั้นวางบนผนังที่เดิมทีใช้วางตำราเรียงเต็มไปด้วยขวดและกระปุกยา บริเวณซอกมุมมีเตาหุงต้มขนาดเล็กที่ทำจากอิฐเขียวครามใบหนึ่งตั้งอยู่ หม้อด้านบนกำลังต้มของเหลวข้นที่ยากระบุ

    กึ่งกลางห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ยืนล้อมไว้ด้วยหญิงสาวผ่ายผอมสิบแปดคน ปากและจมูกพวกนางปิดไว้ด้วยผ้า นำผงยาที่ปรุงเสร็จแบ่งสันปริมาณบรรจุเข้าในห่อกระดาษเล็กๆ หลังรวบรวมยี่สิบห่อเล็กก็ห่อเป็นห่อใหญ่ แผ่นกระดาษเหล่านั้นทั้งหมดล้วนเป็นหน้าหนังสือที่ฉีกออกมาจากพุทธคัมภีร์ที่เก็บอยู่ในวัดชิงเหลียน

    ประตูหน้าต่างกุฏิปิดแน่นสนิทเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งปนเปื้อนลอยเข้ามา หญิงสาวเหล่านี้ทั้งหมดถูกจอมเวทจับตัวมาจากหมู่บ้านใกล้เคียงและคัดเลือกคนที่นิ้วเรียวเล็กฝีมือยอดเยี่ยมจากในนั้นมาขังไว้ในห้องเพื่อปรุงยาให้จอมเวทตลอดวันตลอดคืน ทั้งยังสั่งการลูกน้องห้ามล่วงละเมิดพวกนางเป็นอันขาด…สาเหตุย่อมมิใช่รักใคร่ทะนุถนอม แต่ไม่อยากขัดขวางความคืบหน้าในการปรุงยา

    จอมเวทปัวหลงยืนอยู่ใกล้กับประตูกุฏิ ฝ่ามือใหญ่เหมือนใบตองยื่นลูบไล้กล่องไม้เล็กสองชั้นที่วางอยู่ข้างกำแพง สิ่งที่เก็บซ่อนอยู่ภายในทั้งหมดคือผงฝ่างเซียนซึ่งปรุงจากที่นี่

    แม้สงครามอยู่ตรงหน้า แต่สินค้าจวนจะถ่ายโอนอยู่แล้ว จอมเวทปัวหลงจึงไม่อนุญาตให้หยุดมือเป็นอันขาดและตรวจดูด้วยตัวเองวันละสองครั้งยิ่งกว่ายามปกติ

    ผงฝ่างเซียนชุดนี้ใช้เวลาสามเดือนจึงปรุงเสร็จ ก่อนหน้านี้มันใช้ชาวบ้านหลูหลิงเป็นหนูทดลองอยู่หลายเดือน ปรับปรุงสูตรไม่หยุดจนเชื่อมั่นว่ายาชุดปัจจุบันนี้ประสิทธิผลใกล้เคียงกับใบสั่งยาของลัทธิอู้อี๋อย่างยิ่ง

    ยาเหล่านี้จะเปลี่ยนมาเป็นทุนอันดับแรกของพวกเรา

    อูจี้หงวางแผนมานานแล้วว่าจะใช้ยากล่อมประสาทที่ทำให้มิอาจถอนตัวนี้เช่นไร และค่อยเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเท่าทวี จากนั้นก็จะดำเนินอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่เตรียมต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของศิษย์พี่…

    น่าเสียดาย ศิษย์น้องเหมยมิอาจได้เห็นวันนั้นกับข้า…

    พอนึกถึงเหมยซินซู่ที่ถูกสังหาร เล็บของจอมเวทปัวหลงก็จิกเข้าไปในกล่องไม้นั้นดั่งมีดคม

    “ท่านเทพจอมเวท!” นอกประตูด้านหลังถ่ายทอดสุ้มเสียงของศิษย์

    กุฏิปรุงยานี้คือสถานที่ต้องห้าม แต่กลับมีศิษย์ด่วนมาหามันย่อมต้องมีเรื่องสำคัญรายงานเป็นแน่

