• Connect with us

    Enter Books

    ทดลองอ่าน

    ทดลองอ่านนิยาย เพลงกลอนคลั่งยุทธ์ เล่ม 3 บทที่ 1

    ศิษย์อู่ตังมีจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้สำนักอู่ตังจึงสร้างลานฝึกยุทธ์ขึ้นหลายแห่งในทุกที่บนเขา ลานยุทธ์ชางอวิ๋นคือแห่งหนึ่งที่จัดอยู่ในขั้นต้นที่สุด

    ซีเสี่ยวเหยียนมองโหวอิงจื้อด้วยโทสะอีกครั้ง พี่ชายมันแม้ว่ามิได้ถูกคนของสำนักชิงเฉิงสังหาร แต่ก็เป็นเพราะบุกโจมตีชิงเฉิงจึงถูกสังหาร มันจึงขัดหูขัดตาโหวอิงจื้ออย่างเลี่ยงมิได้

    “รบกวนศิษย์พี่ซีนำทาง” โหวอิงจื้ออดทนต่อแววตานี้ ประสานมือด้วยความเคารพ

    บัดนี้สำนักอู่ตังมีกุ้ยตันเหลยรักษาการแทน ซีเสี่ยวเหยียนมิกล้าไม่เชื่อฟัง นำโหวอิงจื้อออกจากสุสานไปอย่างขุ่นเคือง

    “ศิษย์น้องฝาน เรื่องนี้น่าแปลกนัก” กุ้ยตันเหลยขมวดคิ้วกล่าว “เกิดเรื่องนี้ขึ้นในซื่อชวน ไฉนรองเจ้าสำนักเยี่ยไม่รีบส่งจดหมายกลับมา”

    ฝานจงเองก็ไม่เข้าใจ สิ่งที่พวกมันไม่รู้คือหลังศึกเลือดเฉิงตู เจียงอวิ๋นหลันออกจากทัพเดินทางไกลแล้ว เป็นมันที่รับหน้าที่นำข่าวเกี่ยวกับนักล่าจิงเลี่ยกลับมาด้วยตัวเอง

    เจียงอวิ๋นหลันคุ้นเคยเส้นทางกลับเขาอู่ตัง สมควรกลับมาเร็วกว่าโหวอิงจื้อที่ออกเดินทางเร็วกว่าเพียงวันเดียว แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรจนป่านนี้ยังไม่กลับมา

    “ให้ข้าขึ้นยอดทองคำเชิญเจ้าสำนักออกจากการเก็บตัวลงมาหารือจะดีกว่า” ฝานจงกล่าว ยอดทองคำคือยอดเขาเทียนจู้ ยอดเขาสูงสุดของเขาอู่ตังทั้งหมด ฝานจงเป็นศิษย์เด่นล้ำสายพญางู วิชาตัวเบาร้ายกาจ ให้มันขึ้นไปย่อมเร็วที่สุด

    “รีบไป” กุ้ยตันเหลยพยักหน้า

    ฝานจงแสดงมารยาท ขายาวทั้งสองสาวเท้าวิ่งออกไปยังทางขึ้นเขาในทันที

    กุ้ยตันเหลยมองดูหมู่ป้ายศิลานั้นพลางขบคิด

    ได้ศิษย์อย่างโหวอิงจื้อเช่นนี้เดิมมันควรรู้สึกดีใจ แม้ว่ายังไม่เคยเห็นฝีมือแต่เยี่ยเฉินยวนมองคนผิดไม่บ่อยนัก

    ทว่าในใจมันกลับมีลางไม่ดี

    คงมิใช่เพราะนักล่านั่นหรอกนะ…ต่อให้มันฆ่าซีเจาผิงได้ก็ไม่นับว่าเป็นภัยร้าย ไม่อาจสั่นคลอนสำนักอู่ตัง…

    กุ้ยตันเหลยเงยหน้า มองเมฆหมอกที่รวมตัวอยู่บนยอดเขาเทียนจู้

     

    ครั้นถึงลานยุทธ์ชางอวิ๋นที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของอารามหุยหลงแห่งนั้น โลกทัศน์โหวอิงจื้อเปิดกว้างขึ้นอีกด้วยเหตุนี้

    ลานยุทธ์ชางอวิ๋นนี้อาศัยผาหินด้านตะวันตกสร้างขึ้น ใช้คนงานมหาศาลขุดช่องบนหน้าผาจนเป็นพื้นหินราบเรียบผืนใหญ่ หน้าผาที่ล้อมรอบลานสามด้านและกำบังท้องนภาครึ่งซีกเป็นรอยลดหลั่นซ้อนเป็นชั้นๆ ดังก้อนเมฆ เพราะเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า ‘ชางอวิ๋น (เมฆทะมึน)’ ด้านหลังลานยุทธ์ยังมีรูปสลักแม่ทัพสวรรค์เทพพิทักษ์ธรรมทั้งหกเรียงกัน แต่ละองค์สูงหลายจั้งหน้าตาอาจหาญดุดัน

    หากแต่ว่าลานฝึกยุทธ์ที่งามสง่า สิ่งที่สำคัญที่สุดยังเป็นคน

    โหวอิงจื้อแม้อยู่ห่างไกลก็รู้สึกได้ถึงพลังงานความร้อนที่แผ่ออกมาพร้อมกันจากร่างคนมากมายในลานนั้น บนพื้นหินล้วนแออัดยัดเยียดไปด้วยบุรุษเยาว์วัย มากกว่าครึ่งในนั้นเปลือยท่อนบนอยู่ ต่างครอบครองพื้นที่ว่างคนละแผ่น บ้างฝึกซ้อมหมัด เท้า อาวุธลำพังเพื่อหักล้างกระบวนท่ากับสหายร่วมสำนัก บ้างจู่โจมกระสอบทราย เสาไม้ หุ่นคนอย่างรุนแรง บ้างก็ใช้หินยกน้ำหนัก ไม้พลอง ดาบ และกระบี่ไม้เป็นต้นในการออกกำลังกายเสริมสร้างเรี่ยวแรง ทุกแห่งหนล้วนมองเห็นศิษย์ที่มีผ้าพันแผลพันอยู่บนร่าง กำลังฝึกปรือทั้งบาดแผลอย่างไม่สนใจแม้แต่น้อย

    Comments

    comments

    Continue Reading

    More in ทดลองอ่าน

    นิยายยอดนิยม

    Facebook