• Connect with us

    Enter Books

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่านนิยาย เพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 3 บทที่ 1

    เพราะ ‘ตำหนักทอง’ เลียนแบบสถาปัตยกรรมวังหลวง เป็นสถานที่สำคัญในการบวงสรวงของเชื้อพระวงศ์ สามัญชนได้แต่มองดูจากระยะไกลมิอาจล่วงล้ำ แต่หลังจากสำนักอู่ตังปฏิวัติคืนสู่ฆราวาสและยึดที่นี่เป็นสถานที่เก็บตัวบำเพ็ญของเจ้าสำนัก ทางการก็อับจนหนทาง

    ฝานจงคุกเข่าอยู่บนขั้นบันไดหินหน้าประตูตำหนักก้มศีรษะตะโกนเสียงดัง “ศิษย์ฝานจง รับคำสั่งจากศิษย์พี่ มีเรื่องสำคัญต้องรายงานเจ้าสำนักด่วน และขอเชิญเจ้าสำนักออกจากการเก็บตัวลงเขาเพื่อจัดการ! รบกวนเจ้าสำนักฝึกตน ศิษย์รู้ตัวว่ากระทำผิด ยอมรับการลงโทษ!”

    เนิ่นนาน ในตำหนักหามีเสียงตอบไม่

    ฝานจงเหงื่อเปียกโชกทั่วร่าง ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะใช้แรงจำนวนมากในการปีนเขา อีกครึ่งหนึ่งเป็นเพราะจิตใจเคร่งเครียด ศิษย์คนใดที่เคยเห็นวรยุทธ์เจ้าสำนักกับตา ทุกครั้งที่มาเข้าพบล้วนมิอาจนิ่งสงบอยู่ได้

    แต่ขณะนี้ฝานจงกลับรู้สึกประหลาดใจ ด้วยการตอบสนองอันฉับไวของเจ้าสำนัก อย่าว่าแต่การตะโกนเมื่อครู่ เพียงเสียงฝีเท้าที่วิ่งมาหน้าตำหนักของฝานจง เจ้าสำนักน่าจะได้ยินนานแล้ว

    มันลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนตัดสินใจผลักประตูตำหนักออก

    แม้ฝานจงจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าสำนักเหยาจะถูกคนลอบทำร้ายบนเขาอู่ตัง แต่ขณะมันเข้าตำหนักก็ยังคงลอบเตรียมพร้อมชักกระบี่บินบนร่างอยู่ตลอดเวลา

    ‘ตำหนักทอง’ เป็นเพราะสร้างจากทองสำริดทั้งหมด ในโถงจึงรู้สึกเย็นสดชื่นอย่างแปลกประหลาด ฝานจงล้ำประตูหน้าเข้าสู่ตำหนักหลัก รูปเคารพเทพเจินอู่นั้นส่องสะท้อนอยู่ตรงหน้าทันที ด้านซ้ายและขวายังมีรูปปั้นของดรุณทอง ดรุณีหยก และขุนพลเพลิงวารีประสานมืออยู่ด้วยกัน

    ในตำหนักเห็นเพียงคนผู้หนึ่ง เป็นเงาร่างขดตัวอยู่มุมหนึ่งของโถง

    นั่นย่อมมิใช่เจ้าสำนักเหยา ฝานจงเร่งฝีเท้าเข้าไปพยุงคนผู้นั้นขึ้นมา เป็นหลินเสี่ยวติง เด็กรับใช้เพียงคนเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนเจ้าสำนักเก็บตัว รับหน้าที่ดูแลกิจวัตรต่างๆ

    “เกิดอะไรขึ้น” ฝานจงใช้มือกระชากคอเสื้อของเสี่ยวติง อีกมือหนึ่งพาดบนด้ามกระบี่บินตรงข้างเอวเตรียมพร้อมทุกเมื่อ “เจ้าสำนักล่ะ”

    หลินเสี่ยวติงที่มีอายุเพียงสิบสี่ปีมองฝานจงอย่างลนลาน ทำได้เพียงส่ายหน้า

    ฝานจงเขย่าร่างของมัน “รีบพูดมา!”

    “เจ้าสำนัก…ไม่ให้ข้าพูด…ซ้ำยังให้ข้าอยู่ที่นี่ หลังกินอาหารที่นำขึ้นมาจนหมดจึงยอมให้ลงไป…”

    ฝานจงมีคำถามเต็มหัว ไม่เข้าใจว่าเสี่ยวติงกำลังพูดอะไรอยู่โดยสิ้นเชิง แต่ว่าในใจกลับโล่ง เพราะเจ้าสำนักเป็นผู้ลงจากยอดเขาเอง

    “ก่อนหน้านี้นานเท่าไหร่”

    “สี่…ไม่…” เสี่ยวจิงลองนับอย่างละเอียดในใจ “ข้าลืมไปแล้ว…ห้าวันก่อน หรือว่าหกวันก่อน…”

    ฝานจงมองดูรอบๆ ตำหนักเทพ ไม่มีอาวุธทิ้งไว้ เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าสำนักสะพายกระบี่ติดตัวไป

    เจ้าสำนักลงไป แต่มิได้กลับอารามอวี้เจิน…พกกระบี่เอาไว้…

    ฝานจงยามนี้มองเห็นแผ่นกระดาษสองแผ่นตกอยู่บนแท่นบูชาเทพ กระดาษใบเล็กมาก มันจำได้ว่าเป็นม้วนกระดาษของพิราบส่งสารสำนักอู่ตัง

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    Facebook