    จอมเวทปัวหลงมองดูหญิงสาวเหล่านั้นอีกแวบหนึ่ง พวกนางถูกกักขังให้ปรุงผงฝ่างเซียนอยู่ที่นี่เป็นเวลานานแล้ว แม้จะใช้ผ้าปิดปากและจมูกเอาไว้ก็ยากที่จะเลี่ยงการสูดดมเข้าไปทุกวัน ร่างกายจึงถูกทำลายไปแล้ว แต่ละคนแววตาเซื่องซึม เอาแต่ทำงานไม่หยุดดั่งหุ่นที่ถูกเส้นด้ายไร้รูปชักดึง

    จอมเวทมองอย่างพึงพอใจก่อนเปิดประตูออกไป นอกจากศิษย์สองคนที่รับหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ ยังมีคนผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้ากุฏิ

    “รายงานท่านเทพ ฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่หมู่บ้านตรงเชิงเขาแล้ว…” ศิษย์ผู้นั้นกล่าวทันทีทันใด “รวมมีหลายร้อยคน แต่บัดนี้ยังไม่เห็นขึ้นเขามา”

    ศัตรูมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า ศิษย์ผู้นี้ความจริงไม่สบายใจยิ่งนัก แต่มันรู้ดีว่าท่านเทพจอมเวทเกลียดศิษย์ที่แสดงความกลัวออกมาเป็นที่สุดจึงแสร้งใช้สุ้มเสียงสงบนิ่งเช่นปกติ

    “ยังไม่มา…พวกมันไม่รีบร้อนหรือ”

    จอมเวทปัวหลงครุ่นคิด มันกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่าทุกครึ่งชั่วยามจะประหารตัวประกันหมู่บ้านซื่อถังหนึ่งคน แต่ศัตรูบรรลุถึงเชิงเขาชิงหยวนแล้วกลับมิได้บุกขึ้นมาทันที ดูเหมือนผู้นำของอีกฝ่ายแม้ร้อนใจแต่ก็ไม่ถึงขั้นตีตนไปก่อนไข้ เวลาที่ควรรอก็รอได้ อีกทั้งยังระดมพลได้หลายร้อยคนภายในครึ่งวัน…เห็นได้ว่าผู้นำคนนี้คือผู้มีความสามารถ

    …หรือว่าเป็นคนที่ฆ่าศิษย์น้องเหมย? หรือเป็นหนึ่งในมือกระบี่ที่มิได้ลงมือหลายคนนั้น?

    พอคิดว่าเวลาสังหารศัตรูคู่แค้นกำลังจะมาถึง จอมเวทปัวหลงก็จับด้ามกระบี่อู่ตังที่ข้างเอว ข้อนิ้วทั้งห้าล้วนบีบเกร็งจนเป็นสีขาว

    “ท่านเทพ พวกเราจะรับมืออย่างไร…” ศิษย์ที่รับหน้าที่ถ่ายทอดคำสั่งและรายงานข่าวผู้นั้นถาม

    “รอซ้ำยามเปลี้ย เฝ้าซุ้มประตูให้มั่น ที่นั่นจะเป็นจุดที่ภูเขาศพของพวกมันทับถม” จอมเวทกล่าวเสียงเย็นชา จากนั้นเสริมอีก “ประหารตามเวลาต่อไป”

    ศิษย์ผู้นั้นรับคำสั่งและหันหลังกลับ จอมเวทครุ่นคิดแวบหนึ่งก่อนตะโกนอีก “รอเดี๋ยว ตัวประกันวันนี้…เป็นผู้คุ้มธงฮั่วเหยาฮวาสั่งการใช่หรือไม่”

    ศิษย์ผู้นั้นหันกลับมาก้มศีรษะกล่าว “ผู้คุ้มธงฮั่วเหยาฮวามอบหมายให้พวกเราไปทำ…ตลอดทางที่มาไม่พบนาง”

    จอมเวทปัวหลงโบกมือให้มันไป ทว่าในใจกลับครุ่นคิด ยามปกติฮั่วเหยาฮวามักจะฆ่าสักคนสองคนด้วยมือตนเองเพื่อไม่ให้พวกศิษย์จำนวนมากดูถูกว่านางใจอ่อนมิกล้าลงมือ…

