• Connect with us

    Enter Books

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่านนิยายสยบฟ้า พิชิตปฐพี เล่ม 1

    “ลือกันว่าเหนือด่านรู้ชะตายังมีด่านที่ลี้ลับพิสดารอีกมาก แต่ที่จดบันทึกไว้ในตำราโบราณมีเพียงสองด่าน ด่านหนึ่งเรียกว่าเบิกนภา อีกด่านเรียกว่าไร้ระยะ

    ที่เรียกว่าเบิกนภา คือผู้ฝึกฌานสามารถติดต่อขอคำชี้แนะหรือได้รับแสงสว่างแห่งปัญญาจากเฮ่าเทียนโดยตรงด้วยการเซ่นไหว้อย่างเลื่อมใสศรัทธา ในสภาวะว่างเปล่าหยิบยืมอานุภาพแสงเจิดจรัสมาชั่วคราว เฮ่าเทียนให้ความสว่างต่อโลกทั้งโลก แม้จะเป็นแสงเจิดจรัสเพียงแค่เส้นเดียว แต่เมื่อฝากอยู่บนกายผู้ฝึกฌานก็พอจะนึกภาพออกได้ว่าจะมีอานุภาพรุนแรงมหาศาลเพียงใด มีขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด”

    หนิงเชวียลองนึกภาพตาม บุรุษชุดขาวคุกเข่ากราบกรานต่อสวรรค์ จากนั้นก้อนเมฆกระจายหมอกสลายตัว มีลำแสงเส้นหนึ่งส่องลงมา บุรุษนั้นแค่โบกมือเมฆาก็เคลื่อนย้าย ภูผาก็สั่นไหว คิดแล้วอดจิตใจหวั่นไหวมิได้ น้ำเสียงมิทราบว่าเปลี่ยนเป็นแหบพร่าไปตั้งแต่เมื่อไร

    “แล้วไร้ระยะเล่า…มีความพิสดารอย่างไร”

    “ในตำราโบราณเพียงบันทึกไว้ว่ามีด่านนี้อยู่ในโลกจริง แต่มิได้อธิบายละเอียด บอกเพียงคร่าวๆ ประโยคเดียวว่าดั่งใจปรารถนาไร้ซึ่งขีดจำกัด”

    หลี่ว์ชิงเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับสงบนิ่ง ขยายความเสียงเนิบนาบ

    “ข้าคาดเดาว่าที่เรียกว่าไร้ระยะ หมายความว่าความนึกคิดของผู้หยั่งรู้เหล่านั้นสามารถบรรลุไปได้ไกลกว่าหมื่นลี้…ลองคิดดูว่าจะมีอานุภาพสะท้านสะเทือนน่าเกรงขามเพียงใด”

    ดั่งใจปรารถนาไร้ซึ่งขีดจำกัด…ตกลงควรเรียกว่าไร้ระยะหรือไร้กฎเกณฑ์กันแน่

    หนิงเชวียดูเหมือนจะจับกลิ่นอายความยิ่งใหญ่ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงต่อสิ่งใดที่ซ่อนอยู่ในคำว่าไร้ระยะได้อย่างเลือนราง ไม่ได้รู้สึกว่าสะท้านสะเทือนน่าเกรงขามอย่างที่ชายชรารู้สึก แต่กลับสำเหนียกถึงความสง่างามเป็นอิสระ ไร้ซึ่งพันธนาการหรืออุปสรรคขัดขวาง

    “เกี่ยวกับด่านไร้ระยะ…บันทึกที่อยู่ในสถานศึกษาอาจจะพอมีรายละเอียดมากกว่านี้”

    หลี่ว์ชิงเฉินเห็นหนุ่มน้อยรับฟังจนเคลิบเคลิ้มก็กล่าวเสริมคล้ายเตือนสติ

    “ผู้ที่สามารถก้าวเข้าสู่ด่านทั้งสองจะต้องเป็นผู้หยั่งรู้ แม้ในคำทำนายโบราณจะกล่าวไว้ว่าทุกๆ หนึ่งพันปีจะมีผู้หยั่งรู้มาเกิด แต่ไม่ทราบว่าผ่านมากี่พันปีแล้วยังไม่เคยปรากฏผู้หยั่งรู้ให้เห็นบนโลก ดังนั้นเรื่องเหล่านี้…จึงเป็นเพียงแค่เทพนิยาย ฟังเล่นๆ ได้แต่อย่าเอาไปคิดมาก”

    หนิงเชวียก้มลงกราบรับคำสั่งสอน

    หลี่ว์ชิงเฉินกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

    “ข้านึกว่าเจ้าจะถามว่าในปัจจุบันผู้ฝึกฌานหรือยอดคนโลกุตระที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแผ่นดินมีใครบ้างเสียอีก เพราะคิดว่าคนหนุ่มๆ น่าจะสนใจเรื่องแบบนี้”

    หนิงเชวียสองมือยันเข่า ขบคิดอยู่นานจึงเงยหน้าตอบ

    “สำหรับข้าในตอนนี้ การรู้จักผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในแผ่นดินไม่มีความหมายอะไร คนเหล่านั้นเปรียบเสมือนพญาเหยี่ยวที่บินร่อนอยู่บนท้องฟ้า ข้าเป็นเพียงมดปลวกที่คืบคลานอย่างลำบากอยู่บนพื้นดิน ในสายตาคนพวกนั้นไม่มีทางมีข้า ดังนั้นในสายตาข้าก็ไม่จำเป็นต้องมีคนพวกนั้น”

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    Facebook