เพียงพอนเหลือง หมาจิ้งจอกชั่วร้าย เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดี แต่เรื่องอสรพิษกลับมีคนรู้ไม่มาก ความจริง อสรพิษยักษ์ก็ชั่วร้ายเช่นกัน ไม่อย่างนั้นมีหรือมันจะเป็นหนึ่งในห้าเซียนได้ ทว่าเซียนอสรพิษ เซียนจิ้งจอก เซียนเพียงพอนเหลืองไม่เหมือนกัน เซียนอสรพิษหรือมังกรน้อย เป็นเทพพิทักษ์บ้านเรือน พิทักษ์เขา พิทักษ์น้ำ จัดเป็นสัตว์มงคล เพราะฉะนั้นหากไม่จำเป็นพรานป่าอย่างพวกเราจะไม่เข้าไปยุ่งกับมัน และยิ่งไม่มีทางฆ่า ส่วนพวกตัวอื่นๆ ฆ่าแล้วอย่างมากก็แค่ต้องอาถรรพ์ ตายไปคนเดียวไม่มีอะไรใหญ่โต
แต่อสรพิษยักษ์ไม่เหมือนกัน หากฆ่ามันตาย ฝูงงูทั้งภูเขาจะออกมาล้างแค้น ไม่ใช่แค่กัดเอ็งตาย ดีไม่ดีคนทั้งหมู่บ้านอาจพลอยถูกล่าไปด้วย!”
ผมอดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมากะทันหัน“เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน!เมื่อกี้เฮียว่าอะไรนะ คนทั้งหมู่บ้านถูกตามล่า ใครล่า ล่าใคร”
บอดใหญ่จ้าวสีหน้าราบเรียบ“งูยักษ์ ฝูงงู ล่าคนทั้งหมู่บ้าน!”
ผมเบ้ปาก “เฮียก็โม้เกิน!ล่าคนทั้งหมู่บ้านนี่นะ!งูอะไรของเฮีย คงไม่ใช่พวกผีญี่ปุ่นแปลงร่างเป็นงูใช่หรือเปล่า!”
บอดใหญ่จ้าวโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ“ไอ้เวร นี่เอ็งไม่เชื่อ?ถ้าได้ฟังเรื่องอสรพิษยักษ์แล้วเอ็งจะตกใจจนฉี่ราด!”
ได้ยินเขาพูดเหมือนมีความนัยแบบนั้น ผมก็รีบประจบประแจงถามทันทีว่าเรื่องอสรพิษยักษ์นั่นตกลงเป็นไงมาไงกันแน่ ช่วยเปิดหูเปิดตาผมหน่อย
บอดใหญ่จ้าววางมาดขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นยืนตบกางเกง บอกว่าที่นี่จ้อกแจ้กจอแจอย่างกับเป็ดลงน้ำ ไม่ไหวๆ ต้องไปตู้เสบียง ให้ผมเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่กับเหล้าอีกสักหน่อย เขาถึงจะมีอารมณ์พูด!