    จอมเวทปัวหลงสังเกตได้รางๆ ว่าฮั่วเหยาฮวาแปลกไปเล็กน้อยตั้งแต่เมื่อวาน แต่ก็กล่าวมิได้ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

    เพียงแต่ความเชื่อถือที่จอมเวทปัวหลงมีต่อฮั่วเหยาฮวายังคงไม่สั่นคลอนสักนิด

    มันไม่เชื่อว่าบนโลกจะมีความชั่วร้าย ความน่าเกรงขาม หรือยาประหลาดใดๆ ที่ควบคุมจิตใจคนได้เหนือไปกว่ามัน

     

    คมมีดคดโค้งสลักลงบนเสาไม้ แต่ฝ่ามือที่จับมีดนั้นสั่นสะท้านจนลายขวางบนเสาเปลี่ยนเป็นกระยึกกระยือ

    ฮั่วเหยาฮวาเก็บมีดสั้นล่าสัตว์จากต่างแคว้นกลับมาและก้มมองอย่างเลื่อนลอย ปลายมีดยังคงสั่นอย่างไม่รู้ตัวตามฝ่ามือ

    นี่คือผลลัพธ์หลังหยุดใช้ลูกกลอนเจาหลิงหนึ่งวันหนึ่งคืน

    ขอบตาฮั่วเหยาฮวาปรากฏสีดำ สูญเสียราศีอันตรายที่แฝงอยู่ในความเย้ายวนยามปกติไป นางรู้สึกไม่สบายยิ่งนัก คืนก่อนประดาบอย่างดุเดือดกับหู่หลิงหลัน บาดแผลที่ได้รับความจริงมิได้เบาไปกว่าฝ่ายตรงข้ามเท่าใดนัก แค่มียาของลัทธิอู้อี๋ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด หลังฤทธิ์ยาหมดไป ทั้งมือและขาบริเวณที่ถูกดาบล้วนรู้สึกเหมือนจะปริออก หลังได้ปรับเปลี่ยนลมหายใจและดูแลรักษา ตอนนี้เรี่ยวแรงจึงฟื้นฟูแล้ว

    ฮั่วเหยาฮวาลูบบริเวณศีรษะที่ถูกหู่หลิงหลันใช้ด้ามดาบกระแทก เพียงแตะเบาๆ ความเจ็บปวดอันหนักหน่วงก็ส่งตรงถึงกลางหัวสมอง นางด่าทอพลางส่ายหน้าสลัดความรู้สึกวิงเวียนนั้นไป

    “นางบ้านั่น…ช้าเร็วก็ต้องฆ่ามันให้ได้”

    นางรู้ว่าจะบรรเทาความเจ็บปวดและระงับอาการสั่นไหวเป็นเรื่องง่ายดายมาก ขอเพียงล้วงลูกกลอนเจาหลิงออกจากในกระเป๋ามาใช้ก็สิ้นเรื่อง แต่นางฝืนทนไว้ เมื่อนึกถึงความรู้สึกหลอนและหวาดผวาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหัวสมองหลังถูกหู่หลิงหลันโจมตีคืนนั้น ฮั่วเหยาฮวาก็รู้สึกคอแห้ง บางครั้งยังใคร่อาเจียน แต่ก่อนนางไม่เคยมีความรู้สึกสะอิดสะเอียนเช่นนี้…มักเสพสุขจากยาวิเศษที่ท่านเทพจอมเวทประทานให้เหมือนเป็นลูกกวาด

    ที่แปลกประหลาดคือวันใดไม่กินลูกกลอนเจาหลิง ฮั่วเหยาฮวากลับรู้สึกหัวสมองปลอดโปร่งอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน และพลันได้ใคร่ครวญถึงเรื่องราวมากมาย

    นางเกาะเสาไม้ด้านนอกวัดชิงเหลียนไว้และประคองตัวนั่งลง นิ้วมือลูบด้ามไม้ของมีดสั้นเล่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตามองทอดเบื้องหน้า

    ที่แห่งนี้หันหาพื้นที่ว่างทางทิศใต้ของวัดพอดี ที่ว่างด้านโน้นก่อกองไฟหลายกองไว้ ใกล้แสงไฟมีเงาคนจำนวนมากถ่ายทอดเสียงร่ำไห้เบาๆ ที่แท้เป็นตัวประกันสี่ร้อยกว่าจากหมู่บ้านซื่อถังที่จับขึ้นเขามาเมื่อวาน

    นางมองเห็นศิษย์จอมเวทคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มตัวประกัน มือหนึ่งถือดาบข่านเตาเปล่งประกายแวววาว อีกมือหนึ่งถือของชิ้นหนึ่ง มันเดินไปถึงริมลำธารเล็กๆ และโยนของสิ่งนั้นไปด้านข้างอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนนั่งย่อลงใช้น้ำลำธารชำระล้างคมดาบ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงลุกขึ้น ใช้ชุดคลุมหลากสีลัทธิอู้อี๋บนร่างเช็ดถูตัวดาบและเก็บกลับใส่ฝักหนังตรงข้างเอว ซ้ำยังคลอเพลงสรรพสิ่งดับหวนสัตย์จริงอย่างสบายใจแล้วเดินกลับไปท่ามกลางกลุ่มตัวประกันอีก

    “สนองตนร้อยปรารถนา ร่างดับวิญญาณ์หวน…รับใช้เทพถือสัตย์ควร เผยแผ่คำสอนเกรียงไกร”

    ชาวบ้านซื่อถังถูกตัดศีรษะอีกคนหนึ่ง

    ตลอดวันเวลาที่ติดตามจอมเวทปัวหลงมา ฮั่วเหยาฮวาไม่เคยรู้สึกใดๆ ต่อการสังหารพรรค์นี้แม้แต่น้อย แต่ขณะนี้นางกลับเกิดความคิดมากมายขึ้น

    นางก้มดูมีดสั้นที่ได้มาเมื่อวานอีกครั้ง บุรุษที่มีรอยสักดอกไม้บนไหล่ผู้นั้นทั้งทำให้นางระลึกถึงเวิงเฉิงเทียนผู้เป็นศิษย์พี่และทำให้หวนนึกถึงตนเองในอดีต

    ใช้ร่างกายไปแลกวรยุทธ์ ฆ่าอาจารย์แล้วหนีออกมา สังหารสหายร่วมสำนักดาบฉู่หลาง…เรื่องราวเหล่านี้ฮั่วเหยาฮวาไม่รู้สึกละอายหรือเสียใจสักนิด

    …ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บุรุษต่ำทรามพวกนั้นบีบให้นางต้องกระทำ!

    นางบอกตนเองมาตลอดว่าข้าต่างหากคือผู้ที่ถูกประทุษร้าย ถึงแม้ต่อมาจะกลายเป็นโจร ฆ่าคนปล้นทรัพย์ นางก็เชื่อมั่นว่าตนเองแค่อับจนหนทาง สตรีตัวคนเดียวเช่นนางซึ่งมีเพียงฝีมือในการฆ่าคน ไม่ทำเช่นนี้จะมีชีวิตอยู่อย่างไร

    แต่ขณะนี้นางพลันมองย้อนกลับไปจึงเฉลียวใจ

    …ข้าเปลี่ยนจากคนที่ถูกทำร้ายเป็นผู้ที่ทำร้ายคนตั้งแต่เมื่อใด

    แผ่นหลังฮั่วเหยาฮวาผุดเหงื่อเย็นออกมา

    ตลอดมานางคือหมาป่าเพศเมียที่เอาชีวิตรอดในทุ่งร้างตัวหนึ่งและภูมิใจในตนเองเพราะสิ่งนี้ แต่ตอนนี้กลับพบว่าตนเองกลายเป็นสุนัขที่ผู้อื่นเลี้ยงไว้ใช้กัดคนตัวหนึ่งตั้งแต่เมื่อใดก็มิทราบ