บนตู้โดยสารเต็มไปด้วยผู้คน พวกเราต้องใช้กำลังสู้รบอยู่พักใหญ่กว่าจะเบียดเสียดไปถึงตู้เสบียงได้
ราคาอาหารบนเมนูไม่จัดว่าแพงนัก เทียบกับร้านอาหารในเป่ยจิงแล้วก็พอๆ กับร้านอาหารระดับกลางค่อนไปทางสูง ผมสั่งอาหารสองสามอย่าง เหล้าขาวอีกขวด พวกเราลงมือกินกันช้าๆ
ฟ้ามืดแล้ว รถไฟแล่นฉึกฉักๆ สาดแสงผ่านความมืดลึกล้ำเกิด เป็นเสน่ห์เรียบง่ายไม่เหมือนใคร พนักงานหญิงสองสามคนลอบมองดูพวกเราพลางกระซิบกระซาบพูดคุยกันอยู่อีกด้าน กลิ่นเหล้าขาวหอมฟุ้งชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
ผมรู้สึกว่ารถไฟยามค่ำเหมาะกับการเล่านิทานเป็นที่สุด ผู้โดยสารแปลกหน้า การเดินทางที่ไม่อาจรู้ เสียงรถไฟดังกึงกัง ทุกสิ่งอย่างราวกับกำลังช่วยกันบ่มเพาะนิทานอบอุ่นและลึกลับชั้นยอดอยู่
ไม่ต่างอะไรกับเมื่อตอนผมนอนอยู่บนเตียงเตาร้อน มองดูเปลวไฟที่กำลังลุกโชนอยู่ในเตา ฟังตาเล่าเรื่องเล่ากลางป่าลึก
หลังกินดื่มจนอิ่มหนำสำราญ บอดใหญ่จ้าวก็ให้พนักงานเก็บกวาดจานชาม เขากรอกเหล้าครึ่งแก้วลงคอ มองดูทุ่งหญ้ากว้างนอกหน้าต่าง ไม่พูดไม่จาอยู่เป็นนาน ก่อนจะเอ่ยปากเล่าเรื่องเกี่ยวกับอสรพิษยักษ์ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ คลอเคล้าไปกับเสียงรถไฟ
เขาบอกว่าช่วงปลายปีหกศูนย์ตอนนั้นมีการซ่อมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ลักษณะภูมิประเทศแถบตงเป่ยเต็มไปด้วยภูเขา จะซ่อมอ่างเก็บน้ำยังไงก็ต้องระเบิดเปิดภูเขาก่อนถึงจะลงมือขุดได้
ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมทุกคนกินข้าวหม้อใหญ่ เก็บคะแนนทำงาน ตงเป่ยพื้นที่น้อย ต่อให้ตื่นแต่เช้าทำงานจนค่ำก็ไม่มีทางเก็บคะแนนได้มากพอ ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงเล็งไปที่งานเปิดขุมเหมือง
งานเปิดขุมเหมืองจัดเป็นงานอันตราย โดยเฉพาะการเป็นมือระเบิด ซึ่งเป็นงานที่ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเอว ดังนั้นพวกที่เป็นมือระเบิดจึงไม่เพียงได้รับคะแนนทำงานมาก หากแต่ยังมีบุหรี่ชั้นยอดและเหล้าดีๆ ไว้คอยบริการอีก
จะจุดระเบิด มือระเบิดต้องขุดรูไว้บนภูเขาก่อนจะใส่ดินระเบิดลงไป หลังจากนั้นก็ใช้เชือกเส้นยาวๆ มาทำเป็นชนวนจุดระเบิด แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีรูใส่ดินระเบิดรูหนึ่งไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่ยอมระเบิด
สุดท้ายเมื่ออับจนหนทาง พวกเขาก็ไปเรียกมือระเบิดเฒ่าคนหนึ่งมาทำแทน ชายชราบรรจุดินระเบิดลงไปใหม่ คราวนี้เสียงระเบิดดังตูมลั่น
ทุกคนต่างส่งเสียงร้องดีใจ แต่มือระเบิดเฒ่ากลับใจเต้นตึกตัก เขาฟังออก เสียงระเบิดนั่นไม่ปกติ
พอเข้าไปดูใกล้ๆ เขาก็พบว่าในหลุมที่เขาระเบิดนั้นเต็มไปด้วยเลือด หลังแหวกเศษหินออกดู ก็พบว่าในนั้นมีงูยักษ์ตัวหนึ่งถูกระเบิดเนื้อหนังฉีกขาดออกเป็นหลายท่อน
มีคนบอกว่างูตัวนี้เป็นงูพิทักษ์เขา งานนี้ต้องเกิดเรื่องร้ายขึ้นแน่ๆ
ทุกคนต่างพากันใจเสีย แต่เพราะในเวลานั้นรัฐบาลมีนโยบายล้มล้างความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ทุกคนจึงลงมือขุดต่อ หลังจากขุดไปได้ประมาณเดือนหนึ่ง จู่ๆ พวกเขาก็ขุดพบธารน้ำใต้ดิน กระแสน้ำรุนแรงทะลักล้นขึ้นมา ซัดเอาคนล้มคว่ำคะมำหงาย สุดท้ายก็ไม่มีใครรอดออกมาเลยแม้แต่คนเดียว