    นางจับด้ามมีดแน่น มือสั่นรุนแรงกว่าเดิม

    เจ้าของมีดสั้นเล่มนี้…มันมองข้าเป็นคนอย่างไร

    แต่ไรมาฮั่วเหยาฮวาไม่สนใจว่าจะถูกคนเกลียดชัง…นี่คือพลังที่ผลักดันให้นางคงอยู่ต่อไปมาโดยตลอด และกล้าเป็นศัตรูกับคนในใต้หล้า

    แต่ถูกคนชิงชังกับเหยียดหยาม กลับเป็นคนละเรื่องกัน…

    นางรู้สึกว่าความคิดปั่นป่วน หวังเพียงหลุดออกห้วงภวังค์จากทั้งหมดนี้ ไม่ต้องไปคิดอะไรทั้งสิ้น นิ้วมือที่สั่นสะท้านเริ่มยื่นไปยังกระเป๋าของเสื้อผ้าหลากสีช้าๆ

    คิดต่อไปอีกจะมีประโยชน์อะไร…ฮ่าๆ ฮั่วเหยาฮวาเอ๋ยฮั่วเหยาฮวา เจ้าคิดว่ามาถึงวันนี้ตัวเองยังหันหลังกลับได้หรือ

    กินสักเม็ดแล้วกัน…ลืมเลือนทุกอย่างนี้

    ตอนนี้เองตรงข้ามสะพานอินกั่วทางทิศใต้พลันมีเสียงฆ้องดังขึ้นเป็นการใหญ่

    ถูกเสียงโหม่งที่ดังขึ้นมากะทันหันปลุกกระตุ้น มือของฮั่วเหยาฮวาจึงหยุดลง

    “มาแล้ว! มาแล้ว!” ที่ว่างตรงข้ามฝั่งลำธารเล็กเป็นจุดรวมกำลังหลักของกองอารักขากลุ่มศิษย์จอมเวท นางได้ยินเพียงด้านโน้นถ่ายทอดเสียงตะโกน “จัดทัพเร็ว!”

    หัวโจกย่อยของกลุ่มศิษย์จอมเวทเป่านกหวีดไม้เสียงแหลมเหล็กขึ้นมา อีกทั้งท่องคาถาออกเสียงประหลาด นี่คือการกระตุ้นความปรารถนาที่จะต่อสู้ของศิษย์จอมเวท

    ฮั่วเหยาฮวาได้ยินเสียงสัญญาณเหล่านี้ย่อมกระตุ้นให้เกิดสัญชาตญาณไม่ยอมแพ้ มือที่กำลังจะหยิบลูกกลอนเจาหลิงแต่เดิมเปลี่ยนเป็นจับดาบเลื่อยใหญ่ที่วางอยู่ข้างกายแล้วใช้ดาบยันพื้นยืนขึ้นมา มืออีกข้างเสียบมีดสั้นล่าสัตว์เข้าในสายคาดเอว

    นางตั้งใจว่าแม้จะลำบากเพียงใดก็จะรักษาหัวใจแจ่มใสดวงนี้ไปพบบุรุษผู้นั้นอีกครั้งหนึ่ง

    ถึงแม้ต้องตาย ฮั่วเหยาฮวาก็จะรู้ให้ได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรต่อจิงเลี่ยกันแน่

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    ฉางอันสิบสองชั่วยาม

    ทดลองอ่านนิยายฉางอันสิบสองชั่วยาม เล่ม 3 ตอนที่ 1

    บทที่สิบเจ็ด ปลายยามโฉ่ว   รัชศกเทียนเป่าปีที่สาม เดือนอ้าย วันที่สิบห้า ปลายยามโฉ่ว เมืองฉางอัน ลานพระราชวังซิงชิ่ง มุม...

    เพลงกลอนคลั่งยุทธ์

    ทดลองอ่านนิยาย เพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 17 บทที่ 1

    บทที่ 1 พันธนาการ   บนหินผาที่สูงที่สุดของเนินเขา เยียนเหิงนั่งขัดสมาธิเงยหน้ายิ้มน้อยๆ ชมดูเมฆคล้อยที่ลอยผ่านไปอย่...

    Facebook